ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล หารือถึงความท้าทายในการพัฒนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยชี้ปัญหาด้านนโยบายและกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการผลักดันกฎหมายและโครงการต่าง ๆ เช่น การประมูล 5G ที่ขาดแผนรองรับนวัตกรรมอย่างชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ตอัปและฟินเทค ขณะวิพากษ์วิจารณ์รัฐที่ไม่เปิดข้อมูลให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์ จนเสี่ยงทำให้ไทยกลายเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยีแทนการพัฒนาศักยภาพดิจิทัลของตนเอง
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ระบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ส่วนตัวครับผมมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นงานที่ท้าทายที่สุดในรัฐบาลชุดนี้ครับ ผมคงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ เพราะถ้าเราลองมองระดับโลกนะครับ บริษัทชั้นนำ ระดับโลกมีแต่ธุรกิจดิจิทัลทั้งนั้นครับ เพราะสิ่งนี้มันสามารถนำไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วก็แก้ปัญหาได้เกือบจะทุก ๆ ด้าน แต่ผมกังวลครับว่าเราอาจจะกำลังเดินไปผิดทาง เหมือนที่เราเดินไปผิดทางตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะถ้าลองกลับมามองดูบ้านเรา ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเราเป็นอุตสาหกรรมเก่า ๆ แทบจะไม่ต่างจาก ๒๐ ปี ๓๐ ปีก่อน และในขณะที่ธุรกิจดิจิทัลกำลังจะมาแทนที่ธุรกิจใหม่ ๆ เมื่อไม่นานมานี้นะครับ เราเอา งบประมาณไปอุ้มธุรกิจบางกลุ่มที่กำลังจะตายเพราะธุรกิจดิจิทัล ประเทศเรามีอัตรา การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สูงมากนะครับ เราใช้ไลน์ ใช้เฟซบุ๊ก ติดอันดับโลก เรามีตัวเลข อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่เติบโต แต่พวกแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เราใช้เป็น แพลตฟอร์ม (Platform) ของต่างชาติทั้งหมดนะครับ ถ้านี่คือสงคราม ผมสรุปได้เลยครับว่า เราใกล้จะแพ้เต็มที่แล้ว ความท้าทายที่ผมบอกก็คือเราจะตีฝ่าวงล้อมนี้ออกไปอย่างไร เพื่อไม่ให้เราตกเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยี ท่านประธานครับ ถ้าเราจะสนับสนุนภาคเกษตร เราก็ต้องสนับสนุนเกษตรกรนะครับ และถ้าเราอยากจะผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลแบบที่ระบุไว้ แนวนโยบายหลักข้อ ๕.๙ นะครับ ที่พูดว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เราก็ควรจะต้อง ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการด้านดิจิทัลหรือที่เรียกว่า สตาร์ตอัป (Startup) ซึ่งคำนี้ปรากฏ อยู่ในร่างนโยบายฉบับนี้ครับ แต่ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม และไม่เห็นอะไรที่ผมคิดว่า แปลกใหม่กว่าเดิม ผมเล่าแบบนี้นะครับ ธุรกิจสตาร์ตอัป (Startup) เป็นธุรกิจที่ต้องทำ ทุกอย่างเพื่อให้ได้ผู้ใช้งาน และทำให้ผู้ใช้งานใช้จนติด โดยที่ในช่วงปีแรก ๆ อาจจะยัง ไม่สามารถสร้างกำไรได้ ทวิตเตอร์นะครับ เขาขาดทุน ๑๒ ปีติดต่อกัน อเมซอนนะครับ ขาดทุน ๑๔ ปีติดต่อกัน เขายอมขาดทุนเป็นเวลานานเพื่อที่จะรักษาผู้ใช้เอาไว้ และทุกวันนี้ เขาก็กลายเป็นบริษัทระดับโลกครับ ดังนั้นสตาร์ตอัป (Startup) จะอยู่รอดได้จำเป็นจะต้อง ใช้เงินทุนที่มหาศาล ซึ่งต่างประเทศมีกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ตอัป (Startup) อยู่เยอะมากครับ ลงทุนบางครั้งระดับ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ แต่ทำไมนักลงทุนต่างชาติถึงไม่มาลงทุนกับสตาร์ตอัป (Startup) ไทยครับ อย่าว่า แต่ต่างชาติเลยครับ ทุนใหญ่ในไทยตั้งกองทุนสตาร์ตอัป (Startup) ไปลงทุนสตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติ สาเหตุหลักคือระบบนิเวศน์ของเราไม่เอื้อให้สตาร์ตอัป (Startup) เติบโต อุปสรรคแรกคือกฎหมายที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี วิธีแก้ที่ได้ผลก็คือ การรื้อกฎหมายที่ล้าสมัย มีนโยบายเร่งด่วนนโยบายหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็คือ การแก้กฎหมายให้แกร็บ (Grab) กับแอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ถูกกฎหมาย ผมไม่ได้ต่อต้าน นโยบายนี้นะครับ แต่ถ้าเราลองมองอีกมุมหนึ่งเรากำลังเร่งแก้กฎหมายที่ประโยชน์ตกอยู่กับ สตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติ แกร็บ (Grab) นี่ผ่านเวลามานานในการพิสูจน์ว่ามันเป็น ประโยชน์ประชาชนจริง ๆ เขาละเมิดกฎหมายบางข้อมาตลอดเวลาจนเราเล็งเห็นว่าเราต้อง แก้กฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีวิธีการหนึ่งครับที่เรียกกันว่า เรกูลาทอรี แซนด์บอกซ์ (Regulatory Sandbox) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ แปลง่าย ๆ ก็คือ การทดลองให้ผู้ประกอบการสามารถละเมิดกฎหมายบางข้อได้เป็นการชั่วคราว เพื่อดูว่า เราควรจะแก้ข้อกฎหมายนั้น ๆ หรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ ไม่แน่ใจฝ่ายโสต เตรียมสไลด์ (Slide) ไว้หรือไม่ครับ ผมขอสไลด์ (Slide) แรกครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
เมื่อ ๓ ปีที่แล้วนะครับ กลุ่มสตาร์ตอัป (Startup) รวมตัวกันเพื่อยื่นขอให้รัฐบาลแก้กฎหมาย ตามที่เห็นนะครับ ครม. อนุมัติเรื่องนี้เมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๐ แต่หลังจากเรื่องถูกส่งไป สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ไม่เคยถูกส่งมาสู่สภาที่ผ่านกฎหมายมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติอีกเลยครับ ผมพูดได้เลยว่าที่ผ่านมาเราล้มเหลวเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่เช่นนั้นวันนี้เราอาจจะได้เห็นสตาร์ตอัป (Startup) อย่างแกร็บ (Grab) หรือ แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ที่เป็นของคนไทยจริง ๆ ครับ อีกความผิดพลาดที่เราเห็นจากอดีต ถ้าจะพูดถึงกลุ่มที่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายคงต้องพูดถึงนวัตกรรมด้านการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) จากในภาพนะครับ ปี ๒๐๑๗ ๕๐ สตาร์ตอัป (Startup) อันดับแรก ที่ได้รับเงินลงทุนสูงสุดในอาเซียน (ASEAN) มีสตาร์ตอัป (Startup) ไทยอยู่ ๒ รายครับ ประเทศสิงคโปร์มี ๓๓ ราย ประเทศอินโดนีเซียมี ๑๔ ราย แล้วยุคต่อไปอะไร ๆ ก็ใช้ เอไอ (AI) เราอาจจะมีผู้จัดการกองทุนที่เป็น เอไอ (AI) แต่ถ้าเราไม่ทำแซนด์บอกซ์ (Sandbox) อย่างจริงจัง ณ วันนี้ฟินเทค (FinTech) ของไทยเป็นได้มากสุดก็คือลูกจ้างทุนผูกขาด เราเพิ่งมี พ.ร.บ. สภาดิจิทัล ไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หน้าที่หนึ่งของสภานี้ก็คือ การเสนอ ความเห็นต่อภาครัฐในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดิจิทัล ผมหวังเหลือเกินว่า กรรมการสภาดิจิทัลชุดใหม่ที่เราน่าจะได้เห็นภายในสิ้นปีนี้จะเป็นตัวแทนจากลุ่มดิจิทัล ที่มองเห็นปัญหาเหล่านี้จริง ๆ ไม่ใช่ตัวแทนจากกลุ่มทุนตามที่มีผู้ท้วงติงเอาไว้ก่อนที่ พ.ร.บ. นี้จะคลอดออกมา ประเด็นต่อไปนะครับ ลองมองไปข้างหน้านะครับ โอกาสที่สำคัญ ของเราคือยุคของ ๕ จี (5G) ทุกวันนี้เราใช้ ๔ จี แอลทีอี (4G LTE) เราโหลดหนัง เอชดี (HD) เรื่องหนึ่งใช้เวลาประมาณ ๖ นาที ถ้า ๕ จี (5G) เราน่าจะใช้เวลาประมาณ ๔ วินาทีเท่านั้น แต่ ๕ จี (5G) ไม่ได้เอาไว้โหลดหนังนะครับ มันเอาไว้รองรับสิ่งที่เราเรียกว่าอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) แล้วก็บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ๒ คำนี้ปรากฏในร่างนโยบาย ฉบับนี้ แต่ผมค้นทั้งหมดแล้วปรากฏอยู่ในความหมายโดยแคบคือการใช้ส่งเสริม อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ใช้ในการเก็บภาษีและบริหารราชการแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่ จริง ๆ แล้ว มันนำไปใช้ได้อีกมากมายแทบจะทุกด้าน สมมุติถ้าเราเอาข้อมูลการคมนาคม ภาพถ่ายทางดาวเทียม ผลผลิต สภาพอากาศ เปิดข้อมูลนี้ทั้งหมด ให้เอกชนเอาไปทำรถไฟ รถเมล์ แท็กซี่ ยันมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ติด จีพีเอส (GPS) ครับ เราทำข้อมูลการเกษตรครับ อะไรก็ได้ครับ มันเอาไปสร้างบริการได้อีกเยอะแยะ มันเอาไปวิเคราะห์แบบแผนบางอย่าง ที่อยู่ในข้อมูล แก้ปัญหารถติด วางแผนการเดินรถสาธารณะ ช่วยเกษตรกรในการ วางแผนการเพาะปลูก แล้วรัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เรื่องบางเรื่องเอกชนทำได้เก่งกว่า รัฐบาล เราควรจะต้องเปิดข้อมูลให้เอกชนนำไปทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างบริการ ภาครัฐก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรทำเช่นนี้ แล้วข้อมูลมันไม่ใช้เวลาแค่เดือนสองเดือนนะครับ แต่เราก็ยังไม่มีแผนอะไรที่เป็นรูปธรรม ที่จะทำ ณ วันนี้เลย แต่สิ่งที่มันดูเหมือนจะด่วนเหลือเกิน ก็คือการประมูล ๕ จี (5G) ซึ่งแม้แต่เอกชนที่ทำการประมูลเขาก็พูดเองตามภาพที่เห็นนะครับว่า มันอาจจะเร็วเกินไป ที่เราจะมี ๕ จี (G) ในตอนนี้ แต่ตอนนี้เขาก็ได้คลื่นไปนอนกอดเรียบร้อยแล้วครับ เพราะว่า เราประมูลคลื่น ๗๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำของ ๕ จี (5G) ไปเรียบร้อยแล้ว แถมให้เขาด้วยครับ ด้วยการยืดชำระหนี้ ๔ จี (4G) ให้ด้วย ทั้ง ๆ ที่ในรายงานของ กสทช. ฉบับหนึ่งกล่าวไว้ตามภาพว่า เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดเราควรจะประมูลทุกคลื่นพร้อมกัน แต่เราก็ใช้วิธีประมูลทีละคลื่นครับ ถ้าเปรียบว่า ๕ จี (5G) เป็นถนน ผมคิดว่าเรากำลังสร้าง ถนนโดยที่ไม่มีแผนที่จะสร้างรถที่จะมาวิ่ง เพราะเรื่องบิ๊ก ดาต้า (Big Data) คมนาคม การเกษตรที่ผมพูดนะครับ มันไม่ใช่เรื่องสมมุตินะครับ มันมีสตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติ ที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว มันหมายความว่าเกษตรกรไทยอาจจะต้องใช้บริการจากสตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ตัวเองครับ การวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล มันไม่ใช่ แค่การมีอินเทอร์เน็ตที่ดูหนังและไม่กระตุกนะครับ เรากำลังสร้างถนนที่จะมีแต่รถของ ต่างชาติมาวิ่งหาประโยชน์ เรากำลังสร้างเทคโนโลยีที่ทำให้คนไทยเสียเปรียบทางการแข่งขัน ในประเทศของตัวเอง เรากำลังทำให้ประเทศติดกับดักการนำเข้าเทคโนโลยี แต่ไม่สามารถ สร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้ ทั้งหมดนี้ละครับที่ผมเรียกว่าการตกเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยี ที่ผมพูดมาทั้งหมดแค่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตนะครับ ผมยังไม่ได้พูดถึงบล็อกเชน (Block chain) นะครับ ปีหน้าเราจะเผชิญกับลิบราสกุลเงินดิจิทัลของเฟซบุ๊ก เรามีโอกาสที่ดีนะครับ เรามีโครงการอินทนนท์ที่แบงก์ชาติพัฒนาเอาไว้ แต่เราวางแผนในการเตรียมรับมือ ความเสี่ยงขนาดไหน เราวางแผนที่จะพร้อมไขว่คว้าโอกาสมากแค่ไหน เพราะในโลก ที่มันหมุนเร็วขนาดนี้นี่นะครับ สิ่งที่แพงที่สุดมันคือเวลาครับ เราอาจจะตกรถขบวนถัดไป ที่กำลังจะมาถึง เหมือนที่เราตกมาแล้วหลายขบวน มีอยู่ตัวเลขหนึ่งเขาบอกว่าสตาร์ตอัป (Startup) ไทยได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติ ๑๐๐ ล้านเหรียญ ใน ๑ ปี ปีที่แล้วสตาร์ตอัป (Startup) ของประเทศอินโดนีเซีย ๑ ราย เป็นแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ (Platform e-Commerce) ระดมทุนได้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ ผมตกใจครับ ผมตกใจว่าเราภูมิใจกับ ตัวเลข ๑๐๐ ล้านเหรียญจริง ๆ หรือครับ สิงคโปร์ประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ เพิ่งประกาศ ตัวเองว่าจะเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีการเกษตร ผมคิดว่าถ้าเราเก็บอดีตมาเป็นบทเรียน เราดูประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบ และทุกวันนี้เราควรที่จะเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจ ดิจิทัลอย่างถูกทางได้แล้วครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ