ศิริกัญญา ตันสกุล วิพากษ์นโยบายรัฐบาลที่ขาดเป้าหมายชัดเจน ตัวชี้วัด และกรอบเวลา พร้อมเสนอแนวทาง GPS เพื่อจัดทิศทางการบริหารประเทศอย่างเป็นระบบ และเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาสัญญาประชาคม รวมถึงการใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าที่รายได้ลดลงและหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษี ลดรายจ่ายภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อวานนี้ได้มีการแถลงนโยบายของรัฐบาล เราได้อ่านกันแล้วล่วงหน้าประมาณ ๒-๓ วันนะคะ แต่เราพบว่าคำแถลงนโยบายที่ดีควรจะมีลักษณะที่เหมือนกับเป็น จีพีเอส (GPS) จีพีเอส (GPS) จริง ๆ ก็ย่อมาจาก กัฟเวอร์แนนซ์ โพลิซี สเทตเมนต์ (Governance Policy Statement) ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ ทำไมเราถึงต้องมี จีพีเอส (GPS) คะ เพราะว่า จีพีเอส (GPS) จะเป็นตัวที่จะบอกว่าเป้าหมายที่เราอยากจะเดินทางไปถึงนั้น อยู่ที่ไหน แล้วเราจะเลือกเดินเส้นทางไหนให้ไปถึงเป้าหมายนั้น เราจะเลือกเดินไปทางนั้น ด้วยวิธีการใด และเราจะถึงเป้าหมายนั้นเมื่อไร อย่างไรก็ตามคำแถลงนโยบายที่เราได้อ่านกัน เรายังไม่เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนนะคะ ยังไม่เห็นว่าจะต้องเดินเส้นทางไหนเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น แล้วก็ไม่ได้บอกวิธีการว่าจะทำด้วยวิธีการใด และไม่ได้มีกรอบเวลาว่าจะถึงเป้าหมายเมื่อไร ดิฉันต้องรอพรีเซนเทชัน (Presentation) ของดิฉันอยู่นะคะ ถ้าเจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์ จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วยได้ ขอบคุณมากค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขอหน้าต่อไปค่ะ หน้าต่อไปค่ะ ถ้าเราลองมาตรวจการบ้านนะคะ ดิฉันได้ไปทำการทบทวน การแถลงนโยบายในประเทศอื่น ๆ ก็พบว่าในมาตรฐานที่เป็นมาตรฐานสากลนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการแถลงเฟิสต์ วีค แอดเดรส (First week address) ของบารัค ฮูเซน โอบามา ในสมัยแรกนะคะ การแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีประเทศสวีเดน สเตฟัน เลอเวน หรือว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศเบลเยียมก็คือท่านชาร์ล มิเชล เราก็พบว่าทุก ๆ ครั้งก็จะมี การพูดถึงรายละเอียดของแต่ละนโยบาย มีการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนแล้วก็มี การกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจนว่า ในแต่ละนโยบายนั้นจะมีการถึงเป้าหมาย แล้วก็ ดีลิเวอร์ (Deliver) ได้อย่างไร แล้วถ้าเป็นรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลต่อเนื่องก็จะมีการกล่าวถึง ผลงานในอดีต และรายงานความคืบหน้าของนโยบายที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น นายกรัฐมนตรีของประเทศสวีเดนมีเป้าหมายว่าจะลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สิ่งที่ เขาได้สัญญากับประชาชนก็คือว่า จะยกเว้นเงินสมทบประกันสังคมเป็นเวลา ๒ ปี สำหรับ หนุ่มสาวที่เพิ่งจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และยกเว้นการเก็บเงินสมทบประกันสังคมให้กับ ผู้ที่มาตั้งรกรากใหม่ ส่วนทางนายกรัฐมนตรีของประเทศเบลเยียมได้สัญญากับประชาชนว่า จะสร้างงาน ๑.๔ แสนตำแหน่งในเวลา ๒ ปี โดยวิธีการก็คือว่าจะดึงเอาบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างบริษัท อาวดี้ ให้เข้ามาตั้งโรงงาน
สิ่งที่ดิฉันประทับใจก็คือการแถลงเฟิสต์ วีค แอดเดรส (First week address) ของบารัก ฮูเซน โอบามา ค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ของบารัก ฮูเซน โอบามา ได้มีการตั้งกรอบเวลาที่ชัดเจนมากนะคะ ช่วงนั้นเป็นช่วงปี ๒๕๕๒ ก็คือเป็นช่วงที่เกิดวิกฤต เศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (Hemberger) พอดี บารัก ฮูเซน โอบามา เข้ามาแล้วก็สัญญาชัดเจน ว่าจะออกกฎหมายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เสร็จภายใน ๑ เดือน มีการตั้งกรอบเวลาด้วยว่า จะเพิ่มพลังงานสะอาดให้ได้เท่าตัวภายใน ๓ ปี ในส่วนของเป้าหมายก็มีตัวชี้วัดอย่าง ชัดเจนว่าจะสร้างงานให้ได้ ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ ตำแหน่งงาน จะลดค่าใช้จ่าย ของภาครัฐโดยการปรับปรุงตัวอาคารภาครัฐให้สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐให้ได้ ๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ต่อปีนะคะ แต่คำแถลงนโยบายของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ที่เราได้ยินเมื่อวานนี้ ตัวเป้าหมายอย่างเดียวที่จับต้องได้จากคำแถลงนี้ก็คือว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้วภายในศตวรรษที่ ๒๑ นั่นก็คือกรอบเวลาประมาณ ๘๐ ปีนะคะ ระยะเวลา ในการแถลงก็เช่นเดียวกัน บารัก ฮูเซน โอบามา ใช้เวลาในการให้สปีช (Speech) ของเฟิสต์ วีค แอดเดรส (First week address) ใช้เวลาประมาณ ๕ นาทีนะคะ แต่ว่า สามารถที่จะบอกในเรื่องของรายละเอียดของนโยบาย กรอบเวลา แล้วก็เป้าหมายที่เป็น ตัวเลขชี้วัดชัดเจน แต่ว่าของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ใช้เวลาไปประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันแค่อยากจะให้ข้อเสนอแนะว่า คำแถลง นโยบายนี้ควรจะเป็นสัญญาประชาคมที่ท่านทำไว้กับประชาชน ให้ประชาชนสามารถที่จะ ตรวจสอบการทำงานของท่านได้ เมื่อถึงเวลาที่ท่านจะต้องมาแถลงผลงานนโยบายเมื่อครบ ๑ ปี ประชาชนก็จะสามารถฉลองความสำเร็จของท่านได้ว่าท่านสามารถที่จะทำได้ตามที่ ท่านสัญญาไว้หรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งที่หลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้ว ดิฉันจะไม่ใช้เวลามากนะคะ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ก็คือว่าสัญญาประชาคมที่พวกท่านได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ กับประชาชนก่อนเลือกตั้งก็ไม่ควรที่จะถอนคำพูด หรือว่าตระบัดสัตย์นะคะ เพราะว่า การเลือกตั้งมันคือตลาดของนโยบาย ประชาชนเข้าคูหาเพื่อไปเลือกนโยบายที่ชอบนะคะ การที่พรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถที่จะดีลิเวอร์ (Deliver) นโยบายที่ได้สัญญาไว้ก็จะเป็น เรื่องที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ แล้วก็มีความเข้มแข็ง มากยิ่งขึ้นนะคะ เพื่อให้ก้าวข้ามการเลือกตัวบุคคลหรือว่าเลือกพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบ อุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอย้ำว่าการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนจะทำให้ ประชาธิปไตยของเราเข้มแข็งขึ้น
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ เรื่องต่อไปที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของนโยบาย เศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาปากท้องนะคะ จริง ๆ แล้วมีการพูดถึงอยู่ในตัวคำแถลงนโยบาย ในหลายจุดด้วยกันว่าปัญหาปากท้องของประชาชนนั้น มีความจำเป็นเร่งด่วนมีอยู่ในเรื่อง ของความท้าทายที่อยู่ในช่วงของคำปรารภ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ แต่ว่าเราจะต้อง ยอมรับความจริงก่อนว่าเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าแล้วจริง ๆ เพราะฉะนั้น จะต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่เราจะทำ แต่ว่าเราจะทำโดยที่เราไม่มีเป้าหมายไม่ได้ สรุปแล้ว เป้าหมายของเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องนั้นควรจะเป็นอะไร ดิฉันขอยกตัวอย่าง ตัวเลขให้ดูว่า ๕ ปีที่ผ่านมาช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ จีดีพี (GDP) เราโต โตดี อย่างที่เมื่อวันก่อน นั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจได้แถลงนโยบายเศรษฐกิจให้เราได้ฟัง เราก็พบว่า ท่านทำได้ดีในเรื่องของการกระตุ้นให้ จีดีพี (GDP) เติบโต ๕ ปีที่ผ่านมา จีดีพี (GDP) โตขึ้นทั้งหมด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รวม ๕ ปีนะคะ แต่ว่าสิ่งที่เป็นปัญหาปากท้องที่สำคัญที่สุด ก็คือรายได้หรือว่าเงินในกระเป๋าของประชาชนนั้นกลับไม่ค่อยโตเท่ากับ จีดีพี (GDP) ถ้าเราดู รายได้ของแรงงานเราจะพบว่าค่าจ้าง หรือว่าเงินเดือนของแรงงานนั้นโตเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยก็คือโตเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองต่อปี เฉลี่ยคร่าว ๆ รายได้เกษตรกรเราไม่ต้องพูดกันบ่อยแล้ว แต่ว่าตัวเลขจะทำให้เราเห็นภาพชัด มากขึ้น รายได้เกษตรกรในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาลดลงค่ะ ลดลงทั้งสิ้น ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ได้มีสมาชิกบางท่านพูดเรื่องนี้ไปแล้วด้วยเช่นกันว่าสิ่งที่จะสะท้อน ตัวเงินในกระเป๋าของประชาชนได้ดีที่สุดอีกตัวหนึ่ง ก็คือรายได้ครัวเรือน รายได้ครัวเรือนนั้น ลดลงใน ๓๗ จังหวัด จาก ๗๗ จังหวัดด้วยกัน ก็ไม่น่าแปลกใจค่ะว่าเมื่อคนยังจะต้องกินต้อง ใช้เหมือนเดิม แต่ว่ารายได้มันไม่ค่อยเพิ่มขึ้น อาจจะเพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพ ก็จำเป็นที่ จะต้องกู้หนี้ยืมสิน อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องว่าเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด แต่ว่า เมื่อไรที่เงินในกระเป๋านั้นไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ ก็ต้องมีการกู้หนี้ยืมสิน ทำให้หนี้ ครัวเรือนของประเทศไทยโตในรอบ ๕ ปีนี้สูงขึ้นประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ได้มีสมาชิกบางท่านอภิปรายไปแล้วว่าหนี้ครัวเรือนนั้นก็โตมาทุกยุคทุกสมัย แต่นั่นไม่ใช่ เหตุผลที่เราจะละเลยปัญหานี้ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน แต่มันเป็นเรื่องความทุกข์ร้อน เรื่องของการที่จะดำรงอยู่ครองชีพได้อย่างมีคุณภาพชีวิตค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่ท่านจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจก็ขอให้ท่านเลือกตัวชี้วัดที่ถูกต้องว่า เราจะกระตุ้นไปที่ไหน ไปที่ใคร และให้ใครได้ประโยชน์
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ก่อนที่จะไปถึงตัวนโยบายการคลังนะคะ ก็อยากจะพูดถึงเรื่องเมื่อวานนี้ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ได้กล่าวเหมือนกับเป็น มินิ (Mini) แถลงนโยบาย ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจที่มาที่ไปเหตุผลเบื้องหลัง มีคำ แอกยูส (Accuse) ต่าง ๆ ว่าทำไมการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจนั้นยังไม่เกิดขึ้นนะคะ ดิฉันก็รู้สึกเสียดายโอกาสแล้วก็เวลาที่ผ่านไป ๕ ปีด้วยเช่นกันนะคะ เมื่อรัฐบาลของท่านนั้น ได้มีอำนาจเต็ม มีทั้ง ม. ๔๔ ด้วย และยังไม่มีฝ่ายค้านด้วย ก็น่าเสียดายโอกาสที่จะได้ผลักดัน วาระที่จำเป็น แล้วก็ให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการลด ทลายทุนผูกขาด จริงอยู่ว่ามีการออกพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าใน พ.ศ. ๒๕๖๐ ออกมานะคะ แต่ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้นก็ยังมีข้อบกพร่องในหลายเรื่องนะคะ ยังไม่สามารถให้ประชาชนนั้นสามารถรวมตัวกันเป็นผู้ฟ้องได้ และยังมีการมีปัญหา ในเรื่องของการนิยามว่าบริษัทไหนจะเป็นบริษัทที่ผูกขาดหรือไม่ในเรื่องของการปฏิรูปภาษี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยเช่นเดียวกันนะคะ เราก็ได้เห็นว่าท่านได้มีความพยายามที่จะออกพระราชบัญญัติเพื่อที่จะออกตัวภาษีมรดก และภาษีที่ดินออกมา ซึ่งโดยชื่อแล้วภาษีทั้ง ๒ ตัวนี้นั้นจะเป็นตัวที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องของการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงเราก็เห็นว่าภาษีที่ดินและภาษีมรดกกลับไม่ได้เป็นตัวที่จะช่วยลด ความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง เหตุผลก็เพราะว่าอัตราที่จัดเก็บนั้นอาจจะต่ำเกินไปสำหรับ กรณีของภาษีที่ดิน ส่วนของภาษีมรดกนั้นรายได้ที่จัดเก็บได้จริงนั้นต่ำมาก ประมาณ ๓-๔ ปี ที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บได้เพียงแค่ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ทำให้เกิดความกังวลใจว่า จริง ๆ แล้วมันเพียงพอสำหรับที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีหรือไม่ ก็ต้องขอให้ มีการทบทวน แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถที่จะใช้ภาษี ๒ ตัวนี้ทำไป เพื่อการลดความเหลื่อมล้ำได้ เมื่อวานนี้ท่านได้พูดถึงกรณีของว่าตลาดทุนของเรานั้น ได้มีการเจริญเติบโตเป็นอย่างดี จริง ๆ แล้วดิฉันก็ได้โชว์การเติบโตของกำไรของบริษัทที่เป็น บริษัทที่ลิสต์ (List) ในตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วว่ามีการเติบโตของกำไรถึง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็จริงตามที่ท่านบอก ตลาดทุนของเรานั้นมีมูลค่ามาร์เก็ต แคป (Market cap) สูงเป็นอันดับ ๒ ของภูมิภาค เป็นเซฟ ฮาเวน (Safe haven) ที่ดีของ นักลงทุนเลยทีเดียว ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ค่าเงินบาทของเราแข็งอยู่ในทุกวันนี้ มีการจ่ายปันผล ในระดับสูงด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งดิฉันเห็นตรงตามนั้นทุกประการ ดิฉันไปค้นตัวเลขมาพบว่า การจ่ายปันผล อัตราการจ่ายปันผลของบริษัทที่เป็นบริษัทที่ลิสต์ (List) ในตลาดหลักทรัพย์ นั้นสูงเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เวลาบริษัทมีกำไรเข้ามาถ้าเขาไม่จ่ายออกมาเป็นเงินปันผลก็จะมี การเก็บไว้เพื่อลงทุนเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม การที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นจ่ายดิวิเดนด์ (Dividend) สูง ๆ หรือว่าจ่ายเงินปันผลสูง ๆ นั่นแสดงว่าเขามีเงินสดส่วนเกินเยอะ แล้วเขา ไม่อยากลงทุนค่ะ อัตราการเติบโตของเงินลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างที่จะเติบโตก็จริง ในช่วงที่ผ่านมา แต่ถ้าเราไปดูว่ามันโตเร็วกว่าค่าเสื่อมราคาหรือเปล่า เราก็จะพบว่ามันโต ใกล้เคียงกับแค่ค่าเสื่อมราคาเท่านั้นเอง เท่ากับว่ามันเป็นการลงทุนเพื่อให้คัฟเวอร์ (Cover) ค่าเสื่อมราคา ไม่ได้เป็นการลงทุนอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นสักเท่าไร สิ่งเหล่านี้มันบอกอะไรกับเรา มันบอกว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ขาดแคลนเงินลงทุนหรือเปล่า แต่ว่านักลงทุนในประเทศเอง ไม่ได้มีความสนใจที่จะลงทุนเพิ่มในตลาดของประเทศตัวเอง ดิฉันมีตัวอย่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าเม็ดเงินลงทุนที่นักลงทุนไทยไปลงทุน ในต่างประเทศตอนนี้ได้แซงหน้าเม็ดเงินลงทุน ที่เป็น เอฟดีไอ (FDI) ที่เป็นเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ ปี ๒๐๑๑ ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้นำไปสู่ว่าถ้านักลงทุนไทยเองไม่ยอมลงทุนแล้ว เราก็ต้อง ไปดึงเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติถูกหรือไม่คะ ก็เลยนำไปสู่ปรากฏการณ์ลด แลก แจก แถมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) หรือว่า พ.ร.บ. กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้มากกว่า บีโอไอ (BOI) เสียอีก แถมยังมีการตั้งกองทุนขึ้นมา มีเงินซีดฟันด์ (Seed Fund) ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่พร้อมที่จะให้เงินลงทุนเพิ่มกับนักลงทุนในสาขาต่าง ๆ เช่น การทำอาร์แอนด์ดี (R&D) การทำเทรนนิง (Training) หรือว่าการลงทุนในเครื่องจักร และอุปกรณ์ สิ่งที่ดิฉันต้องการจะย้ำอีกครั้งหนึ่งก็คือว่าถ้าเราไม่ได้ขาดแคลนเงินลงทุน แล้วสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ นั้นคืออะไร ดิฉันเข้าใจดี และดิฉันก็คิดว่าคณะรัฐมนตรีก็คิด เช่นเดียวกันว่าจริง ๆ แล้วเราต้องการเทคโนโลยีและโนว์ฮาว (Know-how) จากเงินลงทุน ต่างประเทศ แต่ทุกครั้งที่ท่านพูดถึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติท่านก็จะพูดแต่เม็ดเงินลงทุน ที่จะดึงดูดมาได้ พูดถึงแต่เม็ดเงินที่เป็นคำขอส่งเสริมการลงทุนกับ บีโอไอ (BOI) ดิฉัน ขอเสนอแนะว่าตัวชี้วัดต้องไม่ใช่เม็ดเงินลงทุน แต่ต้องเป็นเม็ดเงินลงทุนที่เราได้จากทุกบาท ของเงินภาษีที่ยกเว้นไป ก็คือถ้าท่านยิ่งใช้เงินน้อยในการดึงดูดเงินลงทุน แต่ว่าได้เม็ดเงิน ลงทุนได้มาก แบบนี้ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีตัวชี้วัดด้านอื่น ๆ ด้วย ว่าเทคโนโลยีที่เราเข้ามาจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้มากน้อยแค่ไหน จะมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้น มีกี่บริษัท เหล่านี้ถึงจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีของการลงทุน ไม่ใช่แค่เม็ดเงิน
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป อีกเรื่องหนึ่ง ที่ดิฉันอยากจะไฮไลต์ (Highlight) ก็คือว่า ตามที่หลายท่านพูดไปแล้วดิฉันไม่ขอพูดซ้ำนะคะว่าจะต้องมีการพูดถึงเรื่องของแหล่งที่มา ของเงินทุน ดิฉันก็เข้าใจว่ารัฐบาลเองก็ทราบดีว่าท่านมีความท้าทายทางด้านการคลังอยู่ เพราะว่าจากการประมาณการรายได้ของการจัดเก็บภาษีในอดีตนั้นมันพลาดเป้าทุกปี และปีหนึ่งก็เป็นหลักแสนล้านบาท กรมสรรพากรเองที่เป็นแหล่งเงินเป็นแหล่งรายได้ภาครัฐ ที่ใหญ่ที่สุด เป็นที่มาของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วก็ภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาก็พลาดเป้าทุกปี กรมสรรพสามิตเองก็พลาดเป้าบ้างในบางปี รวมถึง กรมศุลกากรด้วย ทีนี้สิ่งที่ท่านพูดว่าจะไปปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ภาครัฐนี่เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม ท่านสามารถที่จะให้รายละเอียดได้มากน้อยแค่ไหนว่าท่านจะไปเอาเงินเพิ่มมาจากไหน ในระหว่างนี้ดิฉันขอเสนอแนะอย่างนี้
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ตอนที่เราหาเสียงเลือกตั้งนะคะ ตามมาตรา ๕๗ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองท่านบังคับให้พรรคการเมืองทุกพรรค จะต้องมีการเปิดเผยรายละเอียดของแหล่งที่มาของเงินรายได้ ดิฉันขอเสนอแบบนี้ค่ะว่า จริง ๆ แล้วท่านจะสามารถลดค่าใช้จ่ายของงบประมาณเพื่อนำมาไฟแนนซ์ (Finance) การขาดดุลงบประมาณได้ อย่างเช่น การตัดงบกลางดิฉันขอเสนอแนะว่าจริง ๆ แล้วท่าน สามารถตัดงบกลางได้เลย ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ยังสามารถรักษากรอบวินัยการเงิน การคลังไว้ได้ มีงบกองทัพบางอย่าง วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการได้พูดถึงแล้วว่างบบุคลากร กินสัดส่วนของงบประมาณของกระทรวงกลาโหมไปแล้วถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น วิธีการก็คืออาจจะต้องปรับลดบุคลากรลง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของกำลังพลหรือว่าจำนวน นายพลนะคะ แทนที่จะเก็บภาษีเพิ่มจากประชาชนทำไมท่านไม่เริ่มตั้งเป้าว่าจะตัดรายจ่าย ประจำ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของโครงการที่มันเกิดการซ้ำซ้อน แล้วก็ไม่จำเป็นออกไป ตั้งเป้าไว้เลย ค่ะว่าจะลดให้ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดลองทำแบบนี้ยังไม่ต้องเก็บภาษีท่านสามารถ ลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเงินภาษีได้ถึง ๑๕๘,๐๐๐ ล้านบาท บีโอไอ (BOI) ที่ดิฉันได้พูดถึงไปแล้วว่า เราควรจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า การลดสิทธิประโยชน์ของ บีโอไอ (BOI) ก็เช่นเดียวกัน ทุก ๆ ปี บีโอไอ (BOI) จะทำให้รายได้ที่เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นหายไปเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าเกิดเราลดการแจก บีโอไอ (BOI) แบบหว่านแห แล้วโฟกัสให้มากขึ้น นั่นจะทำให้เราสามารถที่จะจัดเก็บเงินได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ดิฉันเหลือเวลาอีก ๑๕ นาทีนะคะ แต่ว่าดิฉัน จะต้องพูดเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ดิฉันขอไปสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ จริง ๆ แล้วสิ่งที่ อยากจะพูดในวันนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของนโยบายพลังงาน เอาจริง ๆ แล้วดิฉัน ไม่ใช่ฝ่ายค้านที่ค้านไปเสียทุกเรื่อง ดิฉันต้องขอชมว่านโยบายพลังงานนั้นเป็นนโยบาย ที่เขียนมาอย่างดี มีคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ถูกต้องครบถ้วนนะคะ โดยเฉพาะดิฉันถูกใจ ๒ นโยบายด้วยกัน นั่นก็คือเรื่องของสมาร์ทกริด (Smart Grid) แล้วก็แพลตฟอร์ม (Platform) การซื้อขายพลังงานไฟฟ้าซึ่งหลายท่านก็ได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ว่าที่อยากจะเน้น ย้ำก็คือว่าการเกิดขึ้นของ ๒ เรื่องนี้จะช่วยทำให้เกิดการรับซื้อจากรายเล็กรายน้อยที่เป็น พลังงานทดแทนให้เข้ามาอยู่ในระบบได้ ตลาดกลางซื้อ-ขายนั้นจะช่วยลดการผูกขาด ของสัญญารับซื้อไฟฟ้าซึ่งผูกขาดครั้งละ ๒๕ ปี การมีตลาดกลางเพื่อที่จะซื้อขายไฟฟ้านี่ จะทำให้ราคาค่าไฟฟ้านั้นลดลงโดยที่ท่านไม่ต้องใช้นโยบายการอุดหนุนค่าไฟฟ้าได้อีกเลย ท่านประธานคะ ขอย้ำอีกนิดหนึ่งว่าการที่ท่านมีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วก็ให้คำมั่นสัญญากับ ประชาชน ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านที่จะสบายและจะตรวจสอบท่านได้ง่าย ไม่ใช่แค่ประชาชน ด้วยซ้ำไปที่จะสามารถติดตามผลงานของท่านว่าท่านได้ทำไปตามที่สัญญากับพวกเขาไว้แล้ว หรือไม่ แต่ว่าทั้งตัวท่านเอง ทั้งผู้บังคับบัญชาของท่านเองก็สามารถที่จะรับรู้ได้ว่าท่าน ได้ทำความสำเร็จไปแล้วถึงไหน จะได้รู้ว่าท่านจะได้ฉลองกันหรือไม่ในปีนี้เมื่อหมดปี ถ้าเป้าหมายที่ท่านได้วางไว้นั้นสามารถ จะบรรลุผลได้ เพราะฉะนั้นดิฉันยังเฝ้ารออาจจะไม่ต้องมีแถลงเรื่องนี้ในสภาอีกครั้งก็ได้ แต่ว่าดิฉันจะติดตามดูว่านโยบายของพวกท่านนั้นจะมีเป้าหมายอย่างไร มีตัวชี้วัดให้พวกเรา ได้ติดตามอย่างไรบ้าง เมื่อท่านมาแถลงผลงานนโยบายครบรอบ ๑ ปี ดิฉันจะได้ติดตาม ประเมินผลงานของท่านได้ ขอบคุณมากค่ะ