พัลลภ ตมิศานนท์ หารือประเด็นสำคัญสามด้านต่อที่ประชุมรัฐสภา ได้แก่ การพัฒนาระบบข้อมูลสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวและยางพาราให้มีความถูกต้อง ทันสมัย และติดตามย้อนกลับได้ภายใต้ระบบสารสนเทศกลาง โดยเสนอให้ใช้โมเดลประสบความสำเร็จจากภาคประมงร่วมกับการเสริมสร้างกรอบกฎหมายที่เหมาะสม อีกทั้งเสนอแนวทางฟื้นฟูการทำประมงผ่านการสนับสนุนเรือสำรวจของกรมประมงและการพิจารณาร่างกฎหมายการประมงแห่งชาติฉบับใหม่แทนฉบับปี 2558 พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งปรับปรุงกฎหมายและเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานการเดินเรือตามข้อกำหนดขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศก่อนการตรวจสอบภาคบังคับในปี 2564 เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคการเดินเรือและการประมงของประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมมี ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก นโยบายหลักข้อ ๕.๓.๑ รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร นโยบายข้อนี้กระผมเห็นว่าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นถ้าหากว่ารัฐนั้นได้พัฒนาระบบบริหารจัดการ ข้อมูลสินค้าเกษตรให้สามารถบริหารดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ได้สมดุล เพราะว่าขณะนี้จากผลการศึกษาที่ผ่านมานั้นเราขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และเป็นเวลาจริง ผมยกตัวอย่างในส่วนของข้าวกับยางพารา พื้นที่ปลูก หน่วยงานข้อมูลต่าง ๆ ไม่ตรง ไม่ครบ แล้วก็มีในเรื่องของใบรับซื้อยาง ใบรับซื้อข้าว ก็บันทึกไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และข้อสำคัญคือมีการลักลอบนำเข้าข้าว แล้วก็ในการลักลอบส่งออกยางพาราด้วย ผมเห็นว่าควรจะใช้วิธีรวบรวมบริหารจัดการข้อมูลเช่นเดียวกับด้านประมง ซึ่งเรา ประสบผลสำเร็จมาแล้วในเรื่องการปลดใบเหลือง ไอยูยู (IUU) ได้ คือเมื่อเราจับปลาได้เท่าไร ก็ต้องบันทึกลงสมุดซื้อขายเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำก็ต้องมีหนังสือกำกับตลอดเส้นทางตั้งแต่ เรือกลางทะเล ท่าเรือ แพปลา ตลาด โรงงานแปรรูป จนถึงผู้บริโภค ส่งข้อมูลให้บันทึก ก็สามารถส่งทางโซเชียลมีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ได้ เจ้าหน้าที่จะบันทึกในส่วนของ ประมงนั้นในระบบสารสนเทศ คือ ฟิชชิง อินโฟ (Fishing Info) แล้วก็ระบบตรวจสอบ ย้อนกลับ หรือเทรซอะบิลิตี (Traceability) ทำให้ทราบข้อมูลสินค้าต่าง ๆ ก็สามารถกำหนด มาตรการรักษาเสถียรภาพได้ ผมขอเสนอให้นำวิธีการเหล่านี้มาใช้กับข้าว กับยางพารา หัวใจหลักคือต้องบันทึกข้อมูลการซื้อขาย เคลื่อนย้าย ทุกขั้นตอนแล้วก็บันทึกข้อมูลในระบบ สารสนเทศ ซึ่งคงจะต้องมีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ อาจจะใช้ชื่อรับเบอร์ อินโฟ (Rubber Info) กับไรซ์ อินโฟ (Rice Info) ก็ได้ เพื่อได้ข้อมูลที่เป็นเวลาจริง ขณะนี้ในส่วนของยางนั้นเรามี พ.ร.บ. ควบคุมยาง ปี ๒๕๔๒ นั้นรองรับอยู่แล้วสามารถนำมาบังคับใช้ได้ ในส่วนของข้าวนั้น ก็ปีที่แล้วมีร่าง พ.ร.บ. ข้าว ก็ปรับปรุงได้สมบูรณ์ทีเดียว ถ้าหากว่าจะสามารถนำมาเพิ่มเป็น กฎหมายสำคัญอีกฉบับหนึ่ง ดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศด้วยจะแก้ปัญหาในส่วนนี้ครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือนโยบายหลัก ในข้อ ๕.๓.๘ ในเรื่องฟื้นฟูการทำประมง เป็นนโยบายที่ดี แต่ว่าขาดการสนับสนุนประมงนอกน่านน้ำ ผมขออนุญาตเสนอให้ เพิ่มประเด็นประมงนอกน่านน้ำนี้ไว้ในนโยบายด้วย แล้วก็ควรจะนำเรือสำรวจประมง ขนาดใหญ่ของกรมประมงนั้นมาใช้งานเพื่อเป็นเรือนำร่องค้นหาแหล่งประมงต่อไป แต่สุดท้ายในประเด็นประมงที่ผมสะดุดใจก็คือเห็นมีร่างกฎหมายว่าด้วยการประมงแห่งชาติ ในภาคผนวก ๑ นี้ ผมเห็นว่ากฎหมายประมงฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๘ นั้น มีเนื้อหาที่ครบถ้วน อยู่แล้ว มีการปรับแก้ให้เหมาะสม ก็ขอสอบถามเหตุผลที่มาในส่วนของร่างกฎหมาย ฉบับนี้ด้วย
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญ คือนโยบายในข้อ ๖.๑.๒ พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ทางทะเล นโยบายข้อนี้จำเป็นต้องมีการพัฒนา ท่าเรือ กองเรือพาณิชย์ ซึ่งกระผมเห็นว่าขณะนี้มีสิ่งท้าท้ายที่น่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ในเรื่องนี้ เพราะสิ่งท้าทายในส่วนนี้ก็คือท่าเรือ เรือพาณิชย์ แล้วก็เรือประมงน่านน้ำที่เราควรจะสนับสนุนจะต้องมีมาตรฐานทางทะเล ซึ่งหน่วยงานที่ ดูแลควบคุมในส่วนนี้คือองค์การทางทะเลระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มโอ (IMO) ซึ่งเราก็เป็น สมาชิกด้วย มาตรฐานทางทะเลของ ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นจะกำหนดไว้ในอนุสัญญาต่าง ๆ ซึ่งเราก็เป็นภาคีด้วย ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยในการใช้ทะเล ป้องกันมลพิษ รักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ซึ่งสมาชิกต้องปฏิบัติตาม ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นจะมีการตรวจ ทั้งภาคสมัครใจแล้วก็ภาคบังคับนะครับ ภาคสมัครใจดำเนินการไปแล้วเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็พบว่า มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่จะต้องปรับปรุงกว่า ๒๖ รายการด้วยกัน พูดง่าย ๆ ก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ไม่มีผลอะไรครับ เพราะเป็นเพียงภาคสมัครใจ แต่ในปี ๒๕๖๔ อีกไม่ถึง ๒ ปีข้างหน้า จะเป็นการตรวจภาคบังคับครับ ซึ่งถ้าหากไม่ผ่านเกณฑ์หรือพูดง่าย ๆ ว่าเทียบกับ ไอเคโอ (ICAO) ก็เหมือนธงแดง ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นจะเกิดผลกระทบตามมามากมายครับ เรือไทย เรานั้นอาจจะถูกปฏิเสธไม่เข้าน่านน้ำ กระทบกองเรือพาณิชย์เราทั้งหมดนะครับ รวมถึง เรือประมงนอกน่านน้ำด้วย น่านน้ำไทยก็อาจจะถูกมองว่าอันตรายนะครับ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ค่าประกันภัยก็จะสูงขึ้น มลพิษทางทะเลจะมากขึ้น แล้วประเทศไทยนั้นอาจจะเป็นแหล่งรวม ของเรือต่างชาติที่ไม่ได้มาตรฐานหรือหมดอายุการใช้งานแล้ว ขณะนี้มีสิ่งบอกเหตุ ที่น่ากังวลนะครับ ไม่เป็นผลดีต่อการตรวจในปี ๒๕๖๔ หลายประการนะครับ อย่างเช่น พันธกรณีที่จะมีการตรวจคราวนี้ ๗ ฉบับด้วยกัน แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยที่สุด พ.ร.บ. เรือไทย พ.ร.บ. เดินเรือน่านน้ำไทยยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ที่สำคัญที่ผ่านมา มีอุบัติภัยร้ายแรงเกิดขึ้นนะครับ ที่แสดงว่าเรายังมีปัญหามาตรฐานทางเรืออยู่นะครับ เช่น กรณีน้ำมันรั่วไหลที่ชายฝั่งจังหวัดสมุทรสงคราม หัวหิน เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ นะครับ หรืออย่างในกรณีของเรือฟินิกซ์ล่มเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วนี่เองที่นักท่องเที่ยวเสียชีวิตไป ๔๗ คนด้วยกัน รวมทั้งสภาพของปัญหาขยะในทะเลที่ของเราติดอันดับต้น ๆ นะครับ กระผมก็ขอเสนอว่าให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจประเมิน ไอเอ็มโอ (IMO) ในปี ๒๕๖๔ ผมมองว่าขณะนี้สภาพเราเหมือนเมื่อปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ก่อนโดนใบเหลือง ไอยูยู (IUU) และธงแดงไอเคโอ (ICAO) ครับ เพราะฉะนั้นคงจะต้องเร่งรัดหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไข แล้วก็ขอให้เพิ่มร่าง พ.ร.บ. เดินเรือในน่านน้ำไทยกับ พ.ร.บ. เรือไทยไว้เป็น กฎหมายสำคัญที่จะต้องปฏิรูปด้วย ข้อสุดท้ายก็หวังว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอของกระผม แล้วก็ขอความชัดเจนในเรื่องร่าง พ.ร.บ. ประมงแห่งชาติด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ