สมคิด ยันการเมืองต้องปรับ ชี้เปลี่ยนจากคู่คิดเป็นคู่แค้น หวังเยาวชนนำทางใหม่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ชี้ถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงการเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ปฏิรูประบบการเกษตรและส่งเสริมนโยบายที่สร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมเรียกร้องความร่วมมือทุกฝ่ายเพื่อความก้าวหน้าของประเทศ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะไม่ใช้เวลามากมายนักนะครับ แต่เนื่องจากวันนี้มีการกล่าวพาดพิงมาหลายครั้ง และหลายอย่าง ผมในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีร่วมคณะที่เคยทำงานด้วยกัน เขาไม่ได้อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ผมก็ต้องการให้เขาได้รับความเป็นธรรมด้วยนะครับ หลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านที่เคารพกล่าวมานะครับ ผมในฐานะที่รู้จักกับพวกท่านบางคน แล้วก็เคยทำงานร่วมกัน ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าผมจะไม่พูดซ้ำนะครับ เพราะว่า เมื่อวานนี้ตอนเย็นผมก็พยายามอธิบายแล้ว แต่อย่างว่านะครับว่าความคิดเห็นต่างมันเป็นไปได้ ฉะนั้นไม่มีการโกรธเคืองท่านสุทิน คลังแสง ท่านกับผมก็คุ้นเคยกัน ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ผมว่าการเมืองเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างที่ท่านกล่าวเลย ท่านสุทินท่านพูดถูก ถ้าการเมืองมันดี ทุกอย่างมันดี ครั้งหนึ่งที่ผมเข้ามาในการเมือง ท่านกับผมก็ร่วมกัน เพราะเราคิดว่าจะทำ การเมืองให้ดี ทำพรรคการเมืองให้ดี แต่ในเมื่อมันมีอันเป็นไปบางอย่างในช่วงเวลานั้น แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาการเมืองมันก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีคำว่า การเมืองมีแต่คู่คิด มันมีแต่คู่แค้น และการเมืองอย่างนี้นะหรือ ทั้งในสภาและนอกสภามันเป็นเหตุ ใช่ไหมที่ทำให้ประเทศเป็นอย่างนี้มาตลอด แต่วันนี้ผมก็ยังได้มีกำลังใจนะครับ เพราะว่า ผมเห็นคนรุ่นใหม่หลายคนทั้งจากทุกพรรคเลย ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน เด็กรุ่นใหม่ รู้จักเสนอแนะให้แนวความคิด อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีและผมเชื่อว่าทุกคนล้วนแล้วแต่ ยอมรับ แล้วก็มาร่วมทำงานกัน บางท่านผมจำได้เลยว่าบางคนเป็นหลานของเพื่อนผมเอง พิธาใช่ไหม หลานผดุงใช่ไหม สนิทกันมากนะครับ ศิริกัญญาใช่ไหม ใช่ชื่อไหมหรือเปล่า ที่พรีเซนต์ (Present) มาดีมากนะ แต่ตรงนี้ใช่ไหมที่เราไปแนะนำให้ บีโอไอ (BOI) เปลี่ยนแปลงวิธีการให้นโยบาย บีโอไอ (BOI) ก็ผมเป็นคนไปแนะนำให้ท่านเลขา บีโอไอ (BOI) คือคุณอรรชกาว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง บีโอไอ (BOI) แล้ว เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมันมี จุดอ่อนอยู่มาก ฉะนั้นเราต้องไปสู่สิ่งที่สร้างมูลค่าให้ได้ ทำให้ข้างล่างมีเงิน ข้างบนก็มีเงิน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นภาพที่ฉายออกมาไม่ได้ผิดนะครับ จีดีพี (GDP) ที่โตขึ้นในช่วงเวลา ๔-๕ ปีก็เป็นความจริง เราหลอกฝรั่งไม่ได้หรอก เขาตรวจสอบเราหนักมาก แต่ในเมื่อมันดี ก็ต้องบอกว่ามันดีขึ้น ในส่วนที่มันยังไม่ดีท่านก็รู้ ผมก็รู้ พี่สมพงษ์ก็รู้ จะให้มันดีได้อย่างไร เพราะท่านคิดว่าลำพังว่าไปจำนำข้าวให้ราคาดี ๆ ทีแรกก็หมื่นเศษ ๆ แล้วก็เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท อันนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไร ผมมองว่ามันเป็นการช่วยประทังชีวิตของเขาให้เขามีรายได้ แต่ยิ่งทำอย่างนี้นานเท่าไรโดยการที่ไม่มาเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมดเลย มันทำให้ขาด การพัฒนาในภาคเกษตรอย่างรุนแรงเลยทีเดียว ขณะนี้ใช่ไหมที่โพรดักทิวิตี้ (Productivity) ในการผลิตต่ำมากสู้ประเทศเวียดนามไม่ได้ สิ่งที่พิธาพูดมาเมื่อสักครู่นี้ถูกต้อง เราฝันเห็นชุมชนที่เข้มแข็ง มีการใช้เครื่องจักรในการผลิต ร่วมกัน มีการใช้ออร์แกนิก (Organic) มีการทำอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ไปขายใน ต่างประเทศ ก็สิ่งที่ผมบอกเมื่อคืนนี้ใช่ไหมครับว่า เมื่อเราทำให้ จีดีพี (GDP) มันขึ้นมาแล้ว เราต้องพยายามทำสู่อนาคต แล้วเราก็ไม่ลืมข้างล่าง เราไม่ลืมรากหญ้า ฉะนั้นก็เลยพยายาม ปูทางต่าง ๆ แล้วมันก็เริ่มแล้ว ก็อยากให้พวกท่านสานต่อ แต่ท่านอย่าไปเข้าใจผิดว่า การเปลี่ยนทั้งหมดอย่างนี้ การปฏิรูปอย่างนี้คือ ครม. แค่ ๓๐ กว่าคนทำได้หรือท่าน มันเป็นไปไม่ได้เพราะอะไร เพราะท่านก็รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็แล้วแต่ ท่านต้องเปลี่ยน คนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ เขาต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เราก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วการ ที่จะให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันใช่ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. จาก ทุกพรรคเลยละ และถ้าหากว่าเรามัวแต่หยิบเรื่องที่ว่าอันนี้มีความเหลื่อมล้ำ คนนี้จน คนนี้รวย ท่านคิดว่าสังคมดีขึ้นหรือเปล่า มันเป็นการเอาสิ่งเหล่านี้ความเหลื่อมล้ำนี้มาสร้าง ให้เกิดภัยทางการเมืองแห่งอนาคตข้างหน้า ฉะนั้นในเมื่อเรารู้ว่าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้นแล้ว ผมไม่เคยบอกเลยว่า โอ้โฮ ปีนี้จะดี ท่านลองไปฟังที่ผมสัมภาษณ์สิ ผมบอกว่าปีนี้จะมีปัญหา นี่มันครึ่งปีเข้าไปแล้ว งบประมาณยังไม่เข้าเลย เศรษฐกิจโลกก็ไม่ดี มีคนเตือนผมนะครับว่า อาจารย์สมคิดอย่ากลับมาเลยตรงนี้ เพราะว่าสุขภาพก็ไม่ดี การเมืองก็ไม่ดี รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกยิ่งย่ำแย่ใหญ่ ทีแรกผมคิดอย่างนั้นนะ ผมก็เรียนท่านนายกรัฐมนตรี แต่ผม ก็คิดว่าถ้าคนเราเกิดมาถึงขณะนี้แล้วเราสามารถสร้างคนใหม่ ๆ ขึ้นมา ผมเห็นแล้วผมภูมิใจนะ ว่าเราน่าจะทำอะไรเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยขณะนี้สัมฤทธิผล ถ้าเราไม่อยู่ ไม่อดทน ผมบอกว่าต่างประเทศถามผมคำเดียว นโยบายเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า มีอะไร เปลี่ยนแปลงไหม เขากลัวนะครับ ฉะนั้นมันไม่ง่ายเลย ผมก็ตัดสินใจว่าผมเห็นใจ ท่านนายกรัฐมนตรีนะในช่วงเวลาอย่างนี้ต้องอย่าให้มีการเปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป ก็มีท่าน บอกว่าการลงทุนมีแต่มาคำขอ ไม่มีการลงทุนจริง ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่ามันก็ต้องเริ่มจาก คำขอใช่หรือไม่ แล้วมันก็ค่อยทยอยใช่หรือไม่ ที่ทยอยเอาเงินจริงลงมามันมากน้อยแค่ไหน มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลเท่าไรนะ เขามองทีเดียวเขามองทั้งประเทศ ท่านเห็นฟิทช์ เรทติ้ง หรือไม่ มูดีส์หรือไม่ เขามองไปเป็นโพลิทิเคิลริสก์ (Political risk) ของทั้งประเทศเลย แล้วคำว่า โพลิทิเคิลริสก์ (Political risk) หรือว่าความเสี่ยงทางการเมืองใครรับผิดชอบ ทั้งรัฐบาล ทั้งสภา ทั้งการเมืองนอกสภา เกี่ยวข้องทั้งนั้นเลย ผมจึงขอเรียนคุณพี่สมพงษ์ ในฐานะที่เคารพรักกัน จริง ๆ แล้วพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่มาก สามารถทำสิ่งที่เกิดการ เปลี่ยนแปลงให้กับชาวบ้านได้ เพราะท่านใกล้ชิดชาวบ้านมาก ต้องช่วยกันเพื่อเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของเขา พยายามให้เขาอดทน สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ปลูกพืชหลาย ๆ อย่าง ทำโซนนิ่ง (Zoning) ร่วมกันทำเกษตรแปลงใหญ่ ชุมชนมาร่วมกันแล้วก็เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างให้มันดีขึ้น รัฐบาลพร้อมที่จะทำงานกับพรรคเพื่อไทยนะครับไม่ใช่ไม่อะไร เพราะถือว่า เราคุ้นเคยกันทั้งสิ้น แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงมัน แล้วบอกว่าเราลงทุนอย่างนี้ทำไมเขาไม่มา ผมบอกแล้วอย่างไร คนไทยเองไม่ลงทุนนะครับ ผมใกล้ชิดกับทางสภาอุตสาหกรรม หอการค้ามาก เขายังมีความไม่มั่นใจในเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง แต่เราก็พยายามบอก เขาว่าไม่มีอะไรหรอก นักการเมืองคุยกันได้ แล้วเป็นอย่างไร ผลปรากฏว่าถูกต้องที่บอกว่า เขาลงทุนเฉพาะนิด ๆ หน่อย ๆ แค่ประทังชีวิตของเขา การประเมินโดยต่างประเทศถึง บอกว่าบิสซิเนส (Business) ของเขามีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในการที่จะเพิ่มโปรดักทิวิตี้ (Productivity) การลงทุนในสิ่งใหม่ ๆ เครื่องจักรใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีน้อยมากในเมื่อ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีโปรดักทิวิตี้ (Productivity) ไม่เพิ่มขึ้น แต่จู่ ๆ คุณจะบอกว่า ให้ขึ้นค่าแรงเลยสมัยนั้นทีเดียว ๓๐๐ บาท เมื่อสักครู่น้องไหมจำได้ไหมที่เคยทำรีเสิร์ช (Research) ชิ้นนี้ขึ้นมา ว่าประสิทธิภาพการผลิต ของเมืองไทยมันแฟลต (Flat) มานานแล้วมันลีบมานานแล้ว เพราะไม่มีการลงทุนในสิ่ง เหล่านี้ แล้วจะให้ขึ้นราคาพรวดเดียวได้อย่างไร ตอนนั้นไม่ได้เจ๊งหลากหลายหรือ ตอนนั้นก็เจ๊งแต่เราไม่เบลม (Blame) กันเลย เพราะว่าอย่างน้อย ๆ แรงงานได้เงินเดือนเพิ่ม แล้วเราก็แก้กันมาพอสมควร อนาคตข้างหน้าถ้าจะมีการเพิ่มค่าแรงมันจำเป็น แต่ก็ต้องมี การพัฒนาสกิล (Skill) ของเขา เพราะว่าทักษะของเขาในอดีตกับในอนาคตมันคนละเรื่องเลย แม้กระทั่งที่ประเทศอิตาลี อีกหลายประเทศทีเดียว เขารู้จักใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการเงิน ไปสู่จุดนั้น ซีพี (CP) ไปถึงไหนแล้ว กลุ่มไทยเบฟ (ThaiBev) ไปถึงไหนแล้ว มันไปไกลมากแล้ว แต่เรามีนโยบายว่าจะเอาเขามาทำงานให้คนจนได้อย่างไร นโยบายพลังประชารัฐแต่เดิม ที่ผมใช้คำว่า ประชารัฐ เพราะว่าประเทศไทยนั้นต้อง ๓ กลุ่ม ประชาชน เอกชน ภาครัฐ ฉะนั้นเราต้องเอาเขามาช่วย พ่อไม่มาช่วย เอาลูกมาช่วย ท่านก็ว่าเขา แล้วท่านไม่ต้องทำ อะไรเลย ดัชนีหุ้นเมื่อ ๕ ปีที่แล้วประมาณเท่าไร อยู่ที่ประมาณอย่างเก่งก็ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ ขณะนี้ ๑,๗๐๐ กว่า ขึ้นมากี่ร้อยจุด เอาแค่ตัวเลขตัวนี้คูณกับหุ้นที่เขามีในธุรกิจเขาก็รวยแล้ว เขาต้องการอย่างเดียวคือการเมืองขอให้นิ่ง แล้วเราก็ต้องจับเขามาช่วยคนจน เรื่องอะไร จะปล่อยให้อยู่บนสวรรค์อย่างเดียว ฉะนั้นเรื่องที่บอกว่าเอื้อคนรวยผมปฏิเสธเลยว่าไม่มี และเราพยายามทำแล้วทุกอย่างที่เขาจะมาเขาต้องประมูลทั้งนั้น แล้วถ้ามีตรงไหนไม่โปร่งใส ท่านตรวจสอบเลย ท่านแย้งเลย ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ผมขอโทษท่านประธานผมใช้เวลา ไปส่วนหนึ่ง ยังมีเวลาเหลือให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบขอบคุณสภาได้ แล้วถ้าเหลือบ่ากว่าแรง ทางพรรคพลังประชารัฐขอเวลาให้รัฐบาลตอบถ้าจำเป็น ขอบคุณมากครับ