สนธิรัตน์ แจงผลงานบัตรสวัสดิการ-พลังงานรากหญ้า-ไบโอดีเซล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงความสำเร็จของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผลักดันนโยบายพลังงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในชุมชน การทบทวนแผนพีดีพี และการใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงานเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการผลักดันการใช้ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มเพื่อสมดุลตลาดและสนับสนุนราคาให้เกษตรกร ย้ำทิศทางนโยบายที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมเข็มแข็งชุมชน มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมขออนุญาตชี้แจง ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ในเวลาสั้น ๆ

เรื่องแรกนี่ก็คือ เรื่องความเป็นห่วงของท่านสมาชิกที่เป็นห่วงในเรื่องของการ ใช้งบประมาณในการที่จะไปดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ แล้วไปเอื้อให้กับเจ้าสัวต่าง ๆ นั้น ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นเป็นครั้งแรกที่เราได้มีการ ขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยและมีแผนพัฒนาผู้มีรายได้น้อยโดยมีการช่วยเหลือในเบื้องต้น และพัฒนาให้พ้นจากความยากจนในระยะถัดไป ซึ่งจากการดำเนินงานทั้งหมดนั้นในตอน เริ่มต้นถ้าท่านจำได้ จะมีผู้วิจารณ์ว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เรียกว่าบัตรคนจนในตอนแรกนั้น จะไม่มีคนให้ความร่วมมือเพราะไปประจานพี่น้องประชาชน แต่เมื่อพี่น้องประชาชนเข้าใจ เจตนารมณ์ก็ทำให้มีผู้มาลงทะเบียนมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เมื่อมีผู้เข้ามามากก็ทำให้รัฐมีระบบข้อมูล แล้วก็สามารถพัฒนาผู้ที่ลงทะเบียนได้ให้เกิดมีการ ปรับตัวและพัฒนาตัวเอง อย่างเช่นมีข้อมูลจากการดำเนินการในช่วงระยะเวลาไม่ถึง ๑ ปีนั้น มีผู้ที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี พ้นเกณฑ์ ๓๐,๐๐๐ บาทถึงเป็นร่วมล้านกว่าคน อันนี้คือทิศทางที่ดำเนินการนะครับ ทีนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นคงไม่ใช่เพียงเข้าไปดูแล แล้วก็การที่จะพัฒนาพี่น้องประชาชน ผมอยากจะขอขยายว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีส่วน ในการไปหมุนเศรษฐกิจฐานรากและหมุน จีดีพี (GDP) ของประเทศ ในช่วงที่ดำเนินการนั้น เราให้บัตรสวัสดิการซื้อขายสินค้าได้เพียงร้านค้าที่ท่านได้มีข้อวิจารณ์ว่าเป็นร้านค้าเฉพาะ แต่เพราะร้านค้าเฉพาะเหล่านั้นคือร้านค้าที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลใดเลย มามากกว่า ๒๐ ปี คือร้านค้าโชห่วยร้านเล็กร้านน้อยที่อยู่ตามหมู่บ้าน อำเภอ มีผู้สนใจ เข้าร่วมโครงการโดยการที่ซื้อของผ่านร้านโชห่วยนั้นถึง ๓๓,๐๐๐ กว่าราย ผ่านเครื่อง ที่เรียกว่า อีดีซี (EDC) เพื่อนำไปสู่ดิจิทัลในอนาคต และมีการซื้อขายโดยการสมัคร เข้ามาเป็นแผงร้านค้าเล็กร้านค้าน้อยที่เรียกว่า แอป (App) ถุงเงินประชารัฐนี่นะครับอีก ๒๗,๐๐๐ กว่าราย รวมแล้วทั้งหมด ๖๐,๐๐๐ กว่าราย ผลของมัน ผมอยากจะชี้แจงว่า แน่นอนครับพี่น้องประชาชนก็ต้องไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น แต่มีข้อมูลที่ได้ว่าจ้างบริษัท วิจัยในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา พบว่าสินค้าจำหน่ายในร้านค้าประชารัฐจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ท่านพูดถึงนั้นรวมถึงน้ำตาล ข้าวสาร ซอสปรุงรสต่าง ๆ อยู่ที่ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แต่อีกประมาณมากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็นสินค้าชุมชน ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลเดิมนั้นพยายาม ผลักดันอย่างยิ่งและรัฐบาลใหม่ก็คาดว่าจะนำนโยบายนี้มาดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ชุมชน ไข่ไก่ชุมชน สินค้าเกษตรของชุมชน เป็นต้น รวมทั้งสินค้าลำไย กระเทียม หอมหัวใหญ่ต่าง ๆ เวลาเกิดปัญหา แต่สิ่งที่น่าสนใจ อยากขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผ่านถึงสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ตั้งแต่ไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๖๑ ถึงไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๒ ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่ามาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้มีการดำเนินการใช้ จ่ายผ่านร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นถึง ๗.๔ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเม็ดเงินมีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่สำคัญกว่านั้นครับ มันกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคถึง ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจไปยัง ภาคอุตสาหกรรม การค้าการขายที่เกี่ยวข้องอีกกว่า ๓๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็เป็นสิ่ง ที่อยากจะเรียน อยากจะทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า มาตรการเหล่านี้นั้น ได้ไปเพื่อช่วยเหลือพี่น้องและได้ทำให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นได้รับความชื่นชมจาก พี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไป

ผมขอเรื่องที่ ๒ ในฐานะที่เป็นเรื่องของกระทรวงพลังงาน ได้มีท่านสมาชิก หลายท่านได้กรุณาให้ความคิดเห็นในเรื่องของนโยบายพลังงาน ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า เรื่องของพลังงานนั้นที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจะถูกมองในมิติเดียว คือมิติของการลงทุน ของโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชน รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายพลังงาน โดยเน้น ประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับฐานราก โดยการให้ประชาชนนั้นเข้าถึงพลังงาน ในการเพิ่มรายได้แล้วก็ยกระดับคุณภาพชีวิต จะมีการทบทวนแผน พีดีพี (PDP) บางประการ ในมิติของการนำพลังงานหมุนเวียนให้เข้าไปสู่ชุมชนและให้ชุมชนนั้นมีส่วนที่จะเข้ามาเป็น ส่วนหนึ่งของการบริหารพลังงาน และมีส่วนในการที่จะมีรายได้จากพลังงาน กลไกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานของวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรก็อยู่ในแผน ทั้งสิ้น แล้วสำคัญทางกระทรวงพลังงานจะใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงานมาเป็นเครื่องมือ ในการสนับสนุนพัฒนาพลังงานระดับชุมชน เพื่อให้เกิดการผลิตพลังงาน การสร้างอาชีพ ซึ่งท่านคงพอจะเห็นไปบ้าง แต่ว่าจะดำเนินการมากขึ้นในนโยบายในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเอาระบบสูบน้ำทางภาคเกษตรเพื่อขยายพื้นที่เกษตร แต่จะมีวิธีการ ทำงานที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม หรือการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กับการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร

เรื่องปาล์มน้ำมัน ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณากราบเรียนแล้ว แต่ผมยืนยันว่า ทิศทางของปาล์มน้ำมันที่จะไปสู่ไบโอดีเซลในเรื่องของ บี ๗ (B7) ไปสู่การจะเป็น บี ๑๐ (B10) ในความเป็นน้ำมันพื้นฐาน และบี ๒๐ (B20) ในอนาคต จะทำให้เกิดสมดุลของ ซัปพลาย (Supply) ของผลผลิตปาล์มกับดีมานด์ (Demand) และจะทำให้พี่น้องเกษตรกร ไปสู่ราคาเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ได้เป็นรูปธรรม ขอให้พี่น้องประชาชนวางใจว่านโยบาย ด้านพลังงานของรัฐบาลชุดนี้จะเป็นเครื่องมือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชน ทุกระดับ เราจะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนให้ประชาชนมีส่วนร่วม นโยบายพลังงาน จะสร้างอาชีพ สร้างคน สร้างงาน แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีประชาชนเป็น ศูนย์กลาง ขอให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะเป็นการนำไปสู่อนาคตและจากการใช้พลังงานนั้น เป็นพลังงานของทุกคน อันนี้เป็นเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐบาล ขอบพระคุณท่านประธานครับ