จิรายุ ตั้งข้อสังเกตบริหารเศรษฐกิจ ห่วงความโปร่งใส-ราคาสินค้าตกต่ำ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

จิรายุ ห่วงทรัพย์ แสดงความกังวลต่อท่าทีและสติสัมปชัญญะของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่ลดลง การก่อหนี้ของรัฐบาล และการขาดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณ ซึ่งสะท้อนความรับผิดชอบที่ควรหนักแน่นยิ่งขึ้นในตำแหน่งผู้นำสูงสุด

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขึ้นมาตอนยามวิกาล เพื่อที่จะ สรุปประเด็นที่ตกหล่น แล้วก็ท่านคณะรัฐมนตรีหลายท่านอาจจะชี้แจงไม่ชัดเจน ฝากเรียน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ ยิ่งดึกท่านก็มีรอยยิ้มมากขึ้น ไม่เหมือนช่วงหัวค่ำ หงุดหงิดน่าดู เป็นอะไรท่านนายกรัฐมนตรีครับ เครียดไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรท่านนายกรัฐมนตรีครับ อารมณ์มนุษย์มันก็อย่างนี้ละครับ ขึ้น ๆ ลง ๆ ก็ว่ากันไป แต่ผมอยากจะบอกท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีสั้น ๆ อย่างนี้ครับ ท่านลองจำลองภาพเหตุการณ์ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำโลก พลเอก ประยุทธ์ เป็นผู้นำของโลกเรา รอบบ้านเรากำลัง จับตามองว่าผู้นำของไทยแลนด์ที่เป็นเจ้าโลกจะสามารถบริหารโลกได้อย่างไร คำตอบก็คือว่า อันตรายครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะอะไรรู้ไหมครับ เกิดท่านอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมา มืออยู่ที่ขีปนาวุธท่านกดตูมเดียว เรื่องใหญ่ ยิ่งท่านเป็นทหารท่านต้องอดทนสูง และท่านมาเป็น นายกรัฐมนตรีที่ท่านบอกว่ามาจากประชาธิปไตย ท่านยิ่งต้องอดทนสูง ทนไม่ไหว ท่านเดินก็เดินออกไปดื่มกาแฟ ผมไม่พูดแล้ว หลายท่านพูดเยอะ

ท่านประธานที่เคารพครับ ตามแผนนโยบายข้อ ๕ เศรษฐกิจมหภาคการเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากช่วงกลางวันแล้วก็เมื่อวานนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านได้กรุณาพูดไว้หลายประเด็น บางประเด็นก็เป็นเรื่องจริงบ้าง พูดไม่ครบถ้วนกระบวนความบ้างก็ต้องอธิบายความกันครับ ท่านประธานครับ เรื่องของการรวยกระจุกจนกระจาย ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๕ จนถึงปี ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ ราคาข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ท่านทราบไหมครับว่าข้าวถุงเท่าไร ถังละ ๕๐๐ บาท โดยประมาณครับ แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยไปสำรวจตลาดหรือไม่ครับ ผมเข้าใจว่าแม่บ้านที่บ้าน อาจจะทำกับข้าว ทำอาหารให้ท่านทาน ท่านอาจจะไม่ทราบ ราคาปีนี้ในสมัยท่านเป็น นายกรัฐมนตรี อยู่ประมาณเกวียนละ ๗,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ แต่ข้าวที่ขายตาม ห้างสรรพสินค้าอยู่ราคาประมาณถังละ ๕๐๐ บาทเช่นเดิม ต้นทุนต่ำลง แต่ราคาขายเท่าเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีลองไปสำรวจดูครับว่าเกิดอะไรขึ้นครับ แล้วอย่างนี้ชาวนาเขาอยู่กันได้ อย่างไรครับ ผมจึงบอกต่อไปท่านประธานที่เคารพ ปี ๒๕๕๕ ยางพารากิโลกรัมละ ๙๐-๑๒๐ บาท ประท้วงกันหูดับตับไหม้ ปิดถนนหนทางกัน ราคายางรถยนต์ หลายท่าน อาจจะพอรู้ครับ ตอนนั้นราคายางขนาด ๑๙๕๕/๑๕ อาร์ ๑๖ (1955/15R16) หรือ ๑๕ ก็คือขอบ ๑๕ ท่านประธานครับ ราคาอยู่ประมาณเส้นละ ๓,๒๕๐ บาท เมื่อเช้าที่ผ่านมา ผมเช็ก (Check) ตลาดดูราคายางวันนี้ประมาณสัก ๒ เกือบ ๓ กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ราคายางรถยนต์ที่ขาย ราคาเท่าเดิม ท่านประธานครับ ๓,๒๕๐ บาท ส่วนต่างไปไหน ท่านประธานครับ หมายความว่าท่านมาเป็นรัฐบาลตั้งแต่ยุคที่แล้ว ราคายางก็ต่ำ แต่ราคาขายปลีก หน้าร้านทั่วไปขายเท่าเดิม ไม่แปลกใจบ้างหรือครับ ท่านประธาน นอกจากนี้มาดูราคา ปาล์มน้ำมัน ที่ผมบอกว่าท่านกำลังดูแลงบการคลัง โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ท่านทำได้จริงหรือครับ ราคาปาล์ม ปี ๒๕๕๙ กิโลกรัมละ ๕.๗๑ บาท วันนี้ประมาณสัก ๒ บาท ต่อกิโลกรัม ปรากฏว่าห้างร้านไปขายราคาลดต่ำกว่า ๓๕ บาท โดนห้าม แล้ววันนี้เป็นอย่างไรท่านประธานครับ ผ่านมาก็เหมือนเดิมครับ แล้วจะให้ผมไว้ใจ ในนโยบายด้านการเงินการคลังท่านได้อย่างไรว่าท่านจะเป็นคนหาเงินได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อกลางวันท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดท่านพูดบอกว่า ประเทศไทยเคยทำ งบสมดุลเพียงแค่ครั้งเดียวตอนยุค ไอเอ็มเอฟ (IMF) อันนี้โกหกนะครับ ถ้าไม่จริงเดี๋ยวท่าน ขึ้นมาแล้วท่านชี้แจง โกหกเพราะอะไรครับ ประเทศไทยทำงบสมดุลในปี ๒๕๔๘ และปี ๒๕๔๙ คำตอบก็คือยุคใครครับ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั่นละครับ และ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ใช้หนี้ไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ หมายความว่าไม่มี ไอเอ็มเอฟ (IMF) นะครับ และเรายังทำ งบสมดุลได้ในรัฐบาลยุคนั้น ก็เพราะว่าเศรษฐกิจมันดี ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ ๕ ปี ที่ผ่านมาผมก็ไม่พูดซ้ำแล้วล่ะ เพื่อนสมาชิกพูดไปเยอะแล้วว่าท่านกู้เงินโน่นนี่นั่น ก็ว่ากันไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจท่านพยายามอธิบายครับ บอกว่างบกลางรัฐบาลไหนใครเขาก็กู้ ไม่ว่ากัน แต่ถ้ากู้อย่างมีเหตุผลท่านประธานลองดูผมจะหยิบชาร์ต (Chart) นี้ให้ท่านดูครับ การกู้งบกลางของท่าน ดูนะครับ นี่ปี ๒๕๔๘ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลยุคนั้นไม่ได้ กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณแม้แต่สลึงเดียวท่านประธานครับ ที่ผมวงไว้นี่ครับ พอปี ๒๕๕๐ ก็กู้กันไปครับ จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามากู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ กู้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ค่อย ๆ ลดลงครับ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ พอหลังปฏิวัติท่านยึดอำนาจมาครับ ปี ๒๕๕๙ กู้เพิ่มขึ้นมา ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ขยับมาปี ๒๕๖๐ ท่านกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ท่านกู้ ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ลดลงนิดหน่อย แต่สิริรวมแล้วท่านกู้เยอะอยู่ครับ หมายความว่าอะไรครับ การกู้ที่ท่านบอกว่างบกลางจำเป็นไม่มีปัญหาครับ แต่กู้มาแล้วหาสตางค์เป็นหรือเปล่าอันนี้ไม่ แน่ใจ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้กลางวันยังพูดแบบคลุมเครืออยู่หลายประเด็นนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ท่านบอกว่าปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ครับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อหนี้ประมาณ ๑.๖๓ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ แต่ท่านลองดูกราฟิก (Graphic) นี้นะครับ ชาวบ้าน จะได้เข้าใจครับว่า เอ๊ะ ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์กู้เงินมา ๑.๖๓ ล้านล้านบาทครับ แต่ในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๒ ท่านก่อหนี้ไปแล้ว ๒.๕ ล้านล้านบาทครับ การกู้หนี้ยืมสินไม่ใช่ปัญหาครับ เขาบอกว่าคนเครดิตดี ท่านประธานครับ แต่สาระสำคัญ ก็คือกู้แล้วหาเงินมาใช้หนี้ได้หรือไม่ ปรากฏว่าท่านพูดไม่ครบครับ ดูนะครับ ปี ๒๕๕๕ หนี้ครัวเรือนก็ว่ากันไป แต่ท่านมาดูตรงนี้ต่อครับ นี่คือกราฟิก (Graphic) ของพวกท่านเลย ทำกันมาในรายงาน ท่านประธานดูตรงนี้นะครับ สีส้ม ๆ นี่คือประมาณการ สีเทา ๆ นี่คือ จัดเก็บรายได้ ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประมาณการไว้ประมาณเท่านี้ประมาณสัก ๑.๗๖ ล้านล้านบาท เก็บได้ประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือประมาณการ การเก็บภาษี พอมาดูยุคท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประยุทธ์คนที่แล้วครับ ปี ๒๕๕๗ ท่านดูนะครับ ปรากฏว่าตัวเลขขยับขึ้นไปครับ ประมาณการครับ สูงเกือบ ๒.๕ ล้านล้านบาท แต่ปรากฏว่า ท่านเก็บภาษีได้แค่นี้ ๒.๑ ปีถัดไปก็เหมือนกันท่านดูกราฟิก (Graphic) นะครับ คล้ายกันหมด อันนี้ตั้งประมาณการเก็บจริงได้เท่านี้ ตั้งประมาณการเก็บจริงได้เท่านี้ ตั้งประมาณการเก็บ จริงได้เท่านี้อีก ตั้งประมาณการเก็บจริงได้เท่านี้อีก ต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาทั้งหมดนะครับ ผมอยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีผ่านทางประธานสภาไปครับว่า ผมไม่มั่นใจ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดครับว่าจะสามารถทำวินัยการเงินการคลังตามข้อ ๕ ที่ท่านบอกว่า จะพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทยได้หรือไม่ เพราะอะไรครับ เหตุผลที่ท่านบอกว่าหนี้มันเพิ่มขึ้นไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าท่านหาเงินรายได้จริงจนบางที ผมก็พาลไม่แน่ใจว่า ฝีมือตั้งแต่ท่านสมคิดอยู่กับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แล้ววันดีคืนดี ก็เดชะบุญท่านไปเป็นคณะกรรมการ คสช. จนกระทั่งวันนี้ท่านมาแทนหม่อมอุ๋ยเข้ามานั่ง เป็นรองนายกรัฐมนตรี มันเลยทำให้ผมกังขาครับว่าเงินงบประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาท เราจะปล่อยให้รองนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำงานได้หรือ ซึ่งก็แน่นอนครับ ท่านพูดจา โอภาปราศรัยอภิปราย ท่านทำได้ดีครับ ผมยอมรับ แต่เวลาความเชื่อมั่นมันเกิด มันจะเกิดก็ต่อเมื่อประชาชน มีความมั่นใจ การที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์เข้าสู่ระบอบการเลือกตั้ง ก็หมายความว่า ท่านพยายามจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงและมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจ แต่ ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ฝ่ายค้านแบบนี้ก็ไม่มี ทำให้ท่านหงุดหงิด แบบนี้ไม่มีอยู่แล้ว ทำไมท่านสมคิดท่านได้ แค่นั้นละครับ เดี๋ยวท่านต้องตอบครับ แล้วที่ท่านพูดไม่หมดนี่ประชาชนเขาเข้าใจว่าท่านเก่ง ถ้าเก่งป่านนี้ประเทศเราก็ จีดีพี (GDP) โตเยอะกว่านี้แล้วนะครับ แล้วเวลาท่านเปรียบ จีดีพี (GDP) ท่านประธานที่เคารพครับ เปรียบ จีดีพี (GDP) ไทยกับประเทศไหนรู้หรือไม่ ประเทศไทย ท่านไม่ได้เปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ท่านบอกว่าประเทศสิงคโปร์เขาเจริญไปไกล อาเซียน (ASEAN) เรามีประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน คำถามต่อมาท่านประธานครับ แล้วเราจะฝากความหวังไว้กับรองนายกรัฐมนตรีที่ดู กระทรวงการคลังได้หรือครับ นอกจากกระทรวงการคลังแล้ว มาดูรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังอีก ยิ่งไปกันใหญ่ครับ พอทำให้เรานึกถึงกระบวนการที่ได้มา ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะฟังที่ท่านอุตตมได้ชี้แจงไปเมื่อหัวค่ำที่ผ่านมาครับ แต่ผมอยากจะ บอกท่านว่าท่านลองฟังมุมของผมอีกสักเดียวนะครับ แล้วท่านจะเข้าใจ เอาละ ท่านไม่มี ตัวเลือก ถ้าท่านมีตัวเลือก ผมก็เชื่อว่าท่านคงจะเลือก แต่ท่านครับ ภาพลักษณ์ที่ท่านพยายาม บอกมาว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นภาพคนดี คนรอบตัวท่านดี ท่านก็ลองฟังดูว่าดีจริง หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงจะกระอักกระอ่วนใจ แต่ในวาระเร่งด่วน ข้อ ๑๒ ใน ข้อ ๘ นี่นะครับ และในนโยบายของท่านในข้อ ๑๒ นี่มันล้อกัน เรื่องเดียวกัน นั่นก็คือการดูแลเงินของทั้งประเทศครับ วนไปวนมา เดี๋ยวพอผมพูดเรื่อง กรุงไทย ท่านก็ยกมือประท้วง แต่ท่านลองฟังอีกมุมหนึ่งนะครับ เมื่อหัวค่ำผมฟัง ท่านอุตตมอธิบาย ท่านบอกว่าท่านเป็นกรรมการใน ๕ คน ท่านนายกรัฐมนตรีลองฟัง ประเด็นนี้ให้ดีนะครับ กรรมการ ๕ คนที่ว่าของธนาคารกรุงไทย เวลาเขาตั้งมตินี่เขาก็จะเอา ๒ คน เป็นกรรมการอิสระเข้าไป กรรมการของธนาคาร ๓ คน รวมเป็น ๕ คน เวลาอนุมัติ อะไรท่านทราบความอยู่แล้วต้อง ๕ คน แต่ท่านบอกว่าท่านไม่ได้เป็น ก็ว่ากันไป ตามกระบวนการหลังจากการปฏิวัติเข้าไปสู่แบงก์ชาติ เรียกไปสอบไปร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วก็ไปร้องจนกระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหารเข้าสู่ คตส. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ความผิดต่อรัฐ ในยุคปี ๒๕๔๙ ก็มีการแจ้งความดำเนินคดีกันก็ว่ากันไปครับ จนกระทั่ง เมื่อหัวค่ำท่านก็อ่านคำพิพากษา ท่านประธานครับ บางเรื่องมันพูดไม่หมด ท่านประธานครับ ราชกิจจานุเบกษา หน้า ๙ เขียนอย่างนี้ครับ คณะกรรมการธนาคารผู้เสียหายได้มีมติ ในการประชุม เมื่อวันที่ ๒ เมษายนดังนี้ ก็ว่าไป พูดถึงจำเลยที่ ๒ และ ๔ และนายอุตตม สาวนายน เป็นคณะกรรมการบริหาร มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อทุกประเภทที่มีวงเงิน เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าธนาคารกรุงไทยบอกว่า การจะอนุมัติเงินมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ต้องกรรมการ ๕ คน ท่านบอกว่าท่านไม่เกี่ยว ท่านเป็นกรรมการอิสระ ท่านไม่ได้เข้าห้องประชุม หรือท่านเข้า เพราะเอกสารที่เปิดเผย อยู่ในสังคมท่านเซ็นชื่อเป็นผู้เข้าร่วมประชุม แต่การร่วมประชุมของท่าน ท่านจะอนุมัติ ท่านจะเห็นชอบหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาครับ คราวนี้ท่านประธานที่เคารพครับ คำพิพากษา ก็ออกมาค่อนข้างชัดครับ ผมเชื่อว่าท่านก็คงมีที่ผมถืออย่างนี้ แต่ผมอยากจะบอกกับท่าน อย่างนี้ครับว่า การที่ท่านอยู่รอดปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้ ผมไม่อาจก้าวล่วงได้ครับ เพราะว่า มาหลายกระบวนการ มาตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนไปชั้นตำรวจ จากตำรวจไปชั้นอะไรครับ คตส. คตส. ตั้งคณะอนุกรรมการ ผมไม่เอ่ยชื่อ เป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง ผมรู้จักมักคุ้น เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกับผม ปรากฏว่าเท่าที่ทราบความมีการส่งเรื่องต่อไปยัง คณะกรรมการชุดใหญ่ครับ มีชื่อท่านหรือเปล่าละครับ ถ้าท่านทราบความดีก็แล้วแต่ท่าน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ปัญหา แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ ท่านประธานครับ สาระสำคัญมันอยู่ตรงนี้ว่า เมื่อ คตส. ส่งเข้าสู่กระบวนการอัยการ อัยการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาที่มี คำพิพากษาออกมาที่ผมอ่านเมื่อสักครู่นี้ ถามว่าแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับนโยบายของรัฐบาล เมื่อสักครู่นี้ผมบอกเลยครับ ท่านรองสมคิดบริหารดูกระทรวงการคลัง แล้วท่านอุตตมซึ่งเป็น หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองด้วย ต้องไปดูเงินของคนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่ ของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ของพรรคฝ่ายค้านหรือ ส.ว. หรือใครใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเงิน ของประเทศ ๓.๓ ล้านล้านบาทครับ