กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ หารือเรื่องเศรษฐกิจภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน และเสนอให้รัฐเพิ่มเติมรายละเอียดลงไปในรายการชั่งน้ำหนัก และอนุโลมให้ถือเป็นหลักฐานการรับซื้อข้าวเปลือก
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในด้านเศรษฐกิจภาคการเกษตรในหัวข้อ ๕.๑.๓ ปฏิรูป โครงสร้างรายได้ภาครัฐ เพื่อเติมเต็มและสร้างความเป็นธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวนานะครับ กระผมจึงมีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ตามข้อ ๕.๑.๓ ปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ ได้มีการกล่าวกันว่าการเร่งรัดปรับโครงสร้าง การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายได้ภาษีและรายได้จากทรัพย์สินของรัฐ ผ่านการ ขยายฐานภาษี การปรับปรุงอัตราภาษี และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ กระผมมีข้อเสนอแนะดังนี้ครับท่านประธาน
กรณีที่ชาวนาขายข้าวเปลือกให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกซึ่งมีช่องว่างระหว่าง กฎหมายกล่าวคือ มีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ชาวนาตามกฎหมายสรรพากร ได้แก่ มาตรา ๔๒ (๑๕) แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร ทำให้กรมสรรพากรไม่มีข้อมูลต้นทุนในการ รับซื้อข้าวเปลือกของผู้ประกอบการในระบบ เพื่อใช้ในการคำนวณกำไรเพื่อนำมาเสียภาษี ประกอบกับ พ.ร.บ. ค้าข้าว พ.ศ. ๒๔๘๙ ก็ไม่ได้กำหนดให้มีการออกหลักฐานใบรับซื้อ ณ เวลามีการซื้อขายข้าวเปลือกไว้ ดังนั้นเมื่อปราศจากหลักฐานการรับซื้อคือใบรับซื้อ ข้าวเปลือกก็ปราศจากฐานข้อมูลที่จะนำมาใช้กำกับดูแลราคารับซื้อขายข้าวเปลือกให้เกิด ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และกรมสรรพากรจะทราบถึงต้นทุนการรับซื้อข้าวที่แท้จริงของ ผู้รับซื้อข้าวเปลือกในการคำนวณกำไรเพื่อมาเสียภาษีได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนกำไร ส่วนต่างจากการขายราคาข้าวสาร และราคารับซื้อ ข้าวเปลือก ถ้าควบคุมการให้เกิดความเป็นธรรมต่อชาวนาไม่ได้ รัฐเองก็เก็บภาษีได้ ไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นกรณีเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลที่จะต้องนำไปแก้ไขปัญหา และขณะนี้มีกรณี รับซื้อข้าวเปลือกที่ต้องออกหลักฐานอื่น ขนาดรับซื้อคือ ใบผลการชั่งน้ำหนักหรือ ใบชั่งน้ำหนักตาม พ.ร.บ. มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ต้องยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าว มิได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นใบรับซื้อแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเอกสารเพื่อป้องกันการโกง น้ำหนักข้าวเท่านั้น และไม่มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับการทำงานของกรมสรรพากรด้วย จึงขอเสนอว่ารัฐอาจเพิ่มเติมรายละเอียดที่จำเป็นลงไปในรายการชั่งน้ำหนัก และอนุโลม ให้ถือเป็นหลักฐานการรับซื้อข้าวเปลือกในแต่ละครั้งที่มีการซื้อข้าวเปลือก ยกเว้น ขีดเส้นใต้ ไว้เลยนะครับท่านประธาน ยกเว้นในกรณีที่ชาวนาซื้อขายแลกเปลี่ยนข้าวเปลือกกันเอง ไม่ต้องมีการออกใบรับซื้อข้าวเปลือกนะครับ ซึ่งจะพอแก้ไขปัญหาการลักลอบนำข้าวเปลือก และพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย และช่วยให้เกิดราคาซื้อขายข้าวเปลือก เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย นอกจากนี้แม้กระทรวงพาณิชย์จะมีระบบฐานข้อมูลที่ดีและมี ประสิทธิภาพ แต่ยังไม่มีการเชื่อมข้อมูลระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับหน่วยงานที่จัดเก็บภาษี ของกระทรวงการคลัง กระผมจึงขออนุญาตอ้างอิง พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๗) ที่เพิ่งตราขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๐ กฎหมายฉบับนี้ได้มีการกำหนดให้เชื่อม ข้อมูลระหว่างกระทรวงพลังงานกับกรมสรรพากร ตามมาตรา ๑๘/๑ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการกำกับการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ ซึ่งต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่ทันสมัย เป็นตัวอย่างที่ดี ในการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลขนาดใหญ่อีกด้วย อนึ่งเนื่องจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปกระผมจึงขอเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตรอยู่แล้ว ให้ทันต่อเหตุการณ์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการคิดคำนวณต้นทุนในการผลิตข้าวเปลือกนั้น สำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตรควรดำเนินการในรูปแบบการจัดตั้งอนุกรรมการขึ้น ประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้อง จากทุกภาคส่วน ลักษณะเดียวกันกับการคิดต้นทุนตามกฎหมายว่าด้วยโคนมหรือบอร์ด (Board) ไข่ ในกรณีไข่ไก่ เพื่อร่วมกันกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อพิจารณา ข้อมูลจากความเป็นจริงเพื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยตามวิธีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งด้วยวิธีการนี้รัฐจะได้ ข้อมูลต้นทุนการผลิตข้าวเปลือกที่ถูกต้องครบถ้วน เป็นปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากการ คำนวณต้นทุนข้าวเปลือก โดยวิธีหาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ตามข้อมูลที่สำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตรที่เคยให้ข้อมูลไว้ในกรรมาธิการฝ่ายนิติบัญญัติแห่งชาติ ขอบพระคุณท่านประธานครับ