อุตตม แจงใช้จ่ายงบฉุกเฉิน-วินัยการคลังเข้ม รับมือวิกฤตยั่งยืน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

อุตตม สาวนายน ชี้แจงการใช้งบประมาณฉุกเฉินจำนวน 400,000 ล้านบาทว่าเป็นวงเงินรวม 11 รายการ โดยเงินฉุกเฉินจริงมีเพียง 100,000 ล้านบาท และต้องใช้ตามกลไก พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา 45 ที่เน้นความจำเป็นเร่งด่วน มีการชดเชยภายหลัง และผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อรักษาระเบียบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการตั้งงบประมาณขาดดุลที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ และกรอบวินัยการเงิน รวมถึงความคืบหน้าในการส่งเสริมการออม การดูแลหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำผ่านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการใช้บิ๊กดาต้าสนับสนุนการตัดสินใจ พร้อมรายงานความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นจากสถาบันจัดอันดับสากล แต่ยังต้องระมัดระวังและดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับนโยบายช่วยเหลือประชาชนอย่างยั่งยืน

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมขอเรียนชี้แจงเกี่ยวกับ เรื่องสำคัญ ก็คือที่เกี่ยวข้องกับการเงินการคลังของประเทศ ที่ท่านสมาชิกสภาหลาย ๆ ท่าน ได้กรุณาให้ความสนใจแล้วก็ให้ข้อชี้แนะซักถามมานะครับ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะว่าเป็นพื้นฐานของการดูแลความเข้มแข็งในเรื่องของการคลัง เศรษฐกิจของประเทศ และการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศแทบจะในทุกด้านให้ได้ผลสัมฤทธิ์นะครับ

ในประการแรกที่ผมอยากจะขอเรียนก็คือ ตามที่มีท่านสมาชิกรัฐสภาได้พูดถึง การตั้งงบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรียกว่าเป็นงบกลางฉุกเฉิน ผมเรียนเป็นข้อมูลเท่านั้นเองว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ รวมถึง ๑๑ รายการ เป็นบำเหน็จบำนาญตั้งไว้สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ที่เรียกว่างบฉุกเฉินจริง ๆ ใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ

ประเด็นต่อไป อยากจะขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมที่ท่านได้กรุณาพูดถึง พ.ร.บ. ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ก็เป็น พ.ร.บ. สำคัญ จริง ๆ มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ แล้วนะครับ โดยเฉพาะในมาตรา ๔๕ พูดถึงงบประมาณ จำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ผมเรียน จำนวนนี้มีใน พ.ร.บ. นี้มีมาแต่เดิมแล้ว เงินทุนจำนวนดังกล่าวเรียกว่า เงินทุนสำรองจ่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสำหรับการใช้จ่ายกรณีที่เรียกว่าเป็นเหตุจำเป็นฉุกเฉินจริง ๆ ก็หมายความว่าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินจริง ๆ แล้ว แหล่งเงินอื่นไม่สามารถจะนำมาใช้ได้อีก เพราะมีการกำหนดไว้แล้ว ก็ถึงจะเอามาใช้ได้ แต่ใช้แบบพร่ำเพรื่อไม่ได้นะครับ ต้องจำเป็นจริง ๆ อย่างที่ผมกราบเรียน ฉุกเฉิน แล้วก็เงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอ โดยต้องผ่าน คณะรัฐมนตรี แต่ที่สำคัญคือถ้าเอาไปใช้แล้วจะต้องมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชย ทันทีในโอกาสแรกที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าหยิบไปใช้เมื่อไรก็ได้ ที่ผ่านมายังไม่เคยมี การใช้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังก็ยังมีกลไกอยู่ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การใช้เงินฉุกเฉินจริง ๆ จำนวนนี้ที่จะดูแลในเรื่องของวินัยการเงินการคลังนะครับ

เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะกราบเรียนสั้น ๆ ก็คือในเรื่องของการตั้งงบประมาณ ขาดดุล เมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกสภาได้พูดไปแล้วบ้างนะครับ ผมเพียงเสริมสั้น ๆ ว่า การตั้งงบประมาณขาดดุลนั้นรัฐบาลก็พิจารณาจากสถานการณ์ให้สอดรับกันว่าสถานการณ์ เศรษฐกิจในขณะนั้นเป็นอย่างไร มีความจำเป็นหรือไม่ นอกจากนั้นก็ให้สอดรับกับนโยบาย และยุทธศาสตร์การพัฒนา ยกตัวอย่างในช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ ท่านคงจำกันได้ว่า เศรษฐกิจไทยประสบภาวะชะลอตัวนะครับ ในช่วงนั้นรัฐบาลก็ได้ตั้งงบประมาณขาดดุล ขึ้นมา ก็มีความจำเป็นครับ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็การลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงจูงใจ ให้ภาคเอกชนมาลงทุนนะครับ ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจในช่วงนั้นจากปี ๒๕๕๗ ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ ๑ เป็นร้อยละ ๓.๙ ในปี ๒๕๖๐ แล้วก็ประมาณร้อยละ ๔ ในปี ๒๕๖๑ ต่อเนื่องกันมา แต่อย่างไรก็ตามครับ ถ้าจะใช้นโยบายตั้งงบประมาณขาดดุลก็ยังอยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลังอยู่ดีนะครับ ไม่สามารถที่จะอยู่ดี ๆ ตั้งขึ้นไปได้นะครับ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง มีทั้ง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้ว และพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะที่มีการแก้ไข เพิ่มเติมอยู่เสมอ ซึ่งระดับหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี (GDP) ที่เราติดตามกันก็ได้ลดลง จากประมาณร้อยละ ๔๓.๓ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๕๗ เป็นร้อยละ ๔๒ ในปัจจุบัน ซึ่งก็ยังอยู่ ในกรอบที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ ๖๐ ของ จีดีพี (GDP)

ผมเรียนอีกประการหนึ่ง ถ้าเรามองไปในระยะปานกลางและระยะยาว ในเรื่องของวินัยการเงินการคลังที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ กระทรวงการคลัง ภายใต้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ เราจะต้องทำแผนการคลังระยะปานกลาง หรือเรียกว่า มีเดียม-เทอม ฟิสคอล เฟรมเวิร์ก (Medium-term Fiscal Framework) เป็นการวางแผนการคลัง ๓-๕ ปี มองไปข้างหน้าเพื่อให้เป็นกรอบทำงานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของการเงินการคลังการจัดงบประมาณ อาทิ เราจะต้องวางเป้าหมาย ในแผนดังกล่าวนี้ว่าเราจะกลับเข้าสู่งบประมาณที่สมดุลได้เมื่อไร เพราะฉะนั้นเป็นการมองไป ข้างหน้านะครับ แม้ว่าปัจจุบันอาจจะมีความจำเป็นเหมาะสมที่จะใช้งบประมาณขาดดุลก็ตาม

อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมจะขอกราบเรียนสั้น ๆ ก็คือในเรื่องของประชาชน การแก้ไขความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนรายได้น้อยนะครับ เรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญ แล้วก็กลไกหลักที่ใช้ก็คือสถาบันการเงินเฉพาะกิจนะครับ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น เน้นการอำนวยสินเชื่อเงินทุน ให้กับคนที่มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งอาจจะเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของธนาคาร พาณิชย์โดยปกตินะครับ ซึ่งปกติในขณะนี้ก็ได้ให้กู้ยืมแก่ครัวเรือนไปแล้วประมาณ ๓.๘ ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ของสินเชื่อภาคธนาคารทั้งหมด สำหรับครัวเรือน นอกจากนั้นรัฐบาลกำลังพัฒนาแหล่งเงินทุนทางเลือกอื่นให้กับผู้มีรายได้น้อย ให้เข้าถึงได้ทั่วถึง แล้วก็ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น ยกตัวอย่างนะครับ สิ่งที่เราได้เริ่มพัฒนา กันขึ้นมาและจะพัฒนาต่อไปก็คือที่เรียกว่า นาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) ก็คือส่งเสริม ให้มีผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ที่เน้นการให้สินเชื่อกับประชาชนที่มีรายได้น้อย แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐนะครับ เรื่องเทคโนโลยีเราใช้แน่นอน การใช้ฐานข้อมูล ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บิ๊ก ดาต้า (Big Data) เพื่อให้เข้าถึงและทราบถึงผู้ที่มีความต้องการ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้

เรื่องของการส่งเสริมการออมของภาคเอกชนผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. อันนี้เราก็กำลังทำงานอยู่นะครับ สมาชิกได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๘ ปัจจุบันปี ๒๕๖๒ เรามีประมาณ ๑,๕๗๐,๐๐๐ คน ที่เข้าร่วมในกองทุนดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมอีกด้านหนึ่งนะครับ

ในเรื่องหนี้ครัวเรือนเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านดอกเตอร์นฤมล ขออภัยเอ่ยนามนะครับ ได้พูดถึงไปแล้วในเรื่องหนี้ครัวเรือน ประเด็นก็คือหนี้ครัวเรือนนี้ เติบโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ว่าหัวใจสำคัญก็คือเอาไปใช้ทำอะไร หนี้ครัวเรือน มีได้หลายอย่าง แต่ผมกราบเรียนเบื้องต้นว่าในเรื่องของหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ของหนี้เพื่อไปสร้างรายได้ หรือว่าเพื่อที่อยู่อาศัย ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างไรก็ดี เราไม่วางใจในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เรากำลังดำเนินการในเรื่องของการดูแล การก่อหนี้ครัวเรือนอย่างครบวงจร นั่นคือดูแลให้ข้อมูลให้ทักษะเกี่ยวกับการก่อหนี้ครัวเรือน เช่น กลุ่มอาชีวะ กลุ่มผู้ที่เข้าสู่วัยการทำงาน มีอาชีพแรก เราจะมีโครงการที่ให้ความรู้ในเรื่องนี้ ท่อนกลางคือให้ก่อหนี้ให้เหมาะสม สัดส่วนเป็นอย่างไรอันนี้กระทรวงการคลังร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินก็จะช่วยกันดู ท่อนสุดท้ายคือถ้าหากเกิดปัญหาจริง ๆ ขึ้นมาจะต้องมีการดูแล เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีองค์กรกลาง หรือหน่วยงานที่จะดูแลในเรื่อง ให้ความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนจริง ๆ ในแนวทางของ การปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการดูแลที่ครบวงจร ไม่ประมาท เรื่องของหนี้ครัวเรือน

สุดท้ายในเรื่องของวินัยการเงินการคลัง เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก อย่างที่ ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ก็ทำให้สถานภาพของการเงินการคลังของเราอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แล้วก็กราบเรียนเป็นข้อมูล เมื่อคืนนี้สถาบันจัดอันดับสากลที่เรียกว่า มูดีส์ ก็ได้มีการปรับ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จากเดิมมีเสถียรภาพเป็นแนวโน้มเชิงบวก เช่นเดียวกับสถาบันจัดอันดับอีกแห่งหนึ่ง ฟิทช์ ที่อาทิตย์ที่แล้วก็ปรับเช่นกัน เมื่อคืนของมูดีส์ ก็ปรับ ก็สะท้อนว่าความน่าเชื่อถือของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในเรื่องของการเงิน การคลังของประเทศนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ เราไม่นิ่งนอนใจ ไม่วางใจเด็ดขาด เพราะฉะนั้นเราจะดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลัง อย่างเข้มข้นเสมอ ก็เพื่อให้เราสามารถที่จะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ตอบโจทย์แก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่ประเทศจำเป็นต้องมีการเงินการคลังที่เข้มแข็ง ขอบพระคุณครับ