ภาสกร เงินเจริญกุล ชี้แจงนโยบายเร่งด่วน 12 ด้าน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางกรอบเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาวเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว พร้อมเสนอให้รัฐบาลปรับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อการขึ้นค่าแรง 400 บาทและพึ่งพาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อต้นทุน แรงงาน และสถานะของไทยในระบบเศรษฐกิจโลก หากไม่มีการปรับตัวอย่างเหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ แล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ก่อนอภิปราย ท่านมิ่งขวัญฝากถึงแฟนคลับ เอฟซี (FC) ลุงมิ่ง ลุงมิ่งคงไม่ได้พูดคราวนี้ ท่านฝากบอกว่า อาจจะเป็นคราวหน้าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันนี้ก็ฟังหลานลุงไปก่อน พลาง ๆ โอเค (OK) เวลามันสั้น ผมศึกษาประเด็นหลัก ๑๒ ด้าน แล้วก็นโยบาย ๑๒ ด้าน เรื่องเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ผมมีข้อเสนอแนะจริง ๆ เยอะมาก แต่เนื่องจากเวลาจำกัด ผมไม่สามารถที่จะมานำเสนอข้อเสนอแนะได้ทั้งหมด ก็อาจจะมีประเด็นหลัก ๆ สัก ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะเสนอแนะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่า มันเป็น ประโยชน์ต่อประชาชนนะครับ ต่อของคณะรัฐมนตรีเช่นกันนะครับ
เรื่องที่ ๑ ผมคิดว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจนะครับ เศรษฐกิจผมเชื่อว่า ณ วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ ผมเดินไปในท้องถนนทุกคนบอกว่า เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสไปห้างห้างหนึ่งเขาก็บอกว่า ยอดขาย เขาขายเครื่องไฟฟ้า ยอดขายเขาหายไป ครึ่งหนึ่ง เขาก็ถามผมว่า แล้วอนาคตจะดีกว่านี้หรือไม่ ผมบอกว่า อย่างไรก็คงต้องดีขึ้น ทีนี้ผมก็พยายามศึกษารายงานตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจในหลาย ๆ สำนักก็ปรากฏว่า จีดีพี (GDP) ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ แนวโน้มมันก็ไม่ดี ๔.๐ ๓.๘ แล้ว ณ วันนี้ปี ๒๕๖๒ ก็ประมาณสัก ๓.๖-๓.๗ นะครับ หนี้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือนก็ไม่ดีเหมือนกัน มากขึ้นนะครับ ปี ๒๕๕๓ ผมเข้าใจว่ามีอยู่ต่อหัวประมาณราว ๆ ๗๐,๐๐๐ ณ ปี ๒๕๖๐ ณ ตอนนี้ก็อยู่ ประมาณสัก ๑๕๐,๐๐๐ ขึ้นประมาณเท่าตัว ที่ผมพูดไปอย่างนี้เพื่อจะปูให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลก ก็มีผลเหมือนกันนะครับ การเติบโตของเศรษฐกิจต่ำ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ก็ต่อเนื่อง บวกกับมาตรการการค้าระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกาอีกนะครับ เบร็กซิต (Brexit) ของประเทศอังกฤษ กรณีระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีใต้ ในการส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอีกมากมายนะครับ การประท้วงที่ประเทศฝรั่งเศส ต่าง ๆ นี้ส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งนั้นนะครับ ดังนั้นผมก็พยายามมาศึกษา ในนโยบายที่ท่านได้เขียนไว้ผมก็อ่านอยู่นะครับ ก็เห็นว่าเป็นกรอบกว้าง ๆ และผมก็เชื่อว่า การที่ใช้นโยบายปกติธรรมดาแล้วจะทำให้เศรษฐกิจมันสวนกระแสและดีขึ้น ผมว่ามันไม่ง่าย มันยากนะครับ แค่พยุงให้มันดี ณ เท่าปัจจุบันผมว่าก็เหนื่อยแล้ว แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาล คงมีนโยบายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจเรา หรือปากท้องของพี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดีนะครับ ผมก็เข้าใจว่ารัฐบาลน่าจะมี
อีกอันหนึ่งคือในขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวผมเชื่อว่าในประเทศอื่นก็เป็น เช่นกัน ฉะนั้นมันเป็นโอกาสดีของเราเหมือนกันในการที่เราจะทำอะไรครับ วางพื้นฐานปฏิรูป สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ดีเพื่อวางพื้นฐาน รอเศรษฐกิจที่มันกำลังจะเงยหัวขึ้นเราก็พร้อมที่จะลุย กับชาวบ้านเขาแล้ว แล้วก็เติบโตต่อเนื่องแข่งขันกับคนอื่นได้นะครับ
อีกอันหนึ่งที่ผมมองว่ามันสำคัญเนื่องจากว่าการวางโพซิชันนิง (Positioning) ของประเทศไทย หรือว่าการวางจุดยืนของประเทศไทยมัน ๓๐-๔๐ ปีแล้ว ผมว่ามันควรจะ ปัดฝุ่น เนื่องจากว่า ณ วันนี้สมัยก่อนผมเชื่อว่าคู่แข่งบ้านเราน้อยนะครับ ประเทศเวียดนาม หรืออะไรก็แล้วแต่มันไม่ขนาดนี้ ลองมองกลับไปที่ประเทศเพื่อนบ้านเรา ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศเวียดนามผมเชื่อว่าการลงทุนตอนนี้ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
อีกอันหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศฟิลิปปินส์เขาใช้จุดแข็งของเขา ในการใช้ภาษาอังกฤษ สิ่งที่เขาทำคือเขาเป็นศูนย์กลางของการเอาต์ซอร์ซ (Outsource) ของต่างประเทศนะครับ ทีนี้พอเรามองกลับมาในประเทศไทยถามว่า อ้าว แล้วจุดยืนเรา โพซิชันนิง (Positioning) ที่เมืองนอกมองเราหรือใครมองเรามันคือจุดไหน อันนี้ผมเริ่ม ไม่แน่ใจแล้วว่าเราอยู่จุดไหนดี ผมคิดว่า ณ วันนี้เป็นโอกาสดีในการที่เราจะปรับรีโพซิชันนิง (Repositioning) ของเรานะครับ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพ
อีกอันหนึ่งคือ ณ วันนี้นโยบายต่าง ๆ หรืออะไรต่าง ๆ เราจะต้องมอง ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกันว่าเขาจะตามเราหรือจะแซงเรา เพราะผมกลัวว่า ถ้าเราไม่มองจุดนี้ อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเรามองอีกทีเขามายืนข้างเราแล้ว หรือเผลอ ๆ อาจจะแซง เนื่องจากเทคโนโลยี ณ วันนี้มันไม่ใช่ใช้เวลา ๒๐ ปี ๓๐ ปีทันเรานะครับ มันอาจใช้เวลา แค่เพียงไม่กี่ปีและทันเราและแซงเลย ฉะนั้นผมอยากฝากประเด็นเหล่านี้ผ่านทาง ท่านประธานให้กับคณะรัฐมนตรีช่วยพิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วยเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจนะครับ
แต่อีกอันหนึ่งผมเป็นห่วงมากเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการขึ้นค่าแรงเป็น ๔๐๐ บาท ผมเข้าใจว่าน่าจะมีประเด็นนี้ในนโยบายการขึ้นค่าแรง ผมเข้าใจนะครับว่า การขึ้นค่าแรงมันเห็นเลยว่าได้เงินนะครับ การขึ้นจาก ๓๐๐ บาท เป็น ๔๐๐ บาท ก็ได้เงินมา ประมาณ ๑๐๐ กว่าบาท แต่สิ่งที่มันสะท้อนและเป็นผลกระทบในวงกว้าง ผมว่ามันเยอะและต้องพิจารณา ยกตัวอย่าง เช่นเงินเฟ้อนะครับ ถ้าเราขึ้นนี่ผมว่าเงินเฟ้อเราเห็น เผลอ ๆ ก๋วยเตี๋ยวนี่ร้อยหนึ่งเราก็เห็น การย้ายฐานการผลิต เนื่องจากว่าพอเราขึ้นค่าแรง ต้นทุนต่าง ๆ ก็ขึ้น ก็อาจจะมีเป็นปัจจัย ในการย้ายฐานผลิตจากประเทศไทยไปที่อื่นได้ การลงทุนใหม่ ๆ ผมเชื่อว่าสมมุติผมเป็น ผู้ลงทุนนี่ผมคงยื่นหลายประเทศว่า ตัดสินใจจะไปประเทศไหนดี ถ้าค่าแรงเราแพงขนาดนี้ มากกว่าเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนามเป็นเท่า ๆ การตัดสินใจง่ายเลยครับ ผมก็ไปลงทุน ที่ประเทศเวียดนาม ลงทุนที่ประเทศอื่นนะครับ การเข้ามาในประเทศไทยคงยาก แรงงาน ต่างด้าวไหลเข้ามาแน่นอนครับ เพราะบ้านเราค่าแรงมากกว่าประเทศเขาเป็นเท่าตัว มาทำงาน ที่นี่ได้เงินเยอะกว่า มาอยู่แล้วครับ ต้นทุนธุรกิจในประเทศสูง ผมว่าการแข่งขันลำบาก ดังนั้น เราอาจจะต้องเวจต์ (Weight) กันระหว่างวิธีการเพิ่มเงินในกระเป๋าสตางค์ของประชาชน เราอาจใช้วิธีอื่นก็ได้มีตั้งหลายวิธี อย่างเช่น ยกตัวอย่างเราก็ลดค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันลดลง ค่าไฟฟ้าลดลง มีอีกหลายวิธี อันนี้พอลดปุ๊บ แน่นอนครับ เงินเท่าเดิม แต่ว่าสุดท้าย เขาสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น เท่ากับเงินเขาเพิ่มโดยอัตโนมัตินะครับ เศรษฐกิจ โดยรวมดีขึ้น ผมก็ไม่ต้องไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละร้อยกว่าบาท เงินที่ขึ้นมาร้อยกว่าบาท กินวันเดียวก็หมด ผมรบกวนฝากท่านประธานถึงคณะรัฐมนตรีช่วยพิจารณานิดหนึ่ง เวจต์ (Weight) นิดหนึ่งว่าการขึ้นค่าแรงนี่กับการใช้วิธีอื่นนี่อันไหนมันน่าจะดีกว่ากัน หรือมีวิธีอื่นหรือเปล่านะครับ
อีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องสุดท้าย ผมเป็นห่วงมากอันนี้นะครับ มันเกี่ยวกับ ไอที (IT) หรือบิสซิเนส (Business) ในอนาคตครับ ผมเข้าใจว่า ณ วันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วน ในชีวิตประจำวันของทุกท่าน การค้าธุรกิจเหมือนกัน ทุกวันนี้ธุรกิจคนรุ่นใหม่ขึ้นไปบน อีคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลซ (e-Commerce marketplace) หมดแล้ว เยอะมาก แต่อันนี้ น่าสนใจและควรระวังมาก เนื่องจากว่ามาร์เก็ตเพลซ (Marketplace) หรือ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นี่แพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นของคนไทยนี่ผมบอกเลยไม่มี ศูนย์ ณ วันนี้ เป็นของต่างชาติหมด โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ข้าง ๆ บ้านเรานะครับ พี่เบิ้มเรานี่ของยักษ์ใหญ่ ในเอเชียนี่เป็นของเขาทั้งนั้น ณ วันนี้โรงงานก็เป็นของเขา ผู้ประกอบการบนมาร์เก็ตเพลซ (Marketplace) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็เป็นคนไทย กับเป็นคนของเขา สิ่งที่ต่างกันคือถ้าเป็นของคนไทย คนไทยสั่งซื้อ เจ้าของที่เป็นคนไทยนะครับ ก็สั่งซื้อไปที่ โรงงานของประเทศเขาส่งผ่านมา ถ้าเป็นของคนไทยส่งไปที่ผู้ซื้อ ๑. เสียภาษีแวต (VAT) อันที่ ๒ ถ้ากำไร กำไรก็เสียภาษีรายได้ อันที่ ๓ ปลายปีถ้ามีการปันผลก็เสียภาษีปันผลอีก เท่ากับเขาเสียไป ๓ ต่อ ในขณะที่ถ้าเป็นเจ้าของเป็นยักษ์ใหญ่ฝั่งเอเชีย คือพอเขาสั่งปุ๊บ เขาก็สั่งจากโรงงานจากประเทศเขาส่งตรงถึงผู้บริโภค ไม่เสียภาษีนะครับท่าน หมายความว่า อย่างไร หมายความว่า อันที่ ๑ ต้นทุนของคนไทยที่อยู่ในประเทศเราสูงกว่าเขา อันที่ ๒ รัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี อันที่ ๓ ธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ของคนไทยอนาคต ไม่เหลือนะครับ เพราะต้นทุนเราสูงกว่าเขา แล้วมันจะอยู่อย่างไรครับ อีกอันหนึ่งคือ ณ วันนี้ ผมกลัวว่าในอนาคตเราจะไม่ได้เป็นผู้ขาย เราจะเป็นเพียงแค่ผู้ซื้อ เนื่องจากว่าตอนนี้ จะสังเกตเห็นว่าต้นทางก็เป็นเขา ตรงกลาง แพลตฟอร์ม (Platform) ในการขายก็ยังเป็น ของเขา เหลืออย่างเดียวครับ คนซื้อ ฉะนั้นวันนี้เขาไม่ได้มาด้วยเสื่อผืนหมอนใบนะครับ เขามาด้วยกระเป๋าสตางค์อันใหญ่โตนะครับ เขาแค่มาเทก (Take) ตรงนี้ไป สุดท้ายโรงงาน คนขาย ขายปลีก ขายส่ง เขารับหมดนะครับ เราเป็นเพียงแค่ผู้ซื้อ ฉะนั้นนี่ผมอยากฝากไว้ เหมือนกันว่าอันนี้เป็นจุดที่ควรระวังมาก ไม่อย่างนั้นสุดท้ายวันหลังเราจะไม่มีอะไรที่ให้ คนไทยเป็นเจ้าของ ก็จะเป็นของคนอื่นหมดนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณมากครับ