วิษณุ เครืองาม ชี้แจงถึงนโยบายรัฐบาลที่ได้ระบุหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดและย้ำถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมตามปฏิญญาสากล เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในการลงทุนและคุ้มครองสิทธิ พร้อมชี้แจงบทบาทของรัฐบาลต่อพระพุทธศาสนา ท่าทีต่อสื่อ และการตีความอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ในการตรวจสอบการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกโดย คสช.
ท่านประธานที่เคารพ ในเบื้องต้น คงจะต้องกราบเรียนว่า ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ขออภัยนะครับ คุณสุทิน ท่านได้พูดถึงนโยบาย ผมจะพูดถึงเรื่องนโยบายที่ท่านไปพูดถึงและอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ท่านพูดถึงว่า นโยบายฉบับนี้ทั้งฉบับไม่ได้พูดถึงหลักนิติธรรม ใครที่ไหนเขามาลงทุนเขาจะเชื่อถือ ได้อย่างไร คำว่า หลักนิติธรรม นั้นมีอยู่ในนโยบายนะครับ ในหน้า ๒๘ ข้อ ๑๑.๗.๑ บรรทัดที่ ๖ เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลนี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ยุติธรรมเสมอภาค เท่าเทียมและเป็นไปตามหลักนิติธรรม แล้วแถมยังเอามาเขียนไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับการค้า การลงทุน เพราะฉะนั้นที่ท่านอาจจะวิตกว่า ถ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้ใครที่ไหนเขาจะมาลงทุน เข้าจะมาลงทุนก็เฉพาะบ้านเมืองที่มีหลักนิติธรรม เราก็เขียนเรื่องหลักนิติธรรมไว้ในส่วนที่ เกี่ยวกับการเชิญชวนมาลงทุน เพราะฉะนั้นถ้าท่านอ่าน ท่านก็จะพบ เว้นแต่ท่านจะไม่ได้อ่าน ซึ่งก็อาจจะคล้าย ๆ กับเมื่อวันสองวันที่มีผู้พูดว่า นโยบายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงสิทธิมนุษยชน ซึ่งเขียนเอาไว้ชัดเจนคำนี้ในหน้า ๒๙ และมาซ้ำอีกทีหนึ่งในหน้า ๒๘ และซ้ำเสียจนกระทั่ง สหประชาชาติน่าจะพอใจด้วยซ้ำ เพราะบอกว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสากล ปฏิญญาสากลนี้ เป็นที่รู้กันว่าคือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
อีกประเด็นหนึ่งท่านพูดถึงเรื่องศาสนา ทีแรกผมว่าก็จะต้องผ่านไปไม่ต้องไป พูดถึง แต่คำถามนั้นไม่ได้ถามว่านายกรัฐมนตรีนับถือศาสนาอะไร ถ้าถามอย่างนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนตอบเอง แต่คำถามนี้ถามประหนึ่งให้เห็นว่านโยบายข้อนี้ ซึ่งปรากฏเรื่องนโยบายศาสนาในหน้า ๕ นั้น เดี๋ยวจะทำให้เกิดความคิดเห็นแตกต่าง หรือแตกแยก ท่านเตือนเท่านั้น ท่านไม่ได้ตำหนิอะไร แต่ว่าผมก็จำเป็นต้องพูด เพื่อให้คนที่ ได้ฟังการถ่ายทอดและศาสนิกชนทั้งหลายต้องเข้าใจว่านโยบายเรื่องศาสนาที่เขียนอยู่ใน หน้า ๕ นั้น เป็นข้อความที่เกือบจะเหมือนกับลอกมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญพูดถึงพุทธศาสนาและศาสนาอื่น เราก็มาเขียนไว้ในนโยบายเรื่อง พุทธศาสนาและศาสนาอื่นอย่างเดียวกัน ในส่วนของวิธีปฏิบัตินั้น รัฐบาลได้จัดการทะนุบำรุง ส่งเสริมอุดหนุนพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นเสมอมา ที่จริงถ้าจะพูดก็จะพูดต่อไป ด้วยซ้ำไปครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะนับถือศาสนาอะไรก็ตามให้ท่านเป็นคนพูดเอง แต่เมื่อท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว รัฐบาลนี้โดยนายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีทั้งคณะไปกราบมหาเถรสมาคม ในที่ประชุมมหาเถรสมาคม จนกระทั่ง มหาเถรสมาคมได้อนุโมทนาว่าเป็นคณะรัฐมนตรีชุดแรกของประเทศไทย ที่เมื่อถวายสัตย์ ปฏิญาณแล้ว ได้ไปกราบปวารณาตัวต่อมหาเถรสมาคม ซึ่งมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นองค์ประธาน และในรัฐบาลชุดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ปรารภอย่างเดียวกันว่า น่าจะปฏิบัติอย่างเดียวกันให้เป็นแบบธรรมเนียมสืบไป ในส่วนของศาสนาเป็นอย่างนั้น แต่มีประเด็นที่ท่านพูดพาดพิงมาถึงกระผม ผมจะไม่ชี้แจงในเรื่องว่าพาดพิง แต่ผมจะขอ ชี้แจงในส่วนที่ท่านน่าจะเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อน ที่จริงมันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม ใครจะตำหนิติเตียนผมอย่างไร ก็คงจะไม่ได้ว่ากัน คงยึดหลักรัชกาลที่ ๖ ละครับ ที่รับสั่งว่า ถึงล้อก็ล้อเพียง กละเยี่ยงวิธีสหาย ชมเราก็แทงคิว ผิวะฉิวก็ซอรี่ แต่บังเอิญคำอธิบาย ของท่านนั้นไปพาดพิงเรื่องอื่นเข้าอีก ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ซึ่งท่านก็ไม่ได้ตำหนิติเตียน อะไรนะครับ เพราะก็มีคนพูดอย่างนั้นจริง ๆ บอกว่าผมนี่ทำตัวเป็นทนายหน้าหอให้กับ รัฐบาล ทนายหน้าทำเนียบรัฐบาล ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วเขาตั้งสมญาว่า ฝ่ายกฎหมาย จะแน่นิ่ง ซื่อบื้อ เงียบ เขาถามอะไรไม่ตอบก็คงจะไม่ได้ แล้วไม่เคยวิ่งแส่ เข้าไปหาผู้สื่อข่าวแล้วไปตอบหรือไปถาม หรือไปออกโทรทัศน์ หรือไปชี้แจงอะไรเลยทั้งสิ้น แม้จะมีคำเชิญกันมาทุกวัน แต่เพราะว่าก้าวเท้าขึ้นบันไดตึกไทยคู่ฟ้า หรือที่ทำงานเมื่อไร ผู้สื่อข่าว ๒๐-๓๐ คน ยืนรอทุกวัน ผมหนีขึ้นบันไดหลัง เขาก็อ้อมมาดักรอ ผมขึ้นบันไดหน้า เขาก็ดักรอ แล้วเขาก็บอกว่าอาจารย์ขอความรู้ ไม่ต้องการความเห็น เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ ให้ความเห็นเลยในแต่ละครั้ง แต่ละวัน ผมคงจะผิดกระมังครับ ที่ความรู้ก็ดันไปให้เขา ก็เมื่อเขาลงทุนเรียกอาจารย์ ผมก็บ้ายอ ผมก็ตอบไปสิครับ เขาก็ถามว่ากฎหมายว่าอย่างไร กฎหมายว่าอย่างไร ผมบอกว่ากฎหมายว่าอย่างไรผมจะบอก เขาบอกว่าแล้วอาจารย์เห็นอย่างไร ผมบอกความเห็นนั้นต้องเข้าใจนะว่าความเห็นของผม ผมอาจจะตอบผิด และแน่นอนก็เคยผิดด้วย แต่ว่าเมื่อมันเป็นความเห็นผิดถูกผมก็รับผิดชอบ ในส่วนนี้เอง เพราะฉะนั้นเมื่อเขามาถามเรื่องคุณสมบัติก็ดี ถามเรื่องนายกรัฐมนตรีเป็นนั่น เป็นนี่ก็ดี รัฐมนตรีคนไหนเป็นอะไรก็ตามที ผมได้ยกกฎหมายขึ้นมาทุกครั้งแล้วก็บอกไป แน่นอนอาจจะถูกหู ไม่ถูกหู ถูกใจ ไม่ถูกใจใครก็ว่ากันไป บังเอิญผมอาจจะพูดหลายอย่างทุกวัน ท่านยกขึ้นมาประโยคหนึ่ง ท่านบอกว่าเรื่องแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้น คสช. คงจะให้ใคร ตรวจสอบไม่ได้ ก็ผมพูดจริง ๆ ไม่ต้องเปิดคลิป (Clip) หรอกครับ ผมพูดย้ำซ้ำเตือน ให้ท่านฟังก็ได้ เพราะเขาถามความเห็นว่าจะส่งไปตรวจสอบได้หรือไม่ ผมก็ตอบไปอย่างนั้น ว่าคงจะตรวจสอบไม่ได้ ถามว่าทำไม ผมบอกว่าไม่ได้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วจะไปตรวจสอบอะไร เขาถามว่าสภาตรวจสอบได้ไหม ผมบอกว่าสภานั้นมีอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญก็คือ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ๑. คุมโดยตั้งกระทู้ ๒. เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๓. คุมโดยการเปิดอภิปรายทั่วไป ก็เมื่อ คสช. ท่านไม่ได้ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วสภาจะไปคุมได้อย่างไร องค์กรอื่นผมก็ไม่แน่ใจ ด้วยซ้ำว่าจะไปคุมได้อย่างไร ผมพูดไปอย่างนั้น อีก ๒๑ วันต่อมามีคนยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า จะตรวจสอบการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาของ คสช. ได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินในวันที่ ๑๑ มิถุนายน เกือบเดือนหลังจากที่ผมได้พูดว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเช่นว่านั้น เพราะว่าคำสั่งในการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาไม่ใช่กฎ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถไปตรวจสอบได้ ผมก็ตอบไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถูกผิดมันเป็นเรื่องที่ไปเกิดขึ้นโดยเหตุอื่น หลัง ๆ ผมก็ระวังเหมือนกันละครับ เพราะชักกลัวแล้วเหมือนกันว่า ถ้าออกความเห็นหรือพูดอะไรออกไปแล้วบังเอิญมันถูกขึ้นมา ก็จะบอกว่ารู้เห็นสมคบตามทฤษฎีสมคบคิดกันอีก แล้วตอบผิดก็คงจะเสียรังวัดหน้าแตก หน้าแหก แต่ทุกอย่างเราก็อยู่กันอย่างกัลยาณมิตรในทำเนียบรัฐบาล แล้วผมไม่เคยไปพูด อะไรที่ไหนนอกบันไดตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล พูดกันก็เพราะว่าผู้สื่อข่าวมาถาม ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่อง คสช. นั้น ที่จริงขอพูดนิดเดียวเท่านั้นเองครับ แต่บังเอิญ ไปพูดเสมือนหนึ่งมีผู้พูดเหมือนกับไปพูดเป็นหลักเอาไว้ ได้มีการพูดทำนองเมื่อสักครู่ว่า ทำไมจะไม่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งให้มีอำนาจ บริหารราชการแผ่นดินด้วยซ้ำไป แล้วก็ทำท่าเหลียวซ้ายแลขวา จะหาพระบรมราชโองการนั้น ท่านครับ คสช. เขาไปยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ย้ำนะครับว่าวันที่ ๒๒ พฤษภาคม แล้วก็เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ออกโทรทัศน์ได้ยินกันทั้งประเทศว่าเป็นคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ หลังจากนั้นอีก ๒ วันต่อมา วันที่ ๒๔ พฤษภาคม อีก ๒ วันต่อมา ได้มีประกาศ พระบรมราชโองการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีคนว่า อ้าว นี่ไงละก็ไหนบอกว่าไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าลืมนะครับ ว่าตั้งแต่ยึดอำนาจในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม จนกระทั่งวันที่ ๒๒ มิถุนายน จนวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒ เดือนนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญ และไม่มีรัฐบาล ก็เลยเกิดช่องว่างว่าแล้วใคร บริหารราชการแผ่นดิน เพราะเหตุฉะนี้จึงได้มีประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม อุดช่องว่างนั้นว่าให้ คสช. นั้นมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่พอถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม อีก ๒ เดือนต่อมา มีการออกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ฉบับเดียวกับที่มี ม. ๔๔ นั่นละครับ ได้กำหนดให้มีคณะรัฐมนตรีขึ้น และมาตรา ๑๙ ก็บัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน นั่นแปลว่า คสช. สิ้นสุดอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว แต่เกิดอำนาจของคณะรัฐมนตรี ขึ้นแทน แล้ว คสช. อยู่ทำอะไร ก็อยู่ตามที่มาตรา ๔๔ เขาบอกให้อยู่ไป และอยู่ไปโดยที่มี อำนาจออกคำสั่ง แล้วก็รับรองว่าคำสั่งนั้นให้มีผลในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะบอกว่านี่ไงก็บริหารราชการแผ่นดินอีก ใครครับที่บริหารราชการแผ่นดินแล้วสามารถ มีอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร และตุลาการอยู่ในมือได้ มันเหนือยิ่งกว่าการบริหารราชการ แผ่นดินแล้ว เพราะฉะนั้นถึงได้เรียนว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ผมจึงใช้ประโยคเดียวเท่านั้นเพื่อตอบว่า คงจะให้ ใครไปตรวจสอบไม่ได้ โดยเฉพาะให้สภาตรวจสอบนั้นคงจะไม่ได้ คนอื่นตรวจสอบผมยังนึก ไม่ออกเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่มันเป็นมาเป็นไปทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนว่า ผมจะเป็นทนายหน้าหอ หน้าทำเนียบ หรืออะไรก็ตามที ผมเป็นนักกฎหมาย แล้วเขาตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี สมญาก็บอกเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย มีหน้าที่ หน้าที่ต่อตัวเอง หน้าที่ต่อรัฐบาลที่เป็นผู้บังคับบัญชา แล้วก็หน้าที่ต่อประชาชนเมื่อเขา มาถามและขอความรู้ ก็จำเป็นต้องให้ความรู้ไป ผมก็ทำหน้าที่อย่างนี้มาตลอด ผมทำหน้าที่ ทำนองนี้มา ๘ นายกรัฐมนตรี และ ๑๒ รัฐบาล แล้วถ้าหากว่ากะล่อน เลวทราม ต่ำช้า กลับกลอก ก็คงไม่ตั้งให้ผมเป็นต่อเนื่องกันมาถึงขนาดอย่างนั้นหรอก บางครั้งผมอยู่กับ รัฐบาลซึ่งมีฝ่ายค้านอยู่เต็มสภา อยู่มาไม่กี่วันฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลก็ไปเป็น ฝ่ายค้าน เราก็อยู่กันมาอย่างนี้ละ เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนประธาน