วทันยา วงษ์โอภาสี หารือประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลสู่ประเทศอัจฉริยะ โดยสนับสนุนให้รัฐบาลสานต่อนโยบายเดิมเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและเครือข่ายโทรคมนาคม 5G เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง วทันยา วงษ์โอภาสี ยังเน้นย้ำเรื่องการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และพ.ร.ก. ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเรียกร้องให้ภาครัฐและภาคเอกชนทำงานบูรณาการร่วมกันเพื่อวางแผนล่วงหน้าในการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งพัฒนาทุกมิติโดยยกระดับคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ เนื่องจากเวลามีน้อยขออนุญาตเข้าเนื้อหาเลยนะคะ จากการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้ดิฉันอยากจะขออภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในหัวข้อที่ ๕ ที่พูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นหัวข้อที่ ๕.๗ ที่มุ่งเน้นถึงเรื่องการพัฒนาดิจิทัลสู่การเป็นประเทศ อัจฉริยะค่ะ จากโครงการที่แล้วมาของรัฐบาลในชุดที่แล้วเห็นได้ว่าได้มีหลากหลายโครงการ ที่มีความสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ดิฉันจึงอยากจะขอสนับสนุนให้รัฐบาลในชุดใหม่นี้ ได้มีโอกาสดำเนินงานสานต่อนโยบายดังกล่าว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน และให้เกิดการพัฒนาในเรื่องของนโยบายอย่างต่อเนื่องค่ะ ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ดิฉันมองเนื้อหาออกเป็น ๔ ส่วนหลัก ๆ ด้วยกัน
ประการแรก ก็คือการวางโครงสร้างเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัย สำคัญของการเตรียมความพร้อมของประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ในปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ ประเทศได้จัดให้มีการประมูลการโทรคมนาคมในระบบ ๔ จี (4G) เกิดขึ้น ซึ่งการประมูลระบบโทรคมนาคม ๔ จี (4G) นั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์ ในหลาย ๆ ด้านในการเติบโตในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสังเกตได้จากการใช้งาน ปริมาณดาต้า (Data) ของประชากรไทยที่เพิ่มมากขึ้น จากปี ๒๕๕๗ เรามีการใช้งาน ดาต้า (Data) ทั้งสิ้นอยู่ ๕๐๐,๐๐๐ เทระไบต์ แต่หลังจากที่มีการประมูล ๔ จี (4G) ในปี ๒๕๖๐ ประเทศได้มีการใช้งานดาต้า (Data) เพิ่มขึ้นจาก ๕๐๐,๐๐๐ เทระไบต์ เป็น ๓,๐๐๐,๐๐๐ เทระไบต์ คือเพิ่มขึ้นกว่า ๖ เท่าตัว ส่งผลให้วันนี้เรามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า ๔๐ ล้านคน จากทั่วประเทศ มีผู้ใช้งานไลน์ แอปพลิเคชัน (Application) กว่า ๓๐ ล้านคน ทั่วประเทศ นั่นยังไม่นับรวมถึงการใช้งานบนธุรกรรมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานพร้อมเพย์ โมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) ฟินเทค (FinTech) ธุรกิจวิดีโอ สตรีมมิง ออนไลน์ (Video Streaming Online) หรือว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่เติบโต อย่างต่อเนื่อง จนทำให้วันนี้ประเทศไทยเรามีมูลค่าการเติบโตธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) แบบ บีทูซี (B2C) มากเป็นสูงสุดอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) หรือรวม มูลค่าทางการตลาดอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) รวมกันกว่า ๓.๒ ล้านล้านบาท จากตัวเลข ดังกล่าวอาจกล่าวได้ว่า วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และด้วยตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจทางดิจิทัลเหล่านี้ ดิฉันจึงอยากสนับสนุนให้รัฐบาล เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การประมูลโทรคมนาคมในระบบ ๕ จี (5G) ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หรือการพัฒนาเทคโนโลยี อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตค่ะ
ประการที่ ๒ คือการปรับตัวในการทำงานของภาครัฐ ภาครัฐจะทำอย่างไร ที่จะสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการในการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดิฉันดีใจที่ได้เห็นในรัฐบาลชุดที่แล้วได้ออกพระราชบัญญัติการบริหารงานและการบริการ ภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานของภาครัฐที่คำนึงถึงประโยชน์ ในการใช้เทคโนโลยี ถึงแม้ว่าโครงการดังกล่าวอาจจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนนัก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่ารัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่วันนี้ต้องการยกระดับคุณภาพ ในการทำงานของภาครัฐ โดยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะนั่นไม่ได้เพียงแต่ จะส่งผลต่อการทำงานภาครัฐที่ช่วยลดภาระต้นทุนในการดำเนินงาน ก่อให้เกิดความโปร่งใส ในการทำงาน สามารถตรวจสอบได้ แต่ยังช่วยผู้ประกอบการภาคเอกชนในการลดภาระ ต้นทุน ขั้นตอนในการติดต่องานกับภาครัฐ หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราลดค่าเสียโอกาส คอสต์ ออฟ ออปพอร์ทูนิตี (Cost of opportunity) ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ค่ะ
ประการที่ ๓ ก็คือการเสริมสร้างเอกชนไทยที่จะทำอย่างไรให้เราสามารถ มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เราจะสามารถ นำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ในการทำงานในธุรกิจในทุก ๆ แขนงได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ (Logostics) หรือว่ากระทั่ง ธุรกิจบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัป (Startup) ใหม่ ที่จะเกิดขึ้น ดิฉันได้เห็นถึงหลายโครงการที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้ทำในการที่พยายามผลักดัน กลุ่มสตาร์ตอัป (Startup) ไทยนะคะ ให้เกิดขึ้น อย่างตัวเลขในปี ๒๕๕๘ ก็มีมูลค่า การลงทุนสตาร์ตอัป (Startup) ไทย เป็นจำนวน ๓๖ ยูเอสดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทย ๑,๑๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๐ มูลค่าการลงทุนสตาร์ตอัป (Startup) ไทยเพิ่มขึ้นจาก ๓๖ ล้านเป็น ๑๐๖ ล้านยูเอสดอลลาร์แต่ที่น่าเสียดายคือในปี ๒๕๖๑ มูลค่าการลงทุนกลับ ลดน้อยลงเหลือ ๖๑ ล้านยูเอสดอลลาร์สาเหตุนั้นก็มาจากปัจจัยหลาย ๆ ประการ แต่สิ่งหนึ่ง ที่อยากจะเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปรับปรุง ก็คือในเรื่องของการเสริมสร้างระบบอีโก ซิสเท็ม (Ego system) ของสตาร์ตอัป (Startup) ให้มีความพร้อมและมีความเป็นเฟรนด์ลี อีโก ซิสเท็ม (Friendly ego system) อีกส่วนหนึ่งในการที่จะเพิ่มพัฒนาศักยภาพคนไทยที่ อยากจะขอเสริมให้ภาครัฐช่วยผลักดัน ก็คือในเรื่องของการส่งเสริมโอกาสให้คนไทยได้มี โอกาสเรียนรู้จากต่างประเทศ ขออนุญาตเพิ่มเวลาอีกสักเล็กน้อยนะคะ จะขอสคิป (Skip) ไปจนถึงในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมายว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ
ประการที่ ๔ ที่อยากจะให้รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายที่บางฉบับยังล้าหลัง แต่ก็เห็นว่ารัฐบาลได้มีการออกกฎหมายหลาย ๆ ฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างเช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนะคะ ซึ่งอันนี้นับว่าเป็นกฎหมายที่ออกตามแนวทางของนานาชาติ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับประชาชนคนไทย หรือไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ออกมา เพื่อดูแลธุรกรรมเทคโนโลยีทางการเงินนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยากจะเรียกร้องก็คือว่า ในการที่วันนี้เราสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางที่ถูกต้องนั้น จะทำให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศในหลาย ๆ ด้าน แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเองนั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานก็คือ เราจำเป็นจะต้องทำงานในเชิงรุก ก็คือมีการวางแผนล่วงหน้า ดิฉันเองในฐานะที่มาจาก การทำงานภาคเอกชน หวังเป็นอย่างยิ่งที่อยากจะเห็นการทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่าง ภาครัฐและภาคเอกชน ได้เห็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการที่จะพัฒนาประเทศเราต้องพัฒนา ในทุก ๆ มิตินะคะ เราอย่าไปติดกับดักอยู่แค่การพัฒนาโดยการมุ่งหวังตัวเลขในเชิงเศรษฐกิจ เพียงอย่างเดียว แต่อยากให้เห็นถึงการพัฒนาในการยกระดับคุณธรรมและจริยธรรม ของสังคมไปควบคู่กันค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ