อนุสรี ทับสุวรรณ หารือประเด็นการส่งเสริมและสนับสนุนผู้พิการ โดยเน้นความจำเป็นในการสร้างโอกาสการทำงานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างระหว่างจำนวนผู้พิการที่มีศักยภาพกับผู้ที่ได้ประกอบอาชีพจริง ภายใต้กรอบกฎหมายการจ้างงานและการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ รวมถึงการเรียกร้องให้พัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการให้เป็นต้นแบบระดับชาติ พร้อมผลักดันการสนับสนุนทุนและมาตรฐานการฝึกอบรมที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาการเข้าถึงระบบขนส่งของผู้พิการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ดิฉันอยากกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลว่า ดิฉันขอบคุณท่านค่ะ ดิฉันดีใจที่ได้เห็นนโยบายรัฐบาลของท่านเน้นเรื่องลดการเหลื่อมล้ำ ของคนในสังคมโดยครอบคลุมคนทุกภาคส่วน และท่านไม่ลืมผู้พิการ ทำไมดิฉันจึงยกเรื่อง ของผู้พิการขึ้นมาพูดในวันนี้ เพราะว่าในสมัยรัฐบาลของประยุทธ์ ๑ ดิฉันเคยเป็นคณะทำงาน ในรัฐมนตรีของท่าน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ขออภัยที่ต้องพาดพิงถึงท่าน ตอนสมัย ที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านได้ทำโครงการมากมายเกี่ยวกับผู้พิการ มีโครงการ หลายอย่างที่เป็นการสร้างอาชีพให้กับผู้พิการหลายอย่าง เช่น โครงการ เอสทูเอส (S to S) หรือ ฟรอม สทรีต ทู สตาร์ (From Street to Stars) โครงการทอฝัน ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพ ในรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ดิฉันเชื่อมั่นว่าท่านจะให้ความสำคัญต่อไป แต่ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า ในเรื่องของผู้พิการ คนส่วนใหญ่มักจะมองในเรื่องของ ๒ ประการ คือการสงเคราะห์ และการส่งเสริมและสนับสนุน ในส่วนของการสงเคราะห์ ดิฉันไม่ค่อยห่วงในนโยบายของ รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ดิฉันพบว่าท่านมีการพูดถึงเรื่องการปรับปรุงเบี้ยยังชีพผู้พิการ ตลอดจนการช่วยเหลือในด้านสวัสดิการต่าง ๆ แต่ในส่วนของการส่งเสริมและสนับสนุน ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึงการมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในเรื่องของการที่เขาจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวตัวเองได้ และยังสามารถ ช่วยเหลือสังคมได้อีกด้วย ในวันนี้ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือ ตัวเลขของผู้พิการ ตัวเลขกลม ๆ ประมาณการได้ ๓.๗ ล้านคน ก็ถือว่าเป็นประมาณ ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ แต่ในขณะที่ขึ้นทะเบียนผู้พิการ ๑.๙ ล้านคน ในจำนวน ๑.๙ ล้านคน ที่เป็นคนพิการ ในวัยทำงาน คืออายุระหว่าง ๑๕ ปี ถึง ๕๙ ปี ๘๐๐,๐๐๐ คน ที่ทำงานประกอบอาชีพแล้ว คือ ๒๗๐,๐๐๐ ราย แล้วก็ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ คือ ๒๑๗,๐๐๐ ราย ท่านทราบไหมคะว่า ยังมีผู้พิการที่มีความสามารถในการประกอบอาชีพ แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพถึง ๓๓๐,๐๐๐ ราย ท่านประธานคะ ทั้ง ๆ ที่เรามีกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้พิการ ผ่านทางพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการในมาตรา ๓๓ คือ สถานประกอบการของรัฐและเอกชน ๑๐๐ ต่อ ๑ คือ คน ๑๐๐ คน พนักงาน ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ทำไม่ได้ก็ไปมาตรา ๓๔ คือการให้เงินชดเชย หรือมาตรา ๓๕ คือ การให้พื้นที่ในการที่เขาจะขายของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผู้พิการ ในส่วนนี้เป็นเพราะอะไร ที่ทำไมเขาถึงทำไม่ได้
อุปสรรคอันดับแรก ก็คือเรื่องของการคมนาคมขนส่ง การเดินทางไปทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต้นทาง กลางทาง ปลายทาง แต่รัฐบาลของท่านในสมัยประยุทธ์ ๑ ดิฉันทราบค่ะ ท่านมีความพยายามในการทำเรื่องนี้ และในนโยบายของท่านในประยุทธ์ ๒ ข้อ ๕.๖.๒ ท่านพูดถึงอารยสถาปัตย์ คือ ยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal Design) แต่ท่านประธานคะ ในส่วนเรื่องของการทำให้เป็นอารยสถาปัตย์นั้นย่อมใช้ระยะเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดดิฉันมองว่า การเสริมทักษะในการพัฒนาให้เขามีอาชีพเป็นสิ่งที่เร่งด่วน แล้วก็เป็นอาชีพที่ทำได้จริงด้วย ภาพที่ดิฉันนำเสนอในวันนี้จริง ๆ แล้วดิฉันอยากให้เป็น ต้นแบบของการฝึกอาชีพของผู้พิการ ช็อกโกแลตที่มีแบรนด์ (Brand) ของอาเซียนซัมมิต (ASEAN Summit) ยูเอ็น (UN) หรือสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ในต่างประเทศ ท่านทราบไหมคะ ว่าช็อกโกแลตนี้ผลิตจากศูนย์ฝึกพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ เอพีซีดี (APCD) ดิฉันเคยนำมาเสนอเมื่อ ๒ วันก่อน แต่ท่านประธานและ ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เห็น แต่ดิฉันเชื่อว่าท่านทราบ ช็อกโกแลตนี้มีความสำคัญอย่างไร ช็อกโกแลตนี้เป็นช็อกโกแลตที่ผลิตด้วยคนพิการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คนพิการเป็นคนทำ แล้วก็ผลิตด้วยผลิตภัณฑ์ของเมืองไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน คือต้นโกโก้ ก็ผลิตในเมืองไทย น้ำตาล นมก็เป็นของไทย พิเศษกว่านั้นก็คือศูนย์ฝึกอาชีพนี้ไม่ได้ให้แต่ให้ คนพิการผลิตแต่ช็อกโกแลต เขาทำเบเกอรี่โดยมีบริษัทเอกชนคือ ยามาซากิ มาให้การฝึกอบรมแล้วก็เปิดร้าน นอกจาก ขายเบเกอรี่แล้วยังเป็นร้านที่ทำชา กาแฟ โกโก้ขาย คนที่ขายแล้วก็คนที่ทำเป็นคนพิการ ทั้งร้าน และที่สำคัญอย่างยิ่งมากไปกว่านั้นก็คือว่าคนคิดเงินเป็นเด็กออทิสติก (Autistic) นอกจากทำเรื่องนี้แล้วยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องของการโรงแรมด้วย ท่านทราบหรือไม่คะว่าคนที่ปูเตียงได้เนี๊ยบที่สุดเท่ากับมาตรฐานของโรงแรม ๕ ดาว คือคนตาบอดค่ะ ดิฉันเรียนกับท่านประธานในวันนี้ก็เพื่อว่าอยากจะให้ที่นี่เป็นศูนย์ต้นแบบ ของการที่จะเป็นศูนย์ฝึกอบรมคนพิการที่ทำงานได้จริง ๆ เพราะคนที่จบจากที่นี่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีงานทำ แต่หลักสูตรนี้รับคนได้แค่ ๒๐-๓๐ คนเท่านั้น และในขณะที่มี คนรอคิว ๑๐๐-๒๐๐ คนค่ะ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าถ้าเรามีศูนย์อย่างนี้แล้ว ดิฉันอยากจะให้ มีการปรับในเรื่องของมาตรฐานการฝึกอาชีพ อาจจะต้องผ่านไปยังกระทรวงแรงงานด้วยว่า การทำมาตรฐานการฝึกอบรมของคนพิการนั้นย่อมต่างจากคนปกติ เพราะเขาย่อม ต้องใช้เวลามากกว่าในการขุดคุ้ยศักยภาพ แต่เป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ เพราะเราจะ สามารถทำให้เขายืนขึ้นมาอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญที่สุดหากเขาจบ หลักสูตรนี้และไม่สามารถที่จะไปเป็นลูกจ้างใคร เพราะยังไม่อยากเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ ท่านคะ ให้เขาเป็นเถ้าแก่น้อย ๆ ในพื้นที่ในชุมชนเขาเอง อาจจะปรับเกี่ยวกับเรื่องกฎเกณฑ์ ในเรื่องของกองทุนพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พิการในการที่จะให้เงินทุนในการกู้ยืม ปัจจุบันถ้าสามารถกู้ยืมได้เป็นรายบุคคล หากเขาขึ้นทะเบียนผู้พิการเขาจะกู้ได้รายละ ๖๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นรายกลุ่มก็จะสามารถกู้ได้กลุ่มละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยปลอดดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ ๕ ปี หากกฎเกณฑ์นั้นได้มีการผ่อนผันทำให้ได้ง่ายขึ้น ระยะเวลาผ่อนชำระได้มากขึ้น ดิฉันเชื่อค่ะว่าท่านจะสามารถทำให้คนเหล่านี้เป็นพลัง ไม่ใช่ภาระของสังคม รัฐบาลประยุทธ์ ๑ ท่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลประยุทธ์ ๒ ดิฉันหวังอย่างยิ่งว่าท่านจะนำเขามายืนอยู่ข้างหน้า แล้วเดินไปข้างหน้ากับเราด้วยกัน นี่คือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจนที่สุดค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ