กุลธิดา ชี้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ หนุนยกระดับคุณภาพเท่าเทียม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ หารือปัญหาการศึกษาที่ค้างคาในเชิงโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำ ภาระงานที่เพิ่มขึ้นของครู การประเมินที่มากเกินจำเป็น และการขาดการมีส่วนร่วมของนักเรียนและชุมชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของกองทุนเพื่อความเสมอภาคที่ยังไม่เพียงพอ จนกลายเป็นภาระเอกสารต่อโรงเรียนและผู้เรียน เธอเสนอให้เน้นยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ผลักดันการบูรณาการหน่วยงานเพื่อจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิตครูไปจนถึงการเกษียณ พร้อมเรียกร้องนโยบายปฏิรูปการศึกษาอย่างลึกซึ้งที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของผู้เรียน โดยเฉพาะผู้มีความต้องการพิเศษ พร้อมผลักดันให้การสนับสนุนเด็กทุกคนเป็นสิทธิที่ไม่แบ่งแยก และเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียนที่ยังขาดแคลนทั้งห้องน้ำ น้ำดื่ม ห้องสมุด และแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้การศึกษาเป็นระบบที่ทั่วถึง มีคุณภาพ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ในคำแถลงนโยบายดิฉันยังมองไม่เห็นถึงการแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่โครงสร้าง หรือยังมองไม่เห็นการแก้ปัญหาการศึกษาในระดับการบริหารราชการเลย สิ่งที่ดิฉันมองเห็น จากคำแถลงนโยบายคือการแก้ปัญหาในลักษณะเชิงปฏิบัติหรือเป็นโครงการแยกย่อย นี่ทำให้ดิฉันตั้งคำถามต่อไปว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะแก้ปัญหาการศึกษาซึ่งเป็นปัญหา คาราคาซัง ปัญหาเก่าที่มีมานานเป็นระยะเวลาหลายสิบปีได้ ดิฉันขอยกปัญหาการศึกษา ที่เป็นรูปธรรมให้เพื่อนสมาชิกและทุกท่านในที่นี้ได้รับทราบนะคะ ถ้ายกตัวอย่างเรื่องของ การบรรจุโค้ดดิ้ง (Coding) เข้ามาในหลักสูตรการศึกษา ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องที่เราบรรจุ อยู่แล้วในหลักสูตรฉบับแก้ไขตั้งแต่ปีที่แล้ว ปัญหาของโรงเรียนไทยกว่า ๓๐,๐๐๐ โรง คือบริบทที่ต่างกันค่ะ บางโรงเรียนมีครู บางโรงเรียนไม่มีอุปกรณ์ บางโรงเรียนไม่มีทั้งครู ทั้งอุปกรณ์ บางโรงเรียนมีครูแต่ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่สอนนักเรียนได้เนื่องจากมีภาระ งานอื่น ๆ จำนวนมาก บางโรงเรียนอาจจะมีครูที่ได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสอนโค้ดดิ้ง (Coding) ได้ แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นะคะ หรือบางโรงเรียนอาจจะต้องจ้างครู อัตราจ้าง ในอัตราเงินเดือนที่ต่ำเพื่อที่มาสอน เนื่องจากมีปัญหาในระบบบรรจุครู ในส่วนนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนภาพหนึ่งของปัญหาการศึกษาไทยที่เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ในวันนี้ดิฉันขออภิปรายถึง ๓ ปัญหาคาราคาซังที่ยังรอคำตอบจากท่านคณะรัฐมนตรี และ ๓ จิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำคัญที่หายไปจากคำแถลงนโยบายฉบับนี้

เรื่องแรก ในข้อ ๘.๖.๓ ได้มีการพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เอาไว้และมีการกล่าวถึงกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดิฉันขอตั้งคำถามว่า จากเดิมที่กองทุนนี้ได้ขอเงินตั้งต้นเอาไว้ที่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป้าหมายเด็ก จำนวน ๔.๓๐ ล้านคน ในทางปฏิบัติแล้วกองทุนนี้ได้รับเงินในปีแรกเพียง ๑,๒๒๐ ล้านบาท ในปีถัดมาได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่ตามมาก็คือการสงเคราะห์ เด็กยากจน และสิ่งที่ตามมาจากนั้นคือการที่เด็กยากจนจะต้องพิสูจน์ว่าเขายากจนจริง ๆ ผ่านกระบวนการเอกสารจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นภาระของทั้งนักเรียน โรงเรียน ครู และผู้ปกครอง เพื่อเงินเท่าไรคะ เพื่อเงิน ๕๐๐-๑,๕๐๐ บาท ดิฉันมองว่าการสงเคราะห์ ลักษณะนี้ควรเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น การแก้ปัญหาระยะยาวที่สุดควรเป็นการยกระดับ โรงเรียนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ดิฉันขอตั้งคำถามต่อถึงข้อ ๘.๖.๓ ที่ได้ระบุเอาไว้ว่าจะมีการสนับสนุนเด็ก ที่มีความสามารถแต่ไม่มีทุนทรัพย์เป็นกรณีพิเศษ ในหลักการแล้วการสนับสนุนควรเป็นสิทธิ ของเด็กทุกคนในประเทศไทยไม่ควรมีกรณีพิเศษใด ๆ การพัฒนาบุคลากรควรตั้งต้น ที่หลักการที่ว่า เราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพและสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดิฉันจึงขอตั้งคำถามในหลักการของข้อนี้นะคะ

ปัญหาคาราคาซังข้อที่ ๒ ซึ่งระบุไว้ในข้อ ๘.๖.๑ ก็คือเรื่องภาระงานครู ครูไทยมีภาระงานอื่นซึ่งกลายเป็นภาระงานหลักมากกว่าภาระงานสอน ซึ่งนั่นก็คือการต้องทำ โครงการต่าง ๆ ที่เป็นโครงการฝากจากทั้งกระทรวงศึกษาธิการเองและหน่วยงานอื่น ๆ ของทางราชการ กลายเป็นว่าครูไม่ได้อยู่กับนักเรียน ไม่ได้ทำหน้าที่สอนนักเรียนอย่างเต็มที่ ดิฉันขอฝากไปยังท่านคณะรัฐมนตรีว่า ควรเริ่มการหารือระหว่างหน่วยงานราชการได้แล้ว ให้เกิดการบูรณาการเพื่อที่ว่าโครงการเหล่านี้จะได้ไม่เป็นภาระครู นี่ยังรวมไปถึงภาระ การประเมินมากมายนะคะ บางโรงเรียนคุณครูจะต้องประเมินฐานข้อมูลทั้ง ออนไลน์และออฟไลน์ (Offline) ถึง ๑๐ กว่าฐานข้อมูล ส่วนนี้ทำให้เวลาหลายส่วนของครู หายไป นี่ยังไม่รวมถึงการต้องพาเด็กออกไปแข่งขันนอกโรงเรียน พาเด็กออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ทำให้เวลาในห้องเรียนหายไป เรื่องครูยังไม่จบเพียงเท่านี้ ที่ผ่านมาชีวิตครูไม่เคยถูกมอง เป็นองค์รวม การแก้ปัญหาและการพัฒนาครูควรถูกมองเป็นองค์รวมค่ะ ตั้งแต่ระบบ การคัดเลือกครูเข้ามาอยู่ในกระบวนการผลิตครู เมื่อผลิตครูออกมาแล้วจะต้องมีกระบวนการ ดูแล สนับสนุน เพื่อให้ครูได้อัปเดต (Update) ทักษะความรู้ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังควรมีกระบวนการที่ส่งเสริมครูตลอดช่วงระยะเวลาการทำงานไปจนถึง การเกษียณของครู เหล่านี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายถึง ๖ ฉบับ และหน่วยงานราชการมากมาย ดิฉันขอเสนอให้ท่านคณะรัฐมนตรีริเริ่มในการพูดคุยหารือกับทุก ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตครู ตั้งแต่การเข้ามาฝึกหัดครูจนถึงการเกษียณเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

ปัญหาคาราคาซังข้อที่ ๓ ที่ดิฉันจะกล่าวถึงคือการมีส่วนร่วม ซึ่งอยู่ ในข้อ ๘.๖.๓ เช่นกัน ดิฉันยังมองไม่เห็นการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเสนอว่า กลไกสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วควรได้รับการยกระดับ ควรได้รับการทำให้สามารถปฏิบัติงาน มีอำนาจหน้าที่อย่างแท้จริง และควรเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่จะต้องให้นักเรียนผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในระบบการศึกษาได้เข้ามานั่งอยู่ใน คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ให้พวกเขาได้เป็นคน คิวซี (QC) ตรวจสอบคุณภาพ สถานศึกษา และแนะนำแนวทางสิ่งที่เขาต้องการได้ด้วยตัวเอง จากปัญหาคาราคาซัง ๓ ข้อ ดิฉันขอชี้จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ที่หายไปอีก ๓ เรื่องที่ดิฉันยังมองไม่เห็นจากคำแถลงนโยบายนี้

จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ชิ้นแรก มีการกล่าวถึงโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ไม่มีการ กล่าวถึงปัญหาการควบยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ใน ๖ ปีที่ผ่านมาเรามีจำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก ที่เพิ่มขึ้น ดิฉันอยากจะถามไปถึงท่านคณะรัฐมนตรีว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร มีกระบวนการ เยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมถึงครอบครัว ถึงนักเรียน และบุคลากรที่จะต้องได้รับผลกระทบ จากนโยบายนี้หรือไม่ วิธีจัดการปัญหาที่ดีที่สุดคือการหาทางออกร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งชุมชนและโรงเรียน รวมถึงภาคส่วนราชการ ควรพูดคุยและแก้ปัญหานี้ร่วมกัน

จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ชิ้นที่ ๒ ที่หายไป ที่ดิฉันยังมองไม่เห็น การแก้ปัญหา อย่างเป็นรูปธรรมอยู่ในข้อ ๘.๖.๑ ซึ่งมีการกล่าวถึงมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียน ดิฉันอยาก ทราบว่า ในมาตรฐานขั้นต่ำนี้ท่านจะกำหนดเรื่องอะไรเอาไว้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำบ้าง ดิฉันขอยกเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นปัญหา อาหารกลางวัน ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ทั้งอาคาร และปัญหาล่วงละเมิด ทางเพศ ปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ในโรงเรียน น้ำดื่มที่สะอาดยังเป็นปัญหาในโรงเรียนหลาย แห่งในประเทศไทย ห้องน้ำที่ปลอดภัย ที่สะอาดถูกสุขลักษณะอนามัย เรายังไม่มีอยู่ในหลาย โรงเรียน แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด สนามเด็กเล่น ที่ใช้งานได้จริง ก็ยัง ขาดแคลนอยู่

เรื่องสุดท้ายที่หายไปก็คือเรื่องผู้เรียน ในคำแถลงนโยบายมีเรื่องผู้เรียน ในแนวดิ่ง ตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่สิ่งที่ดิฉันยังมองไม่เห็นคือ ความหลากหลายของผู้เรียน ดิฉันอยากทราบว่าจะมีนโยบายอย่างไรในการดูแลผู้เรียนที่ต้องการ การดูแลเป็นพิเศษ เป็นผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษต่าง ๆ อาทิเช่น ผู้พิการ หรือเด็กที่ ต้องการนักพัฒนาการ นักจิตวิทยาเพื่อมาดูแลเป็นกรณีพิเศษ ทั้งหมดนี้ควรยืนอยู่บน หลักการที่เราจะไม่ทิ้งเด็กไทยคนใดไว้ข้างหลัง

สุดท้ายค่ะ การปฏิรูปอาจหมายถึงการแก้ปัญหาเดิมด้วยวิธีใหม่ ๆ ดิฉันอยาก เห็นการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างถึงราก ถึงโครงสร้าง เพื่อบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการ นักเรียน ครู ให้พวกเขาได้สามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ท่านประธานคะ ทุกคนพร้อมแล้วสำหรับอนาคต คนพัฒนาไปแล้วค่ะ แต่โครงสร้างยังเดินตาม คนไม่ทัน ดิฉันขอฝากท่านประธานไปยังท่านคณะรัฐมนตรีด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ