ตวง อันทะไชย อภิปรายประเด็นนโยบายการศึกษา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปอย่างจริงจัง เรียกร้องให้ฟังเสียงครูและปรับหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมวิพากษ์ระบบการวัดผลที่ล้าสมัยและเสนอให้เปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นและสนับสนุนทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียน ท่านประธานก่อนว่าเวลาที่ผมได้รับ ๕ นาที ได้คุยกับท่านวิป (Whip) ผู้ประสานงานแล้ว จะเกินไปบ้างเล็กน้อยได้ เนื่องจากพวกผมบางท่านสละสิทธิไปแล้ว ต้องขอประทานอนุญาต ท่านประธานได้กราบเรียนเบื้องต้น แต่ผมเริ่มต้นอย่างนี้ว่าเรียนท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาล รัฐมนตรีว่าการไม่ได้อยู่ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ ๒ คนอยู่ที่นี่ ผมขอประทานอนุญาต ที่จะอภิปรายเรื่องนโยบายของการศึกษา ที่ผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดเมื่อวาน ประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน มันไม่มีเครื่องมือใดในการที่จะปฏิรูปประเทศให้ประสบ ความสำเร็จนอกจากการศึกษา การศึกษามันเครื่องมือนำเดียวเท่านั้น ท่านลองย้อนไปดู ประเทศสิงคโปร์ ไปดูประเทศฟินแลนด์ ไปดูประเทศจีน ประเทศอื่นก็ตาม ถ้าเราไม่สามารถ จะปฏิรูปการศึกษาของประเทศได้ เราไม่อาจจะคาดหวังต่อการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ แต่ที่ผ่านมาของประเทศในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปี ผมใช้ ๑๐ ปี เราปฏิรูปการศึกษาของประเทศประหนึ่งเหมือนใบไม้ที่อยู่ในกำมือ เรามองไม่เห็นป่า ของมัน ไม่เห็นป่าไม้ว่าป่าไม้มันคืออะไร เราเจออะไรเราทำเรื่องนั้น เราเห็นอะไรเราทำ เรื่องนั้น แล้วเราก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง ข้อเสนอของผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อไปนี้ คือการปฏิรูปที่เป็นนโยบายของรัฐบาลในข้อ ๘ และข้อ ๗ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้และเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แต่ในนโยบายนี้ผมเห็นปัจจัยเงื่อนไข ที่มันพอจะประสบความสำเร็จอยู่ ๒ เรื่อง ซึ่งผมขอประทานอนุญาตได้เสนอ พวกผมเป็น นักการศึกษาได้คุยกัน ถ้าเขียนตามข้อ ๘ ข้อ ๗ ของท่านมันยากครับ เพราะเวลาท่านมา แล้วท่านจากไป ก็จะมีนโยบายอีก ๘๐๐ ให้ครูได้ทำ ท่านคงจำใครที่เป็นครูอย่างผมจะรู้ว่า พอรัฐมนตรีจากไปนโยบายมันจะอยู่ที่นั่นตลอด ๘๑ นโยบาย โรงเรียนดีศรีตำบล โรงเรียน คุณธรรม โรงเรียนจริยธรรมมีหมด แต่มันไม่ถึงแก่นของมัน ข้อเสนอของผมที่จะกราบเรียน ต่อท่านประธาน ก็คือปัจจัยแรกซึ่งผมเห็นตรงก็คือว่า ผมเห็นท่านรัฐมนตรีได้สื่อสาร กับสาธารณะว่าท่านต้องการรับฟังความเห็นของครู ผมว่าถูกแล้ว แต่การรับฟังความเห็น ของครูนั้น ท่านจะต้องฟังให้เห็น ให้เข้าใจ ให้ได้ยินเสียงเต้นหัวใจของครู แล้วท่านจะรู้ว่า ท่านจะปฏิรูปอย่างไร ที่ผ่านมาท่านไม่เข้าใจหรอกครับ หัวใจเต้นของครูจะบอกว่าทิศทาง ของการปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำอย่างไร
ประการที่ ๒ ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นทั้งหมดที่ท่านเสนอไว้ในข้อ ๗ ข้อ ๘ เดี๋ยวผมจะลองคลี่ดูสักตัวอย่างให้ดู ถ้าท่านไม่ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ไม่ปฏิรูประบบ หลักสูตรการเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผล ไม่มีทางที่มันจะยั่งยืนและประสบ ความสำเร็จ เพราะระบบการศึกษามันต้องใช้ความต่อเนื่อง ต้องใช้ความยั่งยืน มันไม่ทำวันนี้ เสร็จวันนี้หรอกครับ ระบบการศึกษาเหมือนดอกกล้วยไม้ที่มันออกดอกช้าฉันใด ผมลองคลี่ ไปดูในนโยบายของท่าน ผมเอาสักตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างให้ท่านประธานดูว่า มันจะต้องปฏิรูป หลักสูตรและระบบการเรียนการสอนของประเทศครั้งใหญ่ ถ้าท่านจะทำตามนโยบายข้อ ๗ ข้อ ๘ เช่น นโยบายว่าด้วยธนาคารหน่วยกิต ท่านประธานครับ เป็นนโยบายที่พวกผมเป็น นักการศึกษาฝันมานาน อยากจะทำมานาน พอท่านมาเขียนเอาไว้ในระบบหลักสูตรเก่า มันทำไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าระบบธนาคารหน่วยกิตของท่านมันคือ อะไร ท่านดูนะครับมันมหัศจรรย์มากสำหรับผม ๑. คนเรียนหนังสือเก็บหน่วยกิตไม่ได้ ท่านประธานครับ ๒. เอาหน่วยกิตนั้นไปเรียนข้ามสาขาได้ รุ่นท่าน รุ่นผม รุ่นท่านประธาน ทำไม่ได้หรอกครับ ๓. เอาหน่วยกิตนั้นไปเรียนข้ามสถาบันได้ มหัศจรรย์มากสำหรับผม และสำคัญมากตามทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ ที่ท่านอ้างในนโยบายของท่านก็คือ เขาสามารถเลือกเรียนเฉพาะที่เขาสนใจได้ อันนี้สุดยอดเลย เขาไม่ต้องเรียนเก่ง วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่เขาเก่งกอล์ฟ เขาเก่งฟุตบอล เขาเก่งตะกร้อ เขามีสิทธิที่จะหาเงิน เป็นล้าน ๆ ได้ นี่คือทฤษฎีพหุปัญญาที่มีในหลักสูตรของท่าน แต่ท่านทราบไหมมันคือ หลักสูตรเก่า หลักสูตรปัจจุบันมันเป็นหลักสูตรที่จะต้องเรียนให้เก่ง สอบให้ได้เกียรตินิยม ได้ปริญญา หลักสูตรปัจจุบัน ผมยกตัวอย่างให้ท่านดูรอบ ๕ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาในการใช้ หลักสูตรก็คือว่า เราเรียกร้องให้คนใช้หลักสูตรเป็น ขอประทานอนุญาตท่านประธานใช้ ภาษาอังกฤษคือ แอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active learning) แปลเป็นไทยมันไม่ค่อยตื่นตะลึงเท่าไร แปลว่าการเรียนรู้แบบรุกก้าวกระโดด แอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active learning) ก็คือ เรียนโดย การปฏิบัติ ลงมือทำเอง คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง ผมเรียนท่านประธานแล้วนะครับ ผมบอกท่านรองสิงห์ศึกมาเพิ่มได้ เพราะครูสอนไปอย่างนั้น ครูก็ต้องกลับไปสู่ แพสซิฟ เลิร์นนิง (Passive learning) ก็คือกลับไปเรียนตามหลักสูตรที่มันจะต้องอาศัยเนื้อหามันจึง จะจบหลักสูตรท่านประธานครับ ต่อให้สอน แอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active learning) แทบเป็นแทบตายต้องกลับมาที่หลักสูตรเก่าที่ว่านี้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านต้องการให้ครูเป็นโค้ช (Coach) ท่านทราบไหมพวกผม เป็นครูมา ท่านรัฐมนตรีเป็นครูเหมือนผมท่านจะรู้ เราเป็นมากกว่าโค้ช (Coach) เราเป็น พ่อแม่ เป็นลุงป้าน้าอา เป็นนักกฎหมาย เป็นทุกอย่างอันนี้ไม่ต้องมาเปลี่ยนจิตวิญญาณ ของเขา แต่ท่านเน้นว่าจะให้เป็นโค้ช (Coach) ในภาวะแบบนี้หรือจะให้ผมขออนุญาตพูด ภาษาอังกฤษต่อไปเลย จะให้เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) จะให้เป็นเมเนเจอร์ (Manager) จะให้เป็นออร์กาไนเซอร์ (Organizer) ครูทุกวันนี้จะต้องเป็นอย่างนั้น แต่จะทิ้ง จิตวิญญาณของความเป็นครูไม่ได้ หลักสูตรในปัจจุบันมันทำไม่ได้หรอกครับ ให้ท่านไปเป็น โค้ช (Coach) เหมือนโค้ช (Coach) ฟุตบอล เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการที่จะปฏิรูปให้เกิด อย่างที่นโยบายของรัฐบาล จะต้องกลับไปสู่การปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอน เรื่องสำคัญที่รัฐมนตรีช่วยว่าการได้พูดคือโค้ดดิ้ง (Coding) ท่านประธานทราบไหมครับ ถ้าท่านไม่ยอมปฏิรูประบบหลักสูตร เวลาท่านจากไป มันจะเป็นนโยบายธรรมดา มันจะไม่มี คนทำต่อ เพราะมันไม่มีในหลักสูตร เพราะมันไม่ถูกบังคับในระบบของมัน เพราะมันไม่มี ระบบการเรียนการสอน เพราะโรงเรียนบ้านนอก โรงเรียนท่านรัฐมนตรีคงทราบดี บางแห่ง มันไม่มีคอมพิวเตอร์ บางแห่งไม่มีครูสอน มันต้องใช้เวลาท่านรัฐมนตรีพูดถูก
สุดท้ายเรื่องของหลักสูตรว่าด้วยพหุปัญญาเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศ หลังจากที่การ์ดเนอร์ค้นพบเมื่อปี ๒๕๕๖ มันเปลี่ยนวิธีคิดของนักการศึกษาทั่วโลกว่าต่อไปนี้ เด็กจะเทียบกันไม่ได้ คนนี้เก่งวิทย์-คณิตไป คนนี้เก่งฟิสิกส์ เคมี ชีวะไป คนเก่งฟุตบอล ตะกร้อ ท่านประธานเห็นไหมครับ นักฟุตบอลไทยไปเตะฟุตบอลที่ญี่ปุ่นเดือนละล้านบาท พวกนี้ยังไม่จบ ม. ๖ ร้องเรียนมาที่กรรมาธิการจะทำอย่างไรจะจบ ม. ๖ เขาบอกไม่เป็นไร
อันสุดท้ายที่มีอยู่ในนโยบายฉบับนี้ที่จะเกิดบรรลุผลก็คือว่า การศึกษาปฐมวัย เป็นเรื่องใหม่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ที่บอกว่า การศึกษาปฐมวัยต้องดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์ พอมีกฎหมายเสร็จหลักสูตรยังเป็นแบบเดิม ยังเน้นที่ความรู้ความจำ ท่านประธาน อาจจะถามผมว่านโยบายแบบนี้มันเพิ่งมีใช่ไหม ไม่ใช่หรอกครับ ผมย้อนไปดูนโยบาย เมื่อคืนนี้ไปทำการบ้านให้ท่าน ท่านไปดูก็ได้ ให้เจ้าหน้าที่ไปดูตามผมก็ได้ ปี ๒๕๔๙ รัฐบาล สมัยนั้นก็พูดอย่างนี้ละครับ ปี ๒๕๕๑/๑ ผมจะไม่ระบุชื่อท่านนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๑/๒ ปี ๒๕๕๔ และ ปี ๒๕๕๗ ก็พูด ๒ เรื่องว่าจะต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำพาการพัฒนา ประเทศเน้นไปที่คุณภาพ ท่านอาจจะถามผมว่าแล้วถ้าจะปฏิรูปหลักสูตรต้องทำอย่างไร ผมว่าท่านกลับไปถามคนในกระทรวงแล้วเอามานั่งถกกันเลย ถ้าท่านต้องการเปลี่ยนแปลง แนวนโยบายตามข้อ ๘ และข้อ ๗ ของท่าน ท่านไม่ต้องกังวล เพราะระบบหลักสูตรทั่วโลก มันเหมือนกันหมด มันมีการวิวัฒนาการ มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลง ของโลก หลักสูตรเนื้อหาข้างในมันเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ทั่วโลกเป็นแบบนี้หมดครับ ผมย้อนไปดูว่าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาและปฏิรูปหลักสูตรไทยไม่ใช่เพิ่งมีครับ มันช้า ตรงนี้ เพราะโลกมันเปลี่ยนทุกวัน ๆ หลักสูตรมันยังอยู่แบบเดิม เช่น หลักสูตรปี ๒๕๐๓ ท่านรัฐมนตรีในห้องจะเรียนเหมือนผม หลักสูตรปี ๒๕๒๐ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๔๕ และปี ๒๕๕๑ ในปัจจุบัน มันเป็นหลักสูตรที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โค้ดดิ้ง (Coding) ที่ท่านประธานพูดถึง ที่ท่านกรรมาธิการ ที่ท่านรัฐมนตรีพูดถึง
ข้อเสนอของผมประการสุดท้าย ถ้าท่านฟังได้ยินเสียงหัวใจเต้นของครู ท่านจะกลับไปทบทวนว่า กศจ. มันควรยกเลิกได้หรือยัง ท่านจะต้องกลับไปทบทวนว่า การกระจายอำนาจที่พรรคทุกพรรคการเมืองเสนอนั้นใน ๔ งาน วิชาการ บริหาร งบประมาณ บริหารนโยบาย และบริหารงานทั่วไป มันควรเป็นเรื่องของจังหวัดนั้น เป็นเรื่อง ของโรงเรียนนั้นหรือยัง ทำไมคนจังหวัดกระบี่จะต้องมาสอนหลักสูตรเหมือนบ้านผม ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ทำไม
อันที่ ๒ ท่านจะได้กลับถ้าฟังเสียงหัวใจเต้นของครู ได้ยิน ท่านจะรู้ว่าโอเน็ต (O-NET) เขาไม่ได้มีให้มาเทียบ ผมฝากท่านรัฐมนตรีถ้าจะให้ถูกใจครูหยุดเอาโอเน็ต (O-NET) มาเทียบ โอเน็ต (O-NET) บ้านนอกบ้านผมจะมาเทียบในเมืองไม่ได้ โอเน็ต (O-NET) ที่อยู่ในเขา โอเน็ต (O-NET) เขาให้เทียบผลการจัดการศึกษาในรอบปีของโรงเรียนนั้น ของห้องเรียนนั้น ของนักเรียนคนนั้นต่อปีว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรนั้น มันมีปัญหาอะไรหรือไม่ กระบวนการบริหารจัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้นมันมีปัญหาที่ต้อง ทบทวนหรือไม่เขาไม่ให้เอามาเทียบกัน เอาโรงเรียนอำเภอมาเทียบจังหวัดมันไม่ได้ วันนี้เรา นำมาเทียบกัน สุดท้ายถ้าท่านปฏิรูประบบหลักสูตรการเรียนการสอน ท่านไม่ต้องเสียเงินไปติว โอเน็ต (O-NET) ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาท เสียดายสตางค์ท่านรัฐมนตรี ไม่ต้อง เสียเงินไปติวปิซ่า (PISA) ท่านทราบไหมเพราะอะไร ทุกวันนี้คะแนนปิซ่า (PISA) มันตกต่ำ เพราะเราสอนแบบหนึ่ง ไปออกข้อสอบอีกแบบหนึ่ง ภาษานักวิชาการพวกผมเรียกว่า ชาติหน้าก็ไม่ได้ เพราะสอนนักเรียนอีกแบบหนึ่ง ไปออกข้อสอบอีกแบบหนึ่ง สอนอย่างไร ต้องออกข้อสอบแบบนั้น โออีซีดี (OECD) ที่เป็นเจ้าของปิซ่า (PISA) ในงานวิจัยเขาบอกเลย ว่าประเทศที่คะแนนปิซ่า (PISA) ดีขึ้นก็คือประเทศที่ปฏิรูประบบหลักสูตรการเรียนการสอน ท่านประธานที่เคารพผมให้กำลังใจในการปฏิรูป ผมหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเปลี่ยน ท่านฟังครูให้มากกว่าคนที่ ๔ แท่ง ท่านอย่าไปหลงงานบรรจุแต่งตั้ง โอนย้าย เลื่อนขั้น เงินเดือน สอบวินัย มันคือกับดัก คนเป็นรัฐมนตรีจะหลงตรงนั้นเลยคิดอะไรไม่ได้ฝากท่านเลย หวังว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศ เราจะสามารถสร้างประเทศด้วยการศึกษา ขอบพระคุณครับ