นฤมล แจงนโยบายการเงินมั่งคั่งยั่งยืน ห่วงหนี้ครัวเรือน-เร่งดันเงินทุนในระบบ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ชี้แจงถึงความครอบคลุมของนโยบายรัฐในด้านความมั่งคั่งและความยั่งยืน ย้ำความเพียงพอของแหล่งเงินทุนและเหตุผลทางการคลังที่ชัดเจนภายใต้กรอบวินัยการเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำถึงประเด็นหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2553–2557 และการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มในระยะต่อมา โดยเรียกร้องให้มีการจัดการหนี้นอกระบบอย่างเข้มแข็งและส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

ขอบพระคุณค่ะ ฉะนั้นในหน้าที่ ๑ ถึงหน้าที่ ๕ ๓ นโยบายแรกเป็นเรื่องของ การสร้างความมั่นคง ๔ นโยบายถัดมาอยู่ในหน้าที่ ๖ ถึงหน้าที่ ๒๐ พูดถึงนโยบายที่จะ สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในทุกระดับตั้งแต่เศรษฐกิจมหภาคมาจนถึงเศรษฐกิจฐานราก แล้วก็ในหน้าที่ ๒๑ ถึงหน้าที่ ๒๙ ได้พูดถึงอีก ๕ นโยบายที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับ ประเทศไทย มีการระบุถึงการปฏิรูปโครงสร้างในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนขึ้น ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจนั้นมีหลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้วตั้งแต่ เมื่อวานจนเช้าวันนี้นะคะ ส่วนตัวดิฉันเองอยากจะชี้ให้เห็นเฉย ๆ ว่า ๔ นโยบายที่สร้าง ความมั่งคั่งนั้นมีความครอบคลุมทุก ๆ ภาคส่วน เพียงแต่ว่าแผนปฏิบัติการอย่างที่ท่าน นายกรัฐมนตรีได้แถลงไปเมื่อวานนี้ว่าจะมีการดำเนินการตามมา ตัวชี้วัดต่าง ๆ ก็จะตามมา ในภายหลัง สิ่งที่เป็นข้อกังวลของผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่าน หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน นั่นก็คือ เรื่องของความสามารถของรัฐบาลในการที่จะมีเงินทำนโยบายเหล่านั้นหรือเปล่า มีความพร้อมหรือไม่ที่จะทำ แล้วก็กังวลเลยไปถึงประเด็นที่ ๒ ก็คือวินัยทางการเงินการคลัง ว่าจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่ ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักวิชาการมาก่อน เราก็ต้องเอาข้อมูล มาพูดกันบนหลักของข้อเท็จจริง ก็หันไปดูก่อนว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่เท่าไร ณ วันนี้มีอยู่ ๒๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจำนวนมากถึง ๓.๕ เท่าของหนี้ ระยะสั้นของประเทศ จึงไม่ได้มีความเสี่ยงใด ๆ เลยที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ฝ่ายใดจะมา กล่าวอ้างกัน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีเพียงพอ ถ้าไปพูดถึง ภาระหนี้สาธารณะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เมื่อวานท่านก็ได้กล่าวแล้ว วันนี้อยู่ที่ระดับร้อยละ ๔๒ ของ จีดีพี (GDP) ยังอยู่ในกรอบเพดานของภาระหนี้ที่จะต้อง ไม่เกินร้อยละ ๖๐ แหล่งที่มาของเงินทุนที่รัฐบาลได้แถลงเอาไว้ในคำแถลงนโยบายอยู่ใน หน้าที่ ๓๔ ถ้าบางท่านยังไม่ได้เปิดดู ในหน้าที่ ๓๔ ก็ได้บอกไว้ว่าแหล่งที่มาของเงินที่จะมา ทำนโยบายทั้งหลายก็จะมีทั้งรายได้จากการจัดเก็บภาษี จากการกู้ จากกองทุนรวม ซึ่งก็คือ เป็นแหล่งเงินทุนจากตลาดทุน แล้วก็จากการร่วมทุนของภาครัฐและเอกชน และยังมีระบุ ไว้อีกว่าจะมีการเพิ่มศักยภาพของการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ เช่นทรัพย์สินของ กรมธนารักษ์ที่มี ในส่วนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวาน ก็ได้กล่าวไปแล้วว่ามีการทำไปแล้ว เห็นผลแล้ว ได้ระดมทุนมาแล้วทั้งสิ้น ๔๔,๗๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็จะระบุไว้ในนโยบายว่าจะทำต่อ และพวกเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ใช้ศักยภาพของแหล่งเงินทุนในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนมากเหลือเกินมาพัฒนาประเทศ ร่วมกัน นอกจากโครงการพื้นฐานแล้ว เราอาจจะมีกองทุนรวมที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลง ทางด้านสังคม ซึ่งเราอาจจะทำเป็นกองทุนที่สร้างผลกระทบทางสังคม ในต่างประเทศ ทำแล้วหลายประเทศที่เรียกว่า โซเชียล อิมแพกต์ ฟันด์ (Social Impact Fund) ซึ่งดิฉัน เชื่อว่ารัฐบาลได้บรรจุเรื่องเหล่านี้เอาไว้ในแหล่งเงินทุนเช่นเดียวกัน ทีนี้พอพูดถึงการกู้ ก็มีผู้อภิปรายบางท่านพูดถึงการทำงบขาดดุล ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเช่นเดียวกันนะคะ ตั้งแต่สมัยปี ๒๕๕๔ เป็นต้นมาก็มีงบขาดดุลปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไล่มาเรื่อย เมื่อมาถึงรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีการทำงบขาดดุลเช่นเดียวกัน แต่การทำงบขาดดุลของรัฐบาลที่ผ่านมานั้น เม็ดเงินถูกนำไปเพื่อการลงทุน และถ้ามองไป ข้างหน้าท่านยิ่งไม่ต้องกังวล ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านคะ เนื่องจากมี พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี ๒๕๖๑ ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา ๒๐ (๑) ว่า งบประมาณที่จะใช้ไปเพื่อรายจ่ายในการลงทุนจะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของ งบประมาณรายจ่ายประจำปี และ ตรง และ นี่ยิ่งสำคัญค่ะ และต้องไม่น้อยกว่างบที่ทำการ ขาดดุลไว้ นั่นหมายความว่าอะไร ถ้าอ่านแปลความง่าย ๆ ก็คืองบขาดดุลที่รัฐบาลจะทำ ทั้งหมดต้องนำไปใช้เพื่อการลงทุนเท่านั้น ฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลว่าจะถูกนำไปใช้แบบที่ ไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาวให้กับประเทศ เพราะมันถูกกำหนดเอาไว้แล้วในพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน

ในส่วนของหนี้ครัวเรือนที่เรากังวลกันว่านโยบายต่าง ๆ จะไปกระตุ้นให้เกิด หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่นเดียวกันค่ะ ในฐานะนักวิชาการดิฉันก็เห็นว่าเราต้องเอา ข้อเท็จจริงอีกด้านมาพูดกันนะคะ เรามาพูดกันเฉพาะสแนปชอตส์ (Snapshots) ช่วงเวลา สั้น ๆ ว่าหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเท่าไร ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๗ ในช่วง รัฐบาลใดไม่ต้องกล่าวถึง หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก ๖.๔ ล้านล้านบาท เป็น ๑๐.๔ ล้าน ล้านบาท หมายความว่าเพิ่มขึ้น ๔ ล้านล้านบาท ภายในเวลาแค่ ๓ ปีกว่า ๆ ถ้าคิดเป็นอัตรา การเพิ่มก็คือร้อยละ ๖๐ ในเวลาแค่ ๓ ปีกว่า ๆ ในขณะที่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มาจนถึงปีปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง ๒.๔ ล้านล้านบาท แล้วถ้าดูเป็นหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพี (GDP) ที่มีบางท่านก็กล่าวถึงไปแล้วแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ณ วันนี้ก็อยู่ที่ ๗๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น อันนี้เป็นข้อกังวล

สุดท้ายค่ะ ขอฝากเอาไว้ว่านอกจากเรื่องหนี้ครัวเรือนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลบรรจุ ไว้ในนโยบายเร่งด่วนข้อแรกก็คือการจัดการกับหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลงาน ที่ได้ทำมาสำเร็จเป็นอย่างดีและประชาชนทางบ้านทุกคนที่ฟังอยู่ก็หวังว่ารัฐบาลจะสืบสาน การจัดการหนี้นอกระบบ แล้วก็ทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ได้อย่างแท้จริง ขอบพระคุณค่ะ