สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ชี้แจงกรณีนายกรัฐมนตรีไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้เนื่องจากมีนัดสำคัญกับประธานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หลังไทยถูกปลดธงแดงด้านความปลอดภัยการบิน พร้อมย้ำความจำเป็นในการกู้ยืมและลงทุนของรัฐเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยยืนยันความมั่นคงทางการคลังที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศ และแจงความคืบหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ภายใต้แผนพัฒนาอีอีซี ย้ำกระบวนการเปิดประมูลอยู่ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ และยืนยันความโปร่งใสทุกขั้นตอน พร้อมเปิดให้ผู้แทนตรวจสอบได้ตลอดกระบวนการ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ พอดีท่านนายกรัฐมนตรีฝากผมไว้ก่อนที่ท่านจะต้องไปปฏิบัติ ภารกิจให้ช่วยตอบแทน
ประการแรก การนัดหมายกับประธาน ไอเคโอ (ICAO) เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านคงจำได้ว่าเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราถูกปักธงแดงเรื่อง ไอเคโอ (ICAO) พูดง่าย ๆ คือว่า การบินไทยของเราทั้งระบบขาดมาตรฐาน เขาจะไม่ให้บิน ทีนี้เราใช้เวลาหลายปีทีเดียว จนกระทั่งเขาปลดธงแดงเราเมื่อไม่นานมานี้ ฉะนั้นเพื่อแสดงความขอบคุณเรา แสดงความประทับใจ เขาอุตส่าห์บินมาด้วยตัวเองแล้วก็นัดหมาย ฉะนั้นผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเห็นความสำคัญของรัฐสภานะครับ แต่เนื่องจากเป็นนัดหมาย ที่ล่วงหน้าไว้แล้วก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
ในประการที่ ๒ ผมเข้าใจข้อห่วงใยของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เรื่องของการลงทุน เรื่องของการกู้ยืม ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ในบางครั้งถ้าเราไม่ลงทุนอะไรเลยนี่ จริงอยู่ประเทศเราไปได้ แต่มันเสียโอกาสแล้วก็เสียจังหวะในการที่จะพัฒนาได้นะครับ ฉะนั้นรัฐบาลก็มีความจำเป็น ที่จะต้องกู้ยืม การที่บอกว่าต้องทำงบประมาณสมดุลนี่นะครับ มันไม่ได้หมายความว่า ดีเสมอไปนะครับ ผมจำได้ว่าที่ผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี เรามีงบประมาณสมดุลเพียงครั้งเดียว ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ คือในปี ๒๕๔๘ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นเพราะว่าเราถูกบีบบังคับ จาก ไอเอ็มเอฟ (IMF) นะครับว่าให้กลับมาสู่งบสมดุล พวกเขาคอนเซิร์น (Concern) เรื่องของการชำระหนี้คืน แต่พอเราปลดตรงนั้นได้ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่า อัตราการหา รายได้ของเรานี่ไม่เพียงพอต่อการพัฒนา ฉะนั้นการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นนะครับ รัฐบาล ก็พยายามที่จะหาแหล่งต่าง ๆ ทั้งเรื่องของการกู้ยืมงบประมาณ การให้เอกชนมาร่วมลงทุน การที่จะพยายามหาจัดทำโครงสร้างพื้นฐานกองทุนที่จะมาใช้ในสิ่งเหล่านี้ แต่ที่สำคัญก็คือว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมานี้เป็นชุดที่ออก พ.ร.บ. ร่วมกับสภานะครับ วินัยการคลัง พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง ทุกอย่างเลยเพื่อว่าให้สามารถตรวจสอบได้โดยบุคคลที่อยู่ภายนอก ว่าเราดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ แต่ที่สำคัญที่สุดเลยนะครับว่า มันไม่ใช่ เป็นการตรวจสอบภายในประเทศเท่านั้นเอง ต่างประเทศไม่ว่าเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไม่ว่าฟิทช์ เรทติ้ง ไม่ว่ามูดีส์ ไม่ว่าเอส แอนด์ พี เขาดูดัชนีเหล่านี้ทั้งหมด แล้วก็ประเมิน เมืองไทยเหมือนกับเป็นกระจกส่องหน้าเรา ซึ่งจริง ๆ แล้วอันนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะว่าบางครั้งเราคนไทยกันเองยังบอกว่าหยวน ๆ อะลุ่มอล่วยกัน แต่ว่าต่างประเทศเขา ไม่มาอะลุ่มอล่วยกับเรา และท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเมื่อเขาตรวจสอบขนาดนี้ฟิทช์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ปรับเรตติ้ง (Rating) เราขึ้นไปสู่ระดับโพซิทิฟ (Positive) เหตุผลของฟิทช์ คืออะไร ก็คือเขาพูดถึงเรื่องพลังของพับลิก ไฟแนนซ์ (Public finance) กับเอ็กซ์เทอร์นอล ไฟแนนซ์ (External finance) หมายความว่าฐานะการคลังของเรา ฐานะความสามารถ ในการชำระหนี้ของเรามีความแข็งแกร่งมาก ประกอบกับการที่เรามีรัฐบาลพลเรือน เป็นครั้งแรกหลังเลือกตั้ง เขาก็ปรับเรตติ้ง (Rating) ให้ เพราะฉะนั้นเมื่อคืนนี้อย่างที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวมา มูดีส์ซึ่งไม่เคยอัปเรตติ้ง (Up rating) เรา มานานมากเลยนับสิบปีแล้วนะครับ เมื่อคืนประกาศอัปเกรด (Upgrade) เราขึ้นมาสู่ โพซิทิฟ (Positive) เหมือนกัน เหตุผลหลักเลยก็คือว่า ๑. ความแข็งแรงของตัว พับลิก ไฟแนนซ์ (Public finance) กับเรื่องของเอ็กซ์เทอร์นอล ไฟแนนซ์ (External finance) ของเรา เขามั่นใจมากว่ามีความแข็งแกร่งเท่าที่จะแอ๊บซอร์บ ช็อก (Absorb shock) ที่จะ เกิดขึ้นจากเรื่องของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังบอกว่าเรามีการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานทางกายและฮิวแมน แคปพิทัล (Human Capital) เพียงพอที่จะทำให้ อนาคตข้างหน้าการเติบโตของเราสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน อันนี้เป็นความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลา ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา ขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติขอให้วางใจ ในประเด็นนี้
ในประการที่ ๓ เมื่อเราจะต้องมีการลงทุน มีความจำเป็น ผมก็เรียนเมื่อวานนี้ แล้วว่า อีอีซี (EEC) เป็นโครงการลงทุนที่สำคัญ เพราะมันเป็นจุดขายของประเทศในอนาคต ข้างหน้า เป็นตัวเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะสร้างรายได้กับประชาชนของเรา โครงการแหลมฉบังนั้นเป็นโครงการหนึ่งที่สำคัญมากที่มี เพราะว่าโครงการนี้เต็มมานานแล้ว ตั้งแต่ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ก็เป็นโครงการเฟส ๓ (Phase 3) ที่เกิดขึ้นมา เป็นความจริงที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ คือมีกลุ่มบริษัท ๒ กลุ่มที่เข้าประมูล แล้วก็ ปรากฏว่าคณะกรรมการคัดเลือกก็ได้ระบุว่ามีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ผ่านคุณสมบัติ ก็เลยระบุว่า ให้เปิดซองของกลุ่มแรกไปก่อน แล้วก็ปรากฏว่ากลุ่มที่ ๒ ก็ให้ไปร้อง ท่านก็ไปร้องเรียนที่ ศาลปกครองซึ่งถูกต้องนะครับ ไปร้องเรียนศาลปกครอง ศาลปกครองก็ได้บอกว่าให้เป็นไปตาม คณะกรรมการอุทธรณ์ ก็ให้ไปร้องที่อุทธรณ์และถ้าอุทธรณ์มีความเห็นประการใด ศาลเขาจะ ตัดสินตอนนั้นว่าศาลคิดว่าอย่างไร แล้วก็เป็นไปตามคำตัดสินของศาล ขณะนี้ทราบข่าว มาจากทางคณะกรรมการนะครับว่า เรื่องของอุทธรณ์เข้าใจว่าเขาเริ่มจะเสร็จแล้ว แล้วก็ กำลังจะเข้าสู่คณะกรรมการใหญ่ในช่วงต้นเดือนหน้านะครับ ก็อยากจะเรียนท่านว่าก็ขอให้ ติดตาม แล้วก็ดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่ยังขาดตกบกพร่อง มีอะไรไม่โปร่งใสหรือไม่ ขอให้ท่านตรวจสอบได้เลยนะครับ รัฐบาลยินดีอย่างยิ่ง โครงการนี้ ไม่ใช่เป็นโครงการเดียวที่มีความขัดแย้งมันก็ยังมีอยู่หลายโครงการ เพราะว่าเมื่อกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ เขาก็จะไปร้องเรียน เขาก็จะไปฟ้องร้อง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ ของระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย ก็ขอเรียนให้ท่านทราบไว้จะได้สบายใจนะครับ ขอบพระคุณมากครับ