ชวลิต ตั้งคำถามโปร่งใสสืบทอดอำนาจ-เรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ชวลิต วิชยสุทธิ์ อภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นย้ำความต่อเนื่องของปัญหาในอดีตและตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการสืบทอดอำนาจ การใช้โครงการประชารัฐและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในทางการเมือง รวมถึงการใช้เงินสำรองจ่าย 50,000 ล้านบาทโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา ตามมาตรา 45 ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ที่ผ่าน สนช. โดยเงียบ พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกมาตราดังกล่าวเพื่อคืนความโปร่งใสและหลักการถ่วงดุล นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาประเทศที่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นในการเมืองการปกครอง พร้อมเสนอให้เรียนรู้จากอดีต แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม และปรับระบบการเมือง โดยเฉพาะการยกเลิกระบบ ส.ว. และระบบเลือกตั้งแบบปันส่วนผสม เพื่อลดจำนวนพรรคการเมืองและสร้างความมั่นคงต่อการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แม้จะไม่มีการลงมติ แต่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าบริหาร ราชการแผ่นดิน ดังนั้นการที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้มาประชุมร่วมกันในวันนี้ ผมถือว่าเป็นการ ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีประเด็น ที่จะอภิปรายต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกันคือ

ประเด็นแรก นโยบายอดีตสะท้อนหลักคิดที่ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นที่ ๒ เราต้องทราบหัวใจของปัญหาถึงจะแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

ประเด็นที่ ๓ ทางออกและข้อเสนอแนะ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นแรกนโยบายอดีตสะท้อนหลักคิด ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน กระผมได้ไปตรวจสอบนโยบายที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงต่อ สนช. เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า การที่รัฐบาลนี้ ไม่ได้จัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมือง จึงไม่มีนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงหรือหวังคะแนน ประชานิยมมาเป็นฐานการเมือง ทุกท่านจึงไม่ต้องวิตกว่าจะมีการนำประเทศเข้าไปผูกพัน จนเสียวินัยการคลัง หรือเกิดภาระอนาคต และด้วยความที่มีความเป็นเอกภาพทางนโยบาย จึงไม่ต้องวิตกว่าการทำงานในแต่ละกระทรวงจะไม่บูรณาการสอดคล้องหรือพายเรือคนละที สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นพลังอำนาจหรือเกื้อหนุนให้รัฐบาลทำงานยากให้สำเร็จในเวลาสั้นได้อย่าง ราบรื่น สิ่งที่กระผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดมิให้การทำงานของ รัฐบาลกลายเป็นภาระของประเทศเป็นอันขาด ท่านประธานที่เคารพครับ สาระสำคัญของ แถลงนโยบายดังกล่าวเพียง ๖ บรรทัด ผมแยกได้ ๓ ประเด็นดังนี้

๑. รัฐบาลไม่ได้มาจากพรรคการเมือง จึงไม่มีนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียง หรือหวังคะแนนนิยม ผมขออนุญาตที่จะถามท่าน พลเอก ประยุทธ์ตรง ๆ ว่า กรณีมีการ กล่าวกันว่าที่ท่านส่งรัฐมนตรีท่านหนึ่งไปเป็นหัวหน้าพรรคและอีกท่านหนึ่งไปเป็น เลขาธิการพรรคของพรรคการเมืองหนึ่ง สะท้อนความคิดการสืบทอดอำนาจหรือไม่

ประการต่อมาครับท่านประธาน การที่ใช้ชื่อนโยบายโครงการประชารัฐ ของรัฐบาลเป็นชื่อของพรรคการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนในการสืบทอดอำนาจ หรือไม่

ประการที่ ๓ นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรประชารัฐ ทำไมรัฐบาล ต้องอัดเม็ดเงินลงไปก่อนเลือกตั้งไม่กี่วัน หาเสียงหรือไม่ เอาเปรียบกันหรือไม่

ในประการที่ ๒ ท่านบอกว่าจะไม่ดำเนินการให้เสียวินัยการคลัง แต่การที่ ทุ่มเทงบประมาณประชานิยมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเงินนับแสนล้านบาท เสียวินัย การคลังหรือไม่

ประการที่ ๓ มีกรณีที่จะเสียวินัยการคลังชัด ๆ อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไป ไม่ทราบ แม้แต่ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ผมถามถึงกฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่รู้เรื่องเลยว่า ผ่าน สนช. แล้ว เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากในหลักคิด ในการนำงบประมาณแผ่นดินของรัฐ ซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชนมาใช้ โดยไม่ต้องมีแผนงาน โครงการ ไม่ต้องผ่านสภา โดยนำไปแฝงไว้เงียบ ๆ ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วก็ผ่าน สนช. อย่างเงียบ ๆ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้ที่ผมว่ามาอย่างเงียบ ๆ นั้น ในมาตราอื่น ๆ ล้วนเป็นพัฒนาการ ที่ดี คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ได้ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อที่จะ ให้ทันยุคทันสมัยซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่การมาบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕ โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี สามารถใช้เงินก้อนหนึ่งเรียกว่า เงินสำรองจ่าย ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่าเป็นเงิน เท่าไร ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๕๐,๐๐๐ บาท ทุกรัฐบาลที่ผ่านมามีเงินงบกลางไว้ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น รัฐบาลนี้ ๕ ปีที่ผ่านมา ได้ใช้งบกลางอย่างน่ากลัวครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๘ ๓๗๒,๗๔๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๙ ๔๕๕,๓๘๙ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ๔๔๘,๘๘๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๓๙๔,๓๒๖ ล้านบาท และปี ๒๕๖๒ ปีนี้ ๔๖๘,๐๓๒ ล้านบาท ถ้ารวมอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปาเข้าไปเกือบ ๑ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นหลักการ ถ้าในยามบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กระผมคิดว่าไม่มีพรรคการเมืองใดยินยอมที่จะให้มี การเอาเงินงบประมาณไปใช้โดยไม่ผ่านสภา ไม่มีแผนงาน ไม่มีโครงการ เป็นเงินถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยังจำคำพูดของท่านประธาน ซึ่งวันนี้ท่านไม่ได้อยู่คิวขึ้นประชุม ท่านประธานชวนท่านกล่าวเสมอว่า ท่านยึดมั่นในระบบรัฐสภา ซึ่งจะเป็นการถ่วงดุลกัน ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ จึงขอถามท่าน พลเอก ประยุทธ์ตรง ๆ ว่า เมื่อบ้านเมืองขณะนี้ท่านบอกว่ามันเป็นประชาธิปไตยแล้ว ท่านจะตัดมาตรา ๔๕ ออกไป ได้หรือไม่ อยากฟังจากปากของท่าน ถ้าท่านบอกว่า ได้ พวกผมก็จะไม่ดำเนินการอะไรต่อ แต่ถ้าท่านบอกว่า ไม่ได้ โดยส่วนตัวผมจะเสนอต่อพรรคของผม ขอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ โดยตัดมาตรา ๔๕ ออกไป

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมเตรียมมาก็คือ หัวใจ ของปัญหา การจะแก้ไขปัญหาของประเทศต้องทราบหัวใจของปัญหาคืออะไร ถ้าค้นหัวใจ ของปัญหาไม่ได้ ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้ ปัญหาของประเทศมีมากมายมหาศาล หลายด้าน เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง การต่างประเทศ เป็นต้น แต่อะไร คือหัวใจของปัญหา ผมจะยกตัวอย่างการแก้ปัญหาของรุ่นพ่อ รุ่นพี่ ซึ่งก็เป็นรุ่นพ่อ รุ่นพี่ ของท่านทั้งหลายนั่นละ ก่อนปี ๒๕๒๓ คนรุ่นหลังไม่รู้หรอกว่าประเทศไทย มีสงครามภายในที่รบราฆ่าฟันกันเอง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน เสียชีวิตปีละนับพัน ๆ คน ตลอดจนทรัพย์สินของทางราชการ ของประชาชนเสียหายจำนวนมาก มีพี่น้องประชาชน ข้าราชการ แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในอดีต ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ต้องไปพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดพระศรีมหาธาตุทุกปี ทรงทุกข์โทมนัสที่เห็นคนไทยฆ่ากันเอง ตายปีละเป็นพันศพ ต่อเมื่อมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๓ เรื่องการเมืองนำการทหาร ซึ่งมีหลักการ ใช้การเมืองนำการทหาร คำสั่งดังกล่าวลงนามโดย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายใต้การอำนวยการการเสนอคำสั่งที่มีหลักคิดการใช้การเมืองนำ การทหารของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น จากนั้นบ้านเมืองก็ เข้าสู่ความสงบ เลิกรบราฆ่าฟัน เกิดผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยออกจากป่ามาร่วมกันพัฒนาชาติ ไทย หลายท่านเป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส. เป็นนักธุรกิจ ทำงานเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองอยู่ใน ขณะนี้ ดังนั้นปัญหาของประเทศในขณะนี้เราก็ต้องมาคิดว่า ทำไมรัฐบาลนี้ทุ่มเทสรรพกำลัง เหลือเกิน ใช้เงินมากมายมหาศาล ขยัน ผมชื่นชมท่านนะครับ ท่านขยัน ทุ่มเทใช้งบ ใช้งบถึง ๑๓ ล้านล้านบาทใน ๕ ปีที่ผ่านมา แต่ทำไมคนจนถึงเพิ่มขึ้น ๆ ขณะนี้ ๑๔.๕ ล้านคน ตรงนี้ประจักษ์ชัด แล้วครับ ฟ้องด้วยภาพว่าเราต้องมาผิดทางแน่ ถ้าเราไม่หาหัวใจ ของปัญหาให้เจอนั่นก็คือความเชื่อมั่นในการเมืองการปกครองของประเทศ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เราดูย้อนหลังไป ๘๕ ปี ๘๖ ปี ประเทศไทยของเราเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร จำนวนมาก จนต้องขึ้นกินเนสบุ๊ก นี่เป็นต้นเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งหรือไม่ เมื่อเทียบกับประเทศ ที่เขาเคยย่ำแย่กว่าเรา เช่น ประเทศเกาหลี ผมจำได้ รุ่นพี่ รุ่นพ่อเล่าให้ฟังว่า เราเคยส่งทหาร ไปช่วยประเทศเกาหลีรบ ประเทศเกาหลีถูกบอมบ์ (Bomb) ยับเยินแทบจะไม่มีอะไรเหลือ แต่ปัจจุบันในปีหรือ ๒ ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมของไทยต้องไปซื้อเครื่องบินฝึกรบ จากประเทศเกาหลี ประเทศเกาหลีผลิตอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ทำไมประเทศไทยเรา ถึงถอยหลังเข้าคลอง ๆ เพราะการเมืองที่ไม่นิ่ง การเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพใช่หรือไม่ ถ้าใช่ นี่คือหัวใจของปัญหาหรือไม่ เราทำไมไม่มาแก้หัวใจที่ปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ ในปัญหาความเชื่อมั่นทางการเมืองที่กระผมเตรียมมามี ๒ ประเด็น ที่น่าจะต้องได้รับ การแก้ไข

ประการแรก คือกติกาหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำไมรัฐธรรมนูญต้องแก้ มีการสำรวจจากทุกโพลล์ (Poll) มาเป็นระยะ ๆ มีความเห็นต่าง ๆ มากมายว่าจำเป็นต้องแก้ ประเด็นอะไรบ้าง ผมคงไม่ต้องจาระไน เพราะเวลาผมมีจำกัด แต่ขอเอาวลีสำคัญที่ทุกคนเคยได้ยิน แล้วเห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้บ้านเมืองเดินไป ไม่ได้ วลีสำคัญนั้นก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกแบบมาเพื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ผมไม่จำเป็น จะต้องเอ่ยชื่อผู้กล่าว เพราะเราเคารพนับถือกันเป็นการส่วนตัว เป็นผู้อาวุโส ทั้งท่านก็กล่าว อย่างองอาจต่อสาธารณะ สิ่งที่ผมคิดว่าจากวลีดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เป็นกลาง มีการเอาเปรียบกันอย่างสารพัดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ท่านสมาชิกก็อาจจะ บอกได้ว่า เมื่ออ่านนโยบายที่ทางรัฐบาลได้ส่งมาให้ ก็แก้แล้วนี่ อยู่ในนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๑๒ หน้า ๓๓ ความว่า สนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการ ดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ อ่านนโยบายดังกล่าวแล้วใคร ๆ ก็รู้ว่า ให้อย่างเสียไม่ได้ ถ้าจำกันได้แต่เดิมไม่มีนะครับ ต้องต่อรองกันวุ่นวายไปหมด ผมไม่แน่ใจว่า ถูกหลอกหรือเปล่า หรือรู้ว่าหลอกแต่เต็มใจให้หลอกในการเข้าร่วมรัฐบาล ผมเป็นคนช่างจด ช่างเก็บข้อมูลครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๒ เร็ว ๆ นี้เอง ผู้สื่อข่าวได้ถาม ท่าน พลเอก ประยุทธ์ว่า มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งยื่นเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลไว้ข้อหนึ่ง ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีมีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามนะครับ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ตอบสั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า ผมไม่มีจุดยืนในการ แก้รัฐธรรมนูญ ชัดหรือไม่ครับ เป็นเรื่องตามกระบวนการ ผมจึงไม่แปลกใจว่านโยบาย เร่งด่วนข้อ ๑๒ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นที่กล่าวว่าเป็นการศึกษาเพื่อสนับสนุนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญมันจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่แน่หลังจากฟังการอภิปรายของผมเมื่อท่าน พลเอก ประยุทธ์ทราบหรือเห็นพ้องต้องกันว่า หัวใจของปัญหาคือปัญหาการเมืองหรือไม่ เหมือนเช่นที่รุ่นพ่อ รุ่นพี่ ในอดีตได้เคยวางแนวทางไว้ ท่านอาจจะมาเห็นตรงกับผมแล้วแก้ไข รัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ เราไม่ได้คิดแก้ไขอะไรมากมายเลย ขอเพียงให้ประเทศเดินได้ เอาแค่ ๒ ประเด็นก่อน

ประเด็นแรกที่มา ผมขออนุญาตต่ออีกนิดหนึ่ง ประเด็นแรกที่มาและอำนาจ หน้าที่ของ ส.ว.

ประเด็นที่ ๒ ระบบการเลือกตั้ง ต้องยกเลิกครับ การจัดสรรปันส่วนผสม มันทำให้พรรคการเมืองมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แล้วท่านจะบูรณาการนโยบายอย่างไร ผมพูดกับท่านประธานอย่างมีเหตุมีผลตรงไปตรงมา เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการเมือง เป็นปัญหาหัวใจสำคัญของประเทศ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีรับและแก้ไข ผมมั่นใจว่าปัญหา เศรษฐกิจจะฉลุยแก้ไขได้ เดินไปได้ ผมเคยได้รับการไปเสวนาในเวทีหนึ่ง ผมไม่ได้ดูถูก หรือไม่ได้ไปต่อว่า ว่าท่านไม่อาจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เลย ผมยังเปรียบเปรยไปว่า ต่อให้ ๑๐ พลเอก ประยุทธ์ ๑๐ สมคิดก็แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไม่ได้ถ้าระบบ ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ถ้าระบบได้รับการแก้ไขท่านจะทำงานอย่างสบาย ท่านแก้ไขปัญหา บ้านเมืองได้แน่ ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ