สุทิน คลังแสง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง โดยเปรียบเทียบรัฐกับผู้ป่วยที่ต้องวินิจฉัยปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ชี้ว่ารัฐบาลไม่ยอมรับความจริงและบริหารประเทศล้มเหลวทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค จนนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจตกต่ำ และปัญหาสังคมอย่างรุนแรง เช่น อาชญากรรมและยาเสพติด พร้อมเรียกร้องให้เร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนและทบทวนประสิทธิภาพของนโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะอีอีซี
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ๒ วัน พอจะเห็นกลุ่มก้อนความคิด ของเพื่อนสมาชิกที่ได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาล และผมเชื่อว่ารัฐบาลก็จะได้โอกาสตักตวง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ หลังจากที่ท่านอาจจะเคยฟังจากคนใกล้ชิดซึ่งให้ข้อมูลท่าน แต่ ๒ วันนี้ ท่านได้ความจริง ท่านควรจะถือว่าเป็นโชคดีของท่านนะครับ การอภิปรายถึงนโยบาย ผมอยากเปรียบเทียบอย่างนี้ครับเพื่อให้ชาวบ้านที่ฟังทางบ้านได้เข้าใจ ผมเปรียบประเทศไทย เหมือนคนคนหนึ่งวันนี้เรามาคุยกันว่าประเทศนี้สุขภาพเป็นอย่างไร นายคนนี้สุขภาพเป็น อย่างไร เขาสุขภาพดีหรือป่วย แล้ววันนี้รัฐบาลคือท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าแพทย์ นั่งอยู่ข้างบนเป็นหัวหน้าแพทย์ วันนี้ก็จะจ่ายยาให้กับคนไข้นายประเทศไทย วันนี้การจ่ายยา จ่ายผิดหรือจ่ายถูก วันนี้พวกเราในสภามาขอดูใบสั่งจ่ายยา ถ้าสั่งจ่ายผิด นายคนนี้อาจจะชักตาย สั่งจ่ายถูก นายคนนี้สุขภาพดี แต่ก่อนจะสั่งจ่ายคงต้องเอกซเรย์ดูนายคนนี้ก่อน ซึ่งไม่ทราบว่า ท่านคณะรัฐมนตรีได้ไปดูวิเคราะห์ปัญหาของประเทศหรือไม่ แต่พวกผมวิเคราะห์ วันนี้ เป็นการดูใบสั่งจ่ายยา แต่เดือนหน้าตุลาคมท่านจะมาขอเงินไปซื้อยาแล้ว จะให้หรือไม่ให้ เมื่อให้เม็ดยาไปแล้วเราก็จะได้ติดตามดูอาการของคนป่วย อาการของประเทศไทย ถ้ารักษาหาย ท่านก็เป็นหมอต่อไป ชาวบ้านก็ให้ท่านเป็นหมอต่อ ถ้าท่านรักษาไม่หายก็ต้องไล่ท่านละครับ นั่นคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะตามมา ผมเรียนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ผมได้ เอกซเรย์ดูแล้วว่านายประเทศไทยคนนี้เป็นอย่างไร ณ วันนี้ ก็ได้จับอาการอยู่ ๓ อย่าง คือ อาการทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เอกซเรย์แล้ววันนี้จะได้บอกท่านว่า ใบสั่งจ่ายยา ของท่านวันนี้คือนโยบายเร่งด่วนและนโยบายหลักถูกหรือไม่ ผมพบว่านายคนนี้มีอาการ การเมืองแย่ เศรษฐกิจทรุด สังคมเลยเสื่อม ๓ ตัวเป็นวงจรผูกพันกันมีผลต่อกัน ซึ่งผมจะเรียน ให้ท่านได้ทราบ แล้วอาการที่ว่านี้ท่านจะรักษาหายไหม ผมเชื่อว่ามาดูแล้วรักษาลำบาก เพราะอะไรครับ ๑. ท่านไม่ได้เอกซเรย์ ไม่ทราบสภาพคนไข้ที่แท้จริง ประการที่ ๒ ที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญมาก ท่านไม่ยอมรับความจริง ที่เห็นชัดเจนที่สุดไม่ยอมรับว่าวันนี้ชาวบ้านลำบาก ไม่ยอมรับว่าเศรษฐกิจมันตกต่ำ นี่ตัวอย่าง เมื่อท่านไม่ยอมรับความจริงแล้ว บวกกับ ความสามารถของท่านซึ่งเคยบริหารมาแล้ว ๕ ปี บวกกับชุดความคิดเดิม ฟังมา ๒ วันยังเป็น ชุดความคิดเดิม ผมจึงเชื่อว่าคนไข้คนนี้จะลำบาก ด้านแรกครับ อาการแรกคืออาการ เศรษฐกิจ เมื่อพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ นักวิชาการหรือนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจเมืองไทย เก่งมาก เก่งเรื่องอะไรครับ เก่งเศรษฐกิจมหภาค แต่จุลภาคหรือภาคชาวบ้านฐานรากหาคน เก่งยาก แต่ที่ไม่เก่งเลย หาไม่เจอเลย คือนักเศรษฐกิจที่ทำการกระจายรายได้ ผมยัง หาไม่เจอเลย ๓ อย่างนะครับ อาการที่ ๑. เศรษฐกิจมหภาค ๒. จุลภาคหรือฐานราก และ ๓. ผมแยกออกมาก็คือ เป็นนักเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องทำการกระจายรายได้ หาไม่เจอ เมื่อคืน ผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด เคยทำงานด้วยกันมาตลอดรู้ฝีไม้ลายมือท่านมา เมื่อคืน ฟังดูหลายคนฟังก็จะดูดี ดูว่าท่านเข้าใจดีมากแล้วท่านตั้งใจสูง ท่านทุ่มเทมากจนผอม แต่สิ่งซึ่งผมดูแล้วเมื่อคืนนี้ท่านจะคาดหวังในสิ่งซึ่งมันเป็นเศรษฐกิจมหภาค ท่านพูด เรื่องมหภาค แต่ฐานรากคนละอย่างเลย เพื่อนสมาชิกจากภาคใต้บอกไว้แล้วครับ ดูชาวสวนยางพาราจะตายแล้ว เกษตรกร แม่ค้า เศรษฐกิจวันนี้ลำบากคนละอย่างกับตัวเลข มหภาคที่ท่านพูด แต่เอาละวันนี้ผมก็จะชี้ให้ท่านเห็นว่าทั้งมหภาคท่านก็ล้มเหลว จุลภาคหรือ ฐานรากท่านก็ล้มเหลว แต่ที่ล้มเหลวที่สุดคือเรื่องการกระจายรายได้ กระจายรายได้ใน ๕ ปี ที่ผ่านมาจึงเกิดคำว่ารวยกระจุกจนกระจายคุยกันมาทั้งวัน แล้วก็มาสู่คำว่า เหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับเอาตัวแรกเลย เอาเรื่องมหภาค ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อคืนนี้ท่านพูดว่า ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจดูประมาณว่ามีความหวังแล้วจะดี แต่องค์กรเศรษฐกิจระดับโลก เขาเตือนมา เขาบอกว่าไม่ใช่แล้ว เขาลดการเติบโตของเรา ๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ท่านไปแถลงผลงานนโยบายรัฐบาลชุดนี้ ท่านบอกว่าจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือเปล่า แต่พอประมาณการว่าหลังลดลงอีกตัวหนึ่ง แต่นั่นส่วนหนึ่ง แต่ส่วน ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ดีไม่ดีท่านก็มักจะบอกว่าเศรษฐกิจและตัวเลขมันเทียบกันกับ รัฐบาลก่อน ๆ ไม่ต่างกัน ท่านถ้าจะยอมรับความจริงลองไปไล่มาจากรัฐบาลทักษิณ อภิสิทธิ์ สมัคร แล้วจนถึงคุณยิ่งลักษณ์ ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจรัฐบาลท่านประยุทธ์ ๕ ปี ที่ผ่านมาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐบาล ๔ ชุด ตัวเลขการขยายตัวต่ำสุด แล้วที่สำคัญเมื่อคืน พูดเหมือนจะมีความหวัง เราตั้งความหวังมากกับ อีอีซี (EEC) เหมือนวันนี้ อีอีซี (EEC) กำลัง จะเป็นความหวังที่คนไทยรอคอย รัฐบาลชุดนี้หมายมั่นปั้นมือว่า อีอีซี (EEC) คือตัวจะมาชุบ ชีวิตให้กับเศรษฐกิจไทย ท่านพูดเมื่อคืนนี้ว่าตัวเลขการลงทุนแจ้งผ่าน บีโอไอ (BOI) แล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดูเหมือนสูง แต่ถ้าไปดูปี ๒๕๕๖ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ เท่า ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มี อีอีซี (EEC) แล้ว อีอีซี (EEC) ลงทุนสูงมาก ผมกำลังจะบอกว่า อีอีซี (EEC) คือตัวการที่จะไปทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงออกไปอีกเยอะ แล้วมีตัวเลขอีกหลายตัวที่ท่านสมคิดท่านคิดดี ท่านก็มองดี ตั้งความหวังไว้สูง แต่ว่าสิ่งซึ่งอยากให้ท่านมองแล้วเพื่อนสมาชิกพูดมาแล้ว ๒ วันคือ เศรษฐกิจชาวบ้านมันคนละเรื่องครับ ๕ ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เกษตรกรลำบาก หนี้สินล้นพ้นท่วมหัวทุกตัว แม่ค้าร้องห่มร้องไห้จะไม่ไหวแล้ว ผมไม่ขยายซ้ำ อันนี้คือฐานราก ท่านบอกว่าการท่องเที่ยวจะดีและดี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ ท่านครับไปดูจังหวัดภูเก็ตสิ ดูพัทยาสิ ดูจังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ซบเซา ไม่มีหรอกครับ เรื่องการท่องเที่ยววันนี้คนละเรื่องเลย อันนี้คือมหภาคกับจุลภาค แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการกระจายรายได้ ผมเองไม่ให้ ความสำคัญเรื่องมหภาค จุลภาค แล้วนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารเศรษฐกิจมักเข้าใจผิดว่า การทำให้เศรษฐกิจโตคืออันเดียวกับการแก้ปัญหาความยากจน คืออันเดียวกับการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำ จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ ท่านไปถามนักวิชาการก็ได้ การทำให้เศรษฐกิจโต กับการกระจายรายได้คนละเรื่อง แต่มันใกล้เคียงกัน นอกจากคนละเรื่องไม่พอแล้ว เป็นตัวทำลายด้วย ถ้านักเศรษฐกิจที่มุ่งหวังมหภาคมักอยากจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัว ไว้อวดกัน ก็จะทุ่มเทเกือบทุกโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ไล่ลงไป อัดฉีดลงไป โดยไม่คำนึงว่าเม็ดเงิน ผลงอกเงยนั้นมันจะไปถึงคนทุกชนชั้นไหมในประเทศ แล้วมักจะ เกิดผลในตรงกันข้ามด้วย เราไปมุ่งในตัวเลขมหภาค ตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่การกระจายรายได้ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงชัดเจนเลย ยิ่งหนัก ท่านประธานที่เคารพครับ เคยมียุคหนึ่งประเทศไทยตัวเลขขยายตัวสูงที่สุดปี ๒๕๓๑ ถึงปี ๒๕๓๔ เลข ๒ ตัว ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนั้นพอไปดูจริง ๆ แล้ว เราหลงใหลได้ปลื้มกับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมาก เพราะมันไปกระจุกอยู่กับเฉพาะคนรวย และคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ เช่นเดียวกับวันนี้ครับ เมื่อคืนท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รางเดี่ยว ไม่ว่าจะเป็น อีอีซี (EEC) ลงทุนทุ่มเทไปมาก ๆ คิดว่าจะนำเอาความเจริญ เอาถนน เศรษฐกิจไปสู่หมู่บ้านในชนบท หรือต่างจังหวัด ท่านต้องดูดี ๆ นะครับ แล้วถ้าท่านทำไป อย่างนั้น ทันทีเลยคือรายได้ไปเกิดกับกลุ่มทุนระดับใหญ่รวยทันที แต่ชาวบ้านอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่ แต่ท่านเอารถไฟความเร็วสูง ท่านเอาเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ออกไปรางคู่ รางเดี่ยว ออกไปก็แล้วแต่ ถ้าน้ำทำนายังไม่มี ทำนาข้าวแล้วข้าวยังราคาตก สวนยางชาวยางยังราคาไม่ดี ในที่สุดคนเหล่านั้นจนเหมือนเดิม แต่คนที่ได้คือใครครับ รถไฟ ความเร็วสูง ๓ สายที่จะเชื่อมที่ อีอีซี (EEC) ได้ทันที แต่ชาวบ้านวันนี้ ได้ ไม่ได้ ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นเรื่องการกระจายรายได้ความเหลื่อมล้ำท่านระวังให้ดี ท่านไปหลงเพลินแล้วท่าน ทุ่มเทกับตัวเลข จีดีพี (GDP) ตัวเลขการขยายตัว ตัวนั้นละครับ คือตัวการเลย เผลอแป๊บเดียว ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เพราะท่านไม่ได้ทำตัวเลขการขยายตัว ซึ่งผมถึงหายากครับ ผมหาในประเทศไทย นักเศรษฐกิจ หรือนักบริหารเศรษฐกิจที่ทำให้ กระจายรายได้ดี ๆ ยังไม่พบ ท่านครับ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงผมพูดบ่อยแล้ว เพื่อนก็พูด แต่อยากพูดอีกครั้งหนึ่งเพื่ออะไรครับ ตอกย้ำบ่อย ๆ เพราะมันไม่ขยายตัวเลยก็ได้ประเทศไทย วันนี้ทรัพย์สิน สินทรัพย์ การมีอยู่มีกิน ถ้ามันกระจายกันออกไปได้ทุกคน แต่ถ้ามันจะโต ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วความเหลื่อมล้ำเป็นแบบนี้ไม่ต้องโตดีกว่า เอามันอยู่สัก ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่กระจายให้มันทั่วถึง จนด้วยกัน รวยด้วยกัน ไม่แปลก ประเทศไทยไม่ถึงกับไม่มีกิน ท่านประธานครับ ผมขอสไลด์ (Slide) เจ้าหน้าที่ขอสไลด์แผ่นหนึ่งครับ แผ่นแรกครับ เรื่องความเหลื่อมล้ำอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ พูดถึงความเหลื่อมล้ำเมื่อคืน ท่านนายกรัฐมนตรีพูดแล้วผมหมดกำลังใจ ท่านตอบว่าอย่างไรครับ ตอบว่ามันก็เป็นอย่างนี้ กันทั่วโลกครับ โลกเสรีนิยมเป็นอย่างนี้ ก็หมายความว่าท่านไม่ได้ตระหนักว่ามันเป็นปัญหา ของเรา ก็มันเป็นทั่วโลกก็หมายความว่าปล่อยมันไปกับโลก ไม่ใช่นะท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ความเหลื่อมล้ำประเทศไทยมันอันดับ ๑ ของโลกนะครับ มันมีเหมือนกัน แต่ของเรามันมากที่สุด คืออันดับ ๑ ของโลก ถ้าท่านจะบอกว่ามันเป็นมาทุกยุค ใช่ แต่ยุคนี้ มันมากที่สุดนะครับ ท่านดูตัวเลขครับ ๕ ปี ดูดขึ้นเป็นคนละเท่าไร ผมต้องขอโทษ เสียมารยาท ถ้าเอาตระกูล เอาชื่อบริษัทมาจะได้เห็นกันจะ ๆ เจียรวนนท์ เพื่อนพูดบ่อยแล้ว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๗ ท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ มี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี้ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๕๑ เปอร์เซ็นต์ ผมเคยพูดแล้ว ชั่วชีวิตเขาหาเงินได้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๕ ปีของท่านเขาเพิ่มอีก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูที่ ๒ สิครับ เคยมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๗ ปีนี้ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันดับ ๓ ปี ๒๕๕๗ มี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทอีก ขึ้นกันคนละกี่เปอร์เซ็นต์ นี่คือความเหลื่อมล้ำ เป็นก้าวกระโดด ท่านบอกว่ามันมีทั่วโลก ในประเทศไทยมีทุกยุค แต่ยุคของท่านมันเยอะที่สุด แล้วเรามันเยอะที่สุดในโลก มันจึงเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าพูดเรื่อง เศรษฐกิจต่อไปนี้ผมไม่สนใจเรื่องตัวเลขการขยายตัวแล้ว ผมสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ มากกว่า ย้ำอีกที แม้มันไม่ขยายตัวแต่เอาสิ่งที่มีอยู่ในประเทศ ในระบบเศรษฐกิจมา แบ่งสรรปันกันอยู่ได้ครับ คนจนก็อยู่ได้ครับ ไม่ต้องขยายตัวเลย ท่านไปทำตัวนั้นดีไหม ทำความเหลื่อมล้ำให้มันลดลงดีไหม เอาละครับท่านประธานครับ นี่คือคนรวยรวยขึ้น คนละกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศมีหนี้คือจนลง มีหนี้เพิ่มขึ้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เดี๋ยวนี้หนี้เกือบ ๗ ล้านล้านบาท ถ้าบอกว่ามีหนี้ ท่านก็ตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ คุณต้องไปดูด้วยว่าหนี้มันก่อให้เกิดรายได้ไหม ผมก็จะตอบ มันเป็นไปได้ ๒ ทาง คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้และไม่เกิดรายได้ แต่ของท่านไม่ก่อให้เกิด รายได้ ทำไมบอกอย่างนั้นครับ ถ้ามันก่อให้เกิดรายได้ ๕ ปีมันดีแล้วนี่ มันเห็นแล้วนี่ ตัวเลข การขยายตัวที่ท่านอ้างมันก็จะขึ้นแล้วนี่ แต่หนี้ที่ท่านก่อขึ้น ก่อขึ้นมันจะไปเกิดรายได้ ตอนไหนครับ ท่านจัดงบประมาณขาดดุลมาแล้วกี่ปีครับ ๔ ปี ๕ ปีแล้ว ๕ ปีขาดดุลตลอด แล้ว ๔ ปีต่อไปนี้ที่ท่านอยู่ท่านกล้ารับประกันหรือไม่ว่าจะไม่ขาดดุลบอกสิครับ ถ้าท่าน ไม่กล้ารับประกันก็แสดงว่าท่านไม่กล้าจะบอกว่า หนี้ที่ท่านกู้มามันคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้ ถ้าท่านมั่นใจว่าก่อให้เกิดรายได้ท่านตอบสิ ในการทำงบประมาณ ในการทำนโยบาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ เขาบังคับด้วย ท่านต้องทำให้มันสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ แล้วก็บอกที่มาของเงินรายได้ แผนยุทธศาสตร์ของท่านบอกไว้ว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ต่อไปนี้ จะต้องขยายตัว ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วหลังจากนั้น ๑๕ ปี ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในนโยบายของ ท่านไม่กล้าบอกตัวเลข ไม่กล้าพูดเลยว่าตัวเลขต่อไปนี้จะขยายตัวกี่เปอร์เซ็นต์ ๑. ไม่สอดคล้อง ๒. ท่านไม่มั่นใจ เพราะฉะนั้นหนี้ของประเทศ ๒ ล้านล้านบาทที่เพิ่มขึ้นผมบอกเลยว่า ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ท่านจะรู้ตัวเองดีท่านจะยอมรับหรือไม่ว่าท่านก็ใส่ใจคนยากคนจนนะ ท่านทุ่มงบประมาณลงไปเมื่อ ๕ ปีนี่ไม่น้อยเลย ทุ่มลงไปผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผ่านทุกองค์กร แต่มันไม่ฟูครับ มันไม่เงยหัวขึ้นเลย นั่นก็แสดงว่าอย่างไรครับ แสดงว่าหนี้หรือการกระตุ้น เศรษฐกิจของท่านไม่เกิดประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนี้หนี้ประเทศ แล้วหนี้ชาวบ้านล่ะ หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น อันนี้ท่านก็บอกว่า โอ๊ยชาวบ้านกู้มากเอง ใช้จ่าย กันเยอะเองมันก็เป็นหนี้กันทั้งนั้นละ ไม่หรอกครับท่านประธาน ท่านฟังตรงนี้ครับ ๕ ปีมานี่ ท่านทำอะไร มันถึงเกิดคนรวยรวยขึ้น แล้วคนจนจนลง เกษตรกรคนส่วนใหญ่อาชีพเขา มีทางเดียว เขามุ่งหวังกับสินค้าเกษตรเท่านั้น ชาวอ้อยก็หวังกับอ้อย ชาวนาก็หวังกับนา มันก็มัน ชาวสวนยางเขาก็หวังเท่านั้นละ เขาไม่ได้รับเงินเดือน ๒ ทาง ๓ ทางเหมือนท่าน รับทางเดียวไม่ได้รับเงินเดือน ๒-๓ ทาง สินค้าเกษตร ๕ ปีตกตลอด ตกทุกตัว อ้อย ที่เคยดีที่สุดที่อีสานตอนยุคท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๑,๒๐๐ บาทต่อตัน เดี๋ยวนี้ ๖๐๐ บาท ต่อตัน ยางพาราไม่ต้องพูดถึง มันสำปะหลังตอนยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำไมผมต้องเทียบกัน เพราะมันต่อเนื่องกัน ยุคท่านยิ่งลักษณ์กับท่านประยุทธ์ ๓.๕๐ บาท ท่านยิ่งลักษณ์ เดี๋ยวนี้ ๒.๕๐ บาท ตลอด สินค้าเกษตรตกทุกตัว ข้าวตก มีดีหน่อยท่านอ้างได้คือปีที่แล้วได้ข้าว มันสูงจริง เพราะมันไม่มีข้าวขาย แล้วปีนี้ข้าวก็จะสูงเชื่อเลย ไม่สูงได้อย่างไรมันแล้ง ทั่วประเทศ ไม่มีข้าวขาย ท่านประธานที่เคารพครับ สินค้าเกษตรตกทุกตัว แล้วตกอย่างเดียว ไม่พอ ท่านยอมรับหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา ๕ ปี ชาวนาไม่ได้ทำนาปรังมา ๕ ปีเหมือนกัน ท่านห้ามเขาทำนาปรัง ปีแรกบอกไม่มีน้ำ ชักมาก็มันไปเป็นราคาไปปลูกซ้ำซ้อนกันเยอะ ปีนี้แล้งก็ห้ามอีก ๕ ปี ชาวนาไม่ได้ทำนาปรัง ทำทั้งนาปีนาปรังยังเป็นหนี้ท่วมหัว แล้วนี่ได้ทำนาปีอย่างเดียว แล้วราคาตกแล้วเขาจะอยู่อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นนโยบายข้อนี้ผมจึงอยากถามเสียเลยว่า ชาวบ้านฝากมาเยอะ ๔ ปีต่อไปนี้ท่านจะให้เขาทำนาปรังหรือไม่ ถ้าให้เขาทำนาปีอย่างเดียว ไม่ให้ทำนาปรังเขาจะทิ้งนาทิ้งไร่แล้ว ไม่รอดแล้ว นี่สินค้าเกษตรตกทุกตัวเขาอยู่ได้อย่างไร แล้วพอชาวนา พอเกษตรกรตก เกษตรกรไม่มีเงิน พ่อค้ารายเล็ก รายน้อย รายย่อย รายใหญ่ ตามตำบล ตามอำเภอ ตามจังหวัด เรียบครับ เอาเงินมาจากไหนล่ะ เจ๊งกันเป็นแถบ ก็อยู่ได้ พวกเดียวคือ ห้างใหญ่ ปลาใหญ่ ซึ่งไปไล่กินปลาเล็กตามอำเภอ ตามตำบลอยู่ได้ แต่พ่อค้า แม่ขายตามหมู่บ้านตลาด โอทอป (OTOP) เจ๊งเรียบ ไม่เจ๊งได้อย่างไร ก็เกษตรกรมันไม่มีเงิน แล้วที่หนักกว่านั้นทำไมความจนมันถ่างออกไปอีกกว่านั้น ก็คือท่านไปกดทับเขาด้วยภาษี ท่านขึ้นภาษี ๕ ปีเลือดเย็นมาก ขึ้นไม่น้อยกว่า ๕ รายการ ภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิต ภาษีบุคคล แล้วก็ภาษีสรรพสามิตล่าสุดท่านรู้หรือไม่ ท่านประธานครับ ท่านเก็บกับเหล้ากับยา กับบุหรี่ ขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีภาษีประเภทหนึ่ง เมื่อคืนท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ท่านจำได้นะ ท่านประธานครับ ผมฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีทบทวน ท่านบอกว่าคนจน ไม่ได้เสียภาษีหรอก ชาวบ้านไม่ค่อยได้เสียภาษีนะ มีคนเสียภาษีไม่กี่บาท ชาวบ้านไม่ค่อย เสียเลย เสียมากกว่าคนรวย ท่านฟังผมนะ ท่านประธานครับ ผมฝากไปถึงคณะรัฐมนตรี ชาวบ้านเสียภาษีมากกว่าคนรวย ทำไม ภาษีมี ๓ ประเภทครับ ภาษีทางตรงท่านก็เก็บเอาสิ ภาษีรายได้ ภาษีเงินได้ก็ว่าไป ภาษีทางอ้อมครับท่านประธาน ที่ชาวบ้านเสียจนจน แล้วที่ความจนกับความรวยมันถ่างออกจากกันเยอะที่สุด คือชาวบ้านแบกภาษีทางอ้อม ท่านขึ้นภาษีทางตรงกับพ่อค้าปั๊บ ท่านคิดว่าพ่อค้าเขาจะโง่หรือครับ บวกใส่ราคาสินค้าทันที สบู่ ยาสีฟัน น้ำมันขึ้นหมด ท่านขึ้นภาษีสรรพสามิตในรถยนต์ปั๊บ ขึ้นน้ำมันดีเซลปั๊บ ท่านขึ้น ลิตรหนึ่งเท่านี้ปั๊บ เอาละครับ รถอีแต๊ก เครื่องสูบน้ำ จ่ายภาษีแทนคนรวยหมด ผมเอาให้เห็นชัด ๆ ปีที่แล้วท่านขึ้นภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ ภาษีสรรพสามิต โดยท่านอ้าง มาตรการว่าจะให้คนเลิกเหล้า ท่านขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ครับ ทำให้เบียร์ บุหรี่ แม้แต่สุราขาว สุราชาวบ้านเขาขึ้นเท่าตัว เบียร์ขวดละ ๓๕ บาท เคยขาย ๓ ขวด ๑๐๐ บาท ขวดละ ๑๐๐ บาทครับ บุหรี่กรองทิพย์ ซองละ ๗๐ บาท ขึ้น ๑๐๐ กว่าบาทครับ เหล้าข้าว เหล้าชาวบ้าน สุราขาว ขวดหนึ่ง ๗๐ บาท ขึ้น ๑๕๐ บาท นี่คืออะไรครับ นี่คือพ่อค้า ผลักภาษีไปให้ชาวบ้าน ชาวบ้านจึงเสียภาษีทางอ้อมมากกว่าคนรวยอีก ไปนับดูสิครับ เราไปเจอที่ไหนครับ ชาวบ้านรู้อย่างเดียว ทำไมของมันแพงขึ้นทุกวัน โอ๊ย จะตายแล้ว วันนี้ แม่ค้าแม่ขายเข้าตลาดของแพง ไม่แพงได้อย่างไร ก็พ่อค้าไปบวกภาษีทางอ้อมให้เขา เขารับผิดชอบภาษีทางอ้อม และภาษีเลือดเย็นที่สุด ท่านประธานครับ ผมฝากถาม ท่านนายกรัฐมนตรีเลย ท่านดูดี ๆ แล้วนโยบายท่านจะเอาอย่างไร ภาษีแอบแฝงครับ เก็บจากไหนครับ ธุรกรรมที่ดินท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ทราบก็ได้ ท่านไปถาม กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน กรมที่ดินจัดเก็บธุรกรรมชาวบ้านไปโอนไปแบ่งแยกไปรังวัด ไปซื้อ ไปขาย เสียภาษีใช่หรือไม่ครับ ท่านเลือดเย็นอย่างไร ไม่ขึ้นหรอกภาษีตัวนี้ ไม่ขึ้น อัตราเท่าเดิม แต่ไปขึ้นอะไรครับ กรมธนารักษ์ยกราคาประเมินที่ดินสูงขึ้น แล้วเก็บอิงเอาราคาประเมิน ที่ดิน ปีที่แล้วสมมุติที่ดินแปลงนี้ ไร่ละล้าน เขาเสีย ๘๐,๐๐๐ บาท อยู่ดี ๆ กรมธนารักษ์ ไปยกราคาเขาขึ้น ไปยกขึ้นเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขาก็เสีย ๑๖๐,๐๐๐ บาท ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๙ กรมธนารักษ์ประกาศยกราคาประเมินที่ดินขึ้น ทั่วประเทศ แล้วพอยกปั๊บ ชาวบ้านนึกว่าจะดีใจ ดีใจได้อย่างไร เศรษฐกิจตกอย่างนี้ ใครจะมาซื้อล่ะ มันเป็นการหลอกเลย ไปบอกว่าราคาที่ดินเขาสูงขึ้น ไม่มีใครซื้อ มีแต่ ประกาศขาย แต่ที่เขาช้ำมากคือเวลาไปที่ดินปั๊บ แบ่งแยกให้ลูกให้หลานปั๊บ เจ้าหน้าที่ที่ดิน คิดราคาทำธุรกรรมจากอะไรครับ ราคาประเมิน ชาวบ้านร้องไห้ อ้าว ปีที่แล้วเสียเท่านี้ ก็ปีนั้นราคาคุณประเมิน โดยให้ไร่ละ ๕๐,๐๐๐ บาท ปีนี้ประเมินไร่ละแสนบาท ท่านประธานครับ ภาษีที่ท่านไปกดทับคนจน กรมธนารักษ์ยกราคาประเมินที่ดิน ปี ๒๕๕๙ ยกขึ้นทีหนึ่งแล้ว แล้วท่านให้นโยบายเขาหรือเปล่า ๔ ปี ยกครั้งหนึ่ง ปีนี้กำลังจะยกอีก ท่านรู้นี่ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ กรมธนารักษ์เตรียมยกราคาประเมินที่ดินขึ้นทั่วประเทศ ปีนี้จะยกอีก เพราะครบ ๔ ปี แล้วยกแล้วด้วย แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ วันนี้ชาวบ้านเดินเฉียดสำนักงานที่ดินก็สยอง แล้วครับ จะโอนเอามรดกจากพ่อจากแม่หมดปัญญาครับ มันแพงเท่ากับซื้อใหม่เลย นี่คือตัวอย่างหนึ่งสำหรับท่านกดทับกับคนจน แล้วใครบอกว่าคนจนไม่เสียภาษีละ ภาษีทางอ้อม ภาษีแอบแฝงนี่เจอเต็ม ๆ แล้วไม่จนได้อย่างไร ผมยกตัวอย่าง ยางพาราเพื่อนจากภาคใต้พูดไปแล้ว ท่านครับ ชาวสวนยางโดนผีซ้ำด้ำพลอย จะเหลือไหมนี่ ท่านครับ ท่านดูเหมือนดีนะ ท่านจะมีพาราซอยล์ ถนนพาราซอยล์เหมือนกับดี คือไปเอายางพารามาทำถนนแทนยางมะตอย แทนซีเมนต์ แทนคอนกรีต แต่เกิดอะไร ทราบหรือไม่ครับ การยางของท่านวันนี้มีหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรมการ ปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน มีหนังสือว่าอย่างไรครับ ให้ซื้อยางได้กับ ๓ บริษัทนี้ เท่านั้น มีชื่อด้วย ถ้าอยากได้เดี๋ยวผมจะให้ หนังสือมีกับผม มีตัวอย่างให้ เดี๋ยวผมจะแจก สื่อมวลชน ไปบังคับ ไปล็อกสเปก ใครพ่อค้าผู้รับเหมาซึ่งจะทำถนนกับกรมชลประทาน กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับทุกจังหวัด จะซื้อยางพาราไปทำพาราซอยล์นี่ต้องซื้อ กับ ๓ บริษัทนี้เท่านั้น ผมไปตรวจแล้ว ๓ บริษัทนี้อยู่บ้านเดียวกัน เจ้าของบริษัทถือหุ้นส่วน โยงกันโยงกันมา นี่เขาเรียกว่า ล็อกสเปก แล้วการยางของท่านแทนที่จะช่วยเกษตรกร เป็นตัวการทำธุรกิจแข่งกับเกษตรกรเองเลย ทำหนังสือเองเลย บอกไปทุกกรมเลย แล้วเกิด อะไรขึ้นอีกทราบหรือไม่ครับ ไปขู่เขาอีก ผู้รับเหมาคนไหนที่ซื้อยางพาราจากเกษตรกร โดยตรง จากสหกรณ์ยางพารา สหกรณ์การเกษตรจะถูกตรวจสอบโดย สตง. ตรวจสอบ โดยนั่นโดยนี่ คนที่ไปขู่เขานี่นามสกุลใหญ่ด้วย อยู่บัลลังก์นี่ละ แต่ไม่ใช่ท่านชวน ไม่ใช่ ท่านชวน หลีกภัย แน่ นามสกุลใหญ่ด้วย เป็นรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยไปดูสิครับ แล้วนี่คืออะไรครับ พาราซอยล์คิดว่าจะช่วยชาวสวนยาง ในที่สุดก็ไปตกกับพ่อค้าใหญ่ ๓ ราย แล้วชาวบ้านจะขายยางโดยตรงได้หรือไม่ ไม่ได้ องค์กรของชาวเกษตรกรชาวสวนยาง คือสหกรณ์ยางขายได้หรือไม่ ไม่ได้ ทำไมไม่ได้ ไม่ผ่านการประเมิน เพราะฉะนั้นพาราซอยล์ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในพุงของ ๓ บริษัทเรียบร้อย แล้วก็ไปกดซื้อยางพาราจากชาวบ้านต่อ นี่คือตัวอย่างหนึ่งและความยากความจน มันไม่ถ่างกันได้อย่างไรครับ เรื่องนี้ไม่จบ เรื่องล็อกสเปกนี่ก็จะต้องเจอกันอีกครั้ง เมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปจัดการเสีย เพราะนี่คือทำกับเกษตรกร
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องจุลภาคเศรษฐกิจตก เพื่อนพูดชัด มหภาค ตัวเลขอย่างที่ผมเปรียบเทียบให้เห็น วันนี้ต่ำกว่าประมาณการหมด เรื่องความเหลื่อมล้ำ ต่ำสูงชัดเจนที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้เกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อเศรษฐกิจตกแบบนี้ ชาวบ้านจนกันทั่ว อย่างนี้ ในที่สุดเศรษฐกิจซึ่งมันทรุดมันก็จะทำให้สังคมเสื่อม นำไปสู่ปัญหาสังคมคืออะไรครับ นโยบายท่านจะตามไปทันไหม เดี๋ยวผมจะบอกเป็นข้อ ๆ ปัญหาสังคมต่อไปนี้เกิดแน่ ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ความยากดีมีจน การกดขี่กัน ไม่ช้าก็นานในสักวันหนึ่ง ต้องเกิดสังคมชนชั้นขึ้น กดขี่ระหว่างคนรวยกับคนจน แล้วก่อนจะเกิดวันนั้น ก่อนจะถึงวันนั้น วันนี้เกิดแล้ว ปัญหาสังคมคืออาชญากรรม โจรเล็กโจรน้อยปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราว ยิ่งปีนี้แล้ง หนักซ้ำเติมเขาอีก ตัวเลข จีดีพี (GDP) ท่านก็จะหลุดลงไปอีก และปัญหาในหมู่บ้าน การปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราวเยอะขึ้น แล้วในที่สุดปัญหาสังคมตามมาคืออะไรครับ อนาคตข้างหน้า รออยู่ คนซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบเขาไม่มีที่อยู่ที่กิน ร้านค้าเล็กน้อย ถูกปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก ปลาเล็กไล่กินปลาน้อย ร้านสะดวกซื้อห้างใหญ่ไปไล่ตีห้างเล็กเต็มหมดแล้ว ตายหมดแล้ว ตามอำเภอ แล้วห้างสะดวกซื้อไปแย่งอาชีพชาวบ้านหมด หมูปิ้ง ต้มไข่ยังแย่งเลย อะไรอีก เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญวันนี้ชาวบ้านเขาจะหยอดได้บ้าง ห้างสะดวกซื้อเหล่านี้แย่งหมด สักวันหนึ่งพวกนี้เขาจะลุกขึ้น ลุกแล้วละ แต่ยังไม่ถึงกับสุกงอม นี่ปัญหาสังคมมันหยุดยั้ง ไม่ได้หรอก ถ้าความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมันถ่างออกมาอย่างนี้เรื่อย ๆ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ท่านประธานครับ ฉกชิงวิ่งราวท่านไปแก้เสีย ผมไปดูในนโยบายของท่านก็มี แต่ก่อนตัวนั้น วันนี้ความยากจนมันปกคลุมในทุกหมู่บ้าน หมดกำลังใจ หมดทางไป แล้งซ้ำกรรมซัด ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ วันนี้ชาวบ้านเมื่อไม่มีกินดีกว่าตายหันเข้าขายยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการค้ายาบ้า แล้วท่าน ก็ปล่อยทิ้งมา ๕ ปี ยาบ้านี่ผมบอกเอาบุญเลย ท่านแพ้เลือกตั้งพวกผมเพราะยาบ้า เพราะอะไรครับ พอผมไปหาเสียงพูดเรื่องนี้ทุกครั้งชาวบ้านแทบจะกระโดดร้อง เดี๋ยวนี้ยาบ้า ไปทุกชุมชน ราคาถูก จับได้ที เมื่อก่อน ๑๐๐,๐๐๐ เม็ด ใหญ่โตมาก เดี๋ยวนี้ ๒ รถพ่วง ๓ รถพ่วง ๑,๐๐๐,๐๐๐ เม็ด ๓,๐๐๐,๐๐๐ เม็ด ถามว่าตำรวจเก่งไหม ไม่เก่งหรอก แต่คืออะไรครับ ธุรกิจอันนี้มันเฟื่องฟูไง เดี๋ยวนี้ยาบ้าราคาถูกมาก ขายกันวันนี้อย่างกับผัก กับปลา ผมพูดตรงนี้ ผมมั่นใจชาวบ้านที่ดูผม ฟังอยู่นี่ดีใจมาก อยากให้ผมพูดเรื่องยาเสพติด ท่านประธานครับ ความรุนแรงของยาเสพติดผมจะบอกให้ไปถาม ป.ป.ส. สิ วันนี้เขาเฝ้าระวัง ระดับไหนครับ เมื่อก่อนเฝ้าระวังระดับเยาวชน เดี๋ยวนี้เตือนไปว่าเฝ้าระวังระดับเด็กประถม พ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่ ครอบครัวใหม่ อายุ ๒๐–๓๐ สร้างครอบครัวใหม่ ติดยาทั้งผัวทั้งเมีย แล้วความจริงซึ่งจะเกิดขึ้นท่านฟังผมนะ ผมไม่พูดเกินจริงครับ อีกไม่เกิน ๑๐ ปี ทุกชุมชน จะได้ผู้ใหญ่บ้านขี้ยา อบต. นายก อบต. นายกเทศมนตรีติดยาหมด ส.จ. ดีไม่ดี ส.ส. ด้วย ตำรวจ ทหาร นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ติด ไม่ติดได้ยังไงก็วันนี้มันติดกันเกือบหมด จะเอาใครมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็พวกนี้โตขึ้น แล้วสักวันหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ บัลลังก์ที่ท่านนั่งอาจจะมีขี้ยามานั่งแทนครับ ต่างประเทศไม่ใช่ไม่เกิด หลายประเทศ ประธานาธิบดีปราบยาบ้าไม่ได้จนปัญญาแล้ว ต้องให้ประเทศอื่นเข้าไปปราบให้ ท่านประธานครับ นี่คือระดับความรุนแรงของปัญหายาบ้า ยาเสพติดแล้วท่านที่นั่ง ครม. สักวันหนึ่งก็จะมีขี้ยามานั่ง หรือมีแล้วก็ไม่รู้นะวันนี้ หรือมีพ่อค้ามาแล้วก็ไม่รู้นะ ท่านนายกรัฐมนตรีที่เคารพท่านเอาบุญเถอะ ท่านประธานครับ ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เป็นเที่ยวนี้ท่านเอาบุญทีเถอะครับปราบยาบ้า แต่ที่ท่านปราบไม่ได้ท่านรู้ไหม ผมต้องพูด ความจริงให้ท่านฟังเลย ชาวบ้านเขาบอกว่าอย่างไรครับ เจ้าหน้าที่ขาย เจ้าหน้าที่ที่ใหญ่ที่สุด ยุคนี้คือ สีเขียว ผมต้องพูดคำนี้ ท่านไปดูลูกหลานท่านในค่ายทหารนะ ลูกหลานท่าน ลูกหลานทหารก็ติด ทหารเองก็ปวดหัวมาบ่นกับผม มีครูอาจารย์มาบ่นกับผมครับ ผอ. ส.ส. สุทิน เทคนิคอาชีวะเปิดเรียนเปิดเทอมเด็กมาเรียนเยอะมาก ไปได้เทอมเดียวหายไป ครึ่งหนึ่ง มันหายไปได้อย่างไร เพื่อนสมาชิกท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านรู้ดีท่านเป็น ผอ. มาก่อน วันนี้ปัญหามันลามไปที่โรงเรียน ผอ. เขาบอกกับผมว่าอย่างไรรู้หรือไม่ครับ เทอมแรกมันมาสมัครเรียน เทอม ๒ หายไปครึ่ง มันทำไมหาย มันมาหาสายค้ายาเฉย ๆ พอได้สายแล้วมันก็ออก ท่านครับนี่คือปัญหาสังคมที่มันมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ท่านไปแก้เถอะ แล้วปัญหาสังคมที่ใหญ่ขึ้น ๆ ก็คือความแตกแยกในชุมชน เสื้อเหลือง เสื้อแดง ที่เกิดขึ้นมา ปีสองปีนี่ สงครามสีซึ่งเราฟัดกันมาจนเป็นข้ออ้างให้ท่านต้องยึดอำนาจ ท่านไปอ่านงานวิจัย หรือไม่ครับ นักวิชาการเขาวิจัยว่ามูลเหตุความแตกแยกทางการเมืองดำเนินมา ๑๐ ปี เกิดเสื้อเหลือง เสื้อแดง เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านในเมือง มูลเหตุพื้นฐานจริง ๆ ไล่ลงไป ลึก ๆ คือ ความแตกต่างช่องว่างทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมันจึงผุดขึ้นมาในรูปของ แย่งชิงอำนาจ แย่งชิงการทำมาหากิน แย่งชิงอำนาจทางการเมือง พื้นฐานจริง ๆ มันคือ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสังคม ซึ่งวันหนึ่งเกิดแน่ในอนาคต เอาละ นี่เศรษฐกิจมันทรุด สังคมเสื่อมเพราะอะไร เพราะการเมืองแย่ ปัญหาทั้งหมดทั้งปวงไล่ไปก่อนที่จะถึงคือ การเมือง ๕ ปีที่ผ่านมาทำไมความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมันเยอะ ท่านครับการเมืองที่ไม่เป็น ประชาธิปไตย เคยได้ยินคำพูดอมตะ นักต่อสู้เขาพูดกัน ชนชั้นใดขึ้นปกครองย่อมตอบสนองชนชั้นนั้น ชนชั้นใดไม่เข้าใกล้อำนาจ ชนชั้นนั้นก็ถูกกีดกันออกจากเศรษฐกิจ ๕ ปีที่ผ่านมาไม่เป็นประชาธิปไตย นี่คือต้นเหตุ เหตุอะไรครับ มหภาคจริง ๆ ก็คือท่านแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ท่านสมคิดเก่ง อยู่ด้วยกัน ผมรู้ว่าท่านเก่ง แต่จะต่อให้ ๑๐ สมคิด ๑๐๐ สมคิดก็ไม่ได้ ถ้าสภาพการเมือง นายกรัฐมนตรี มาจากรัฐประหาร บริบททางสังคมยังแตกแยกและยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจแบบนี้ ร้อยเทวดา ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมไทยไม่ได้ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบ่นมา ๒ วัน มันยาก มันง่าย มันไม่ง่ายนะ ใครจะมาทำก็มาทำสิ ใช่ เพราะว่าอย่างไรครับ การเมืองไทยมันเป็นปมด้อย ปมด้อยไม่เหมือนใครในโลก เรามีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ท่านนายกรัฐมนตรีไปเมืองนอก ไปเจรจาบนเวทีโลกท่านก็มีปมด้อย ผมรู้ผมก็สงสารท่านผู้นำ แต่เพราะอะไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีปมด้อยก็ทำให้บ้านเมืองเรามีปมด้อย เพราะระบบการเมืองเรา โลกเขา ไม่ยอมรับ เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร อียู (EU) ประกาศตัดทันที หลายประเทศ ตะวันตกประกาศตัด ท่านก็หนักขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหามันจึงยากลำบาก แล้วเกิด อะไรขึ้นอีกครับ ท่านประธาน ๖ ปี ๕ ปี ท่านทุ่มอะไรลงไป เจรจาอะไรลงไป ไปขายอะไร กับเขา ขายไม่ได้เขาไม่คุยกับเรา อียู (EU) ๒๘ ประเทศตลาดใหญ่เขาหันหลังให้เรา วันนี้ มีการเลือกตั้งแล้ว หวังว่าจะดีขึ้นเลยหรือไม่ น่าจะดีขึ้นแต่ท่านฟังหรือไม่ละ เลือกตั้งเสร็จปั๊บ เลือกนายกรัฐมนตรีได้ปั๊บ นิวยอร์กไทมส์เขาว่าอย่างไร สื่อเมืองนอกเขาว่าอย่างไร เขาเชื่อมั่นเราหรือไม่ ไม่เชื่อ แล้ววันนี้สภาพการเมืองของเราท่านอย่าไปคิดว่าเลือกตั้งแล้ว ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง อย่าคิดว่าเขาจะเชื่อถือเราเลยนะครับ การเลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาคม ไม่ใช่บัตรแข็งที่ท่านจะนำไปได้ทั่วโลก เขาดูอีกว่าเลือกตั้งเป็น อย่างไร รัฐบาลชุดนี้มาด้วยชอบธรรมหรือไม่ แล้วจะอยู่ได้อีกหรือไม่ เขาจะคบเราเขาต้องดูว่า เราจะอยู่ได้กี่มากน้อย มีที่ไหนรัฐบาล ๑๙ พรรค หามาแข่งที่ในโลกนี้ แล้วเสียงปริ่มน้ำขนาดนี้ เขาดูออก แล้วสภาพในพรรคแกนนำเป็นอย่างไร พรรคร่วมเป็นอย่างไร เอกภาพมีหรือไม่ เขาดูออก บางคนชอบพูด ฝรั่งไม่รู้ประเทศเราหรอก จะรู้ดีอะไรกับประเทศเรา เรารู้ตัวเองดี เลิกพูด ผมนี่เรียนจบมาด้านไทยสทัดดีส์ (Thai Studies) ไทยศึกษา สอนหนังสือ เรื่องไทยศึกษา ไทยสทัดดีส์ (Thai Studies) แต่รู้หรือไม่ครับ ผมไปเห็นสถาบันต่าง ๆ ในประเทศอังกฤษ ยุโรป มันมีไทย สทัดดีส์ อินสทิทิวชัน (Thai Studies Institution) คือมี สถาบันเรียนไทยศึกษาก่อนเราอีก เขารู้ประเทศไทยมากกว่าเราอีก ผมต้องไปเรียนความเป็นไทย จากต่างประเทศ ข้อมูลประเทศไทยเขามีหมด ท่านอย่าไปคิดว่าเขาไม่รู้ประเทศไทย รัฐบาล ท่านมาอย่างไร คะแนนแต่ละคะแนนมาอย่างไร แต่ละมือมาอย่างไร แล้วจะอยู่ไปได้สักกี่น้ำ เขาก็รู้ เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย แล้ววันนี้เขาก็รอดูต่อ ดูอะไรครับ ตัวที่เป็นปัญหาที่เรานอน กอดอยู่เดี๋ยวนี้ รัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวที่เราได้ต้องทะเลาะกันอีก แล้วคนไทยเขาจะจัดการ เรื่องนี้อย่างไร ในนโยบายท่านเขียนไว้ว่าอย่างไรเขาก็ดู ดูแล้วรัฐธรรมนูญเขียน กล้อม ๆ แกล้ม ๆ เอาใจกันไว้เท่านั้นล่ะ จะศึกษา เขาก็ดูออกว่าไม่แก้หรอก ถ้าไม่แก้เชื่อเลย อีกไม่เกินปีสองปีระเบิดที่เขานอนกอดอยู่นี้ระเบิดแน่ สักพักเขาก็ต้องสู้กันอีก ไม่สีเหลือง สีแดง ต่อไปมันจะเป็นสีอะไร ความเชื่อมั่นเสถียรภาพทางการเมืองของเราไม่ง่าย ท่านประธานครับ และตัวหนึ่งซึ่งผมกำลังจะบอกท่านว่าคนจะมาลงทุนในประเทศเขาอยากรู้ อะไรรู้ไหมครับ บ้านเมืองเรารัฐประหารมาอยู่ในกฎหมายพิเศษ อยู่ในอำนาจพิเศษมา เมื่อเลือกตั้งแล้วเขาอยากเห็น เห็นอะไรรู้ไหมครับ คำหนึ่งที่เขาอยากเห็น รูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) นิติรัฐ นิติธรรม ต้องการแค่นี้ ถ้าไม่มีนิติรัฐ ไม่มีนิติธรรม เขาไม่อยากมา ลงทุนหรอก อยู่ดี ๆ มาลงทุน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันดีคืนดีเสือหิวเสือโหยที่ไหนจะไปขูดเขาอีก แล้วอ้ายบ้าที่ไหนจะไปสั่งปิดของเขาอีก เขาก็กลัว แล้วดูในแถลงนโยบายของท่าน ท่านเปิดดูสิครับ มีพูดไว้ไหมนิติรัฐ นิติธรรม ท่านได้ ยืนยันไว้ไหม ไม่มีเลย ทั้ง ๆ ที่นิติรัฐ นิติธรรม ท่านประธานครับ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เราทำอะไรท่านประธานครับ มีพระราชพิธีเปิดรัฐสภา พระบรมราโชวาททรง เน้นย้ำเลย หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ท่านทำไมไม่เอามาเขียนไว้นี่ละ ไม่มีเลยในนโยบาย แล้วรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ท่านอ่านสิครับ ประเทศไทยต้องอยู่ด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่มีในนโยบาย แล้วที่สำคัญมากเพื่อนสมาชิกวันก่อนพูดว่าอย่างไร อาจารย์ปิยบุตรบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณท่านลืมอยู่คำหนึ่ง ท่อนสำคัญมาก จะคงไว้และปฏิบัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถวายสัตย์ท่านไม่พูดเลย ซึ่งเพื่อนสมาชิกปิยบุตร กล่าวว่าอย่างนั้น ผมก็เลยรอฟังท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ว่าท่านจะชี้แจงไหม ไม่น่าเป็นไปได้นะ จะลืมได้อย่างไร ปฏิญาณคำถวายสัตย์มันก็ไม่เยอะนะ คำสุดท้ายนี้ ธำรงไว้และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ ท่านไม่พูด พอท่านไม่พูด ๑. ท่านลืม เอ๊ะ ลืมได้อย่างไร ๒. ไม่ลืมแต่จงใจ ถ้าจงใจเกิดอะไรขึ้น ผมเชื่อว่าอย่างไร เชื่อว่าจงใจ เพราะมันสอดคล้องกับพฤติกรรมท่าน ท่านไม่ค่อยชอบรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหลายอย่าง ก็ดูอย่างแถลงนโยบาย สิครับ ถ้าจะว่ากันจริง ๆ มีเวลานาน ๆ ท่านไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเยอะเลย ถ้าพวกผมไป ยื่นตีความ ไปยื่นศาล การแถลงนโยบายวันนี้อาจจะโมฆะ เพราะ ๑. ไม่แสดงที่มาทาง การเงิน ๒. ไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เลย เพราะฉะนั้น ๑. ถวายสัตย์ท่านก็ไม่พูดคำนี้ ๒. ในเล่มนโยบายไม่ได้ย้ำเลยนิติรัฐ นิติธรรม แสดงว่าต่อไปนี้ประเทศนี้ก็จะอยู่ต่อไปด้วย หลักอะไร หลักเหมือนที่เคยอยู่มา อยู่มาแบบไหนก็อยู่แบบนั้น แล้วก็จะมีผู้พิพากษา หน้าทำเนียบขึ้นมาพิพากษาเอง หลักวิษณุรัฐอย่างไรครับ ขอโทษครับท่านรอง นายกรัฐมนตรีครับ ผมเคารพท่าน ท่านเป็นไอดอล (Idol) ผมตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเลย ท่านจัด รายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองเมื่อก่อนผมชอบมาก แต่วันนี้ท่านได้ทำตัวเป็นคล้าย ๆ เขาเรียก ทนายหน้าหอหรือเปล่า ท่านก็เป็นมือกฎหมาย ท่านก็ทำหน้าที่ แต่ผมดูว่าท่าน ทำหน้าที่