พิธา ชี้ปัญหาที่ดิน-หนี้เกษตรกร พร้อมเสนอใช้ดิจิทัลแก้ความเหลื่อมล้ำ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หารือประเด็นปัญหาเกษตรกรรม ที่ดิน น้ำ และประมง โดยเน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน ปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน พร้อมเสนอการใช้ข้อมูลดิจิทัลและแผนที่เพื่อยืนยันสิทธิชุมชน ลดการพึ่งพาสารเคมี และพัฒนานวัตกรรมการเกษตรรวมถึงการแปรรูปกัญชาทางการแพทย์อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปนโยบายการประมงและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยสนับสนุนบทบาทของชาวประมงและเกษตรกรในการร่างนโยบาย พร้อมผลักดันการเข้าถึงสินเชื่อ ลดภาระหนี้สิน และการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมทั้งในระดับท้องถิ่นและระหว่างประเทศ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้มีโอกาสอ่านนโยบายฉบับนี้ครั้งแรก พร้อม ๆ กับพี่น้องเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงที่ฟาร์มเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และเป็นเพราะบทสนทนากับพวกเขาในวันนั้นทำให้ผมสามารถที่จะลุกขึ้นมาวันนี้ และอภิปรายด้วยความหวัง ไม่ใช่ความกลัว ท่านประธานครับ พี่น้องเกษตรกรกลุ่มนี้ โชคดีครับ พวกเขามีโฉนดเป็นของตัวเอง อยู่ในเขตชลประทาน เลิกทำเกษตรเคมีมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๒ เปลี่ยนมาทำเป็นเกษตรอินทรีย์ พวกเขารวมกลุ่มกันเป็นบริษัทและสามารถที่จะ ส่งออกข้าวไปต่างประเทศด้วยตัวเอง พวกเขามีธนาคารชีวภาพเป็นของตัวเอง สามารถที่จะ ทำน้ำจุลินทรีย์ ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำชีวภาพด้วยตัวของตัวเอง ด้วยความที่เขาเป็นเกษตร อินทรีย์ที่มีมาตรฐาน ไอฟอม (IFOAM) ทำให้เขาสามารถที่จะส่งออกข้าวในราคาตันละเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาท เมื่อพวกเขาสามารถ ที่จะส่งออกข้าวได้เอง สามารถที่จะรวมตัวกันได้ ก็มีเงินเก็บแล้วก็มีเงินออมที่สามารถ ที่จะเข้าถึง แล้วก็ลงทุนเครื่องจักรการเกษตร แล้วก็สามารถที่จะแชร์กันในรูปแบบของ เศรษฐกิจแบ่งปันหรือว่าแชร์ริง อีโคโนมี (Sharing Economy) ทุกคนเป็นผู้สูงอายุครับ แต่สุขภาพของพวกเขาแข็งแรงดี ลูกหลานของเขาที่เคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ก็กลับมาที่บ้านเกิดที่จังหวัดสกลนคร ช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ทำนาทำไร่ ชีวิตอยู่ดีมีสุข สามารถที่จะอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเดียวกันได้ พวกเขามีในสิ่งที่พวกเขาพึงจะมี พวกเขาเป็นในสิ่งที่พวกเขาพึงจะเป็น พวกเขาเป็นผลลัพธ์ทางนโยบายที่พวกเราปรารถนา ตั้งแต่นโยบายฉบับนี้ยังไม่ได้เขียนขึ้นมาด้วยซ้ำไป แต่คำถามที่ประเทศนี้จะต้องตอบก็คือว่า เกษตรกรที่โชคดีแบบนี้มีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ในประเทศ คำถามที่ประเทศนี้จะต้องตอบก็คือ มีชาวนาที่ส่งออกข้าวด้วยตัวของเขาเองอยู่กี่คนในประเทศ คำถามของประเทศนี้ที่จะต้อง ตอบก็คือว่ามีชาวนาที่ส่งออกข้าวได้เองเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของชาวนาทั้งหมดที่มีอยู่ใน ประเทศไทย ความจริงที่โหดร้ายก็คือพวกเขาเป็นเกษตรกรไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถ ลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดี อยู่ดีมีสุขในประเทศนี้ได้ สำหรับพี่น้องเกษตรกรแล้วปัญหาของ นโยบายฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบาย ปัญหาของนโยบายฉบับนี้อยู่ที่มันเป็นนโยบายที่เขียนไว้ แล้วเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว มันคือนโยบายที่เขียนไว้แล้วเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว มันคือนโยบายที่เขียนไว้ แล้วเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเราพูดกันเรื่องแปรรูป เราพูดกันเรื่องนวัตกรรม ย้อนกลับไป ๒๐ ปีที่แล้วเราพูดกันเรื่องประกันราคาสินค้า เราพูดกันเรื่องหนี้สินการเกษตร ย้อนหลังกลับไป ๓๐ ปีที่แล้วเราพูดเรื่องปฏิรูปที่ดิน เราพูดเรื่องชลประทาน สำหรับ พี่น้องเกษตรกรแล้วการทำให้เขาลืมตาอ้าปากได้อยู่ที่เรื่องของรายละเอียด อยู่ที่เรื่องของ การปฏิบัติ อยู่ที่เรื่องของความจริงใจในการแก้ปัญหาให้พวกเขาต่างหาก เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้วในเวลาที่เหลืออยู่นี้ผมอยากจะใช้เวลาในการสรุปข้อเท็จจริง วิพากษ์อย่าง ตรงไปตรงมา และเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกับตั้งคำถามไปยังท่านประธานสภา ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี กับนโยบายที่ท่านได้เสนอไว้ตามกรอบนโยบายเร่งด่วน ๑๒ นโยบาย และนโยบายหลักอีก ๑๒ นโยบาย โดยที่ผมจะใช้เวลาประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในการอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับนโยบายเร่งด่วน และ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในการอภิปรายนโยบายหลัก เนื่องจากคิดว่าน่าจะมีเวลาในการอภิปรายนโยบายหลักอีกมาก ส่วนสถิติและข้อมูลที่จะใช้ อ้างอิงในการอภิปรายก็ล้วนแต่มาจากสำนักวิชาการของทางรัฐสภาทั้งสิ้น สำหรับนโยบาย เร่งด่วน ๑๒ นโยบายนั้น เรื่องเกี่ยวกับการเกษตรท่านได้เขียนไว้ที่นโยบายที่ ๔ ในส่วนของ ระบบนิเวศของการเกษตร ท่านได้แตะไว้ที่นโยบายที่ ๑ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประมง นโยบายที่ ๑๑ ท่านได้แตะเรื่องเกี่ยวกับภัยแล้ง เมื่อผมได้อ่าน นโยบายเร่งด่วนทั้ง ๑๒ นโยบาย และได้ดึงประเด็นออกมาแล้วก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะอภิปรายแต่ละนโยบายโดยที่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน เพราะว่าประเด็นแต่ละประเด็น ปัญหาแต่ละปัญหามันมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ มันมีความเชื่อมโยงกันอยู่ และเมื่อดูที่ นโยบายแล้วก็จะเห็นว่ามันไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน บางปัญหามันเป็นต้นเหตุ บางประเด็น มันเป็นปลายเหตุ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการที่จะอภิปรายในครั้งนี้คือ การเรียงลำดับความสำคัญประเด็นของนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ บางปัญหาเป็นคอขวด บางปัญหาเป็นปลายเหตุ บางปัญหาเป็นต้นเหตุ สำหรับผมแล้วที่ดินคือคอขวดของปัญหาเกษตรกรรมเกือบทั้งหมด ที่ดินคือชีวิต ที่ดินคือ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ดินคือกระดุมเม็ดแรกที่ถ้าเราติดให้ถูกต้องปัญหาที่เหลือจะแก้ ได้ง่ายมาก แต่ถ้าเกิดเราติดผิดปุ๊บปัญหาอื่นที่เราพยายามที่จะแก้จะไม่สามารถแก้ได้ อย่างยั่งยืน เป็นเพราะเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เขาจึงไม่มีทรัพย์สิน ที่จะสามารถค้ำประกัน แล้วก็ไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้ เขาไม่มีโฉนดที่จะเข้าไปตึ๊ง ในแบงก์ ไม่เหมือนกับผม ไม่เหมือนกับท่าน ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบการเงินได้ ก็หมายความว่ามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นกระดุมเม็ดที่ ๒ เรื่องของ หนี้สินเกษตรกร เมื่ออยู่ในวงจรหนี้สินเขาจดจ่อกับการที่จำเป็นที่จะต้องรีบใช้หนี้ให้ได้ ก็ทำให้เขาต้องการความแน่นอนในการทำงาน มีความจำเป็นที่จะต้องทำวิธีเดิม ๆ ปลูกพืชเดิม ๆ ใช้วิธีที่ถูกที่สุดเพราะมันมีต้นทุนจากค่าเช่าที่ดินอยู่แล้ว มันมีต้นทุนจากดอกเบี้ย นอกระบบอยู่แล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีเยอะ ๆ เพื่อที่จะให้สินค้าออกมา มีคุณภาพแน่นอน เวลาจะปลูกอะไรก็ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวซ้ำ ๆ ทำให้มีปัจจัยในการกดดัน ราคาขึ้นมาอีก ซึ่งนั่นก็คือกระดุมเม็ดที่ ๓ เรื่องของสารเคมีการเกษตร เรื่องของการประกันราคา เมื่อท่านเอาปัญหาจากกระดุมทั้ง ๓ กระดุมนี้มารวมกัน ก็หมายความว่าพี่น้องเกษตรกรไทย มีต้นทุนที่สูงและมีราคาที่ต่ำ ก็หมายความว่าเขาไม่สามารถที่จะเก็บออมได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีเงินทุนของตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีกระแสเงินสดในการที่จะแปรรูป หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือกระดุมเม็ดที่ ๔ พอมีโอกาสใหม่ ๆ การท่องเที่ยวทางด้านการเกษตร เขาอยากจะพัฒนาตัวเองจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้า การเกษตรให้เป็นผู้ให้บริการด้านการเกษตรและท่องเที่ยว ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศอิตาลีทำนโยบายอะกริทูริสโม (Agriturismo) ประเทศญี่ปุ่นก็ทำเรื่องฟาร์มสเตย์ (Farmstay) เขาก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง อยากจะยกระดับตัวเองบ้าง ก็ไปติดกระดุมเม็ดที่ ๑ เรื่องของที่ดินอีกเหมือนเดิม เมื่อผมไล่เรียงลำดับความสำคัญมาจนถึงตรงนี้ผมคิดว่า ท่านประธานคงจะพอเห็นว่ากระดุม ๕ เม็ดที่เราควรที่จะต้องติดให้พี่น้องเกษตรกรของเรา คืออะไร

สำหรับกระดุมเม็ดแรกในเรื่องของที่ดินนั้น ปัญหาที่ผมต้องสรุป ก็คือที่ดิน ในประเทศไทยคือมีความกระจุก มีความเหลื่อมล้ำ มีความไม่ชอบธรรมในการใช้กฎหมาย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินในประเทศไทยถูกครองด้วยคนเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในประเทศไทยไม่มีโฉนดของตัวเอง ชาวนากว่า ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเช่าที่ดินอยู่ นี่ยังไม่รวมถึงนโยบายหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ว่าจะเปิดพื้นที่ให้กับนักลงทุนไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งผมเข้าใจครับ ผมไม่ได้ต่อต้านการดึงนักลงทุนแล้วหาศูนย์กลางในการผลักดันให้เศรษฐกิจ โตขึ้นได้ ในขณะเดียวกันที่ท่านกำลังต้องการที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่ ๆ ๒,๐๐๐ กว่าไร่ ที่แม่สอด ๓,๐๐๐ กว่าไร่ที่ทับกวาง ที่ได้ยกให้บริษัทใหญ่ไปทำเหมืองแร่ ๒๘๔ ไร่ ๓๐ วา ที่จังหวัดเชียงใหม่ อมก๋อย ที่ได้ยกให้บริษัทใหญ่สามารถเอาไปทำเหมืองแร่ได้ ในขณะที่ รัฐบาลกำลังทำอย่างนั้นมีความพยายามที่จะแยกคนออกจากป่า ที่มันมีความทับซ้อนกัน ระหว่างความเป็นชุมชนกับความเป็นป่า หรือปัญหาง่าย ๆ ที่เราเรียกว่า ป่าทับที่ พื้นที่ที่เป็น ป่าทับที่มีอยู่ทั้งประเทศกว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เมื่อปีที่ผ่านมามีคดีความมีข้อพิพาทระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในเขตป่า เหล่านั้นมาตลอด ๕๐-๖๐ ปีกว่า ๘,๐๐๐ คดีด้วยกัน นี่ยังไม่รวมถึงตอนที่ผมเดินทางไปลง พื้นที่ที่ อีอีซี (EEC) ผมขับรถไปอีก ๑ ชั่วโมงที่ทับช้าง จังหวัดจันทบุรี ไปเจอพี่น้องเกษตรกร ประชุมกัน ๖ โมงต้องเลิกประชุมเพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิ เขาไม่สามารถที่จะขอน้ำประปา เขาไม่สามารถที่จะขอไฟฟ้าได้ ๑ ชั่วโมงจาก อีอีซี (EEC) ยังมีประชาชนที่ไม่สามารถขอ น้ำประปา ขอไฟฟ้ามาตลอด ๔๐ ปีได้ ผมไปที่เนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ส่งออกไปที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งออกไปที่ประเทศเกาหลี ทุกวันนี้ประเทศ ปลายทางขอมาตรการ แก๊ป (GAP) หรือว่ากู๊ด อะกริคัลเชอรัล แพรกทิซ (Good Agricultural Practice) พี่น้องเกษตรกรไม่สามารถขอ จีเอพี (GAP) ได้ ไม่ใช่ว่าเพราะ แพรกทิซ (Practice) เขาไม่กู๊ด (Good) แต่เพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิ ฝรั่งบอกว่า คนญี่ปุ่น บอกว่ารับซื้อก็ได้ ถ้าปกติสมมุติว่าซื้อกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เขาบอกว่าคุณไม่มี จีดีพี (GAP) ใช่หรือไม่ ผมซื้อคุณในกิโลกรัมละ ๓๐ บาท ขายหรือไม่ขาย ผมไปที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พี่น้องทุเรียนส่งออกไปที่ประเทศจีนเช่นเดียวกันมี จีเอพี (GAP) หรือไม่มี จีเอพี (GAP) ถ้ามี จีเอพี (GAP) มีแก๊ป (GAP) ราคาเท่านี้ ไม่มีแก๊ป (GAP) เท่านี้ สาเหตุที่เขามีแก๊ป (GAP) ไม่ได้ ก็คือเอกสารสิทธิอีกเช่นเดียวกันในขณะที่เรากำลังต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจให้กับนักลงทุน ไม่ว่าจะไทยหรือเทศ ในการดึงพวกเขาเข้ามา แต่ในขณะเดียวกันทำไมเราถึงไม่มีเขต เศรษฐกิจพิเศษสำหรับประชาชนคนไทยด้วยกันที่พยายามแค่อยากจะมีที่ดินของตัวเอง มาตลอด ๕๐ ปี ห่างกันจากเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ถึง ๑ ชั่วโมง ถ้ามีเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีเขตสังคมพิเศษบ้างได้ไหม กว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่อาจจะเมื่อ ๔๐-๕๐ ปี มีแผนที่ อยู่อันหนึ่ง และใช้ปากกาเมจิกในการขีดแบ่งระหว่างป่ากับคน แต่สมัยนั้นแผนที่มัน ๑ : ๕๐๐,๐๐๐ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในเส้นปากกาเมจิกที่เราเขียนไว้นั้นกลายเป็นไม่ทราบว่า เป็นที่ของคนหรือเป็นที่ของป่า ท่านประธานครับ ทุกที่ที่ผมไปนี้มีสาธารณสุขอยู่ มีสถานีตำรวจอยู่ มีเทศบาลอยู่ คนเหล่านี้ไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะว่าบอกว่านี่คือป่าสงวน แต่มีสถานที่ของราชการอยู่ทุกที่ ชาวบ้านมาร้องไห้กับผมและถามว่าตกลงว่าป่าสงวนนี้ มันสงวนไว้ให้ใครกันแน่ มันสงวนไว้ให้ทุนใหญ่ นักลงทุนใหญ่ หรือเขาสงวนไว้ให้คนไทย ด้วยกันอยู่ อย่างที่เรียนนะครับ ขอทิ้งเชิงอรรถไว้อีกครั้ง ผมไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าการพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลังแค่นั้นเอง

ข้อเสนอแนะสำหรับปัญหานี้ สำหรับผมอยากจะขอเสนอให้ยุติข้อพิพาท ระหว่างรัฐกับประชาชนเพียงแค่เขาต้องการที่จะมีที่ดินของเขาอยู่ เสนอแนะให้มีบทเฉพาะกาล บางอย่างได้ไหมครับ ที่ทำให้เขาสามารถที่จะอาศัยอยู่ได้ และมีการรับรองสิทธิชุมชนให้เขา สามารถที่จะขอไฟฟ้า ขอน้ำประปาได้ เพราะนี่คือไทยแลนด์ ๔.๐ แล้ว ขอให้สามารถ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำด้วยการรับรองสิทธิให้เขา อย่างนี้ผมไม่ทราบว่าทาง ครม. จะทำให้เขาได้หรือไม่ ขอฝากคำถามไปทางประธานสภาผ่านไปถึง ครม.

อีกคำถามหนึ่งก็คือ ใช่ครับ สมัยก่อนแผนที่มันยังไม่ทันสมัยขนาดนี้ ผมเข้าใจว่า ทางรัฐบาลชุดก่อนได้ทำโครงการที่เรียกว่า วันแมป (One map) ไว้ โดยจิสด้า (GISTDA) ใช้ดาวเทียม อัตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถึงตรงไหนแล้ว ผมคิดว่าถ้าใช้แผนที่นี้ เป็นตัวตั้งอาจจะมองเห็นได้ชัดขึ้นว่าตรงนี้ตกลงมันยังเป็นป่าอยู่หรือไม่ เมื่อ ๕๐ ปี อาจจะ เป็นป่า ตอนนี้อาจจะไม่เป็นป่าแล้ว และถ้าเกิดเรามีเครื่องมืออย่างนี้ใช้แล้วนี่ เราสามารถ ที่จะแก้ปัญหาตรงนี้เรื่องของที่ดินให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ อย่างไร

มาถึงกระดุมเม็ดที่ ๒ เรื่องของหนี้สินการเกษตร ทุกวันนี้เกษตรกรมีรายได้ ต่อหัว ๕๗,๐๐๐ บาทต่อปี เดือนหนึ่งไม่ถึง ๔,๐๐๐ กว่าบาท ข้อมูลมาจากสำนักวิชาการ ของทางรัฐสภาเอง กว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรเหล่านี้ มีหนี้สินมากกว่า ๒ เท่าครึ่ง เวลาผมลงพื้นที่ผมถามเขาว่า เวลาที่กู้ธนาคารในระบบทุนนิยมอย่างที่ผมหรือท่านไม่ผ่าน เสียดอกเบี้ยเท่าไหร่เขาบอกว่าเสียดอกเบี้ย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ในขณะที่ผมเสีย ดอกเบี้ยอยู่ปีละ เอ็มแอลอาร์ (MLR) ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน กับ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี นี่คือความเหลื่อมล้ำ นี่คือปัญหาที่ทำให้เขามีหนี้สินอย่างนี้ ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ติดกระดุมเม็ดแรกให้เขา เม็ดที่ ๑ ท่านจะพักหนี้เขากี่ปีก็ยังกลับมาเป็น วนเวียนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ข้อเสนอแนะสำหรับปัญหานี้ ในเมื่อท่านพูดถึง บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ในเมื่อท่านพูดถึง อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) ในเมื่อท่านพูดถึง แมชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning) เมื่อเอามารวมกับหนี้สิน ผมเลยอยากจะเสนอแนะ อัลเทอเนทิฟ เครดิต สคอริง (Alternative Credit Scoring) หรือ ภาษาไทยที่พูดว่า ระบบการสร้างเครดิตทางเลือก มีรัฐหลาย ๆ รัฐครับในประเทศอินเดีย เขาใช้ระบบ อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) ระบบ บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ใช่เกษตรกรพวกนี้ไม่มีสลิป (Slip) เงินเดือน รายได้เท่าไรไม่รู้ ไม่มีทรัพย์สิน เป็นของตัวเอง แต่เรารู้รายจ่ายของเขา เรารู้ว่าค่าไฟย้อนหลัง ๑๐ ปี เป็นเท่าไร เรารู้ว่า ค่าประปาย้อนหลังของเขา ๑๐ ปีเป็นเท่าไร เรารู้ว่าเขาใช้ค่าโทรศัพท์เท่าไร เอาข้อมูลเหล่านี้ มารัน (Run) เราก็สามารถที่จะบอกได้ว่า แพตเทิร์น (Pattern) ในการจ่ายของเขา ทำให้เขามีเครดิตมากขึ้นมาเท่าไหร่แล้วสามารถที่จะปล่อยกู้ได้ นี่คือวิธีแก้ปัญหาหนี้ นอกระบบที่โลกแห่งดิจิทัลสามารถที่จะช่วยได้ คำถามที่ผมอยากจะฝากไปทาง ท่านประธานสภาผ่านไปยังทางคณะรัฐมนตรีอีกก็คือ ไม่ทราบว่าท่านมีวิธีคิดกับแนวคิด อย่างนี้อย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และคิดว่าระบบนี้สามารถที่จะใช้ในประเทศไทย เพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเงินการธนาคารของประเทศไทย ได้หรือไม่

สำหรับกระดุมเม็ดที่ ๓ เรื่องของสารเคมี เรื่องของประกันราคาพืชผล การเกษตร ๒ เรื่องดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันครับ แต่จริง ๆ มันเกี่ยวข้องกัน เมื่อท่านอยู่ใน วงจรหนี้ สิ่งที่ท่านจดจ่อคือมีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายหนี้ให้ได้ ถ้าท่านมีความต้องการที่จะ จ่ายหนี้ก็ได้ ท่านไม่กล้าที่จะเสี่ยงที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ท่านไม่กล้าที่จะลองวิธีใหม่ ๆ เขาถึงได้ มีคำว่าหนี้สินกับอินทรีย์อย่างไรครับ ท่านไม่กล้าที่จะปลูกพืชใหม่ ๆ หรอก ท่านไม่กล้า ที่จะลองวนเกษตร ปลูกพืชอะไรให้มันหลากหลาย ท่านอยากจะทำวิธีเดิม ๆ ของท่านไป เรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้มันได้ผลลัพธ์เดิม ๆ แล้วก็สามารถที่จะเอาไปจ่ายหนี้ต่อได้ ประเทศไทย นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรเป็นอันดับ ๔ ของโลก ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เพาะปลูกเราอันดับที่ ๔๘ ปีที่แล้วเอาเข้ามา ๑๘๐,๐๐๐ ตัน เป็นมูลค่า ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมแล้วครับท่านประธาน จากในน้ำมีปลาในนามีข้าว ตอนนี้เปลี่ยนเป็น ในน้ำมียา ในนามีหนี้ ข้อเสนอแนะสำหรับปัญหานี้คงจะหนีไม่พ้นการยกตัวอย่างของประเทศจีน ที่มีนโยบายที่ชื่อว่า กรีนไชน่า (Green China) เขาต้องการที่จะลดสารเคมีในภาคการเกษตร ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในการตั้งธนาคารชีวภาพ ตั้งสถาบันชีวภาพ มีการสนับสนุนการใช้สมุนไพร ทำให้เป็นตำรับมากกว่า ๙๐ ตำหรับ และมีสินค้ามากกว่า ๒,๕๐๐ สินค้า ซึ่งประเทศจีน คือประเทศที่ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรมากที่สุด เรื่องประกันราคาสินค้า เรามีกรรมาธิการวิสามัญเรื่องราคาสินค้าการเกษตรอยู่แล้ว ผมคงจะไม่ลงรายละเอียดมาก แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้เกี่ยวกับการประกันราคา ถ้ามันเป็นระยะสั้น ถ้ามันเป็นเรื่องของ ฉุกเฉิน ถ้ามันเป็นมีความจำเป็น ผมก็ไม่ขัดข้องครับ แต่อยากจะฝาก ๒-๓ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของคอร์รัปชันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผมมี ๑๐ ไร่ ผมไปสวมสิทธิให้เป็น ๒๐ ไร่ ผมอาจจะ ฝากถึงความเหลื่อมล้ำในการชดเชย ถ้าผมเช่านาเขาทำ แล้วไม่มีสัญญาในการเช่า ผมมีโอกาสรับการชดเชยหรือไม่ ข้อที่ ๓ มีเพื่อนสมาชิกท่านได้พูดไปแล้ว ผลประโยชน์ ที่ได้รับราคาตอนนี้ สมมุติ ๗,๐๐๐ บาท ท่านประกันรายได้ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท พอเจ้าของที่ เขารู้ว่าผมจะได้ ๓,๐๐๐ บาท เขาขึ้นราคาเช่าที่ผมทีเดียวเลย ตรงนี้ท่านมีมาตรการ ในการที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างไร

กระดุมที่ ๔ ก็คือเรื่องของการแปรรูป เรื่องของการนวัตกรรม เมื่อเอาปัญหา ของ ๓ กระดุมนั้นมารวมกัน ท่านก็คงทราบอยู่แล้วว่าต้นทุนสูงรายได้ต่ำ ไม่มีเงินออม คงจะไม่สามารถที่จะแปรรูปได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวของ พวกเขาเอง ตรงนี้รัฐมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะว่างบประมาณเฉลี่ยในการชดเชย ในการอุดหนุนเฉลี่ยปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบในการทำวิจัยอยู่ที่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด มาจนถึงตรงนี้ท่านได้แตะเรื่องของกัญชาเอาไว้ ผมต้องบอกว่า ผมลุกขึ้นยืนอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับกัญชานี้ในฐานะผู้ป่วยคนหนึ่ง ผมเป็นโรคลมชักตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี และมีประสบการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ ในทางเลือกตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างเดียว สำหรับเรื่องกัญชาแล้ว กัญชามีคุณค่ามากกว่ามูลค่าสำหรับผม ผมยังเชื่อว่าประเทศไทยสามารถที่จะเป็นฮับ (Hub) ในเรื่องของกัญชาทางการแพทย์ได้ แต่สิ่งที่ผมห่วงและอยากจะฝากถามถึงก็คือว่า การป้องกันการผูกขาดเรื่องของกัญชา ผมห่วงว่าคนไทยจะต้องนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศ ผมห่วงว่าจะมีทุนใหญ่ที่สามารถที่จะผลิตสกัด ซีบีดี (CBD) จากกัญชาได้ แต่พี่น้องประชาชน ไม่มีสิทธิที่จะปลูก ทั้ง ๆ ที่กฎหมายตอนนี้อนุญาตแล้วว่าให้วิสาหกิจชุมชนรวมตัวชาวนากัน ๗ คน ก็สามารถที่จะปลูกได้เช่นกัน คำถามที่มีต่อคณะ ครม. ผ่านประธานรัฐสภาก็คือ จะทำอย่างไรให้เราสามารถที่จะผลักดันกัญชาทางการแพทย์ให้เราเป็นเบอร์หนึ่งในเอเชียได้ โดยที่ไม่มีการลักลอบเกิดขึ้น มีการป้องกันทางนี้ ใบ้ให้ง่าย ๆ ส่วนใหญ่แล้วเวลาเขาปลูก กับเวลาเขาแปรรูปเขาจะอยู่ใกล้ ๆ กันครับท่าน เขาจะไม่แยกกัน การลักลอบจะได้ไม่เกิดขึ้น

กระดุมเม็ดที่ ๕ เรื่องของการท่องเที่ยวเชิงการเกษตร สมัยก่อนชาวนา ปลูกข้าว ๓ เดือน ได้กำไรไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ก็เก่งแล้ว เดี๋ยวนี้เขาสอนชาวจีนมาปลูกข้าว คืนเดียวก็ได้ ๑,๐๐๐ บาทเท่ากันแล้ว ปีที่แล้วรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าเชียงใหม่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคิดว่าพี่น้องเกษตรกรชาวเชียงใหม่ได้รับอานิสงส์จาก รายได้เหล่านี้เป็นจำนวนเท่าไร ในขณะที่เทรนด์ (Trend) ของโลกกำลังจะมาเรื่องการเกษตร เชิงท่องเที่ยว เรื่องของท่องเที่ยวเชิงชุมชน ก็ยังติดกระดุมเม็ดแรกอยู่ดี ยังติดเรื่องของผังเมือง การเกษตรที่ไม่สามารถทำได้ ยังติดเรื่องของกฎหมาย เรื่องป่าทับที่ที่ผมพูดไว้ตั้งแต่ข้อที่ ๑ มีโฮมสเตย์ (Homestay) ที่ม่อนแจ่มแถลงทั้งน้ำตาที่จะต้องเอาฟาร์มสเตย์ (Farmstay) ของตัวเองออก วัตถุประสงค์ของ ส.ป.ก. ทุกวันนี้ได้หรือยัง ว่าถ้าเกิดพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็น เกษตรกรตัวจริงที่จะทำให้เขาสามารถทำการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรได้หรือไม่ และนี่คือ กระดุม ๕ เม็ดที่พวกเราจะต้องติดให้กับพี่น้องเกษตรกรครับ ผมลองทดสอบสมมติฐานตัวเอง ถ้าท่านพักหนี้เกษตรกรเพียงอย่างเดียว ไม่ไล่ตามลำดับนี้ ท่านพักให้เขา ๓ ปี เดี๋ยวอีก ๓ ปี เขาก็กลับมา ท่านจะแปรรูปสินค้าการเกษตรให้เขา เขาไม่มีเงินออมครับ ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี ท่านจะสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรแต่ท่านไม่ปลดล็อกกระดุมเม็ดแรกให้เขา เขาก็ยังทำไม่ได้อีกอยู่ดี ถ้าจะเอาเขาออกจากวงจรวงกลมที่เขาต้องวิ่งเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา แล้วเอาเขาเรียงลงมาเป็นเส้นตรง เม็ดที่ ๑ เม็ดที่ ๒ เม็ดที่ ๓ เม็ดที่ ๔ เม็ดที่ ๕ ผมก็ยังคิดว่า มีความจำเป็นในการเรียงลำดับความสำคัญตรงนี้ เพื่อที่จะให้ปลายเหตุของปัญหาอีกปัญหา หนึ่งไม่เป็นต้นเหตุของปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อพูดถึงเรื่องของทรัพยากรดินไปแล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงเรื่องทรัพยากรน้ำ น้ำจืดกับน้ำเค็ม เรื่องของปัญหาภัยแล้ง เรื่องของปัญหาชลประทาน ทั้งประเทศไทยมีพื้นที่อยู่ ๓๒๐ ล้านไร่ มีพื้นที่เพาะปลูก ๑๕๐ ล้านไร่ มีเขตชลประทานอยู่แค่ ๓๐ ล้านไร่ และที่ตลกร้ายก็คือมีพื้นที่แล้งซ้ำซากอยู่ ๒๘ ล้านไร่ เท่ากันกับพื้นที่ที่เป็นชลประทาน ผมย้อนหลังไปดู ๑๐ ปี แล้งทุกปีครับ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่บ้าง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่บ้าง มีทั้งน้ำท่วม มีทั้งน้ำแล้ง ซึ่งผมเข้าใจครับ ผมได้อ่าน นโยบายของท่านแล้ว ซึ่งผมเข้าใจครับ ผมได้อ่านนโยบายของท่านแล้ว ท่านมีวิธีบริหารจัดการน้ำ ท่านเริ่มคิดแล้ว ว่าก่อนแล้ง ระหว่างแล้ง หลังแล้ง พรีไครซิส (Pre-crisis) ดูอิ้งไครซิส (Doing-crisis) โพสต์-ไครซิส (Post-crisis) ซึ่งผมเห็นด้วยถ้าเกิดมองเรื่องของน้ำเป็นเรื่องของทรัพยากร ประเทศไทยฝนตกเฉลี่ยอยู่ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร ในขณะที่เราเก็บได้ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร น้ำตกเยอะกว่าพื้นที่เก็บ เพราะฉะนั้นเรามีปัญหาเรื่องของ ทรัพยากรน้ำก็จริง แต่ว่าไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงถ้าเราต้องการจะแก้ไขปัญหาจริง ๆ แต่ผมอยากจะเสนออีก ๒ มิติเรื่องของน้ำ

อันที่ ๑ เรื่องของน้ำ คือเรื่องของอำนาจ อำนาจระหว่างภูมิภาค เรื่องของ ประเทศ แล้วก็เรื่องของท้องถิ่น เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าแหล่งน้ำของเรามาจากประเทศจีน มีการสร้างเขื่อนในประเทศลาว ตรงนี้ในเรื่องของการทูตของเราไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้คนเราจะต้องมีความขัดแย้งกันเพราะน้ำเหมือนอย่างดาร์ฟูร์เป็นต้น ในเรื่อง ของระดับประเทศท่านได้พูดเยอะแล้ว ผมคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดต่อ ในเรื่องของ ท้องถิ่น ชลประทานท้องถิ่น วิธีการแก้ปัญหาของเขาเองก็ต้องให้อำนาจเขาในการตัดสินใจ ถ้าอยู่ใกล้ทะเลก็ต้องให้เขาสามารถที่จะสร้างโรงงานที่เปลี่ยนจากน้ำทะเลมาเป็นน้ำจืดได้ ถ้าเขาอยู่บนเขาก็ต้องอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วให้วิธีคิดเขาอีกแบบหนึ่ง

น้ำยังมีอีกมิติหนึ่ง มิติของชนชั้น เรามาอนุมานกันว่าตอนนี้เราอยู่จังหวัดหนึ่ง ในภาคกลาง เรามองออกไปเป็นทุ่งนาสีเขียว ขวามือนี้เป็นนาข้าว ซ้ายมือนี้เป็นสนามกอล์ฟ ท่านคิดว่าเจ้าของสนามกอล์ฟเขาจะมีภัยแล้งเหมือนอย่างที่ชาวนามีหรือไม่ ถ้าเรื่องนี้ผมฝาก คำถามไปถึง ครม. ผ่านประธานสภาด้วยว่า ในกรณีอย่างนี้ในเรื่องของชนชั้น ในเรื่องเหล่านี้ เรามีวิธีคิดในเรื่องของระบบภาษีหรือทำอย่างไรที่ไม่ว่าเขาจะเป็นคนในประเทศไทย เขาควรจะมีสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำเท่าเทียมกันหรือไม่อย่างไร

เรื่องของประมง ก็คงเป็นเรื่องของอุตสาหกรรม ผ่านพายุ ไอยูยู (IUU) ชาวประมงทุกคนหวังที่จะให้รัฐบาลเป็นเหมือนประภาคารที่พาอุตสาหกรรมนี้ผ่านพายุร้าย ซึ่งผมก็เข้าใจอีกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเอาอุตสาหกรรมประมงนี้ไปสู่สากลให้ได้ เราต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ เราต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เราต้องคำนึงถึงความสามารถ ในการแข่งขันระหว่างประเทศอุตสาหกรรมเรา แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องคำนึงถึงความมั่นคง ของพี่น้องชาวประมงด้วยเช่นเดียวกัน เราก็ต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตของเขาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าเขา จะเป็นประมงพาณิชย์ หรือว่าไม่ว่าเขาจะเป็นประมงพื้นบ้านก็มีปัญหาเช่นเดียวกันกับ การปรับตัวจากการดิสรัปต์ (Disrupt) ในอุตสาหกรรมเช่นนี้ มีปัญหาจากการขาดส่วนร่วม ในการออกกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือที่เรียกว่า ทรานซิชั่น พีเรียด (Transition Period) นี้ไม่มีความช่วยเหลือ กับบทบัญญัติบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปจนเกินไปจนเขา ไม่สามารถที่จะปรับเนื้อปรับตัวอะไรได้ ถ้าเป็นประมงพาณิชย์ก็คงจะเป็นเรื่องของแรงงาน เรื่องของ เอ็มโอยู (MOU) เรื่องของ บีเอ็มเอส (BMS) เรื่องของ ปีโป้ (PIPO) ถ้าเป็นประมง พื้นบ้านก็คงจะเป็นมาตรา ๕ มาตรา ๑๐ มาตรา ๓๔ เรื่องของระยะเขต ๓ ไมล์ทะเล ที่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาเป็นประมงพื้นบ้าน และเขาหากินได้เฉพาะแค่ ๓ ไมล์ทะเล ในขณะที่เป็นประมงพาณิชย์สามารถหากินได้ตั้งแต่ ๓ ไมล์ทะเลไปจนถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเล ข้อเสนอแนะนโยบายสำหรับเรื่องนี้ก็คือการที่จะให้เขามีส่วนร่วมในการร่างนโยบายและมี กองทุนที่จะช่วยให้เขาสามารถปรับตัวได้ พี่น้องประมงต้องการที่จะปรับตัวครับ เขาต้องการ ที่จะอัปเกรด (Upgrade) ของเขา แต่เขาไม่มีกระแสเงินสดพอที่จะอัปเกรด (Upgrade) เรื่องของ บีเอ็มเอส (BMS) เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้เขาสามารถที่จะอยู่ได้ และสามารถที่จะเปลี่ยนผ่านช่วงตรงนี้ไปได้ ก็ฝากคำถามนี้ไปถึงท่านทางคณะรัฐมนตรี ผ่านไปทางรัฐสภาอีกเช่นเดียวกัน