อุตตม สาวนายน ชี้แจงกรณีถูกพาดพิงเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี โดยยืนยันความบริสุทธิ์ในคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ย้ำว่าไม่เคยถูกกล่าวโทษร่วมกับผู้อื่นและผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระทุกขั้นตอน พร้อมยืนยันการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ในฐานะกรรมการอิสระ จึงมีความน่าเชื่อถือเพียงพอในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผมไม่ใช้เวลานานหรอกครับ เพราะว่าจะยิงตรงประเด็น ตั้งแต่เมื่อวานแล้วผมก็ได้กราบเรียนรัฐสภานะครับ เนื่องจาก มีท่านสมาชิกสภาได้กล่าวพาดพิงผมในทำนองที่ว่า ผมขาดความเหมาะสมนะครับ ขาดคุณสมบัติที่พึงจะมีที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวานผมได้เรียนไป เบื้องต้นว่า ผมยืนยันว่าผมมีคุณสมบัติครบถ้วน และถ้าพูดถึงกรณีทุจริตการปล่อยกู้กรุงไทย ผมมีความบริสุทธิ์ ผมไม่ได้ร่วมกระทำผิดแน่นอน แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแค่ผิดหรือถูก แต่เดี๋ยว สักครู่ผมจะขอกราบเรียนท่านว่า จริง ๆ แล้วพฤติกรรมพฤติการณ์ของผมนั้นเป็นอย่างไร และขั้นตอนจริง ๆ แล้วในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ผมไม่ใช้เวลามากนะครับ แต่ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านสุทินอีกครั้งหนึ่ง ที่ให้โอกาสผมชี้แจงในวันนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านประเด็นเดียวคือเราไม่มีอะไรกันนะครับ นอกนั้นผมไม่เห็นด้วยนะครับ เดี๋ยวชี้แจงให้ทราบ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องเงินกู้ทุจริต กรุงไทยนี้ ก่อนอื่นเลยมีการตรวจสอบสอบสวนไต่สวนทุกขั้นตอนโดยองค์กรอิสระที่เป็น ที่ยอมรับของประเทศไทย เพราะฉะนั้นไม่ได้พูดแค่ศาลนะครับ กำลังพูดถึงการตรวจสอบ ไต่สวน แล้วก็มีคำวินิจฉัยพิพากษามาโดยตลอด ตั้งแต่เรียงลำดับโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อเรื่องนี้เริ่มขึ้น พ.ศ. ๒๕๔๗ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สตช. และคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช. ปี ๒๕๔๘ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิด ความเสียหายแห่งรัฐหรือ คตส. ปี ๒๕๔๙ สำนักงานอัยการสูงสุด ปี ๒๕๕๑ แล้วท้ายที่สุด โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อปี ๒๕๕๘ แล้วศาลก็ได้มี คำพิพากษาเป็นที่ยุติถึงที่สุดไปแล้ว ว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำ ความผิดในเรื่องนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญนะครับ ไม่ใช่ว่าตกหล่น แต่ปรากฏ พยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ชัดเจน ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานแวดล้อมถึงการกระทำหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ของผมในขณะนั้น ที่ธนาคารกรุงไทย ในฐานะกรรมการอิสระนะครับ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เดี๋ยวผมจะได้ ขยายความนะครับ รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างครบถ้วน ในบทบาท ดังกล่าวท่านคิดได้ครับว่าผมผิด ท่านคิดได้ว่าผมมัวหมอง แต่ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่า สุดท้ายสังคมจะเป็นคนตัดสินใจ แล้วผมกำลังจะนำเสนอสิ่งซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ กับสังคมในการที่จะตัดสินว่าผมเป็นอย่างไร ผมขอเริ่มอย่างนี้นะครับ สั้น ๆ เลยครับ ไล่ไปเลย ที่ผมเรียนแล้วว่าผมผ่านทุกขั้นตอนนะครับ ไม่ใช่แต่ศาล เริ่มนี่ครับเหตุเกิดตั้งแต่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ มีการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย มีการเสนอสินเชื่อ ให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ขออภัยเอ่ยนามนะครับ จำนวน ๙,๙๐๐ ล้านบาท ให้กรรมการบริหารพิจารณานะครับ กรรมการบริหารผมเรียนอย่างนี้ว่าในวันนั้น มีกรรมการบริหาร ๒ คน ผมและอีกท่านหนึ่ง คุณชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่เอ่ยทั้งสองคนนี้ก็เพราะว่าเป็นกรรมการอิสระทั้งคู่ หมายความว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ในการบริหารในกิจการปกติของธนาคารแต่อย่างใด มาก็คือมาประชุมเท่านั้นนะครับ และข้อเท็จจริงก็คือในการพิจารณานั้นมีหลักฐานปรากฏชัดเจน ซึ่งในกระบวนการยุติธรรม ได้พิสูจน์ทราบแล้ว มีคำวินิจฉัยแล้วว่าผมและคุณชัยณรงค์ ได้มีการทักท้วง ซักถาม แล้วก็ ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในขณะนั้น อย่างไรก็ตามครับมาทราบในภายหลัง ว่ามีการปล่อยเงินสินเชื่อที่ว่านี้ออกไป เกิดอะไรขึ้นครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็น ผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด ตั้งการสอบสวนในเชิงลึกเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ ในครั้งนี้ สอบในเชิงลึกผมไม่ได้พ้นนะครับ ผมก็ถูกตรวจสอบด้วยนะครับแต่อยากจะเรียน ท่านว่า ผมเป็นผู้เดินเข้าไปหาผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ด้วยตนเอง ไม่ได้ถูกเรียก พอเมื่อทราบว่ามีการสอบสวน ผมเข้าไปหาธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ที่ให้ข้อมูล และพร้อมรับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบแล้วก็มีข้อวินิจฉัยว่า มีการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดจำนวนหนึ่ง ถ้าเป็นบุคคลทั้งภายในและภายนอกธนาคาร ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหลักฐานเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องนะครับ สำหรับผม และคุณชัยณรงค์ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้กล่าวโทษ ไม่ได้กล่าวโทษตามที่มีผู้พยายาม บิดเบือนตั้งแต่ต้นว่า ผมเป็นคนเดียวที่หลุดรอดไม่ได้รับการกล่าวโทษไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับ คุณชัยณรงค์กับผม ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบแล้วมีมติว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ได้มีการทำทุจริต เรื่องยังไม่จบครับ นี่แค่ขั้นตอนแรกของการตรวจสอบ ขั้นตอนต่อมาคือธนาคารแห่งประเทศไทยส่งเรื่องนี้ การทุจริตที่ธนาคารกรุงไทย ไปที่ ป.ป.ช. แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ เรื่องจึงถูกส่งไปที่คณะกรรมการ คตส. ที่ถูกจัดตั้งขึ้นในขณะนั้น ผมคิดว่าเป็นที่ทราบกันดี ในขณะนั้นว่าคณะกรรมการ คตส. นี้ มีความเข้มข้นขนาดไหน ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา คณะกรรมการ คตส. ไต่สวนเรื่องทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยใหม่ตั้งแต่ต้น ไต่สวนใหม่เลย มีการเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าไปรวมถึงตัวผมหลายครั้ง แล้วผมเรียนท่านว่าการถูกไต่สวน โดย คตส. นั้นเป็นความทุกข์จริง ๆ ผมเรียนเช่นนี้ก็เพราะว่าผมถูกกล่าวหาด้วยนะครับ คตส. ไต่สวนในชั้นต้น ผมเป็นผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ ๑๙ ในเรื่องนี้ เป็นผู้ถูกกล่าวหาเลย เข้ากระบวนการไต่สวน มีคนอื่นด้วย แต่เมื่อ คตส. ไต่สวนแล้ว คตส. มีมติว่าผมไม่ได้ ร่วมกระทำความผิด มีมติให้ข้อกล่าวหาของผมนี้ตกไป ผมเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องนี้ยืนยัน ได้อย่างไร ตามนี้ครับ อันนี้เป็นหนังสือจาก ป.ป.ช. ถึงผม ภายหลังที่ผมขอทราบเหตุผลและ การวินิจฉัยของ คตส. ให้ชัดเจน ที่เกี่ยวกับผม ผมขออนุญาตอ่านนะครับ สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนว่า ในเรื่องดังกล่าวคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ คตส. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานว่าท่านไม่ได้ร่วมกระทำความผิด มีมติให้ ข้อกล่าวหาตกไป ชัดเจนว่า คตส. มีมติเช่นนี้ เพราะฉะนั้นการที่มีความพยายามที่จะ บิดเบือน สร้างความเข้าใจให้สังคมคลาดเคลื่อนว่าผมนั้นได้รับการกันเป็นพยาน ไม่ใช่นะครับ ถูกกล่าวหาเต็ม ๆ ผ่านกระบวนการธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านกระบวนการของ คตส. ที่กล่าวหาผม ไม่ได้รับการกันเป็นพยานแต่อย่างใด ผ่านกระบวนการเต็มที่ ขอกลับไปอันเดิม เดี๋ยวจบแล้วครับ คตส. มีมติแล้ว ไม่มีความผิด ส่งเรื่องต่อให้อัยการ คราวนี้ไปอัยการ แล้วปี ๒๕๓๑ อัยการไม่ได้รับเรื่องจาก คตส. แล้วเอาตามนั้นทันที สำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งคณะทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. มาดูอีกครั้งหนึ่งว่าสำนวนเป็นอย่างไรจาก คตส. และพยายาม หาหลักฐานเพิ่มเติมว่ามีใครที่สมควรจะรับผิดอีกหรือเปล่า คณะทำงานนี้สุดท้ายมีมติ เช่นเดียวกับ คตส. ในส่วนของผมคือผมไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิด เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ มติเหมือนเดิม แต่มีผู้ที่อัยการสั่งฟ้อง ไม่ใช่ คตส. สั่งฟ้องนะครับ อัยการมาดูแล้ว อัยการ เป็นผู้สั่งฟ้องเอง ๒๗ ราย ต่อศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้เวลา ๔ ปี เพราะฉะนั้นไม่มีใครไปเร่งรัดอัยการให้ฟ้อง ท่านใช้เวลา ๔ ปี ผมเชื่อว่าถ้า ๔ ปีนี้ท่านดู รอบคอบ รัดกุมแล้วว่าเป็นอย่างไรท่านถึงตัดสินใจฟ้องตามนั้น เพราะฉะนั้นพอมาถึง ศาลฎีกาในตรงนี้จึงไม่ปรากฏชื่อผมครับ ไม่ปรากฏก็เพราะว่าขั้นตอนอย่างที่ผมเรียนท่านแล้ว กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ผมผ่านเหมือนทุกคน ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ผมผ่านการพิสูจน์ ของกระบวนการยุติธรรมตลอด สุดท้ายแล้วดังที่เราทราบว่าศาลฎีกาก็มีมติว่ามีผู้กระทำ ความผิด จำเลย ๒๕ คน ให้ชดใช้ ไม่มีผมเป็นจำเลย ก็เพราะว่าผมไม่ได้ถูกฟ้องตั้งแต่ต้น ส่วนกรณีที่เมื่อสักครู่นี้ที่สมาชิก ท่านสุทินขออภัยเอ่ยนามนะครับ บอกว่าจริง ๆ แล้วศาล บอกว่ากรรมการบริหารต้องร่วมรับผิดชอบด้วยในคำวินิจฉัย ในกรณีนั้นที่ศาลท่านพูดถึง กรรมการบริหารก็คือกรรมการบริหารที่ถูกฟ้อง ซึ่งมี ๓ ท่านนะครับ อันนี้เป็นปกติ เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายถึงกรรมการบริหารทุกท่าน ก็เรียนชี้แจง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ยังมีประเด็นอีก ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง
ประเด็นแรกมีการกล่าวหาว่าตัวผมเองวิ่งเต้น มีผู้ใหญ่ช่วยเหลือ ผมเรียน อย่างนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านแล้วว่าองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบมีอะไรบ้าง ท่านคิดหรือครับว่าการวิ่งเต้นองค์กรเหล่านี้ ตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ป.ป.ช. คตส. สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล ทำได้หรือครับ ผมคงไม่ต้องอธิบายมากกว่านี้ในประเด็นนี้ แต่อย่างนี้ครับ แม้กระบวนการยุติธรรมได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ในส่วนของผมก็ยังมีคนพยายาม บิดเบือนข้อเท็จจริง แล้วอ้างอิงข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนอีก ว่ามีพยานหลักฐานใหม่ที่จะ เอาผิดผมได้ ผมเรียนนะครับว่าในข้อเท็จจริงนั้นมีครับมีคนพยายาม เมื่อปี ๒๕๖๐ ยื่นให้ ป.ป.ช. และ ดีเอสไอ (DSI) บอกว่ามีหลักฐานใหม่ให้พิจารณาใหม่ ป.ป.ช. ดีเอสไอ (DSI) พิจารณาแล้วมีมติครับว่าของที่ยื่นคำร้องนั้นเป็นของเดิมทั้งสิ้น พยานหลักฐานเหล่านั้น ถูกบรรจุและพิจารณาแล้วในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา มีมติให้คำร้องตกไปไม่หยิบ ขึ้นมาพิจารณา แล้วก็เพื่อให้ท่านได้เห็นภาพผมขออนุญาตว่าขอเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับ เบื้องหลังของคดีทุจริตการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยนี้ไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงถึงท่านไหนนะครับ แต่ว่าเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพจริง ๆ ว่าการปล่อยกู้ครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของการประชุม คณะกรรมการบริหารเท่านั้น มันมีมากกว่านั้น จากการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรม ปรากฏภาพว่าปัจจุบันยังมีคดีอีก ๒ คดีที่เกี่ยวเนื่อง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวผม คดีแรกยังมี ผู้ถูกกล่าวหาจำเลยที่ยังไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ คดีที่ ๒ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการที่องค์กรตรวจสอบอิสระเหล่านี้ได้ชี้ว่ามีผู้ได้รับที่เรียกว่า เงินทอนจากการปล่อยกู้ครั้งนี้ มีผู้เกี่ยวข้องภายนอกธนาคารที่ได้รับประโยชน์ที่ไม่สมควร ได้รับ คดีนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่ ผมจะไม่ก้าวล่วงไปถึงเนื้อของคดีหรืออย่างไร แต่ที่ผมกราบเรียนนี้ ก็เพื่อให้เห็นภาพว่าการทุจริตปล่อยกู้กรุงไทยครั้งนี้มีการเตรียมการ มีการสมคบแบ่งงานกัน ทำมาตั้งแต่ต้นก่อนที่จะมีการประชุมกรรมการบริหารด้วยซ้ำ ผมในฐานะกรรมการบริหาร อิสระไม่มีทางทราบเลยครับว่ามีการเตรียมการเช่นนี้ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มาถูกค้นพบในภายหลัง เพราะฉะนั้นคดีนี้ซับซ้อนครับ ไม่ใช่แค่การประชุมของกรรมการบริหาร เพราะฉะนั้น ในข้อเท็จจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของผมในวันนั้น ผมเรียนยืนยันนะครับ ผมปฏิบัติหน้าที่ กรรมการอิสระโดยยึดมั่นการรักษาประโยชน์ของธนาคารเป็นหลัก ได้ทำการทักท้วงแล้ว และได้ทำการติดต่อเข้าพบผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ด้วยตนเอง แล้วก็ผ่านการตรวจสอบ อยู่ดี และให้ความร่วมมือหลังจากนั้นกับกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนแล้วครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ท้ายที่สุดมีผู้กล่าวอ้างว่ากรณีสินเชื่อกรุงไทยนี้จะมี ผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะมี ความมัวหมอง ขาดคุณสมบัติ ขาดจริยธรรมไม่น่าเชื่อถือ ผมก็เรียนอย่างนี้นะครับว่าผมหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าประเด็นที่ผมได้หยิบยกมาอธิบายให้ท่านเห็นในครั้งนี้จะสร้างความกระจาย เกี่ยวกับกรณีของกรุงไทยนี้ทั้งหมดซึ่งได้ยุติไปแล้วนะครับ เป็นความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว และผมก็ได้ทำหน้าที่ของผมในฐานะกรรมการอิสระอย่างมืออาชีพ ซื่อสัตย์สุจริต แล้วก็มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่พูดลอย ๆ หลักฐานเหล่านั้นอยู่ในสำนวน ของการตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ผมได้ตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่ ถ้าพูดถึงจริยธรรมก็ตาม มาตรฐานจริยธรรมที่สมบูรณ์แล้วในขณะนั้น โดยผมไม่ได้เกรงกลัวต่ออิทธิพลหรือ ผลกระทบใด ๆ ที่อาจจะมีจากภายนอก กระบวนการยุติธรรมจึงได้พิสูจน์แล้วนะครับว่า ผมเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วก็ไม่ได้ทำผิด ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมก็ขอขอบพระคุณอีกครั้ง สำหรับโอกาสที่ชี้แจงในวันนี้ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้กรุณายกประเด็นมา ผมยินดีให้ตรวจสอบเสมอนะครับ แต่ก็ขอว่าอยู่ในกรอบที่ไม่บิดเบือนกันจนเกินไปนะครับ แล้วขอเรียนอย่างสุดท้าย เรียนยืนยันว่าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อสภา อันทรงเกียรติในครั้งนี้นะครับ ขอยืนยันว่าผมจะยึดมั่นในหลักการและการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ ดำรงมาตรฐานจริยธรรม รักษาประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ดังที่ผม ได้ยึดมั่นแล้วก็ทำมาโดยตลอดจะไม่ให้มีผู้ใด คนไม่ดีมาทำลายประเทศชาติเป็นอันขาด ขอบพระคุณครับ