สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ อภิปรายถึงความสอดคล้องของนโยบายรัฐบาลกับรัฐธรรมนูญมาตรา 162 โดยย้ำว่ารัฐบาลมีการกำหนดแหล่งรายได้ทั้งจากงบประมาณประจำปีและรายได้ภาษีอย่างชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาระบบภาษีให้เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาวินัยการคลัง การจัดทำงบประมาณสมดุล และการควบคุมรายจ่ายลงทุนตามกรอบกฎหมาย เพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2563 นับตั้งแต่ต้นรัฐบาลชุดนี้
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จะขออนุญาตอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายรัฐบาลในส่วนที่ ความสอดคล้องของนโยบายรัฐบาลที่กระผมเห็นว่ามีความสอดคล้องเป็นไปตามบทบัญญัติ ตามมาตรา ๑๖๒ แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนิน นโยบายนั้น ในการนี้ผมเห็นว่าเป็นการสอดคล้องกับบทบัญญัติตามมาตรา ๑๖๒ โดยในบทบัญญัติในนโยบายรัฐบาลในหน้าที่ ๓๓ ถึงหน้าที่ ๓๔ รัฐบาลได้ชี้แจงแนวทาง ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ ให้เกิดเป็นผลรูปธรรมและผ่าน เครื่องมือทางการเงินการคลัง ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนิน นโยบาย ประกอบด้วย
แหล่งที่ ๑ ก็คืองบประมาณประจำปี ซึ่งได้แจ้งว่าเฉลี่ยประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาทต่อปี เพื่อใช้ในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะนโยบายด้านสังคมที่เกี่ยวกับการศึกษา การสาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศ ในระยะยาว โดยผ่านกลไกในระบบงบประมาณซึ่งประกอบด้วยรายได้และรายจ่าย ในการนี้ กลไกระบบงบประมาณก็คงจะต้องมีการถ่ายทอดนโยบายของรัฐบาลและแผนแม่บท ตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อเชื่อมโยงกำหนดให้เป็นแผนปฏิบัติงาน แล้วก็แผนบูรณาการต่าง ๆ ซึ่งจะนำไป เป็นกรอบแนวทางในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ได้ดำเนินการให้บรรลุ เป้าหมายตามที่ได้แถลงเอาไว้
แหล่งที่ ๒ ก็คือรายได้จากการจัดเก็บภาษี ในส่วนของการจัดสวัสดิการ สำหรับประชาชน ในส่วนนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงรายได้จากภาษีของประเทศที่มีอยู่ อย่างจำกัด จึงมีแนวทางที่จะเร่งรัดพัฒนาระบบโครงสร้างภาษีให้มีความครอบคลุมมากขึ้น และมีความเป็นธรรมเพื่อช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อีกทาง
แหล่งที่ ๓ ก็คือเงินนอกงบประมาณและเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ ที่จะลดภาระด้านงบประมาณ อันได้แก่ แหล่งของเงินกู้ และการที่จะให้เอกชนมามีส่วนร่วม ลงทุนหรือ พีดีพี (PDP) รวมทั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย อีกทั้งเงินสะสมของกองทุนต่าง ๆ ที่จะมีการแปลงสิทธิและทรัพย์สินให้เป็นทุนได้ในอนาคต อันนี้ก็เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว
ประการที่ ๒ กระผมเห็นว่ามีนโยบายในเรื่องของการรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง ในนโยบายหลัก ข้อที่ ๕.๑.๒ ว่าด้วยการกำกับวินัยทางการเงินการคลัง ให้มีการ ติดตามกำกับดูแลให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ อย่างเคร่งครัด ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินกิจกรรมและมาตรการโครงการที่ก่อให้เกิด ภาระงบประมาณ ภาระการคลังในอนาคต โดยจัดทำเป็นงบประมาณประมาณการรายจ่าย แหล่งเงินที่จะใช้ตลอดระยะเวลาและประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ในการจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน อันนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินกำกับดูแล ซึ่งตามพระราชบัญญัติวินัยทางการเงินการคลังในมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ ได้กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการด้านนโยบายการคลัง การจัดทำงบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่ายบริหารการเงินการคลัง การก่อหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักการรักษาเสถียรภาพและพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามที่เป็นบทบัญญัติในพระราชบัญญัติของวินัยการเงิน การคลัง รวมทั้งพิจารณาประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะได้รับความคุ้มค่า ภาระการเงินการคลัง ที่เกิดขึ้นในอนาคตของรัฐ ในการนี้ตามมาตรา ๑๓ รัฐจะต้องจัดให้มีแผนการคลัง ระยะปานกลาง เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทของแม่บทหลักสำหรับการวางแผนการดำเนินการ ทางการเงินการคลังและงบประมาณของรัฐ รวมทั้งเป็นแผนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีและการบริหารหนี้สาธารณะ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องดำเนินการหลังจากที่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา
อีกประการหนึ่ง ที่ผมอยากกราบเรียนเพื่อเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่อง ของการจัดทำงบประมาณทั้งหมด ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒-๒๕๖๒ มีการจัดทำงบประมาณที่สมดุล อยู่เพียง ๘ ฉบับ ซึ่งขออนุญาตเรียนว่าในฉบับแรกก็คือ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๘ และปี ๒๕๔๙ รวมทั้งหมด ๘ ฉบับด้วยกัน ผมขออนุญาตว่าในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง การจัดทำงบประมาณสมดุลไม่ได้อยู่ ในแผนการคลังระยะปานกลาง แต่จะมีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่มีในลักษณะ ที่จะควบคุมรายจ่ายให้เกิดการใช้จ่ายลงทุน โดยมีการกำหนดบทบัญญัติว่ารายจ่ายลงทุน ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของงบประมาณในแต่ละปี ซึ่งในแต่ละปีเท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๑ รายจ่ายลงทุนที่เป็นเรื่องของการพัฒนา ประเทศด้านต่าง ๆ มีตั้งแต่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจนกระทั่งถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และใน ปี ๒๕๖๒ ก็มีรายจ่ายลงทุนถึง ๒๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ารายจ่ายที่ยอดขาดดุลของแต่ละปี ซึ่งยอดขาดดุลในแต่ละปีนี่มีอยู่ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์โดยเศษ ๆ มีบางปีก็ลดลงไปเหลือ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันยอดขาดดุลกำหนดไว้ที่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นการดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลางที่จะควบคุมให้ เกิดความมั่นคงทางการคลัง
ในประเด็นที่ ๓ ที่ผมขออนุญาตเสนอเป็นข้อสังเกตสั้น ๆ ก็คือประเด็นเรื่อง ของการในช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ สืบเนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๓ เกิดความล่าช้าไป