รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๒๔ และวันพุธที่ ๒๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ขณะนี้ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขอเปิดประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบ วาระคือ
๒.๑ รับทราบเรื่องการถ่ายทอดสดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์
ด้วยในการประชุมเพื่อรับทราบรายงานแสดงผลการดําเนินงานของ คณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีครบปีหนึ่ง นอกจาก จะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานี วิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งนี้ ในเวลา ๒๐.๓๐ นาฬิกา จะงดการถ่ายทอดการประชุมชั่วคราว เพื่อเสนอข่าวในพระราชสํานัก และเหตุการณ์สําคัญที่ประชาชนควรรับรู้ โดยเป็นกรณีเร่งด่วน จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไปเป็นเรื่องที่รับทราบซึ่งบรรจุในระเบียบวาระ
๒.๒ รับทราบรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปีที่หนึ่ง (วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕)
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินมาครบ ๑ ปี และคณะรัฐมนตรี ได้เสนอรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวพื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้ง นโยบายปัญหาและอุปสรรค มายังรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา ๗๕ วรรคสอง ซึ่งสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดส่งรายงานดังกล่าว ให้ท่านสมาชิกแล้ว
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีจะแถลงก่อนไหมครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอเรียนท่านสมาชิกที่เคารพว่า ดิฉันเองขออนุญาตใช้เวลาอันเล็กน้อย ในเบื้องต้นในการกล่าวถึงภาพรวมของผลการดําเนินงาน ๑ ปีของรัฐบาลต่อรัฐสภา แห่งนี้นะคะ เรียนว่าตั้งแต่วันแรกที่รัฐบาลนี้ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานั้น ท่านคงทราบดีว่า บนบรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ แล้วก็ปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่ยัง มีปัญหาในเรื่องของยาเสพติด ปัญหาต่าง ๆ ที่ยังเกิดขึ้นอยู่ แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของ อุทกภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ และในช่วงจังหวะเดียวกันนั้นรัฐบาล ก็ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยได้ยึดหลัก ใน ๓ จุดมุ่งหมาย ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก ก็คือการสร้างเศรษฐกิจสมดุลเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ในประเทศ
ประการที่ ๒ ก็คือการสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นที่จะมุ่งไปสู่สังคมของ การปรองดองบนหลักของความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
ประการที่ ๓ ก็คือการเตรียมพร้อมในการก้าวสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน
ดังนั้นในส่วนของการบริหารงานของรัฐบาลก็ขอเรียนท่านสมาชิกในส่วนของ ความท้าทายในการบริหารประเทศที่เข้ามาของรัฐบาลใน ๑ ปีแรกนั้นจะเห็นว่าโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ ในส่วนของจีดีพี (GDP) ของภาครัฐ หรือรายได้ของภาครัฐนั้นเรายังพึ่งพา การส่งออกอยู่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การเติบโตในประเทศนั้นต้องมีการพัฒนา ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ จึงเป็นที่มาของ การที่เราแถลงไว้ต่อรัฐสภานั้นว่า เราอยากเห็นในการที่จะช่วยกันในการที่จะปรับปรุงพัฒนา เพื่อให้เกิดความสมดุล แล้วก็เสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรง ถ้าเรามาดูในส่วน ของรายได้ครัวเรือนก็จะเห็นว่า ถ้าดูจากอัตราการกระจายตัวของผู้ที่มีรายได้น้อยเทียบกับ ผู้ที่มีรายได้สูงนั้นยังมีช่องว่างที่ยังมากอยู่ ดังนั้น ถ้าเรากลับไปดูในรายได้ในรายตัวของพี่น้อง ประชาชนต่อรายครัวเรือนนั้นก็จะเห็นว่ามีจํานวนหนี้นอกระบบเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องพยายามช่วยกันแก้ก็คือว่า ทําอย่างไรให้พี่น้องประชาชน ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นต้นทุนถูก อันนี้ก็จะทําให้ลดในเรื่องของค่าใช้จ่ายไปได้ ขณะนั้น ปัญหายาเสพติดก็เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมืองก็จึงเป็นวาระที่รัฐบาลได้เสนอเป็นวาระแห่งชาติ ในการที่เราจะได้ร่วมมือร่วมใจกันกับทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหายาเสพติด แล้วก็ส่วนความ เหลื่อมล้ําทางสังคมนั้นก็ยังมีอยู่ ก็จะมีทั้งความเหลื่อมล้ําทางด้านของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนของสาธารณูปโภค แล้วก็ในส่วนของคมนาคม การศึกษา การสาธารณสุข แล้วก็สังคม ดังนั้นโจทย์ก็จึงเป็นความท้าทายที่ว่าเราจะทําอย่างไรให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับสิทธิ อย่างเท่าเทียมกัน แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ําโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่อยู่ในจังหวัดห่างไกล ต่าง ๆ นั้น ถ้าเรามาช่วยกันในการบูรณาการส่วนตรงนี้นะคะ แล้วก็นอกจากนั้นการขาด ความต่อเนื่องในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แน่นอนค่ะ ความผันแปรทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการบริหารอย่างบ่อยครั้งก็มีผลทําให้การต่อเนื่องของการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานนั้นอาจจะขาดการติดต่อ ดังนั้นประเทศเรายังไม่เคยมีการลงทุนครั้งใหญ่ เป็นเวลา ๗ ปี ก็ทําให้แน่นอนที่เราจะเห็นในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคมหรือเรื่องอื่น ๆ นั้นเราก็คงต้องการการพัฒนา อย่างต่อเนื่องแล้วก็เป็นรูปธรรมค่ะ
สําหรับการเปลี่ยนแปลงถ้าเราดูจากระดับในประเทศไปแล้ว ส่วนการ เปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกนั้นก็จะเห็นว่า วันนี้เศรษฐกิจโลกนั้นมีความ ผันผวน แล้วก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันโอกาสในการเติบโตนั้นก็ก้าวเข้าสู่ ภูมิภาคเอเชีย แล้วก็ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคก็มีความ เปลี่ยนแปลงที่พิถีพิถัน แล้วก็ซับซ้อนคํานึงถึงสุขภาพ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ วันนี้หลายครั้งที่เรา เริ่มพูดกันในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาสุขภาพ แล้วก็สุขภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ นี่ก็เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เราต้องคํานึงถึงในเรื่องของความท้าทายในการที่จะนําเข้ามา สะท้อนในการบริหารประเทศด้วยนะคะ
โครงสร้างการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ มีเทคโนโลยีต่าง ๆ เกิดขึ้น มากมาย ก็มีผลในเรื่องของภัยคุกคามใหม่ ๆ และเทคโนโลยีนี้ก็มีผลทางด้านการใช้ ชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะในเรื่องของการทํางานต่าง ๆ วันนี้ก็เปลี่ยน จากโครงสร้างที่เคย เป็นระบบเทคโนโลยีที่อยู่ตามออฟฟิศ (Office) ก็เปลี่ยนมาเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ล้อมรอบ ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแท็บเล็ต พีซี (Tablet PC) หรือมือถือต่าง ๆ นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นพัฒนาการมากขึ้นเพื่อให้คนนั้นได้สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองกับ ชีวิตประจําวันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทําให้มีผลกับบางอุตสาหกรรมที่จะต้องปรับตัวในเรื่อง ของเทคโนโลยี อย่างเช่น ยกตัวอย่างทางด้านของอุตสาหกรรมต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น คอมพิวเตอร์เมื่อก่อนอาจจะเป็นลักษณะของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเป็นเดสก์ทอป (Desktop) แต่ต่อไปก็เปลี่ยนเป็นมือถือ เป็นแท็บเล็ต เป็นไอแพด (IPad) ต่าง ๆ มากขึ้น นี่คือหนึ่งในวิธี ในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่รัฐบาลก็ต้องนําเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ความท้าทายที่เกิด จากปัจจัยภายนอกนั้นมา ถ้าเรามาดูเรื่องของโครงสร้างประชากร โครงสร้างประชากรนั้น ถ้าเราดูในระยะยาวนะคะ ประเทศไทยก็จะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุนะคะก็จะเห็นว่า การเตรียมต่าง ๆ มิติต่าง ๆ ที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุไม่ว่าจะเป็นการที่จะเสริม โดยเฉพาะ ส่วนของฝีมือแรงงานหรือการฝึกแรงงาน หรือการที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุ วิธีการอย่างไรนั้น ก็คงจะต้องมาสะท้อนในส่วนนี้ด้วยนะคะ
สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๘ ก็คือการรวมตัวที่จะ ก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนค่ะ จากความท้าทายต่าง ๆ นั้น มาถึงในส่วนของเริ่มปีแรกของ การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้นะคะ รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเราคงไม่ต้องพูดซ้ําว่าขณะที่เข้ามา นั้นเราเผชิญกับปัญหาภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ รัฐบาลก็ได้มีการประกาศ ตั้งศูนย์ ศปภ. ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการเพื่อที่จะเชื่อมโยงในการแก้ปัญหาโครงสร้าง ซึ่งขณะนั้น ถ้าท่านสมาชิกคงจําได้ว่าในวันนั้นเมื่อปี ๒๕๕๔ เป็นช่วงที่รัฐบาลนี้ต้องจัดทํางบประมาณ ปี ๒๕๕๕ วันนั้นเราไม่มีใครรู้ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นเท่าไร ไม่มีใครรู้ว่าเราจะต้องดูแล พี่น้องประชาชนอย่างไร เราทราบแต่เพียงว่ารัฐบาลต้องหางบประมาณในการจัดสรรดูแล เพื่อช่วยเหลือเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุทกภัย ไม่ว่าจะต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สิน แล้วก็ ทรัพย์ในสินของราชการ เราจึงตัดสินใจในการที่จะขอตัดงบประมาณในส่วนของงบประมาณ ปกติจากทุกกระทรวงลงเพื่อที่จะมาเป็นงบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นเองที่ท่านได้รับทราบอยู่ ตลอดเวลา สําหรับในงบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็จะเป็นงบประมาณที่เราใช้เพื่อ การดูแลเยียวยาความเสียหายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ไร่นา ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมถึง ภาครัฐ ดังนั้นเงินในส่วนนี้มีเพียงประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ใช้เพื่อการป้องกันอุทกภัย ไว้ระดับหนึ่งเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในปีต่อ ๆ ไป เพื่ออย่างน้อยชะลอในส่วนของการที่จะต้อง ทําในเรื่องของสิ่งก่อสร้างที่จะป้องกันเพื่อไม่ให้น้ําไหลเข้าสู่ปลายน้ําอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ พื้นที่เศรษฐกิจ นอกจากนี้เราก็ได้มีการเสนอออก พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะ แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ําอย่างยั่งยืน ซึ่งวันนั้นถ้าเราไม่มีการประกาศ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เราก็เชื่อว่าความมั่นใจของนักลงทุนก็จะขาดความมั่นใจ เพราะ นักลงทุนเองก็ต้องการเห็นความชัดเจนจากรัฐบาลว่าเราจะดูแลปกป้อง โดยเฉพาะพื้นที่ เศรษฐกิจหรือการลงทุน วันนั้นเราตัดสินใจเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้นักลงทุนในการย้ายฐาน การผลิต เราก็มีการบูรณาการในการแก้ไขข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้เป็นเอกภาพ มีการจัดตั้ง กบอ. เพื่อที่จะทําให้เป็นศูนย์วิเคราะห์ในการสั่งการให้เป็นจุดเดียว รวมถึงการปรับปรุง บูรณาการข้อกฎหมายต่าง ๆ และขณะนี้เวลานี้ที่ประเทศไทยกําลังประสบอุทกภัยอีก เราก็ได้ใช้ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ําที่เรามี เรียกว่า กบอ. หรือศูนย์ซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) ในการประกาศเป็นศูนย์ส่วนหน้าที่จะคอยดูแลช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชน อันนี้ก็เป็นเนื้อหาทั้งหมดในส่วนของการแก้ไขและป้องกันในช่วงของการเริ่มต้น แต่ขณะเดียวกันก็ด้วยความที่เราก็ได้ร่วมมือร่วมใจกัน ก็ทําให้รัฐบาลนี้สามารถที่จะผ่านพ้น วิกฤติไปได้นะคะ ถ้าดูจากจีดีพี (GDP) ก็จะเห็นว่าตัวเลขการเติบโตของจีดีพี ในปี ๒๕๕๔ ขณะที่เกิดวิกฤตินั้นก็ถดถอยลงไป เป็นลบ ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ และขณะเดียวกันก็กลับขึ้นมา ใช้เวลาประมาณ ๓-๖ เดือน ถ้าดูจากผลภาพรวมของจีดีพีนั้นก็อยู่ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์กว่า ในปี ๒๕๕๕ ด้วยการที่ประเทศต้องฟื้นฟูวิกฤติหลังอุทกภัย เวลาของรัฐบาลที่ควรจะต้อง แก้ปัญหานั้นก็ต้องแก้ปัญหาในเรื่องของอุทกภัยไป ก็หายไปแล้วประมาณ ๕-๖ เดือนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลนี้ก็ยังมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาในการสร้างความเชื่อมั่น แล้วก็การเร่ง ในเรื่องของนโยบาย ๑๖ ข้อที่ได้มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา
สําหรับเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นนั้นเราก็ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในประเทศ โดยการเร่งในการออกนโยบายเร่งด่วนทั้งหมด ๑๖ ข้อนี้นะคะ เพื่อที่จะ เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง แล้วก็ที่สําคัญค่ะ พื้นฐานของความสงบ แล้วก็พื้นฐาน ของการแก้ปัญหาในประเทศก็เป็นพื้นฐานของการเติบโตของเศรษฐกิจร่วมกันในการที่จะ สร้างบรรยากาศของการปรองดองและไม่ตอบโต้ รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ทางด้านอุทกภัย ทางด้านของภาวะอุทกภัย และภัยทางการเมืองด้วย
สําหรับต่างประเทศแน่นอนว่าเราเองเราก็ต้องเร่งในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มอาเซียน (ASEAN) หรือพันธมิตรต่าง ๆ แล้วรวมถึง การแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้มีการเร่งในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
ในกลุ่มแรกรัฐบาลก็ได้เร่งในการสร้างความเชื่อมั่นแล้วก็สร้างความสัมพันธ์ ด้วยการเยือนในกลุ่มของอาเซียนและคู่เจรจา การเยือนนี้ก็เพื่อที่จะลดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ หรือแก้ไขปัญหาในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ซึ่งวันนี้อัตราการเติบโตของการค้าระหว่างอาเซียนนั้น ก็มีอัตราในการเติบโตที่สูงขึ้นนะคะ
ขณะเดียวกันในกลุ่มต่อไปก็ได้มียุทธศาสตร์ในการเยือนในกลุ่มประเทศ มหาอํานาจเพื่อที่จะกระชับความสัมพันธ์และรักษาฐานของเราให้คงอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นฐาน สําคัญ และในการหารือที่จะเพิ่มจํานวนตัวเลขในเรื่องของการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ให้สูงขึ้น ก็ต้องเรียกว่า ๑. สร้างความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมนั้น หรือข้อขัดแย้งเก่านั้นให้หมดไป ๒. รักษาฐานในฐานใหญ่ ๆ ของประเทศ เพื่อที่จะให้คงอยู่ ขณะที่เศรษฐกิจต่าง ๆ มีความ ผันผวน นอกจากนั้นเราก็เสริมในเรื่องของฐานใหม่ อย่างเช่น กลุ่มของประเทศในกลุ่ม แอฟริกาก็ถือว่าเป็นตลาดใหม่นะคะ การที่เราจะไปเปิดตลาดใหม่นั้นแน่นอน การที่เข้าไป เริ่มต้น ก็ต้องเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ เริ่มจากการให้ความช่วยเหลือ แล้วถึงจะเป็น เรื่องของการเปิดช่องทางในการที่จะมีการติดต่อระหว่างภาครัฐ เอกชน แล้วก็ความร่วมมือ ระหว่างภาคประชาชน ดังนั้นลําดับจึงเป็นแบบนี้นะคะ
แล้วนอกจากนั้นในเรื่องของการเยือนหรือการสร้างความเชื่อมั่นนั้นก็ยังมี หลาย ๆ ประเทศที่ต้องการการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศ แล้วก็กระบวนการต่าง ๆ ของประเทศนั้นว่าเรามีความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็น หลาย ๆ ประเทศในยุโรป หรือว่าในประเทศกลุ่มใหญ่ ๆ นั้นเราก็ได้มีการสร้างความเชื่อมั่น ทางด้านการเป็นประชาธิปไตยด้วยนะคะ หรือแม้กระทั่งกลุ่มคณะมนตรีความมั่นคง รัฐอ่าวอาหรับนะคะ กลุ่มกราฟฟ็ คันทรี นั้นก็จะเป็นกลุ่มที่เราต้องสร้างความมั่นคง ทางพลังงาน เพื่อที่จะเสริมสร้างกับจุดยุทธศาสตร์ของเรา ก็คือความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นจึงเป็นแนวทางของรัฐบาลที่จะต้องมองในเรื่องของมิติทั้งในเรื่องของการสร้าง ความเชื่อมั่นในประเทศ แล้วทําอย่างไรที่จะเสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรง และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่ต้องเริ่มจากประเทศในกลุ่มที่ใกล้ชิด เรามากที่สุด แล้วก็กลุ่มที่มีการค้ากับเรามากที่สุด ขณะเดียวกันการค้าต่าง ๆ กลุ่มประเทศ ใหญ่ ๆ นั้น จํานวนอัตราการเศรษฐกิจลดถดถอยลง ก็ต้องหาฐานใหม่จึงเป็นที่มาของ ยุทธศาสตร์ในการเยือนของต่างประเทศทั้งหมดค่ะ ก็ขออนุญาตท่านประธานและสมาชิก ในการกล่าวเรียนภาพรวมเบื้องต้นดังนี้นะคะ แล้วก็คณะรัฐมนตรีก็พร้อมในการที่จะให้ รายละเอียด แล้วก็ชี้แจงต่อท่านสมาชิกค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีเชิญครับ เดี๋ยวขอไปท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ขออนุญาตสักครู่
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ กระผมตระหนักดีว่า ในภารกิจในการรายงานผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ สําหรับการปฏิบัติภารกิจในช่วงปีที่ ๑ ของรัฐบาลเป็นวาระที่มีความสําคัญเพื่อให้ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายซักถาม แล้วก็ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ นะครับ อย่างไรก็ตาม ผมจะขออนุญาตใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เพื่อที่จะได้กราบเรียนแง่มุม ทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในรายงานที่ได้มอบให้กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านแล้ว นะครับ ด้วยความที่เฉพาะด้านเศรษฐกิจนั้นเป็นรายงานระหว่างหน้า ๒๗๗-๔๒๐ ซึ่งมี ความยาวถึง ๑๔๓ หน้า กระผมจึงจะขออนุญาตได้กราบเรียนเป็นภาพรวมโดยใช้เวลาเพียง สั้น ๆ นะครับ เพื่อที่จะได้กราบเรียนว่าในภารกิจด้านเศรษฐกิจนั้นได้มีการปฏิบัติตาม มาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔ ซึ่งมีหลักการให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดําเนินการ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งรัฐจะต้องดําเนินการตามแนวนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจที่ครอบคลุมถึง ๑๔ ด้าน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนเศรษฐกิจ แบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด การดําเนินการให้มีการกระจายรายได้ที่ เป็นธรรม การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีกิจการพาณิชย์นาวี การขนส่งทางราง รวมทั้งการ ดําเนินการตามระบบบริหารจัดการขนส่งทั้งภายในและต่างประเทศ และรวมถึงการส่งเสริม และสนับสนุนองค์กรภาคเอกชนทางเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นให้มี ความเข้มแข็ง ผมจะขออนุญาตได้ใช้แผ่นใสเพียง ๔-๕ แผ่น ตามที่ได้กราบขออนุญาตต่อ ท่านประธานไว้แล้วนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ในแผ่นใสแรกนั้นเพียงแต่ต้องการกราบเรียนว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศของเรายังคงดําเนินนโยบายด้านงบประมาณที่เรียกว่างบประมาณขาดดุล คือมี งบประมาณรายจ่ายที่สูงกว่ารายรับอยู่นะครับ ย้อนไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ นั้นเราก็มีการจัดเก็บ รายได้ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท แล้วก็มีงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ประมาณ ๑.๖๖ ล้าน ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดดุลอยู่ที่ ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา เราก็มีความจําเป็นที่จะต้องบริหารงบประมาณในลักษณะที่มีการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง แล้วก็อาจจะมีความจําเป็นที่จะต้องขาดดุลมากขึ้นในช่วงเวลา ๓-๔ ปี เนื่องจากปัญหา ทางเศรษฐกิจ แล้วก็ประเด็นในเรื่องของการดําเนินการ การขาดดุลงบประมาณนั้นมีจํานวน เพิ่มขึ้นจนถึงระดับใกล้เคียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อปี ๒๕๔๔ ซึ่งท่านสมาชิกคงจะจําได้ว่า ในรัฐบาลนี้เมื่อเข้ามา มีความตั้งใจที่จะจัดทํางบประมาณในลักษณะที่มีการขาดดุลลดลง แต่ด้วยเหตุที่จะต้องมีการจัดเตรียมงบประมาณเพื่อชดเชยเงินคงคลังที่ติดลบมาก่อนหน้านั้น จํานวนประมาณ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลนี้จึงเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าให้มีรายได้อยู่ที่ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท และมีงบประมาณรายจ่าย ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ซึ่งครอบคลุมในส่วนที่เป็น ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ยกยอดมาจากการปฏิบัติก่อนหน้านี้ด้วย อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า การดําเนินการในเรื่องของการรักษาความยั่งยืนทางการคลังนั้นเราสามารถดําเนินการให้มี การขาดดุลงบประมาณลดลง ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ซึ่งกําลังจะหมดลงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เราสามารถที่จะทําให้มีการขาดดุลงบประมาณลดลงจาก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และงบประมาณใหม่ซึ่งที่จริงก็ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว นะครับ การขาดดุลงบประมาณก็จะมียอดลดลงอีก เหลือเพียง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าหากว่านําไปเทียบเคียงกับจีดีพีของประเทศนั้นก็จะเห็นได้ว่ามีระดับที่น้อยกว่าร้อยละ ๒ ของจีดีพีซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถทําได้ แล้วทิศทางในการที่จะลดการขาดดุลนั้น ยังคงเดินหน้าต่อไปโดยมีเป้าหมายที่จะให้เกิดความสมดุลในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ขออนุญาตภาพฉายถัดไปนะครับ ในเรื่องของประมาณการณ์หนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งกระผมได้เคยกราบเรียนในหลายโอกาสว่ากรอบวินัยการคลังซึ่งได้ถูกกําหนดขึ้นโดย กระทรวงการคลังนั้นอยู่ที่ร้อยละ ๖๐ ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ได้ถูกกําหนดขึ้นก่อนหน้านี้ รัฐบาลนี้จะเข้ามา อย่างไรก็ตามการที่เราจะพยายามระมัดระวังให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ จีดีพีนั้นไม่เข้าไปใกล้เพดานที่มีการกําหนดขึ้น เราจึงได้การวางแผนในการบริหารจัดการ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารรายรับแล้วก็งบประมาณ รวมทั้งการกู้เงินในโครงการต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่มีความจําเป็นและได้ผ่านการพิจารณาของสภาแล้ว รวมทั้งในส่วนที่กําลัง ดําเนินการอยู่ก็จะสามารถทําให้มีการควบคุมระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกิน ร้อยละ ๕๐ แล้วก็จะมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ หลังจากปี ๒๕๖๐ ซึ่งในส่วนนี้ก็ขออนุญาต ให้ความเชื่อมั่นท่าน แล้วท่านคงจําได้ว่าในระดับหนี้สาธารณะจํานวนร้อยละ ๔๐ เศษ ๆ ดังกล่าวนั้นมีหนี้สาธารณะจํานวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ซึ่งยังรวมยอดอยู่ในนี้แต่ว่าเป็นหนี้ ที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดอกเบี้ยหรือเงินต้นก็ตาม ดังนั้น ยอดจํานวนเงินดังกล่าวนั้นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ ๘ ของจีดีพี ดังนั้นถือว่าระดับ หนี้สาธารณะที่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินนั้นมีระดับที่ต่ํากว่าที่กังวลกันนะครับ อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่เรื่องของการที่จะเทียบเคียงระดับหนี้สาธารณะกับจีดีพีเท่านั้น แต่การที่จะประมาณการในเรื่องของการชําระดอกเบี้ยและเงินต้นไปในอนาคตนั้น เราก็มี กรอบที่เราตั้งใจจะทํางานให้เป็นวินัยการคลังที่ดี คือการดูแลการชําระดอกเบี้ยและเงินต้น ไม่ควรจะเกินร้อยละ ๑๕ ของงบประมาณประจําปี ซึ่งท่านจะเป็นได้ว่าในชาร์ท(Chart) นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงยอดของการควบคุมงบประมาณในส่วนที่จะดูแลชําระเงินต้นและดอกเบี้ย อยู่ในระดับเพียงประมาณร้อยละ ๑๐ และจะน้อยลงในช่วงอีกหลายปีที่ต่อเนื่องไปนะครับ ผมขออนุญาตเรียน ขอไปแผ่นฉายต่อไปนะครับ ในส่วนของผลการดําเนินการตามนโยบาย ของรัฐบาล ซึ่งได้กราบเรียนเมื่อเสนอต่อรัฐสภาไว้แล้วว่าหลักการในเรื่องของการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส และสร้างรากฐานแห่งอนาคต ซึ่งผมจะขออนุญาตกราบเรียน โดยสังเขปว่าแนวทางในการเพิ่มรายได้นั้นก็คือรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การที่เรา ทําให้เศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่เหมาะสมแล้วก็มีเสถียรภาพจะสามารถรักษา การจ้างงาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาที่รัฐบาลบริหารงานมาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะ เกิดอุทกภัยก็ตามยังคงมีอัตราการจ้างงานอย่างเต็มที่ การว่างงานอยู่ในระดับที่ต่ํามาก แล้วก็สามารถทําให้ประชาชนมีรายได้ที่ดี ในส่วนของการหารายได้เข้าประเทศนั้น ท่ามกลาง ความยากลําบากในการส่งออกซึ่งเป็นปัญหาของโลก เราสามารถที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยว จากต่างประเทศและในประเทศ เฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศนั้น ซึ่งแต่เดิมนั้นเรามี นักท่องเที่ยวในจํานวนเพียงไม่ถึง ๒๐ ล้านคนต่อปี ขณะนี้ยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยลําดับ และในปี ๒๕๕๕ เรามีนักท่องเที่ยวมากถึง ๒๒ ล้านคน และรวมทั้งในปี ๒๕๕๖ ก็จะมี การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ในส่วนที่เป็นเรื่องของรายได้ของประชาชนนั้น นโยบายในการ ปรับค่าแรงขั้นต่ําได้มีการดําเนินการจนเป็นผลและมีการประกาศเป็นค่าจ้างขั้นต่ํา โดยคณะกรรมการไตรภาคีซึ่งประกอบไปด้วยทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และภาครัฐ ได้มีการดําเนินการจนผ่านมติ ครม. ให้สามารถกําหนดเป็นค่าจ้างขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ทั่วประเทศไปแล้ว การดูแลสินค้าเกษตรหลักก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลดําเนินการ ไม่ว่าจะสินค้า เกษตรประเภทใดที่เป็นประเภทหลักนี่นะครับ เราก็มีการดําเนินการเพื่อให้ระดับราคาสินค้า อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วก็สามารถทําให้เกิดรายได้ที่ดีกับเกษตรกร การปรับฐานเงินเดือน ของบุคลากรภาครัฐก็ได้มีการดําเนินการไปตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้และการส่งเสริม ประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐนั้นสามารถทําได้เป็นผลที่ดี รายได้ ขององค์กรรัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐอื่น ๆ ซึ่งเคยอยู่ในระดับเพียงประมาณ ๘๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ เมื่อปี ๒๕๕๒ ในปี ๒๕๕๕ เราสามารถทําให้มีรายได้นําส่งคลัง สูงถึง ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท และรวมทั้งการดําเนินการในการทําให้รัฐมีรายได้โดยการขยาย ฐานภาษีและไม่ได้ผ่านกลไกในการเพิ่มอัตราภาษี ดังนั้นการดําเนินการในส่วนนี้สามารถ ทําให้รายรับของรัฐเป็นไปตามเป้าหมายและสามารถทําให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ ที่ลดลงดังที่ผมได้เรียนแล้วในภาพฉายแผ่นก่อนนะครับ ในส่วนของการลดรายจ่ายนั้นเราได้ ดําเนินการในเรื่องของการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง เพื่อทําให้ราคาน้ํามัน ขายปลีกประเภทต่าง ๆ นั้นมีราคาที่ลดลง แต่เนื่องจากราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกได้ทะยาน ขึ้นหลังจากการดําเนินการนี้ไประยะหนึ่งนะครับ เราก็ยังสามารถที่จะรักษาระดับราคาน้ํามัน ขายปลีกไว้ไม่ให้ผันผวนตามราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกที่ทะยานขึ้นไป เรามีการลด การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ํามันดีเซล ซึ่งก็สามารถควบคุมให้ระดับน้ํามันดีเซล ซึ่งเป็น น้ํามันที่ใช้ในการขนส่งสินค้าทั่วประเทศอยู่ในระดับที่ไม่เกิน ๓๐ บาทต่อลิตร
การดําเนินการเรื่องของการพักหนี้และการลดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกร รายย่อยและผู้มีรายได้น้อยก็ได้ดําเนินการจนเป็นผลให้เกษตรกรต่าง ๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะ ไม่สามารถชําระหนี้ได้ เนื่องจากรายได้ในอดีตจากการขายสินค้าเกษตรนั้นมีไม่เพียงพอ สามารถที่จะดูแลการชําระดอกเบี้ยและเงินต้นต่าง ๆ ได้ การกํากับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค ก็ขออนุญาตเรียนว่ารัฐบาลให้ความสําคัญในส่วนนี้นะครับ และได้ดําเนินการให้มีการดูแล กําหนดสินค้าควบคุมจํานวน ๔๒ รายการ และสินค้าและบริการที่มีภารกิจให้รัฐบาลติดตาม ดูแล ๒๒๕ รายการ การตรึงราคาจําหน่ายสินค้าเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน เป็นระยะเวลาต่อเนื่องในสินค้า ๗ หมวด จํานวน ๑๔๐ รายการ ซึ่งจากการดูแลดังกล่าว นะครับ ทําให้สินค้ารายการสําคัญ ๆ มีราคาไม่เพิ่มขึ้น แล้วก็มีราคาลดลงเมื่อเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ จํานวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ที่ผมได้กราบเรียนไป ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณา ผ่านพระราชกําหนดนะครับ ซึ่งทําให้หนี้จํานวนดังกล่าวนั้นมีกลไกในการกํากับดูแลที่ไม่พึ่ง งบประมาณแผ่นดินเหมือนกับช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
ขอภาพฉายถัดไปครับ ในส่วนเรื่องของการขยายโอกาสนั้น การดําเนินการ ในการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้ภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ชําระภาษีอย่างตรงไปตรงมา สามารถที่จะชําระภาษีในอัตราที่สามารถแข่งขันได้กับผู้ประกอบการ ไม่ว่าเป็นประเทศใด ๆ ในอาเซียนและในโลก โครงการบ้านหลังแรกและโครงการรถคันแรก เป็นโครงการ ที่ให้โอกาสพี่น้องประชาชนได้สามารถมีสินทรัพย์ที่สําคัญของชีวิต ในเรื่องของที่อยู่อาศัย และยานพาหนะที่มีขนาดเล็ก ๆ นะครับ ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทําให้ผู้ที่ใช้สิทธิจํานวนกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน สามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์สําคัญนี้ได้
แนวทางเรื่องของการกําหนดบัตรสินเชื่อเกษตรกรซึ่งก็ช่วยให้เกษตรกร ต่าง ๆ สามารถมีวงเงินสินเชื่อเพื่อปัจจัยการผลิต โดยไม่จําเป็นต้องพึ่งพิงอัตราดอกเบี้ยที่สูง นอกระบบ โครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคตก็ได้ให้โอกาสบุตรหลาน ซึ่งมีความสามารถในการเรียนในสาขาวิชาชีพที่มีความขาดแคลน แล้วก็สามารถที่จะมีความ สบายใจว่าการชําระหนี้จะเกิดขึ้นเมื่อท่านสามารถมีรายได้ถึงระดับที่กําหนด นอกจากนั้น ยังดําเนินการในเรื่องของการสร้างรากฐานในอนาคต นอกเหนือจากเรื่องของการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายและขยายโอกาสนั้น เรายังดําเนินการในส่วนของการสร้างความเชื่อมั่นหลังภาวะ อุทกภัย จะเห็นได้ว่าผู้ลงทุนทั้งภาคธุรกิจ ทั้งต่างประเทศและในประเทศยังคงมีความเชื่อมั่น ทําให้อัตราการจ้างงานของเรานั้นไม่ถูกกระทบกระเทือน แม้ว่าเราจะมีวิกฤติอุทกภัย ครั้งใหญ่
การดําเนินการเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งท่าน ก็คงจะจําได้ว่าหลังจากที่เรามีระบบรถไฟทางคู่ในช่วงฉะเชิงเทรา ศรีราชา แหลมฉบังแล้ว นะครับ รัฐบาลได้ผลักดันให้เกิดการอนุมัติรถไฟทางคู่ในช่วงที่ต่อเนื่อง คือ ฉะเชิงเทรา คลองสิบเก้า และแก่งคอย นอกจากนั้นในเรื่องของระบบขนส่งทางรางต่าง ๆ ซึ่งก็อยู่ในชั้นที่ มีการเตรียมการ และรวมถึงระบบขนส่งมวลชนที่กําลังมีการก่อสร้างต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสีแดงอ่อน สีม่วง สีน้ําเงิน สีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ กําลังดําเนินการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งในเรื่องของรถไฟสายสีแดง ซึ่งจะเชื่อม ช่วงบางซื่อถึงรังสิตนั้น ทางกระทรวงคมนาคมก็ได้ให้ความสําคัญในการที่จะดําเนินการ ให้มีความคืบหน้านะครับ
การดําเนินการในส่วนของการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนนั้น รัฐบาล ได้ดําเนินการตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการนําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการพัฒนาชุมชน ฉบับที่ ๑ ช่วงระหว่างปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๗ โดยการทํางานร่วมกัน กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจํานวน ๗,๘๕๒ แห่ง และนอกจากนั้นได้มีการดําเนินการ เพื่อให้ความเข้าใจในเรื่องของหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นที่รับรู้ รับทราบโดยทั่วไป
การเตรียมการเพื่อส่งเสริมการออมของแรงงานนอกระบบ รัฐบาลได้มีการ สํารวจความซ้ําซ้อนของกฎหมาย และความมีประสิทธิภาพของการบริหารงาน ซึ่งในขณะนี้ ในกองทุนประกันสังคมนั้นได้มีการเตรียมการที่จะรองรับการออมของแรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ให้มีลักษณะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการส่งเสริมการออม และสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดความสิ้นเปลืองของความซ้ําซ้อน ของการจัดตั้งหน่วยงานสํานักงาน หรืองบประมาณในเชิงของการบริหารจัดการ
การจัดทําระบบงานเพื่อการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรและสินค้า อุตสาหกรรม ได้มีการเตรียมการเพื่อให้สามารถทําระบบเกษตรโซนนิ่ง (Zoning) มีการสํารวจพื้นที่เพาะปลูกพืชชนิดต่าง ๆ มีการกําหนดพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและ ไม่เหมาะสมต่าง ๆ รวมทั้งมีการเตรียมการในภาคอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องในการใช้สินค้า เกษตรเหล่านั้น รวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมชนิดอื่น ๆ โดยการทํางานร่วมกันกับสํานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนะครับ เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการส่งเสริม การลงทุน ซึ่งแต่เดิมนั้นเน้นการจ้างงานมาสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่มีการผลิต ภายในประเทศ
การจัดการสินทรัพย์ของประเทศให้เกิดประโยชน์ ท่านสมาชิกคงสังเกตเห็น นะครับ ว่าประเทศเป็นเจ้าของสินทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสังหาริมทรัพย์จํานวนมาก แต่ปรากฏว่าสินทรัพย์เหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกนํามาใช้ประโยชน์ให้เกิดผลประโยชน์อย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเศรษฐกิจ หรือการให้บริการสาธารณชนนะครับ การเตรียมการในส่วนนี้ ทางกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ได้ทํางานร่วมกับส่วนราชการทุกแห่ง เพื่อที่จะทําให้เกิด ความคุ้มค่าในการบริหารจัดการ ซึ่งก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ซึ่งได้กรุณาสนับสนุนพระราชบัญญัติการลงทุนของเอกชนและรัฐ ซึ่งสามารถที่จะ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖ ไปแล้ว ดังนั้นการเตรียมการ เหล่านี้ก็จะเห็นผลรับที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รวมทั้งการบริหารงบประมาณให้มี ประสิทธิภาพ ท่านคงทราบดีว่ารัฐบาลนี้ได้เข้ามาในช่วงที่เป็นรอยต่อนะครับ แล้วทําให้การ บริหารงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ซึ่งอาจจะยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ รัฐบาลได้ดําเนินการผ่อนผันในเรื่องของการใช้งบประมาณ ข้ามปี เพื่อให้งบประมาณในส่วนที่ค้างอยู่จากปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ นั้น สามารถูกใช้จ่ายได้ แล้วรวมทั้งงบประมาณในปี ๒๕๕๕ ซึ่งรัฐบาลนี้สามารถดําเนินการให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งก็ล่าช้าไปกว่ากําหนดเกือบ ๕ เดือน การดําเนินการ ในเรื่องของการบริหารงบประมาณต่าง ๆ จึงสามารถผลักดันให้มีประสิทธิภาพได้ แล้วก็ ขออนุญาตเรียนว่าในงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ นั้น ประสิทธิภาพของการใช้ งบประมาณก็จะยิ่งดีขึ้นโดยลําดับ ดังนั้นการดําเนินการใช้งบประมาณนั้น ยังเพียงแต่เรื่อง ของการผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสอดคล้องกับระยะเวลาที่สมควรที่มีการดําเนินการ ประกาศหลักเกณฑ์การคํานวณราคากลางชนิดต่าง ๆ จนครบถ้วนตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ และสามารถดําเนินการได้ตั้งแต่ราคากลางของงานก่อสร้าง ซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕ จนถึงราคากลางของงานจัดซื้อจัดจ้างทุกชนิดแล้วในขณะนี้นะครับ
ผมขออนุญาตได้สรุปด้วยแผ่นใสสุดท้ายนะครับ ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีดีพี ของประเทศนั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีความผันผวนนะครับ ในช่วงก่อนหน้านั้นก็มีความผันผวน อันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจของโลก แล้วก็ผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา แล้วได้เผชิญกับภาวะอุทกภัยอย่างที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กราบเรียน ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นะครับ แต่รัฐบาลก็สามารถที่จะทําให้การติดลบของจีดีพีเกิดขึ้น เพียงช่วงเวลาไตรมาสเดียว แล้วก็หลังจากนั้นเราสามารถที่จะทําให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต ได้ จนกระทั่งในปีปฏิทิน ๒๕๕๕ นะครับ เรามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจตลอดปีอยู่ที่ ร้อยละ ๖.๕ ซึ่งก็เป็นทิศทาง ซึ่งยังสามารถที่จะทําให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวต่อเนื่อง ได้ตามศักยภาพในระยะยาว จึงขออนุญาตได้กราบเรียนท่านสมาชิกเพื่อที่จะได้เห็นภาพ เศรษฐกิจโดยรวมก่อนที่ท่านจะได้ใช้เวลาในการอภิปราย แล้วก็ตั้งข้อสังเกต รวมทั้งให้ ความคิดเห็นต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นหารือท่านประธานก่อนนะครับ ก่อนที่จะนับเวลา
ประการแรก ก็คือผมได้ขออนุญาตใช้แผ่นภาพเพาเวอร์พอยท์ (Power Point)ซึ่งท่านประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ
ประการที่ ๒ รายงานการแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ปกติแล้วก็จะเป็นการมาแถลงผลงานเพื่อที่จะให้รัฐสภา ได้เห็นว่าได้มีการดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งปรากฏอยู่เป็นรายมาตรา อย่างไร บังเอิญรายงานของรัฐบาลฉบับนี้จะมีการพูดถึงเรื่องของนโยบายเร่งด่วน ๑ ปี เข้ามาด้วย แล้วเวลาที่เรามาอภิปรายกันในวันนี้ก็ล่วงเลยมาคือรัฐบาลได้ทํางานมา ๒ ปีเศษ ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานว่าข้อมูลและสิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้น ก็คงต้องเกินเลยกรอบเวลา ๑ ปีอยู่บ้าง เพื่อให้เห็นภาพของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ ดําเนินการในปีแรกของรัฐบาลหรือตั้งทิศทางของกรอบนโยบาย อันนี้หารือท่านประธานไว้ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาเมื่อได้ดําเนินการในการอภิปรายครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้พวกเรามาทําหน้าที่ในการติดตามประเมินผล ของการดําเนินการของรัฐบาล ซึ่งหลักแล้วอย่างที่ผมได้กราบเรียน คือว่าได้มีการปฏิบัติตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ว่ารายงานของรัฐบาลจะนํา เรื่องนี้บวกเข้าไปกับเรื่องของการดําเนินนโยบายตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แล้วก็ ที่สําคัญก็คือว่าในรายงานฉบับนี้ก็เป็นเรื่องที่มักจะไม่ได้ทํากันมาก่อน ก็คือจะมีการบรรยาย ถึงภาพที่อ้างว่าเป็นภาพของการประเมินเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก่อนที่รัฐบาลนี้จะ เข้ามาบริหารประเทศ แต่ก็ดีครับ เป็นการทําให้เห็นว่าโจทย์ที่รัฐบาลตั้งไว้แล้วก็ที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าต้องการที่จะทํา ๓ อย่าง คือทําเศรษฐกิจให้สมดุล ทําสังคมให้มีความเชื่อมั่นในเรื่องของการปรองดองแล้วก็เตรียมความพร้อมไปสู่การเป็น ส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ก็ถือเป็นโจทย์สําคัญที่เราจะได้ใช้ในการประเมินรัฐบาลด้วย ท่านประธานครับ ถ้าวันนี้เราจะมาประเมินกัน ผมก็เชื่อว่าถ้าฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นแล้วก็ประเมิน ก็คงจะสามารถบรรยายว่าได้ดําเนินการอะไรไปแล้วบ้าง เพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลเองก็คงจะ ได้มีโอกาสพูดถึงความสําเร็จของงานหลายอย่าง ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็คงจะได้ชี้ให้เห็นถึง ปัญหาที่เป็นจุดอ่อนหรือความล้มเหลว ผมจึงอยากจะเริ่มต้นจากการประเมินโดยคนกลางว่า ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากให้ประเทศมีความก้าวหน้า เศรษฐกิจมีความ เข้มแข็ง สังคมมีความปรองดอง เราจะมีขีดความสามารถการแข่งขัน คนกลาง คนนอกเขา ประเมินกันอย่างไร ผมจึงขอเริ่มต้นด้วยการให้ท่านได้เห็นการประเมินขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งประเมินโดยไอเอ็มดี (IMD)
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมได้ใช้สี เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจนะครับคือในช่วงปี ๒๕๕๓ คือปีสุดท้ายที่รัฐบาลที่แล้ว บริหารเต็มปี ผมใช้สีฟ้า ปี ๒๕๕๔ ก็แบ่งกันก็เป็นสีขาว ส่วนปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ก็เป็นสีแดง สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นก็คือว่าไม่ว่าจะเป็นอันดับโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพของภาครัฐ หรือไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง พื้นฐานครับ ไม่มีข้อไหนที่อันดับของประเทศไทยในปี ๒๕๕๖ ดีกว่าปี ๒๕๕๓ ตรงกันข้าม อันดับได้ตกลงในทุกด้านที่หยิบมาซึ่งเป็นด้านหลักในการประเมินของไอเอ็มดี ผมเอง อยากจะใช้ตัวเลขปี ๒๕๕๖ เพราะให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลในปี ๒๕๕๕ เนื่องจากว่า ในปี ๒๕๕๕ นั้นได้รับผลกระทบรุนแรงจากเรื่องของน้ําท่วมใหญ่ ดังนั้นอันดับโดยรวมนั้น เทียบกับปี ๒๕๕๓ ลดลงจาก ๒๖ เป็น ๒๗ สมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลงจากอันดับ ๖ เป็นอันดับ ๙ ประสิทธิภาพของภาครัฐลดลงจากอันดับ ๑๘ เป็นอันดับ ๒๒ และโครงสร้างพื้นฐานลดลง จากอันดับ ๔๖ เป็นอันดับ ๔๘ นอกจากไอเอ็มดีครับ อีกหน่วยงานที่มีความสําคัญ หรือว่าใช้อ้างถึงกันก็คือดับเบิลยูอีเอส (WES) ตรงนี้ผมก็ให้พวกเราได้เห็นภาพครับ เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวถึงความพร้อมในการเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ว่าอันดับ ของประเทศไทยเทียบเคียงกับประเทศอื่น ๆ แล้วเป็นอย่างไร แล้วก็ที่น่าสนใจก็คือว่าตกลง จุดแข็ง จุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน ท่านก็จะเห็นครับว่าอันดับของเรา ไม่ว่าจะเป็นในด้านใด ก็ตามไม่สู้จะดีนักถ้าเทียบกับทั้ง ๑๐ ประเทศในกลุ่มอาเซียน แต่ผมอยากตั้งข้อสังเกต ไว้เบื้องต้นก็คือว่า ท่านจะดูนะครับว่าถ้าพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจมหภาค อันดับเราก็ดีพอสมควร คืออันดับ ๓๑ นะครับ ถ้าพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน อันดับ ๔๗ ครับ ซึ่งอันนี้รัฐบาลมักจะ อ้างอิงเสมอว่าจําเป็นจะต้องเร่งแก้ไขลงทุน แต่ถ้าท่านประธานดูต่อไปครับ จาก ๑๔๘ ประเทศ ถ้าเขาพูดถึงเรื่องของโครงสร้างสถาบันต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจของเรา เราอยู่อันดับที่ ๗๘ แล้วก็ระบบสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่านต้องกลับไปที่ตารางเดิมนิดหนึ่ง อยู่ที่อันดับ ๘๑ เพราะฉะนั้นจุดอ่อนของเราก็ยังไม่ได้รับการให้ความสําคัญในอันดับต้น ๆ ในการแก้ไข ทีนี้ถ้าเจาะลึกลงไปครับ ไปดูโครงสร้างทางสถาบันที่ว่านี้ แล้วก็เทียบเคียงกับ ด้านอื่น ๆ จะยิ่งเห็นชัดครับ ที่รัฐบาลบอกว่าประเทศไทยขาดเรื่องของถนน เรื่องของ ระบบราง อันดับเราอยู่ที่อันดับ ๔๒ กับอันดับ ๗๒ ครับ แต่ถ้าดูการศึกษา เราอยู่อันดับ ๗๘ ถ้าดูในเรื่องของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เราอยู่อันดับที่ ๘๐ ครับ แต่ท่านดูสิครับว่า จุดอ่อนของปัญหาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง สถาบันและการบริหารจัดการในภาครัฐเกือบทั้งสิ้นครับ เช่น เขาบอกว่ามีการใช้เงินทุน สาธารณะไปในทางที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีการเบี่ยงเบนหรือไม่ ปรากฏว่า เราอยู่ในอันดับที่ ๑๐๑ ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมือง เราอยู่อันดับที่ ๑๒๗ การใช้จ่ายของภาครัฐที่สูญเปล่าหรือเปล่าประโยชน์ เราอยู่ในอันดับที่ ๑๐๗ นะครับ และความน่าเชื่อถือของการทํางานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ อันดับ ๑๐๙ ครับ ผมกราบเรียน สิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะบอกกับท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลว่าถ้าเป้าหมายของเราต้องการที่จะ เป็นประเทศและเป็นเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง เราก็คงต้องไปดู รายละเอียดเหล่านี้ แล้วก็ปรับแก้ให้มันตรงจุดกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่เป็นไรครับ ผมกลับมาในเรื่องเศรษฐกิจก่อน เพื่อที่จะบอกว่านโยบายที่ท่านได้แถลงไปและย้ําเมื่อสักครู่ ว่ามีนโยบายเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย หรือขยายโอกาสก็ตาม สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จริง ๆ ที่เกิดขึ้นกับการบริหารเศรษฐกิจและการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เริ่มต้นนะครับ เอาง่าย ๆ เลยครับ เส้นสีฟ้าแสดงให้เห็นถึงอัตราการขยายตัวของการส่งออก จากปี ๒๕๕๓ เคยขยายตัวร้อยละ ๒๘ ครับ ลดลงมาเป็นร้อยละ ๑๗.๒ ลดลงมาเป็นร้อยละ ๓.๑ ลดลงมาเป็นร้อยละ ๐.๖ ผมเข้าใจครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเราจะลดความสําคัญ ของการส่งออก แต่แนวโน้มตรงนี้มันก็สะท้อนให้เห็นว่าขีดความสามารถของการแข่งขัน ของประเทศของเรา ของเศรษฐกิจเรานั้นถดถอยลงอย่างมาก และการส่งออกไม่สามารถ ที่จะเป็นเครื่องจักรที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจเรา ถ้าหันมาดูการขยายตัวของรายได้ประชาชาติ โดยรวมนะครับ ดูเส้นแดงนะครับ ยังเป็นภาพเดิมอยู่ เราก็จะพบนะครับว่าในปี ๒๕๕๓ นั้น เคยเติบโตร้อยละ ๗.๘ ก็มาทรุดลงในช่วงน้ําท่วม เหลือร้อยละ ๐.๑ ในปี ๒๕๕๔ แล้วฟื้น ขึ้นมาในปี ๒๕๕๕ ที่ร้อยละ ๖.๕ แต่ปี ๒๕๕๖ ก็มีแนวโน้มลดลงนะครับร้อยละ ๔.๑ ขณะนี้ ก็เป็นการประมาณการที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เพราะเริ่มมีหลายสถาบันออกมาบอกว่า อาจจะต่ํากว่านั้น อาจจะอยู่ที่เพียงร้อยละ ๒ ร้อยละ ๓ ท่านประธานครับ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราไปดูแนวโน้มเป็นรายไตรมาส เราก็จะพบความจริงครับว่า ๒ ไตรมาสสุดท้ายนี้ เศรษฐกิจขยายตัวติดลบครับ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ถือว่าในทางเทคนิคแปลว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ ภาวการณ์ถดถอย นี่คือสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดที่ผมคิดว่าเป็นสากลเป็นมาตรฐานที่ใช้วัดว่าตกลงแล้วผลของการ ดําเนินการในการบริหารเศรษฐกิจเป็นอย่างไร นอกจากนั้นในขณะที่เศรษฐกิจกําลังถดถอย อัตราการขยายตัวลดลงเราจะพบความจริงว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ก็ลดลงด้วย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกนะครับ เพราะปกติเวลาเศรษฐกิจขยายตัวน้อยแนวโน้มก็คือ ว่าดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะดีขึ้น ภาพต่อไปจะชี้ให้เห็นชัดเจนเลยว่าสัดส่วนดุลบัญชี เดินสะพัดต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมนั้น ได้ลดลงอย่างไรนะครับ โดยก่อนหน้านี้นั้นเราเคยเกินดุล อยู่ในอัตราร้อยละ ๓.๑ แต่ก็ถดถอยมาเป็นร้อยละ ๑.๗ และลงมาเป็นร้อยละ ๐.๗ ในปีล่าสุดที่มีการเก็บสถิติ ผมไม่ทราบว่าภาพตามทันไหมครับ ท่านประธานจะหยุดได้ไหมครับ ข้างบนภาพมีปัญหาครับ นี่ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงอย่างต่อเนื่องครับ แสดงให้เห็นว่าจุดแข็ง ของเศรษฐกิจไทยนะครับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือว่าเราเกินดุลมาต่อเนื่องยาวนานพอสมควร นับตั้งแต่วิกฤติต้มยํากุ้ง ขณะนี้เรากําลังจะก้าวสู่ภาวะที่เงินสํารองของเราก็ดี หรือว่า หนี้ต่างประเทศของเราก็ดีน่าจะมีแนวโน้มที่จะต้องเพิ่มขึ้นครับ
สุดท้ายในเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นตัวชี้วัดที่สําคัญ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ได้พูดถึงหนี้สาธารณะ แต่ตัวเลขจริง ๓ ปีจะเห็นชัดเจนครับ หนี้สาธารณะซึ่งมีแนวโน้มลดลง ในปลายรัฐบาลที่แล้ว เคยคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติอยู่ที่ร้อยละ ๔๒.๖ ปี ๒๕๕๕ ลดลงมาร้อยละ ๔๑.๖ แต่ว่าขณะนี้กระโดดขึ้นไปที่ร้อยละ ๔๔.๓ โดยยอดนี้ยังไม่รวม การกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลจะกู้เพิ่มเติม ผมกําลัง จะกราบเรียนแสดงให้เห็นว่าในช่วงปีแรกและต่อเนื่องมาของรัฐบาลนี้มีความพยายามที่จะ ทุ่มเทเงินของภาครัฐลงไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่บรรทัดสุดท้ายเราก็เห็นแล้วว่ามันไม่ได้ผล สิ่งที่เราจะต้องตามดูต่อไปก็คือว่าแล้วผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ที่ท่านบอกว่าลดรายจ่าย หรือว่าเพิ่มรายได้นี้มันเป็นอย่างไร เพียงแต่ผมอยากจะย้ําว่า แนวคิดรัฐบาลที่จะดําเนินการให้เรามีวินัยทางการเงินการคลังนั้นเป็นพันธะแล้วก็ข้อผู้พัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๕ ด้วย ทีนี้พอเรามาดูในเรื่องความเป็นจริงของประชาชนครับ นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๗ ที่รัฐบาลแถลงไว้ก็คือ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ํามันเชื้อเพลิง ท่านประธานครับ ๒ ปีที่ผ่านมาผมไปที่ไหน จังหวัดใดก็มีการพูดถึงปัญหาของแพง จริง ๆ เมื่อเช้าผมไปเยี่ยม พี่น้องประชาชนที่จังหวัดปราจีนบุรีครับ ไปลงพื้นที่เรื่องน้ําท่วมก่อนจะขึ้นรถ ชาวบ้าน วิ่งตามมาถึงประตูรถจะไม่ให้ขึ้นรถ แล้วก็ย้ําอย่างเดียวว่า บ่ายนี้ต้องพูดเรื่องของแพง เพราะจะไม่ไหวแล้ว ผมอยากจะเริ่มต้นจากสิ่งแรกก่อนว่าคํามั่นสัญญาที่ปรากฏอยู่ เป็นนโยบายหาเสียง และสิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้ หรือตัดสินใจได้ในทางนโยบายนี้ มาถึงวันนี้ รัฐบาลได้ซ้ําเติมประชาชนในแง่ของภาระค่าครองชีพอย่างไร ดูราคาน้ํามันครับ ราคาน้ํามันนั้น จากคําแถลงนโยบายว่าจะมีการยกเลิกกองทุนน้ํามัน ผมก็เทียบให้เห็นว่าคํามั่นสัญญา ก็แปลว่าเบนซิน ๙๕ จะต้องอยู่ที่ราคา ๓๙ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๑ ราคาอยู่ที่๓๔ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ราคาอยู่ที่ ๓๗ บาท และดีเซลอยู่ที่ ๒๗.๗๙ บาท แต่ราคาปัจจุบันทุกตัว แพงกว่าคํามั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้ เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกมาลงรายละเอียดในทุกเรื่องครับ ว่าผลที่เกิดขึ้นนี้มาจากนโยบาย การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันของรัฐบาลเอง ที่สําคัญครับ ดีเซลในรายงานเล่มนี้ ถ้าท่านประธานเปิดไปที่หน้าพลังงาน ก็จะบอกว่ารัฐบาลมีนโยบายตรึงไม่ให้เกิน ๓๐ บาท ซึ่งมาทําทีหลังครับ ช่วงแรกของรัฐบาลนี้ปล่อยดีเซลทะลุเกิน ๓๐ บาท จนทําให้ ภาคการขนส่งขอขึ้นราคาค่าบริการทั้งหมดครับ แล้วก็เลยจึงเป็นที่มาของการเพิ่มต้นทุน สินค้า ซึ่งแม้ต่อมาพอรัฐบาลกลับหลังหัน มาบอกว่าจะตรึงไม่ให้เกิน ๓๐ บาท ราคา ค่าขนส่งหรือราคาสินค้าก็ไม่ได้ลดลงมาให้แก่พี่น้องประชาชน นั่นเรื่องน้ํามันนะครับ
ไฟฟ้านะครับ รัฐบาลเข้ามาถึงงานแรกก็คือว่าประชาชนที่เคยใช้ไฟฟ้าฟรี ได้ถึง ๙๐ หน่วย ก็ลดเหลือ ๕๐ หน่วย ตรงนี้เท่ากับว่ามีพี่น้องประชาชนประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ซึ่งเดิมไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าก็ต้องมาเสียค่าไฟฟ้าเป็นการเพิ่มภาระ ค่าครองชีพ แล้วก็ล่าสุดครับ ค่าไฟฟ้าก็ได้ปรับขึ้นไปอีกหน่วยละ ๗ สตางค์
หันมาดูแก๊ส (Gas) ครับ เอ็นจีวี (NGV) รัฐบาลปรับขึ้น ๔ ครั้ง ขยับจาก ๘.๕๐ บาท เป็น ๑๐.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม แอลพีจี (LPG) ภาคขนส่งปรับขึ้น ๕ ครั้งครับ จาก ๑๑.๓๐ บาทต่อลิตร เป็น ๑๒.๘๐ บาทต่อลิตร แล้วก็สําคัญที่สุดเลยครับ แอลพีจี หรือแก๊สหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือนได้มีการปรับขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ขึ้นไป ๕๐ สตางค์ ต่อกิโลกรัม หรือประมาณ ๗.๕๐ บาทต่อถัง และท่านจะทําอย่างนี้ต่อเนื่องไปอีกทุกเดือน เป็นเวลา ๑ ปี ซึ่งจะทําให้แก๊สถังหนึ่งนั้นจะมีราคาสูงถึง ๓๘๐ บาท แพงกว่าเดิม ๒๙๐ บาท ถึง ๙๐ บาทด้วยกัน นี่คือความเป็นจริงของนโยบายลดรายจ่ายของรัฐบาลนะครับ
ผมเอาเริ่มต้นเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้ตัดสินใจด้วยนโยบาย แต่ถ้ามาดู สินค้าที่เอาราคาสินค้าตลาดไทขายส่ง เขาเทียบเป็นหมวด ๆ ว่าจากสิงหาคม ๒๕๕๔ มาถึงกรกฎาคม ๒๕๕๖ นั้น เพิ่มขึ้นไปทุกหมวด เฉลี่ยเพิ่มขึ้นไปร้อยละ ๒๕.๔ ผักเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๓๗.๒ ผลไม้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐.๕ มีข้าวสารถูกลงเล็กน้อยครับ เนื้อสัตว์แพงขึ้น ร้อยละ ๒๐.๙ ปลาร้อยละ ๑๔.๘ ดอกไม้ร้อยละ ๙.๑ ถ้าไล่ไปดูสินค้ารายตัวบางตัวนะครับ ไข่ไก่ เบอร์ ๓ จาก ๑.๖๐ บาท เป็น ๓.๐๕ บาท ไก่ กะหล่ําปลี คะน้า มะนาว เพิ่มขึ้นหมด ท่านเห็นไหมครับ บางตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ ๙๐ ร้อยละ ๘๐ หรือแม้กระทั่ง ๔ เท่า ๕ เท่า ที่จริงเขามีรายละเอียดเยอะมากครับ รวมทั้งราคาขายปลีกด้วย ท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะสนใจนะครับว่า ในตารางทั้งหมดสินค้าที่ราคาแพงขึ้นมากที่สุดตั้งแต่รัฐบาลนี้ เข้ามาคือปูครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่า ในขณะที่รายจ่าย เพิ่มขึ้น ของแพง เราก็ย้อนกลับมาดูว่ารายได้ของประชาชน จริงครับ รัฐบาลดําเนินนโยบาย ในเรื่องของค่าแรง แม้ว่าจะช้ากว่าคํามั่นสัญญาได้ทํา ๑๕,๐๐๐ บาท ในระบบราชการก็เติม เงินให้มันครบเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ยังไม่ใช่เป็นเงินเดือน แต่โครงการที่จะช่วยเหลือรายได้ ของเกษตรกรจริง ๆ ในที่สุด หรือแม้กระทั่งผู้ใช้แรงงาน ตัวเลขล่าสุดที่เป็นตัวเลขมหภาค ทางเศรษฐกิจ ก็บ่งบอกว่ากําลังซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น ที่ผมให้ดูเมื่อสักครู่ว่าเศรษฐกิจกําลังถดถอย นั่นมันไม่ใช่จากการส่งออกนะครับ มันมาจากการบริโภคและต่อเนื่องไปจนถึงความเชื่อมั่น ในการที่จะมีการลงทุนกําลังอยู่ในขาลง ลดลงอย่างน่าตกใจ ในเมื่อยุทธศาสตร์ของรัฐบาล คือบอกว่าได้อัดเงินเติมเงินเข้าไปในกระเป๋าของพี่น้อง แต่กําลังซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม หนี้สินกลับเพิ่มขึ้น แล้วก็มีการประเมินเป็นตัวเลขออกมาว่าหนี้สินครัวเรือนก็ดี หนี้สิน เกษตรกรก็ดี ล้วนแล้วแต่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับหนี้สินของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าไปดูในเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นโยบายข้อ ๑๑ ของรัฐบาล ก็บอกว่ายกระดับราคาสินค้าเกษตรให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ว่าวันนี้ครับ พี่น้องเกษตรกรที่ยังมีปัญหาเดือดร้อนมากที่สุด ก็ยังชุมนุมกันอยู่ที่ภาคใต้ ราคายางพาราครับ ท่านประธานจะเห็นครับ ยางพาราแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน ทุกตัวครับ เทียบปี ๒๕๕๔ ซึ่งอยู่ระดับ ๑๒๕-๑๓๑ บาท วันนี้อยู่แค่ ๗๐-๗๔ บาท ท่านประธานต้อง นึกภาพครับ เท่ากับว่ารายได้ของคนเหล่านี้ลดไปเกือบจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของ ๒ ปีที่แล้ว ในวันที่รัฐบาลนี้เข้ามา ที่จริงแล้วปัญหาของการชุมนุมนี้ผมยังเชื่อว่ามีแนวทางที่จะคลี่คลายได้ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนใจนะครับ อย่าพูดคําว่า ไม่มีความจําเป็น หรือว่าไม่มี สมควรที่จะเจรจาต่อไปแล้ว เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วการช่วยเหลือ ๒,๕๐๐ กว่าบาทต่อไร่ ยังมีปัญหาอยู่สําหรับเกษตรกรชาวสวนยางโดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งลักษณะการทําสวนยาง โครงสร้างต้นทุนและวิธีการแบ่งผลประโยชน์ไม่เหมือนกับภาคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ อยากให้ไปดูเพราะว่าจะมีชาวสวนจํานวนมากครับที่ไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือ ตามช่องทางนี้ การแบ่งปันผลประโยชน์ก็มีปัญหาและที่สําคัญครับ รัฐบาลเองเมื่อตัดสินใจ อย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีการชี้นําในเรื่องของการแทรกแซงตลาด หลังจากที่แทรกแซงแล้ว ล้มเหลวก่อนหน้านี้ ในช่วงที่มาสัญญาว่าจะทําให้ได้ถึง ๑๒๐ บาท กําลังจะส่งผลให้ ราคายางนั้นมันไม่ขยับขึ้นครับ แล้วก็จะไม่มีหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้นครับว่าถึงจะจ่าย ๒,๕๐๐ บาทแล้ว เกษตรกรจะได้รับราคาเท่ากับ ๙๐ บาท ท่านประธานครับในขณะที่ รัฐบาลจะอ้างราคาตลาดอ้างตลาดโลกสําหรับยางพารา เกษตรกรที่ปลูกข้าวกลับมีโครงการ ที่มาอีกลักษณะ ตรงกันข้าม จริง ๆ แล้วก็คือไม่ตรงจนกระทั่งมีบางฝ่ายมองว่าขัดกับ มาตรา ๘๔ ของรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐบาลนั้นต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรี และเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด ยกเว้นนะครับ เพื่อความจําเป็นในการที่จะรักษา ผลประโยชน์ส่วนรวม ผมมองว่ากรณียาง ถ้ารัฐบาลแทรกแซงตลาดและทําให้ราคายางขึ้นได้ และประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ผลิต ที่มีสัดส่วนสําคัญนะครับต่อการผลิตในโลก นั่นละครับ ประโยชน์ส่วนรวม เช่นเดียวกันผมก็ไม่ปฏิเสธถ้ารัฐบาลจะแทรกแซงกลไกตลาดเพื่อช่วย พี่น้องชาวนาให้ได้ราคาข้าวที่เป็นธรรม ที่ดีขึ้น แต่วิธีการที่ท่านทําภายใต้โครงการที่ท่านใช้ คําว่า จํานําข้าว เอาเข้าจริงมันไม่ใช่โครงการจํานํา มันคือการรับซื้อข้าวและการทําให้รัฐ เป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่รายเดียวในประเทศไทย ผลที่ตามมาคืออะไร เวลาที่ท่านบอก เกษตรกรได้ประโยชน์ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออย่างมากสุด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านต้อง ใช้เงินเท่าไร ยอดการขาดทุนจํานําข้าว๓ ฤดูกาล ยิ่งถ้ารวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ ธ.ก.ส. นะครับ อยู่ที่ประมาณ ๒๓๐,๐๐๐-๒๕๗,๐๐๐ ล้านบาทครับ เท่ากับเรากําลังเอาเงิน ไปใช้ทุกบาทเพื่อจะช่วยชาวนาเพียง ๕๐ สตางค์ แล้วสุดท้ายตัวเลขการขาดทุนนี้ก็กําลัง สร้างปัญหาให้กับฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองตอนนี้ ก็จะไม่กล้าพูดแล้วละครับว่าโครงการจํานําข้าว วงเงินมีแค่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะท่าน ใช้เกินไปแล้ว แล้วก็ที่ขาดทุนปีละประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กําลังจะทําให้สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีมายืนยันเมื่อสักครู่ว่าจะสามารถทําให้งบประมาณสมดุล ได้ภายในปี ๒๕๖๐ ก็จะไม่เป็นจริงเช่นเดียวกันครับ ผมได้กราบเรียนหลายครั้งครับว่า ผมจะ ไม่ว่าเลยถ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ถึงชาวนา แต่นี่ถึงแค่ครึ่งเดียวครับ อีกครึ่งหนึ่งซึ่งไม่ใช่ น้อย ๆ คือปีละเป็นแสนล้านบาท เรากําลังสูญเสียไปให้กับใครไม่ทราบ ซึ่งมันอาจจะเป็น ประโยชน์ทางการเมืองของท่านครับ แต่มันไม่ทําให้เศรษฐกิจมีความสมดุลหรือมีความ เข้มแข็ง หรือเป็นไปในลักษณะที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจ อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นครับ มันไม่ใช่แค่ขาดทุนครับ ถ้าไปดูการส่งออกข้าวไทยก็จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ หลังจากที่ได้ดําเนินการนโยบายนี้ไปแล้วก็ทําให้ประเทศไทยสูญเสียอันดับ ๑ ในเรื่องของ การส่งออกข้าว บนตารางท่านจะเห็นปี ๒๕๕๓ เราคืออันดับ ๑ ปี ๒๕๕๔ เรายังเป็นอันดับ ๑ ส่งออก ๑๐.๖๕ ล้านตัน แต่ขณะนี้เราเป็นอันดับ ๓ ทั้งปี ๒๕๕๕ และประมาณการ ปี ๒๕๕๖ ส่งออกอยู่ประมาณแค่ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นเองครับ ผมยังไม่กล่าวเลยไปถึง เรื่องคุณภาพข้าวที่เป็นปัญหามากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้กําลังทําลายตลาดและอนาคตของข้าวไทย ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องง่ายในการที่จะฟื้นฟูขึ้นมา ตรงนี้มันไม่ได้เป็นไปตามโจทย์ที่รัฐบาลตั้งไว้ ในเรื่องของความสมดุล หรือความเข้มแข็งในส่วนของการบริหารเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ เรื่องเศรษฐกิจก็จะมีเพื่อน ส.ส. อีกหลายท่านได้มาอภิปรายลึกลงไปในแต่ละด้าน ในรายละเอียด แต่ภาพรวมที่ผมได้นําเสนอมาเมื่อสักครู่ซึ่งเป็นตัวเลขสถิติทางการทั้งสิ้น หรือการประเมินจากองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือในระดับระหว่างประเทศทั้งสิ้น บ่งบอกว่า ท่านต้องทบทวนวิธีคิดในการบริหารเศรษฐกิจ นโยบายประชานิยมไม่ทํางาน นโยบาย ประชานิยมไม่ได้เพิ่มความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจครับ ในทางตรงกันข้ามกําลังสร้าง ความเสี่ยงในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง
ในเรื่องของการสะสมหนี้ทั้งของครัวเรือนและของประเทศ ก็บังเอิญครับ ในรายงานของท่านเนื่องจากว่าตามรัฐธรรมนูญจะพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ท่านก็เขียน เอาไว้ว่ามันมีปัญหาและอุปสรรค ท่านบอกว่าในเรื่องการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงยังคงมีอุปสรรคที่ทําให้กลุ่มเป้าหมายยังไม่เข้าใจหลักการและสาระของปรัชญา ที่ลึกซึ้ง ผมถามคําถามเดียวครับ กลุ่มเป้าหมายนี้รวมถึงรัฐบาลด้วยหรือเปล่าครับ ที่บริหาร ประเทศมาโดยการคิดว่าให้คนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทํานโยบายประชานิคมแบบฝืนตลาด สร้างอํานาจซื้อเทียม อย่างเช่นกรณีของโครงการรถคันแรก แล้วนําเศรษฐกิจเรามาสู่จุดนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการทบทวนแนวทางตรงนี้ครับทําอย่างไรบ้านเมืองเรา เศรษฐกิจ เราเข้มแข็งจริงนะครับด้วยการก้าวข้ามประชานิคม แล้วก็นําไปสู่การวางรากฐานที่มี ความจําเป็น ซึ่งกระผมก็ได้ชี้ให้เห็นว่าจากการประเมินของหลาย ๆ ฝ่ายมันไม่ใช่แค่เรื่อง รถไฟหรือถนนหนทางครับ แต่เป็นเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข และการปรับปรุง โครงสร้างที่เกี่ยวกับสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองของเรา ท่านประธานครับ มีเรื่อง ปลีกย่อยอื่น ๆ ที่ผมคงจะขอเกริ่นนําไว้เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้พูด แต่ผมก็ถือว่า เป็นเรื่องสําคัญที่ต้องจับตา บังเอิญความเดือดร้อนเร่งด่วนขณะนี้เรื่องหนึ่งก็ต้องไปดู นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๔ ของรัฐบาลก็คือส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการ และเร่งรัดขยายพื้นที่เขตชลประทาน อันนี้ก็เป็นไปตามมาตรา ๘๕ (๔) ด้วย ก็เรียนให้ ท่านประธานทราบครับว่าเมื่อเช้าผมก็ยังต้องไปดูปัญหาน้ําท่วมอยู่เลยครับ ๒ ภาพต่อไป ท่านจะเห็นครับ สภาพที่กําลังเกิดขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อําเภอศรีมหาโพธิ ตําบลท่าตูม ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าพื้นที่ตรงนี้ชาวบ้านบอกว่าระดับน้ําสูงกว่าปี ๒๕๕๔ แล้วยังจะมีน้ําที่มาจากจังหวัดสระแก้วที่จะมานะครับ แล้วยังมีจังหวัดอื่น ๆ ที่ผมก็ติดตาม รายงานอยู่ ไม่ใช่เฉพาะตามลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาในภาคกลางเท่านั้น จะเป็นจังหวัดพิจิตร จะเป็นจังหวัดอุบลราชธานี ปัญหาเหล่านี้ยังรุนแรง ผมยังได้คุยกับประชาชน แล้วก็ผู้ที่ เกี่ยวข้องในท้องถิ่น เขาก็บอกอย่างที่จังหวัดปราจีนบุรีบอก กบอ. เคยลงมาดูเหมือนกัน แต่ว่าจนถึงวันนี้ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งพูดมาสักครู่นะครับ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กับอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่านไป อะไรคือรูปธรรมที่เป็นความ เปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการเรื่องน้ําครับ
ท่านประธานครับ สําหรับประเด็นอื่น ๆ ที่ผมอยากจะให้ความสําคัญ เป็นพิเศษนะครับเพราะว่าเป็นเรื่องของรากฐานโครงสร้างในอนาคต เรื่องของปัญหาที่เป็น ปัญหาใหญ่ระดับชาติ เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการศึกษาแน่นอน ซึ่งมาตรา ๘๐ (๓) ก็กําหนดให้ เป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานจัดการศึกษาในทุกระดับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เพิ่งพูดไปว่าเป้าหมายสําคัญของรัฐบาลก็คือเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ผมก็ขอใช้แผ่นภาพเดียวครับเดี๋ยวจะมีคนมาลงรายละเอียดครับว่าที่เขา จัดอันดับคุณภาพการศึกษาในอาเซียน ล่าสุดครับเราอยู่อันดับ ๘ ในประเทศที่มีการจัด อันดับ ก็อยู่รั้งท้ายละนะครับ ผมกราบเรียนว่าวันนี้ผมทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี หลายครั้ง รัฐมนตรีท่านใหม่ก็เริ่มพูดถึงนโยบายใหม่ ๆ นะครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าการไป ยกเลิก ใบประกอบวิชาชีพครูก็ดี การจะให้เลิกสอบตรงเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาก็ดีจะเป็น ทิศทางที่ถูกต้อง แต่ที่แน่ ๆ การลงทุนการศึกษาไม่เพียงพอ และนี่คือสิ่งที่เราท้วงติงว่า เมื่อรัฐบาลกําลังนําพาประเทศลูกหลานเราไปเป็นหนี้อีก ๕๐ ปี เป็นไปได้อย่างไรว่า หนี้ก้อนใหญ่ก้อนนี้ไม่มีแม้แต่บาทเดียวมาลงทุนในเรื่องของคน ในเรื่องอนาคตของประเทศ ในเรื่องของการศึกษา ท่านประธานครับ สําหรับในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของการเมืองนะครับ ผมก็อยากจะย้ําเพียง ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ภาระผูกพันรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญก็มีมาตรา ๗๘ และมี มาตรา ๘๒ มาตรา ๗๘ บอกว่ารัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหลัก นิติธรรม มาตรา ๘๒ บอกรัฐบาลต้องปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตาม สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ผมกราบเรียนว่าเวลารายงานนี้พูดถึงเรื่องของปรองดอง นะครับ ก็อาจจะพูดถึงเรื่องของ คอป. หรือใครก็ตาม แต่วันนี้รัฐบาลไม่ได้ดําเนินการตาม นโยบายที่แถลงไว้ในเรื่องการสนับสนุนในการที่จะนําเอารายงาน คอป. มาใช้ และที่สําคัญ ก็คือว่าสิ่งที่มีการผลักดันอยู่ตลอดเวลาโดยคนของรัฐบาล แม้ไม่ใช่ในนามของคระรัฐมนตรี ก็คือเรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรม พันธะผูกพันเรื่องนิติธรรม การปฏิบัติตามสนธิสัญญา ด้านสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ขอให้รัฐบาลอย่าได้มองข้ามสิ่งที่ทางสหประชาชาติเขาเตือนเรา มานะครับในเรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะว่าเขาไม่ต้องการให้เห็นการนิรโทษกรรม ผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการจงใจไปประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น ไม่ว่าจะกระทําโดยฝ่ายใด คือฝ่ายรัฐหรือทางฝ่ายผู้ชุมนุมหรือชายชุดดํา หรือใครก็แล้วแต่ ที่สําคัญครับ ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องปฏิบัติ โดยเสมอกัน ถ้ายังมีการเลือกปฏิบัติทั้งในการพัฒนา ทั้งในเรื่องการใช้เสรีภาพทางการเมือง ความปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้ครับ นโยบายที่แถลงเอาไว้ว่าสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตย เป็นไปได้ยากครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังปล่อยให้ รองนายกรัฐมนตรีไปพูดได้ว่าจะไม่สร้างศูนย์ประชุมให้จังหวัดนั้น จังหวัดนี้ เพราะว่าเขา ยังไม่เลือกพรรคท่าน มันปรองดองยากนะครับ ไม่มีอารมณ์จะให้ เพราะยังไม่เห็นความดี ของเรา ถ้ายังปล่อยให้การบริหารคิดแบบนี้นะครับมันเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความสมัครสมาน สามัคคีของคนในชาติ เพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลของคนทั้งชาติ ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกท่าน เช่นเดียวกันครับ ภาพที่จะปรากฏบนจอ ๒-๓ ภาพนี้ครับ ที่เราเห็นมาตลอด ๒ ปี มันทําให้การปรองดองเกิดขึ้นยากครับ เพราะมีกลุ่มคน ซึ่งสามารถไปข่มขู่คุกคามศาลบ้าง กลุ่มคนที่ไปก่อกวนการจัดกิจกรรมทางการเมือง ของคนอื่นบ้างอยู่ตลอดเวลา ผมทราบดีว่าคนเหล่านี้รัฐบาลอาจจะบอกว่าไม่ใช่รัฐบาล แต่ท่านยอมรับมาตลอดครับว่า เนื้อเดียวกัน แล้วไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวครับหลังจาก ที่มีการร้องขอแล้ว ที่บอกให้ท่านนายกรัฐมนตรีปรามสักนิด ท่านจะไปจัดกิจกรรมของท่าน ไม่ว่าครับ เห็นต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ เห็นต่างจากศาล ไม่ว่าครับ แต่ไม่ใช่ไปใช้สิทธิ ในลักษณะของการกดดัน ข่มขู่ คุกคาม ก่อกวน การทําหน้าที่หรือการใช้สิทธิเสรีภาพ ของคนอื่น นี่ยังไม่นับปรากฏการณ์อีกหลายปรากฏการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นกับสื่อมวลชนบ้าง กับนักธุรกิจบ้างที่เขาเห็นต่างจากรัฐบาล
เรื่องที่ ๒ ในทางการเมืองหรือความมั่นคง ก็คงจะพูดสั้น ๆ เพราะว่า จะมีสมาชิกลงรายละเอียด ก็คือนโยบายข้อ ๕ ของรัฐบาลที่บอกว่า เร่งนําสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วในรายงานนี้รัฐบาลก็เขียนว่า ปัญหาอุปสรรค ในเรื่องภาคใต้คือการประสานงาน บูรณาการ การทํางานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ผ่านมา ๒ ปีแล้วครับ ตกลงโครงสร้าง ท่านจะเอาอย่างไร พวกกระผมเคยแนะนําว่าความจริงกฎหมาย ศอ.บต. ที่เพิ่งออกมาใหม่ ในปลายรัฐบาลที่แล้วทํามันให้เป็นมรรคเป็นผลเถอะครับ แล้วมันจะเกิดการบูรณาการ แต่ท่านก็ไปตั้งองค์กรกรรมการซ้อนกันไปซ้อนกันมา แล้วยิ่งพอตัดสินใจว่าจะมีการพูดคุย แบบเปิดเผย ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ว่าจะต้องมาพิจารณาข้อเรียกร้อง ๕ ข้อ แล้วก็ปล่อย เลขาธิการ สมช. บ้าง รัฐมนตรีหรือคนอื่น ๆ บ้าง มาพูดกันไปคนละทิศละทางนี่ครับ มันไม่ได้เป็นผลดี ผมแค่มีภาพให้เห็นสั้น ๆ ถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ที่เขาจําแนก มาเป็นรายเดือน แล้วท่านประธานจะเห็นครับ ไม่ต้องไปดูในรายละเอียดของภาพหรอกครับ แต่เห็นได้ชัดว่าใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๖ ครับ ดูทางด้านขวาของภาพครับ จะเห็นว่า ความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบมีแนวโน้มสูงขึ้นมากครับ ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนตรงนี้ นะครับ เพราะว่าถ้ายังเดินต่อไปในแนวทางนี้ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าจะสามารถที่จะ นําความสงบสุข สันติสุข ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
สุดท้ายการบริหารราชการแผ่นดิน สั้น ๆ มาตรา ๗๘ ที่บอกว่าท่านต้องเน้น เรื่องของการกระจายอํานาจ ผมก็เพียงจะชี้ให้ท่านเห็นครับว่าสัดส่วนงบประมาณ ของท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาลขยับขึ้นน้อยมาก ในภาวะซึ่งควรจะขยายได้มากกว่านี้ มีการฝาก เอานโยบายของรัฐบาลเข้าไปอยู่ในงานของท้องถิ่น แล้วที่สําคัญก็คือตัวเลขสุดท้ายรัฐบาล ก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญากับกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เขาเคยมาร้อง มาท้วงกับรัฐบาล เอาไว้ให้ได้ร้อยละ ๒๘ ซึ่งความจริงไม่ใช่เป็นข้อเรียกร้องที่มากเลย เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าทั้งหมดที่ผมนํามาเสนอนี่เพื่อเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า หลังจาก ๑ ปี และหลังจากที่ปีแรกท่านกําหนดทิศทางการบริหารเศรษฐกิจก็ดี สังคม การศึกษาก็ดี ความมั่นคงปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ดี ทิศทางเรื่องของการกระจาย อํานาจ การบริหารจัดการน้ํา สิ่งแวดล้อมก็ดี ผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้นที่ผมได้แสดงบ่งชี้ว่า ท่านต้องกลับไปทบทวน เพราะเดินตามทิศทางที่กําหนดไว้ในปีแรก ตัวเลขต่าง ๆ มันฟ้อง ว่ามันไม่ประสบความสําเร็จนะครับ
ส่วนนโยบายข้อสุดท้ายที่จําเป็นจะต้องพูดกันต่อไปก็คือเรื่องการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง ผมจะขอไปใช้สิทธิ ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงเล็กน้อยนะคะ ซึ่งจะได้ไม่กวนเวลาท่านสมาชิกท่านอื่นที่จะได้ อภิปรายต่อไปนะคะ ก็คงจะขออนุญาตเรียนชี้แจง ๒ ประเด็นค่ะ
ก็คือประเด็นที่ทางท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวว่า ดิฉันเอง ได้ลดความสําคัญเรื่องของการส่งออก ต้องกราบเรียนว่าเราให้ความสําคัญค่ะ แต่สิ่งที่เรียนว่า เนื่องจากด้วยโครงสร้างของเรานั้น พึ่งพาการส่งออกอยู่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราถึง อยากจะทําอย่างไรให้เศรษฐกิจในประเทศของเรานั้นมีความเข้มแข็ง เพราะว่าวันนี้ปัญหา ในเรื่องของการส่งออก เราก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจต่าง ๆ มีความผันผวน ดังนั้นกลุ่มประเทศ ใหญ่ ๆ ที่เป็นคู่ค้าเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศยุโรป ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศจีนเองก็ลดกําลังในเรื่องของความต้องการลง ฉะนั้นเราถึงต้องมีการที่จะเปิด ความสัมพันธ์เพิ่มเติม แล้วก็หาตลาดใหม่ เพื่อที่จะมาชดเชยแล้วก็มาทดแทนนะคะ
แล้วก็อีกประการหนึ่งที่เรื่องของปัญหาในเรื่องของยางพาราในจังหวัดภาคใต้ ก็เรียนว่าดิฉันเองก็ไม่ได้ไม่เห็นความสําคัญกับการเจรจา จริง ๆ ต้องเรียนว่าก็ได้มี การติดตามอยู่เสมอ แล้วก็รวมถึงการที่ได้มอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปพูดคุย แล้วก็ รวมถึงรองเลขานุการนายกรัฐมนตรีที่ลงไปถึง ๒-๓ ครั้ง แล้วก็ล่าสุดก็ได้มอบหมายให้กับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีถึง ๓ ท่าน ที่จะลงไปพูดคุย ณ พื้นที่ แล้วก็ตอนล่าสุดก็ยังมีการได้ เชิญตัวแทนจากทุกกลุ่มมาแล้ว ก็ต้องเรียนว่าการพูดคุยนั้นเราก็อยากให้มีการพูดคุยกันครบ ทุกกลุ่มพร้อม ๆ กัน อันนี้ก็จะทําให้การแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้นเป็นระบบ แล้วก็เรียนว่าเราเอง ก็ให้ความสําคัญกับพี่น้องประชาชนทุกท่านค่ะ แล้วสิ่งที่ท่านได้มองว่าการปรองดองหรือ การเลือกปฏิบัตินั้นก็เรียนยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ เราก็เห็นด้วยกับท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรว่าเราอยากเห็นบรรยากาศปรองดอง แล้วเราอยากเห็นการที่พวกเรา ทุกคนนั้นมาร่วมเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ขอบคุณค่ะ
ท่านสรรเสริญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ขอท่านประธานเอาไว้ที่จะมีสไลด์ (Slide) มาประกอบ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ขออนุญาตมิได้ประท้วง ท่านประธาน หารือนิดเดียวก่อนที่จะอภิปรายได้ต่อเนื่องนะครับ
ประเด็นที่ ๑ เราแถลงนโยบายตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๕ ท่านประธานจะวินิจฉัยอย่างไร ให้เปิดโอกาสได้พูดต่อเนื่องจนถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ ไหม เป็นผลกระทบอย่างไร เพราะเดี๋ยวซีกผมอภิปรายบ้างนี้ก็จะถูกประท้วงว่า เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ นโยบายหลายอันที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ออกก็เพิ่งเริ่ม ท่านประธานช่วยวินิจฉัยให้เป็นกรอบในการอภิปรายหน่อยว่าเราจะเอาแค่ปี ๑ ปีที่ ๒ หรือ ต่อเนื่องอย่างไร ท่านประธานโปรดวินิจฉัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ผมขอดูเอกสารนิดหนึ่ง แต่ในขณะที่ดูขอเชิญดอกเตอร์สรรเสริญครับ
ผมได้ขอท่านประธาน เอาไว้ว่าจะมีสไลด์ประกอบการอภิปราย ก็ขอให้ห้องโสตทัศนูปกรณ์เตรียมตัวด้วยนะครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอเรียนท่านประธานตั้งแต่แรกว่า ทีแรกตั้งใจที่จะอภิปรายในเรื่องของภาวะค่าครองชีพ แล้วก็ในเรื่องของหนี้สินภาคประชาชน รวมถึงหนี้ของภาครัฐ ซึ่งผมเองคิดว่าจะเป็นปัญหา ต่อไปในอนาคต แต่ว่าก็ต้องสารภาพกับท่านประธานตรง ๆ ว่าได้มาเปลี่ยนความคิดว่า จะอภิปรายในเรื่องของเศรษฐกิจภาพรวมเมื่อวานนี้ สิ่งที่ทําให้ผมเปลี่ยนความคิดก็เพราะว่า นอกจากเศรษฐกิจในภาพรวมจะไม่ดีแล้วนี้วิธีการเขียนในรายงานแสดงผลงานของรัฐบาล เล่มนี้มันเป็นวิธีการเขียนที่มีลักษณะของการใส่ร้าย แล้วก็โยนบาปมาให้รัฐบาลชุดก่อนหน้า ก็เป็นความจําเป็นที่ผมจะต้องอภิปรายถึงผลงานที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทําเอาไว้ให้ท่าน แล้วหลังจากนั้นก็จะต้องอภิปรายต่อไปว่าเมื่อท่านรับมรดกของรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์แล้ว ท่านเอาไปบริหารต่ออย่างไร และล้มเหลวแค่ไหน ในรายงานของผลงานรัฐบาลฉบับนี้ เขียนไว้อย่างนี้นะครับ เข้ามาบริหารราชการในช่วงที่ประเทศไทยกําลังเผชิญปัจจัยเสี่ยง และผลกระทบทางด้านต่าง ๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกที่กําลังชะลอตัว สถานการณ์การเมือง ที่ไม่มั่นคงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงและพึ่งการส่งออกสูง รวมทั้ง ในเรื่องของความเหลื่อมล้ําทางรายได้ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าข้อความนี้ไม่เข้าใจว่า รัฐบาลเขียนมาได้อย่างไร แล้วก็ผมคิดว่าถ้าเขียนมาในลักษณะไม่ละอายใจอย่างนี้ ผมก็ต้อง แสดงว่าสมัยตั้งแต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทําอะไรซึ่งเป็นมรดกไว้ให้กับรัฐบาลชุดนี้ ขอสไลด์อันแรก ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
อันนี้จริง ๆ เป็นตัวเลข ชุดเดียวกันกับที่ท่านกิตติรัตน์ได้นํามาแสดงและรวมถึงท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ด้วย แต่ผมอยากจะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารราชการเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ คือขีดประเส้นแดงที่อยู่ประมาณกลางแผ่นภาพ ในขณะนั้นภาวะเศรษฐกิจ อยู่ในภาวะที่ดี ซึ่งถ้าไปเทียบกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ซึ่งมารับบริหารราชการ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ขณะนั้นเราอยู่ในช่วงตรงกลางของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หลังจากที่ท่านอภิสิทธิ์บริหารมาเศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ดูตัวเลขนะครับจะไล่ขึ้นมา เรื่อย ๆ ตั้งแต่ติดลบ ๗ ติดลบ ๔ ติดลบ ๒ ขึ้นมาเป็นบวกเป็น ๕.๘ เป็น ๑๒ เป็น ๙.๒ นั่นคืออัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลชุดเราทําเอาไว้ จนมาถึงปี ๒๕๕๓ อัตราการขยายตัวของประเทศไทยสูงเป็นอันดับต้นในภูมิภาค แล้วก็ดีเรื่อยมาจนมาถึง ท่านยิ่งลักษณ์เข้ามารับราชการตอนวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งก็คือตรงเส้นประ ตรงเส้นแดง หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับภาวะน้ําท่วม ในช่วงไตรมาส ๔ ของปีสุดท้ายของ ปี ๒๕๕๔ ซึ่งก็คือไตรมาสสุดท้ายมีภาวะน้ําท่วมทําให้อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ของเราติดลบถึง ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านยังเขียนไว้ในนี้นะครับในเรื่องของการจัดการภาวะ น้ําท่วม ท่านให้เหตุผลว่าเนื่องจากการบริหารจัดการน้ําที่ผ่านมาไม่มีระบบที่ชัดเจนและไม่มี ประสิทธิภาพนั่นเป็นเหตุผลของท่าน แต่ผมคิดว่าหัวข้อนี้เดี๋ยวก็จะมีเพื่อนสมาชิกอภิปราย ต่อไปว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร กลับมาที่สไลด์เดิมนะครับ หลังจากนั้นภาวะน้ําท่วม ก็ผ่านไปซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจหดตัวลง ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ดีขึ้นมาเป็นตามลําดับ แต่ผมจะ ไม่บอกว่าดี เพราะมันเป็นการที่ดีในลักษณะที่ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป จนมาถึงไตรมาส ๔ ของปี ๒๕๕๕ ซึ่งขยายตัวถึง๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นกราฟแท่งที่สูงที่สุดที่เห็นครับ ดูเผิน ๆ คิดว่าดีครับ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เพราะว่าอัตราการขยายตัวเขาเทียบกันเป็นปีต่อปีครับ นั่นก็หมายถึงว่าถ้าเทียบไตรมาส ๔ ในปี ๒๕๕๕ ก็คือจะต้องเทียบอัตราการขยายตัวของ ปี ๒๕๕๔ ในไตรมาส ๔ เช่นเดียวกัน ซึ่ง ณ เวลานั้นมันติดลบอยู่ ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ หมายถึง อะไรครับ หมายถึงว่าในช่วงไตรมาส ๔ ของปีที่แล้วมันติดลบ ฐานมันต่ํา มันจึงทําให้ การขยายตัวในไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๕ กระเถิบสูงขึ้นดูเผิน ๆ ก็นึกว่าดีครับ แต่จริง ๆ ไม่ดี เปรียบเสมือนกับว่าเรามีเงินอยู่ แล้วปรากฏว่าเราจนลง พอปีถัดไปเรามีเงินมากขึ้นมา เพิ่มขึ้นอีกนิดเดียวเราก็หลงดีใจ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ เรายังจนอยู่ครับ อันนี้ครับเป็นสิ่งแรก ที่ผมจะแสดงให้ท่านประธานเห็นว่าเราส่งมอบประเทศให้กับรัฐบาลชุดนี้ในภาวะที่ดีอย่างยิ่ง แต่ว่าส่งมอบไปแล้วรัฐบาลไปบริหารอย่างไรครับ หลังจากนั้นในปี ๒๕๕๖ อัตราการขยายตัว ก็อยู่ในช่วงของการหดตัว ผมคิดว่าท่านจะต้องพิจารณาตัวเอง
ขอสไลด์ชุดถัดไปครับ ที่ท่านบอกว่ามาเริ่มบริหารเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เรามาดูของจริงกันครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น บอกว่าส่งมอบ ตอนนั้นมีเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เรามาดูในเรื่องของการส่งออก ในเรื่องของการท่องเที่ยว แท่งกราฟตรงกลางครับ ก็คือแท่ง ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ส่งมอบให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการส่งออกขยายตัวถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เริ่มต้นการส่งออกหดตัว ๑๕.๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นการบริหารงาน ที่อยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยจริง ๆ แต่ของท่านไม่ใช่ ท่านบริหารต่อมาอีก ๒ ปี มาถึงเดือนกรกฎาคมปรากฏว่าการส่งออกจากที่เราส่งมอบไป ๒๘.๔ เปอร์เซ็นต์ การขยายตัว มันกลับกลายมาเหลือหดตัว ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ การท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกัน กราฟแท่งตรงกลาง เราส่งมอบให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อมีการท่องเที่ยว ขยายตัวถึง ๓๕.๗ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาล อภิสิทธิ์รับมาตอนที่การท่องเที่ยวหดตัว ๒๖.๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วเราบริหารจนถึง ขยายตัว ๓๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านมาบริหารต่อในเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๖ มันเหลือขยายตัว แค่ ๒๒.๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เรียกว่าอะไรครับ
ขอสไลด์ถัดไปครับ ในความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนก็เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นกราฟที่แสดงให้เห็นถึงรายได้ต่อหัว รายจ่ายต่อครัวเรือน และหนี้ต่อครัวเรือน ท่านแถลงในนโยบายเร่งด่วนว่าอย่างไรครับ ท่านบอกว่า ควบคุมราคาขายสินค้าธงฟ้า ทําร้านถูกใจ อันนี้สําเร็จหรือไม่ ขอให้ท่านประธานดูตัวเลขสีฟ้าก่อนนะครับ เพราะอันนั้น เป็นตัวเลขรายได้ต่อหัว ครึ่งแรกที่เป็นสีขาวก็คือครึ่งช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครึ่งหลังที่เป็น สีเหลือง ก็เป็นช่วงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ครับ ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์รายได้ต่อหัว ขยายตัว ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อ ๒ ปี นั่นก็คือเฉลี่ยออกมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อปีนะครับ ส่วนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ขยายตัวในช่วง ๑ ปี ก็คือ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อปีเช่นเดียวกัน ก็เป็นการขยายตัวในอัตราที่เท่าเทียมกัน แต่ปัญหาไม่ใช่อยู่ตรงนั้นครับ ปัญหาอยู่ที่ ในเรื่องของรายจ่ายต่อครัวเรือน ซึ่งก็คือกราฟเส้นบนสุดสีแดงครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์บริหารมา ๒ ปี รายจ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นในราว ๗,๐๐๐ บาทต่อปี ของท่านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตัวเลข ล่าสุดก็คือปี ๒๕๕๕ ก็หมายถึงว่าท่านบริหารมาปีหนึ่ง รายจ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้นเท่าไร ทราบไหมครับ เพิ่มขึ้นจาก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท/ครัวเรือน/ปี มาเป็น ๒๒๕,๐๐๐ บาท คือเพิ่มในระดับ ๑๖,๐๐๐ บาท/ครัวเรือน/ปี จึงไม่น่าแปลกใจครับ มันทําให้ภาวะหนี้ ของภาคประชาชนเพิ่มสูงมาก ซึ่งก็เป็นกราฟตรงกลางสีเหลือง ในช่วงท่านอภิสิทธิ์ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นประมาณ ๖,๐๐๐ บาท/ปี/ครัวเรือน แต่มาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารมา ๒ ปี เพิ่มขึ้นปีละ ๑๕,๐๐๐ บาท หรือ ๒ เท่ากว่า ๆ ครับ นี่ละครับผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ เราได้มอบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ดีให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ท่านไปบริหารแล้วมันเกิดความล้มเหลวเกิดขึ้น
กราฟต่อไปนะครับ อันนี้ก็เป็นกราฟสุดท้ายแล้ว ในเรื่องของหนี้สาธารณะ ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ ได้พูดไปหน่อยหนึ่งแล้ว ผมเพียงแค่เน้นย้ํานะครับ เพราะว่ากราฟหนี้สาธารณะทางด้านซ้ายมือตรงแท่งตรงกลางเป็นช่วงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ รับต่อมาจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์บริหารมา ๒ ปี ๘ เดือนครับ หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ของท่านบริหารมา ๑ ปี ๑๐ เดือน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน ระยะเวลาแตกต่างกันเกือบปีนะครับ ของเราเพิ่มขึ้น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของท่านเพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ลองมาดูในเรื่องของทุนสํารองระหว่างประเทศครับ เพราะผมคิดว่าอันนี้เป็น ตัวเลขสําคัญที่บ่งบอกถึงในเรื่องของทุนสะสมของประเทศที่เรามอบให้แก่ท่าน เรามาตั้งแต่ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ทุนสํารองระหว่างประเทศอยู่ที่ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เรามาส่งมอบให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ ๑๘๘,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลา ๒ ปี ๘ เดือน ท่านมา บริหารไปเกือบ ๒ ปีเพิ่มเข้ามาอีกนิดเดียว ก็คือเพิ่มมาเป็น ๑๙๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นประมาณแค่ประมาณไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น นี่ละครับเป็นการ ตอกย้ําในสิ่งที่ผมพูดไปว่าเราส่งมอบทั้งสภาวะทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งสภาวะทางด้าน ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้กับรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างดี แต่ว่าผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลที่มีโอกาสที่ดีที่สุดนะครับ รัฐบาลหนึ่งที่ได้รับภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งได้รับภาวะ ในเรื่องของความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนได้ดีทีเดียว แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ เมื่อท่านเข้ามาบริหาร ปรากฏว่าท่านทําให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ผมถึงบอกว่ารายงานนี้ เป็นรายงานฉบับปลอม ที่ผมบอกว่าน่าเสียดายนี้ น่าเสียดายว่ารัฐบาลทําพังเพราะอะไรครับ จะขอใช้เวลาอีกเพียงสั้น ๆ เท่านั้นนะครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีย้ําถึง ๒ ครั้งบอกว่า เศรษฐกิจเราพึ่งการส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขอเรียนว่าไม่จริงครับ เพราะที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่าเศรษฐกิจพึ่งการส่งออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มันจริงครึ่งเดียว จริงอยู่ครับ การส่งออกมีขนาดถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของภาวะเศรษฐกิจของประเทศ แต่มีผล ต่อเศรษฐกิจเพียงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะอะไรครับ เพราะว่าการส่งออกนี้ ถ้าจะนํามาคิดในตัวเลขจีดีพี ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์ทุกท่านทราบดีก่อนที่ การส่งออกจะนํามารวมเข้ากับจีดีพีได้จะต้องไปลบกันการนําเข้าครับ แล้วต้องไปบวกกลับ กับรายได้ที่โอนมาจากต่างประเทศซึ่งก็คือรายได้ของพี่น้องประชาชนต่างประเทศที่โอน เข้ามาในประเทศ แล้วก็ต้องนําไปลบกับรายได้ของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งต้องโอนกลับเอาไป หักลบกลบหนี้ออกมาเขาเรียกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดมีอัตราส่วน ประมาณแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเท่านั้น ส่งออกมีขนาด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็จริง แต่กระทบต่อเศรษฐกิจเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วถามว่าที่เศรษฐกิจมันลงไปเพราะอะไรครับ สัดส่วนที่สูงสุดในระบบเศรษฐกิจก็คือการบริโภคภาคประชาชน อันนั้นละครับของจริง มีสัดส่วนถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และทุกวันนี้ที่เป็นปัญหาก็เพราะว่าการบริโภคของ ประชาชนเริ่มชะลอลงเนื่องจากปัญหา ๒ ด้านหลักด้วยกัน ก็คือทั้งของแพง แล้วก็ทั้งหนี้สิน ภาคประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผมได้แสดงชาร์ทให้ท่านประธานได้เห็นแล้ว แล้วผมก็มั่นใจว่า อีกสักครู่จะมีท่านสมาชิกอภิปรายในประเด็นนี้ต่อไปครับ ก็ต้องขอเรียนจบการอภิปราย ไว้แค่นี้ครับ แล้วผมก็คิดว่าเป็นที่น่าเสียดายที่การอภิปรายครั้งนี้ไม่มีการลงมติ เพราะผม มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจะต้องลงมติไม่ไว้วางใจท่านในการบริหารเศรษฐกิจ ครั้งนี้ ขอบคุณครับ
ท่านอภิรักษ์ ท่านจุฤทธิ์ปรึกษานิดหนึ่งนะครับ คืออย่างนี้ผมไม่อยากไปกดเวลาที่ท่าน ให้เวลามานี้ ถ้าเกินไปผมขอทดไปให้ทางซีกท่านได้จดไว้ด้วยนะครับ เพื่อความเป็นระเบียบ เรียบร้อย แล้วก็อยากให้จบโดยไม่มีการทักท้วง เอาอย่างนี้ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมรบกวนว่าให้ท่านประธานช่วยเตือนถ้าเวลาหมด ถ้ามีการใช้เวลา เกินไปมากก็ให้ท่านเตือนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนท่านผู้อภิปราย ขอบคุณครับ
ท่านอภิรักษ์ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในเรื่องผลงานของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ในช่วง ๑ ปี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๕ จริง ๆ ก็เป็นประเด็นที่ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้แถลงให้กับสภาแห่งนี้เมื่อเข้ารับตําแหน่ง ในเรื่องของ แนวทางในการสร้างเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุล แล้วที่สําคัญก็คือในเรื่องของการที่จะ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง ๑ ปีแรกจะสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนแนวทางนโยบายของรัฐบาลที่พบกับ ความล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง และที่สําคัญก็คือในเรื่องของการสนับสนุนภาคเอกชนในเรื่องของการส่งออก ซึ่งรัฐบาล มักที่จะพูดอยู่ตลอดเวลาว่าภาคส่งออกมีความสําคัญถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ สิ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีความล้มเหลวในเรื่องของการบริหารจัดการนโยบาย หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแนวนโยบายในเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ซึ่งถือว่าเป็นการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วก็ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดกลาง ขนาดเล็ก แล้วที่สําคัญ ก็คือทําให้ค่าครองชีพมีการก้าวกระโดดขึ้นไปล่วงหน้า ทําให้พี่น้องประชาชนโดยรวมได้รับ ผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นก่อนที่รัฐบาลเองจะได้มีแนวทางในการที่จะปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ําด้วยซ้ําไป นอกจากนั้นก็จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องของโครงสร้างราคา พลังงานที่ทําให้ต้นทุนของราคาพลังงานไม่ว่าจะเป็นราคาก๊าซ ราคาน้ํามัน รวมไปถึง ก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้า ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนในเรื่องของการผลิตและการขนส่งสินค้าสูงขึ้น สุดท้ายก็จะเป็นในเรื่องของความล้มเหลวในเรื่องของการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ําท่วม ในปี ๒๕๕๔ ซึ่งธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท แล้วก็เป็นประเด็น ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโดยรวม ประเด็นที่ผมจะพูดมี ๓ เรื่อง ในเรื่องของความล้มเหลวของรัฐบาล
เรื่องที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าครองชีพในช่วง ๑ ปี ระหว่างเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ถึง ปี ๒๕๕๕ ถ้าท่านประธานจะจําได้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศที่จะกระชาก ค่าครองชีพด้วยการยกเลิกกองทุนน้ํามันตั้งแต่เดือนแรกในช่วงเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ และมีการลอยตัวก๊าซแอลพีและเอ็นจีวี ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง และการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการส่งสินค้าและมีผลกระทบในเรื่อง ของค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน รวมถึงทําให้น้ํามันดีเซลซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนหลักของ การขนส่งทะลุ ๓๐ บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ต่อมาในช่วงต้นปี ๒๕๕๕ รัฐบาลเองได้มีการปรับลดในเรื่องของค่าใช้จ่าย ที่ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนที่ยากจนในการใช้ไฟฟ้า ๙๐ หน่วย ซึ่งเคยใช้ไฟฟรีตั้งแต่ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ปรับลดเหลือไม่เกิน ๕๐ หน่วยต่อเดือน ทําให้พี่น้อง ประชาชนที่ยากจนที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ลดลงเหลือเพียง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ประเด็นที่สําคัญตรงนี้ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งจากการสํารวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนของพี่น้องประชาชน พบว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ของ ค่าใช้จ่ายครัวเรือนจะประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายทางด้านอาหาร ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายในเรื่องของสาธารณูปโภค ค่าน้ํา ค่าไฟฟ้า อีกประมาณ ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ รวมกันเป็นประมาณ ๖๓-๖๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมจะชี้ให้เห็น ถึงนโยบายที่ผิดพลาดใน ๓ เรื่องซึ่งทําให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนของพี่น้องประชาชนสูงขึ้น แซงทั้งในเรื่องของรายได้ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะมีการปรับขึ้นในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา หรือแม้แต่เงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี หลังจากนั้นรัฐบาลเองก็ได้มีการดําเนินนโยบายที่ผิดพลาดล้มเหลวในเรื่องของพลังงาน ทําให้รถโดยสารต้องปรับขึ้นค่าโดยสารอีกประมาณ ๘-๒๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถโดยสาร รถแท็กซี่ หรือแม้แต่วินมอเตอร์ไซค์ที่พี่น้องประชาชนใช้ในชีวิตประจําวัน รวมไปถึงในเดือนมิถุนายนก็มีการขึ้นค่าไฟฟ้าอีก ๓๐ สตางค์ รวมไปถึงแนวนโยบายที่ทําให้ พี่น้องประชาชนจะมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ตลอดระยะเวลาในช่วง เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ในปี ๒๕๕๕ ในช่วงรอบเพียงเดือนครึ่งรัฐบาลมีการปรับขึ้น ค่าน้ํามันทั้งหมด ๑๑ ครั้ง ทําให้เบนซินสูงขึ้นประมาณ ๓.๓๐ บาทต่อลิตร รวมถึง แก๊สโซฮอล์อีกประมาณ ๒.๗๐ บาท และถ้าเราไปดูในเรื่องของกองทุนน้ํามันก็พบว่า ในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๕ ในช่วงครบ ๑ ปีของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ กองทุน น้ํามันติดลบถึง ๑๔,๕๕๐ ล้านบาท สุดท้ายก็คือในเดือนกันยายน พี่น้องประชาชนต้อง แบกภาระในเรื่องค่าไฟขึ้นอีก ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเล่าให้ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลได้ฟัง ถึงแนวทางที่รัฐบาลเองมีความล้มเหลวในเรื่องของการผลักดันแนวนโยบายในเรื่องของ พลังงานก็ส่งผลกระทบโดยตรงกับค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ทําให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาอาหารสด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะใช้จ่ายครอบคลุมได้ครบถ้วนในส่วนของการที่รัฐบาลเอง พยายามที่จะส่งเสริมในเรื่องของการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ถ้าท่านประธานจะไปสํารวจ ในเรื่องของราคาสินค้า ทั้งราคาอาหารสดในตลาดสด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านโชห่วย ในซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) รวมไปถึงในเรื่องของราคาก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ราคาข้าวแกง ซึ่งเป็นอาหารที่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่หาเช้ากินค่ํา ต้องพึ่งพาในชีวิตประจําวัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็จะมาเล่าลงรายละเอียดให้ท่านประธานได้ฟัง ต่อไป แต่ผมเองจะขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างในบางรายการ ซึ่งถือว่าอาจจะเป็นดัชนีชี้วัด ผู้บริโภคโดยตรง ก็คือในเรื่องของราคาไข่ไก่ ราคาเนื้อหมู ซึ่งที่ผ่านมาในช่วง ๑ ปีก็จะพบว่า มีการปรับขึ้นในเรื่องของราคาไข่ไก่ต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่ไก่เบอร์ ๓ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้ในเรื่องของการทอดเป็นไข่เจียวหรือเป็นไข่ดาวสําหรับอาหารตามสั่ง แล้วก็ไข่เบอร์ ๑ หรือเบอร์ ๐ ซึ่งเป็นเบอร์ที่ขนาดใหญ่กว่า ที่พี่น้องประชาชนหรือแม่บ้าน ซื้อไปทอดไข่บริโภคในครัวเรือน ก็จะพบว่าราคาไข่ไก่จะสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณมากกว่า ๓ บาท ถึง ๓.๕๐ บาทสําหรับไข่ไก่เบอร์ ๓ แล้วก็ต่อเนื่องสูงขึ้นจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ราคาขึ้นไป ถึงประมาณ ๓.๗๐-๓.๘๐ บาท ถ้าเป็นเบอร์ ๐ ก็จะขึ้นไปถึงประมาณ ๔.๕๐-๕.๐๐ บาท โดยประมาณ ส่วนราคาเนื้อหมูที่รัฐบาลพยายามที่จะควบคุมอยู่ที่ประมาณ ๑๒๐-๑๓๐ บาท หรือแม้แต่ในช่วงหลังอาจจะขึ้นไปถึงประมาณ ๑๓๐-๑๓๕ บาท แต่ราคาจริงก็จะเพิ่มขึ้น สูงถึงประมาณ ๑๔๐-๑๔๕ บาท ไม่นับราคาอาหารตามสั่งซึ่งสูงขึ้นอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ ๓๐-๓๕ บาท ถ้าบวกไข่ดาว ๑ ฟองก็จะบวกไปอีก ๑๐ บาท ทําให้พี่น้องประชาชนต้องซื้อ รับประทานในราคาประมาณ ๓๕-๔๕ บาท แต่ว่ารัฐบาลเอง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการ ผลักดันนโยบายที่ประกาศว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน โดยการผลักดัน โครงการร้านถูกใจ เมื่อช่วงต้นปี ๒๕๕๕ แล้วก็ประกาศว่าจะเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูง ถึงประมาณ ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท เป็นโครงการที่จะมีการจําหน่ายสินค้า ๒๐ รายการ ราคาถูกกว่าท้องตลาดประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะประกอบด้วยราคาสินค้า อุปโภคบริโภคที่จําเป็นในชีวิตประจําวัน เช่น ข้าวสาร น้ํามันพืช สบู่ ยาสีฟัน หรือแม้แต่ ในช่วงแรกก็พูดถึงในเรื่องของเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือไข่ไก่ด้วย แต่เอาเข้าจริงต้องใช้ระยะเวลา หลายเดือนกว่าที่จะสํารวจหาร้านเข้าร่วมโครงการ ไม่นับว่าผ่านไปแล้ว ๓ เดือน ๖ เดือน ก็ยังไม่สามารถที่จะมีสินค้าครบรายการ จนกระทั่งต้องมีการปรับปรุงในเรื่องของการเปลี่ยน บริษัทที่จะส่งของ กระจายสินค้าทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งในช่วงแรกก็เสนอว่า จะให้ใช้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด จนกระทั่งช่วงหลังก็ต้องเปลี่ยนมาให้บริษัทเอกชน ผ่านไประยะเวลาครบ ๑ ปีก็พบว่ารายละเอียดของสินค้าทั้ง ๒๐ รายการที่เคยประกาศว่า จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถทําได้ครบตามที่เคยประกาศไว้ รวมไปถึงโครงการ ร้านธงฟ้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นโครงการหลักที่ทางกระทรวงพาณิชย์เองมีความตั้งใจที่จะขายสินค้า ราคาถูกให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารธงฟ้า ไข่ธงฟ้า ข้าวสารธงฟ้า น้ํามันพืชธงฟ้า หรือการทําคาราวานธงฟ้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนพี่น้องประชาชน ที่มีโอกาสได้ซื้อสินค้าธงฟ้าก็จะได้บริโภคสินค้าที่ราคาถูกจริง แต่ว่าเป็นการแก้ไขปัญหา ปลายเหตุ ไม่ได้เป็นการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ต้องไปซื้อของทุกวัน ที่จะต้อง แบกภาระในการซื้อสินค้าที่ราคายังแพงอยู่ แล้วก็นอกจากนั้นก็มีแนวนโยบายที่จะผลักดันในเรื่องของการควบคุมราคาอาหารจานด่วน หรืออาหารตามสั่งให้อยู่ที่ราคาประมาณ ๒๐-๒๕ บาท ซึ่งข้อเท็จจริงผมได้มีโอกาส ได้ลงพื้นที่กับเพื่อนสมาชิกในหลายพื้นที่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถหาร้านค้าที่ขายอาหาร ธงฟ้าในราคาดังกล่าว หรือแม้แต่ถ้าจะขายก็มีปริมาณที่น้อย ซึ่งบางครั้งผู้บริโภคก็ไม่สามารถ ที่จะรับประทานได้ ๑ อิ่ม อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากกราบเรียนท่านประธานในส่วนที่ เกี่ยวข้องโดยตรงในแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของรัฐบาล
เรื่องที่ ๒ ที่มีความสําคัญที่รัฐบาลมักจะประกาศว่าเป็นเครื่องจักรที่จะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักประเทศ ซึ่งสูงถึงประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็พบว่าในส่วนนี้ ทางรัฐบาลเองก็ประสบปัญหาทั้งในเรื่องของการที่จะดูในเรื่องของตัวเลขดัชนีผู้บริโภค ซึ่งถือว่ากระทรวงพาณิชย์เองในฐานะที่เป็นกระทรวงหลักในการที่จะดูแลแก้ไขสินค้า ทั้งในเรื่องของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวม ผมเองนําตัวเลขในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่ใช้ แล้วก็ในทุกครั้งที่กรรมาธิการพัฒนา เศรษฐกิจได้เรียนเชิญท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เรียนเชิญท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์มา ส่วนใหญ่ก็จะใช้ดัชนีผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก ปกติเองกระทรวงก็มักจะ แถลงว่าส่วนใหญ่แล้วค่าเฉลี่ยดัชนีนี้จะสูงไม่เกิน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ สูงประมาณ ๓.๖๓ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๔ แต่ว่ารัฐบาลโดยกระทรวง พาณิชย์ไม่ได้ดูในรายละเอียดหรือไม่ประกาศให้พี่น้องประชาชนรู้ หรือถ้ารู้แล้วก็ไม่มี นโยบายที่จะไปแก้ไขปัญหาโดยตรง ผมยกตัวอย่างบางรายการนะครับ เช่น ในเรื่องของดัชนี กลุ่มอาหารสดและพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มีความสําคัญ ซึ่งพบว่าค่าเฉลี่ยที่เมื่อสักครู่ ผมพูดถึง ๓.๖๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ากลุ่มอาหารสดและพลังงานนี้สูงขึ้น ๘.๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพลังงานสูงขึ้น ๑๕.๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอาหารสดสูงประมาณ ๔.๙๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่าผัก ผลไม้สูงขึ้นประมาณ ๑๖.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ผักสด ๒๗.๔๑ เปอร์เซ็นต์ ผลไม้สด ๑๓.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นในเรื่อง ของน้ํามันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ๑๔.๔๐ เปอร์เซ็นต์ และถ้าเป็นในส่วนของอาหารบริโภคในบ้าน ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ ๖.๘๘ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่าเวลารัฐบาลแถลงตัวเลขดัชนีของรัฐบาลเอง แล้วก็บอกว่าราคาไม่สูง ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์นี้ รัฐบาลหลอกตัวเอง แล้วก็บอกว่า ผู้บริโภคไม่รู้สึก รู้สึกไปเองของแพง แต่จริง ๆ แล้วถ้าท่านมาดูในรายละเอียดในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายทางด้านการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหารสด ค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหาร ที่ผู้บริโภคต้องไปจ่ายซื้อของในตลาดสด หรือแม้แต่กินอาหารตามสั่งนี้จะพบว่ามันสูงขึ้นกว่า ค่าเฉลี่ย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มักที่จะใช้อยู่
เรื่องสุดท้ายที่มีความสําคัญก็คือในเรื่องของการส่งออก ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาล เคยตั้งเป้าการส่งออกสูงขึ้นถึงประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๕ แล้วในช่วงแรก ก็บอกว่าผลกระทบในเรื่องของวิกฤติหนี้ยุโรป วิกฤติการเงินยุโรปนี้ส่งผลกระทบน้อย เพราะเราส่งไปยุโรปน้อย เราส่งไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเทศจีน เป็นประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ว่าท่านลืมไปว่าผลกระทบจริง ๆ แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็นประเทศคู่ค้าที่ส่งไปยุโรปในอัตราที่สูง แล้วถ้า ดูตัวเลขในเรื่องของการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งผมให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล ผมหยิบมา เฉพาะตัวเลขเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ จะพบว่ามีบางเซคเตอร์ (Sector) ที่ถ้าเราดูค่าเฉลี่ยบอกว่าส่งออกนี้ตั้งเป้าไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วสูงขึ้นแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ามีหลายรายการที่รัฐบาลไม่ได้แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ลดลง ๒๑.๕๕ เปอร์เซ็นต์ ยางพาราลดลง ๒๖.๐๙ เปอร์เซ็นต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนประกอบอื่น ลดลง ๑๐.๒๗ เปอร์เซ็นต์ อัญมณีและเครื่องประดับลดลง ๑๓.๔๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่สําคัญที่อยากชี้ให้รัฐบาลเห็นว่า ถ้ารัฐบาลจะดูตัวเลข หรือแถลงตัวเลขต้องลงไปดู ในรายละเอียด แล้วถ้าดูในเรื่องของรายเซคเตอร์ที่มีความสําคัญเกี่ยวโยงกับสินค้าเกษตร ซึ่งเพื่อนสมาชิกจะได้อภิปรายต่อทั้งในเรื่องของราคายางพาราตกต่ํา ผลกระทบในเรื่องของ การส่งออก ผลกระทบในเรื่องของการลดลงของการส่งออกข้าวก็จะพบว่ามีสินค้าเกษตร หลายรายการในช่วงครึ่งปีแรก หรือประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ ยางพารา ซึ่งส่งออกเป็นอันดับ ๕ ของสินค้าทั้งหมดนี้ตกลงประมาณ ๒๖.๐๙ เปอร์เซ็นต์ แผงวงจรไฟฟ้าตกลง ๒๑.๕๕ เปอร์เซ็นต์ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งส่งออกเป็นอันดับ ๔ ตกลงประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้ารวมไปถึงสินค้าเกษตรกรรม ทางด้านสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ ประมง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าที่มีความสําคัญกับพี่น้องเกษตรกร ลดลงถึงประมาณ ๑๖.๓๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลว หรือแม้แต่ การทํางานที่ขาดประสิทธิภาพของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ให้กับพี่น้องประชาชนและการส่งออก
สุดท้ายก็คือในเรื่องสิ่งที่เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลพูดถึงในเรื่องของ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งรัฐบาลพูดมาตลอดตั้งแต่วันแรกจนกระทั่ง ถึงปัจจุบัน พบว่าการเตรียมความพร้อมใน ๔ ประเด็นที่มีความสําคัญ ประเด็นแรกก็คือ ในเรื่องของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ก็จะพบว่าในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย ทั้งในเรื่องของการส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช การส่งเสริมในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การส่งเสริมทั้งในเรื่องของการวางแผนทางด้านการตลาด ซึ่งปกติรัฐบาลจะทราบอยู่แล้วนะครับ ว่าช่วงไหนเป็นช่วงที่เราเรียกกันว่าเป็นซีเซินนาลิตี (Seasonality) หรือช่วงที่จะมีผลผลิต ออกมาสูง เพราะฉะนั้นเราจะพบว่าเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวนที่ปลูกผักผลไม้เองก็จะพบ ปัญหาในเรื่องของสินค้าล้นตลาดหรือแม้แต่ราคาตกต่ําต้องออกมาประท้วงรัฐบาล รัฐบาล ก็มาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุทุกครั้ง อันนี้ก็เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากฝากรัฐบาลในเรื่องของ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซคเตอร์ ที่เกี่ยวข้องทางด้านเกษตรและเกษตรแปรรูป
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งก็ถือว่าได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น แล้วถ้าเราไปดูดัชนีในเรื่องของ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันไอเอ็มดีก็ดี หรือดับเบิ้ลยูอีเอฟ (WEF) ก็จะพบว่าขีดความสามารถในส่วนของเอสเอ็มอีนี้จะต่ํามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ มาตรฐานฝีมือแรงงาน แล้วถ้ายิ่งต้นทุนในเรื่องค่าแรงซึ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเคยเป็นในเรื่องของ คัมเพททิทิฟ เอจ (Competitive Age) ของประเทศไทยในเรื่องของการแข่งขันได้ นี่ก็จะ พบว่าเดี๋ยวนี้ก็จะไม่เป็นแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ต้องฝากรัฐบาลในเรื่องของ แนวนโยบายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ประการที่ ๓ ก็คือในเรื่องวิชาชีพ ผมยังไม่เคยได้ยินรัฐบาลพูดถึงการเตรียม ความพร้อมในเรื่องของ ๘ วิชาชีพ ที่จะต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพ ทางด้านแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักสํารวจ นักบัญชี และนักท่องเที่ยว
สุดท้ายก็คือในเรื่องของอุตสาหกรรมทางด้านท่องเที่ยวและบริการ เพียงแต่ว่า โชคดีครับที่ประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ในเรื่องของวัฒนธรรม ในเรื่องของ ศิลปะชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือแม้แต่ในเรื่องของความสวยงามของธรรมชาติ ซึ่งก็ยัง ทําให้รายได้ทางด้านการท่องเที่ยวนี้สูงขึ้น แต่ว่าเวลาเปิดตลาดอาเซียนแล้วก็จะมีผลกระทบ ในเรื่องของอุตสาหกรรมการบริการ ซึ่งรวมไปถึงในเรื่องอุตสาหกรรมโรงแรม การให้บริการ อุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมในเรื่องของโลจิสติกส์ ซึ่งผมอยากเห็นรัฐบาลที่ผ่านมาแล้ว จริง ๆ แล้วก็ ๒ ปีกว่าแล้ว ได้มีแนวนโยบายมีแนวทางที่ชัดเจนที่จะชี้ให้เห็นว่าเป็น ๑ ใน ๓ นโยบายที่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้แถลงตั้งแต่วันแรก หรือเมื่อสักครู่ตอนที่เรามีการเปิดอภิปราย เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ผมอยากสะท้อนให้รัฐบาล ได้เห็นว่าในช่วง ๑ ปีแรก แล้วก็ต่อเนื่องมาถึงในปีที่ ๒ ในวันนี้รัฐบาลยังจมอยู่กับปัญหา ในเรื่องของประสิทธิภาพในการที่จะขับเคลื่อนแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านชนินทร์ รุ่งแสง ๘ นาทีนะครับท่าน
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของผลงานรัฐบาลใน ๑ ปี ซึ่งถือว่าเป็นการบ้าน ซึ่งถือว่า เป็นการตรวจการบ้านครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก็ต้องกราบเรียนว่าก็ต้องให้ตกในขั้นแรก นี่ละครับ เพราะว่าส่งการบ้านช้า ถือว่าขาดวินัยอย่างรุนแรงนะครับ แทนที่จะส่งภายใน ๑ ปี เข้ามาถึง ๒ ปี ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างมากในสายตาของผมแล้วก็หลาย ๆ คนนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการอภิปรายผลงานแน่นอนที่สุด เราก็ต้องพูดถึงเรื่องของสิ่งที่ รัฐบาลได้มีการสัญญาทั้งตอนในช่วงหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเรื่องของการที่จะไม่ก่อหนี้เพิ่ม จะชําระหนี้ให้กับประเทศ เรื่องสัญญาที่จะลดราคาน้ํามัน โดยยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุน น้ํามัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานครคน กทม. ก็รออยู่ว่า สัญญาว่ารถไฟฟ้า ๒๐ บาท ตลอดสายเมื่อไรจะเกิดขึ้น และที่สําคัญที่สุดที่คนเดือดร้อนมากที่สุดก็คือเรื่องของการกระชากค่าครองชีพ สัญญา เหล่านี้ละครับ แน่นอนที่สุดก็แปรมาเป็นนโยบายที่ท่านแถลงในเดือนสิงหาคม แต่วันนี้ได้มี การตรวจสอบและดูผลงานที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องบอกเลยว่ามันไม่ใช่เป็นไปตามสัญญา แล้วก็ประชาชนส่วนใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินครับทั้งประเทศก็ติดใจ แล้วก็เรียกว่าไม่พอใจ อย่างยิ่งกับการทํางานที่ไม่เป็นไปตามสัญญาของรัฐบาล สิ่งหนึ่งที่ผมจะต้องพูดถึงซึ่งถือว่า เป็นส่วนสําคัญก็คือเรื่องของปัญหาค่าครองชีพ รัฐบาลสัญญา แน่นอนที่สุดในการแถลง ผลงานบอกว่า ๑ ใน ๑๐ นโยบายแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ก็คือการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เนื่องจากเงินเฟ้อและราคาน้ํามัน เชื้อเพลิง ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นนะครับ ๒ ปีที่ผ่านมาประชาชน เดือดร้อนมากจริง ๆ ท่านประธานครับ สวนดุสิตโพล (Poll) เพิ่งสํารวจและเปิดเผยเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒-๓ วันที่ผ่านมานะครับ ประชาชนคนไทยมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกข์ใจ เรื่องข้าวของแพง รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นหนี้สินรุงรังพ้นตัว ตรงนี้สะท้อนครับว่า ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เดือดร้อนอยู่ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลสัญญาและตั้งใจที่จะทํา ท่านประธานครับ สิ่งที่ยืนยันนะครับ ตัวเลขที่เป็นทางการว่า ราคาหรือค่าครองชีพนั้นสูงขึ้น เอาตัวเลขที่เป็นทางการของกระทรวงพาณิชย์นี่นะครับ เมื่อสักครู่ท่านอภิรักษ์ก็ได้พูดถึงไปบางส่วนนะครับ ดัชนีราคาผู้บริโภค ๒ ปีเอาเป็นว่าปีที่แล้ว คือปี ๒๕๕๕ นี่นะครับ กลุ่มอาหารและพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสําคัญ จําเป็นต่อการดํารงชีพนะครับ ขึ้นไปถึง ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ และล่าสุดนะครับ ปี ๒๕๕๖ จากต้นปีมาจนถึงปัจจุบัน มาจนถึงเดือนสิงหาคมนี่นะครับ ขึ้นไปแล้ว ๕.๘๗ ตรงนี้ตัวเลข ที่เป็นทางการที่สะท้อนขึ้นมา แต่ว่าผมคิดว่าความเป็นจริงผมเป็นผู้แทนคนหนึ่งครับ ที่ลงพื้นที่และผมเชื่อเหลือเกินว่าผู้แทนหลายคนลงพื้นที่แล้วจะเจอกับความเป็นจริง ก็คือราคาสินค้าที่มันแพงกว่าสิ่งที่รัฐบาลประกาศและอ้างอิง แน่นอนที่สุดท่านประธานครับ ถ้าหากผมเองพูดเพราะว่าเป็นฝ่ายค้านนี่ ท่านก็จะหาว่ามีอคติหรือว่าดีแต่ค้าน เวลาประชาชน บอกว่าของแพง ท่านก็บอกว่าคิดไปเอง ท่านประธานครับ ผมมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นคนกลาง นี่นะครับ สื่อมวลชนนี่นะครับ เพิ่งไปสํารวจเช่นกันนะครับ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าทุกคนก็ควรจะให้ความเชื่อถือนะครับ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนะครับ ได้ไปสํารวจ ร้านค้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลหลายร้านค้า ราคาสินค้า ราคาอาหารจานหลักขึ้นไป อย่างมาก ๕ บาทถึง ๑๐ บาท ไม่ว่าจะเป็นข้าวกะเพราไข่เจียว ราคาสูงถึง ๔๕ บาทถึง ๕๕ บาท ข้าวผัดธรรมดา ๆ ไม่มีไข่นะครับ ๒๕ บาทถึง ๓๐ บาท ไปสํารวจร้านค้าหลาย ๆ ร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าข้าวแกงล็อค ๑๘ รามคําแหงหัวหมาก ศูนย์อาหารจานโปรดถนนนครไชยศรี เขตดุสิต ร้านอาหารตามสั่งก๋วยเตี๋ยวถนนสุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าวตรงนี้เป็นตัวอย่างนะครับ พูดเป็นเสียงเดียวกันครับโครงการที่ล้มเหลวโครงการหนึ่งคือโครงการธงฟ้าของรัฐบาลนั้น มีปัญหา ร้านค้าเหล่านี้เข้าโครงการตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แต่ว่าเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นจาก การสํารวจครั้งนี้ก็คือว่า ราคาสินค้าที่บอกว่าควบคุมได้นั้น ควบคุมไม่ได้ จํานวนสินค้า ไม่เพียงพอที่จะทําให้กับผู้บริโภค เมื่อรวมต้นทุนบวกค่าแรงที่เป็นนโยบายของรัฐบาลแล้ว ค่าขนส่ง ค่าเช่าต่าง ๆ แพงขึ้น แน่นอนที่สุดครับ เมื่อแก้ไขปัญหาขายของไม่ได้ตาม ความเป็นจริง บางส่วนก็อาศัยลดปริมาณอาหารลง ตรงนี้ครับเป็นสิ่งสําคัญที่สุดที่ผมคิดว่า สะท้อนถึงความเป็นจริงให้กับรัฐบาลว่าในการแก้ไขปัญหานั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา ปัญหาปากท้องค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งของ ความล้มเหลว ต้องยืนยันว่าเกิดจากการบริหารโครงการและใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ โครงการที่เรียกว่าเป็นยาสามัญประจําบ้านนะครับ ธงฟ้าหรือโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ ก็คือโครงการร้านค้าถูกใจ ซึ่งใช้งบประมาณถึง ๑,๓๒๐ ล้านบาท เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ รวมกับ ๓๐๐ ล้านบาท ที่ใช้ไปในปีที่ผ่านมากับโครงการธงฟ้าราคาประหยัด สิ่งที่ได้ ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้สํารวจ ตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอด และยืนยันได้ว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ล้มเหลว ผลาญงบประมาณและก็สร้างภาพอย่างแท้จริงท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้เขียนไว้ สวยหรูนะครับ มีร้านเข้าร่วมโครงการ ๑๓,๘๐๘ ร้านค้านะครับ จะใช้ไปรษณีย์ไทย ใช้องค์การคลังสินค้าในการวางระบบการซื้อขายและจัดจําหน่าย จัดส่ง สินค้า ท่านประธานครับ ความเป็นจริงผมคิดว่าเวลานี้วันนี้เดินไปที่ไหนครับ กระทรวง พาณิชย์ตั้งใจบอกว่ามีร้านค้า ๑๐,๐๐๐ กว่าร้านจะให้มีสินค้า ๒๐ รายการ ราคาสินค้า ถูกกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประหยัดเงินประชาชน ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่วันนี้พบว่าร้านค้า ทุกร้านเกือบจะทุกร้านมีสินค้าไม่ถึง ๒-๓ รายการหรอกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวเป็นเรื่อง ที่น่าสงสัยแคลงใจมากว่าเวลานี้ข้าวถุงที่ขายให้ถูกให้กับประชาชนนั้นมีการยกเลิก โดยคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะฉะนั้นร้านค้า ๑๐,๐๐๐ กว่าร้านร้านวันนี้ร้าง มีแต่ชั้นวางของว่างเปล่า มีแต่ป้ายชื่อร้าน แล้วก็รูป ท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรัฐมนตรีคนที่แล้วที่ทําโครงการนี้ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ เป็นโครงการหนึ่งซึ่งชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับพี่น้อง ประชาชน และที่สําคัญคือผลาญงบประมาณ สร้างภาพ เพราะมีการติดป้ายไว้ สร้างความหวังให้กับประชาชนค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ซ้ําเติม พี่น้องประชาชนโดยสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ซ้ําเติมไม่พูดไม่ได้ท่านประธาน ในขณะที่ภาวะข้าวของแพงรัฐบาลมีนโยบายท่านประธานครับ ขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ผมไม่ว่านะครับ ขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุน เป็นไปตามหลักการ แต่ผมถามว่าใครคิดครับว่าช่วงนี้ ชาวบ้านเดือดร้อน อาหารแพงขนาดนี้ยังมาซ้ําเติมประชาชน ที่สําคัญคือให้เหตุผลว่า ลดภาระกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ใช้น้ํามัน แก้ปัญหาการใช้ ผิดประเภท ปัญหาลักลอบขนส่ง แล้วก็เป็นข้ออ้างที่เรียกว่ายอดนิยมครับ เพื่อรองรับ การเปิดเออีซี (AEC) ท่านประธานครับ ๒ เรื่องนี้นะครับ ผมถามว่าเป็นปัญหาของใคร ปัญหาการใช้ผิดประเภท ปัญหาการลักลอบขนส่งออกผิดประเภท ตรงนี้เป็นความผิดของรัฐบาล แต่ว่าวันนี้คนรับกรรมรับเคราะห์คือประชาชน ท่านแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ท่านก็เลยมาขึ้น ราคาก๊าซแอลพีจีกับประชาชนหรือครับ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นความผิดพลาดนะครับ
อีกสิ่งหนึ่งมีคนเขาฝากถามนะครับ เขาบอกว่าสร้างความเป็นธรรมให้กับ ผู้ใช้น้ํามัน ผมถามว่าวันนี้ผู้ใช้น้ํามันเบนซินได้รับภาระที่มันลดน้อยลงมากน้อยหรือเปล่าครับ ยังเลยครับ จ่ายค่าน้ํามันเท่าเดิมกลับบ้านจ่ายค่าแก๊สแพงขึ้นอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็น สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการทํางานของรัฐบาลนั้นขาดความรับผิดชอบ ขาดประสิทธิภาพ และล้มเหลวโดยสิ้นเชิงครับ ทั้งหลายทั้งปวงด้วยเวลาอันจํากัด ท่านประธานครับ ผมคิดว่า วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามา แน่นอนที่สุดก็เป็นความหวังของคนไทย ฟังจากคําปราศรัย ที่มุ่งมั่นท่ามกลางสายฝนครับ แต่ท่านประธานครับ แต่จากผลงาน ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ล้มเหลวของรัฐบาล วันนั้นผู้นําที่สง่างาม วันนี้กลายเป็นผู้นําที่ขาดความน่าเชื่อถือ สัญญา หน้าฝนท่ามกลางสายฝนวันนั้นกลายเป็นลมปากตากฝนที่ปราศจากความเป็นจริง หลอกลวง ประชาชนโดยสิ้นเชิงครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านโสภณ ซารัมย์ เชิญครับ ๑๕ นาที กรุณาช่วยรักษาเวลาด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กระผมขอวิพากษ์ผลงานของรัฐบาลตลอดระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา ผลงาน ๑ ปี แต่ท่านบริหารไป ๒ ปี ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่โชคดี ที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งหนึ่ง เพราะท่านสามารถชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเกินครึ่งในสภา ถ้ารัฐบาลชุดใดแล้วที่มีเสียงเกินครึ่งในสภาจะสามารถผลักดัน นโยบายที่พรรคตัวเองประกาศได้อย่างสะดวกและมีความสําเร็จอย่างยิ่ง ต้องปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมาท่านประกาศนโยบายแล้วเป็นที่ต้องตาต้องใจประชาชน โดยเฉพาะนโยบายที่ท่านประกาศ ที่กระผมจะต้องกราบเรียนถึงสิ่งที่ผมเรียนว่าท่านล้มเหลว ในนโยบายหลังจากที่ท่านมาบริหารประเทศ นโยบายข้อหนึ่งที่ทําให้ประชาชนในภาคอีสาน หลงเชื่อและเลือกตั้งท่าน หวังว่าเขาจะได้รับการล้างหนี้ให้กับประเทศ มาวันนี้ไปที่ไหน เมื่อเราลงพื้นที่ครับ ถามประชาชนถามว่าท่านหนี้เพิ่มหรือหนี้ลด ทุกเสียงตอบเหมือนกัน หมดครับท่านประธาน หนี้เพิ่ม ฉะนั้นประเด็นที่ท่านสร้างหนี้ให้กับประชาชน ประชาชนตอนนั้นเหมือนความรู้สึกที่เขาอยาก หมดหนี้ เขาเชื่อท่าน โดยเฉพาะประชาชนในระดับรากหญ้า วันนี้ผมเป็นผู้แทนในชนบท ผมอยากสะท้อนให้สภาแห่งนี้ได้เห็นถึงความเป็นหนี้ของประชาชน เราเคยชื่นชม ประชาชน เคยชื่นชมกองทุนเงินล้านที่มันไม่เคยมีในอดีต ผมก็ชื่นชมครับไม่ได้รับการปฏิเสธ แต่มาวันนี้ กองทุนเงินล้านไปก่อหนี้ให้ประชาชน ท่านทราบไหมครับว่าวันนี้ประชาชนในชนบทล้มเหลว ล้มทางเศรษฐกิจ เหมือนในอดีตที่วิกฤติต้มยํากุ้งที่มีสถาบันการเงินล้ม วันนี้ประชาชน ในภาคชนบทเขาล้ม เงินที่ในกระเป๋าเขาไม่พอกับค่าใช้จ่าย เป็นหนี้เพิ่ม ฉะนั้นตอนที่พวกผม รณรงค์หาเสียง พวกผมก็ตระหนักถึงปัญหานี้ พรรคภูมิใจไทยในตอนนั้นถึงประกาศว่าถ้าเรา ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือได้มีโอกาสบริหารประเทศ เราจะยกหนี้กองทุนเงินล้านให้กับ ประชาชน เพราะเรารู้แล้วว่าวันนี้ประชาชนมันเป็นหนี้เกินพอแล้ว ท่านทราบไหมว่ากองทุน เงินล้านขณะนี้ประชาชนเขาบริหารกันอย่างไร ส่วนใหญ่นะครับ พอครบปีประชาชนที่เป็น ดอกเบี้ยไปกู้เงินล้านก็จะไปกู้นายทุนแล้วก็เอาไปใช้หนี้เงินล้านที่ออมสิน แล้วก็กู้เงินออมสิน ไปให้นายทุน ที่สําคัญคือต้องเสียดอกเบี้ย มันก็เป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ ใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แรกของท่าน วันนี้ท่านเติม ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่สองไปอีก ยินดี ๒ เดือนแรกครับที่ได้กู้เงิน แต่พอครบปีหนี้ที่มันไม่ก่อให้เกิดรายได้ มันก็จะไปเพิ่มปัญหาให้ประชาชนจากที่เป็นหนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็จะเป็นหนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าสิ่งที่รัฐบาล บอกว่าจะล้างหนี้ให้ประชาชน จะล้างหนี้ให้ประเทศ มันตรงข้าม มันล้มเหลว อันนี้ในระดับ จุลภาค ในระดับครอบครัวนะครับ ส่วนหนี้ของประเทศที่เป็นหนี้สาธารณะ อย่างที่เราทราบ หลายท่านที่มีความรู้เรื่องนี้ก็ได้พูด รัฐบาลใน ๑ ปี ก็กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาช่วย น้ําท่วมไม่มีใครหรอกครับที่ไม่อยากให้เห็นการแก้ไขปัญหาน้ําท่วม แต่ท่านลืมนะครับ ท่านลืมว่าภาคอีสานไม่ใช่ภาควิกฤติน้ําท่วมไม่มี แต่ว่าเขาวิกฤติภัยแล้ง วันนี้ถ้ารัฐบาลบอกว่า ถ้าให้คนทั้งประเทศแบกหนี้น้ําท่วมส่วนหนึ่ง แต่ต้องให้แบกหนี้ภัยแล้งด้วยแต่รัฐบาล ก็ไม่ได้ทํา ฉะนั้นหนี้ระดับครัวเรือนท่านก็สร้างขึ้น หนี้ในดับประเทศท่านก็สร้างขึ้น ผมจึงกราบเรียนว่าประเด็นที่ท่านบอกว่าล้างหนี้ ถือว่าเป็นนโยบายที่ล้มเหลวอีกนโยบายหนึ่ง เป็นผลงานที่รัฐบาลชุดนี้ล้มเหลว ถือว่าล้มเหลวนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะต้องกราบเรียนท่านประธาน ผมเป็นลูกชาวนา โดยแท้ เกิดในชนบท คือข้าวมันเป็นหัวใจของคนอีสาน ท่านประธานที่เคารพ เมื่อเป็นเด็ก ผมอยากเล่าวัฒนธรรม ท่านประธานท่านก็เป็นคนอีสาน ท่านจะรู้ว่าคนอีสานเขาทํานา ส่วนหนึ่งขาย ส่วนหนึ่งเอาไว้กิน วันนี้ผมอยากให้รัฐบาลได้นําปัญหาระหว่างโครงการ จํานําข้าวกับโครงการประกันรายได้ ผมจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่ามันไม่เสมอภาคกัน มันเกิดความเหลื่อมล้ํากัน โครงการจํานําข้าวคนรวยได้ประโยชน์ แต่คนจนไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลยครับท่านประธาน ผมเรียนอย่างนี้เอาแค่ว่าครอบครัวจน ๆ มีนาอยู่ ๓ ไร่ ๔ ไร่ ๕ ไร่ เอาไว้พอกินก็ไม่ได้พอกินนะครับ อย่าว่าแต่จะเอาไปจํานําเลยครับ เอาพอกินเก็บไว้กิน ยังไม่พอกิน จะเอาข้าวที่ไหนไปจํานํา แต่โครงการประกันรายได้เขามีหลักประกันว่า ถ้าชาวนาถ้าได้ทํานา คุณไม่ได้ขายข้าว แต่ส่วนต่างของการขายข้าวเมื่อไปขึ้นทะเบียน เกษตรกร แล้วจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล อันนี้ประเด็นแรก คือคนจนไม่ได้มีนา ๕ ไร่ ๖ ไร่ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล
อีกเรื่องหนึ่ง ชี้ให้เห็นครับ โครงการจํานําข้าวในอําเภอที่ห่าง ๆ ไกลนี้ครับ มีโรงสีที่เข้าโครงการไม่กี่โรง ท่านประธานครับ น่าอเนจอนาถใจถึงฤดูกาลจํานําข้าว ชาวบ้านต้องไปนอนรอ ๒ คืนก็มี ๒ คืนก็มีครับ แล้วท่านประธานทราบอีกไหมครับ ขายข้าว โครงการจํานําต้องใช้เส้น ทําไมต้องใช้เส้น ต้องเอาเงินไปใต้โต๊ะให้คนชั่ง บอกว่า ให้เปอร์เซ็นต์ต้นข้าวดี ๆ หน่อยนะ ให้วัดค่าความชื้นก็ต้องให้เปอร์เซ็นต์ แต่หารู้ไม่ว่าชาวนา ถูกโกง เพราะว่าถ้าบอกว่าเปอร์เซ็นต์ต้นข้าวไม่เท่ากันอีก เทลงฉางเดียวกันครับ เพราะว่า มันถูกบังคับให้ขายที่เดียวกัน แต่ถ้าโครงการประกันรายได้นี่ ส่วนต่างไปเอากับรัฐบาล เจ้าของโรงสี โรงสีไหนตราชั่งดี มีคุณธรรม แข่งขันกันซื้อ ชาวบ้านก็ไปขายโรงสีที่เขาคิดว่าตราชั่งยุติธรรมแล้วชี้ให้เห็น อีกจุดหนึ่งที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ ที่นานะครับ ภาคอีสานมันมีในเขตชลประทาน ในที่ดอน บางทีที่ดอน ชลประทาน หลวงก็ไม่ได้ไปขุดให้ ต้องอาศัยเทวดาให้น้ําฝนอย่างเดียว ปีไหน ฝนตกก็ได้ข้าวไปจํานํา แต่คนที่อยู่ในเขตชลประทาน เงินรัฐบาล นะครับ สูบ ดํา ไม่มีแล้ง ได้จํานํา ฉะนั้นมันจึงชี้ให้เห็นว่าโครงการจํานําข้าวมันเอาข้าวเป็นหลักครับท่านประธาน อันนี้ลูกชาวนาเถียงตายเลยครับ ผมทํานามาก่อนครับท่านประธาน ผมจึงอยากให้โครงการ จํานําข้าวขอความกรุณาท่านที่เป็นรัฐบาลขณะนี้ครับท่านใคร่ครวญให้ดี ส่วนเรื่องการที่จะ เปิดโอกาสให้ทุจริต ใครโกงอย่างที่เป็นข่าวเป็นคราวกันท่านก็ทราบ โครงการที่ไม่ก่อให้เกิด ทุจริตนี่ท่านไม่ทํา ทําไมไม่ทําครับ โครงการที่จะมีช่องทางทุจริตเยอะแยะเลย เรื่องจํานําข้าว ท่านทํา ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าวันนี้โครงการจํานําข้าวไปไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันมีช่องทางทุจริต เยอะแยะ
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานครับ ถือว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลถือว่าสอบตก ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา นโยบายที่เราไปแจกแท็บเล็ต (Tablet) ให้แก่เด็ก เราก็หวังว่าจะยกคุณภาพการศึกษา ได้ไม่เท่าไรครับท่านประธาน แต่ว่าน่าอเนจอนาถใจครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลติดหนี้ ครูที่ทําวิทยฐานะ เป็นปี ๒ ปีครับ ครูนี่มันจน อยู่แล้ว เขาได้เงินวิทยฐานะ แทนที่จะจ่าย วันนี้เป็นหนี้เขาปี ๒ ปี แล้วจะเอาบุคลากรดี ๆ ที่ไหนไปสั่งสอนลูกศิษย์แล้วให้ ในเมื่อทหารมันขาดขวัญกําลังใจนี้ครับ ผมจึงกราบเรียนว่า ถ้าท่านจะหันมามองดูการศึกษาท่านอย่าไปยุ่งกับเรื่องแท็บเล็ตเลยครับ ท่านมาดูครู ซึ่งเป็นหลัก ท่านมาดูหลักสูตร ท่านมาดูโรงเรียน ซึ่งขณะที่ท่านแจกแท็บเล็ต แต่ประตู หน้าต่างโรงเรียนเปิดไม่ได้ ปิดไม่ได้ครับ เพราะมันโทรม ฉะนั้นเรื่องคุณภาพการศึกษา ที่เรามีปัญหาอยู่ขณะนี้เพราะท่านเกาไม่ถูกที่คัน ท่านช่วยไม่ถูก ท่านช่วยแต่วัตถุ ท่านไม่ได้ ช่วยสภาพจิตใจของบุคลากรที่ไปดําเนินการในเรื่องการบริหาร
อีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพ อันนี้ย้อนนิดหนึ่ง วันนี้เราเห็น โครงการที่รัฐบาลผลักดันที่จะเป็นเมกะ โปรเจก (Mega Project) ใหญ่ ๆ หวังว่าจะพัฒนา ศักยภาพของประเทศให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ แต่ว่าท่านลืม รากหญ้า ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ วันนี้ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงโครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างยังไม่เลยไป ๑ ปี แต่ได้เห็นคอนเซ็ปต์ (Concept) ของรัฐบาล ได้เห็นคอนเซ็ปต์ ของรัฐบาลว่าจะใช้เงินในทิศทางไหน ท่านกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมโยงให้เห็นว่า ความคิดของท่านท่านมองแต่เรื่องวัตถุ ท่านมองแต่เรื่องของคนจน ท่านลืมรากหญ้า ของประเทศ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถนนที่อยู่ในชนบทมากมาย ท่านประธานกลับไปคนก็ต้องมา ขอถนน เพราะท่านประธานเป็นผู้แทนราษฎร โดยศักดิ์ของฐานะท่านประธานนี่ไม่เบา ถามว่าท่านแก้ปัญหาความเดือดร้อนในชนบทได้ไหม ผมเชื่อว่าไม่ได้ ไม่พอ ยิ่งท่านไม่ไปสร้าง ให้เขาเลยนี้ ท่านจะรังเกียจว่าในยุคพวกผมที่เรียกว่าถนนปลอดฝุ่นท่านจะรังเกียจหรือท่าน ไม่ทําต่อก็ไม่เป็นไร ท่านจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไรก็เปลี่ยนไป แต่ท่านละเลยครับ ขอความ กรุณาไปทําโครงการที่เป็นถนนให้ภาคชนบทได้ต่อ แล้วผมเรียนต่อไปว่าท่านพัฒนา ด้านเดียวไม่ได้ครับ ท่านพัฒนาวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ คุณภาพการพัฒนาของประเทศมันต้อง พัฒนาคนไปพร้อมกับวัตถุ เหมือนวันนี้ผมพูด ๒-๓ ครั้งในสภาแห่งนี้ เราไปเยี่ยมคนป่วย ตามโรงพยาบาลเราอเนจอนาถใจมาก เพราะว่าเตียงหนึ่งนอน ๒ คน ไปนั่งรอพบหมอ ๓ ชั่วโมง ได้พบหมอ ๒ นาที ๓ นาที แต่วันนี้ท่านละเลยเขา รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้แสดงถึง ความเอาใจใส่ที่จะดูแลภาคชนบทในเรื่องสาธารณสุข ฉะนั้นจะอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนว่าไม่มีโอกาสทองของการเมืองไทยยุคใดเท่ากับรัฐบาล ยุคนี้ เพราะท่านได้รับฉันทามติจากประชาชนเกินครึ่ง ผมจึงกราบเรียนว่ามันเป็นเรื่อง น่าเสียดาย และนโยบายที่ท่านเขียนไว้สวยหรู แต่ท่านทําไม่ได้ ฉะนั้นจึงอยากกราบเรียน ไปยังหัวหน้ารัฐบาลและรัฐบาลชุดนี้ได้ใช้โอกาสที่เป็นโอกาสทองนี้ให้ทํางานตามนโยบาย ที่ท่านตั้งไว้แล้วจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ส่วนว่าสิ่งที่ท่านล้มเหลวก็เป็นหน้าที่ ของพวกผมฝ่ายค้านที่จะได้ดําเนินการตรวจสอบต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านหม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล ๑๐ นาทีนะครับ
ท่านประธานครับ ผมจะได้ใช้ชาร์ทประกอบการอภิปรายซึ่งได้ขออนุญาตแล้วนะครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาอันจํากัดกระผมจะได้ชี้ให้ ท่านประธานเห็นว่า การบริหารกิจการพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้มีลักษณะที่กลับไป กลับมา ขาดความเป็นเอกภาพ รวมทั้งขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน แต่ที่สําคัญ ไปกว่านั้นกระผมจะได้ชี้ให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่รับชมอยู่ได้เห็นว่ารัฐบาลนี้ ผิดสัญญากับพี่น้องประชาชนอย่างไรบ้าง
เรื่องกองทุนน้ํามัน เป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีครั้งที่ท่านหาเสียง ก่อนการเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ท่านขึ้นเวทีปราศรัยในหลาย ๆ ที่ ไม่ใช่เพียง ที่เดียว แล้วท่านพูดทํานองว่าขณะนี้ข้าวยากหมากแพง พรรคประชาธิปัตย์ยังเก็บเงินเข้า กองทุนถือเป็นการรีดไถพี่น้องประชาชน ท่านบอกว่าถ้าท่านมาเป็นรัฐบาลท่านยืนยันว่า ท่านจะยกเลิกกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง คงไม่ต้องขึ้นคลิป ด้วยเวลาอันจํากัด กระผมเรียน กับท่านประธานว่า หลังจากที่ท่านเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินวันที่ ๕ สิงหาคม ก็ปรากฏทันที เพราะท่านบอกว่าท่านไม่ยกเลิกแล้ว ผมก็แปลกใจว่าท่านประกาศอย่างชัดเจนขนาดนั้น แต่ขณะเดียวกันท่านก็เร่งทําผลงาน วันที่ ๒๖ สิงหาคมท่านประกาศบอกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ซูม (Zoom) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
เก็บเงินเข้ากองทุน สําหรับเบนซิน ๙๕ ราคา ๗.๕๐ บาทต่อลิตร สําหรับเบนซิน ๙๑ ราคา ๖.๗๐ บาทต่อลิตร ท่านบอกว่าท่านรีบทํางานครับ ใน ๓ อาทิตย์ที่ท่านเข้ามาทํางาน ท่านบอกท่านยกเลิก ทั้ง ๒ รายการ ท่านจะเห็นนะครับว่าเป็น ๐ ทั้ง ๒ รายการ ผมก็เรียนครับว่าราคาลดลงจริง ๗.๕๐ บาท กับ ๖ บาทกว่า หลาย ๆ ท่านมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ๑ ในนั้นครับ ตัวกระผม เองนี่ละครับ เพราะผมเรียนว่าในฐานะอดีตนักแข่งรถ ผมก็บอกมาตรง ๆ ทุกครั้งว่าผมมี รถสปอร์ต ถ้าท่านจะได้กรุณาดูนะครับ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการลดการเก็บ ของท่าน ก็คือผู้ที่ใช้เบนซิน ๙๕ แต่ผู้ที่ใช้เบนซิน ๙๕ นั้นไม่ใช่ใครอื่นใดครับ คนที่ใช้รถยุโรป คนที่มีสตางค์ กระผมจึงต้องเรียนถามว่าสิ่งที่ท่านนั้นทําเพื่อพี่น้องประชาชนคนยากจนที่ต้อง แบกรับภาระจริงหรือไม่ หรือท่านทําไปเพียงเพื่อบอกว่ารัฐบาลนี้มา ราคาน้ํามันลดลงทันที เพราะโดยข้อเท็จจริงครับท่านก็จะพบอีกว่าเบนซิน ๙๕ นั้นมีการใช้อยู่เพียงวันละ ๑๐๐,๐๐๐ ลิตรเท่านั้นเองครับ ในขณะที่น้ํามันอื่น ๆ มีการใช้โดยพี่น้องประชาชนที่ยากจน ๖,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร ๗,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร ผมจึงต้องเรียนว่าสิ่งที่ท่านได้ทําไปนั้น ไม่มีความจริงใจเลยครับ แต่ทําไปเพื่อให้ได้หัวข่าว กระผมก็เรียนสอบถามต่อมาครับว่า เบนซิน ๙๑ เหตุใดท่านมีความจําจะต้องงดเว้นการเก็บภาษี ผมก็ได้รับคําตอบจากท่าน รัฐมนตรีขณะนั้น บอกว่าจําเป็น เพราะพี่น้องคนไทย ๑๗ ล้านคนใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งผมก็ รับคําตอบนั้นได้ครับ แต่ก็ได้ชี้ประเด็นให้เห็น ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก คือว่าการงดเก็บภาษีเบนซิน ๙๑ นั้นส่งผลให้กองทุนจะมี ภาระเป็นอย่างมาก เพราะรายจ่ายท่านไม่ได้ลดลงเลย แต่รายได้ท่านหดลงวันหนึ่ง หลายสิบล้านบาท
ประการที่ ๒ ที่อยากจะชี้ให้เห็นว่านโยบายของรัฐบาลนั้นไม่ได้ผ่านการคิดที่ เป็นระบบเป็นระเบียบ ไม่ได้ผ่านการคิดที่บูรณาการมาแล้ว แต่ทําไปในลักษณะพีอาร์สตันท์ (PR Stunts) มากกว่า ท่านประธานลองดูนี่นะครับ ตรงนี้นะครับจะเห็นว่าการที่ท่านปรับลด การเก็บภาษีลง ทําให้น้ํามันเบนซิน ๙๑ ลดลงไป ราคาต่ํากว่าแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ถึง ๓ บาท หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ซึ่งเป็นพลังงานที่เราสามารถผลิตเอง ได้ในประเทศส่วนหนึ่ง คือก็เอทานอล ที่พี่น้องประชาชนคนปลูกอ้อย ปลูกมันสําปะหลัง รออยู่ว่าเราจะพัฒนาไปได้มากแค่ไหน เป็นพลังงานที่ลดการขาดดุลทางการค้าได้ เพราะเราไม่ต้องไปเอามาจากภายนอก เราสนับสนุนมานานครับ แต่เมื่อท่านทําโครงสร้างราคา เป็นแบบนี้ผมได้เตือนท่านครับว่าคอยดูการใช้เบนซิน ๙๑ จะพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันการใช้ แก๊สโซฮอล์ ๙๕ จะลดลง อันนั้นท่านก็ไม่ได้ฟังผมนะครับ ผมเรียนเลยครับว่าเดือนสิงหาคม ครับ นี่คือตัวเลข การใช้แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ลดลงจาก ๖,๐๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ลงไปจนเหลือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าลิตรเองครับ ในขณะที่การใช้เบนซินครับเพิ่มขึ้นจาก ๘,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร ต่อวันไปเป็น ๑๐ ล้านลิตร อันนี้ก็บ่งบอกให้เห็นแล้วครับว่าท่านไม่ได้คิดเลยในเรื่องนี้ ว่าการทําโครงสร้างราคาแบบนี้จะส่งผลอะไรตามา สุดท้ายครับพี่น้องชาวไร่อ้อย มันสําปะหลัง โรงงานเอทานอลประสบปัญหาเป็นอย่างมาก ท่านก็ไปแก้ปัญหาไปทีละเปราะ แบบลิงแก้แห ท่านดูนี่นะครับ ท่านกลับไปลดการเก็บเงินของแก๊สโซฮอล์ลงอีก ๑ บาท เพื่อให้ราคาปลายทางอยู่ใกล้เคียงกัน คือ ๓๖.๒๗ บาท แต่ผมเรียนนะครับว่าผมก็ได้ท้วงติง ไปอีกว่าการที่ทําอย่างนี้ท่านก็ยิ่งเพิ่มภาระของกองทุนมากไปอีก เพราะว่าท่าน กําลังไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นครับ คือกองทุนย่อมเข้าไปสู่ ภาวะติดลบอย่างร้ายแรง ผมก็เรียนว่า ดูจากตัวเลขท่านประธานจะเห็นเลยครับว่ากองทุน ในช่วงหลัง ๆ มีการขาดทุนรายเดือน ไม่ว่าจะเป็นเดือน ยกตัวอย่าง เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๕ ขาดทุนที ๓,๐๙๘ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น ผมก็ได้เรียนไปครับว่าเรื่องของกองทุนนั้น ท่านสัญญากับพี่น้องประชาชนเอาไว้ ท่านสัญญาเลยด้วยซ้ําว่าท่านจะยกเลิกกองทุน สุดท้าย การบริหารจัดการที่มันไม่เป็นเอกภาพเพราะท่านเปลี่ยนรัฐมนตรีทุก ๖ เดือน ส่งผลกระทบ เป็นอย่างมาก ส่งความสับสนในเชิงของกระแสด้านราคาว่าท่านควรใช้น้ํามันอะไร ส่งผลกระทบในเรื่องของเอทานอลที่ได้รับการบูรณาการและพัฒนาการมาโดยตลอด แต่สิ่งที่สําคัญกว่านั้นครับท่านประธาน กระผมอยากจะเรียนว่านั่นเป็นเพียง ๑ ในตัวอย่าง ของการบริหารงานที่บกพร่องล้มเหลวของรัฐบาลนี้ สิ่งที่ผมคิดว่าสําคัญมากกว่านั้นครับ คือผมอยากจะบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่รักษาสัญญากับพี่น้องประชาชน ไม่มีความจริงใจในการ แก้ไขปัญหา ทํางานแบบเอาหน้ารอดไปวัน ๆ ผมไม่เคยกล่าวหารัฐบาลแบบนี้โดยไม่มี หลักฐานนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าในช่วงที่ผ่านมากระผมก็ได้ติดตาม โดยเฉพาะในเรื่อง ของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งท่านประธานจะเห็นว่าในปี ๒๕๕๓ อัตราแลกเปลี่ยนไทยอยู่ที่ ประมาณ ๓๔ บาทต่อเหรียญสหรัฐ ต่อมาครับเงินบาทก็ได้แข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งบัดนี้ เงินบาทแข็งค่าไปสูงสุดอยู่ที่ ๒๙.๕๐ บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๓๐ บาท หมายความว่าต้นทุนในการซื้อน้ํามันของเรา ความจริงถูกลงครับ ร้อยละ ๑๐ เป็นอย่างน้อย ๆ แต่กระผมก็ได้ติดตามนะครับว่าเมื่อไปลองดูราคาหน้าปั๊ม ก็คือราคาที่พี่น้องประชาชน ต้องจ่าย ไม่มีรายการไหนเลยครับที่ลดลงตามที่ท่านบอกมา ก็มีคําถามตามมาครับว่าเหตุใด ราคาในตลาดโลกเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นถือว่าลดลง แต่ทําไมพี่น้องประชาชน คนไทยไม่ได้รับราคาพลังงานที่ถูกลงตามที่เขาว่ากัน
สุดท้ายครับ ผมก็ได้รับคําตอบ กรุณาซูมชาร์ทตรงนี้เลยนะครับ สุดท้ายครับ ผมก็ได้รับคําตอบแล้ว เพราะเมื่อกองทุนของท่านติดลบเป็นจํานวนมาก ท่านต้องยอมรับ ความจริงในเรื่องนี้ ว่าการเก็บเงินเข้ากองทุนมีความสําคัญ ท่านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ขูดรีดประชาชนในวันที่ประชาชนเดือดร้อน ข้าวของแพง ท่านดูนี่ครับ กล้องโปรดซูมเลย นะครับ ท่านดูนี่นะครับ ๑ ปีที่ท่านบริหารงานครับ ท่านแอบกลับมาเก็บเงินเข้ากองทุน เริ่มแรก ๑ ปีท่านเก็บ ๖ บาทต่อลิตร ครับ เมื่อวานนี้เองครับท่านเก็บเงินเข้ากองทุน ท่านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ขูดรีดที่ ๗.๕๐ บาท เบนซิน ๙๕ วันนี้ท่านเก็บ ๑๐ บาทเลย ขึ้นไปร้อยละ ๒๕ ครับ แก๊สโซฮอล์ ๙๕ นะครับ ท่านบอกพรรคประชาธิปัตย์ขูดรีดประชาชน เราเคยเก็บ ๒.๔๐ บาท ท่านเก็บ ๓ บาทเลยครับ นี่ละครับคือข้อเท็จจริงของวันนี้ครับ นอกจากท่านไม่ได้ลดภาระของประชาชน ไม่ได้ยกเลิกกองทุน ท่านยังมีเก็บเพิ่มอีกครับ นี่ละครับคือเหตุผลที่กระผมบอกว่าการบริหารงานแบบกลับไปกลับมา และวันนี้แสดงถึงว่า ท่านหลอกลวงประชาชน ผมเรียนไว้เลยนะครับด้วยเวลาอันจํากัดที่ท่านประธานได้กรุณา ให้ผมเปิดเผยข้อมูลให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ ถ้าท่านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ขูดรีดประชาชน ผมขอบอกเลยครับว่ารัฐบาลนี้ปล้นประชาชนครับ
ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ๑๐ นาทีนะครับ รักษาเวลาด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอสไลด์ที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (กรุงเทพมหานคร) ท่านประธานครับ ป้ายนี้ ยังจํากันได้ไหมครับ ขอนํามาพูดอีกทีครับ ป้ายนี้ถูกปริ้นท์ (Print) ออกมาเป็นไวนิล (Vinyl) ติดทั่วประเทศไทย ล้างหนี้ประเทศไทย สร้างรายได้ประชาชน เอาความสุขที่ได้รับคืนมา เพื่อไทยครับ และเป็นไวนิลสําคัญครับ เป็นป้ายสําคัญในการโฆษณาติดทั่วทั้งประเทศ ต้องขอประทานอภัยวันนี้หาป้ายนี้ไม่เจอแล้วในเขตกรุงเทพมหานคร เพราะว่าน้ําท่วมใหญ่ แล้วก็คงไม่มีกล้าเอาไปแขวนหน้าบ้าน เพราะวันนั้นมันเป็นคํามั่น เป็นความหวัง แต่วันนี้ มันเป็นคําเท็จ เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครติดหน้าบ้านแล้วครับ ท่านประธานครับ ในประเด็น ของหนี้ที่ท่านบอกจะล้างหนี้ให้กับประชาชน วันนี้มันกลายเป็นคําเท็จทั้งนั้น ลองมาดูชาร์ท ที่ ๒ ครับ หนี้สาธารณะที่เขาเรียกว่า เป็นหนี้ของแผ่นดิน จะต้องจ่ายคืนจากเงินภาษีอากร ของประชาชนเป็นหลัก ถ้ารัฐบาลนี้ก็ทําลายสถิติไปแล้วจาก ๔.๒ ล้านล้านบาทในสมัย คุณอภิสิทธิ์ ขึ้นมาเป็น ๕.๒ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท คํานี้ผมจะพูด อยู่ทุกครั้งที่อภิปรายและผมจะย่ํายีรัฐบาลนี้ตลอดเวลาว่า เป็นรัฐบาลที่สร้างหนี้มากที่สุด เป็นประวัติการณ์ครับ ท่านประธานครับ หนี้สาธารณะ คือหนี้ที่ประชาชนจะต้องจ่าย และสุดท้ายเมื่อจ่ายไม่ไหวก็ต้องขึ้นภาษีอากร ซึ่งล่าสุดไปเพิ่งขึ้นภาษีน้ําเมา ภาษีบาปไปเรียบร้อยแล้ว เพราะท่านถังแตกจัดเก็บรายได้ กรมสรรพนสามิตไม่ตรงเป็นไปตามเป้า เอาชาร์ท นี้ลงครับ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก ๔.๒ เป็น ๕.๒ เพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่มีประเทศไทยเขามีหนี้แค่ ๔.๒ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็สร้างหนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เฉพาะหนี้ ในงบประมาณซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหนี้อื่น ๆ ที่ไปซุกอยู่ในรัฐวิสาหกิจอย่าง ธ.ก.ส. ภายใต้ โครงการจํานําหรือยังไม่ได้รวมหนี้ พ.ร.ก. น้ําท่วม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็รวมไปถึง คมนาคมที่จะต้องกู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดไม่ออกเลยครับ ว่าหนี้สาธารณะประเทศไทย จะเป็นเท่าไรภายใต้การบริหารงานอย่างนี้ ๒. หนี้ภาคครัวเรือนก็เพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนี้ครัวเรือน หมายถึง หนี้ของพวกเราเองที่ถัวเฉลี่ยต่อครัวเรือนแล้วมีเท่าไร ชาร์ทแผ่นนี้ เป็นข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยครับ ท่านประธานจะเห็นว่า ในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ในยุคที่คุณยิ่งลักษณ์ดํารงตําแหน่งเพิ่มขึ้นจาก ๕๙๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นเป็น ๑๘๘,๐๐๐ ต่อครัวเรือน ตกแล้วเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ครับ ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ครับ ขึ้นชาร์ทต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ชาร์ทต่อไปเป็นตัวสรุปที่บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทําลายสถิติการสร้างหนี้ ในประเทศไทย ซึ่งไม่สอดรับกับนโยบายที่บอกว่าจะล้างหนี้ ก็คือหนี้สาธารณะสูงถึง ๕.๒ หนี้ครัวเรือนสูงต่อครัวเรือนถึง ๑๘๘,๐๐๐ กว่าบาท นี่คือความล้มเหลว และนี่คือ ความตระบัดสัตย์อย่างชัดเจนของรัฐบาลนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอลงเจาะลึก ในโครงการเดียวที่ทําให้สภาพเป็นแบบนี้ แล้วจะไม่พูดถึงโครงการอื่น เนื่องจากเพื่อนสมาชิก จะได้มีการอภิปรายต่อไป โครงการรถยนต์คันแรก โครงการรถยนต์คันแรกครับ มันส์จริง ๆ โครงการนี้ครับ ประมาณการไว้ตอนต้นว่าจะใช้เม็ดเงินเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายแล้วรัฐบาลบานปลายแห่งนี้ของท่านทํางบที่จะต้องใช้ในโครงการนี้ไปถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท รถจํานวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คัน ออกมาวิ่งในทั่วประเทศไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ วิ่งใน กรุงเทพมหานคร รถติดปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาเกิดจากนโยบายอัปยศคราวนี้ ผมจะอธิบายต่อไป ว่าแล้วนโยบายนี้มันไปส่งผลกระทบถึงหนี้สาธารณะ และหนี้ภาคครัวเรือนที่มีการเพิ่มสูงขึ้น อย่างเป็นประวัติการณ์อย่างไร
ประการที่ ๑ เงินรายได้หายจากภาครัฐไป ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท หายไปครับ เพราะว่าจะต้องเป็นรายได้ที่ท่านจะเก็บได้กรมสรรพสามิต จํานวน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปก็คือว่าไม่ได้มีการนําส่งในเม็ดเงินจํานวนนั้นครับ ก็ขาดรายได้ไป เมื่อขาดรายได้ทําไมครับ ก็เป็นงบประมาณรายจ่ายที่ขาดดุลอย่างไรครับ แล้วเวลาเป็นงบประมาณรายจ่ายที่ขาดดุล หมายความว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับก็ต้องกู้มาชดเชยเพื่อการขาดดุล นี่ละครับ ปัจจัย ของเหตุในการที่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ เพราะว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณแบบขาดดุล เนื่องจากมีโครงการที่ไม่ได้เรื่องแบบรถคันแรก ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากความ บานปลาย กําหนดงบไม่พอแล้ว จาก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ประเทศต้องสูญเสียรายได้ มาดูว่าไปอุดหนุนในอุตสาหกรรมเดียว คือเทเม็ดเงิน ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปอุดหนุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เกิดอะไรขึ้นครับ ผลออกมาคือแท้งครับ เพราะว่าบริษัทประกอบรถยนต์ค่ายใหญ่ ๆ อย่างมิตซูบิชิ โตโยต้า ฮอนด้า ฟอร์ด เขาไม่มี การเพิ่มโรงงานการประกอบรถยนต์ครับ ผิดหวังครับ แท้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ประกอบการ ชิ้นส่วนยานยนต์ต่างหากที่เป็นคนไทย แล้วต้องส่งชิ้นส่วนเข้าสู่โรงงานประกอบพวกนี้ มีการขยายตัวอย่างสูง แล้วก็มีการซื้ออุปกรณ์จํานวนมาก วันนี้กอดคอกันตายเรียบร้อยแล้ว เพราะโรงงานประกอบยานยนต์ไม่ได้ประกอบรถยนต์ให้เป็นไปตามเป้า เขาใช้วิธีการแบค ออเดอร์ (Back Order) คือหมายถึงว่าจองไว้ก่อน แล้วได้ปีต่อไป ปีต่อไปครับ โรงงานประกอบ เขาไม่เพิ่มรายผลิต วันนี้ผมถามท่าน ท่านจะช่วยเขาอย่างไรครับ ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ ไม่ใช่ผู้ประกอบรถยนต์นะครับ คนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เขากอดคอกันตายอยู่ครับในขณะนี้ นี่คือนโยบายที่แท้งแล้วออกมาแบบนี้ครับ มาดูครับที่ศูนย์บริการรถยนต์ตัวแทนจําหน่าย เขาต้องไปเช่าโกดังเก็บรถเดือนหนึ่งเป็นแสน ๆ เพราะมีการยกเลิกการจอง รัฐบาลได้ศึกษา มาก่อนหรือเปล่าว่าสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. เขาระบุชัดครับว่าถ้าท่านมี ความประสงค์จะคืนรถ แล้วรถคันนั้นยังไม่ได้มีการเจาะรูดัดแปลงสภาพ คืนรถได้หมด แล้วต้องคืนเงินจองให้ด้วย หรือว่าถ้าพี่น้องประชาชนไปหาแหล่งเงิน แล้วกู้ไม่ได้ก็คืนรถให้ด้วย คืนเงินจองให้ด้วย นี่ละคือสาเหตุที่ทําให้ศูนย์บริการต่าง ๆ ได้รับผลกระทบในการคืนใบจอง ภายใต้โครงการรถคันแรก ครบห่วงโซ่อุปทาน มาจนกระทั่งถึงคนที่บริโภคคนที่ซื้อรถยนต์ ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้างครับ ไล่ไปเลยครับ
ประการที่ ๑ คนที่เขาซื้อรถยนต์ไป ขีดความสามารถในการบริโภคเขาลดลง แน่นอนครับมันเป็นตัวบอกว่าความล้มเหลวเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่ท่านเพิ่มสูง เป็นประวัติการณ์ถึง ๑๘๘,๐๐๐ เศษต่อครัวเรือนนี่ทําไมมันเกิดขึ้นครับ ถ้าผมเงินเดือน ถ้า ส.ส.อรรถวิชช์เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท ผมผ่อนรถเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท ผมเหลืออีก ๑๑,๐๐๐ บาท จากเดิมที่ผมไม่ต้องผ่อนรถ ผมอาจจะมีแรงครับ พาภรรยาไปเที่ยวจังหวัด เชียงใหม่ พาภรรยาไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวโตได้ แต่วันนี้ทุกเซกเตอร์ (Sector) ถูกดึงลงมาที่ภาคยานยนต์หมดทุกอย่าง ความสามารถของกระผมในการที่จะผ่อนหนี้ ความสามารถของผมในการที่จะเบ่งตัวเองออกมาเพื่อใช้เงิน ไม่เหลือหลอแล้วครับ เพราะหนี้ มันจุกที่คอหอยผม วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยเขาถึงออกมาบอกอย่างไรว่าอัตราส่วนหนี้ ครัวเรือนต่อจีดีพีมันมาสู่ในจุดที่น่ากลัว เห็นไหมครับ วิธีการดําเนินการของท่านมันครบ ห่วงโซ่จริง ๆ ครับ รวมไปถึงรถยนต์ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คัน ที่ออกมาภายใต้โครงการนี้ แรก ๆ ท่านบอกจะใช้เงินแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายบานปลายไปใช้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท รถยนต์ออกมา ๑,๒๐๐,๐๐๐ คัน รถยนต์ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คัน วิ่งในกรุงเทพมหานครมหาศาล รถติดอย่างมากครับ แล้วก็เป็นปัญหาต่อมาครับ การที่ท่านดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ผิดพลาดโดยใช้โครงการประชานิยมแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างโครงการรถยนต์คันแรก มันก่อให้เกิดหนี้สาธารณะอย่างมหาศาล เพราะการจัดเก็บรายได้ของเราลดลงไป ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้ต้องกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณ โครงการรถยนต์คันแรกส่งผลต่อ ความล้มเหลวในการที่ประชาชนคนไทยมีหนี้ภาคครัวเรือนมากขึ้น และหนี้มันจุกคอหอย ทําให้เงินในกระเป๋าผมไม่สามารถไปเจริญเติบโตให้เซกเตอร์อื่นในทางธุรกิจท่องเที่ยว หรือว่า อาหารภัตตาคารต่าง ๆ โตได้ แล้วนี่คือเหตุว่าทําไมภาพรวมเศรษฐกิจของไทยมันถึงย่ําแย่ และนี่คือเหตุที่บอกว่าทําไมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยถึงปรับลดครับ ท่านมา ใหม่ ๆ ต้นปีท่านบอกมันจะโต ๔.๘-๕.๘ วันนี้ปรับลงมาเหลือแค่ ๔.๓ เดี๋ยวก็ลดลงไปอีกครับ ปลายปี เพราะรายจ่ายภาครัฐไม่สามารถจะจ่ายได้ เป็นกรณีปกติ ความหวังอยู่ที่เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช่ไหมครับ สําหรับรัฐบาล ใช่ครับ เพราะว่าท่านผิดดําเนินการพลาด ในงบประมาณประจําปีปกติ ความหวังวันนี้อยู่ที่เงินกู้ และเงินกู้พรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอ ทางออกให้ท่านแล้วว่าทําอย่างไรไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่ากระบวนการนั้นจะต้องผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณ เพียงแต่ว่ากระบวนการนั้นจะต้องประมูลจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ ท่านจะ ไปใช้วิธีในการพิเศษเหมือนเรื่องน้ําที่ท่านเคยทําแล้วล้มเหลวไม่ได้ เพียงแค่นี้ท่านก็ไม่รับ ข้อเสนอพวกเรา และนั่นละครับ จะเป็นปัจจัยว่าตัวช่วยของท่านในไม้สุดท้ายปลายปีก็คือ เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากสอบตกแล้วในงบประมาณปกติ เงินจะไม่ออก ประมาณการจะไม่เป็นไปตามเป้า และนี้คือความน่ากลัวภายใต้การบริหารงานของท่าน ที่เรียกว่า ในช่วงที่ผ่านมาสอบตก ผิดสัญญา ล้มเหลว บานปลาย ขอบพระคุณครับ
ท่านดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมาทวงถามรัฐบาลเรื่องนโยบายเก็บค่าโดยสาร รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย ผมขอใช้รูปประกอบครับ เชิญห้องโสตทัศนูปกรณ์ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ทําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานคงจําได้ดีนะครับ ว่านโยบายเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทต่อสายนั้นเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย จําได้นะครับท่านประธาน ขอรูปที่ ๒ ครับ ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ท่านประธานจะเห็นว่า มีโปสเตอร์หาเสียงของพรรคเพื่อไทยเรื่องเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย ติดไปทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองก็ลงพื้นที่หาเสียง ในหลายพื้นที่ ชูนโยบายเรื่องนี้ครับ ภาพต่อไปครับ ในวันปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศเสียง ดังฟังชัดว่า “ถ้าหากได้รับเลือกเป็นรัฐบาล แน่นอนค่ะ ทุกอย่างพรรคเพื่อไทยและปู จะดําเนินการตามที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนทันทีค่ะ” ทุกอย่าง หมายความว่า นโยบายเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย รวมถึงด้วย ทันที หมายความว่า จะต้องทําทันทีหลังจากที่เป็นรัฐบาล ท่านประธานครับ พอได้เป็น รัฐบาลก็เริ่มแก้ตัว ขอรูปต่อไปครับ แก้ตัวครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๔ โดย พลอากาศเอก สุกําพล สุวรรณทัต ขอภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่าจะเก็บค่าโดยสาร รถไฟฟ้า ๒๐ บาท ตลอดสาย เมื่อสร้างรถไฟฟ้าครบทั้ง ๑๐ สายเท่านั้น ตอนหาเสียงบอกว่า จะทําทันที ทุกคนก็เข้าใจอย่างนั้น รวมทั้งสื่อมวลชนนะครับ ดูภาพต่อไป นี่เป็นเสียงสะท้อน จากสื่อมวลชนโดยคุณภาคภูมิ ป้องภัย ที่เขียนบทความ เรื่อง คําลวง ๒๐ บาท ลงในหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ ความว่า มุมมองของผมในฐานะ คนกรุงเทพฯ ที่ได้ฟังคําแถลงของยิ่งลักษณ์ และเห็นป้ายหาเสียงคือ จําเป็นหรือไม่ที่ต้องมี รถไฟฟ้าครบ ๑๐ สายเสียก่อน แล้วค่อยเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสาย หรือมีแค่ ๓-๔ สายก็สามารถทําตามสัญญาได้ หากบริหารจัดการให้ดี กลับกัน หากยึดถือ ตามบทสรุปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้วละก็ ทําไมตอนหาเสียงไม่ระบุ ให้ชัดเจนในคําแถลงและป้ายไปเลยว่าเราจะสร้างให้ครบ ๑๐ สายเสียก่อน จึงจะเก็บ ค่าโดยสาร ๒๐ บาททุกสาย นั่นเป็นของสื่อมวลชนนะครับ
รูปที่ ๖ ครับ พอถูกสื่อมวลชนทวงถาม ก็มีการแก้ตัวต่อไปครับ ทวงถามว่า เมื่อไรจะได้ใช้สักที ๒๐ บาทตลอดสาย ท่าน พลอากาศเอก สุกําพล สุวรรณทัต ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ว่า รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย จะสามารถให้บริการได้อีก ๓ ปีข้างหน้า หมายถึง ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งสิ่งที่ต้องเร่งทําที่สุดนั้น ก็คือการก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สาย ให้แล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๘ นั้นก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สายไม่เสร็จครับ ปี ๒๕๖๒ เช่นเดียวกันครับ ผมตรวจสอบแผนเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ก็ไม่สามารถก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สาย ให้แล้วเสร็จครับ แต่ที่ท่านบอกว่าจะสามารถให้บริการ ๒๐ บาทตลอดสายได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้นเป็นการชี้ให้เห็นว่าไม่จําเป็นให้รอให้สร้างครบ ๑๐ สายก็สามารถ ให้บริการ ๒๐ บาทตลอดสายได้ครับ และสิ่งนี้ยืนยันโดยรูปที่ ๗ ครับ
รูปที่ ๗ ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนปัจจุบัน ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ท่านได้นําร่องนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย โดยเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิ้งค์ (Airport Link) ตลอดสาย ๒๐ บาท ปรากฏว่า ล้มเหลวครับ ใช้ได้เพียง ๓ เดือนเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ปรากฏว่าผู้โดยสารไม่เพิ่มขึ้น แต่รายได้จากค่าโดยสารลดน้อยลงครับ ชี้ให้เห็นว่า ล้มเหลว ไม่สามารถทําได้ บทสรุปของผมก็คือ ขอรูปต่อไปครับ
รูปที่ ๘ ๒๐ บาทตลอดสายจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะจนถึงวันนี้ ๒๐ บาทตลอดสาย ยังทําไม่ได้สักสายเดียว พอเป็นรัฐบาลแล้วแก้ตัวว่า ต้องรอให้เสร็จ ๑๐ สายก่อน โดยจะเสร็จเร็วที่สุด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งผมยืนยันว่า ไม่สามารถเสร็จได้ครับ ดูตามแผนการใช้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลไม่มี ความสามารถจะก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สายเสร็จได้ครับ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์สามารถอยู่ได้ นานที่สุดแค่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เท่านั้น อยู่ได้แค่ปี ๒๕๕๘ ทําไมไปรับปากถึงปี ๒๕๖๒ ครับ
และข้อที่ ๓ ครับ รฟม. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยชี้แจงว่า รัฐบาลจะต้องอุดหนุนการขาดทุน ปีละกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากนํานโยบาย เก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทต่อสายมาใช้ตัวเลขนี้นะครับ เป็นการคิดแค่ ๘ สายเท่านั้น ถ้ารวมอีก ๒ สายตัวเลขนี้จะมากขึ้นครับ และยังไม่รวมเงินอุดหนุนหรือชดเชย กับผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าเดิมก็คือ บีทีเอส (BTS) ที่ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และบีเอ็มซีแอล (BMCL) ที่ให้บริการรถไฟใต้ดินของ รฟม. ครับ เงินจํานวนมากมายขนาดนี้อาจจะเพิ่มขึ้นถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระหนักของรัฐบาล นั่นหมายความว่าพี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศต้องช่วยกันเสียภาษีเพื่อช่วยเหลือคนกรุงเทพมหานคร ตอนก่อสร้าง ก็ใช้เงินคนจากทั่วประเทศ จากตาสีตาสามาช่วยสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร พอถึงเวลาให้บริการก็หนีไม่พ้นครับต้องใช้เงินจากตาสีตาสามาช่วยเหมือนเดิม ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลล้มเหลว และก็ไม่ทําตามสัญญาที่รับปากไว้กับพี่น้องประชาชน
ต่อไปครับท่านประธาน ผมไปที่เรื่องล็อคสเปค (Lock Spec) ซื้อรถเมล์ เอ็นจีวี ๓,๑๘๓ คัน ขอรูปต่อไปครับ ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ครับ บอกว่า ผมเตือนไปที่รัฐบาลว่าเรื่องนี้มีการล็อคสเปคให้ผู้ประกอบการ ผู้ประสงค์จะเสนอราคา บางราย รูปต่อไปครับ ผมยกตัวอย่างว่ามีข้อกําหนดในทีโออาร์ (TOR) บางข้อ เป็นการ เปิดทาง เป็นการปิดกั้นผู้ประกอบการบางรายและเปิดทางให้เฉพาะบางรายเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในข้อ ๓.๑๐ ซึ่งเขียนว่า ผู้ประสงค์จะเสนอราคาต้องมีผลงานการให้บริการ ซ่อมบํารุงรักษาเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ ธรรมชาติที่นํามาประกอบเป็นรถโดยสารที่ยื่นเสนอราคา ในครั้งนี้กับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชนภายในประเทศมาแล้ว โดยมี ระยะทางการวิ่งใช้งานต่อคันมาแล้วของเครื่องยนต์ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรครับ เขียนอย่างนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าล็อคสเปคให้กับผู้ประกอบการรายเดิมครับท่านประธาน พอผม พูดไปครับ ดีครับ ขสมก. ก็ปรับแก้ขึ้นมา ตัดเรื่อง ๒๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรออกไป ทําให้ ทีโออาร์นั้นดูดีขึ้น แต่ยังปลดล็อคไม่หมด ผมยืนยันว่ายังมีการล็อคสเปค ยกตัวอย่าง ทีโออาร์ ที่มีการแก้ไขแล้วนะครับ ในข้อ ๕.๗ นี้เขียนว่าผู้ประสงค์จะเสนอราคาจะต้องแจ้ง รายละเอียดของการประกอบรถโดยสารว่าผู้ประสงค์จะเสนอราคาจะใช้โรงงานใดในการ ประกอบรถโดยสารในครั้งนี้ และแผนการดําเนินงานประกอบรถโดยสารโดยละเอียด และรายละเอียดผลงานการประกอบรถโดยสารขนาด ๑๒ เมตรครับ เขียนอย่างนี้เป็นการ เปิดทางให้เฉพาะผู้ที่ประสงค์จะเสนอราคาที่สามารถติดต่อกับโรงงานประกอบรถโดยสารได้ ซึ่งในเมืองไทยนั้นมีโรงงานอย่างนี้มีน้อยจริง ๆ และโรงงานทั้งหมดเล่านี้ ซึ่งมีอยู่เพียง ไม่กี่โรงงานเขาได้จับมือกับผู้ประสงค์จะเสนอราคา หรือผู้ที่จะประมูลไว้แล้ว จับมือกันไว้ เรียบร้อยครับ เป็นการปิดกั้นโอกาสผู้ที่สนใจรายใหม่ เขาไม่สามารถเข้าประมูลได้ครับ ท่านประธาน เพราะไม่สามารถหาโรงงานประกอบรถโดยสารได้ จะตั้งโรงงานใหม่ก็ไม่ได้ ครับท่านประธาน
ท่านครับ พอแล้วกระมังครับ
จะตั้งโรงงานใหม่ก็ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีเจตนาที่ดีที่ต้องการให้คนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีรถ ที่มีคุณภาพใช้นะครับ ทีโออาร์ลักษณะนี้จะต้องแก้ไข อันนี้โชคดีนะครับที่มีการจับได้ไล่ทัน ถ้าจับไม่ได้ โครงการที่ใช้เงินถึงมากกว่า ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทจะมีอะไรเกิดขึ้น เรื่องนี้รัฐบาล จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ครับ
ท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ครับ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ในนโยบายที่ทําให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศในเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ นั่นคือนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทค่ะ ที่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ ของประเทศหลงเชื่อ ไม่มีใครไม่เอานะคะ ได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น ๓๐๐ บาท เพราะท่านโฆษณา ชวนเชื่อไว้ตอนที่หาเสียงว่า ค่าแรงขั้นต่ําจะต้องได้ ๓๐๐ บาทต่อวันทันทีทั่วประเทศ โกหกทันทีทั่วประเทศ ทําได้ไหมคะทันที ทําไม่ได้ค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ หลังจากนั้นอีกเกือบปี ปีกว่า ๆ ท่านบอกว่า ข้อที่ ๑ นโยบายเร่งด่วนในปีแรก ก็คือให้แรงงานมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท ฟังดี ๆ นะคะ ช่วยกันจับโกหกหน่อย ให้แรงงานมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาทมีคําว่า ค่าแรงขั้นต่ํา ไหมคะ จับโกหกได้แล้วนะคะ ท่านเปลี่ยนจากคําว่า ค่าแรงขั้นต่ํา เป็น รายได้ เพราะคําว่า รายได้ หมายถึงผลตอบแทนที่นายจ้างมอบให้ ซึ่งหมายรวมถึงสวัสดิการด้วย เพราะฉะนั้นผู้ใช้แรงงานได้ ๓๐๐ บาท แต่ก็จะไม่ได้สวัสดิการ อีกต่อไป โกหกทันทีทั่วประเทศค่ะ ตอนหาเสียงก็จะบอกว่า ๓๐๐ บาททันทีทั่วประเทศ ถัดมาแถลงนโยบายก็บอกว่า ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ก็จะขึ้น ถัดมาก็ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ อันนั้นขึ้นนําร่องไป ๗ จังหวัด ถัดมา ๑ เมษายน ๒๕๕๖ ก็บังคับใช้กฎหมายนี้ทั่วประเทศ นับจากตอนหาเสียง จนถึง ๑ เมษายน ๒๕๕๖ เกือบ ๒ ปี กว่าจะได้ใช้จริง ถามว่า ผู้ประกอบการเอง ผู้ใช้แรงงานเองพอใจไหมคะ เมื่อมาใช้จริงแล้วไม่ได้พอใจเลย อย่าใช้คําว่า พอใจดีกว่าค่ะ ดิฉันขอใช้คําว่า ไม่มีใครอยากได้ ในส่วนของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีสายป่านไม่ยาวมากนัก ถึงแม้รัฐบาล จะบอกว่ามีมาตรการ ๕ มาตรการที่จะช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น มาตรการในการเพิ่มวงเงิน สินเชื่อ มาตรการทางภาษี มาตรการพัฒนาฝีมือแรงงาน มาตรการเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการ หรือมาตรการธงฟ้าทั้งหลายก็ช่วยอะไรไม่ได้ค่ะ เพราะว่าผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ได้ เจ๊งกันระนาวเลยค่ะ ผู้ประกอบการที่อยู่รอดได้เขาต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง วิธีการของเขา ก็คือการลดสวัสดิการ ต่อไปนี้ไม่มีอาหารขายราคาถูกในโรงงาน ต่อไปนี้ไม่มียารักษาโรคฟรีให้ ต่อไปนี้ไม่มีชุดฟรีให้ ไม่มีรถรับส่ง ไม่มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ําให้กับคนงาน แล้วผู้ประกอบการ เหล่านี้เขาว่าอย่างไรรู้ไหมคะ เขาบอกว่ารัฐบาลขี้โกงค่ะ เพราะรัฐบาลใช้นโยบาย ๓๐๐ บาท ในการหาเสียง แต่ว่าคนที่ต้องมาจ่ายเงินให้คนงาน ให้ผู้ใช้แรงงานก็คือผู้ประกอบการเอง รัฐบาลไม่ได้ควักสักบาทเดียว นอกจากลดสวัสดิการต่าง ๆ แล้ว อีกวิธีหนึ่งค่ะ เขาทําอย่างไร เขาลดชั่วโมงการทํางานลง สัปดาห์หนึ่งเคยทํางาน ๖ วัน หรือ ๗ วัน
ท่านเจิมมาศ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ โดยกล่าวว่า รัฐบาลขี้โกง ซึ่งเป็น คําที่ใส่ร้าย เสียดสี แล้วดิฉันอยากจะขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยให้ผู้ที่กําลังอภิปรายนั้น ได้กรุณาถอนคําพูดด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
เอาอย่างนี้ เดี๋ยวท่านใช้สํานวนภาษาใหม่ได้ไหมครับ คือฟังดูทั้งประโยคนะครับ ท่านกําลัง อภิปรายถึงประเด็นเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาทนะครับ แล้วท่านก็มาขมวด เอาอย่างนี้ ผมขอเตือนและก็ขอใช้สํานวนใหม่ก็แล้วกันนะครับ เชิญครับ
ดิฉันไม่พูดซ้ํานะค่ะ แต่ว่าดิฉัน จะขอบอกท่านประธานว่าคําพูดนี้เป็นคําพูดที่ผู้ประกอบการฝากดิฉันมา วิธีการ อีกวิธีการหนึ่งก็คือการลดชั่วโมงการทํางาน คน ๆ หนึ่งคนงานคนหนึ่งทํางานสัปดาห์ละ ๖ วัน ได้ค่าแรง เดิมนะคะเขาได้ ๒๐๐ กว่าบาท ถ้า ๖ วัน เขาก็ได้ประมาณ ๑,๓๐๐ บาท หรือ ๑,๔๐๐ บาทต่อสัปดาห์ แต่วิธีการใหม่ ผู้ประกอบการลดวันทํางานค่ะ ให้ทําแค่ ๔ วัน หรือ ๕ วัน วันละ ๓๐๐ บาท ๓ คูณ ๕ ได้ ๑๕ ก็ได้ประมาณ ๑,๒๐๐ บาท ถึง ๑,๕๐๐ บาท ก็ใกล้เคียงกับค่าแรงเดิมที่เขาได้นะคะ เงินในกระเป๋าก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย อีกวิธีหนึ่งนะคะ ปรับค่าแรงรายวันเป็นค่าแรงรายชิ้นค่ะ ไม่นับเป็นรายวันแล้ว คุณทําได้กี่ชิ้นมานับเป็นรายชิ้น เพื่อตัวเขา ผู้ประกอบการจะได้อยู่รอดได้อย่างไรคะ ดิฉันบอกแล้วนะคะว่ามาตรการเหล่านี้ที่ออกมาช่วย ๕ มาตรการ มาตรการภาษีอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดเกาไม่ถูกที่คันเลย ช่วยเขาไม่ได้เลยค่ะ แล้วเอสเอ็มอี (SME) ก็ปิดรายวัน คนงานก็ถูกลอยแพรายวัน เพราะนโยบายที่เกาไม่ถูกที่คัน ที่ล้มเหลวของรัฐบาลค่ะ จากงานวิจัยของศูนย์วิจัยธุรกิจบัณฑิตนะคะ ค่าแรง ๓๐๐ บาท ทําให้เอสเอ็มอี ๑๐๐,๐๐๐ รายเข้าขั้นวิกฤติ ตกงานอีก ๗๐๐,๐๐๐ ราย ข้อมูลนี้นะคะ แค่วันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๖ นี้เองนะคะ จนถึงวันนี้ผ่านมาอีก ๙ เดือน ดิฉันไม่ทราบว่าตัวเลขจะมากขึ้น อีกเท่าไรนะคะ แล้วก็จะเจ๊งไปอีกกี่รายก็ไม่ทราบนะคะ ผู้ใช้แรงงานเองก็บอกว่า เขาก็ไม่อยากได้ ๓๐๐ บาท เพราะอะไรคะ เพราะเงินในกระเป๋านี้มันไม่ได้เพิ่มขึ้นค่ะ แต่ว่าเงินที่จะต้องออกจากกระเป๋านี้มันมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้ของมันแพงขึ้น พอค่าแรง ๓๐๐ บาทเกิดขึ้นปุ๊บ ของอุปโภคบริโภคขยับขึ้นราคาค่ะ ตัวเขาเอง เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น นิดหน่อย แต่ว่าเขาต้องจ่ายมากขึ้น เงินในกระเป๋าเหลือน้อยลงค่ะ สวัสดิการที่เคยได้ก็ไม่ได้ ข้าวแกงจานหนึ่ง ๓๕ บาท ๔๐ บาท ไข่ดาวอีก ๑๐ บาท ก็เป็น ๔๕ บาท ๕๐ บาท ก๋วยเตี๋ยวก็ราคาพอ ๆ กัน แก๊สก็แพง ไฟฟ้าก็แพง ค่าน้ํามันก็แพง เดี๋ยวนี้นั่งวินมอเตอร์ไซค์ ถามว่าไปใกล้ ๆ นิดเดียว ๕๐ บาท ๖๐ บาท ๘๐ บาทแล้วนะคะ ซ้ําร้ายที่สุดแรงงานได้รับ ผลกระทบก็คือตกงานค่ะ ล่าสุดนี้บริษัทสหฟาร์ม บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทที่อยู่มานานก็ต้องเจ๊ง บริษัทแพนเอเชียฟุตแวร์ก็ต้องเจ๊ง เพราะอยู่ไม่ได้ ด้วยนโยบายที่ล้มเหลวของรัฐบาลนี้เอง สรุปค่ะ ใครเสียหาย ใครได้ประโยชน์จากนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ข้อที่ ๑ ผู้ที่เสียหายนะคะ ข้อที่ ๑ ผู้ประกอบเสียหาย ข้อที่ ๒ ผู้ใช้แรงงานเสียหาย ข้อที่ ๓ ประเทศ เสียหาย ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงค่ะ การส่งออกลดลงค่ะ ดิฉัน ขออนุญาตจากสื่อนะคะ เพื่อไทยรับแล้วค่าแรง ๓๐๐ บาททั่วประเทศทําไม่ได้ทันทีนะคะ โดยคําสัมภาษณ์ของท่านปลอดประสพ สุรัสดี ค่ะ ที่เราหาเสียงไว้ว่าจะทําทั่วประเทศและทํา ทันทีนั้น ในความเป็นจริงแล้วคงทําไม่ได้ เพราะต้องเข้าใจว่านั่นเป็นการพูดเพื่อหาเสียง ดิฉัน ขอชื่นชมท่านจริง ๆ ค่ะ ท่านคิดอะไรท่านก็พูดอย่างนั้น แล้วใครได้ประโยชน์คะ รัฐบาล ได้ประโยชน์ รัฐบาลได้โกหกคําโตทั่วประเทศ รัฐบาลได้โฆษณาชวนเชื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่ทุกฝ่ายเสียหายหมดค่ะ
ท่านศุภชัย ใจสมุทร ๑๕ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ นับตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งมาอย่างถล่มทลาย ได้คะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง นับจากวันนั้นพรรคภูมิใจไทยเราก็คิดว่า เมื่อมติของมหาชนได้มอบให้กับท่านให้เข้ามาบริหารประเทศ เราก็พร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน และจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์เพื่อจะดูการทํางานของท่าน และเราคิดว่าเมื่อพี่น้องประชาชน เชื่อในนโยบายที่ท่านได้นําเสนอต่อพี่น้องประชาชน เราในฐานะฝ่ายค้านก็จะต้องมีหน้าที่ ในการจับตาเฝ้ามองว่าสิ่งที่ท่านได้รับปากกับประชาชนได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ การทํางานปีแรกของรัฐบาลก็เปรียบเสมือนการวางรากฐาน หรือการสร้างลงเสาเข็มให้เกิดความแข็งแรงมั่นคงให้กับบ้านกับเมือง เพื่อที่จะทําให้ ระยะเวลา ๔ ปีข้างหน้าจะเป็น ๔ ปีที่จะทําให้บ้านเมืองเติบโตอย่างแข็งแรง แน่นอนครับว่า ท่านเองรัฐบาลมีความตั้งใจอย่างเอาจริงเอาจังในการที่จะทําหน้าที่เหล่านั้น แต่เมื่อเราได้ ย้อนมองกลับไปก็จะพบว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ท่านทําไปกลับมีเรื่องบกพร่องอยู่มากมาย สิ่งที่ท่านตั้งใจสิ่งที่ท่านบอกกับประชาชนว่าจะทําให้ก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับพี่น้อง ประชาชนมันไม่ได้เป็นในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งผมจะขออนุญาตที่จะพูดในที่ประชุมแห่งนี้ ในช่วงเวลาตามเวลาที่มีอยู่เพียง ๑๕ นาที ท่านประธานครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านก็อยู่ที่นี่ ท่านเป็นคนที่ดูแลด้านเศรษฐกิจมาตั้งแต่วันแรกที่มีการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ วันนี้ต้องบอกว่าเมื่อมองย้อนกลับไปสิ่งที่รัฐบาลพยายามบอกว่า ได้อัดฉีดลงไปในโครงการต่าง ๆ หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรก เรื่องอะไรของท่านก็ตาม ท่านบอกว่าเป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นการสร้างการบริโภคภายในประเทศ แต่ก็ปรากฏชัดเจนแล้วว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้ทําไปพรรคภูมิใจไทยคิดว่าเป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจได้ในระยะสั้น ๆ เท่านั้นเอง นักวิชาการทางเศรษฐกิจเองก็ได้มีการประเมิน การบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจนะครับว่าหากมองในแง่อัตราการเติบโต ทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลเข้ามาบริหารในปีแรก เศรษฐกิจโตเพียง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วมาในปี ๒๕๕๕ จีดีพีก็โตขึ้น ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแปลว่า ๒ ปีเฉลี่ยแล้วก็โตเพียง ร้อยละ ๓ และอัตราที่เท่ากับค่าเฉลี่ยปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๕ ก็พบว่ามีการต่ําสุดในอาเซียน ยกเว้นบรูไน นโยบายประชานิยมในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างให้จีดีพีโตใน ปี ๒๕๕๕ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาลนั้น ส่วนใหญ่อย่างที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่ ก็คือเป็นแผนระยะสั้น แล้วเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในเวลานี้
ประการแรก ก็คือว่าเศรษฐกิจไทยขาดความยั่งยืนจากการที่รัฐเองจะต้อง กันงบประมาณรายจ่ายจํานวนมากเพื่อใช้ในโครงการประชานิยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจํานําข้าว ซึ่งก็เป็นปัญหาอย่างมากมายที่เราได้ทราบกัน เรื่องรถคันแรก โครงการพักหนี้หรือการที่ท่าน จะต้องใช้กลไกในภาครัฐในการเข้าไปแทรกแซงในสินค้าหลาย ๆ ชนิดนะครับเป็นสินค้า เกษตร ซึ่งส่งผลให้งบลงทุนเหลือเพียงสัดส่วนเพียง ๑๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ประการที่ ๒ ก็คือผลจากนโยบายของรัฐบาลทําให้เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เศรษฐกิจไทยกลับมาต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องมาจากการส่งออกและการนําเข้าน้ํามัน ซึ่งตรงนี้ผมก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผลเรื่องของนโยบายรถคันแรกของท่านหรือเปล่า วันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นการถดถอย ในเชิงเทคนิคก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ๆ ที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นั้น ก็ก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้น ซึ่งสมาชิกรายท่านก็ได้อภิปรายไปนะครับ จาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กลับมาเป็น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และหนี้สาธารณะที่ยังไม่ทันได้กู้ มาลงทุนนะครับ ก็พุ่งขึ้นสู่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็มาจากนโยบายจํานําข้าวและที่ซุกไว้ ในรัฐวิสาหกิจอีกหลายที่ที่หากจะต้องมาคํานวณแล้วนี่ผมก็เกรงว่าเรื่องนี้เป็นที่น่าตกใจ นอกจากนี้ท่านประธานที่เคารพครับ นักวิชาการได้แสดงความคิดเห็นไว้น่าตกใจครับว่า ความท้าทายของรัฐบาลก็คือจีดีพีเกือบต่ําสุดในอาเซียน ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาล พูดมาตลอดระยะเวลา ๒ ปีว่าจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้ทําอะไรเลย ในทางตรงกันข้ามนักวิชาการเขาบอกว่าท่านไปกระตุ้นเฉพาะทางด้านฝั่งดีมานด์ ไซด์ (Demand Side) อย่างเดียวซัพพลายไซด์ (Supply Side) ท่านไม่ได้ดําเนินการอะไร อย่างเหมาะควร สิ่งเหล่านี้ท่านประธานที่เคารพครับ มันเป็นปัญหาที่รัฐบาลไม่สามารถที่จะ วางรากฐานที่มั่นคงได้ในช่วงระยะเวลาปีแรกที่ท่านเข้ามาบริหาร และดูจะเป็นปัญหา ที่สําคัญที่สุด ทั้งที่ปัจจัยภายนอกก็ต้องยอมรับนะครับว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรรุนแรงเลย ท่านได้คะแนนกันมาแบบถล่มทลาย แต่ไม่ทราบว่าเป็นการ พุท เดอะ ไรท์ แมน อิน เดอะ ไรท์ จ็อบ (Put the right man in the right job) หรือเดอะ วรอง แมน อิน เดอะ ไรท์ จ็อบ (The wrong man in the right job) หรือเปล่า มันจึงเป็นปัญหาที่เรื้อรังตามมาจนถึง ปัจจุบัน วันนี้ถ้ามองถึงเครื่องยนต์ ๔ เครื่องยนต์ในระบบการสร้างให้จีดีพีมันโต ปัญหาเรื่อง ของการลงทุนภาครัฐ กัฟเวอร์เมนท์ สเปนดิง (Government spending) กําลังมีปัญหา อ่อนแรงและเครื่องก็คงจะดับในไม่ช้า เพราะกว่าที่ท่านจะรอเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะมากระตุ้นให้เศรษฐกิจมันโตขึ้นก็คงน่าเป็นห่วง เพราะวันนี้สิ่งที่เราได้พิจารณากันก็ล้วนแล้วแต่กําลังจะไปรอการพิจารณาอยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนว่าเงินเหล่านี้จะเป็นปัญหาต่อไปในการที่จะทําให้ท่าน ไม่สามารถที่จะมากระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ นี่คือสิ่งที่มุมมองของพรรคภูมิใจไทยมอง
ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น วันนี้ เมื่อสักครู่ท่านโสภณ ซารัมย์ ก็ได้พูดปัญหาเรื่องเศรษฐกิจพี่น้องประชาชนในระดับรากหญ้า ที่ยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนในเรื่องต่าง ๆ ปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมันก็เป็น ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องแก้ การที่ไม่สามารถหยุดหรือยุติค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นได้ อันนี้ประชาชนก็จะต้องได้รับผลกระทุกหย่อมหญ้า วันนี้คนที่ไม่มีผลกระทบก็คือผู้มีรายได้ ระดับสูง แต่ระดับปานกลางลงมาจนถึงระดับล่าง โดยเฉพาะระดับรากหญ้ามีปัญหา ล้วนแล้วทั้งสิ้น วันนี้ราคาสินค้าทุกอย่างราคาอาหาร ราคาน้ํามัน แก๊สหุงต้ม แก๊สขนส่ง ทุกสิ่งทุกอย่างมันรวมถึงปัจจัยการผลิตในทางการเกษตรนะครับ ไม่ว่าจะปุ๋ยเรื่องอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งผมว่าวันนี้ถ้าใครมาพูดเรื่องแพงทั้งแผ่นดิน ผมว่าท่านก็ต้องอย่าไป ปฏิเสธหรือไปแก้ตัว เพราะการแพงมันเกิดขึ้นอย่างแท้จริง แต่เป็นหน้าที่ของท่านนะครับ ในการที่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหา ปัญหาเรื่องราคาของแพงมันเกิดขึ้นจากอะไร หรือว่าทําไม ราคาพลังงานน้ํามันมันสูงขึ้นหรือว่าค่าแรงมันเพิ่มขึ้น ผมว่าไม่จําเป็นต้องไปพูดหรอกครับ สิ่งที่อยากจะถามท่านก็คือว่าเมื่อขึ้นแล้วท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร แน่นอนละครับขึ้นมาตั้งแต่ ท่านเป็นรัฐบาลในปีแรก อภิปรายตรงนั้นมันก็ขึ้น วันนี้มันก็ยังขึ้น เพราะฉะนั้นท่านเอง จะต้องเข้าไปแก้ ผมไม่คิดหรอกครับว่าผมเห็นในเอกสาร ร้านธงฟ้าราคาประหยัด ร้านถูกใจ อะไรต่าง ๆ นี่นะครับ ผมว่าจริง ๆ สิ่งที่ท่านได้มีการดําเนินการผมไม่แน่ใจว่า ท่านจะแก้ เข้าไปตรงจุดหรือไม่ ไม่ถึงขนาดว่าท่านจะแก้ชื่อร้านจากโชห่วยไปเป็นโชว์สวยหรืออะไร นะครับ ซึ่งมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร แต่สิ่งที่ไม่อยากจะให้ท่านพูดก็คือว่าท่านไปว่า เหตุผลทั้งหมดว่ามันขึ้นเพราะสื่อมวลชนบอกว่าราคาสินค้ามันแพง ซึ่งความจริงแล้ว ก็ต้องยอมรับว่ามันแพง สิ่งที่ผมอยากจะเสนอต่อรัฐบาลก็คือว่า ในฐานะพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ทํางานใกล้ชิดกับ พี่น้องประชาชน เราก็พบว่าปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในเรื่องพี่น้อง โดยเฉพาะคนยากคนจน ในเรื่องปัญหาค่าครองชีพนะครับ เราก็อยากจะเสนอว่าถ้ารัฐบาล ๑. ก็คือเปลี่ยนวิธีคํานวณ อัตราเงินเฟ้อมาใช้กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวันมาเป็นฐานในการคิด ได้แก่ หมวดอาหาร เครื่องดื่ม หมวดอาหารสําเร็จรูป หมวดไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ําประปา และแสงสว่าง มันก็น่าจะปรับการถ่วงน้ําหนักของกลุ่มสินค้าเสียใหม่ได้ ๒. ก็คืออยากจะ เสนอให้มีมาตรการการลดค่าครองชีพของประชาชนและผู้ใช้แรงงานโดยเร่งด่วน โดยมี มาตรการการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาอาหาร ราคาน้ํามันเชื้อเพลิง แก๊สหุงต้มและแก๊สขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ทางรัฐบาล จะต้องหาวิธีการในการไปช่วยเพื่อพยุงสถานะของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบท ในภาคเกษตรนะครับ นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากรัฐบาล
อีก ๒ เรื่องที่อยากจะฝาก ก็คือ วันนี้ได้ข่าวว่าท่านจะมีการยกเลิกเรื่อง รถขนส่งมวลชนสาธารณะ รถเมล์ รถไฟ เรือโดยสารทั้งหลายที่บอกว่า วันที่ ๓๐ กันยายน รัฐจะช่วย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์รัฐให้ประชาชนออก ผมว่านโยบายนี้รัฐบาล ไม่ได้สูญเสียเงินไปเท่าไรหรอกครับ ช่วยทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เถอะครับ ช่วยพี่น้องประชาชน ตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็ฝากเมื่อสักครู่ครับ ร้านธงฟ้า ร้านถูกใจนี้ผมว่าในที่สุด เหมือนสมาชิกหลายท่านบอกมันไม่มีของที่ไปวางขายอยู่อย่างครบถ้วนหรอกครับ เพราะฉะนั้นผมว่ากว่าที่จะเดินทางไปซื้อมันก็ไม่ได้อยู่กระจายด้วย ค่ารถก็หมดแล้ว ไม่มีเวลาพอที่จะต้องซื้อนะครับ เพราะฉะนั้นผมว่ายกเลิกพวกนี้เขา หาวิธีการอื่น ๆ ที่มันดีกว่านะครับ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งลืมไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ต้องฝากไปยังรัฐบาลก็คือว่า วันนี้ท่านต้องหาวิธีการในการที่จะช่วยเหลือในด้านการศึกษาก็ดี ในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับผู้สูงอายุ การสาธารณสุข สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ท่านบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ไม่ได้ อภิปราย แต่ฝากบอกมาว่าวันก่อนได้มีตั้งกระทู้ถามสดเรื่องค่าทําศพผู้สูงอายุที่เสียชีวิต นี่นะครับ ๒๖๐,๐๐๐ ราย วันนี้ยังไม่ได้สักบาทหนึ่ง ท่านจงช่วยไปดูหน่อยนะครับ ถามตั้งกระทู้สดแล้ว สดยิ่งกว่าสดปรากฏว่าท่านก็ยังไม่ได้มีการดําเนินการจัดการให้ ซึ่งตรงนี้เป็นจํานวนไม่มากมาย ท่านโปรดรีบไปดําเนินการเถอะครับ แล้วมาแจ้งให้กับ ประชาชนได้ทราบว่าดําเนินการแล้ว เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน
เรื่องที่อยากจะพูดอีกสัก ๒ เรื่องครับท่านประธาน ก็คือปัญหาทางด้าน การเมือง เรื่องของสังคม เรื่องของความขัดแย้ง สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ท่านหัวหน้าพรรค ภูมิใจไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีการแสดงจุดยืนอันสําคัญว่าเราจะช่วยกันดึงฟืน ออกจากไฟ เป็นเรื่องที่ภูมิใจไทยเราพูดกันมาตลอด วันนี้รัฐบาลเองก็จะต้องมีหน้าที่ในการ ช่วยดับไฟในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ในการที่จะให้มันเกิดความสมานฉันท์เกิดขึ้นมาจริง สิ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่าที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรี ในปีแรกท่านบอกว่าอยากให้ลืมอดีต ใช่ไหมครับ ในเรื่องของการที่จะเดินหน้าร่วมกัน แต่ในที่สุดแล้ววันนี้ท่านเพิ่งเริ่มเรื่องปฏิรูป ซึ่งเสียดายว่าถ้าท่านเริ่มมาตั้งแต่ตอนนี้ สนับสนุนเรื่องของการสานเสวนาหรือไดอะล็อก (Dialog) อย่างที่สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมาตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ใช่มาเริ่มเอาทีหลัง ผมว่าวันนี้ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ในเรื่องของการลดความขัดแย้ง การมองอนาคต ร่วมกันของบ้านเมืองของเราน่าจะสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ยังไม่สายครับ ก็ยังยืนยัน ว่าพรรคภูมิใจเอง เราก็ร่วมในการปฏิรูป แต่ขอให้รัฐบาลจริงใจและลดเงื่อนไขความขัดแย้งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่อยากจะฝากทางรัฐบาลนะครับ ในฐานะท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เรื่องดูแลความมั่นคง วันนี้ไปดูเรื่องวิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์อะไรทั้งหลายที่สร้าง ความขัดแย้งนะครับ ทําวิธีการอย่างไรละครับ ใช้อํานาจหน่อยครับ ไปปิดให้หมดเลยก็ได้ ผมว่าวันนี้ถ้าสถานีโทรทัศน์เหล่านั้น สถานีวิทยุเหล่านั้นเงียบไปบ้านเมืองเราอาจจะเจริญขึ้น ความขัดแย้งจะลดน้อยถอยลงก็ได้
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือเรื่องพืชผลการเกษตรตกต่ํา วันนี้ไม่ต้อง พูดหรอกครับว่าข้าว มันสําปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา มันมีปัญหาที่มีผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ อย่างจริง ๆ จัง ๆ พรรคภูมิใจไทยจัดสัมมนาเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรของ พี่น้องประชาชนมาโดยตลอดนะครับ ในไม่กี่วันข้างหน้าเราก็มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของ พี่น้องมันสําปะหลัง คือเรื่องมัน ๆ ปัญหาและทางออกของมันสําปะหลัง เชิญไปร่วมเสวนา กับพรรคภูมิใจไทยนะครับ แล้วจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในการร่วมกันแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ เวลาพอดีเป๊ะเลยครับ
ต่อไปนะครับ คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช ๗ นาทีนะครับ เดี๋ยวนะครับ คุณหญิงกัลยา เห็นโน้ต (Note) ของวิปมาจะให้คุณหญิงกัลยาก่อนหรือท่านสามารถก่อน ท่านสามารถ ก่อนนะครับ แล้วคุณหญิงกัลยาต่อจากท่านสามารถนะครับ ท่านสามารถ ๘ นาทีนะครับ เชิญท่านสามารถ ม่วงศิริ ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตํารวจเอก นายแพทย์สามารถ ม่วงศิริ ครับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เขตบางบอนและหนองแขมครับ ตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ ข้อ ๑.๑๔ ก็คือพัฒนาระบบ ประกันสุขภาพบูรณาการสิทธิผู้ป่วยให้ได้รับจากระบบประกันสุขภาพต่าง ๆ รัฐบาลได้ ประกาศนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินไม่ถามสิทธิ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ กล่าวคือ เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งผมให้ท่านเห็นว่านโยบาย เหล่านี้เป็นนโยบายโฆษณาชวนเชื่อ เพราะเนื่องจาก ๑. ก็คือท่านลองไปสอบถามประชาชน ต่าง ๆ ที่ไปใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินไม่ถามสิทธิดู พอท่านไปที่โรงพยาบาล ทุกโรงพยาบาล ถามสิทธิหมดนะครับ แล้วถามว่าท่านสามารถจากค่ารักษาพยาบาลได้หรือไม่ ผู้ป่วยไปใช้สิทธิ ๓๐ บาท บอกว่าท่านกลับไปที่โรงพยาบาลต้นสังกัด ท่านมีสิทธิประกันสังคมก็กลับไปที่ โรงพยาบาลต้นสังกัดท่าน มีสิทธิข้าราชกาหรือก็ไปใช้ที่โรงพยาบาลรัฐบาล หรือว่าท่านต้อง สํารองจ่าย โรงพยาบาลเอกชนที่ท่านบอกว่าสามารถเจ็บป่วยฉุกเฉินไม่ถามสิทธิเหล่านั้น ปฏิเสธบอกว่าโรงพยาบาลไม่เข้าร่วมโครงการบ้าง ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเห็นว่า เป็นนโยบายที่ท่านประกาศมาแต่ยังทําไม่ได้ จริง ๆ แล้ว ซึ่งโรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้ ในอดีตเขาก็เจ็บป่วยฉุกเฉินเขาก็รักษาตามมนุษยธรรมอยู่แล้ว ถ้าสมมุติเจ็บป่วยถึงชีวิต โรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้ทิ้งผู้ป่วย ซึ่งเหมือนกับท่านไปเพิ่มเติม แต่ผมยังไม่เห็นนโยบาย ที่เป็นรูปเป็นธรรม นอกจากนั้นในโครงการ ๓๐ บาท ท่านก็ได้ยินคําร้องเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าบริการ ที่หนาแน่น ผู้ป่วยหนาแน่น รอนาน ยาด้อยคุณภาพ ก็ยังมีผู้ป่วยร้องเรียนตลอดเวลา หรือว่า ผู้ป่วยที่จําเป็นต้องได้รับการฟอกไต เครื่องฟอกไตที่โรงพยาบาลก็ไม่เพียงพอ ก็ให้ไปใช้ที่ เอกชน ประชาชนก็ไม่มีเงินค่าใช้จ่ายหรือพยายามที่จะกําจัดสิทธิของผู้ป่วยไม่ให้ฟอก ต้องให้ฟอกทางหน้าท้องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมจึงเห็นว่านโยบายสิทธิของนโยบายสาธารณสุข ยังเป็นปัญหาอยู่ครับ
สําหรับนโยบายต่อไปที่ยังเป็นปัญหาคือ นโยบายข้อ ๘.๒ เรื่องกฎหมาย และยุติธรรมครับ เพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวนป้องกันอาชญากรรมแก้ไขฟื้นฟู ผู้กระทําผิดคืนคนดีกลับสังคม อาชญากรรมตอนนี้เกลื่อนเมืองจริง ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น ฉกชิงวิ่งราว ลักทรัพย์ ลักรถจักรยานยนต์ ลักรถยนต์ ถ้าท่านไม่เชื่อท่านไปที่เขตบ้านผม เลยครับ บางบอน-หนองแขม ตลอดเส้นเอกชัย ผมได้รับร้องเรียนทุกหมู่บ้าน หมู่บ้าน พระปิ่น ๕ หมู่บ้านธีระ หมู่บ้านสังสิทธิ์ หมู่บ้านปิ่นทอง หมู่บ้านดีเค มันเป็นปัญหาจริง ๆ ตอนนี้ ฉกชิงวิ่งราวเกลื่อนเมืองจริง ๆ แต่ผมว่าสาเหตุหลักคือการที่รัฐบาลปล่อยอบายมุข เกลื่อนเมืองมากกว่า คําว่า อบายมุข ไม่ว่าจะตู้ม้า สล็อต (Slot) และบ่อนการพนัน ถ้าท่าน ไม่เชื่อท่านไปดูที่ซอยกํานันแม้น ๑๑ ครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎร ผมเป็นแพทย์มาก่อนครับผมไม่รู้จักเรื่องการพนัน แต่พอมาเป็นผู้แทนราษฎรชาวบ้านร้องเรียน ไม่เว้นแต่ละวันเรื่องจับยี่กี ผมไม่ทราบจับยี่กีคืออะไร ประชาชนเขามาร้องเรียนจนกระทั่ง ผมเข้าใจมันเป็นเหมือนกับออกหวยครับ ซึ่งผมก็บอกแทงครั้งละ ๒๐ บาท ๔๐ บาท มันจะ หมดตัวได้อย่างไร แต่ว่าแปลกเหมือนกันครับ จับยี่กีไปหากินกับคนยากจน ไม่หากินกับแม่ค้า ตามตลาด ซึ่งเขากําไรวันหนึ่ง ๓๐๐ บาท ๕๐๐ บาท ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เศรษฐกิจ ลําบาก ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีอยู่แล้วเขาทํามาหากินด้วยความยากลําบาก หวยรัฐบาลออก เดือนละ ๒ ครั้ง ออกกลางเดือน ปลายเดือน แต่จับยี่กีแทงครั้งละ ๒๐ บาทก็จริง แต่ท่าน รู้ไหมครับวันหนึ่งออก ๑๐ ถึง ๑๔ ครั้ง ครั้งละ ๒๐ บาท แต่วันหนึ่งแทงกัน ๑๐ กว่าครั้ง ๓๐๐ บาท ๕๐๐ บาทไม่พอ เป็นหนี้เป็นสิน ทําให้เกิดผลกระทบที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็น เก็บดอกเบี้ยเงินกู้รายวัน ท่านทราบหรือไม่ครับ เขาร้องเรียนมากู้ ๔๐๐ บาท จ่ายวันละ ๑๐๐ บาท ๕ วัน ๕๐๐ บาท กู้ ๔๐๐ บาทจ่าย ๕๐๐ บาท ๕ วัน วันละ ๑๐๐ ดอกเบี้ย เกินกว่าร้อยละ ๒๐ อีกครับ นี่เป็นปัญหาผมว่าเป็นปัญหาที่รัฐบาลปล่อยอบายมุข เกลื่อนเมืองจริง ๆ ครับท่าน นอกจากนั้นยังมีปัญหาการร้องเรียนจากวินมอเตอร์ไซค์ ท่านจะเห็นได้ว่าผู้มีอิทธิพลก็เริ่มกลับมา พวกมอเตอร์ไซค์คิวมีผู้มีอิทธิพลคุ้มครอง ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันทําไมมันมาพร้อมกันหมดเลย มีทั้งจับยี่กีเกลื่อน เริ่มมีนักเลงมาคุม ผู้มีอิทธิพลคุมวินมอเตอร์ไซค์แถวถนนกํานันแม้นนี่นะครับ หรือว่านอกจากนั้นท่านมีนโยบาย ที่เมื่อสักครู่ผมอ่าน แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทําความผิด คืนคนดีสู่สังคม ผมได้มีโอกาสเป็น กรรมาธิการงบประมาณ เขาบอกว่าผู้ต้องขังตอนนี้ ๒๗๐,๐๐๐ คน เดินล้นเรือนจําครับ ไม่มีที่เดิน ผมก็สงสัยว่าทําไมข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มันออกมา พอทําผิดแล้วก็ทําผิด ซ้ําแล้วซ้ําเล่าออกมาก็กลับไปเหมือนเดิม ฉกชิงวิ่งราว ปล้นฆ่า ข่มขืน เพราะฉะนั้นผมก็สงสัยว่า ท่านมีนโยบายอย่างไร ผู้ต้องสงสัยล้นคุกท่านก็อภัยโทษไปหรือ เพราะผมสอบถาม ตัดสินจําคุก ๒๐ ปี มันจําคุก ๒๐ ปีหรือเปล่า บางคนจําคุก ๗ ปี ก็ได้ออกแล้ว จําคุกตลอดชีวิต ไม่ถึง ๒๐ ปีก็ออกแล้ว ท่านจะอ้างว่าคุกมันล้นแล้วก็ปล่อยออกไปหรือครับ มันเป็นปัญหา หลาย ๆ ปัญหา ซึ่งปัญหาที่ตามมาเป็นปัญหาทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งนํามา ซึ่งความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่ารัฐบาลล้มเหลว ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมต่าง ๆ ซึ่งสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คืออบายมุขเกลื่อนเมือง แล้วทําให้คดีความต่าง ๆ ฉกชิงวิ่งราวเกลื่อนเมืองจริง ๆ ครับ ท่านไปที่เขตเลือกตั้งของผมได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ๗ นาทีนะครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันขอเริ่มต้นที่ว่านโยบายด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของรัฐบาลนี้ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง จะไม่ล้มเหลวได้อย่างไร รัฐมนตรีไม่เคยอยู่กระทรวงเลยค่ะ ๑๔-๑๕ เดือนที่อยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง ไม่พัฒนา ก็มัวแต่ไปทําเรื่องน้ํา ทีนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์มีรัฐมนตรีอย่างนี้แล้วจะพัฒนาได้อย่างไร แม้ท่านจะไม่ได้ทํา เรื่องวิทยาศาสตร์ถ้าแต่มาทําเรื่องน้ําก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๕๔ ท่านพูด อะไรก็ไม่มีคนเชื่อ ท่านบอกน้ําไม่ท่วมพอคล้อยหลังน้ําก็ท่วม ดิฉันเป็นพยานได้ที่นวนคร เพราะดิฉันตามท่านไปแล้วก็ทําให้เสียหายถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท มีคนตายถึง ๘๑๓ คน สูญหาย ๓ คน ท่านบอกเอาอยู่ ก็เอาไม่อยู่หรอกค่ะ บอกไม่ต้องขนของ น้ําก็มาแล้วค่ะ เป็นประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ําและอุทกภัย ต่อไปนี้จะขอใช้คําว่า กบอ. นะคะ ท่านโชคไม่ดีค่ะ ท่านมากับน้ํา ท่านก็ต้องไปกับน้ําอย่างแน่นอน ดิฉันคิดจะอธิบายต่อไป ท่านรองนายกรัฐมนตรีโชคร้าย แต่ท่านก็โชคดี เพราะว่าประเทศไทยเรามีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระปรีชาสามารถ เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาน้ําของประเทศ ที่ต่างชาติยอมรับ ในปี ๒๕๓๘ แล้วก็รัฐบาล คณะกรรมการไม่เคยนําพาที่จะนําแนวพระราชดําริมาใส่เกล้าฯ แก้ไขปัญหาเรื่องน้ํา แต่ในทางตรงกันข้ามกลับเอาคนต่างชาติมาบอกไทยว่าต้องทําอะไรบ้าง ตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ ญี่ปุ่น ไจก้า (JICA) ซึ่งเคยถวายงานและร่วมงานวิจัยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็บอกว่าใช้เงิน ๑ ใน ๓ คือจาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทใช้เพียงแสนเดียว ก็จะทํางานได้ ทุกอย่าง เขาไม่เข้าประมูล เขาก็เลยถอนตัวไปค่ะ รัฐบาลคิดผิดค่ะ ดิฉันไม่เข้าใจว่าทําไม คิดผิดและคิดพิสดารได้ถึงขนาดนี้ ออกกฎหมาย พ.ร.ก. กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ผิดพลาด เพราะไม่ใช่โครงการเร่งด่วน ไม่ใช่ฉุกเฉิน มันฟ้องตัวของมันเองอยู่แล้วค่ะ ๒๘ กุมภาพันธ์ ถึง ๓๐ มิถุนายน ก็ทําอะไรไม่ได้ มัวแต่ไปแสดงพระนารายณ์อยู่หรือเปล่าไม่ทราบนะคะ เมื่อศาลปกครองให้ชะลอโครงการทั้งหลายแหล่เหล่านี้ที่พิสดารนี้ว่าจะต้องทําอีไอเอ (EIA) เอชไอเอ (HIA) ซึ่งดิฉันจะต้องอธิบายรายละเอียดเล็กน้อยนะคะ ให้ต่างชาติมาบอกให้เรา ทําอะไร ซึ่งเป็นงานที่จะกระทบประชาชนกว้างขวาง ตัดสิทธิพื้นฐาน กระทบสิทธิพื้นฐาน ของประชาชนตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา และปลายน้ํา ขออภัยที่ต้องขอยืมคําของท่านนายกรัฐมนตรี มาพูดนะคะ แต่ยังไม่บูรณาการค่ะ กระทบพื้นที่อนุรักษ์ วิถีชีวิตที่ทํามาหากิน สร้างให้สังคม แตกแยก ทีโออาร์ (TOR) ก็ไม่มีรายละเอียด พิสดารมากกว่านั้นก็คือว่าออกแบบไปก่อสร้าง ไป เวนคืนที่ไป ไม่ทราบว่าจะทําโครงการโมดูล (Module) นี้ที่ไหน อย่างไร พื้นที่เท่าไร อําเภอไหน จังหวัดไหน ไม่มีรายละเอียดทั้งนั้น แล้วก็ที่พิเศษพิสดารก็คือว่ารัฐไม่เวนคืนที่ แต่ให้เอกชนเป็นคนเวนคืนที่ มันเป็นไปได้อย่างไรคะ ท่านเสนาบดี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีคะ ดูแลลูกน้องท่านดี ๆ หน่อย งานของกระทรวงก็ไม่ทํา มาทํางานนี้ ก็ทําให้ล้มเหลว อีไอเอ ดิฉันเชื่อว่าคนฟังทางบ้านและพวกเราคงเข้าใจนะคะว่าเป็น การประเมินทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย ก็ไม่โปร่งใส ไม่มีมาตรฐาน มีการเปลี่ยน ผู้กระทําการศึกษาอย่างไม่ชอบมาพากล ดิฉันขออนุญาตขอชื่นชม ขอขอบคุณอาจารย์รัตยา ซึ่งเป็นทายาทของสืบ นาคะเสถียร อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ แล้วก็อาจารย์ศรีสุวรรณ จรรยา หาญณรงค์ เยาวเรศ และเครือข่ายที่รักป่า รักสัตว์ รักประเทศไทย มาเดินเท้าต่อต้าน อีเอชไอเอ (EHIA) ที่ไม่มีคุณภาพ แล้วก็ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วประเทศ ดิฉันจะขอ ยกตัวอย่างของ พ.ร.ก. ๓.๕ ล้านบาท เพียง ๒ โครงการเป็นตัวอย่างเท่านั้นเองนะคะ อันที่ ๑ ก็คือว่าเอ ๕ (A 5) ตามตัวเลขของโมดูลที่เขาให้ประมูลแบบพิสดารนั้นละค่ะ มีบริษัทใหญ่ ๆ รับไป มีการสร้างทางเบี่ยงเบนน้ําหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าฟลัดเวย์ (Floodway) ๓๐๐ กิโลเมตร จากนครสวรรค์ถึงอ่าวไทย ท่านประธานคะ ถ้าเราลองคิดดู ๓๐๐ กิโลเมตร คูณ ๑,๐๐๐ เป็นกี่เมตร คูณความกว้างของแม่น้ําสัก ๑๐๐ เป็นเท่าไร คูณความลึก เป็นเท่าไร ดิฉันกะประมาณไว้เท่านั้นเองนะว่า ๓-๔ เมตร ก็จะมีดินประมาณ ๑๒๐ ล้านคิว คิวละเท่าไร ท่านจะเอาดินนี้ไปไว้ที่ไหนหลังจากขุด ๓๐๐ กิโลเมตรแล้ว แล้วเงินที่ขายดินได้เป็นของใคร เป็นขอรัฐหรือเป็นของบริษัท คุณปลอดประสพ ขอประทานโทษ แล้วขอบคุณนะคะที่มาฟัง ท่านล้มเหลวอย่างไม่น่าเชื่อ อันนั้นก็เป็น เอ ๕ เท่านั้นเอง ส่วนเขื่อนแม่วงก์ อุทยานแม่วงก์ ดิฉันจะขอนําคําพูดของท่านนะคะ ท่านประธาน เพื่อจะได้เห็นว่าดิฉันไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับท่านข้าราชการที่มีงานดีเด่นเมื่อตอนเป็น ข้าราชการ ได้เงินหรือได้กล่องจึงยอมสยบเช่นนี้ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ๑๓ ปีผ่านไป กับการเปลี่ยนแปลงของคุณปลอดประสพนะคะ ปี ๒๕๔๒ ท่านพูดไว้ว่า การตัดสินใจไม่อนุญาตให้เข้าไปสร้างเขื่อนในป่าแม่วงก์นั้น เป็นการตัดสินใจของตนเอง เพียงคนเดียวในฐานะอธิบดีกรมป่าไม้ หลังจากพิจารณาข้อมูลรอบคอบแล้ว ทั้งนี้เพื่อ ต้องการรักษาผืนป่าไว้ หากปล่อยให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือยไปเรื่อยต่อไปคงไม่มีป่าเหลือ อย่างแน่นอน ปี ๒๕๕๖ นิดเดียวค่ะ
หมดเวลาแล้วครับ
นิดเดียวค่ะ ผมพยายามจาก ปี ๒๕๔๒ ถึง ๒๕๕๖ ผมพยายามทําความเข้าใจว่าผู้คัดค้านจะคัดค้านไปทําไมเหตุใดจึงเชื่อ แบบนั้น แต่ขอขอบใจที่พวกเขาเป็นคนรักป่า รักสัตว์ป่า แต่ผมรักคนไทยมากกว่า ผมเลือกเอาชีวิตคนไทยมากกว่า ผมต้องทําให้คนไทยปลอดภัยให้ได้ ป่าสร้างได้ สัตว์สร้างได้ ตอบแบบอธิบดีกรมป่าไม้นะคะ ว่าป่าสร้างได้ สัตว์สร้างได้ แล้วตอนที่ท่านอยู่ท่านทําไม ไม่ทําคะ ทําไมไม่สร้างป่า ทําไมไม่สร้างสัตว์ ถ้าน้ําท่วมไม่มีคนไทยประเทศไทยอยู่ไม่ได้ รัฐบาลตัดสินใจแล้ว คือสร้างเขื่อนแม่วงก์ ไม่มีเปลี่ยนใจ คุณปลอดประสพคะ ดิฉันถามว่า ตอนที่ท่านเป็นอธิบดีท่านทําไมไม่ทํา ๒. แล้วเวลาคนไทยอยู่กับน้ํามาตลอดชีวิต น้ําท่วม เพราะนโยบายผิดพลาดและการบริหารผิดพลาดเท่านั้นเอง น้ําท่วมแล้วคนไทยจะตายหมด หรืออย่างไร ดิฉันไม่ทราบ ถึงมาพูดกลับหน้ามือเป็นหลังมืออย่างนี้ ขอบพระคุณมากค่ะ
ต่อไปท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ ๑๕ นาที เดี๋ยวครับ เชิญท่านดอกเตอร์ปลอดประสพครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ผมคงไม่พูดยาวนะครับ สั้นนิดเดียว
ข้อแรก ก็ขอบพระคุณจากคุณหญิงที่พูดชื่อผมมาหลายครั้งนะครับ เป็นความจริงในขณะที่ผมอธิบดีกรมป่าไม้ ผมนี่ละเป็นคนไม่ให้สร้างเขื่อนแม่วงก์นะครับ เพราะว่าแบบที่กรมชลประทานเขียนมาถึงผมในขณะนั้น เป็นการสร้างเขื่อน เพื่อการชลประทานนะครับ โดยอธิบายว่าประสงค์จะขยายพื้นที่ชลประทานในจังหวัดอุทัยธานี อีก ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ผมเห็นว่าจังหวัดอุทัยธานีไม่น่าจะมีพื้นที่ทําการเกษตรที่จะเพิ่มได้อีกถึง ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ไม่เชื่อว่าการลุงทุนสร้างเขื่อนในขณะนั้น ซึ่งต้องใช้พื้นที่ป่าประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าไร่ มันจะคุ้ม วันนี้นะครับ ไม่ใช่ว่าผมสับปลับ เปลี่ยนตําแหน่งแล้วก็คิดอย่าง อีกอย่าง อยากเรียนท่านนะครับ ที่มีการประท้วงอยู่ในขณะนี้ในเรื่องของอีไอเอ เป็นอีไอเอที่กรมชลประทานเป็นคนทํา เป็นคนจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อวิเคราะห์แบบเขื่อน ของกรมชลประทาน ซึ่งออกแบบอย่างต่อเนื่องมา ๒๐ ปี ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับ กบอ. เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเขื่อนแม่วงก์คงจะใช้พื้นที่เดิม แต่การออกแบบเป็นการออกแบบเพื่อป้องกันน้ําท่วม ไม่ใช่เพื่อการชลประทาน หากมีน้ําเหลือจะไปใช้เพื่อชลประทานบ้างก็เป็นเรื่องของผลพลอยได้ แต่หลักก็คือ การป้องกันน้ําท่วมถามว่าทําไมนะครับ เพราะว่าแม่น้ําสะแกกรังที่ออกมาจากแม่วงก์ไม่มี ส่วนควบคุมใด ๆ เลย ปีหนึ่งจะถูก ปีหนึ่งจะมีน้ําหลากเต็มที่อยู่ประมาณ ๓ เดือน พีค (Peak) มันจะอยู่ที่ ๘๐๐ คิวเซกนะครับ ช่วงที่ ๘๐๐ ก็เป็นช่วงที่น้ํามาที่จังหวัดนครสวรรค์นะครับเมื่อปี ๒๕๕๔ นี่ประมาณ ๔,๐๐๐ ๔,๐๐๐ บวกกับ ๘๐๐ ทําให้เขื่อนชัยนาทไม่สามารถจะบริหารจัดการได้ เพราะฉะนั้นเราจึง จําเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องมือต้นน้ําเพื่อระงับน้ํา ๘๐๐ นั้นเอาไว้ วันนี้เนื่องจากว่าน้ําท่วม ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงนัก รวมถึงชีวิตและทรัพย์สิน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมมองจากความเสียหาย มองจากเครื่องมือที่จะป้องกันความเสียหาย จึงเห็นว่าเขื่อนนี้ควรจะสร้างได้ แต่ต้องเป็นการออกแบบเพื่อป้องกันน้ําท่วม เมื่อโครงการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เริ่มจะต้องมีการทําอีไอเอ และอีเอชเอ (EHA) ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตามแบบของโครงการนี้ ไม่ใช่ที่ทําอยู่ทุกวันนี้ นี่ข้อหนึ่งนะครับ ประชาชนก็ไม่รู้เข้าใจผิด เอาเรื่องเส้นเล็กเส้นใหญ่มาผสมเป็นเรื่องเดียวกัน มันละเรื่อง ผมก็อุตส่าห์อดทนไม่อยากพูด วันนี้ก็มาพูดก็จะอธิบายให้ท่านฟัง
ข้อ ๒ นะครับ ท่านถามผมว่า นี่จริง ๆ เป็นเพื่อนกัน ท่านเป็นเพื่อนรุ่นพี่ ว่าสมัยผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ผมทําอะไร สมัยผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ป่าที่มากที่สุด ในประเทศไทยครับ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ คนที่ช่วยผมก็คือคุณหญิงนี่ละ ท่านเป็นประธานมูลนิธิ หรือโลกสีเขียว ท่านบอก คุณปลอดประสพ มูลนิธินี่ปลูกป่าเก่ง โครงการปลูกป่าถาวร เฉลิมพระเกียรติ เกิดขึ้นในสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีชวนเป็นนายกรัฐมนตรี โครงการปลูกป่า ถาวรเฉลิมพระเกียรติ คําว่า ถาวร แปลว่าปลูกป่า ปลูกได้และป่าที่ถาวร ท่านก็บอกผมว่า ท่านปลูกได้ ป่านี่ปลูกได้ เราไปปลูกด้วยกัน ผมไปกับท่านที่เขาใหญ่ เราไปด้วยกัน ท่านก็ยังสาว ผมก็ยังหนุ่ม เราก็ไปแล้ว ไปปลูกด้วยกัน ก็เป็นเพื่อนกันมาจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ขอตอบท่านว่าป่าปลูกได้ ท่านละเป็นคนปลูก ผมก็ปลูกกับท่าน สมัยเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ก็ปลูกป่ากับท่าน แล้วป่าก็มากที่สุด สรุปป่าวันนี้มันจะน้อยกว่าก็ไม่รู้ผมไม่ได้เป็นอธิบดี นะครับ นี่ข้อ ๒
ข้อ ๓ กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่เคารพครับ บังเอิญ ท่านกล่าวถึงผมตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีผม เมื่อวานซืนนี้นะครับ ที่ไปที่จังหวัดปราจีนบุรี รูปเมื่อ ขึ้นต้นท่านนั่งรถจะไม่มีนะครับ เพราะทําไมรู้ไหมครับ เมื่อผมไปถึงเขารายงานว่าพรุ่งนี้น้ําจะ ขึ้นอีก ๓๐ เซนติเมตรแน่นอน เพราะน้ําจากจังหวัดสระแก้วยังมาไม่ถึง น้ําจากเขาใหญ่ยังมา ไม่ถึง ผมก็ประชุมว่า โอเค แค่นี้ก็ท่วมแย่อยู่แล้วจะต้องหาหนทางลดให้ได้ หนทางที่ ๑ ผมบอกนี่ มันเหมือนกับไฟแดง ไฟเขียว แม่น้ําปราจีนบุรีกับแม่น้ํานครนายกมารวมตัวกัน กลายเป็น แม่น้ําบางปะกง ผมก็บอกพอนะครับ ไฟแดงกับแม่น้ํานครนายกห้ามระบายน้ําออกจาก แม่น้ํานครนายกแม้แต่นิดเดียว ให้ปล่อยให้แม่น้ําปราจีนบุรีไปอย่างเดียว ๒. มันก็มีทุ่งอยู่ ทุ่งหนึ่ง รู้สึกจะชื่อวังดาล ๖๐,๐๐๐ ไร่ ชาวบ้านก็ประท้วงปิดถนน บอกว่าทําไมไม่เอาน้ําลง ที่นั่น ผมก็บอกผมเห็นด้วยกับชาวบ้าน อย่างไรก็ต้องเอาน้ําลง แต่ขอว่าให้ทดลองลงนะครับ ๓๐ เซนติเมตรก่อนก็แล้วกัน เชื่อว่าน้ําจะลดลง ก็ทําอย่างที่ผมสั่งนั้นละ ท่านถามผมบอกว่า กบอ. เอาแต่ประชุม ก็ประชุมเพื่อสั่งนี่ละครับ จากเดิมที่คาดว่าจะขึ้น ๓๐ เซนติเมตร กลายเป็น ลด ๑๐ เซนติเมตร ก็แปลว่าการที่ผมไปและไปประชุมก่อนหน้าท่านอดีตนายกรัฐมนตรี นะครับ ทําให้น้ําลดลงไป ๔๐ เซนติเมตร แล้วก็จะลดไปอีก ๒ วันเพราะฝนจะไม่ตกอีก ๒ วัน ยิ่งกว่านั้นในอนาคต ๓ ปี ๓ เทศบาลได้แก่ กบินทร์บุรีก็ดี ปราจีนบุรีก็ดี ศรีมหาโพธิ ศรีมหาโพธิอะไรนี่นะครับเรียกได้หลายอย่าง จะไม่มีวันท่วมอีกต่อไป เพราะภายใต้โครงการ นี้จะสร้างเขื่อนล้อมเทศบาล ๓ แห่งนี้ไว้ จากนั้นจะทําคลองลัดยาว ๕๐ กิโลเมตร ผันน้ําได้ ๒๐๐ คิว เพื่อลัดน้ําของแม่น้ําปราจีนบุรี แม่น้ําปราจีนบุรีเป็นแม่น้ําขนาดเล็กอยู่ติดเขาใหญ่ น้ํามาจากเทือกเขาพนมดงรักด้วย มาจากเขาใหญ่ด้วย มาภายใน ๖ ชั่วโมง แล้วก็บ้านเรือน สมัยก่อนไปสร้างริมแม่น้ํา แล้วก็สร้างตอนที่มันเป็นคอดด้วยมันก็ท่วมทุกปี ปีนี้ลมแรง คลื่นในอ่าวไทยตอนในสูงค่อนข้างมาก ก็ดันน้ํานะครับในแม่น้ําบางปะกงขึ้นไป แล้วก็ดัน ขึ้นไปสูงถึงประมาณ ๑๔๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นก็มีปัญหาในเรื่องการระบายน้ําหมด แล้วก็ อยากเรียนท่านนะครับ บริเวณจังหวัดปราจีนบุรีนี้ที่จริงมันเป็นทุ่งขนาดใหญ่ ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ในอดีตนี่นะครับ น้ําลงตรงนี้เป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ ทีนี้เรา เกิดไปอยู่ในพื้นที่นี้เข้า ไปสร้างถนนในพื้นที่นี้เข้ามันก็ยุ่ง เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าเราก็ได้ พยายามทําทุกอย่างที่จะลดความเสียหายในขณะนี้ ผมก็ตอบ ๒ อย่าง สรุปอีกทีนะครับ ก็คือว่าจากรูปที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้กรุณานําขึ้นมา ผมไปก่อนท่าน ๑ วัน แล้วก็ได้ ทํางานอย่างดีที่สุดแล้ว แล้ววันนี้น้ําก็ลดแล้ว ส่วนข้อ ๒ เรื่องปลูกป่า ไม่พูดซ้ํานะครับ ผมก็พูดกับคุณหญิงอย่างนี้ ถ้าคุณหญิงปลูกได้ผมก็ปลูกได้ ถ้าคุณหญิงปลูกไม่ได้ผมก็ ปลูกไม่ได้ ถ้าจะชมก็ต้องชมทั้ง ๒ คน ก็เท่านั้นเองนะครับ
ส่วนเรื่องการเวนคืนนะครับ ก็เป็นความเข้าใจผิดอยู่ตลอดเวลา ผมก็ไม่รู้ว่า เมื่อไรจะเข้าใจถูก การเวนคืนต้องเป็นพระราชกฤษฎีกา หน่วยราชการจะต้องเป็นคนทํา บริษัทไม่ได้เป็นคนทํา ไม่ได้เป็นคนจ่ายเงิน เป็นคนจัดสํารวจว่าพื้นที่ไหนเท่านั้นเอง สํารวจ เหมือนโครงการทั่ว ๆ ไป เวลาเราจ้างบริษัทที่ปรึกษา เข้าไปสํารวจให้ จะเอาหรือไม่เอา นะครับ เราเป็นคนทํา ก็กราบเรียนท่านประธาน กราบเรียนคุณหญิงเพื่อกรุณาทราบครับ
ท่านเกียรติ สิทธีอมร ๑๕ นาทีนะครับ เชิญคุณหญิงกัลยา ก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กรุณามาตอบ ขอบคุณมาก แล้วก็ที่บอกว่า ดิฉันปลูกต้นไม้มา ๒๗ ปีแล้วค่ะ แล้วก็โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ ดิฉัน มีส่วนมากทีเดียวที่ทําให้เพิ่มเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ มีส่วนนะคะ เป็นหลายสิบล้านต้นที่ปลูก แต่นิดเดียวค่ะท่านประธาน อยากจะถามท่านรองนายกรัฐมนตรีว่านักวิชาการและคนต่าง ๆ ทั่วประเทศเขาบอกว่า เขื่อนแม่วงก์นี้นะคะ กักเก็บน้ําได้เพียง ๒๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตร มันเป็นเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ของน้ําที่ท่วม เมื่อปี ๒๕๕๔ มันไม่ได้แก้ปัญหาน้ําท่วมเลย ไม่น่าจะตั้งเป็นเป้าหมาย เพราะว่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ท่านก็ทราบว่ามีอะไรบ้าง และมันเป็นสัญญาณบอกว่าป่าผืนนี้สมบูรณ์กว่าป่าอื่น ๆ ค่ะ ขอบคุณมาก
เชิญครับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรสักหน่อยไหมครับ เอาทีเดียวเลยครับ ให้ผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีค่อยตอบ
นิดเดียวครับ ไม่ได้มีอะไรเสียหายนะครับ แต่อยากจะเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าที่ผมไปวันนี้ น้ําเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนะครับ ขยายวงออกไป แต่ว่าไม่ใช่ความผิดท่านนะครับ เพียงแต่ เรียนให้ทราบว่ามันยังคงมีน้ําที่มาจากทางจังหวัดสระแก้วเข้ามาค่อนข้างมาก แล้วน้ําที่ เอ่อล้นจากแม่น้ําปราจีนบุรีค่อนข้างที่จะเยอะ เพราะฉะนั้นวันนี้พื้นที่ที่กระทบมากกว่าเมื่อวาน อันนี้สอบถามจากประชาชน ไม่ได้ไปค้านกับท่านนะครับ เรื่องที่ท่านตัดสินใจปล่อยน้ําเข้าทุ่ง
ประการที่ ๒ โครงการที่ท่านบอกจะสร้างล้อมเทศบาลศรีมหาโพธิ ปรากฏว่า มันมีตําบลข้างเคียงครับ ที่ผมไปคุยด้วย และเขาบอกว่าเขาจะเดือดร้อนมากขึ้น นั่นคือ ประเด็นของผมว่าที่ไปประชุมไปศึกษากันนี้ เขาบอกผมว่ายังไม่สามารถตอบโจทย์ เขาได้ครับ
ท่านรองนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์ปลอดประสพ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน คืออย่างนี้ครับ ผมจะอุปมาอุปไมยนะครับ มีซุงสักซุงหนึ่งขนาดใหญ่ หนักสัก ๕๐๐ กิโลเมตร มีคนอยู่ ๖-๗ คนยืนอยู่ ใน ๖-๗ คนมีเด็ก ๒-๓ คน ถ้าทุกคนร่วมกันยก ซุงก็คงจะถูกยกได้ ปรากฏว่าเด็ก ๒-๓ คนนั้นบอกว่าผมเด็ก แรงไม่ค่อยมี ไม่ยก คุณยกกันเอง ก็ยกซุงไม่ได้ ฉันใดฉันนั้น ในการป้องกันน้ําท่วมของรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จเพื่อสู้กับน้ํา ถ้าเอาปี ๒๕๕๔ เป็นเกณฑ์ คือ ๒๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์ที่ไหลลงมา มันเป็นภาระที่หนักหน่วง เพราะฉะนั้นมันถึง มี ๙ โมดูล คือ ๙ เครื่องมือ แต่ละเครื่องมือก็จะรับภาระในส่วนของตัว เขื่อนมี ๒๑ ลูก ที่สร้างใหม่ เขื่อนทั้งหมดรับน้ําได้ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนนี้ ๓๐๐ โดยประมาณ ก็คือเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของเขื่อน ๒๑ ลูก เขื่อนทั้งหมด ๔,๐๐๐ ใน ๒๐,๐๐๐ ถามว่าอะไรมาช่วยเขื่อนอีก แก้มลิง ๔๐ ลูก ๑๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมแล้วก็คือว่าสิ่งละอันพันละน้อยเล็ก ๆ ที่ร้อยเรียงกันมานี่นะครับ ตามความเหมาะสม ของสภาพภูมิประเทศ ก็จะมารวมตัวกันแล้วสู้กับน้ําท่วม ผมไม่เถียงหรอกครับว่าปริมาณน้ํา ของแม่วงก์เพียง ๒๕๐-๓๐๐ มันนิดเดียว มันนิดเดียวจริงครับ แต่มันต้องร่วมกัน ไม่มีใคร จะปฏิเสธความรับผิดชอบ เสียหายหรือเสียสละก็ต้องร่วมกัน ไม่มีทางที่จะเป็นอื่นไปได้เลย แม้แต่สักนิดเดียว แล้วก็แม่น้ําสะแกกรังมันไม่มีเครื่องมือจริง ๆ แล้วก็มันก็ไม่มีทางเลือก เป็นทางอื่น มีคําแนะนําว่าทําไมไม่ทําเขื่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ กระจุกกระจิกในบริเวณนั้น ถูกต้อง ทําได้ครับ แต่มันจะเป็นการแก้ไขปัญหาพื้นที่เล็ก ๆ แต่ขณะนี้โครงการมันต้องการที่จะแก้ไข ปัญหาทั้งประเทศในปริมาณน้ํา ๒๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นผมก็ยังคิดว่า แม้ว่าเขื่อนแม่วงก์จะมีขนาดเล็ก ๒๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็น่าจะภูมิใจที่ได้มีโอกาสเซฟ (Save) ความปลอดภัยของประเทศ ผมเรียนจริง ๆ แล้วก็อยากจะพูดไว้ เพราะว่าทีวี ก็ถ่ายทอด ผมแอพพริชิเอท (Appreciate) ความคิดของหลาย ๆ คนที่เดิน ผมก็รักป่า นะครับ รักสัตว์ป่าไม่ต่างกับท่านหรอกครับ เพราะว่าเป็นวิชาชีพ เป็นสิ่งที่ตัวเองทํางาน แต่วันนี้โดยหน้าที่ผมมันจะต้องเซฟส่วนใหญ่ ท่านหรือใครก็ตาม เราก็ผ่านชีวิตมาหลายครั้ง ที่เราต้องเสียสละสิ่งที่ส่วนตัวเรารักเราหวงเพื่อส่วนรวมนะครับ ผมไม่มีทางเลือกหรอกครับ นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสําหรับประเทศชาติ สําหรับทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณา ผมเคารพนะ ผมซาบซึ้งนะ ไม่ใช่มีปฏิปักษ์อะไรจะเห็นว่าผมไม่เคยว่าอะไรสักคําเลย เพียงผมปฏิบัติอย่างนั้นได้เท่านั้นเอง ผมไม่ใช่คนดื้อนะครับ แต่ผมเชื่อว่าเหตุผลผมนี้ น่าจะถูกต้อง ก็กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเกียรติ สิทธีอมร ๑๕ นาที กรุณารักษาเวลานะครับ ท่านวิทยามองผม ๒ ครั้งแล้ว
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขออภิปรายผลการดําเนินงานของรัฐบาลครบรอบ ๑ ปี ผมได้อ่านเอกสารและบทสรุป และเปรียบเทียบกับนโยบายที่แถลงไว้ วันที่ ๒๓ สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ ไม่ทราบท่านท่านประธานได้อ่านหรือเปล่าครับ หนังคนละม้วนเลยนะครับ วันแถลงนโยบาย หนังม้วนหนึ่ง ท่านประธานอ่านทุกหน้าหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ ผมอ่านทุกหน้า แถลงนโยบายหนังม้วนหนึ่ง เอกสารที่ส่งออกมาก็หนังอีกม้วนหนึ่ง แล้วที่ไปทําจริง ๆ ก็หนังอีกม้วนหนึ่ง ที่ผมพูดอย่างนั้นผมไม่ได้พูดเล่น ๆ นะครับท่านประธานครับ กว่าครึ่งถ้าท่านประธานไล่ดูผลงาน ผลการดําเนินการของรัฐบาลในเอกสารนี้ ยังเป็นการ ระบุเป้าหมายเท่านั้นครับ ไม่ได้บอกผลการดําเนินงานเลยอย่างเช่น เรื่องข้าว ท่านบอกว่า ผลการดําเนินงานของท่านคือการตั้งกรรมการตรวจสอบทุจริตจํานําข้าว นี่หรือครับ คือผลงาน ผลงานมันต้องบอกว่าใช้เงินเท่าไร ขาดทุนเท่าไร ช่วยเกษตรกรได้กี่ครอบครัว ไม่มีในรายงาน แล้วก็ท่านไม่ต้องไปกรรมการ เดี๋ยวผมจะเอาหนังสือไปให้ท่านครับ ผมทําไว้แล้ว รู้ลึกรู้จริง ทุจริตจํานําข้าว เดี๋ยวผมจะให้ท่านประธาน แล้วจะให้อีกเล่มหนึ่ง ส่งไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีอ่านด้วย แล้วให้กรรมการไปตรวจสอบทุกรายการได้เลยนะครับ การกํากับดูแลราคาสินค้า ท่านบอกว่าทําอะไรไปบ้าง ไม่ระบุผลครับ ไม่ระบุผลงานเลย แต่อ้างว่าที่ของแพงเพราะว่าปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้ เช่น ราคาน้ํามัน ซึ่งเดี๋ยวผม จะพูดต่อไป บางรายการท่านตอบไม่ตรงกับโจทย์เลย ท่านแถลงนโยบายเรื่องค้าเสรี เป็นธรรมป้องกันการผูกขาดตัดตอน แต่ในรายงานท่านประธานอ่านหรือเปล่าครับ ไปพูดถึง ธงฟ้าครับ อย่างนี้หรือครับทํารายงานครับ ผลการดําเนินงานครับ พูดถึงวินัยการเงินการคลัง หนี้สาธารณะระดับต่ํา ไม่มีรายงานตัวเลข บางรายงานที่เขียนไว้ในเอกสารนี้ลอกนโยบาย ที่แถลงไว้เป็นผลการดําเนินงาน ผมยกตัวอย่างนะครับ เรื่องการปรับปรุงมาตรการส่งเสริม การลงทุน ท่านยังเขียนเหมือนเดิมเลย นี่หรือครับคือผลงานเรื่องปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ เขียนเหมือนเดิม เขียนเหมือนที่แถลงเป็นนโยบาย แต่ยังไม่บอกว่าทําแล้วเกิดอะไรนะครับ การประหยัดพลังงานลดพลังงาน การใช้พลังงานร้อยละ ๑๐ ของหน่วยงานภาครัฐ ไม่มีผลดําเนินงาน นี่ครับ ถ้าพิจารณาจากรายงานที่นําเสนอสภาวันนี้ สอบตก เพราะ ท่านตอบโจทย์ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ท่านรับปากประชาชนไว้ ผมจะไปเร็ว ๆ ในเรื่อง นโยบายเศรษฐกิจที่สําคัญ ๆ นโยบายประชานิยมนะครับ ที่ผมคิดว่าล้มเหลวและกระทบกับ ความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก โครงการแรกจํานําข้าวครับ ใช้เงินไปเยอะ ตอนนี้สังคม รับรู้แล้ว ตัวเลขทุกตัวปิดบัญชีเสร็จแล้ว ชัดเจนนะครับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดทุนเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ รวมค่าบริหารจัดการ รวมทุกอย่างนะครับ ท่านไม่ได้จํานําทุกเม็ดอย่างที่ท่านรับปากไว้ หาเสียงไว้ และแถลงนโยบายไว้ ท่านช่วย เกษตรกรไม่ใช่ทุกคนครับ เกษตรกรที่ปลูกข้าวนี้มีถึง ๕.๖ ล้านครัวเรือนนะครับ ท่านช่วย ไม่ถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนะครับ เงินไม่ถึงมือเกษตรกร ผมพูดไปหลายรอบแล้ว ตัวเลข ของรัฐบาลเอง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุ ชัดเจนนะครับ ราคาข้าวที่ขายได้ที่ไร่นา ข้าวเปลือกเจ้าไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ นะครับ แล้วก็ ข้าวหอมมะลิ ๑๔,๐๐๐ กว่าบาท ไม่ได้ ๒๐,๐๐๐ บาท ตามที่รับปากไว้ ตอนนี้ที่น่าตกใจ ที่สุดครับ ท่านประธานครับ รายงานล่าสุดของสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร สัปดาห์แรก เดือนกันยายนปีนี้ ราคาที่ขายได้จริงข้าวเปลือกเจ้าความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ขายได้ ๘๖,๐๗๕ บาท ในขณะที่ต้นทุน ๘,๘๗๓ บาท ตอนนี้ราคาที่ขายได้ต่ํากว่าต้นทุนแล้วครับ ท่านประธาน ล่าสุดนี่ครับคือผลการดําเนินงานของรัฐบาล มีทุจริตเกือบทุกขั้นตอนนะครับ เงินงบประมาณไม่ถึงมือประชาชน ตอนนี้ข้าวในสต็อกมี ๑๘ ถึง ๒๐ ล้านตัน สีแล้วนะครับ เป็นข้าวสีแล้วนะครับ ส่งออกตกอันดับไปแล้ว แล้วผมกําลังจะบอกว่ารัฐบาลไม่มีในรายงาน เลยว่าจะดําเนินการระบายสต็อกนี้อย่างไร หรือผลการระบายสต็อกที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แล้วผมกําลังจะบอกท่านครับ ที่อยู่ในสต็อกเกือบ ๒๐ ล้านตัน ครึ่งหนึ่งจะเป็นข้าวที่เสีย และขายไม่ได้ อีกครึ่งหนึ่งท่านจะใช้เวลาในการระบายไม่ต่ํากว่า ๕ ปีครับ เพราะว่า สถานการณ์ที่ท่านทํามานี่คือพิษของประชานิยมของนโยบายของท่าน ที่เน้นการเอาใจ เพื่อให้ได้ชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่รับผิดชอบ กว่า ๑๐ ล้านตันท่านจะขายได้ ไม่มีทางได้ แม้กระทั่งราคาตลาด ไม่ต้องพูดถึงราคาจํานํานะครับ พิสูจน์มาแล้วครับ ท่านประมูล ๒-๓ ครั้ง ๘,๐๐๐ บาท เสียหายอย่างมาก ตอนนี้นโยบายที่ท่านพูดไว้เรื่องเกษตรอินทรีย์ ท่านไม่มีผลงานเลย ท่านไม่มีผลงานเลยในรายงานทั้ง ๆ ที่เขียนเป็นนโยบาย เรื่องมันสําปะหลังท่านใช้ไป ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท จํานําไปทั้งหมด ๒๐ ล้านตันใน ๒ ปี ปีหนึ่ง ๑๐ ล้านตัน ช่วย ๒๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ใน ๒๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนที่ช่วย กว่าครึ่งเป็นการซื้อใบประทวน ไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง เพราะอะไรครับ เพราะวันที่ท่านประกาศรับจํานําท่านมีจุดรับจํานํา ๔ แห่งเท่านั้นเอง ในประเทศไทย นี่คือเหตุผลที่ทําให้เกษตรกรไม่ได้รับเงิน และเงินงบประมาณที่เอาไปใช้ ถูกโกงไปครับ เงินส่วนใหญ่ไม่ถึงมือเกษตรกร บริหารผิดพลาด
อีกเรื่องหนึ่ง กํากับดูแลราคาสินค้าล้มเหลวครับ แต่ที่ผมเจ็บใจก็คือคน ในรัฐบาลออกมาบอกว่าประชาชนคิดไปเอง ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้โพลล์ทุกโพลล์บอกชัดเจน กว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์บอกของมันแพงครับ แล้วของมันแพงจริง ถามว่ารัฐบาลรู้ไหม รัฐบาล รู้ชัดเจน เพราะในที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจมีการรายงานโดยสภาพัฒน์ชัดเจนนะครับ รัฐบาลรับรู้ครับ ไม่ต้องปฏิเสธอีกต่อไปครับว่าของแพง แล้วที่หมวดอาหารมันแพงขึ้นไป มีตั้งแต่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผัก ผลไม้ ๑๖ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่น่าเกลียดที่สุดก็คือราคาไฟฟ้าแพงขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ น้ําประปาแพงขึ้น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เชื้อเพลิงแพงขึ้น ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ อธิบายไม่ได้ครับ จนถึงวันนี้ท่านบอกว่าท่านแก้ปัญหา ด้วยธงฟ้า ท่านประธานทราบไหมครับธงฟ้าช่วยได้กี่คนครับ ทําไปทั้งหมด ๒,๐๐๐ กว่าครั้ง ช่วยประชาชนได้ ๖.๒ ล้านบาท ประเทศไทยมีกี่ล้านคนครับท่านประธาน ๖๖ ล้านคน ช่วย ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านบอกนี่คือวิธีที่ท่านแก้ เกาไม่ถูกที่คันนะครับ เอาเงินงบประมาณ ไปใช้ แล้วระหว่างที่ทําธงฟ้านี่ ผู้ประกอบการรายย่อยกระทบหมดนะครับ ผมขออย่างเดียว ขอให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กับคุณกิตติรัตน์ไปตรวจตลาดเองได้ไหมครับ ไม่เคยไปเลยครับ ใน ๒ ปีนี้ไปตรวจแล้วจะรู้ ของแพงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น ท่านเพิ่ม ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ของวันนี้มันแพงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น แล้วจนถึงวันนี้ท่านยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่เปลี่ยน วิธีทําเลย ท่านบอกควบคุม ๔๒ รายการ เฝ้าดู ๒๒๔ รายการ ท่านเฝ้าดูอย่างเดียวท่านไม่ทํา อะไรครับ มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ ท่านมีเครื่องมือที่เป็นกฎหมายให้อํานาจกระทรวงพาณิชย์อยู่ ไม่ได้ดําเนินการอะไรเลย ท่านพูดถึงค้าเสรีเป็นธรรม ไม่ผูกขาดตัดตอนท่านประธานครับ ใน ๒ ปี รัฐมนตรีเปลี่ยนไป ๓ คนนะครับ ไม่เคยประชุมคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเลยครับ มีกฎหมายฉบับเดียวครับ ดูแลเรื่องความเป็นธรรม ไม่ประชุมเลยแล้วมันจะไปบังคับใช้กฎหมายได้อย่างไร อันนี้เห็นได้ชัดนะครับว่าตอนนี้ภาระประชาชนเขาชักหน้าไม่ถึงหลังแล้วครับ แล้วในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ล้มเหลวในการที่จะไปกํากับดูแลราคาสินค้า นโยบาย พลังงานท่านผิดครับ เมื่อสักครู่ที่ผมบอกไปแล้วราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ค่าไฟเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ น้ําประปาแพงขึ้น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมเคยพูดไปแล้วนะครับ เอาราคาน้ํามันในตลาดโลกมาดูทั้ง ๒ ปีที่ผ่านมานะครับ เทียบกับราคาที่เขาขายในประเทศครับ น้ํามันในตลาดโลกเฉลี่ยถูกลง ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านอธิบายให้ผมฟังทีครับ ว่าทําไมน้ํามันในประเทศแพงขึ้น ผมใส่อัตราแลกเปลี่ยนเข้าไป มันเพิ่มขึ้นมาอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องมีราคาน้ํามันเชื้อเพลิงทุกอย่าง ถูกลง ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมถามไปแล้วไม่เคยมีใครตอบผมเลยครับ ราคาก๊าซธรรมชาติ ทําไมค่าบริหารจัดการ ๖ บาทต่อกิโลกรัม มีรายงานออกมาแล้วบอกว่ามันควรจะอยู่แค่ ๒ บาท ท่านก็ไม่ทําอะไร แอลพีจี ชัดเจน ลักลอบเท่ากับที่ใช้ในประเทศ ท่านไม่แก้ แล้วท่านอยู่ดี ๆ ก็มาขึ้นราคาก๊าซ ขึ้นราคาน้ํามัน อย่างนี้หรือครับ ที่บอกว่ารัฐบาลมีนโยบาย ที่จะทําให้ราคาพลังงานเหมาะสมเป็นธรรมสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่จริงหรอกครับ ท่านไม่ได้ทําครับ ท่านไม่ได้ตั้งใจจริงเลยครับ การแสวงหาพลังงานในต่างประเทศ ผมก็พูดไปแล้วครับ ว่าลงทุนไปทั้งหมดเท่าไรเป็นพลังงานกลับประเทศแค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครตอบผมเลยครับ ไม่มีใครตอบเลยจริง ๆ นะครับ ไม่เคยมีคําตอบเลยครับ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบสักคําถามหนึ่งเลยเรื่องพลังงาน อย่างนี้หรือครับที่คิดว่าไม่ล้มเหลว นโยบายค้าระหว่างประเทศ อันนี้สนุกขึ้นไปอีกครับ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีปีแรกไปเยือนต่างประเทศ ๑๘ ครั้ง รวม ๒ ปี ๕๑ ครั้ง ใช้เงินไป ๔๐๐ ล้านบาท ผลงานที่เขียนไว้ ความสัมพันธ์อยู่ในระดับดี ท่านประธานครับ เขียนแค่นี้ครับ ทุกครั้งที่เมื่อไรก็แล้วแต่ มีคณะไปต่างประเทศ เขาต้องบอกมาว่า ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมคืออะไร ไม่เคยมีนะครับ ความสัมพันธ์ระดับดีอย่างเดียวครับ สํานักงานผู้แทนการค้าไทยน่ารักมากครับ ตั้งไว้ ๕ คนครับ ไม่เคยประกาศผลงานเลยแม้แต่ ครั้งเดียว ตอนผมเป็นประธานผู้แทนการค้าไทยนี่ครับ ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมจะประกาศทันทีว่าผมไปตกลงอะไร และข้อตกลงเป็นประโยชน์อย่างไร เป็นวงเงินเท่าไร ทุกครั้งครับ ไม่มีเลยนะครับ โครงการดี ๆ ที่เคยทําไว้ ไม่สานต่อเลยนะครับ เช่น ศูนย์กระจายสินค้าคลังสํารองอาหารในตะวันออกกลาง ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นะครับ ไม่ได้ทําต่อ ๒ ปีมาแล้วไม่คืบหน้า ก่อสร้างไทยไปต่างประเทศ ผมเคยทําไว้ครับ สร้างในตลาดใหม่ด้วยวิธีใหม่ ๆ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธานครับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ไม่ทําต่อครับ บ้านเอื้ออาทรในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ปีละ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้ทําเลยครับ อาหารปรุงสุก ท่านประธานทราบไหมครับ วันนี้เราขายอาหารไปยุโรป อาหารที่เป็นอาหารสดกําไรเท่าไรครับ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าขายอาหารปรุงสุก กําไรเท่าไรรู้ไหมครับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ลงนามเซ็นสัญญาไว้แล้วกับหอการค้า กับสถาบัน อาหาร ท่านก็ไม่ทําต่อครับ นี่ครับ ตลาดการเจรจาระหว่างประเทศท่านเป็นอย่างนี้ครับ ตลาดใหม่ท่านไม่สนเลยครับ ตลาดลาตินอเมริกา เราค้ากับลาตินอเมริกา ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญ ต่อปีนะครับ สามารถโตได้ถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ลาตินอเมริกาไม่อยู่ในเป้าหมาย ของตลาด แล้วท่านบอกท่านจะเปิดตลาดใหม่ชดเชยตลาดสหรัฐอเมริกา แล้วทําไมไม่ไป ลาตินอเมริกา ข้อตกลงก็มีอยู่นะครับ ค้าชายแดนไม่เคยให้ความสําคัญเลยครับ เห็นไหมครับ นโยบายที่ผิดพลาด ส่งเสริมการลงทุน ท่านบอกว่าจะทบทวนนโยบาย สัญญาณที่ส่งออกไป คือลดมาตรการจูงใจ คนกลัวกันหมด คนตกใจหมดนะครับ ตอนนี้หลาย ๆ คน หยุดการลงทุน เพราะนั่งรอว่ารัฐบาลนี้จะมีนโยบายอย่างไร เครื่องมือใหม่ ๆ ทางเศรษฐกิจท่านไม่เอามา ใช้เลยนะครับแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้ประเด็นของผมในบทสรุปของการที่ดูนโยบายทาง เศรษฐกิจของท่าน ผมกําลังจะบอกว่านโยบายประชานิยมของท่านกําลังพ่นพิษ กําลังมาถึงจุดที่หมดแรงตัวเลข ทั้งปี ปีนี้ฟ้องชัดเจนนะครับ ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงวันนี้ ตัวเลขทุกตัวถดถอยลงหมด แล้วถดถอยมากกว่าประเทศในอาเซียน ท่านเอาตัวเลขมาไล่ดูได้เลยครับ ตัวเลขส่งออกวันนี้ เคยบอกไว้จะโต ๗ เปอร์เซ็นต์ วันนี้อย่างเก่ง ท่าน ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ผลงานฟ้องนะครับ ผมพยายามทําความเข้าใจว่าเวลาท่านออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ ท่านมีปรัชญาอย่างไร ในที่สุดผมถึงบางอ้อครับ เพราะปรัชญาของท่านขอชนะเลือกตั้งไว้ก่อน ทําได้ไม่ได้เดี๋ยวว่า กันทีหลังไปตายเอาดาบหน้า ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไรท่านไม่ต้องรับผิดชอบ แล้วในที่สุด ประชาชนที่ท่านรับปากไว้ก็ไม่ได้ตามที่ท่านสัญญาก็เท่ากับประชาชนโดนหลอก แต่ที่ร้ายไป กว่านั้นครับ คนเตือนท่านไม่ฟังครับ ทุกคนที่มองไม่เห็นไม่ตรงกับท่าน ท่านไปบอกว่า คนเหล่านั้นคือปฏิปักษ์กับรัฐบาลท่านใจแคบมากครับ ในแง่นโยบายเศรษฐกิจท่านคิดอย่างนี้ ไม่ได้ รัฐบาลคิดอย่างนี้ไม่ได้ ไม่รับฟังไม่พร้อมที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ท่านประธาน ทราบไหมครับ ในสมาชิกดับบลิวทีโอ (WTO) ทั้งหมด ๑๕๙ ประเทศมีเพียง ๓๔ ประเทศ ที่มีการอุดหนุนสินค้าเกษตรภายใน แล้วประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่จํานําราคาสินค้า เกษตรสูงกว่าตลาด แล้วประเทศที่เคยทําก่อนหน้าประเทศไทยตอนนี้ก็มีอยู่ประเทศเดียวครับ คือประเทศออสเตรเลียเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว แล้วก็บอกว่ามันเจ๊ง แล้วมันไม่ได้ผล แล้วตอนนี้ทุกคนถอยหนีหมด ทุกคนพยายามจะถอยหนีจากนโยบายประชานิยมไปทํา เพราะว่าใช้เงินมาก ประสิทธิภาพต่ํา โกงง่าย ทําไม่ได้อย่างที่พูดนะครับ ตอนนี้ประเทศไทย โดยรัฐบาลกําลังกระโจนเข้าไปสู่นโยบายประชานิยมอย่างเต็มรูปแบบ เสียหายมากขนาดนี้ นะครับ ผมขอร้องว่าท่านเริ่มยอมรับได้ไหมว่ามันมีปัญหา นโยบายของท่านอ่อนแรง หมดแรงแล้ว แล้วที่ผมกลัวที่สุดก็คือว่าโดยธรรมชาตินะครับ คิดว่าใช้เงินแล้วกระตุ้น เศรษฐกิจได้ แต่ถ้านโยบายผิดใช้เงินเท่าไรก็กระตุ้นไม่ได้ แล้วตอนนี้ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจ มันส่อเค้าจะถดถอย ท่านจะใช้เงินมากขึ้น แล้วจะเสียหายมากขึ้น ท่านกําลังจะพาประเทศ ไปลงเหวในแง่นโยบายเศรษฐกิจของท่านนะครับ ประเทศที่ก้าวหน้าทุกประเทศในโลกนี้ ถอยหนีประชานิยมนะครับ แล้วต้องทําความเข้าใจนิดหนึ่งครับ ผมดูวิธีการออกแบบ นโยบายของรัฐบาล ท่านไปคิดว่าท่านใช้เงินงบประมาณสามารถผลักดันการเติบโตทาง เศรษฐกิจได้ทั้งระบบ แต่ที่จริงแล้วเงินงบประมาณของรัฐและรัฐวิสาหกิจรวมกันทั้งหมดมี ผลแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจทั้งหมด สิ่งที่ท่านไม่เคยทําเลยคือทําให้เอกชนเก่งขึ้น ไม่มีนโยบาย สิ่งที่ท่านไม่เคยทําคือทําให้แรงงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมีฝีมือมากขึ้น สิ่งที่ท่าน ไม่เคยทําคือให้เกษตรกรพึ่งพารัฐน้อยลง ไม่มีครับ ในรายงานของท่านก็ไม่มี แต่ในนโยบาย เขียนไว้แต่ไม่ได้ทํา จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ทํา ผมมาถึงจุดนี้ผมอยากจะสรุปอย่างนี้ครับ ผมอ่อน ใจครับ เพราะสิ่งที่ผมถามไปรัฐบาลไม่เคยตอบ เรื่องพลังงานไม่เคยตอบ เรื่องนโยบาย ไม่เคยตอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นท่านก็ไม่ยอมรับ แล้วประเทศไทยจะเดินไปทางไหน วันนี้ ถ้าเกิดนโยบายประชานิยมยังถูกดําเนินการต่อไปอีกเรื่อย ๆ ใกล้จบแล้ว ถ้าอยู่ดําเนินการ ต่อไปเรื่อย ๆ ประเทศไทยเสียหายมาก หนี้จะพุ่ง ประชาชนจะลําบากและประเทศไทยจะสู้ ใครไม่ได้ วันนี้ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมด ผมไม่ต้องการคําตอบเลยครับ ผมอยากได้คําตอบ เดียวเท่านั้นเองว่าท่านจะปรับปรุงนโยบายที่ล้มเหลวของท่านหรือไม่ ผมอยากรู้แค่นี้เป็น สิทธิของท่านครับ ถ้าท่านไม่ปรับปรุงเป็นเรื่องของท่าน แต่รัฐบาลออกแบบนโยบาย เศรษฐกิจและผมเข้าใจที่ท่านไม่ยอมปรับปรุง เพราะท่านออกแบบนโยบายเศรษฐกิจแบบมี ธงครับ แต่เสียดายครับ ที่ธงของท่านไม่ใช่เป็นธงที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติกับ ประชาชน เพราะนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นประชานิยมของท่านตอบสนองกลุ่มผลประโยชน์ และในที่สุดประเทศไทยจะเสียหาย ของแพง หนี้พุ่ง เศรษฐกิจถดถอยสู้เขาไม่ได้ แล้วคนไทย ทุกคนต้องใช้กรรมที่รัฐบาลก่อไว้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานเมื่อสักครู่ได้ขออนุญาตว่าจะใช้แผ่นสไลด์ (Slide) เพื่อประกอบการอภิปรายของผมนะครับ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าวันนี้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ได้ให้ความสําคัญนโยบายด้านการต่างประเทศเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดําเนินการ เนื่องจากก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามารับหน้าที่นะครับ ผมขอภาพก่อนครับ เจ้าหน้าที่ครับ ขอสไลด์ภาพ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ คือก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมาบริหาร บ้านเมืองนะครับ สถานการณ์รอบบ้านไม่ดีนะครับ ภาพที่ ๒ ครับ รัฐบาลที่แล้วก็มี การปะทะกันทางทหารบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา นอกจากนั้นแล้วท่านประธานครับ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดอื่น ๆ อย่างกรณีพม่าหรือเมียนมาร์ (Myanmar) ก็มีการปิดด่านชายแดนที่อําเภอแม่สอด สําหรับประเทศลาวตอนนั้นก็มีปัญหา มีปัญหา ถึงขนาดที่ว่ามีการไล่กลับนะครับ นอกจากนั้นแล้วภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับ การยอมรับจากนานาประเทศ เนื่องจากไม่ใช่รัฐบาล
เชิญครับท่านจุฤทธิ์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพท่านรัฐมนตรีนะครับ วันนี้เราอภิปราย เรื่องแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ ๑ ปี ไม่ใช่วิพากษ์รัฐบาลที่แล้วครับ ขอให้ท่านอยู่ในกรอบ แล้วก็ท่านก็ชี้แจงให้ตรงประเด็นนะครับ แล้วตอนนี้ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องของท่านเลยครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านรัฐมนตรีเอารัฐบาล ๑ ปี ไม่เอาอันเก่า เอาอันใหม่
อันนี้คือที่มา เดี๋ยวผมจะเล่าอีกนิดเดียว เพราะว่าจะต้องพูดถึง ปัญหาแล้วพูดถึงนโยบาย แล้วจากนั้นเราทําอะไรไปบ้างครับท่านประธาน ต้องฟังด้วยเหตุ ด้วยผล เข้าใจครับ
มีผู้ประท้วงครับ เอา ๑ ปีนี้ครับ
ผมจะพูดถึงนโยบายผลสําเร็จในการทํางานของผมนะครับ ท่านประธาน
ผมได้วินิจฉัยแล้วบอกว่าให้เอาเรื่อง ๑ ปี ท่านอย่าเพิ่งอภิปราย ท่านประท้วงได้ แต่ท่านอย่าอภิปราย คืออย่างนี้ผมได้วินิจฉัยแล้วท่านนั่งลงเถอะให้เขาพูด ท่านรัฐมนตรี เอาผลงานเดี๋ยวจะมีปัญหา
ก็หลังจากที่ประเทศไทยมีปัญหาเราก็ได้เน้นนโยบาย ด้านการต่างประเทศคือนโยบายเร่งด่วน ข้อที่ ๑.๖ คือ เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือ กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ นอกจากนั้นนโยบายหลัก ข้อ ๗ เราก็ได้ดําเนินการ แถลงแล้วและผลงานก็จะตามออกมานะครับ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเราก็ทําได้ครบถ้วน นะครับ หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับตําแหน่งแล้วก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่านได้ให้แนวทางการดําเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศดังต่อไปนี้ครับ ตั้งเป้าเลยครับว่าจะเยือนประเทศอาเซียนและประเทศใหญ่ ๆ ในเอเชียก่อน จากนั้น ก็จะเยือนประเทศใหญ่ ๆ ในกลุ่มอียู (EU) และประเทศที่ร่ํารวยในตะวันออกกลาง แล้วก็เยือนประเทศที่มีแนวโน้มการค้ากับประเทศไทยเพิ่มขึ้น แล้วก็เป็นประเทศ ที่เป็นตลาดใหม่นะครับ ไม่ว่าจะอยู่ทางตะวันออกกลางหรืออียูหรือเอเชียใต้หรือแอฟริกา เป้าหมายท่านพูดชัดเจนให้กระทรวงการต่างประเทศไปดําเนินการ
เรื่องแรกครับ เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในไทย เพราะช่วงก่อนหน้านั้นเศรษฐกิจ ไม่ได้ดีครับถดถอย การค้าขายระหว่างประเทศน้อยลง เดี๋ยวผมจะแสดงตัวเลขให้เห็นครับ จากผลงานของรัฐบาล ผมแสดงไว้ชัดเจนเพื่อเปรียบเทียบว่ารัฐบาลที่แล้วกับรัฐบาลนี้ ๒ ปี มีมูลค่าการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะตัวเลขมันจะฟ้องความจริง ขึ้นมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ไปเยือนต่างประเทศเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ไม่ได้ไปเยือน อย่างที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะกล่าวหา ว่าเดินทางไปเยอะมาก แล้วก็ไม่ได้รับ ผลประโยชน์อะไร ผมก็จะนํามาเสนอให้ทุกท่านได้ฟังกันนะครับว่ารัฐบาลนี้ทําอะไรไป ประสบความสําเร็จอย่างไร ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วเรายังมีเป้าหมายที่จะไปหา มิตรประเทศ ที่จะจัดการให้เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไทยในแต่ละภูมิภาค หาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อขยายธุรกิจบริการของไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมของไทย ภัตตาคาร สปาของไทย ได้ไปลงทุนในแต่ละประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวเช่นกัน หาความร่วมมือด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ไปเรียนรู้จากเขา และสร้างความร่วมมือระหว่างกัน ขยายฐานการผลิตเครื่องประดับอัญมณี นํากลุ่มธุรกิจ เอสเอ็มอีไปสู่ตลาดโลก หาความรู้ด้านการเกษตร ปศุสัตว์ ผลไม้เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพ ของธุรกิจไทย หาแหล่งพลังงานเพื่อแลกกับสินค้าเกษตร แล้วก็หาแหล่งเงินทุนที่จะมาลงทุน ในประเทศไทยเพิ่มเติม แล้วก็เพื่อเป็นการขายการท่องเที่ยวของประเทศไทย เวลา ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไป ท่านประธานครับ คนก็จะรู้จักประเทศไทยมากขึ้น เราก็จะไป ขายเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ซึ่งเรามีโรงพยาบาล มีสถานพยาบาล ซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตา ของประเทศไทย เราก็นําสิ่งเหล่านี้ไปเสนอแก่เขา แสวงหาวิวัฒนาการด้านพลังงานทดแทน เพราะวันนี้ถ้าเราจะสร้างเขื่อนใช้พลังงานนิวเคลียร์คนไทยไม่ยอม เราก็ไปหาพลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อที่จะมาใช้ในอนาคตของประเทศไทย ท่านประธานครับ สิ่งที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาและก็ประสบความสําเร็จมีหลาย ๆ เรื่องนะครับ ผมจะสรุป ให้ฟังก่อน มีประมาณ ๖ เรื่อง แล้วผมจะมีรายละเอียดตามมา ความสัมพันธ์กับประเทศ เพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันดีขึ้น ดีขึ้นอย่างไรเดี๋ยวดูนะครับ ความสัมพันธ์กับประเทศ อาเซียนอื่น ๆ มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ผมก็จะมีข้อมูลมาชี้แจงให้ท่านฟัง ความสัมพันธ์กับ นานาประเทศรุดคืบหน้าไปอย่างมากในทุกภูมิภาคที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเยือน การดําเนินการทางการทูตใช้วิธีการรุกด้านเศรษฐกิจเพื่อช่วยสนับสนุนและขยายโอกาสของ ภาคเอกชนไทย ท่านนายกรัฐมนตรีถึงได้นํานักลงทุนไทยตามคณะไป และมีการส่งเสริม การค้าการลงทุนเกิดขึ้นมาก เพราะบีโอไอ (BOI) ตามไปด้วย นอกจากนั้นการท่องเที่ยว ก็ขยายตัวมากขึ้น เดี๋ยวผมจะมีตัวเลข ว่านักท่องเที่ยวมาประเทศไทยใน ๒ ปีที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ทํางานมาเป็นจํานวนเท่าไร การทูตเพื่อประชาชน ก็คือการให้ความช่วยเหลือ คนไทยทั้งภายในประเทศและนอกประเทศที่ตกทุกข์ได้ยาก เราได้อํานวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลืออย่างไรผมมีข้อมูล ท่านประธานครับ อย่างที่เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้กล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปเยือนประเทศต่าง ๆ ๒ ปี ครับ ท่านไป ๔๑ ประเทศ ผู้นํา ต่างประเทศมาเยือนประเทศไทย ๓๐ คนครับ เมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ต้องขออนุญาต เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นข้อมูลครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๒ ปี ๘ เดือน ไปเยือนและร่วมประชุมต่างประเทศ ๒๐ ประเทศ น้อยกว่าท่านนายกรัฐมนตรีครึ่งหนึ่ง ผู้นําต่างประเทศมาเยือนประเทศไทยแค่เพียง ๒๑ คน แต่มาเยือนอย่างเป็นทางการ คือมีการประชุมตกลงระหว่างผู้นําที่หารือแบบทวิภาคีเต็มคณะ ๘ คนแค่นั้นเอง ที่เหลือ มาร่วมประชุม ซึ่งไม่ใช่เป็นการเยือนนะครับ แต่สําหรับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้น ผู้นําต่างประเทศมาเยือนอย่างเป็นทางการ คือมาพูดคุยกัน มาหารือกัน ประกาศ ความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งหมด ๒๒ คน มาร่วมประชุมในเวทีอย่าง เดอะ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอร์รัม (The world economic forum) ที่มาจัดเมืองไทย ๘ คน ซึ่งจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีความแตกต่างก็เนื่องจากว่าท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประเทศไหนเป็นที่ยอมรับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองมีโอกาสได้ไปประเทศอินเดีย หลังจากที่ไปเยือนอาเซียนมาทั้งหมด ๙ ประเทศ ท่านได้มีโอกาสไปเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกที่นํานักธุรกิจไป แล้วเป็น นายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่ร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียในฐานะ แขกเกียรติยศ หรือภาษาฝรั่งครับ ชีฟ เกสท์ ออฟ ฮอนเนอร์ (Chief guest of honor) ของ รัฐบาลอินเดีย นอกจากนั้นแล้วในปีแรกท่านนายกรัฐมนตรีก็มีโอกาสได้ไปเยือนประเทศ เกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียประเทศใหญ่ ซึ่งเป็นครั้งแรกอีกที่นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือน ในรอบ ๙ ปี ไม่เคยมีรัฐมนตรีก่อนหน้านั้นไปครับ เพราะมีปัญหา เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่า ทําไมถึงไปเยือนเขาไม่ได้ เยือนประเทศญี่ปุ่นท่านนายกรัฐมนตรีไปเป็นครั้งแรกของ นายกรัฐมนตรีในรอบ ๕ ปี เยือนประเทศจีนเป็นครั้งแรกในรอบ ๒ ปี เยือนประเทศกาตาร์ ในรอบ ๓ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศเยอรมนีท่านประธาน ประเทศเยอรมนี เป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ ๑๗ ปี อันนี้แสดงว่าประเทศเยอรมนีไม่เคยเชิญ ประเทศไทยไปเลย เพิ่งมาเชิญท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี่ละครับ เยือนประเทศฝรั่งเศส ก็เป็นครั้งแรกอีกในรอบ ๗ ปี ทําไมประเทศเยอรมนีกับประเทศฝรั่งเศสถึงกลับมาเชิญ ท่านประธานผมต้องเล่าให้ฟังครับ เพราะว่าเหตุการณ์ของประเทศไทยที่ผ่านมามันไม่เกิด ความสงบ รัฐบาลส่วนหนึ่งก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง หลังจากที่ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนรัฐบาลมาจากความต้องการของ ประชาชนแล้ว สังคมโลกยอมรับเขาถึงได้เชิญเราไป ท่านประธานครับ นอกจากเขาเชิญเรา ไปแล้วเราเชิญเขามาเขาก็มา ท่านประธานครับ ผู้นําต่างประเทศที่มาเยือนประเทศไทย เป็นครั้งแรกในรอบหลาย ๆ ปีนายกรัฐมนตรีประเทศจีนครับ เยือนประเทศไทยครั้งแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ในรอบ ๑๐ ปีไม่เคยมา ประธานาธิบดีประเทศเกาหลีใต้เยือน ประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ครั้งแรกในรอบ ๓๑ ปี ประธานาธิบดีประเทศ สหรัฐอเมริกาเยือนประเทศไทยครั้งแรกในรอบ ๕ ปี และเลือกที่จะเยือนประเทศไทย เป็นชาติแรกหลังได้รับการเลือกตั้งสมัยที่ ๒ นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นเยือนประเทศไทย ครั้งแรกในรอบ ๑๑ ปี แล้วก็เลือกเยือนประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน นายกรัฐมนตรีประเทศอินเดียเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ ๑๐ ปี ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสังคมโลกให้การยอมรับประเทศไทยแล้ว
มีผู้ประท้วงแล้วท่านรัฐมนตรี เชิญท่านณัฏฐ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพ ท่านรัฐมนตรีนะครับ คือผู้มีอภิปรายอีกเป็นจํานวนมากที่รออภิปรายอยู่ เพราะฉะนั้นผมคิด ว่าขอให้ผู้อภิปรายได้ทําหน้าที่ก่อน แล้วท่านรัฐมนตรีชี้แจงในภายหลัง ทีนี้เรื่องของ การชี้แจงเรียนฝากท่านรัฐมนตรีก่อนที่จะชี้แจงในภายหลังเลยว่า ผมคิดว่าการมานั่งไล่อ่าน ประเทศที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเยือน หรือว่าสมาชิกถ้าเขามาเยือนประเทศไทย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ทีนี้ผมคิดว่าถ้าท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงขอเป็นว่า การมาเยือนของแต่ละประเทศ หรือว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปแต่ละประเทศนั้น ได้เนื้อหาสาระเป็นหัวข้ออะไรกลับมาบ้างจะดีกว่า เพียงแต่ว่าขอให้ท่านมาชี้แจงหลังจากที่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาของซีกรัฐบาลนะครับ ผมมีสิทธิ ที่จะอภิปราย แล้วก็ที่ผมจําเป็นต้องอภิปรายในรายละเอียด เนื่องจากว่าพวกท่านพยายาม ที่จะกล่าวหา
ท่านมีดอกเตอร์สุนัยประท้วงท่าน
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่จะประท้วงท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ เพื่อให้บรรยากาศมันราบรื่นไป ท่านประธานครับ ไม่ให้เกิดปัญหาข้อสะดุด เราในฐานะวิปได้ตกลงแบ่งเวลาแล้วมี การแบ่งเวลาให้ฝ่ายค้านได้พูดมากที่สุดเลย ๑๐ ชั่วโมง ดังนั้นผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านก็ได้ให้พูดตามประเด็น ตามหนังสือที่มอบให้ในหน้า ๒๒๕ ผมเองก็นั่งฟังมาตั้งแต่ต้นครับ วันนี้ฝ่ายค้านก็อภิปรายบางประเด็นก็รู้สึกจะเกินเลย จากข้อบังคับ แต่เราก็นิ่งนะครับ เห็นว่าถ้ายังอยู่ในสมดุลนี้ก็โอเค แต่ผมเห็นว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดอยู่ในประเด็นเป๊ะเลยครับท่าน พูดอยู่ใน ประเด็นและอยู่หนังสือนี้ ผมว่าให้ประชาชนได้ชัดเจน เราอดทนที่จะฟังกัน แล้วใน ขณะเดียวกันเราก็มีเสรีภาพที่จะพูดแล้วก็มีเสรีภาพที่จะฟัง ผมว่าถ้าเราได้สมดุลอย่างนี้ ท่านประธานไม่เหนื่อยเลยครับ อยากให้บรรยากาศอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ ขอให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้ท่านได้พูด
ผมก็ให้ท่านพูดอยู่แล้ว เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านวิทยาประท้วง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธาน แล้วก็ประท้วงท่านรัฐมนตรีที่อภิปรายชี้แจงอยู่ด้วยนะครับ ผมเข้าใจว่า คําอภิปรายท่านรัฐมนตรีที่ใช้เวลาประมาณ ๑๐ กว่านาที ไล่ชื่อประเทศทีละประเทศกว่าจะ ครบ ๔๑ ประเทศก็คงอีกนาน แล้วก็ว่าเรียนท่านประธานครับ มันไม่เกี่ยวกับประเด็นครับ เรากําลังรับฟังรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอยู่ในนี้รัฐธรรมนูญ จะชี้แจงผลงานนายกรัฐมนตรี ไปเที่ยวที่ไหน แล้วก็ไปที่ไหน แล้วก็มีผลงานอย่างไร อันนี้ไม่ใช่แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ถ้าจะแสดงผลงานว่านายกรัฐมนตรีไปที่ไหนก็เอาให้ละเอียดเลยครับเดี๋ยวก็ไล่ไปทีละอันว่า ท่านไปทําอะไร ที่ไหน ได้อะไรกลับมาติดไม้ติดมือ มันอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ข้อไหน ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วท่านเอาเรื่องที่ท่านไปทําที่ไหนก็ไม่รู้ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องรายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎร ท่านจะชี้แจงอีกทีตอนผมอภิปรายอีกเรื่องแล้วนะครับ เรื่องไปเที่ยว ต่างประเทศ ๔๑ ครั้ง หมดเงินไป ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาทนี้ค่อยว่าอีกที แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ ประเด็นครับ ต้องให้ยุติครับ
คืออย่างนี้ท่านวิทยา มันก็มีคนอภิปรายหลายท่าน นั่งลงครับ อย่าประท้วงเลย นั่งก่อน ไม่อย่างนั้นผมไม่ให้พูดสักคน ต้องนั่งก่อนครับ คนอื่นประท้วง ผมต้องให้เขาพูด ผมต้อง วินิจฉัยท่านก็อย่าประท้วงซ้อนสิครับ นั่งลงครับ ต้องนั่ง ให้โอกาสผมได้พูดบางสิครับ ท่านจะทําหน้าที่แทนประธานได้อย่างไรครับ ฟังก่อนให้โอกาสบ้าง คืออย่างนี้มันมีคนกล่าว เรื่องนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศนี้ ท่านสุรพงษ์กําลังบอกไปต่างประเทศทําอะไรบ้าง ก็ให้พูดมาผมก็ฟังอยู่ ผมก็พยายามควบคุมท่านวิทยาด้วยความเคารพ ผมพยายามควบคุม อยู่นะครับ ผมก็ฟังอยู่เมื่อสักครู่ก็ตักเตือนไปแล้ว ผมก็ตักเตือนรัฐมนตรี ตักเตือนทุกฝ่ายว่า ให้อยู่ในประเด็น แล้วบรรยากาศที่ผ่านมามันก็ดีอยู่ครับ พอสมควรแล้วท่านวิทยาเดี๋ยวผม จะดู ให้โอกาสให้ผมทําหน้าที่ ผมก็ตักเตือนท่านรัฐมนตรี ไม่ใช่ไม่ตักเตือนนะครับ ผมก็บอก ตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่าขอให้อยู่ในประเด็น ท่านณัฐฏ์พอแล้วครับ เดี๋ยวผมควบคุมให้ เชิญครับ
ด้วยความเคารพท่านประธาน ครับ ขอประทานอภัยด้วยครับ ท่านรัฐมนตรีด้วย แล้วก็เพื่อนสมาชิก คืออย่างนี้ครับ ผมเข้าใจท่านประธาน แล้วก็เข้าใจสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีกําลังชี้แจง เพียงแต่ผมกําลังมองว่าสิ่งที่ ท่านรัฐมนตรีกําลังชี้แจงนั้นมันก็อยู่ในเนื้อหาสาระของหนังสือฉบับนี้ ซึ่งถ้าไม่อย่างนั้นพวกเรา อ่านกันเองได้ เพียงแต่ผมกําลังเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าในกรณีอย่างนี้ ถ้าท่านประสงค์จะชี้แจงในช่วงเวลานี้ แล้วเพื่อนสมาชิกก็ได้บอก ผมก็ไม่ขัดอะไร เพียงแต่ ยกตัวอย่างเช่นกรณีของการไปเยือนประเทศเวียดนาม ซึ่งมีข้อกําหนดกันไว้เรื่องของ การหารือเรื่องข้าว เราก็อยากจะรู้รายละเอียดว่าเป็นอย่างไร หรือกรณีของการไปเยือน ประเทศอินโดนีเซีย เรื่องเอ็มโอยูระหว่างลูกเรือประมงไทย เพราะฉะนั้นถ้าท่าน
พอแล้วครับท่าน ท่านไม่ต้องประท้วง บอกแล้วผมจะได้ควบคุมการประชุมครับ ท่านณัฎฐ์ ผมเข้าใจ เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ทางฝ่ายโน้นขอหารือ ผมก็อยากจะ หารือกับท่านประธานว่า วิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านได้เจรจากัน ฝ่ายพรรครัฐบาลได้ ๓ ชั่วโมง นะครับ รัฐมนตรีมี ๔ ชั่วโมง พรรคฝ่ายค้านมี ๑๐ ชั่วโมง ดังนั้นเป็นสิทธิของรัฐมนตรีที่จะ ชี้แจงภายใน ๔ ชั่วโมง เขาชี้แจงในนโยบายต่างประเทศ หน้า ๒๒๕ ซึ่งถูกโจมตีมาโดยตลอด ๒ ปีเต็มนี้ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงดีที่สุดแล้ว
ผมให้รัฐมนตรีชี้แจงครับ ท่านประท้วงผมเรื่องอะไร ก็ให้ชี้แจงอย่างไรครับ ผมไม่ได้บอกไม่ให้ รัฐมนตรีชี้แจง เมื่อกี้ผมก็บอก ผมควบคุมอยู่ ท่านนั่งลงครับ ก็ผมให้รัฐมนตรีชี้แจง ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้รัฐมนตรีชี้แจง ท่านอย่าเถียงผมสิ ท่านนั่งลง ไม่ได้ ประสิทธิ์ไม่เอาแล้ว พอ ท่านนั่งลง ผมไม่อนุญาตแล้ว ประสิทธิ์นั่งลง ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้รัฐมนตรีชี้แจง ฟังผมบ้าง สิครับ เชิญท่านรัฐมนตรี
กราบเรียนท่านประธานครับ พอดีเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ว่าผมไม่ได้แถลงนโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขออนุญาตอ่านครับ เดี๋ยวประชาชนจะหาว่าผมโง่ ไม่เข้าใจ คือมาตรา ๘๒ ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ท่านรัฐมนตรี ผมรู้แล้วข้อบังคับ ท่านชี้แจงเลยครับ
ต้องอธิบายครับท่านประธาน
ผมได้วินิจฉัยแล้ว ท่านชี้แจงเลย ท่านชี้แจงจะได้เข้าประเด็นครับ ไม่ต้องอนุญาตแล้วท่าน เอาประเด็นของท่าน เอาเรื่องชี้แจง ไม่ต้องผมรู้ รู้ข้อบังคับ สั้น ๆ
ท่านประธาน มาตรา ๘๒ ครับ เขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ แล้วก็ย่อมานะครับ อีกพารากราฟ (Paragraph) หนึ่ง เขียนไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับนานาชาติ ตลอดจนต้องให้ความคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ ของคนไทยในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกําลังนําเสนอขณะนี้ ผมไม่ได้ออกนอก ประเด็นเลยนะครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนนี่ นําธุรกิจเข้ามาในประเทศ มีการลงทุนเพิ่มอย่างไร นักท่องเที่ยวเพิ่มอย่างไร การค้าเพิ่มขึ้นอย่างไร ท่านทนฟังนิดเดียว ผมจะไม่ลงรายละเอียดมากจนเกินไป จะทําให้กระชับหน่อยนะครับ เพราะว่า พี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจ เอาละครับ สําหรับประเทศที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดน ติดกัน หลังจากที่เรามาบริหาร และท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปมีโอกาสพบท่านประธานาธิบดี เต็ง เส่ง นะครับ ในขณะที่ช่วงนั้นน้ําท่วมด้วย ก็ไปพบ แล้วก็ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นคณะ มีข้อตกลงชัดเจน ในที่สุดก็ตกลงเปิดด่านแม่สอด-เมียวดี ซึ่งปิดมา ๑ ปีกว่านะครับ ตั้งแต่ รัฐบาลท่าน มาเปิดเมื่อ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ นอกจากนั้นแล้วก็มีการตกลงเปิดด่านน้ําพุร้อน มีเอ็มโอยู (MOU) ที่เซ็นกันไว้ ๒ ฉบับ เรื่องการพัฒนาท่าเรือน้ําลึกทวาย และความร่วมมือ เพื่อการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ก็มีหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน ผมจะไม่พูดรายละเอียดมากแล้ว นะครับ เพื่อจะให้เร็วขึ้น นอกจากนั้นแล้วความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา ที่เมื่อกี้ผมเอารูป ที่เกิดขึ้นมานั้นให้ท่านดูว่ามีการปะทะกันนั้น พอเรามาบริหาร ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปพบ ท่านสมเด็จฮุนเซนอย่างเป็นทางการนะครับ ก็ได้มีการตกลงกัน ตั้งแต่นี้ไปเราจะแยกปัญหา ข้อพิพาท เขาพระวิหารออกจากความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนระหว่างกัน เดี๋ยวจะมี ตัวเลขครับว่าหลังจากพูดกันจบ ยอดการค้าในแต่ละปี การลงทุนเพิ่มขึ้นเท่าไร เดี๋ยวใจเย็น ๆ มีตัวเลขให้ดู แล้วก็สิ่งที่สําคัญที่สุดก็มีการพูดคุยกันอย่างดี มีการเลิกรบกันตามแนวชายแดน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันอีกต่อไป
สําหรับประเทศลาวครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนอย่างเป็นทางการ ก็ได้ มีการหารือกันที่จะยกระดับด่านไทย-ลาว ที่ภูดู่ ที่บ้านฮวก จังหวัดพะเยา ให้เป็นจุดผ่านแดน ถาวร แล้วก็มีความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ําระหว่างกัน นอกจากนั้นแล้วที่สําคัญที่สุดก็มีการพูดเรื่องเขตแดนไทย-ลาว ทั้งทางบกและทางน้ํา ในการประชุมเจบีซี (JBC) เกิดขึ้นได้ มาเลเซียก็ดีครับ มาเลเซียก็มีการรื้อฟื้นการประชุม หารือร่วมระดับสูงคือซึ่งเป็นระดับ ครม. เลยครับ หลังจากที่ห่างเหินกันมานานกว่า ๖ ปี มีการประชุมร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อเปิดการเดินทางข้ามชายแดนไทย-มาเลเซีย ถึง ๒ ครั้ง ด้วยกันนะครับ ท่านประธานอันนี้คือสิ่งที่ได้รับประโยชน์ ทีนี้เอายกตัวอย่างให้ดูอีก ๒ ประเทศ ง่าย ๆ ประเทศจีนนะครับ เราในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนจีนก็มี การหารือเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ แล้วมีการแถลงการณ์ร่วมกัน มีการบอกว่าสิ่งแรก นะครับ ขยายเวลาให้หมีแพนด้าอยู่ต่อในประเทศไทย อันนี้ก็เป็นรูปธรรม ลงนามเอ็มโอยู ความร่วมมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนในไทย ๔ ด้าน คือด้านคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) นะครับ การสร้างระบบบริหารจัดการน้ํา โครงการรถไฟฟ้าไทย-จีน พลังงาน ทดแทน นอกจากนั้นแล้วก็มีการวางแผนระยะ ๕ ปี ภายใต้การตกลงและขยายความร่วมมือ ทวิภาคีด้านเศรษฐกิจและการค้า มีการจัดตั้งรูปแบบการหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีนสําเร็จ เดี๋ยวผมก็จะให้ดูตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับจีนเพิ่มขึ้นเท่าไรใน ๒ ปีที่ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์บริหาร นอกจากนั้นผู้นําทั้ง ๒ ฝ่าย ตั้งเป้าการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐ ต่อปี แล้วตั้งเป้าหมายการลงทุนเพิ่มขึ้นให้ได้ร้อยละ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีร้อยละ ๑๕ ต่อปี การท่องเที่ยวระหว่างกัน การท่องเที่ยวต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐ ต่อปี นะครับ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่าง นอกจากนั้นเขาก็ส่งมีความร่วมมือที่จะส่งครูจีนมาสอนภาษาจีนในประเทศไทย อินเดียครับ อินเดียก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เราสามารถยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทาง ยุทธศาสตร์ได้สําเร็จ ไทยก็เป็นประตูเชื่อมโยงอาเซียนกับเอเชียใต้ โดยจะมีการเชื่อมถนน ระหว่างไทย-เมียนม่าร์ไปอินเดีย อันนี้ก็จะทําให้เกิดการค้าขายระหว่างกันเพิ่มได้มากขึ้น มีการเพิ่มรายการสินค้าในเอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียเป็นที่สําเร็จนะครับ ตั้งคณะทํางานร่วมด้านการกงสุล เพื่อบริการนักท่องเที่ยวอินเดียที่เขามาเที่ยวประเทศไทยมาก เขามาจัดแต่งงานที่จังหวัดภูเก็ต เหมาลําเครื่องบินมาพาแขกมาเลี้ยงทั้งหมดเป็นเศรษฐี ทํารายได้เข้าประเทศ อันนี้เราก็อํานวยความสะดวกให้เขา เป็นการหารือที่เกิดขึ้นระหว่าง ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กับนายกรัฐมนตรีอินเดีย ญี่ปุ่นครับ ญี่ปุ่นนี้เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด เพราะว่าช่วงนั้นก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปเยือนญี่ปุ่น น้ําท่วมประเทศไทยต้องไปสร้าง ความมั่นใจให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น ว่าเรามีแผนในการที่จะป้องกันภัยพิบัติน้ําท่วมในอนาคต อย่างไร เพื่อให้เกิดความมั่นใจ เพราะในขณะที่เราเดินทางไปก็มีกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งไม่รู้เป็นใคร ปล่อยข่าวว่าญี่ปุ่นกําลังจะถอนการลงทุน กําลังจะปิดกิจการหนีพอท่านนายกรัฐมนตรี ไปคุยกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น สิ่งที่ได้รับครับ เขาบอกชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะไม่หนีจากไทย และจะเพิ่มการลงทุนในไทยฟังอย่างนี้แล้วชื่นใจไหมครับ แล้วตัวเลขเฉพาะญี่ปุ่นนะครับ เดือนมกราคม-ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ มีมูลค่าถึง ๑.๗๖ แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๔๔ เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปี ๒๕๕๔ อันนี้เป็นข้อมูลจากบีโอไอ (BOI) นะครับ แล้วก็ญี่ปุ่นตกลงขยายเวลาวีซ่า (Visa) ให้แก่คนไทยจาก ๓๐ วันเป็น ๙๐ วัน แบบเข้าได้หลายครั้ง แล้วในที่สุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ญี่ปุ่นก็ประกาศยกเว้นวีซ่าให้กับคนไทยเพื่อไป ประเทศเขา แล้วก็มีการตั้งเป้าการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ให้ได้ถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในปี ๒๕๖๐ นอกจากนั้นญี่ปุ่นก็อนุญาตให้นําเข้าเนื้อสุกรแปรรูป แล้วก็ยินดีทบทวน การนําเข้าไก่สดแช่แข็ง ท่านประธานสิ่งเหล่านี้ละครับ เป็นสิ่งที่เราได้รับประโยชน์จาก การเยือนของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วท่านนายกรัฐมนตรี เวลาผมไปเยือนก็ดี ท่านนายกรัฐมนตรี ไปเยือนก็ดี มีการลงนามเอ็มโอยูข้อตกลงระหว่างกัน สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๒ ปี ๘ เดือน ได้มีการลงนามในความตกลงไว้ ๑๖ ฉบับ แต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๒ ปี ลงนามเอ็มโอยูไว้ ๙๔ ฉบับครับ ของท่าน ๑๖ ฉบับ ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๙๔ ฉบับ แล้วแบบนี้จะว่าไม่ทํางานได้อย่างไร เดี๋ยวตัวเลขข้อมูลมันก็จะเพิ่มขึ้นมา ท่านประธานครับ การไปเดินทางไปเยือนของท่านนายกรัฐมนตรีนอกจากจะไปพบหารือ ทวิภาคีพาภาคธุรกิจร่วมคณะไปแล้ว ท่านยังไปดูงาน ขณะนั้นประเทศไทยเจอน้ําท่วม ในเมื่อไปประเทศเกาหลีใต้ ไปประเทศจีน ไปประเทศญี่ปุ่น ท่านก็ไปดูการแก้ไขปัญหา น้ําท่วมในประเทศจีนและประเทศเกาหลีใต้ และไปดูแนวป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ญี่ปุ่น อันนี้คือสิ่งที่ไปดู นอกจากนั้นแล้วในด้านรถไฟความเร็วสูง เพราะเรากําลัง จะต้องการเป็นฮับ (Hub) เป็นศูนย์กลางของอาเซียน เราเอาสิ่งเหล่านี้ไปขายให้ต่างชาติ ได้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เรามีประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกัน อยู่ในอาเซียน เราได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ เพราะฉะนั้นเราบอกว่าถ้าเราจะลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาจะได้เห็นภาพในสิ่งที่เราทํา ท่านนายกรัฐมนตรีก็เลยพาคณะไปดู รถไฟความเร็วสูงทั้งที่ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมนี เราไปศึกษาดูงาน เขาไปเดิน ตามสถานีไปดูเขาว่าเขาพัฒนาอย่างไร เพื่อจะได้เอาสิ่งเหล่านี้มา ท่านประธานครับ ปีแรกเราต้องไปสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนภายหลังน้ําท่วมซึ่งเป็นงานที่หนักและเหนื่อย ชี้แจงให้เขาฟัง พอเขารับฟังแล้วเขาก็ชื่นใจ เขาก็มาลงทุนกับประเทศเรา เดี๋ยวตัวเลข จะมีครับว่าลงทุนเพิ่มเท่าไร นอกจากนั้นแล้วเราก็ไปสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมโลกอีกว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง เขาจะได้มั่นใจในระบอบประชาธิปไตยของเรา ท่านประธานครับ การที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไปไหน ไปประเทศนั้น ๆ เดี๋ยวขอภาพหนังสือพิมพ์ต่างประเทศหน่อยครับ นี่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทุกครั้งเวลาพานักลงทุน นักธุรกิจตามคณะไป เราจะลงสื่อประชาสัมพันธ์ ให้คนในแต่ละประเทศเขารู้ว่า เรามาเพื่ออะไร เรามาทําอะไรในประเทศเขา แล้วจากนั้น ผู้นําหลาย ๆ ประเทศเลยครับ พอเขาเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เขาหยิบยกมา เขาเข้าใจเลยว่า ประเทศไทยมาเพื่ออะไร พอเขาอ่านเขาเข้าใจ จากนั้นนักลงทุนของเขาก็จะมาร่วมครับ เวลาท่านนายกรัฐมนตรีไปบีโอไอ (BOI) ก็จะจัดสัมมนาเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศมาฟัง ภาคกระทรวงการต่างประเทศก็จับคู่ธุรกิจครับ เอาธุรกิจพลังงานจับกับพลังงานของ ประเทศเขา ธุรกิจอาหารจับกับอาหาร ธุรกิจอัญมณีจับกับอัญมณี เพื่อมีการพูดคุยกัน ในอนาคตถ้าท่านได้เป็นรัฐบาลท่านเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้ ผมไม่หวงเลยนะครับ เอาไปใช้จะได้ เป็นประโยชน์กับประเทศ ไม่หวงครับ ครัวไทยสู่ครัวโลกเราก็ไป เรามีกุ๊กไป กระทรวง พาณิชย์นําทีมไป ไปโชว์การทําอาหาร กระทรวงวัฒนธรรมเอามวยไทยไป เอาการแสดงไทยไป เพื่อไปดึงดูดให้เขามาเที่ยวประเทศไทย ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกถามว่าไปมาแล้ว ภาคเอกชนได้อะไร ผมขออนุญาตอ่าน เอาสั้น ๆ เอาแค่ปีแรก เพราะปีที่ ๒ นี่จะเยอะมาก สาขาธุรกิจบริการตลาดทุนบาห์เรนและกาตาร์ส่งผู้แทนเข้ามาประเทศไทยเพื่อมาหา แนวทางการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นธุรกิจอาหาร ท่องเที่ยวและโรงแรม สาขาธุรกิจ การเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร บริษัทดอยคําทําข้อตกลงกับเยอรมนีในธุรกิจ ส่งน้ําผลไม้พร้อมดื่มไปประเทศรัสเซียและประเทศในแอฟริกา บริษัทสหฟาร์มตอนนั้น ยังไม่เจ๊ง ตกลงซื้อขายผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกในปริมาณสูงและต่อเนื่องกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศกาตาร์ ประเทศบาห์เรน ประเทศเกาหลีใต้ บริษัทสยามจัมโบ้ ทําข้อตกลงทางธุรกิจกับผู้ค้าผักผลไม้ของประเทศจีน ประเทศกาตาร์ ประเทศบาห์เรน ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเยอรมณี ประเทศฝรั่งเศส สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยี และอาชีวศึกษาแห่งประเทศไทยทําข้อตกลงความร่วมมือด้านอาชีวศึกษากับออสเตรเลีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สาขาธุรกิจพลังงานไทย โดย ปตท. ตกลงซื้อขายแอลเอ็นจี (LNG) ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปี เป็นเวลา ๒๐ ปีจากประเทศกาตาร์ เครือบริษัทน้ําตาลมิตรผล ทําบันทึกความเข้าใจกับประเทศจีนเพื่อสนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมจีน-ไทย เป็นฐานผลิต และแปรรูปน้ํามัน บริษัท ยันฮี โซล่า เพาเวอร์ จํากัด ทําสัญญากับบริษัทของเยอรมนี สั่งซื้อแผงโซล่าเซลล์เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทมูลค่าไม่ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สาขาธุรกิจการแพทย์ โรงพยาบาลธนบุรี ลงนามความตกลง ๓ ฉบับ กับจีนเพื่อพัฒนาโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพ
ท่านประธานครับ ทีนี้มาดูตัวเลขหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือน ขึ้นตารางเลยครับ สรุปการค้ากับต่างประเทศ ท่านประธานเห็นนะครับ การค้าต่างประเทศ สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ผมเอาแฟร์ ๆ (Fair) เลย เดือนสิงหาคมถึงกรกฎาคมท่านอยู่ ครบเทอม ของท่านนะครับ ๑๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยอมเอาเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ ในช่วงแรกน้ําท่วม ช่างมัน เอามาเปรียบเทียบกันให้เห็น ว่าในเวลาเดียวกัน ในปีเดียวกัน ปีต่อปีมันเพิ่มขึ้นเท่าไร ปรากฏว่าการค้าต่างประเทศ สมัยยิ่งลักษณ์ ๑ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๔.๓ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นสมัยท่านอภิสิทธิ์ ๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ พอมารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ปีที่ ๒ เพิ่มขึ้นแค่ ๒.๗๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งครับ ก็เลยเหลือ ๑๔,๗๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ จะให้เห็นตัวเลขอีกอันหนึ่งครับ ให้เห็นชัด ๆ ว่าไทยกับจีนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ตัวเลขครับ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ การค้าระหว่างไทยกับจีน ๑,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๑ ขนาดน้ําท่วม ๑,๘๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๖ เปอร์เซ็นต์จากสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปีที่ ๒ เป็น ๑,๙๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓.๖๘ เปอร์เซ็นต์จากปีแรก เนื่องจากค่าเงินบาท แข็งตัวครับ ไทย-ญี่ปุ่น เห็นนะครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ขายได้ ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๑ ปีแรก ๒,๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๙.๘๑ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๒ ลดลงหน่อยครับ เพราะว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เงินเยนอ่อนค่าลง ก็เลยเหลือ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นแล้ว จะให้เห็นการค้าชายแดน อันนี้สําคัญครับ การค้าชายแดน ขอตัวเลขขึ้นครับ การค้าชายแดนกับสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ การค้าชายแดน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึง เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ จํานวน ๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เอาช่วงต้น ๆ นี้ ด่านยังไม่เปิดนะครับ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ด่านยังไม่เปิด ต่อให้เลย ก็เป็นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ เพิ่มขึ้น ๗.๖๘ เปอร์เซ็นต์ จาก ๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สมัยท่านยิ่งลักษณ์ พอมาปีที่ ๒ ของยิ่งลักษณ์ ก็เพิ่มอีกครับ เพิ่มเป็น ๙๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น คือมีการเปิดด่าน โดยเฉพาะตัวเลขเมียนมาร์ เฉพาะประเทศเลยครับ เอาเมียนมาร์ขึ้นมา เมียนมาร์ประเทศเดียว อันนี้เฉพาะการค้าชายแดนเฉพาะไทยกับเมียนมาร์ รัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ ๑๔๗,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ปีแรก ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปีที่ ๒ จํานวน ๑๙๔,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากนะครับ จะให้เห็นตัวเลขอีกตัวเลขหนึ่งว่า การค้าชายแดนที่หลังจากเปิดด่านกับปิดด่านจะได้เห็นครับ ในช่วงเดียวกันในช่วงที่ปิดด่าน รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ขายได้ ๑๓๓,๐๐๐ ล้านบาทระหว่างไทยกับเมียนม่าร์ แต่พอเปิดด่าน เรียบร้อยในช่วงเดียวกันเราสามารถขายได้ ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลที่ปิดด่านกับเปิดด่านมันแตกต่างกันอย่างไร
สําหรับ สปป. ลาว การค้าชายแดนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปีแรกก้าวกระโดดเพิ่มขึ้น ๓๘ เปอร์เซ็นต์จาก ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๒ เพิ่มอีกครับ ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาทในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ๑ มาเป็น ๑๒๙,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างประเทศเรา กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน ประเทศกัมพูชาไม่ต้องพูดถึงเลย ประเทศกัมพูชา เขย่งก้าวกระโดด รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท พอเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปีแรก ๗๒,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นที่ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ พอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๒ เพิ่มเป็น ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาอีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน อันนี้คือการค้า ขอตารางต่อไปครับ การลงทุน การลงทุนนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการไปเยือนมีการเชิญนักธุรกิจเข้ามาร่วมสัมมนา รัฐบาลอภิสิทธิ์มีคนมาลงทุนสมัยท่าน ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๑ จํานวน ๕๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๕๗ เปอร์เซ็นต์ พอมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๒ ๖๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากท่านเกือบเท่าตัว อย่างนี้ว่าการต่างประเทศไม่ดีหรือครับ ทําเงินเข้าประเทศพาคนมาลงทุนขนาดนี้
ทีนี้เอาประเทศญี่ปุ่นขอดูการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เพราะตอนนั้น มีคนยายามจะโจมตีว่านักลงทุนญี่ปุ่นหนีหมดจะไม่มาแล้ว ท่านดูตัวเลขประเทศญี่ปุ่นครับ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ประเทศญี่ปุ่นมาลงทุนในประเทศไทย ๑๕๘,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๑ ขนาดน้ําท่วมที่ท่านบอกว่าจะหนีเขามาเพิ่มการลงทุน ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก รัฐบาลอภิสิทธิ์ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๒ เพิ่มอีกครับ เพิ่มเป็น ๓๕๔,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๑ อีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานอียู (EU) ไม่ต้องดูหรอกครับอียู ก็เพิ่มขึ้นหมด การท่องเที่ยวขึ้นตัวเลขการท่องเที่ยว นี่นะผมจะเอาภาพรวมให้ดู เดือนสิงหาคม เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ถึงรัฐบาลท่านจบสมัย ๑๘,๕๗๕,๐๐๐ คน รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ขนาดน้ําท่วมนะครับ น้ําท่วม ๓-๔ เดือนแรกต่อให้ก่อนก็ยังมากกว่าสมัยท่าน เพิ่มขึ้นเป็น ๒๐ ล้านคน มาปีนี้เขย่งก้าวกระโดดตัวเลข ณ เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๖ นับจากเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๕ ๒๔,๘๐๐,๐๐๐ คน เพิ่มขึ้นมาอีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน อันนี้ละครับ คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีไปเยือน ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือน ต่างชาติเขาเห็น เพราะว่าไปเดินคู่ขนานกับผู้นําเขา แล้วนายกรัฐมนตรีเราแต่งตัวดีก็ไป กล่าวหา หาว่าท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตัวไม่เข้าท่า ท่านเอาไหมไทยไปตัด เอาผ้าที่แช่อยู่ใน น้ําไปตัดเป็นชุดต่างชาติเขาให้ความนิยมชมชอบ ผ้าไหมไทยขายได้เพิ่มมากขึ้นท่านรู้ หรือเปล่าครับ พวกท่านรู้หรือเปล่า หัวเราะกันนี่ ผ้าไหมไทยทํายอดขายสูงขึ้น แล้วที่ท่านพยายามจะบอกว่ารัฐบาลนี้ทําไมไม่ไปประชุมนานาชาติ ประชุมนานาชาตินี้ ใครไปก็ได้ แต่ไปแล้วมีความคิดริเริ่มดี ๆ หรือไม่ ท่านเคยไหมไปเสนอแนวคิดดี ๆ ให้อาเซียนเขาทําตามท่าน ท่านไม่ต้องหัวเราะ พวกท่าน อาจจะอยู่กระทรวงการต่างประเทศมาก่อนผม แต่วันนี้ผมเชื่อว่าผมทําได้ดีกว่าพวกท่าน นะครับ ผมไปยูเอ็นจีเอ (UNGA) สมัยนั้นโดนโจมตีว่าพูดอังกฤษไม่ได้ แต่ผมก็ไปเปิดตัว รัฐบาลในยูเอ็น (UN) สร้างความเชื่อมั่นให้เขาได้เห็นว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ได้รับ ความนิยมจากพี่น้องประชาชน แล้วก็ไปหารือกับรัฐมนตรีประเทศต่าง ๆ เชิญเขามาครับ เชิญเขามาเยือน เล่าให้เขาฟังถึงพัฒนาการของประเทศไทยที่อยู่ในความสงบขึ้น เราต้องการ ความปรองดองก็เล่าให้เขาฟัง สิ่งเหล่านี้เราต้องช่วยกันครับ พอเขามั่นใจเขาก็มา ก่อนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปเยือนประเทศไหน ผมต้องไปคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเขาก่อน เพื่อให้ความมั่นใจ อีกอาทิตย์หน้าวันที่ ๔-๕ ที่ท่าน ส.ส. เมื่อสักครู่อภิปรายว่าลาตินอเมริกา รัฐบาลไทยไม่ให้ความสนใจ ประธานาธิบดีเปรูกับประธานาธิบดีชิลีจะมาเยือนอย่างเป็น ทางการและจะมีการลงนามเอฟทีเอไทยกับเปรู ไทยกับชิลี ผมจะบอกให้ แล้วผมนี่ ไปลุยมาแล้วที่บราซิลกับชิลี แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศโคลัมโบก็มาพบกับผมเรียบร้อยแล้ว แล้วผมนี่เป็นคนริเริ่มให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนพบกับรัฐมนตรีของแปซิฟิก แอลไลแอช (Pacific Alliance) ภายใต้ลาตินอเมริกา ซึ่งประกอบไปด้วยเม็กซิโก ชิลี เปรู ท่านรู้ไว้ด้วย เราไม่เคยปล่อยวาง ทุกอย่างเกาะติด พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่งแต่ก็พูดได้ เชิญเขามาได้ ท่านต้องเข้าใจครับสมัยที่ผ่าน ๆ มา ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทํางานลําบากมาก ท่านทูตบอกว่าไปงานไหนอายเขาเพราะเขาไม่พูดด้วย เขาบอกว่ารัฐบาลไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง รัฐบาลมาจากการรัฐประหาร ทูตไทยทํางานลําบาก วันนี้เราต้องมาช่วยกัน ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือน เลือกเยือนประเทศที่เป็นตลาดใหม่ มีพลังงานที่เรา จะไปเอาเขามา มีไม้ มีก๊าซ มีพลอย มีเพชร มีทับทิม เพื่อจะมาเจียระไน เพื่อจะทํามูลค่าเพิ่ม มีปลาเพื่อจะมาให้บริษัทไทยทําบรรจุกระป๋องไทยขายไปในต่างประเทศ เอาความรู้ไปให้เขา แอฟริกาเราก็จะไปบุก วันนี้ก็ไปบุกมาแล้ว เดี๋ยวประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ก็จะมาเยือน ไทยแล้วครับ ยังไม่อยากจะพูดก่อนแค่นั้นเอง แต่วันนี้ทนไม่ไหวต้องเล่า เพราะไม่อย่างนั้น ท่านบอกเราไม่สนใจนะครับ นอกจากนั้นแล้วอย่างในเวทีนิวเคลียร์ นิวเคลียร์ เซคิวริตี้ ซัมมิท (Nuclear Security Summit) ที่เกาหลี ท่านนายกรัฐมนตรีก็แสดงเจตนารมณ์ ของไทยที่จะสนับสนุนให้โลกได้ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนั้นสิ่งที่หยิบยกขึ้นมา การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ค้ามนุษย์และแรงงาน ทําไมประเทศไทย สมัยที่ท่านอยู่ อเมริกาตัดสินให้ประเทศไทยอยู่ในชิพ รีพอร์ท (Ship Report) การค้ามนุษย์ เหยื่อมนุษย์อยู่ในระดับ ๒ เฝ้าระวัง ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วไม่ทําอะไรก็จะตกไปอยู่ ระดับ ๓ เขาจะเลิกซื้อสินค้าทะเล เลิกซื้อเครื่องนุ่งห่ม ผมนี่แบกหน้าไปพบท่านฮิลลารี คลินตัน ไปขอเขาว่าเราเป็นรัฐบาลเพิ่งมาใหม่ขอเวลาปีหนึ่ง ก็ประสบความสําเร็จ เขาก็ให้คง อยู่ระดับเดิม ซึ่งปกติแล้วอัตโนมัติไปเป็นระดับ ๓ แล้ว ท่านก็รู้กันดี ท่านประธานครับ ในเวทียูเอ็นก็เช่นกันที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพยายามจะมาบอกว่ายูเอ็น เขาเป็นห่วงเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เขาไม่ได้ห่วงเรื่อง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เขาห่วงว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรมจะยกโทษให้กับผู้สั่งการที่ทําให้คนต้องเจ็บ เสียชีวิต อันนี้คือข้อเท็จจริง เขามาพบผมเรียบร้อยแล้วครับ ท่านไม่ต้องส่ายหน้า ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมเอาความจริงมาพูดนะครับ นอกจากนั้นแล้วการทูตเพื่อประชาชน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หลังจากเข้ามารับตําแหน่ง ได้ไปคุยกับท่านสมเด็จฮุนเซน ขอลดโทษให้กับคุณวีระ และคุณราตรีและในที่สุดคุณราตรีก็ได้รับการอภัยโทษ คุณวีระก็ได้รับการลดโทษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราได้ทําครับ เราได้ช่วยหญิงไทยในบาเรนห์ ที่ถูกจับ ลูกเรือไทยถูกโจรสลัดจับ ที่ไนจีเรีย คนไทย ๙๒ คน ถูกจับที่เกาะสอง อพยพนักเรียนไทยจากซีเรียนะครับ ไม่ใช่อียิปต์ ปีนี้อียิปต์ปี ที่แล้วซีเรีย ทําบัตรประชาชนให้คนไทยในต่างประเทศ เปิดสํานักงานหนังสือ เดินทางในต่างจังหวัด เพื่อบริการพี่น้องประชาชน และก็ให้ความรู้แก่คนไทยก่อนที่จะ เดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานไทย มีโครงการบัวแก้วสัญจร กงสุลสัญจร ไปให้ความรู้เหล่านี้แก่พี่น้องประชาชน ผมเอาแค่นี้ครับท่านประธาน เพราะว่าเยอะมาก แล้วปีหน้าจะมาต่ออีกครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงไม่จําเป็นต้องจับเวลานะครับ เพราะว่าเป็น การใช้สิทธิพาดพิงครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงแล้วการอภิปราย ของพวกกระผมนี่ ก็อภิปรายอยู่ในกรอบ แน่นอนก็บางเรื่องเห็นความแตกต่างในแนวทาง การดําเนินการก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ว่าหลายเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีลุกขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ บางทีพวกผมก็ไม่ได้พูดครับ แต่กลับมาบอกว่าพวกท่านอย่างนั้นพวกท่านอย่างนี้ บางทีเป็นเรื่องที่วิจารณ์กันในสื่อมวลชน และก็ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าหลายเรื่องที่พยายาม ชี้แจง ท่านคงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าก็เป็นความพยายามจงใจที่จะโจมตีรัฐบาลที่แล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าหากว่ามันอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ผมก็ไม่ได้ตั้งใจฟังขนาดนั้นนะครับ แต่ว่าอยากจะขอใช้สิทธิพาดพิงในประเด็นหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
ประเด็นแรก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า นโยบาย การต่างประเทศนี้ครับ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน แล้วก็ทุกรัฐบาลเขาจะ พยายามที่จะสานงานให้เกิดความต่อเนื่อง แล้วก็ถ้าไม่โกหกตัวเองนะครับ จะพบ ความเป็นจริงว่าความสําเร็จของการทําข้อตกลงระหว่างประเทศต้องอาศัยระยะเวลา ซึ่งบ่อยครั้งเกินเลยกว่าอายุของหรือวาระของรัฐมนตรีท่านหนึ่งหรือรัฐบาลชุดหนึ่ง ความสําเร็จหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ความสําเร็จ ของรัฐบาลก่อนก็สืบเนื่องมาจากชุดก่อน ๆ นั้น แม้ว่าเราจะสลับสับเปลี่ยนกันไป เพราะฉะนั้นบางครั้งการพยายามมาพูดในลักษณะนี้ทําให้เกิดความเข้าใจผิด ในหมู่พี่น้องประชาชนนะครับ แล้วก็ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าจะทําให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ว่าตกลงประเทศไทยจะมาตอบโต้ ฟาดฟันกันในทางการเมืองกับเรื่องนโยบาย การต่างประเทศด้วยหรือ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะเตือนกลับไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ทีนี้ในประเด็นเฉพาะที่ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องชี้แจง เพราะว่าคงไม่ประสงค์ที่จะชี้แจงทั้งหมด นะครับ
ประเด็นเรื่องประเทศเพื่อนบ้านครับ เรื่องประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็กราบเรียน นะครับว่า หลายเรื่องที่ท่านพูดพยายามจะวาดภาพว่ามันเป็นปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติเลยครับ ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านความร่วมมือในกรอบอาเซียน ก็ดําเนินไปด้วยดีครับในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ผมยกตัวอย่างกัมพูชานะครับ ทําไมท่านไม่พูด ละครับว่า อัตราการขยายตัวของการค้าชายแดนสมัยผมก็เพิ่มขึ้นไม่แพ้ท่านหรอกครับ ไปหยิบตัวเลขปีสุดท้ายมาแล้วก็บอกของท่านเพิ่มจากผม ของผมก็เพิ่มจากปีก่อน เหมือนกันครับ เพราะสิ่งที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปตกลงกันว่าความขัดแย้ง ในกรณีประสาทพระวิหารหรือกรณีอื่น จะไม่ให้มากระทบกับเรื่องความร่วมมือทางการค้า ผมก็พูด นายกรัฐมนตรีฮุนเซนก็พูดก็พูดกับผม เหมือนกันครับ เพียงแต่ท่านไม่รู้ ท่านก็เลยรู้ครึ่งเดียว ก็เลยมาพูดจาเสมือนโอ้อวดว่าเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่ครับ การค้าชายแดน มาเลเซีย การค้าชายแดนพม่า เช่นเดียวกันครับ แต่ยอมรับว่าปัญหา เงื่อนไขที่จะเกิดขึ้น กระทบกระทั่งกันระหว่างประเทศที่อยู่ติดกัน ท่านประธานก็ทราบดี เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถามว่ารัฐบาลนี้มีช่วงไหนไหมที่มีการปะทะกันชายแดนไทย-กัมพูชา มีครับ มีการยิงกันไหม มีการฝังระเบิดไหม มีครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศแย่ขนาด ที่เราบอกว่าใครเป็นรัฐบาลต่อไปต้องมาฟื้นฟู ปัญหาการปิดด่านแม่สอดมีที่มาที่ไปครับ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนผมไม่พูดถึง แต่ถามว่าที่เปิด เปิดเพราะอะไรครับ ใครที่มีความรู้เรื่อง การเมืองระหว่างประเทศสักนิดจะทราบครับ ตอนนั้นเป็นจังหวะเวลาที่มีความจําเป็นทาง การเมืองของทางฝ่ายพม่าที่เขาต้องเปิด เพราะมันมีเรื่องการจะเป็นประธานอาเซียนกับ ความพยายามในการที่จะแสดงให้เห็นว่าการเจรจากับชนกลุ่มน้อยบรรลุข้อตกลงไป ระดับหนึ่ง ส่วนข้อห่วงใยที่เขาฝากรัฐบาลกับผมมา ผมก็รับมาดําเนินการก็คงมาเสร็จ ในรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่บอกว่ารัฐบาลหนึ่งแล้วมีปัญหา อีกรัฐบาลหนึ่งไม่มีปัญหาเลย ไม่ใช่ครับ นี่คือเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านที่ผมอยากจะยืนยัน เรื่องการประชุมนานาชาติ ผมก็ยังนึกอยู่ในใจนะครับ ที่ท่านโฆษณาว่าตอนที่มีผู้นําสําคัญ ๆ เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมาประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) นึกว่าจะพูด ความจริงกับประชาชนด้วยว่ารัฐบาลผมครับที่ ไปดําเนินการให้เขามาจัดที่นี่ครับ เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมเช่นนี้ หลังจากที่ เขาสลับสับเปลี่ยนฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม ประเทศต่าง ๆ อยู่เกือบ ๒๐ ปีครับ ผมพยายามอยู่ ๒-๓ ปี จนในที่สุดเขาตกลง แต่นึกไม่ถึงว่ารัฐมนตรีนอกจากจะไม่บอก ความจริงตรงนี้กับประชาชนแล้วยังมาอวดอ้างและทํานองโจมตีรัฐบาลที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ ข้อเท็จจริงตรงกันข้าม การประชุมนานาชาติท่านถามว่า ผมเคยไปเสนออะไรไหม ท่านพยายามวาดภาพว่าไม่รู้ไปฟังจากใคร ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้รับการยอมรับในขณะนั้น ไม่ใช่หรอกครับ ถ้ารัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับในขณะนั้นผมก็คงไม่ไปปรากฏตัวที่ สหประชาชาติได้หรอกครับ ถ้ารัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับในขณะนั้น ผมคงไม่สามารถเดินทาง ไปเยือนประเทศต่าง ๆ อย่างเป็นทางการได้ แล้วผมกราบเรียนครับ จริงครับ ผมยอมรับว่า ผมตัดสินใจที่จะไม่เดินทางเยือนหลายประเทศอย่างเป็นทางการ เพราะการเยือน อย่างเป็นทางการใช้เวลามากครับ ผมตัดสินใจด้วยตัวเองว่าขณะนั้นผมเห็นว่าปัญหา ในประเทศหนักกว่าและต้องดูแลที่นี่ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ทํางานต่างประเทศ ถ้าท่านถามว่ามีอะไรไหมเป็นความริเริ่ม ท่านทราบไหมครับ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ภายในเดือนหนึ่ง เดือนแรกนี้ผมเดินทางไปประชุมเวิลด์ อีโคนามิค ฟอรัมครับ จากการไปแสดงความคิดเห็นวันนั้นประธานจี ๒๐ (G ๒๐) จึงได้ตัดสินใจเชิญผมไปอีกครั้ง ที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็ตัดสินใจให้อาเซียนมีคนเข้าร่วมประชุมจี ๒๐ นี่คือเรื่องจริงครับ แต่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบมานั่งสาธยายเรื่องเหล่านี้ครับ เพราะผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ผมก็ทําไปครับ แต่การที่จะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาใช้ไม่ได้ครับ ส่วนถามว่า แขกต่างประเทศมาประเทศเราน้อยไหม ผมยอมรับครับว่าน้อย เรียนท่านประธานตรง ๆ นะครับ หลังจากที่เสื้อแดงบุกประชุมอาเซียนที่พัทยา พวกผมมีปัญหาจริง ๆ นะครับ เพราะผมไม่รู้ว่าเชิญเขามาแล้ว เขาจะเจอกับอะไร ในทางตรงกันข้ามนะครับ วันนี้ถามว่า ผมร่วมมือกับรัฐบาลในการทํางานไหม หลังน้ําท่วมผมจัดคณะไปญี่ปุ่นนะครับ ผมไปช่วยพูดให้ประเทศนะครับ ผมไม่เคยเกี่ยงเลยว่าเป็นรัฐบาลชุดไหนครับไปคุยกับนัก ลงทุนด้วย เขาจะได้มั่นใจว่ามันไม่ใช่เรื่องรัฐบาลหรือเรื่องฝ่ายค้าน แต่นักการเมือง พรรคการเมืองไทยทุกพรรคทุกคนสนับสนุนให้ญี่ปุ่นลงทุนในประเทศเราต่อเนื่องครับ นี่คือความแตกต่าง ผมจึงอยากจะกราบเรียนให้เห็นนะครับว่านี่คือสิ่งที่ท่านรัฐมนตรี เข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง แล้วก็ไม่พูดความจริงกับประชาชน ท่านประธานครับอีก ๒ เรื่องเท่านั้น ครับ ตัวเลขการค้าทั้งหลาย รวมทั้งตัวเลขการลงทุน ท่านก็ไม่พูดให้ชัดว่าท่านใช้วิธีไหนนับ แต่ถ้าตัวเลขการลงทุนดีขนาดนั้น ทําไมเศรษฐกิจถดถอยได้ครับ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ นักเศรษฐกิจก็ต้องรู้ครับ แล้วก็ตัวเลขการค้าที่ขยายตัวมากยิ่งน่าตกใจท่านประธาน ที่มาโฆษณาว่าการค้ากับประเทศหลัก ๆ ขยายตัวมาก แต่ปรากฏว่าการส่งออกหด แปลว่าอะไรครับที่ขยายตัวมากคือขยายตัวจากการที่เรานําเข้าเพิ่มขึ้นครับ แปลว่า ท่านเจรจาเก่งมากของเราขายได้น้อยลง เราซื้อของเขามากขึ้นอย่างเดียว นี่ใบเสร็จเลยครับ ฟ้องเลยครับ ที่ท่านบอกจะไปลงนามเอ็มโอยู จะไปตกลงอะไรไม่สําคัญเท่ากับผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมก็ให้ท่านประธานได้ดูตัวเลขตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นเช่นนั้น
ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ท่านพูดถึงกรณีของสหประชาชาติ ผมย้ําครับ ผมยึดเอาคําแถลงของโฆษกของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่บอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรมที่นิรโทษกรรมการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่รัฐและคนอื่น ๆ จะใช้ภาษาอังกฤษหรือจะใช้ภาษาไทยอ่านเป็นอื่นไม่ได้ครับ เขาไม่ต้องการที่จะนิรโทษกรรมให้กับฝ่ายใดก็ตามที่จงใจละเมิดสิทธิมนุษยชน คือ การประทุษร้ายต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของคนอื่น ไม่ใช่การแสดงออกทางการเมือง ตามปกติ และผมก็เชื่อนะครับว่าไม่ใช่เฉพาะสหประชาชาตินะครับ แต่องค์กรเอกชน ด้านสิทธิมนุษยชนต่างประเทศหลายองค์กรก็พูดทํานองเดียวกัน ผมไม่เชื่อนะครับว่า เขาเข้าใจผิดหมดครับ เขาได้อ่านว่ากฎหมายนิรโทษกรรมที่เสนอเข้ามาเป็นอย่างไร ผมไม่อยากรบกวนเวลาสภามากไปกว่านี้ครับ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าที่ท่านบรรยายมาทั้งหมด ผมว่าท่านเข้าใจเอาเอง คิดเอาเองครับ แล้วต้องย้อนกลับไปดูนะครับเพราะว่าความสําเร็จ จริง ๆ จะวัดกันตรงที่ว่าตกลงขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศเราไปถึงไหน อย่างไร ซึ่งผมได้แสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นแล้วขอบพระคุณครับ
ท่านเกียรติครับ
(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ มีเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘ การควบคุมการประชุม ผมไม่อยากจะขัดจังหวะ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสักครู่ แต่ว่าการใช้สิทธิพาดพิงของผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสักครู่นี้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเชื่อว่าเป็นการขัด ข้อบังคับ เพราะว่าการประชุมของเราเป็นเรื่องของการแถลงผลงานของรัฐบาล แน่นอนครับ รัฐบาลผมรับฟังมาโดยตลอดท่านรัฐมนตรีก็มีการชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับตัวเลข แต่เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงขึ้นมาพูดกันนะครับ เอาตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานําเสนอ แต่กลายเป็นเรื่องของการพาดพิง ซึ่งผมว่าการวินิจฉัยของท่านประธานในประเด็นนี้อาจจะ คลาดเคลื่อนไปบ้างนะครับ แต่ผมก็ให้สิทธิท่านประธาน รวมถึงท่านสมาชิกในการชี้แจง
พอแล้วครับ ประท้วงบอกข้อประท้วงนิดหน่อย แล้วไม่ต้องอธิบายยาวขนาดนั้น คุณจะใช้ สิทธิอภิปรายก็บอกมาเท่านั้นเอง
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ ครับ อีกประเด็นหนึ่งนะครับ จากข้อตกลงของทางวิปทั้ง ๒ ฝ่าย เรื่องเวลาในการพาดพิง นับรวมอยู่ในเวลาของแต่ละฟากฝั่งด้วยครับ ขอท่านประธานได้โปรดนับเวลาของท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปอยู่ในการใช้เวลาในการอภิปรายของทางฝ่ายค้านครับ ขอบพระคุณครับ
คืออย่างนี้ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็บอกว่าท่านเสียหาย ก็ให้โอกาสท่านได้ใช้ สิทธิพาดพิงผมก็ให้สิทธิครับ ผมก็ให้พอสมควรละครับ เราก็ให้พูดเกือบชั่วโมงก็ให้เวลาบ้าง ไม่ใช่ไปตัดคนนั้นคนนี้ ในเมื่อการประชุมที่ผ่านมาผมว่าดีพอสมควรแล้ว ไม่อยาก ให้มีการประท้วงกันวุ่นวาย ที่ผ่านมาวันนี้ถือว่าดีแล้วครับ เชิญท่านเกียรติ ใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง บางประเด็นนะครับ ท่านรัฐมนตรีก็พูดชัดเจนว่าที่ผมพูดไปท่านตอบมาอย่างไรนะครับ ประการแรกที่ผมบอกว่าทุกครั้งที่มีการไปเยือนทําไมไม่แถลงผลว่าการไปเยือน
ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ นะครับ ท่านประธานครับ เรื่องของการพาดพิงนี้ วิปได้ไปเจรจากันแล้วนะครับ การพาดพิงถ้าจะลุกขึ้นมาอภิปรายต้องคิดเวลาด้วย ต้องนับ เวลาด้วยครับ ถ้าคุณจะอธิบายมากก็หักเวลาไปมากครับท่านประธาน นี่อยู่ในข้อตกลง นะครับ ดังนั้นต้องนับเวลาด้วยครับท่านประธาน เป็นข้อตกลงของวิปทั้ง ๒ ฝ่ายครับ
เชิญท่านเกียรติต่อเลยครับ ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร
ท่านพิเชษฐ์ เจ้าหน้าที่บันทึกเวลาไม่ใช่ผม เขาทํางาน เขาได้บันทึก ผมก็บอกทุกอย่าง ไปหมดแล้ว ท่านจะให้ผมลงไปจดด้วยหรือครับ เจ้าหน้าที่เขารู้แล้ว ผมก็สั่งการตั้งแต่ เมื่อเช้าแล้วว่าฝ่ายไหนใช้เวลาเท่าไรจด ท่านพิเชษฐ์คุณอย่าชี้หน้าผม นั่งลง ๆ ไม่เอาแล้ว มันเวลาสําคัญ ผมก็อยากให้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ผมดูอยู่นะครับ ก็เจ้าหน้าที่หัก ไม่ใช่ ผมหักอย่างไรครับ ผมบอกแล้วอย่างไร นั่งลง เดี๋ยวผมเชิญออกนอกห้องนะท่านพิเชษฐ์ นั่งลง ก็เป็นเรื่องของเขาจด เจ้าหน้าที่เขาจด เวลาที่เกินนั้นออกไปอยู่แล้ว อย่าเถียงสิครับ เขาบันทึกอยู่ ผมบอกตั้งแต่เมื่อเช้า คุณก็ฟังผมบ้างสิครับ ก็ข้างล่างเขาจด เวลาก็เรื่องของ เขาจด คุณมานั่งจดเชิญมา อย่าเถียงผมสิครับ คุณมาดูบันทึกการประชุมบ้างสิครับ นั่งลง ๆ มันยิ่งทําให้เวลาเสียไป เชิญท่านเกียรติ ใช้สิทธิ เฉพาะส่วนที่เสียหาย อย่างนี้ไม่เอาละครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. ประชาธิปัตย์ ขอใช้สิทธิพาดพิงบางประเด็นเท่านั้นครับ การที่ผมพูดว่า การไปเยือนแต่ละครั้งของนายกรัฐมนตรีและผู้แทนการค้านี่ ไม่มีการแถลงผลที่เป็นรูปธรรม ก็มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ แต่ผมไม่ต้องการให้รัฐมนตรีมาชี้แจงแทนคนอื่น ตอนนี้ครับ ถ้ามันมีจริงทําไมไม่ปรากฏในเอกสารละครับ ทําไมไม่เขียนในเอกสารละครับ เท่านั้นละครับ
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าลงทุนเพิ่มขึ้น ของญี่ปุ่นนะครับ แต่ผมจะเรียน ท่านประธานครับ เพราะมันเป็นการลงทุนที่ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ําท่วม ถึง ๑.๔ ล้านล้านบาทครับ บริษัทประกันชําระเงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องมีการสั่งซื้อ เข้ามา ถึงเป็นเหตุให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น
ท่านพิเชษฐ์เจ้าหน้าที่เขาจด ผมก็บอกว่าจดอยู่ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ท่านก็มานั่งดูสิครับ ว่าเขาจดจริงหรือเปล่า จะไปทําอย่างนั้นไม่ถูก เชิญท่านเกียรติเอาเฉพาะประเด็น เสียหายครับ เดี๋ยวมีประท้วงอีก
ประการต่อมาเรื่องตลาด ในลาตินอเมริกา เอฟทีเอ เปรูกับชิลีเจรจากันมายาวนานแล้วครับตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วครับ แล้วการที่เขาจะมาลงนามมันไม่ได้หมายความว่าท่านให้ความสําคัญ เพราะเขาบินมาลงนาม แต่การดําเนินการในเรื่องการค้าการเปิดตลาด มันไม่มีครับ อันนี้ต้องมีความชัดเจนนะครับ ในเรื่องท่านบอกว่าค้าขาย ท่านเอาตัวเลขค้าขายรวมมาแสดงให้ดูนะครับ ถาม ๒ คําถาม เท่านั้นครับ ทําไมประเทศไทยส่งออกข้าวตกอันดับจาก ๑ เป็น ๓ แล้วทําไมตัวเลขส่งออก ปีนี้เหลือ ๑.๕ ครับ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum) นิดเดียวเท่านั้น เพราะผมเป็นคนเดินเรื่องให้เขา ในที่สุดตัดสินใจมาจัดประเทศไทย เผอิญเราหมดวาระ ไปเสียก่อนนะครับ ผมผิดหวังนิดเดียวครับ วันที่เขามาจัดที่เมืองไทย ประเทศไทยถูกแย่งซีน (Seen) ครับ กลายเป็นวาระที่ผู้นําหลายประเทศมาต้องการเพื่อจะพบอองซานซูจี แทนที่จะ มาเพื่อให้ความสําคัญกับประเทศไทย ท่านไปว่ากันเอง แต่ทําไมครับท่านรัฐมนตรีไม่พูด ละครับว่า เขาเชิญนายกรัฐมนตรีไปพูดที่ดาวอส ไปพูดปีแรกครับ ปีต่อ ๆ มาไม่เชิญครับ ท่านประธานทราบไหมครับ เพราะอะไรครับ เพราะทุกครั้งคนไหนก็แล้วแต่ที่ไปพูดที่ดาวอส หรือเวทีของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม คนฟังประเมินครับ แล้วใครประเมินไม่ผ่าน ไม่เชิญอีกครับ
ประการต่อมาเรื่องค้ามนุษย์กับสหรัฐอเมริกา ผมเป็นคนไปเจรจาตั้งแต่ ก่อนที่จะหมดวาระไปแล้ว แล้วการคงสถานะเป็นเรื่องปกติครับ
ท่านเกียรติครับ ด้วยความเคารพ คือประเด็นที่พาดพิงเฉพาะเสียหาย อภิปรายซ้ําไม่ได้
สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน เรื่องการ์ต้าเจรจาซื้อก๊าซหลายรัฐบาลครับ ตอนสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีการไปเยือนการ์ต้า อย่างเป็นทางการและมีการเจรจาเรื่องก๊าซธรรมชาติครับ เพราะฉะนั้นก็ขอร้องครับ จริง ๆ พวกผมอภิปรายนี้ตามรายงานนะครับ ไม่นอกรายงานนะครับ แล้วสิ่งที่ทําจริง ท่านรัฐมนตรีไม่ต้องมาตีกินหรอกครับ ทําเป็นมืออาชีพหน่อย ขอบคุณครับ
เชิญท่านอานิกครับ ใช้สิทธิอภิปราย เชิญครับ พาดพิงท่านเสียหายประเด็นไหนไม่ทราบครับ ท่านบอกก่อน ต้องบอกประเด็นที่เสียหาย ถ้าจะใช้สิทธิพาดพิงต้องประเด็นที่เสียหายเท่านั้น
ขอบพระคุณครับ ก็เรื่องเกี่ยวกับ การต่างประเทศครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็อยู่ในคณะรัฐมนตรีครั้งที่แล้วนะครับ ชุดที่แล้ว แล้วก็มีเรื่องพาดพิงนิดเดียวเกี่ยวกับ การดําเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็คง ๒ ประเด็นที่จําเป็นที่จะต้อง ชี้แจง เพราะว่าท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์ได้พูดหลายครั้ง และผมก็ได้ชี้แจงหลายครั้ง ท่านก็ยังพูด ซ้ําซากอีก แล้วก็ในรายงานของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ยังพูดเรื่องการฟื้นฟู ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผมขอชี้แจง ๒-๓ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ เอาตรง ด่านแม่สอดขยายความสักนิดนะครับ
ท่านประสิทธิ์เขาใช้สิทธิพาดพิง ผมก็ให้เขาใช้สิทธิพาดพิง ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ท่านประธานอนุญาตให้ฝ่ายโน้นลุกขึ้นมา ชี้แจงว่าเสียหาย เมื่อสักครู่หัวหน้าพรรคเขาก็ชี้แจงไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งท่านประธานวันนี้ ท่านเป็นอะไรครับ ท่านดุพวกผมเหลือเกินครับ ผมกลัวท่าน จริง ๆ
กลัวก็นั่งลงครับ มันเป็นหน้าที่ผมฟังเขาเสียหายที่ไปพาดพิงก็ต้องให้สิทธิ มันไปห้ามไม่ให้เขา ใช้สิทธิไม่ได้ผมก็ฟังว่าเขาใช้สิทธิเรื่องอะไร ประเด็นใดที่เขาเสียหาย ไม่ใช่เขาลุกขึ้นมาแล้ว ผมไม่ให้พูดนี่มันไม่ได้ท่านประสิทธิ์ ต้องเห็นใจคนที่ทําหน้าที่ประธานครับ ผมพยายามทําให้ การควบคุมไปได้นะครับ ๒-๓ วันที่ผ่านมาก็ดีอยู่แล้วท่าน พยายามอดทนกันหน่อย ฟังเขา บ้างไม่เป็นไรหรอกครับ เชิญครับ
กราบขอบคุณครับท่านประธาน คือมันก็ เลยทําให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าเราไม่ได้ทําอะไรในช่วงที่เป็นรัฐบาล แล้วเราก็สร้างความ เสียหายให้กับประเทศชาติ ซึ่งมันไม่เป็นเรื่องจริงนะครับ โดยทั่วไปความสัมพันธ์กับประเทศ เพื่อนบ้านก็ราบรื่นดี จะมีปัญหาก็แค่กับประเทศกัมพูชา แล้วก็ด้วยเหตุผลอันเดียวที่เราไม่ได้ ตามใจรัฐบาลของท่านสมเด็จฮุนเซนในเรื่องปราสาทพระวิหารกับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มันก็แค่นั้นเอง แต่เราได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่าความมั่งมี มั่งคั่งของเขมรคือของเรา ของประเทศกัมพูชาก็คือของเราเพราะประเทศอยู่ด้วยกัน เราก็เปิดกว้าง ไม่มีการปิดกั้นใด ๆ ในการดําเนินความสัมพันธ์ ข้อเสนอในการที่ช่วยเหลือก็ดําเนินมาตลอด
ส่วนประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับด่านแม่สอดนิดหนึ่งว่า ที่มันปิดนั้นเพราะว่าทาง รัฐบาลประเทศพม่า รัฐบาลทหารในช่วงนั้นเขามีความสงสัยว่าเราได้ให้การสนับสนุนชนกลุ่ม น้อยที่ติดอาวุธหรือเปล่า เขาได้ส่งเอกสารลับให้ท่านอภิสิทธิ์ในช่วงนั้น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเขาก็ได้ส่งให้ผม แล้วเราก็ได้ศึกษาแล้วก็ยืนยันกลับไปว่า เราไม่ได้ มีนอกมีใน ไม่ได้สนับสนุน แล้วเขาก็ได้ใช้เวลาศึกษาประมาณ ๑ ปี แล้วเขาก็ได้ตัดสินใจเปิด ด่านก็เป็นช่วงที่ปรับเปลี่ยนรัฐบาล มันเป็นการทํางานที่ต่อเนื่องแล้วเป็นผลงานของทางฝ่าย กองทัพแล้วก็ทางฝ่ายความมั่นคงของเรา
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ก่อนที่ผมจะออกจากตําแหน่งนั้นได้ทําบันทึกถึง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อจะได้นําเอารายงานของกระผมนั้นเสนอต่อ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนต่อไป ซึ่งต่อนั้นมาก็มาเป็นท่านรัฐมนตรี สุรพงษ์ แล้วก็ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้มีรายงานต่อรัฐสภาผลงานประจําปี ถ้าเผื่อท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะได้กรุณา อ่านเอกสารทั้ง ๒ ก็จะได้เห็นว่าเราได้ทําอะไรบ้างในช่วงเกือบ ๓ ปีที่เราเป็นรัฐบาล ความรู้สึกที่เป็นลบ หรือในการพูดจาในทํานองโอ้อวดมันก็จะได้ไม่เกิดขึ้น แล้วก็ดังที่ผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดไว้การต่างประเทศเป็นเรื่องต่อเนื่อง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าเผื่อเรามีใจกว้างแล้วก็ทํางานต่อเนื่องกัน ในช่วงที่เราเป็นรัฐบาลเราเป็นประธาน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ริเริ่มเรื่องของการเชื่อมโยงที่เรียกว่า คอนเนคทิวิตี (Connectivity) ทั้งคนแล้วก็ทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐาน เราได้ริเริ่มในการที่จะให้มี การร่วมกันระหว่างทหารกับพลเรือนของอาเซียนในการที่จะแก้ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เราได้ มีบทบาทอันสําคัญในการเสริมสร้างสันติภาพ
ท่านกษิตครับ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านกษิต ท่านฟัง พาดพิงเฉพาะประเด็นที่เสียหาย เท่านั้น อภิปรายไม่ได้ครับ
อย่างนี้ครับท่านประธาน เสมือนว่าเรา ไม่ได้ทําอะไรเลย ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างบางอย่างเท่านั้นเองว่าเราทําไว้มากมาย แล้วก็ ต้องการที่จะมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่ไปตัดต่อว่ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็ต้องโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อจะสร้างคะแนน ถ้าเผื่อใจมันกว้างมันก็อ่านว่าผลงานเป็นอย่างไร แล้วก็ทําต่อไป ผมก็ อยากจะชี้แจงบางประเด็นเท่านั้นเอง แล้วพูดแค่นั้นเองครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ
เชิญดอกเตอร์ครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๘ ในการที่ควบคุมการประชุมให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย ในส่วนจริยธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกนี้จะต้องมีการอภิปราย ที่จะต้องมีหลักฐานเอามาพูด หรือว่านําเรื่องที่ไม่เป็นเท็จมาอภิปรายแสดงความเห็น ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อยากจะให้ท่านประธานช่วยตักเตือนแล้วก็กําชับในเรื่องนี้ด้วย ในการที่ไม่มีหลักฐานมาชี้แจงทําให้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ในการที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกค่ะ ท่านประธาน
เชิญดอกเตอร์อานิกครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันกําลังจะอภิปรายผลงาน ๑ ปีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในส่วนของ การส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งดิฉันจะแสดงให้เห็นว่าได้เกิดความ ล้มเหลว แล้วก็มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต ก่อนอื่นต้องพูดถึงผลงานตามที่รัฐบาลแถลง ไว้ในรายงานนะคะ ในรายงานเล่มโตอันนี้ซึ่งใช้เวลานานถึง ๑ ปี เกือบ ๒ ปีกว่าจะรายงาน ผลได้ ในส่วนของพลังงานทดแทนได้มีการไม่พูดถึงผลงาน เพราะว่าผลงานก็คือเป็น การเพิ่มเป้าหมายพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเป็นร้อยละ ๒๕ ภายในปี ๒๕๖๔ เป็นการพูดเอานโยบายมาซ้ําในผลงาน ดิฉันก็สงสัยอาจจะเป็นเพราะว่าท่านอาจจะทราบว่า ผลงานมีน้อยเต็มที ในส่วนของเอทานอล (Ethanol) หรือเชื้อเพลิงชีวภาพก็ได้มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ท่านอื่นอภิปรายไปแล้วว่าเกิดการสะดุดอย่างมากตอนที่ท่านกระชาก ค่าครองชีพ แก้บนด้วยการปรับกองทุนน้ํามัน แต่ในที่สุดก็ปรับขึ้น การใช้เอทานอลก็เลยกลับ ขึ้นมาเติบโตใหม่นะคะ แต่ส่วนของดิฉันจะอภิปรายในเรื่องของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน ทดแทน ซึ่งขั้นตอนของการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็จะเริ่มจากการที่ฝ่ายรัฐ กระทรวง จะประกาศรับซื้อแล้วก็มีเงื่อนไขสนับสนุน เช่น มีสิ่งที่เรียกว่าแอดเดอร์ (Adder) หรือส่วน เพิ่มค่าไฟ ซึ่งล่าสุดก็เป็น ๖.๕๐ บาท พอประกาศแล้วก็จะมีผู้ประกอบการยื่นข้อเสนอไป หลังจากนั้นผ่านการพิจารณาก็จะได้มีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่เรียกว่าพีพีเอ (PPA) แล้วก็มีการเตรียมเงินกู้ เตรียมการสั่งซื้ออุปกรณ์ เตรียมที่จะก่อสร้าง แล้วถัดจากนั้นก็จะมี การขอใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมที่เรียกว่าใบ ร.ง. ๔ แล้วถึงจะได้ใบอนุญาตจาก คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้า มันก็จะมีขั้นตอนประมาณ ๔-๕ ขั้นดังนี้ค่ะ แต่ว่าในช่วงปีแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงปัจจุบันนี้ ขั้นตอนเหล่านี้ดําเนินไปอย่าง ไม่ชอบมาพากล เพราะว่ามีการตั้งด่านที่เหมือนกับเป็นด่านที่เก็บส่วย ทําให้เกิดความล่าช้า แล้วก็ส่อเข้าไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) กระทรวงพลังงานมีคณะกรรมการ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีคณะกรรมการกลั่นกรอง การให้ใบอนุญาต ร.ง. ๔ ทั้งสองคณะกรรมการไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย ไม่มีอํานาจ โดยตรง แต่ว่ามีอํานาจในการสั่ง สั่งหน่วยงานต่าง ๆ สั่งการไฟฟ้าในเรื่องของพีพีเอ หรือสัญญาซื้อขายที่เมื่อสักครู่นี้เกริ่น แล้วก็สั่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมในเรื่องใบอนุญาต ร.ง. ๔ เป็นต้น ในส่วนของกระทรวงพลังงาน คณะกรรมการที่ว่านี้มีหน้าที่สามารถที่จะเลือก ผู้ที่จะได้ใบอนุญาต แล้วก็มีความสามารถที่จะอนุญาตให้แก้ไขเงื่อนไขต่าง ๆ ในพีพีเอ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายสถานที่ การเปลี่ยนเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตก็เป็นของธรรมดา เพราะพลังงานหมุนเวียนมีการพัฒนาเร็วมาก นอกจากนี้ก็อาจจะมีการเลื่อนเวลา มีผลกระทบจากน้ําท่วมใหญ่ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือการตั้งเป้าหมายกลายเป็นการตั้ง โควตาในทางปฏิบัติ แล้วก็มีการเลี้ยงโควตา ปล่อยให้มีการซื้อขายสัญญาพีพีเอที่ได้มี การให้แล้วก็เลยไม่เกิดการผลิตจริง เพราะว่าพอได้สัญญาแทนที่จะผลิตก็เอาไปเร่ขายต่อแล้วก็ ทํากําไรอย่างมาก ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะแสดงตัวเลขให้ดูหรือบางทีก็มีการเป็นนายหน้าวิ่งเต้น ว่าจะผลักดันพีพีเอได้นะคะ มีการเร่ขายถึงขนาดมีคนเล่า ผู้ประกอบการเล่าว่าในสัมมนา ก็มีการไปเร่ขาย แล้วก็มีการถ่วงเวลาในส่วนของกระทรวงพลังงานเองที่จะออกมาตรการ การส่งเสริมพลังงานทดแทน แทนสิ่งที่เรียกว่าแอดเดอร์ (Adder) ที่พูดถึงเมื่อกี้ เขาจะมี ตัวใหม่ที่เรียก ฟีดอินทารีฟ (Feed-in Tariff) นะคะ กี่ปี ๆ ก็ยังไม่ออก มันเป็นเหมือน การประวิงโควตา (Quota) เพื่อจะให้มูลค่าของสิ่งที่เอามาขาย มูลค่าของโควตานี่สูงขึ้นไป แล้วก็มีการร่ําลือกันด้วยซ้ําว่าผู้หนึ่งที่ได้ประโยชน์จากการค้าขายโควตานะคะ ก็นามสกุล ชินวัตร ด้วย แต่อันนี้ดิฉันไม่มีหลักฐานนะคะ สิ่งที่ดิฉันมีหลักฐานก็คือ ขอสไลด์อันที่ ๑ ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
อันนี้เป็นส่วนของนายหน้าที่วิ่งหา ธุรกิจนะคะ ตรงที่วงไว้ตรงกลางของแผ่นนะคะ จะเป็นหมายเหตุที่เขาบอกว่าเขาจะคิด ถ้าเผื่อจ้างเขา ก็จะมีค่าจ้างในส่วนต่าง ๆ แล้วก็ถ้าเขาผลักดันใบสมัครให้นี้นะคะ ได้พีพีเอ (PPA) เขาจะคิด ๙ ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ซึ่งเป็นเงินที่สูงมาก และอันนี้ก็เป็นเงิน นอกระบบ เป็นการทุจริตคอร์รัปชันทั้งสิ้นเลยนะคะ พอแล้วค่ะสไลด์
ขออภิปรายต่อ ในส่วนของการเลือกปฏิบัติก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ปัญหาที่ ๒ ของคณะกรรมการอันนี้ พลังงานแสงอาทิตย์มีการใช้เทคโนโลยีกลุ่มใหญ่ ๆ ๒ แบบ คือแบบที่เป็นโซล่าเซลล์ (Solar Cell) ก็คือใช้รังสีของแสงอาทิตย์ กับอีกแบบหนึ่ง ใช้ความร้อนของแสงอาทิตย์เรียกว่า โซล่า เทอร์มอล (Solar Thermal) ต้นทุนของ โซล่า เทอร์มอลลดลงน้อย โซล่าเซลล์ลดลงเยอะมาก ก็จะมีผู้ประกอบการที่ได้เทอร์มอลไป แล้วอยากจะเปลี่ยนเป็นโซล่าเซลล์ก็ทําเรื่องยื่นขอเข้าไป ปรากฏว่ามีการเลือกปฏิบัติค่ะ มีสองมาตรฐาน ก็คือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนได้ ก็เป็นธุรกิจของตระกูลมาลีนนท์ นะคะ แต่มีรายอื่นที่เขาขอแล้วไม่ได้โดยไม่มีเหตุผลอันควร ตอนนี้ก็เป็นคดีความฟ้องร้องกัน อยู่ในศาล ดิฉันก็คาดเดาว่าระบบโควตาอันนี้คงจะพยายามที่จะเก็บไว้ให้พวกพ้อง แล้วก็ ถ้ามีโอกาสคนอื่นที่ได้โควตาไปแล้วก็จะพยายามเบียดให้หลุดออกไปจากโควตาเพื่อจะได้มี โควตาเหลือออกมาทําการค้าขายเชิงพาณิชย์ได้อีก มูลค่าตลาดมืดของธุรกิจส่วนนี้มันสูง จริง ๆ คือเมกะวัตต์ละ ๙-๑๐ ล้านบาท ถ้าเผื่อสมมุติว่า ๒๐ เมกะวัตต์ ก็ ๒๐๐ ล้านบาท ๕๐ เมกะวัตต์ ก็ ๕๐๐ ล้านบาทนะคะ ก็ต้องคูณเอาว่ามากแค่ไหน
ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมนะคะ คณะกรรมการกลั่นกรองใบอนุญาต ร.ง. ๔ เรื่องของ ร.ง. ๔ นะคะ เป็นสิ่งที่ขึ้นหนังสือพิมพ์ หน้า ๑ ในช่วงปีแรกของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์เยอะมาก ตอนนี้อาจจะน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังมีคนบ่นอยู่เยอะ คิดว่ามีการไปจัดการ หนังสือพิมพ์อะไรบางอย่าง ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ แต่ทีนี้กลับไปดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นนะคะ แม้เงื่อนไขจะครบทุกอย่าง แต่เขาก็ยังไม่ได้ใบอนุญาตกัน จะต้องมีการไปจ่ายนายด่านนะคะ ด่านนอกระบบ ซึ่งแม้แต่ ส.ส. พรรครัฐบาลบางท่านก็ยังบ่นให้ฟังนะคะ ในส่วนของพลังงาน ซึ่ง ร.ง. ๔ จริง ๆ แล้วแล้วมีผลกระทบต่อธุรกิจโรงงานทุกประเภทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทุกชนิดเลยนะคะ แต่ในส่วนของพลังงาน ผลกระทบก็จะมีกับ เช่น แม้แต่สถานีแม่ เอ็นจีวี ของ ปตท. ก็มีปัญหา เขื่อนพลังน้ําไฟฟ้าเล็ก ๆ ของชุมชนในพื้นที่ห่างไกลก็มีปัญหา โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ของ กฟผ. ก็มีปัญหา และอีกหน่อยอาจจะเสี่ยงว่ากรุงเทพฯ จะไฟขาดได้นะคะ ตรงนี้ก็ขาดบูรณาการนะคะ แทนที่จะให้มีการให้เรกูเลเตอร์ (Regulator) สามารถจะออกใบ ร.ง. ๔ ได้ โดยเข้า ครม. ดิฉันทราบว่าจะเข้าก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรี ว่าให้เข้าตรงนี้ด้วย
ในส่วนด่านของกระทรวงอุตสาหกรรมนะคะ ขอสไลด์อันที่ ๒ นะคะ บางคน บางบริษัทที่เขาไม่สามารถจะจ่ายนอกระบบได้ เขาก็ถูกบังคับว่าให้ไปบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ หรือว่าให้กับสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่ง ตัวชื่อของสโมสรนะคะ เอสดับเบิ้ลยูเอที (SWAT) ออกเสียงเหมือน สะวัด นะคะ ก็คือชื่อคล้าย ๆ กับผู้มีอิทธิพลเหนือกระทรวงท่านนั้นนะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็นถึงปัญหาของเรื่อง ร.ง. ๔ นะคะ
ขอสไลด์ (Slide) สุดท้ายนะคะ ก็คือจะให้เห็นว่าในส่วนของพลังงานทดแทน โดยเฉพาะแสงอาทิตย์ซึ่งคือกราฟแท่งอันซ้ายมือสุดนี้ ส่วนที่เป็นกําลังผลิตจริง ๆ ก็คือส่วนสีม่วงพื้นที่ข้างล่างนิดเดียวเองค่ะ ไม่กี่ร้อยเมกะวัตต์นะคะ แต่ส่วนที่เป็นวงสีแดง ก็คือประมาณ ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ ที่ยังอยู่ในกระบวนการ แล้วก็ต้องถูกคณะกรรมการ ทั้ง ๒ คณะที่พูดถึงตั้งด่านเก็บเงิน เพราะฉะนั้นสรุปแล้วเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วน ของพลังงานทดแทนที่ตั้งเอาไว้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ใน ๑๐ ปีนี้ ถ้าบริหารอย่างปีที่ ๑ ของรัฐบาลชุดนี้แล้วก็คงจะไม่มีทางถึง ตราบใดที่ยังมีการตั้งโควตา และหาประโยชน์ อยากจับโควตาอย่างนี้ และนอกจากนี้ท้ายสุดสําคัญมากค่ะ คือเรื่องใบอนุญาต ร.ง. ๔ ไม่ได้มีผลเฉพาะเรื่องพลังงาน แต่มีผลกับความเชื่อมั่นในการลงทุนทั่วไป เพราะว่ามีผล ต่ออุตสาหกรรมทุกชนิด เป็นเหตุผลหลักอันหนึ่งเลยที่พูดกันกว้างขวางมากว่า นักลงทุน ต่างประเทศไม่อยากเข้ามาประเทศไทยเพราะเหตุนี้ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ถึงแม้ท่านจะเดินทางไปเยือนสักกี่ประเทศใช้เงินกี่ร้อยล้านบาทกี่พันล้านบาทก็จะไม่ได้ ผลสัมฤทธิ์ ถ้าเผื่อท่านไม่แก้ปัญหาตรงนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พลเอก พฤณท์ สุวรรณทัต รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเรียนตอบข้ออภิปรายของท่านสมาชิก ท่านดอกเตอร์ สามารถ ราชพลสิทธิ์ เกี่ยวกับทีโออาร์ (TOR) ในการทําการจัดหารถ ขสมก. จํานวนทั้งสิ้น ๓,๑๘๓ คัน ซึ่งเป็นรถเอ็นจีวี ชนิดใหม่ที่จะมาใช้ในอนาคตอันใกล้นะครับ ในทีโออาร์ ข้อ ๕ ในหัวข้อที่ว่าเกณฑ์การประเมินข้อเสนอด้านเทคนิคซึ่งในทีโออาร์ฉบับแรกนั้น ได้ประกาศใน วันที่ ๑๙-๒๖ กรกฎาคมที่ผ่านมา กําหนดไว้ว่าให้มีระยะทางวิ่งใช้งานต่อคัน มาแล้วของเครื่องยนต์ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้น ได้สอบถาม ข้อมูลจากคณะกรรมการได้กําหนดและหารือกันไว้ว่า ทางคณะกรรมการต้องการที่จะมั่นใจ ในเครื่องยนต์ที่จะนํามาใช้ในรถ ขสมก. ๓,๑๘๓ คันนั้น เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถใช้งาน แล้วไม่มีปัญหาข้อขัดข้อง ไม่มีปัญหาติดขัดในขณะที่มาใช้งาน แต่เมื่อมีผู้ท้วงติงหลายท่าน รวมทั้งท่านดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ เองนะครับ ทางคณะกรรมการได้หารือก็ตัด ข้อความดังกล่าวออกไปในทีโออาร์ ฉบับที่ ๒ นะครับ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งข้อความว่าเครื่องยนต์ ต้องสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังที่ปรากฏในทีโออาร์ ฉบับที่ ๒ ซึ่งประกาศใน วันที่ ๒๐-๒๘ สิงหาคม นะครับ
สําหรับในข้อต่อไป ทีโออาร์ได้กําหนดไว้ว่าผู้ยื่นเสนอราคาจะใช้โรงงานใด ในประเทศไทยในการประกอบ ซึ่งในข้อนี้มิได้เป็นการล็อคสเปค (Lock Spec) ตามที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวหานะครับ เพียงแต่ว่าเป็นการที่จะสนับสนุนส่งเสริม ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในเรื่องการประกอบรถยนต์ รถบัสในประเทศซึ่งข้อมูลนั้น ทางคณะกรรมการที่เขียนทีโออาร์ได้สอบถามทางกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นทราบว่า มีโรงงานที่ประกอบรถบัส รถโดยสารในประเทศไม่น้อยกว่า ๖๕ ราย จึงขอยืนยันว่าไม่ได้ เป็นการล็อคสเปคแต่ประการใด ขอบคุณครับ
ท่านอาจารย์รัชดา ท่านสามารถใช้สิทธิพาดพิงครับ เอาเฉพาะประเด็นที่เสียหายอย่างเดียว นะครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมพูดไปผมขอใช้สิทธิ พาดพิงตามคําตอบคําชี้แจงของท่าน พลเอก พฤณท์ สุวรรณทัต ขออภัยที่เอ่ยนามท่านครับ
ประเด็นแรก เรื่องที่ผมพูดถึงว่า ขสมก. ได้มีการปรับแก้ทีโออาร์ ดูเหมือนว่า ดีขึ้นครับ มีการตัดประสบการณ์ในการใช้งานที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้งานของ รถโดยสารประจําทาง อย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ออกไป อย่างนี้ครับ เป็นที่รู้กันดีว่า เขียนอย่างนี้เป็นการล็อกสเปก ให้ใคร ล็อกสเปกให้ผู้ประกอบการรายเดิมทั้งนั้นละครับ แล้วปล่อยให้ออกมาได้อย่างไรครับ รู้อยู่แล้วว่าเป็นการล็อกสเปก พอมีการคัดค้าน มีการท้วงติงรวมทั้งผมท้วงติงในการอภิปรายเมื่อประมาณ ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ตัดออกไป อันนี้มันส่อเจตนาที่ไม่ดีครับ
ท่านดอกเตอร์สามารถด้วยความเคารพ เฉพาะเรื่องเสียหาย อภิปรายซ้ําไม่ได้นะครับ มันผิด ข้อบังคับ ถ้าเสียหายตรงไหนท่านบอกผม เสียหายตรงนั้นตรงนี้ก็บอกมาแล้วผมจะให้แก้
ที่ผมอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ประมาณ ๕ โมง ในข้อ ๕.๗ ในเรื่องทีโออาร์ ผมบอกเป็นการล็อกสเปก ผมยังยืนยันว่า เป็นการล็อกสเปกนะครับ
ท่านว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้เสียหายอะไร ท่านไม่ได้เสียหาย การจะใช้สิทธิพาดพิงต้องเป็น ประเด็นที่เสียหายเท่านั้น ข้อบังคับมันเขียนชัดเจน ด้วยความเคารพนะครับ ถ้าอย่างนี้ อภิปรายซ้ําไม่ได้ตามข้อบังคับ เดี๋ยวจะมีการประท้วง ผมฟังแล้วไม่เสียหายเลยสักอย่างหนึ่ง ท่านพฤณท์ก็ไม่ได้พูดถึงท่านในด้านเสียหายอะไรนะครับ ฉะนั้นท่านต้องบอกว่าท่านเสียหาย ตรงไหนก่อนครับ
ท่านประธานครับ คือผมกล่าวหา ว่าข้อ ๕.๗ เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ยังคงมีการล็อกสเปกอยู่ แต่ท่าน พลเอก พฤณท์ บอกว่าไม่ล็อกสเปกนะครับ ผมขอฝากท่านไปถึงท่านก็แล้วกันครับท่านประธาน ไม่ให้ เสียเวลานะครับว่า ให้ไปดูรายละเอียดให้ดีครับ เพราะว่าโครงการนี้ผมต้องการให้ ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้รถที่มีคุณภาพดีไว้ใช้ครับ
เอาอย่างนี้ท่าน ผมพิจารณาแล้วท่านไม่เสียหายนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเชิญท่านสนอง แทนเลย ท่านไม่เสียหาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ
ประการแรกเลยนั้นผมเห็นด้วยกับท่านเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่กล่าวบอกว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นถือเป็นรัฐบาลที่โชคดี โชคดีเพราะอะไรครับ หลังจากการเลือกตั้ง ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีวันที่ ๙ สิงหาคม แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ แต่ก็เป็นความโชคดี บนความโชคร้าย หลังจากที่รัฐบาลได้มีคณะรัฐมนตรีบริหารบ้านเมืองอยู่ไม่กี่เดือน ต้องเกิดกับปัญหาที่เรารับรู้กันอยู่คืออุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย รัฐบาลต้องใช้เวลา ในการแก้ไขปัญหาเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยอยู่ หลายเดือน ท่านประธานครับ หลังจากอุทกภัยผ่านไปแล้ว เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอาละ รัฐบาลก็จะได้บริหารประเทศชาติเพื่อนําความสุขมาสู่พี่น้องประชาชน เพื่อที่จะทํา ตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภา เพื่อที่จะทําตามเจตนารมณ์ที่ ฯพณฯ ได้นําคณะไปหาเสียง ไปชูนโยบายในแต่ละเวทีเพื่อให้เกิดความเป็นจริงตามที่ประชาชน มุ่งหวังเอาไว้ แต่ท่านประธานครับ เวลาผ่านมา ถ้าเราดูมาแล้ววันนี้ผมจะขออนุญาตที่จะ กราบเรียนเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนรากหญ้า วันนี้ถ้าผู้แทนราษฎรออกไป พบปะพี่น้องประชาชนในงานต่าง ๆ ไปพบปะพี่น้องประชาชนที่ใดก็ตาม เราจะได้รับคําตอบ เป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อน ถามว่าเดือดร้อนเรื่องอะไรครับ ค่าครองชีพสูง ข้าวของแพง เราหวังว่าเลือกรัฐบาลนี้บอกว่าจะกระชากค่าครองชีพ ชาวบ้านเข้าใจผิดครับ ไม่รู้กระชากขึ้นหรือกระชากลง วันนี้สินค้าข้าวของแพง แต่มีผู้รับผิดชอบในรัฐบาลหลายท่านออกมาครับ บอก ๆ ว่าเป็นจินตนาการ พี่น้อง ประชาชนจินตนาการไปเอง ประชาชนโดยทั่วไปไม่เดือดร้อน ผมยอมรับครับ ในสังคม ปัจจุบันนี้มีคนไม่เดือดร้อนอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ พวกที่ไปทานอะไรแล้วไม่เคยจ่ายเอง มีเจ้ามือเลี้ยง ไม่รู้หรอกครับว่ามันถูกมันแพง กลุ่มที่ ๒ ครับ อยากได้ แล้วมีคนขนไปให้ที่บ้าน โดยไม่ได้ควักเงินจ่าย พวกนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าของมันแพงอย่างไร แต่ถ้าชาวบ้านโดยทั่วไป เดินดินกินข้าวแกง ต้องใช้ชีวิตแบบทั่วไปนี่จะรู้ว่าข้าวของแพง ผมไปช่วยงานวันนี้ชาวบ้าน จะบอกว่า ท่าน ส.ส. ไม่ต้องอะไรมากครับ น้ําปลานี่ เมื่อก่อน ๑๘ บาท เดี๋ยวนี้ ๒๕ บาท ไม่รวมถึงวันนี้ ผลสะท้อนออกมาครับ ไม่ว่าจะเป็นน้ํามัน ไม่ว่าจะเป็นแก๊ส ไม่ว่าจะเป็น ค่าทางด่วน สินค้าทุกชนิดขึ้นราคาหมด ยกเว้นสินค้าทางการเกษตรที่พี่น้องเกษตรกร เดือดร้อนในปัจจุบันนี้ ข้าว อ้อย มันสําปะหลัง ยางพารานะครับ สินค้าการเกษตร ของพี่น้องประชาชนที่ทําได้ ราคาลดแต่ค่าครองชีพเพิ่ม นี่คือสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันครับ ท่านประธานที่เคารพ
ท่านประธานครับ เรามาดูแนวนโยบายที่ทางรัฐบาลได้แถลงต่อสภา มีหลายประเด็นครับ ประเด็นแรกความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ผมยืนยันว่าพรรค ภูมิใจไทยนั้น เราสนับสนุนครับ เรื่องการปรองดองสมานฉันท์ เราต้องการเห็น การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม แต่วันนี้ยิ่งดูยิ่งเลือนลางนะครับ เมื่อไรบ้านเมืองจะสงบ อันนี้เราหวังจริง ๆ ว่าอยากให้บ้านเมืองของเรา อยากให้คนไทยของเรานั้นได้พูดคุยกัน ด้วยรอยยิ้ม ด้วยความเข้าใจกัน แต่ก็ยังไม่เป็นไปตามที่นโยบายที่แถลงครับ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องการป้องกันยาเสพติด ปราบปรามยาเสพติด วันนี้จะเห็นได้ว่ายาเสพติด มีทั่วบ้านทั่วเมือง ทุกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ มีหมดครับ ทางบ้านผม บางตําบลขนาดเลือกตั้ง อบต. ยังเอายาเสพติดไปแจก มีถึงขนาดนั้นครับ นี่คือเรื่องจริง ที่มันเกิดขึ้นในสังคม การป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ อย่างจริงจัง ผมไม่บังอาจครับ จะไปกล่าวโทษว่ารัฐบาลนี้มีการทุจริต เพราะท่านนายกรัฐมนตรี ก็ปรารถนาดีครับ ได้ประกาศเจตนารมณ์ ได้ประกาศปฏิญญา ที่จะต่อต้านการทุจริต แต่ทว่า สังคมโดยทั่วไปเขากล่าวขานกัน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงครับ ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ท่านประธานครับ ท่านยอมรับไหมว่าวันนี้ถ้าเราดูข่าวปล้นแบงก์ ปล้นร้านทอง ปล้นร้านสะดวกซื้อ มีทุกวันครับ วันนี้เกิดขึ้นอีก ๒ คดีท่านประธาน มีการปล้นธนาคารออมสิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อตอนเย็นมานี้ ได้เงินไป ๘๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มีการปล้นธนาคาร กสิการตอนบ่ายสามโมงวันนี้ เกิดขึ้น ๒ คดี กลางวันแสก ๆ เห็นไหมครับ ทําไมละครับ ยาเสพติดระบาด ทําไมคนถึงก่อคดีเหล่านี้ ต้องยอมรับในความเป็นจริงว่าเมื่อเงินในกระเป๋า ไม่มี เศรษฐกิจไม่ดี ทุกคนต้องดิ้นรนครับ ก็ต้องเสี่ยง ต้องทํา นี่คือเป็นดัชนีชี้วัดว่าเศรษฐกิจ ของเราดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ให้ดูตรงนี้เลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากฝากเอาไว้ ครับว่าวันนี้รัฐบาลนั้น ผมเชื่อแน่ได้ว่าเมื่อพี่น้องประชาชนได้ให้โอกาสรัฐบาลในการเลือก เข้ามาบริหารประเทศชาติ เราต้องการเห็นรัฐบาลนั้นได้แก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน อย่าไปทํา ด้านใดด้านหนึ่งครับ วันนี้นอกจากการคมนาคม อยากให้ดูด้านของการศึกษา วันนี้เด็กไทย เห็นไหมครับ เมื่อเช้าดูข่าว ป. ๖ ยังอ่านหนังสือไม่ออก เรียนมาได้อย่างไรครับ ผมทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้น กําลังจะ คิดโครงการแนวนโยบายของการศึกษาใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ขอให้ทําให้ได้ผลนะครับ เรื่องของสาธารณสุขวันนี้ คนเฒ่าคนแก่ได้รับความเดือดร้อนนะครับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อยากให้เน้นเรื่องคุณภาพของการรักษาพยาบาล เพื่อให้สวัสดิการแก่พี่น้องประชาชน เรื่องของผู้สูงอายุ รัฐบาลออกว่าได้จัดสวัสดิการโดยการขึ้นค่าครองชีพผู้สูงอายุเป็นขั้นบันได ผมกราบเรียนอีกครั้งครับ ไม่ต้องไปขึ้นเป็นขั้นบันไดหรอกครับ ๖๐ ปี ๖๐๐ บาท ๗๐ ปี ๗๐๐ บาท ๘๐ ปี ๘๐๐ บาท ๙๐ ปี ๑๐๐ ปีถึงจะได้ ๑,๐๐๐ บาท กว่าชาวบ้านจะได้ ๑,๐๐๐ บาทต้องคลานลงจากบ้านแล้วครับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วผมเรียกร้องอีกครั้ง ขออีกหนหนึ่ง ๖๐ ปีจัดไปเถอะครับ ๑,๐๐๐ บาท ให้พี่น้องประชาชนเป็นบันไดขั้นเดียวเลย นะครับ ไหน ๆ ชาวบ้านเขาก็ให้ใจกับรัฐบาลแล้ว เรื่องนี้ผมต้องฝากเป็นกรณีพิเศษนะครับ รวมไปถึงค่าตอบแทนของบรรดาพี่น้อง อปพร. ตํารวจบ้าน ซึ่งยังขาดสวัสดิการเป็นบุคคล ที่มีจิตอาสาครับ แต่ถ้าว่าไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ วันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ไปจัดเงินค่าตอบแทนให้กับ อปพร. ตํารวจบ้าน ส.ตง. เรียกเงินคืน ผมอยากให้รัฐบาลได้ออก กฎหมายให้ชัดเจนว่าอย่างน้อย ๆ ให้สิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาสามารถที่จะ ดูแลคนของเขาได้ ประการสําคัญเลยรัฐบาลรับรอง รับปากกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะจัดเงินรายได้ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้หลายแห่งเขาขึ้นป้ายรออยู่ว่าเมื่อไรเขาจะได้ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ตามที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเขาได้มาเคลื่อนไหว และรัฐบาลได้รับปากเอาไว้เพื่อเขาจะได้มีเงินไปพัฒนา ประเทศชาติบ้านเมืองดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนทุกเรื่องนะครับ ที่ทํามานั้นผมเชื่อว่า ประชาชนยังให้โอกาสขออย่างเดียวครับ อย่าทําผิดซ้ําซากนะครับ ประชาชนยังให้โอกาส ให้กําลังใจที่จะดูรัฐบาลได้บริหารงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บ้านเมือง ขอบพระคุณ มากครับ
ท่านนายแพทย์สุกิจครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ช่วงนี้ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนจะขอตอบเลยครับ ท่านประธานครับ หนังสือแถลงผลงานของรัฐบาลเล่มใหญ่โตเลยครับ แต่เขียนแบบน้ําท่วมทุ่งครับ ถ้าให้ผมเขียนให้นะครับ ท่านประธานครับ ผมเขียน ๕ บรรทัดเท่านั้นเองครับ ว่าผลงาน ของรัฐบาลนี้คือ ๑. เที่ยวต่างประเทศ ๒. กู้เงิน ๓. โกหก ๔. ล้มเหลว ๕. ทุจริตครับ แล้วเรื่องที่ผมจะ
ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ อภิปรายใส่ร้ายรัฐบาลว่ารัฐบาลโกหก ไม่มีผลงาน ให้ประธานวินิจฉัยด้วยครับ
เดี๋ยวจะให้รัฐมนตรีตอบ ท่านอรรถพรนั่งลงครับ ท่านนั่งลงนะครับ ไม่ต้องประท้วงครับ ประท้วงหักเวลาท่านนะครับ ให้ท่านนายแพทย์สุกิจพูดเถอะ ไม่ต้องประท้วงแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้ท่านรัฐมนตรี มาตอบตอนนี้เลยก็ได้ครับ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้มีทั้งเดี๋ยวท่านสมาชิก ติดใจก็จะเห็นว่ามีทั้งเรื่องโกหก ล้มเหลวและทุจริต ผมขอภาพที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นี่คือพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีครับ อนุสาวรีย์ของท่านอยู่ที่ใจกลางจังหวัดตรัง ท่านคือผู้นํายางพาราต้นแรกมาปลูกในประเทศไทย ที่จังหวัดตรัง แล้วตอนนี้ยางพาราปลูกไปทั่วประเทศแล้วครับ ทําเงินให้กับประเทศปีละ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ขอภาพต่อไปครับ ผมลืมบอกไปว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ มหิศรภักดี เมื่อสักครู่นะครับ ชื่อเดิมของท่านคือคอซิมบี้ ณ ระนอง ครับ แล้วนี่คือกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็น ณ ระนอง อีกคนหนึ่งครับ แต่เทียบ ๒ คนนี้แล้วเหมือนสวรรค์กับนคร กิตติรัตน์คือนรกครับ ท่านกิตติรัตน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ
ว่าอย่างไรครับ ดอกเตอร์ธีรรัตน์เชิญครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่นะคะ ตามข้อ ๖๓ ว่าท่านเองนั้นทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ในวรรคสอง ที่แสดงกริยาหรือใช้วาจาที่ไม่สุภาพ ใส่ร้ายทําให้บุคคลได้รับความเสียหาย ดิฉันคิดว่าเป็นมารยาทที่ใช้ไม่ได้
อย่าไปว่า ท่านประท้วงเฉย ๆ อย่าไปว่าเขา เป็นหน้าที่ของประธานวินิจฉัย นั่งลงเดี๋ยวผม วินิจฉัย นั่งลงครับ ท่านนายแพทย์สุกิจครับ เอาดี ๆ ครับ เป็นนายแพทย์คนเรียนเก่งแล้ว ไม่ว่าแล้ว นรก ท่านถอนเถอะจะได้สบาย ต่อไปเลยครับ ถอนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ มันเป็นคําเปรียบเทียบ
ไม่เอาครับนายแพทย์สุกิจ ผมด้วยความเคารพท่านนะครับ ท่านต้องถอนครับ
คือผมกําลังจะพูดต่อว่าเมื่อประธานให้ถอน ผมก็ยินดีถอน ก็แค่นั้นละครับ นายกิตติรัตน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบาย ยางธรรมชาติที่กําลังจะทําให้ยางพาราย่อยยับครับ กําลังจะทําให้ชาวสวนยางพาราตกนรก ผมจึงเปรียบเทียบว่าเป็นนรกอย่างไรครับ เขาก็เป็นคนที่ไม่ค่อยจะสํานึกผิดต่อบรรพบุรุษ สักเท่าไรครับ ขอภาพต่อไปครับ
(เจ้าหน้าได้ดําเนินการเปิดพรีเชนเทชัน)
กิตติรัตน์เป็นคนที่ชอบคนรวย เช่น นายใหญ่ นายหญิง ในภาพนี้ก็คือเขาร่ําไห้ตีบทแตก ร่ําไห้กับนักลงทุนชาวต่างชาติครับ ผมขอภาพ ต่อไปครับ อันนี้อาจจะอ่านบทจอนี้ยากนะครับ แต่ผมจะอ่านให้ฟังครับ ลายออก โต้ง คือกิตติรัตน์นะครับ ยันชัดไม่สนม็อบยางพารา ลั่นไม่เพิ่มราคาแน่นอน
ว่าอย่างไรครับ ดอกเตอร์ธีรรัตน์ประท้วง เชิญครับ
ขออนุญาตค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันต้องขออนุญาตประท้วงท่านประธาน แล้วก็ประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายด้วย ดิฉันนั่งฟังอยู่ แล้วก็จุดเริ่มต้นที่ท่านเริ่มอภิปรายมานี่ ดิฉันคิดว่ามันไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไร ไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แล้วก็จะทําให้เสียเวลาของรัฐสภาเปล่า ๆ นะคะ ขอให้ท่านประธานควบคุมการประชุมอย่างเคร่งครัดด้วย ตักเตือนผู้ที่อภิปรายแล้ว ก็ใช้คําพูดที่ไม่เหมาะสม แล้วก็เป็นการเสียดสีผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายด้วย ขอบพระคุณค่ะ
เมื่อสักครู่ผมก็ให้ถอนคําพูดไปแล้ว ผมให้ถอนไปแล้ว เขาก็ถอนไปแล้ว
ถอนแล้ว ก็คือในเรื่องที่ ถอนไปแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดทําผิดข้อบังคับ แล้วก็ยังใช้คําพูดที่ไม่สร้างสรรค์ เสียดสี ซึ่งไม่เกิด ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ดิฉันก็ขอยืนยันว่าดิฉันคิด ควรที่จะใช้เวลาให้มีประโยชน์ มากกว่านี้ จะอภิปรายในเรื่องของผลงานของรัฐบาลก็มีจุดที่สร้างสรรค์สามารถที่จะสื่อสาร ไปถึงพี่น้องประชาชนได้ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐสภาด้วยนะคะท่านประธานคะ
ผมควบคุมอยู่ครับ เชิญนายแพทย์สุกิจต่อ ท่านอื่นไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ทั้ง ๓-๔ ท่าน ไม่เอา เอาละนายแพทย์สุกิจต่อเลย ไม่หารือแล้วครับ ต่อเลยครับ ผมวินิจฉัยให้พูดได้ครับ ประท้วงทําไม ไม่ต้องประท้วงแล้ว ขาดเวลาก็หักเวลาของเขาไป เชิญดอกเตอร์สุกิจ แล้วท่านก็นั่งลง ผมหักเวลาท่านนะถ้าไม่นั่ง
ท่านประธานที่เคารพ ผมอ่านจากข่าวครับ ลายออก โต้งยันชัดไม่สนม็อบยางพารา ลั่นไม่เพิ่มราคาแน่นอน ขู่ไม่จบ จับดําเนินคดี ผมจะชี้ให้เห็น ไม่มีสาระเลยครับว่ากับคนรวยนี่ไปกอดร่ําไห้ กับคนจนไม่เพิ่มราคา ถ้าไม่จบ จับดําเนินคดี นี่ละครับเขาเรียกว่า ๒ มาตรฐาน ท่านประธานครับ ดูข่าวต่อครับ ข่าวไทยรัฐ กิตติรัตน์ทุบโต๊ะราคายางพาราได้ ๙๐ หากถึง ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัม ยอมทิ้งเก้าอี้ แจงกระทบการเงินการคลังของประเทศ กระทบการเงินการคลังของประเทศ ดูข่าวต่อ อีกข่าวหนึ่งกรุงเทพธุรกิจครับ กิตติรัตน์ยันเดินหน้าโครงการรับจํานําข้าวที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อตัน เชื่อไม่กระทบฐานะการคลังของประเทศ นี่แหละครับคือคน ๆ นี้ละครับ ท่านประธานที่เคารพ ทํายางพาราให้ถึงกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ๑ ปีนี่เขาคํานวณกันแล้วว่า ใช้เงินไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ข้าวปีนี้ใช้งบ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ประชาชนที่ดูอยู่โปรดใช้วิจารณญาณด้วยนะครับว่ามีความเป็นธรรมเกิดขึ้นหรือเปล่า ขอภาพต่อไปครับ อันนี้ราคายางพาราครับ ผมก็จะไม่พูดยาวว่าสมัยประชาธิปัตย์เราเคย ทําได้ ๑๘๐ บาท แต่ตอนนี้มันเหลือแค่ ๗๐-๘๐ บาท ขอภาพต่อไปครับ ข้ามไปเลยครับ ภาพต่อไปครับ เอาละครับ ตอนนี้เรื่องสําคัญครับ เปิดคลิปเลยครับ
เปิดเสียงด้วยครับ ท่านประธานครับ หักเวลาและก็ช่วยเปิดให้มีเสียงหน่อยครับ ขอให้ทางห้องโสตทัศนูปกรณ์ลองเปิดใหม่นะครับ
เทปไม่มีเสียงครับ ท่านสุกิจพากย์แทนเลยครับ
ไม่มีเสียงหรือครับ
ท่านพากย์แทนเลยครับ
ผมก็จะบอกว่าเป็นการให้สัมภาษณ์ ของรัฐมนตรีที่ดูแลยางพาราคนหนึ่งนะครับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แล้วในการพูดวันนั้นได้สัญญากับ พี่น้องประชาชนว่าจะทํายางให้ได้ราคา ๑๒๐ บาท และถ้าเป็นไปได้ เขาไม่ได้ถ่อมตัว เลยนะครับ เขาบอกว่าถ้าเหตุการณ์อะไรมันอํานวยก็จะทําให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งต่อมา ก็มาปฏิเสธว่าไม่ได้พูด แต่จริง ๆ แล้วคลิปนี้ถ้ามีเสียงแล้วก็จะยืนยันได้ว่าพูดจริง ๆ นะครับ ซึ่งท่านชินวรณ์ก็เคยเปิดคลิปนี้มาแล้ว อย่างนั้นขอคลิปต่อไปครับ ขอคลิปต่อไปครับ มีเสียงไหมครับ ขอคลิปต่อจากนี้ครับ คลิปนี้บรรยายไปแล้วครับท่านรัฐมนตรีคนก่อนนี้ สัญญา ๑๒๐ บาท สงสัยจะไม่ได้ปรึกษานายกรัฐมนตรีดูนะครับ เพราะถ้าปรึกษา นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่ามันทําไม่ได้หรอก เพราะประเทศเรามียางพารา น้อยกว่าประเทศอื่นเขา นี่ครับชัดเจน ท่านไม่ปรึกษาถึงไปประกาศ ๑๒๐ บาท จนเป็นปัญหา แต่ท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ แล้วท่านก็เข้าใจผิดครับ ยางพารานี่เราส่งออก เป็นอันดับหนึ่งของโลกแล้วนะครับ แล้วเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องของการโกหก ขอภาพต่อไปครับ ต่อมารัฐบาลนี้ก็ได้ทําโครงการแทรกแซงราคายางพาราครับ พอทําไม่กี่วัน สตง.สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี นะครับ ผมสรุปสั้น ๆ ว่า ๑. ก็คือราคารับซื้อไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เคยสัญญาไว้ ๑๒๐ บาท แล้วที่สําคัญ อันนี้เลยครับ ที่บอกว่าทุจริตก็คือเขาชี้ว่าอาจมีความเสี่ยง ต่อการสวมสิทธิ โดยพ่อค้าบางรายนํายางพาราไปสวมสิทธิขายให้แก่องค์การสวนยาง โดยอาจร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บางคนหรือสถาบันเกษตรกรบางแห่ง ขอภาพต่อไปครับ การสวมสิทธิอันนี้ละครับที่ผมจะให้เห็น ปกติแล้วคนที่จะมาขายยางได้ในตอนนั้น ได้ในราคา กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทต้องเป็นกลุ่มเกษตรกรครับ แต่อันนี้ที่มารอขายยางพาราอยู่ หน้าโรงงานจุดรับซื้อ ปรากฏว่าเป็นพ่อค้ายางพาราครับ พ่อค้ายางพารานี่ละครับเหมือนกับ สตง. พูดเลย ก็คือเข้ามาสวมสิทธิครับเป็นการโกงกันทําให้นักการเมืองท้องถิ่นสายรัฐบาลหลายคน ร่ํารวยนะครับ ภาพต่อไปครับ ภาพนี้เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อําเภอ นาบอน เรื่องนี้สําคัญอย่างไรหรือครับ สําคัญก็คือตํารวจที่ผมเชิญมาที่กรรมาธิการ การเศรษฐกิจ ท่านให้การว่าเป็นการวางเพลิงครับ ซึ่งรัฐบาลไม่เคยใส่ใจอันนี้เลย ใครวางเพลิงครับพี่น้องประชาชนธรรมดาเขาจะไปวางทําไม และไม่ใช่ง่ายที่จะเข้าไป เพราะฉะนั้นคนที่วางเพลิงคนเผาครั้งนี้ ก็คือคนที่ต้องการจะปกปิดอําพรางจํานวน ยางพาราที่ซื้อมา แล้วมันมีไม่ครบจํานวนอยู่ในโรงงานนั้น เพราะฉะนั้นต้องเผาอําพราง เรื่องนี้ท่านบอกว่าอยู่ที่ดีเอสไอ (DSI) แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้มีความคืบหน้าเลย รัฐบาลไม่ได้ตามเรื่องนี้เลย ขอภาพต่อไปครับ นี่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาอีกปัญหาหนึ่ง ที่แสดงถึงความล้มเหลวของรัฐบาลก็คือยางพาราที่ซื้อไว้จํานวน ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ตอนนี้เน่าแบบนี้ครับ ต่อไปครับขึ้นราแบบนี้ครับ ภาพต่อไปครับนี่ครับขึ้นรา เพราะฉะนั้น ยางพาราอันนี้ถ้าขายวันไหนก็ขาดทุนวันนั้น หรือถ้าประกาศขายวันไหนก็เป็นภาระ อันยิ่งใหญ่ครับที่ต่างชาติเขารู้ว่าเรามีสต็อกยางพาราจํานวนมหาศาลอยู่ในประเทศ ก็คือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เห็นไหมครับ รัฐมนตรีท่านขึ้นมารับตําแหน่งไม่กี่วัน พอแพร่ข่าวออกไปว่าจะขายยางพาราเท่านั้น ยางพาราก็ราคาตกทันที ผมจะไปเร็ว ๆ นะครับเพราะจะหมดเวลาครับ ต่อครับภาพต่อไปครับจนในที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็เกิดขึ้น ก็คือพี่น้องชาวสวนยางพาราเขาทนไม่ไหวครับ หลายคนบอกว่าชาวสวนยางพารา ไม่ได้ขาดทุน อย่าไปตัดสินชีวิตของชาวสวนยางพาราครับ ไปฟังเขาดีกว่า พี่น้องชาวสวนยาง เกือบทั้งประเทศครับลุกอือขึ้นมาประท้วงชุมนุม ขอภาพต่อไปครับมีการปะทะกัน ระหว่างชาวสวนยางพารากับเจ้าหน้าที่ตํารวจบาดเจ็บกันไปทั้งสองข้าง ขอภาพต่อไปครับ แล้วก็มีชายชุดดําแฝงตัวเข้าไปด้วยดูลักษณะแล้วพี่น้องประชาชนที่เขาชุมนุมอยู่ เขาบอกว่า เขาไม่ใช่คนทุบเขาไม่มีชุดแบบนี้ เขาไม่มีหมวกแบบนี้ เพราะฉะนั้นทางเจ้าหน้าที่ทางรัฐบาล ต้องไปจับให้ได้ว่าคนคนนี้คือใคร คือคนที่สร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้น แล้วเป็น เหตุให้รัฐบาลหาเหตุอันนั้นมาบอกว่าไม่ใช่การชุมนุมที่สงบ แล้วทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ลงไปเจรจา กับชาวสวนยางพารา ซึ่งผมรู้สึกว่ารัฐบาลกําลังตัดเยื่อใยกับพี่น้องชาวสวนยางพารา ถึงอย่า ไรก็ตามนะครับ เขาก็เป็นประชาชนคนไทยเขาเสียภาษีให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นเขาชุมนุม อยู่รัฐบาลไปตัดเยื่อใยเขาไม่ได้ ท่านมาบอกว่าเบื่อที่จะเจรจา เจรจาไม่รู้เรื่องไม่ได้ครับ
คุณหมอครับ หมดเวลาแล้วครับ
ท่านประธานผมขอเวลาอีกนิดเดียวครับ เพราะว่าตอนนี้ก็ไม่ถ่ายทอดไม่มีใครอยากพูดหรอกครับ
มีครับ ท่านชุมพลนั่งรออยู่
ท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ทีปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้ท่านไปเจรจากี่ครั้งแล้วครับ ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก แต่กับพี่น้อง ชาวสวนยางพาราท่านเกือบจะไม่เจรจาเลย ท่านไม่ให้ความสําคัญเลยครับ เหมือนกับว่า เขาไม่ใช่คนไทย ท่านใจดํามากเลยครับ ปัญหานี้จะยืดเยื้อต่อไป ผมขอร้องให้ลงไปเจรจา กับเขา แล้วก็หาจุดที่มันพบกันได้นะครับ แล้วก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าสิ่งที่ผมพยายามจะพูดมาซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องมันมากใช้เวลาน้อยนะครับ เพื่อจะ บอกว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ทําเป็นผลงานก็คือการโกหก การล้มเหลว และทุจริตครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านชุมพล จุลใส ครับ ๗ นาทีนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตประท้วงด้วยความเคารพท่านประธานและท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ ขณะที่ท่า นอภิปรายผมก็ไม่อยากขัดจังหวะท่าน ท่านจะด่าว่ารัฐบาลโกหกอย่างไรเดี๋ยวรัฐมนตรี มาแก้ แต่ว่าที่ท่านโกหกเมื่อสักครู่นี้มันไม่ใช่นะครับ ภาพที่ตีรถนั่นไม่ใช่ตํารวจนะครับ ท่านก็ พูดในลักษณะเหมือนจะว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่คนประท้วง ภาพนี้มันอยู่ในอินเทอร์เน็ต (Internet) หมดแล้วครับ
ท่านสุนัยจะประท้วงประเด็นอะไรครับ
ดังนั้นผมว่าถ้าท่านจะบอกว่ารัฐบาล โกหกอะไร ท่านก็ต้องไม่โกหกเหมือนกันครับ ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ครับ ไม่ได้เสียหายหรอกครับมันเป็นข้อเท็จจริง เป็นชายที่ใส่ชุดอย่างนี้ก็เท่านั้นเอง เดี๋ยวเรื่องนี้เขาได้ชี้แจงกันไปหมดแล้วทางเจ้าหน้าที่ของรัฐ เอาสั้น ๆ นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานได้ยิน สักคําไหมว่าผมพูดว่าเป็นตํารวจ ผมเพียงแต่บอกว่าไม่ใช่ผู้ชุมนุมแล้วก็เป็นชายชุดดํา แล้วชุดอย่างนี้ชาวบ้านเขาไม่มีใส่ครับ เสื้อเกราะ หมวกแบบนี้ ไม่ใช่หมวกของชาวบ้าน
ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าเรื่องนี้ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีเคยได้ชี้แจงแล้ว
เพราะฉะนั้นมาหาว่าผมโกหกไม่ได้ ต้องถอน คําพูดครับ
คืออย่างนี้ คุณหมอครับ ตอนสุดท้ายที่ท่านสรุป ๓ ข้อ แต่ผมไม่อยากกล่าวนะครับ ก็คือเรื่อง ที่ได้พูดไปเพียงแต่ท่านสุนัยท่านก็มาบอกว่าเรื่องที่ชายชุดดํา ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ตํารวจ ข้อเท็จจริงก็คือไม่ใช่ตํารวจอย่างที่ท่านพูดนั่นละครับ มันก็ยุติไปแล้วนะครับ
แต่การมาบอกว่าผมโกหกนี่ผมเสียหายครับ
มันไม่มีโกหกหรอกครับ
ท่านบอกว่าผมอย่าโกหก
เชิญนั่งลงครับ เชิญนั่งลงก่อนครับ
ท่านวินิจฉัยให้เขาถอนนะครับ ไม่อย่างนั้น ผมก็ลุกขึ้นมาอีกครับ
เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ไม่มีเจตนาอะไรเลยครับที่จะทําให้สถานการณ์ในห้องประชุมไม่ดี เพียงแต่ว่าคําพูดของท่าน ถ้าไม่ใช่ประชาชน ไม่ใช่คนชุมนุมประท้วง แล้วทําไมไปแต่งตัวอย่างนั้น พูดแล้วทําให้ เข้าใจผิด ถ้าท่านบอกว่าท่านไม่ได้โกหก ท่านยืนยันว่าไม่ใช่ตํารวจ ก็ขอบคุณครับ แต่ว่า เป็นชายชุดดํานี่ไม่รู้ว่าชุดดําชุดไหนที่ท่านพูด มันนานหลายรอบเหลือเกินครับเรื่องชายชุดดํา ผมงงจริง ๆ ขอบคุณครับ ถอนครับ
เขาถอนแล้วครับ ก็ผมบอกว่าเขาถอนแล้วก็จบแล้วครับ เชิญท่านชุมพลต่อครับ ของท่าน ๗ นาทีนะครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่มีสมาธิเลยครับ
เขาถอนไปแล้วครับ เชิญนั่งลงครับผมให้ท่านชุมพลต่อครับ ผมจะได้บันทึกเวลาต่อนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน มีคนประท้วงครับ
นับเวลาไปด้วยนะครับเจ้าหน้าที่ เชิญท่านชุมพลครับ คือมันยุติไปแล้ว เขาก็ถอนไปแล้ว มันก็ยุติไปแล้ว พอเถอะครับท่านอรรถพร บรรยากาศกําลังดีนะครับ เชิญท่านชุมพลครับ
(นายสาธิต ปิตุเตชะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ก็นั่งฟังด้วยกัน เขาก็บอกว่าขอบคุณด้วยซ้ําไป เขาก็ถอนไปนะครับ ทางคุณหมอเขาบอกว่า ยืนยันแล้วไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ครับ มันก็ยุติไปแล้วนะครับ พอแล้วเถอะครับท่านสาธิต ให้ผู้อภิปรายเขาอภิปรายเถอะ
ท่านประธานครับ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ผมประท้วงท่านประธานครับ คือเมื่อสักครู่ท่านเพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นแล้วก็มีท่าทางเหมือนจะใช้สิทธิประท้วง แต่ปรากฏว่า ท่านไม่ได้ใช้สิทธิในการประท้วงเพื่อนสมาชิกที่กําลังอภิปราย ท่านกลับมาชี้แจงแล้วก็ตอบโต้
ก็เหมือนท่านกําลังประท้วงผมนี่ละครับ ท่านก็มาอภิปรายอย่างนี้ละครับ ก็เมื่อสักครู่ ท่านก็ลุกขึ้น
ไม่ใช่ครับ ไม่เหมือนกันครับ
ก็ท่านประท้วงผม ข้อ ๘ เรื่องอะไรครับ เชิญครับ
หมายความว่าท่านประธานไม่ได้วินิจฉัย ให้ถูกต้อง ว่าเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นมาประท้วงนี่ แสดงท่าทางเหมือนประท้วงแต่ไม่ได้ใช้สิทธิ ประท้วง ความจริงท่านประธานจะต้องวินิจฉัยว่าเขาไม่มีสิทธิลุกขึ้นมาประท้วง แต่ปรากฏว่า เขาได้อภิปรายจนเกิดการพาดพิงกันต่อมา จึงมีการชี้แจงนะครับ เพราะฉะนั้นผมเลยเรียน ประท้วงท่านประธานว่าท่านประธานต้องวินิจฉัยว่าเมื่อเขาลุกขึ้นมาแล้วไม่ได้ใช้สิทธิประท้วง ไม่ได้ทําถูกข้อบังคับ ท่านประธานจะต้องไม่อนุญาต แค่นั้นเองครับ จะได้อภิปรายกัน ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมาก เชิญท่านชุมพลครับ ต่อไปการประท้วงผมจะเคร่งครัดนะครับ ถ้าท่านสาธิต ประท้วงผมแล้วผมจะถามก่อนว่าใครผิดข้อบังคับอะไรนะครับ อย่างนั้น ไม่ใช่ลุกขึ้นมาแล้วก็ มาพูดกันแล้วก็กระทบกระทั่งกัน ไม่เอา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชุมพร ท่านประธาน ที่เคารพครับ รัฐบาลนี้ โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศไว้เมื่อตอนหาเสียง เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ว่า บอกพี่น้องประชาชนว่า เลือกเราเข้ามาเป็นรัฐบาล จะล้างหนี้ ให้ประเทศ สร้างรายได้ให้กับประชาชน คืนความสุขให้กับคนไทย ๑ ปีผ่านไป รัฐบาลนี้ ไม่ได้ล้างหนี้ให้กับประเทศเลย แต่มีการกู้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ท่านประธานครับ หนี้ครัวเรือน ภาระหนี้สินเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ในรอบ ๑ ปี ของรัฐบาลนี้ ปี ๒๕๕๔ เข้ามา เกษตรกรมีภาระหนี้สินอยู่ที่ ๑๐๓,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ปี ๒๕๕๕ เกษตรกรมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ๑๑๔,๓๐๐ บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นถึง ๑๑,๓๐๐ บาทต่อครัวเรือนต่อปี เท่ากับว่ามีหนี้เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ ๙๕๐ บาทต่อครัวเรือน รัฐบาลนี้พูดได้อย่างไรว่าล้างหนี้ให้กับประชาชน สร้างรายได้ให้กับประเทศ ท่านประธานครับ รัฐบาลมีนโยบายไว้ว่าจะยกระดับราคาสินค้าเกษตร แต่ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง ๆ นั้น ไม่เป็นจริงตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ ผมจะไม่พูดถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในเรื่อง การแก้ไขราคาข้าว ที่ทําให้เกิดภาวการณ์ขาดทุนมากมายถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็น การทุจริตฉ้อโกงกันมากมาย เสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์ แต่ที่ผมจะขอพูดถึง ราคาสินค้าเกษตรที่สําคัญของพี่น้องประชาชน ชาวภาคใต้ คือราคายางพาราและราคาปาล์มน้ํามัน
เรื่องแรกครับท่านประธาน ราคาปาล์มน้ํามัน ในช่วงปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ ช่วงที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ชาวสวนปาล์มสามารถขายผลปาล์มสด ได้ราคาเฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ ๖ บาท ในช่วงที่ราคาสูงสุด สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ ๙ บาท ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ ชาวสวนปาล์ม ขายผลปาล์มได้ในราคาเพียงกิโลกรัมละ ๓ บาทเศษ ๆ เท่านั้น นี่ก็แปลว่าในสมัยรัฐบาลนี้ ชาวสวนปาล์มรายได้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากที่เคยได้รับในช่วงของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านประธานครับ ชาวสวนปาล์มที่มีที่ดินขนาดเล็ก ประมาณ ๕ ไร่ รายได้ของครอบครัวจะขาดหายไปประมาณ ๔๕,๐๐๐ บาทต่อปี หรือเดือนละ ประมาณเกือบ ๔,๐๐๐ บาท เป็นความทุกข์ยากลําบากอันแสนสาหัสสําหรับชาวสวนปาล์ม ขนาดเล็กทั้งหลาย รายได้หายไปเกือบเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ ที่แพงขึ้น จนกระทั่งบัดนี้ผมยังไม่ได้รับคํายืนยันเลยว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร รัฐบาลยังคงเดินหน้าอนุมัติให้มีการนําเข้าน้ํามันปาล์มจากต่างประเทศครั้งละหลายหมื่นตัน โดยต่อเนื่อง ผมเห็นว่าการนําเข้าน้ํามันปาล์มจากต่างประเทศนั้นเป็นการซ้ําเติมพี่น้อง ชาวสวนปาล์มในประเทศไทยอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ วันนี้นั้นชาวสวนปาล์มยังมี ความทุกข์ยังลําบาก แต่ไม่มีคําตอบใด ๆ จากรัฐบาลชุดนี้ในด้านยางพาราซึ่งเป็น พื้นเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่เฉพาะแต่ภาคใต้เท่านั้นภาคอีกสาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ชาวสวนยางพาราขายยางพารา ได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท ถึงแม้ราคายางพาราจะมีการเคลื่อนไหวขึ้นลง ตามภาวะตลาดโลก แต่ในสมัยนั้นยางพาราที่ชาวสวนขายได้เฉลี่ยทั้งปีประมาณ ๑๔๐ บาท ต่อกิโลกรัม สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชาวสวนยางขายยางพาราได้ในราคาที่ต่ําว่า ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ยางพารากิโลกรัมละ ๗๐ บาท โดยเฉลี่ย แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าเกษตรกรชาวสวนยางพารารายได้ลดลงกว่าเดิม กว่าในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์มาก ไม่ใช่ลดลงน้อย ๆ ครับ ลดลงมากกว่าครึ่งของรายได้ทั้ง ๆ ที่เคยได้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจไม่ทราบว่าเกษตรกรชาวสวนยางพาราส่วนใหญ่ที่มีที่ดินทําสวนยาง เพียง ๕-๗ ไร่เท่านั้น นอกจากนั้นยังมีผู้ประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา ซึ่งมีจํานวน มากกว่าเจ้าของสวนยางพารา รายได้ของคนกรีดยางพาราก็ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน รัฐบาลนี้เคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือยกระดับราคายางพาราให้กับชาวสวน อ้างว่าเป็นเรื่องของ ตลาดโลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยประกาศว่าจะช่วยให้ ชาวสวนยางพารา ขายยางพาราได้ในราคากิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท เอาเงินงบประมาณ แผ่นดินไปใช้แล้วเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ราคายางพาราตกต่ําลงทุกวัน ชาวสวนยางพารา เดินขบวนชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลแทนที่จะช่วยเหลือแก้ไขยกระดับราคายางพารา แต่รัฐบาลนี้กลับช่วยค่าปุ๋ยไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท แล้วก็ไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยว่า ผู้ที่ไม่มีเอกสิทธิ ไม่มีใบที่แสดงสิทธิจะได้หรือไม่ได้ อันนี้ผมก็นําเรียนท่านประธานไปยัง รัฐบาล ว่าท่านมีความจริงใจขนาดไหน ชาวสวนอาจได้ประโยชน์บ้างครับใน ๒,๕๒๐ บาทนี้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ในเมื่อราคายางก็ตกลงทุกวัน ส่วนคนรับจ้างกรีดยางพารา ไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ จากมาตรการนี้เลยครับท่านประธาน ฉะนั้นที่รัฐบาลนี้ได้แถลงนโยบาย ไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ว่าจะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้มีราคานั้น เป็นเรื่อง ที่ไม่จริงแต่อย่างไรทั้งสิ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ๗ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ สําหรับรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ วันนี้ ที่มีรูปท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ข้างหน้า แล้วก็ด้านหลังถ้าสังเกตดี ๆ ทุกรูปจะมีรูป นายกรัฐมนตรีหมดเลยครับ ทั้งหน้าทั้งหลัง จริง ๆ น่าจะใส่รัฐมนตรีทุกคนเข้าไปด้วย จะได้มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม พอมาดูในเนื้อหาสาระที่ทางรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีได้นํามาเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของผลการดําเนินการ ตามนโยบายหลัก จําแนกตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของ ภาคการเกษตร ท่านประธานครับ จริงอยู่ครับ ภาคการเกษตรของประเทศไทย เรามีอาชีพ เกษตรหลายส่วนอาชีพทํานาปลูกข้าว อาชีพทําสวนยางพารา ปาล์มน้ํามัน ปลูกข้าวโพด หรืออื่น ๆ นาข้าว รัฐบาลชุดนี้ได้พยายามที่จะอัดเม็ดเงินงบประมาณเพื่อเอาไปช่วยเหลือ เกษตรกร จนในที่สุดให้เป็นเหตุหลายประการและมีข้อครหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเกี่ยวกับการทุจริตก็ตาม ที่มีข่าวกันเป็นประจํา หรือแม้กระทั่งนําเม็ดเงินคงคลังไปใช้ ในเรื่องนี้จนเป็นเหตุให้สถานะการเงินการคลังของรัฐบาลสั่นคลอน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จนเป็นเหตุให้มีการสูญเสียงบประมาณประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องยางพารา รัฐบาลเองก็ใช้เม็ดเงินมากพอสมควรประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เข้าไปแทรกแซงราคายางพารา แต่ในที่สุดราคายางพาราของ พี่น้องเกษตรกรก็ไม่ได้ตกถึงมือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราโดยแท้จริง แต่กลับไปตกในเอื้อมมือใคร หรือไปอยู่ในกระเป๋าของใครในรัฐบาล อันนี้ผมตั้งคําถามนะครับ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่อง ของภาคเกษตรอื่น ๆ ที่พวกเราเอง หรือรัฐบาลคิดเองว่าน่าจะไม่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้เท่าไรนัก หรือไม่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้เลย นั่นก็คือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ถามว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง มีความจําเป็นมีความสําคัญไหม มีครับ อุตสาหกรรมกุ้งทั้งประเทศโดยเฉลี่ยเราส่งออก ประมาณปีละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ แต่ปัจจุบันครับปี ๒๕๕๕ เราส่งออกลดน้อยลง กระแสปัจจุบันเราส่งออกคาดว่าปีนี้ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไตรมาสที่ ๒ เรายังส่งออกอยู่ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สาเหตุมาจากอะไร คิดว่ารัฐบาลเองน่าจะรู้ว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุส่วนหนึ่งจากสถานการณ์โรคระบาด ของกุ้ง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ถามว่าโรคระบาดของกุ้ง โดยเฉพาะโรคอีเอ็มเอส (EMS) รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลืออะไรบ้างกับเกษตรกรเหล่านี้ เมื่อเทียบกับมาตรฐานอื่น ๆ กับเกษตรกร อย่างนี้เราไม่เรียกว่า ๒ มาตรฐานหรือ สร้างความเหลื่อมล้ําให้เกษตรกร สร้างความแตกแยกให้กับสังคม เมื่อรัฐบาลเป็นพ่อแม่ที่ดี ลูกทุกคนต้องดูแล ลูกทุกคนต้องดูแล ย้ํานะครับ เพราะเราอยู่ในประเทศไทยเดียวกัน อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน ดังนั้นถ้าหากว่ารัฐบาลยังปล่อย เรื่องนี้ ไม่เอาใจใส่เรื่องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อะไรจะเกิดขึ้น หรือว่าอุตสาหกรรมกุ้ง เกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้ง มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ตามรายงานนะครับ มีรายงานเรียบร้อย ถามว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนนี้จะไปอยู่ไหน ถ้าหากว่าอุตสาหกรรมกุ้ง หรือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งล่มสลาย หลายคนถูกเลิกจ้าง อุตสาหกรรมหลายที่ ถามท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาล รัฐมนตรี หลายที่ อุตสาหกรรมเยือกแข็งตอนนี้หยุดงาน เพราะต้นน้ํา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกําลังล่มสลาย ล่มสลายอย่างไร เลี้ยงกุ้งไม่ได้ ต้นทุนสูง และที่สําคัญ ที่ต่าง ๆ เอาไปจํานองจํานําหมด ดังนั้นถ้ารัฐบาลยังเพิกเฉย ยังไม่คิดว่าอุตสาหกรรมกุ้งหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เป็นอุตสาหกรรมหลัก หรือเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแล้วก็ส่งออกหลัก จะนําเม็ดเงินรายได้ เข้าประเทศ เป็นการนําเงินเข้าประเทศนะครับ ไม่ใช่เราซื้อต่างประเทศนะครับ นั่นละครับ เป็นการที่บอกว่ารัฐบาลไปต่างประเทศแล้ว นายยกรัฐมนตรีไปต่างประเทศแล้วถามว่า ไปขายกุ้งหรือเปล่า อันนั้นก็ถามได้ครับ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เมื่อผลกระทบ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเกิดปัญหา อะไรจะเกิดขึ้น เกษตรกรประสบภาวะขาดทุน ขาดสภาพคล่อง รัฐบาลเตรียมอะไรหรือยังครับ รัฐบาลจะส่งเสริมอย่างไร พร้อมหรือยังครับ ให้เหมือนกับ ยางพารา ให้เหมือนกับข้าว ให้เหมือนกับข้าวโพด หรือให้เหมือนกับมันสําปะหลังครับ ปัญหาแรงงานครับ หรือลูกจ้างขาดรายได้ บางรายถึงกับตกงาน นายจ้างประสบปัญหา ขาดทุน ปิดโรงงาน ปิดกิจการ ๓๐๐ บาท พ่นพิษครับ และที่สําคัญครับภาพรวมอุตสาหกรรม เริ่มถดถอย ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา มีปัญหาแน่นอน เรื่องนี้ครับ ดังนั้นสิ่งที่ ผมได้อภิปรายไปนี้คืออยากสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอย่า ๒ มาตรฐาน การช่วยเกษตรกร ต้องช่วยให้เหมือนกันทุกคน เพราะเกษตรกรเหล่านี้เป็นเกษตรกรที่อยู่ในประเทศไทยด้วยกัน ที่สามารถนําเม็ดเงินและสามารถที่จะสร้างเป็นภาษีและสามารถที่จะนําเม็ดเงินเหล่านี้ ไปพัฒนาประเทศชาติของเราต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ตามที่มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาอภิปรายในเรื่องของ นโยบายสาธารณสุขของทางรัฐบาล กระผมอยากจะขอเรียนชี้แจงเพื่อทําความเข้าใจเกี่ยวกับ นโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลมาดังนี้ครับ
ในประเด็นแรก ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพูดถึงในเรื่องของ นโยบายเรื่องของการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธินะครับ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่นมา ซึ่งได้มีการอภิปรายถึงว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ล้มเหลวหรือไม่เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติ กระผมใคร่ขอชี้แจงมาดังนี้ครับ คือนโยบายดังกล่าวนั้นเป็นการทํางานตามนโยบาย ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นในเรื่องของการลดการเหลื่อมล้ําของสิทธิ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้น ประชาชนคนไทยนั้นยังมีสิทธิประโยชน์อยู่ในระบบประกันสุขภาพที่มีอยู่ ๓ อย่าง ก็คือข้าราชการ หรือประกันสังคม หรือสิทธิ ๓๐ บาท ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องสิทธิ การรักษาบ้าง ทําให้เกิดปัญหาได้เมื่อเข้าไปรับการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ทําให้มีการถามสิทธิก่อนว่าเป็นสิทธิอะไร เพราะจะมีความแตกต่างในเรื่องของสิทธิการรักษา หรือรูปแบบการรักษา รัฐบาลเห็นปัญหาในเรื่องนี้จึงได้มีการดําเนินการขึ้นมา ให้มีนโยบาย มาว่าทําให้ประชาชนเหล่านี้ เมื่อเข้าไปถึงโรงพยาบาลแล้วไม่จําเป็นต้องถูกถามสิทธิ เพราะกําลังเจ็บป่วยจะถึงชีวิตอยู่แล้ว ไม่ต้องมานั่งถูกถามสิทธิ ก็มีการดําเนินการในเรื่องนี้มา จากผลการดําเนินการที่ผ่านมาเป็นเวลาประมาณ ๑๕ เดือน ก็มีคนมาใช้บริการประมาณ ๓๓,๐๐๐ คน เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินถึงแก่ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน ทางกระผมเองก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็คงมีปัญหาเกิดขึ้น แต่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เราเห็นปัญหาและเราก็เข้าไป แก้ไขปัญหา ปัญหาต่าง ๆ นั้นเราก็พบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโรงพยาบาล โดยเฉพาะ โรงพยาบาลเอกชน มีความไม่มั่นใจว่าในเรื่องคําจํากัดความ ทําให้ประชาชนอาจจะมาใช้ สิทธิในกรณีที่ไม่เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ทําให้ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ ทําให้ โรงพยาบาลไม่กล้ารับรักษา หรือในเรื่องของตัวค่าอัตราตอบแทนนั้นอาจจะไม่สะท้อนถึง ต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชน ก็เป็นส่วนหนึ่ง ทําให้โรงพยาบาลเอกชนเกิดความลังเล ในเรื่องนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้มีการดําเนินการเข้าไปแก้ไขในเรื่องนี้ในแบบ ครบวงจร ก็คือ ๑. ก็ได้มีการเข้าไปทําในสิ่งที่ได้ทําไปแล้ว ก็คือมีการทําให้มีการอนุมัติก่อน ก็คือมีระบบพรี ออโธไรเซชัน (Pre-authorization) เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถ เข้ามาปรึกษาทางสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ว่าผู้ป่วยเหล่านี้เป็นผู้ป่วย ในลักษณะเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ก็จะได้รับการยืนยัน แล้วก็รับประกันว่าจะได้รับ การเบิกเงินแน่ ระหว่างนี้ก็มีการดําเนินการอยู่ในเรื่องของการปรับเรท (Rate) ค่าตอบแทน ให้เป็นอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งทําคําจํากัดความให้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ แล้วก็กําลังพิจารณาอยู่ในเรื่องจะใช้อํานาจตามกฎหมายที่จะทําให้การรักษาพยาบาล ในภาวะฉุกเฉินนั้นเป็นสิ่งที่ต้องให้การรักษาโดยไม่ต้องเรียกเงินก่อน และให้การเก็บเงิน มาผ่านคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งเป็นราคาที่ควบคุมได้ แต่อย่างไรก็ตามในการดําเนินงานดังกล่าวนั้น กระผมขอชี้แจงว่า ถึงแม้โครงการนี้อาจจะมีผู้ที่ถูกเรียกเก็บเงินตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวมา ก็อาจจะมีอยู่ส่วนหนึ่งในจํานวน ๓๐,๐๐๐ คนนะครับ แต่คนเหล่านี้ถ้าไม่มีโครงการเหล่านี้ ก็คงจะถูกเก็บเงินอยู่แล้ว แต่เพราะโครงการเหล่านี้มีคน ๓๐,๐๐๐ คนที่มาใช้บริการแล้ว ไม่ถูกเก็บ มีไม่ถูกเก็บเงิน แล้วมีคน ๑๐,๐๐๐ คน ที่เจ็บป่วยถึงแก่ชีวิตรอดชีวิตได้จาก โครงการเหล่านี้ หากแม้ไม่มีโครงการเหล่านี้ ผมก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าคน ๑๐,๐๐๐ คน ขณะนี้จะมีชีวิตหลงเหลืออยู่เท่าไร เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าใจถึงประโยชน์ของโครงการนี้และช่วยกันสนับสนุนให้ข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุงโครงการนี้ ต่อไป เพราะหากแม้ไม่มีโครงการอย่างนี้ ตามที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าเราก็คงไม่สามารถ คาดเดาได้ว่าประชาชนเหล่านี้ ๑๐,๐๐๐ คน จะมีชีวิตเป็นอย่างไรครับ
ในประเด็นต่อมาก็ได้มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในข้อกังวล ถึงความแออัดของสถานพยาบาลนะครับ ซึ่งกระผมเองก็ใคร่ขอชี้แจงอย่างนี้ครับว่า ความแออัดมันเป็นความแออัดที่เป็นจริงครับ เพราะว่าใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา จํานวนครั้งของ ประชาชนที่มารับบริการได้เพิ่มขึ้นจาก ๑๐๐ ล้านครั้ง มาเป็น ๑๖๐ ล้านครั้งต่อปีนะครับ ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเห็นได้ชัดเจน เรามีประชากรซึ่งสูงวัยขึ้น ตอนนี้มีอายุเกิน ๖๐ ปี ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์แล้ว เรามีอัตรา เรามีผู้ป่วยลักษณะของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโรคเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความดันสูง ซึ่งต้องการจะมาหาหมอมากขึ้นนะครับ สิ่งเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่ทําให้มีคนมาใช้บริการมากขึ้น แต่ก็เป็นความสําเร็จของระบบ ๓๐ บาท หลักประกันสุขภาพที่ทําให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการได้ เพราะหากแม้ไม่มีบริการ เหล่านี้ในอดีตคนเหล่านี้สามารถหาแพทย์ได้โดยเฉลี่ยแค่ ๑ ครั้งต่อปี จากปัจจุบันตอนนี้ เป็น ๓ ครั้งต่อปีนะครับแล้วก็ทางรัฐบาลเองก็ได้มีการดําเนินการในหลายขั้นตอน เช่น ใน การส่งเสริมป้องกันสุขภาพนะครับ ก็ได้มีการดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผลที่ผ่านมาก็พบว่า อย่างอัตราการเป็นโรคความดันโลหิตสูงก็ลดลงจากร้อยละ ที่คาดเดาไว้ว่าร้อยละ ๘ ก็เหลือประมาณร้อยละ ๔ ผู้ป่วยเบาหวานจากร้อยละ ๕.๖ ก็เหลือร้อยละ ๓.๐๖ นอกจากนี้ ในเรื่องกระบวนการคุณภาพการรักษาก็สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเบาหวาน จาก ปี ๒๕๕๔ จาก ๑๗.๔ ต่อ ๑๐๐,๐๐ เหลือ ๑๑ ต่อ ๑๐๐,๐๐ หรือเป็นการช่วยชีวิตคน ได้ถึง ๓,๔๕๒ คน หรือความดันโลหิตสูง จาก ๘.๔๔ ต่อ๑๐๐,๐๐ เหลือ ๕.๑๕ ต่อ๑๐๐,๐๐ หรือเท่ากับช่วยชีวิตคนได้ ๑,๙๕๓ คนนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามปรับปรุง แล้วก็ในเชิงของการสนับสนุนสถานบริการก็ได้มีการเพิ่มจํานวนต่าง ๆ โดยเฉพาะ โรงพยาบาลสุขภาพประจําตําบล ศูนย์สุขภาพในเมือง ก็มีจํานวนเกือบ ๑๐,๐๐๐ แห่ง ได้จัด ให้มีแพทย์เข้าไปตรวจเป็นเวลา ในเวลากลางวันเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลชุมชน นะครับ โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ต่าง ๆ เพราะโรคต่าง ๆ ที่เป็นโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ไม่มีความจําเป็นต้องไปที่โรงพยาบาลก็ได้มีการดําเนินการในเรื่องนี้มา ซึ่งปัญหาต่าง ๆ นี้ก็คาดว่าน่าจะทุเลาลงไป แต่อย่างไรก็ตาม ตามที่กระผมได้เรียนแล้วว่า สาเหตุปัจจุบันขณะนี้เป็นเรื่องของคนชรามีมากขึ้นเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น คือเบาหวาน ความดันโลหิต ซึ่งโรคเหล่านี้ก็เป็นปัญหาของคนในเขตเมืองมากขึ้น ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็นตัวแทนประชาชน ท่านก็ได้ให้ความกังวลในเรื่องนี้ ซึ่งผมก็เข้าใจดีเพราะทางรัฐบาลเองก็เข้าใจถึงปัญหาที่พื้นที่ของท่านก็คือพื้นที่เขต กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความกังวลมากเพราะขณะนี้คน กทม. เอง ไปหาหมอตามเฉลี่ย แค่ ๑ ครั้งต่อปีเท่านั้น ถ้าเทียบแล้วกับค่าเฉลี่ยของประเทศ ๓ ครั้ง อาจจะมีบางท่านบอกว่า การไปหาหมอน้อยอาจจะเป็นเรื่องของคนสุขภาพดีก็ได้ แต่ก็มีตัวเลขอันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่น่าสนใจคือคนกรุงเทพมหานครจากการสํารวจนี้ ร้อยละ ๗๒.๘ จะซื้อยากินเอง เวลาเจ็บป่วย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าไม่เจ็บป่วยร้ายแรงจะไม่ไปโรงพยาบาล นอกจากนี้ การสํารวจล่าสุดก็พบว่าในเด็กมีอัตราการได้รับวัคซีนแค่คัฟเวอเรจ (Coverage) หรือครอบคลุมแค่ร้อยละ ๗๐ ในเขตบางเขนก็มีโรคคอตีบ แล้วก็มีพาหะของคอตีบอยู่ ทางรัฐบาลเองก็ให้ความกังวลในเรื่องนี้ แล้วก็ดูว่าในสถานพยาบาลต่าง ๆ ใน กทม. เองนี้ ก็มีจํานวนจํากัด มีอยู่แค่ ๙ แห่ง แล้วก็ กทม. เองก็อาจจะมีความจํากัดในการขยายตัว ให้รองรับได้ รัฐบาลเองก็มีความเต็มใจที่จะเข้าไปร่วมกันแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ก็มีนโยบายอยู่ว่าจะเข้าไปเพิ่มหน่วยพยาบาลต่าง ๆ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ของคนกรุงเทพมหานคร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของทางรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะเข้าไปแก้ปัญหาประชาชนโดยไม่ได้ดูในเรื่อง ของปัญหาปัจจัยอื่น ๆ นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่กระผมใคร่จะขอชี้แจงท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตเรียนชี้แจงคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้อภิปรายถึงการทํารายงานอีเอชไอเอ (EHIA) และอีไอเอ (EIA) ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่า การดําเนินการนั้นไม่โปร่งใส อยากจะเรียนคุณหญิงครับว่าเรื่องที่คุณหญิงได้กล่าวต่อสภาแห่งนี้ ผมเองก็ได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเข้ามารับตําแหน่ง วันนี้ก็ยังมีข้อครหามากมาย อยากจะ เรียนอย่างนี้ว่าการทํารายงานอีไอเอและอีเอชไอเอนั้น มีการประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทํารายงานเป็นมาตรฐาน การจัดทํารายงานอีไอเอและ อีเอชไอเอนั้น ดําเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับสํานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหากข้อมูลไม่ถูกต้องสามารถร้องเรียนต่อสํานักงาน นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถที่จะพิจารณาถอนใบอนุญาต ที่ขึ้นทะเบียนได้นะครับ และการพิจารณาดําเนินการโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานหลัก รวมทั้งได้เชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาให้ข้อมูลด้วยในการลงมติ เป็นการลงมติแบบองค์รวม ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่า เรียนคุณหญิงกัลยา และเพื่อน สมาชิกว่าระบบที่วางไว้ทุกวันนี้ดีอยู่แล้วนะครับ แต่มีคณะกรรมการบางท่านทําให้ระบบ เสียหาย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าขณะนี้กําลังเร่งดําเนินการแก้ไข แล้วก็จะแก้ไขยกเครื่อง ทั้งระบบให้มีการพิจารณาอีไอเอและอีเอชไอเอเป็นไปแบบโปร่งใส และใช้เวลาในการ พิจารณาแต่ละขั้นตอนให้สั้นลง วันนี้การพิจารณาแต่ละขั้นตอนก็ถูกข้อครหาว่าใช้เวลามาก หลายกรณี อย่างกรณีหนึ่งนี่นะครับวันนี้การพิจารณาแต่ละขั้นตอนมีการกําหนดเวลาไว้ แต่ละขั้นตอน แต่ที่ผ่านมาก็มีการเรียกขอเอกสารหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งผู้ที่ทําโครงการ ก็ส่งเอกสารแล้วส่งเอกสารอีกนะครับ ซึ่งในอนาคตเราก็จะแก้ไขขั้นตอนให้สั้นลง การขอเอกสารอาจจะให้มีการขอเอกสารเพียงครั้งเดียวจะได้จบสิ้น ไม่อย่างนั้น มันเป็นช่องว่างในการที่จะทําให้เกิดความไม่โปร่งใสขณะนี้ผมกําลังทําแผน แล้วก็จะยกเครื่องใหม่ทั้งระบบเลยนะครับ และยังมีอีกหลายส่วนที่จะต้องแก้ไข อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และท่านสมาชิกครับ ว่าอีกสักระยะหนึ่งการแก้ไขก็คงจะเป็นระบบมากขึ้น แล้วก็การทํางานก็จะเกิด ความโปร่งใสมากขึ้น ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อาจารย์ยรรยงครับ เชิญครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านต่อเนื่องใช่ไหมครับ คุณหญิงกัลยาหรือเปล่าครับ ต่อเนื่องใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ต้องกราบ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะคะ ดิฉันเข้าใจเพราะว่าท่านเพิ่งเข้ามา แต่ว่าจริง ๆ แล้วที่เตือนไป ก็หมายความว่าท่านต้องทําทุกอย่างให้ถูกต้อง แล้วถ้าทําจริง ๆ แล้วตอนที่ทําทีโออาร์มันก็ ควรจะคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ก่อนที่ศาลปกครองที่จะมาสั่งให้ชะลอโครงการทั้งหมด แล้วก็ไม่ให้กู้เงิน อันนี้เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ ๒๘ กุมภาพันธ์ถึง ๓๐ มิถุนายน ก็ยังไม่สามารถที่จะเบิกกู้เงินได้เลย แล้วที่ท่านพูดถึงอีไอเอ อีเอชไอเอ อันนั้นประชาชน ส่วนใหญ่ก็เข้าใจแล้วว่าต้องทําอย่างไร แต่ที่ดิฉันพูดนั้นหมายความว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดพลาด ที่ไม่ทําก่อน ก่อนที่จะมีทีโออาร์
ประการที่ ๒ การทําอีเอชไอเอไม่ชอบมาพากล เพราะว่ามีการเปลี่ยนตัว บุคคลที่ศึกษา แล้วก็ไม่ได้มาตรฐาน คนจึงต้องเดิน ๑๓ วัน จากจังหวัดนครสวรรค์มาถึง กรุงเทพมหานคร ท่านรัฐมนตรีต้องเข้าใจนะคะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลทําไปครั้งนี้มันพิสดาร มากค่ะ คือประชาชน ๒ ข้างทางที่ถูกกระทบ ไม่ว่าจะชีวิต ความเป็นอยู่ เรื่องทํามาหากิน มันถูกกระทบหมด โดยที่รัฐบาลไม่เคยให้ความสนใจ เอาใจใส่ประชาชน ๒ ข้างทาง ไม่เห็น เขาอยู่ในสายตาเลย ว่าพื้นที่ของเขาจะถูกกระทบหรือเปล่า จะต้องขุดหรือเปล่า จะต้องย้าย หรือเปล่า จะต้องทําอะไรนี้ คือทั้งโครงการนี้นะคะ มันไม่ถูกต้องค่ะท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีเข้ามาใหม่ดิฉันเข้าใจ ท่านกรุณาเถอะค่ะ ท่านทําให้ถูกต้อง อีเอชไอเอนี้ก็ทํา ให้ถูกต้องก็แล้วกัน ขอบพระคุณมากค่ะ
เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องขอขอบคุณคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นะครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ เมื่อสักครู่ที่ผมได้ชี้แจงไปเรื่องอีไอเอ และอีเอชไอเอ ผมพูดถึงองค์รวมทั้งหมดทุกโครงการว่าที่ผ่านมาก็ได้ยินอย่างที่คุณหญิง ได้เรียนต่อสภาแห่งนี้ ขณะนี้ผมกําลังแก้ไข แล้วก็เชื่อมั่นนะครับว่าที่ผมกําลังพิจารณาอยู่นี้ จะทําแผนนี้ จะทําให้การทํางานใช้ระยะเวลาในการพิจารณาโครงการสั้นขึ้น แล้วก็มี ความโปร่งใสมากขึ้น วันนี้ก็มีรายละเอียดมากนะครับ แต่สิ่งที่คุณหญิงได้กราบเรียนสภาแห่งนี้นั้น เป็นเรื่องของโครงการเขื่อนแม่วงก์ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องโครงการเขื่อนแม่วงก์ มีมาตั้งเป็นสิบ ๆ ปีนะครับ แล้วก็เคยมีการพิจารณาอีไอเอไม่ผ่านมาหลาย ๆ ปี วันนี้อยากจะเรียนครับว่าที่ได้เดินทางมาจนถึงกรุงเทพมหานครนั้น ผมได้รับข้อเสนอมา ๘ ข้อ วันนี้กําลังพิจารณาว่าข้อเสนอเป็นอย่างไร อยากจะเรียนครับว่าไม่ว่าโครงการอะไร ก็แล้วแต่ก็จะต้องทําอย่างโปร่งใส เป็นขั้นตอน ไม่เร่งรัดนะครับ แล้วอีกสักระยะหนึ่งผมก็จะ มีการชี้แจงให้กับผู้ที่เดินทางมาประท้วงเรื่องเขื่อนแม่วงก์นะครับ อยากจะเรียนนิดหนึ่ง ผมทํางานใกล้ชิดกับมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ผมเองได้ดําเนินการพิจารณา เรียนนิดหนึ่ง เรื่องการรื้อถอน ผู้ที่สร้างสิ่งก่อสร้างในเขตอุทยานแห่งชาติและป่าไม้ ผมได้ยกอํานาจของผม ให้กับอัยการสูงสุด สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กองทัพบก ดีเอสไอ (DSI) แล้วก็เอ็นจีโอ (NGO) แล้วก็มีมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เข้ามาร่วมทํางานกับผมในการที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ที่รุกล้ําเขตอุทยานแห่งชาติ วันนี้อํานาจไม่ได้อยู่ที่ผม ที่ผมเรียนท่านคุณหญิงกัลยาว่า ผมได้ทํางานใกล้ชิดกับมูลนิธิสืบ นาคะเสถียรอันนี้เป็นความจริง ไปถามท่านประธานได้ และเราก็เข้าใจ ฉะนั้นการดําเนินการทุกอย่างได้มีการประสานกัน ถึงแม้ผมจะเข้ามาใหม่ ก็ได้ปรึกษาหารือกับทางมูลนิธิตลอด โดยเฉพาะเรื่องเขื่อนแม่วงก์นี้นะครับ ก็รับข้อเสนอมา ๘ ข้อ ผมเองก็จะพยายามที่ไปพิจารณา แล้วสิ่งใดที่แก้ไขได้ก็จะดําเนินการให้นะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอเวลาเพื่อชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับของแพง ซึ่งสมาชิกหลายท่าน รวมทั้งท่านผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนี้ ก็ได้อภิปรายว่าของแพง กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเคยทํางานที่กระทรวงพาณิชย์มานานนะครับ เกือบ ๔๐ ปี ก็แทบทุกรัฐบาลจะถูกโจมตี ว่าของแพงทั้งนั้น รัฐบาลที่แล้วก็ถูกโจมตีว่าไข่แพง จนกระทั่งมีเรื่องไข่ชั่งกิโล แล้วก็มีเรื่อง น้ํามันพืช น้ํามันปาล์ม ธงฟ้าออกขาย ก็เป็นที่ปรากฏนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของแพงนี้ จึงเป็นปรากฏการณ์ในระบบเศรษฐกิจการค้าอยู่ การกําหนดเรื่องของแพงของถูกนี้ก็ขึ้นอยู่ กับการที่เราจะเปรียบเทียบในเรื่องตัวสินค้า ในเรื่องเวลานะครับ อย่างเช่น ช่วงเวลา เดือนหนึ่งกับอีกเดือนหนึ่ง เป็นการเปรียบเทียบกัน หรือว่าเดือนนั้นในปีนี้ กับเดือนนั้น ในปีที่แล้ว ก็มีการเปรียบเทียบกันอย่างนั้นนะครับ แล้วก็แม้แต่ในวันเวลาที่อาจจะเป็นวันเดียวกันราคาสินค้าก็จะขึ้นลงอยู่นะครับ เราจะได้เห็น ถ้าเห็นชัด ๆ ก็คือราคาทองในปัจจุบัน แต่ว่าราคาสินค้าบางอย่าง อย่างเช่น เนื้อสัตว์ ตอน เช้าก็อาจจะแพงมากนะครับ ตอนเย็นก็อาจจะต้องมีการขายในราคาที่ถูกลง ก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นวิธีเปรียบเทียบต่าง ๆ นี้ในทางวิชาการหรือในด้านนโยบายก็มีการจัดทําสิ่งที่เรียกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ทํามาประมาณเกือบ ๖๐ ปีแล้วครับ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ที่เรียกสั้น ๆ ว่าซีพีไอ (CPI) นี้นะครับ ก็เป็นการวัดเปรียบเทียบ ราคาสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้อยู่ประมาณ ๔๐๐ กว่ารายการ กระทรวงพาณิชย์ได้มีเจ้าหน้าที่ ในสํานักดัชนี้เศรษฐกิจการค้าอยู่ทั่วประเทศ คอยเก็บราคาสินค้านะครับในรายการที่กําหนดไว้ เปรียบเทียบกัน บางตัวก็ทุก ๆ วัน บางตัวก็ทุกสัปดาห์ บางตัวก็ทุกเดือนนะครับ ในจํานวน ๔๐๐ กว่าตัวนี้ แล้วก็วิธีคิดแต่ละวันก็ต้องเฉลี่ยนะครับ หมายความว่าที่แต่ละตลาด อย่างในกรุงเทพมหานครก็มีตลาดที่สําคัญ เนื้อสัตว์ก็จะดูที่ตลาดสดเป็นสําคัญนะครับ ก็จะวัดกันออกมา อันนี้เรียกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงซีพีไอ ของแต่ละเดือน แต่ละปีนี้ ก็เป็นราคาเฉลี่ย ราคาขายปลีกเฉลี่ยนะครับ เพราะฉะนั้น บางทีตัวผมเองในฐานะผู้ปฏิบัติก็จะถูกโจมตีว่าพูดไม่จริงบ้างอะไรบ้างนะครับ อย่างเช่น ราคาเนื้อหมูหรือราคาไข่ไก่ ก็จะมีคนบอกว่าอันนี้เป็นราคาที่ไม่จริง เพราะที่ท่านไปสํารวจเอง หรือที่นักข่าวไปสํารวจ ท่านก็ไม่ได้สํารวจทั่วไปเหมือนที่เจ้าหน้าที่เขาอยู่ประจําตามจุดต่าง ๆ ก็จะคิดว่าอันนี้จริงบ้างไม่จริงบ้างนะครับ แต่ผมกราบเรียนว่าหน่วยราชการในกระทรวงพาณิชย์ ที่จัดทําดัชนีราคาสินค้านี้ก็เป็นหน่วยที่ได้พัฒนาองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญวิชาการ โดยการเมืองไม่ได้ไปแทรก เพราะฉะนั้นวิธีวัดราคาสินค้านั้น กระผมก็ขอกราบเรียนว่า ก็เพื่อประโยชน์ในการที่กระทรวงพาณิชย์เอง ในการที่รัฐบาลจะได้เอาไปติดตามดูแลกํากับ เรื่องราคาสินค้า แล้วจริง ๆ แล้วดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคนี้นะครับ ที่มีสมาชิกบางท่าน นะครับ ก็ขอเอ่ยนาม คือท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็บอกว่าเราน่าจะได้เผยแพร่ให้ประชาชน ทั่วไปทราบ ก็ขอกราบเรียนว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปนี้ท่านก็ติดตามได้ที่เว็บไซต์ (Web site) ของกระทรวงพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวกับราคาสินค้านะครับ ชื่อว่าเวิลด์ ไวด์ เว็บ ไพรซ์.เอ็มโอซี.จีโอ.ทีเอช (WWW.Price.moc.go.th) ท่านก็จะได้เปรียบเทียบราคา สินค้าของทุกเดือนที่จะเปรียบเทียบกันได้นะครับ ทีนี้ประโยชน์ของดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งเป็นเหมือนกับเครื่องมือวัดราคาสินค้านั้น เป็นสิ่งที่นํามาใช้ประโยชน์สําหรับฝ่ายรัฐบาล นะครับ ในการบริหารก็คือ กระทรวงพาณิชย์ก็จะได้ใช้กํากับราคาสินค้าตัวสินค้าต่าง ๆ หมวดสินค้าต่าง ๆ หรือบริการต่าง ๆ นะครับ สําหรับหน่วยราชการอื่นที่เอาไปใช้ในการ วางแผนทํานโยบายเศรษฐกิจ อย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงอุตสาหกรรม สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็จะนําไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ นะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนว่าความเชื่อถือในดัชนีราคาผู้บริโภคที่ได้จัดทํา สําหรับ ผู้ใช้เองก็ยังไม่มีใครบ่นนะครับ บอกว่ามันถูกหรือไม่ถูกอย่างไร ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ เชื่อถือได้ ทีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับราคาสินค้าที่ทางรัฐบาลหรือกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามดูแล นะครับ ก็จะอาศัยดัชนีนี้ไปดูราคาสินค้าเป็นหมวด ๆ นะครับ ติดตามอยู่ตลอดเวลานะครับ บางทีท่านอาจจะรู้สึกว่าดัชนีที่แต่ละเดือนที่เราประกาศออกมามันค้านความรู้สึก ก็มีหลายครั้ง แม้แต่ในรัฐบาลที่แล้วนะครับ คนก็จะบอกว่ามันต่ําเกินความจริง หรือว่าสูงเกินความจริง อย่างเช่นช่วงหลังน้ําท่วม หรือบางทีช่วงก่อนที่จะมีเทศกาลบางอย่างราคาสินค้าก็จะขึ้นไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าความเป็นจริงในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่นะครับ ทีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับ ผลงานของรัฐบาลในช่วง ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ เรื่องราคาสินค้า ผมก็อยากจะขอกราบเรียนว่า ถ้าจะใช้ดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นเครื่องวัดนะครับ ก็จะพบว่าดัชนีเฉลี่ยในปี ๒๕๕๓ ที่ผมไม่พูดถึง ปี ๒๕๕๔ เพราะปี ๒๕๕๔ นี่เป็นแชร์กันระหว่าง ๒ รัฐบาลนะครับ ปี ๒๕๕๓ ดัชนีเฉลี่ยอยู่ที่ ๓.๓๐ นะครับ ส่วนปี ๒๕๕๕ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชุดแรกก็จะอยู่ที่ ๓.๐๒ หมายความว่าซีพีไอ ทั่วไปราคา สินค้าก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเกินกว่าอัตราปกติที่มีนะครับ สําหรับในปีดังกล่าวก็คือปี ๒๕๕๓ ในหมวดอาหาร ดัชนีอยู่ที่ ๕.๔ ส่วนดัชนีราคาอาหารในปี ๒๕๕๕ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ที่ ๔.๘๕ ก็คือการเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าของรัฐบาลชุดก่อนนะครับ สําหรับในหมวด พลังงานก็เช่นกันนะครับ ก็คือในปี ๒๕๕๓ หมวดพลังงานมีการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ ๙.๗ แล้วก็หมวดพลังงานนี้เองในปี ๒๕๕๕ ก็อยู่ที่ ๗.๐๙ อย่างนี้ผมก็อยากจะเปรียบเทียบว่า อย่างนี้นะครับ ดัชนีราคาผู้บริโภคนี้เป็นราคาเฉลี่ยของราคาสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้ เพราะฉะนั้นที่เราเห็นว่าสินค้าบางตัวในบางช่วงเวลาที่มันขึ้น บางตัวก็เป็นเรื่องของ อาจจะเรียกว่าเป็นฤดูกาลนะครับ ก็เป็นซีสแนล (Seasonal) แต่ว่าบางตัวก็ขึ้นอยู่กับเรื่อง การเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบ ราคาวัตถุดิบ การเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจโลก บางทีก็อยู่ที่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ก็คือค่าของเงินเป็นต้น เพราะว่าสินค้าบางตัวเราต้อง นําเข้ามานะครับ อย่างเช่นถั่วเหลืองก็เอามาใช้เป็นกากถั่วเหลือง เป็นน้ํามันถั่วเหลือง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นก็เป็นวัตถุดิบที่มีราคาเพิ่มขึ้น ราคาน้ํามันในตลาดโลกก็เป็นปัจจัย อีกอันหนึ่งซึ่งทําให้เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ในการเมือง ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีผลต่อระบบต่อภาวะทางเศรษฐกิจโลก อย่างเช่นในตะวันออกกลาง เป็นต้น ก็จะมีผลต่อราคาน้ํามัน เพราะฉะนั้นราคาสินค้าที่รัฐบาลได้ติดตามดูแลโดยเฉพาะ รัฐบาลนี้ ก็มุ่งไปที่หมวดอาหารแล้วก็ของอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ที่กระทรวงพาณิชย์ติดตาม ดูแลอยู่ ก็พบว่าราคาสินค้าทั่ว ๆ ไปในปัจจุบันนี้นอกจากไข่เท่านั้นนะครับที่แพงขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามในส่วนอื่น ๆ เราก็พยายามที่จะให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ หมายความว่าไม่ขึ้นลง รวดเร็วเกินไป เพราะว่าสินค้าบางตัวที่เป็นวัตถุดิบ อย่างเช่น พวกเนื้อสัตว์ พวกหมู พวกไก่ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าปล่อยให้ราคาสินค้าผันผวนก็จะมีผลกระทบ ต่อทั้ง ๒ ด้านนะครับ ก็คือ ๑. ต่อผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้าข้าวแกงสําเร็จรูปต่าง ๆ ก็จะได้รับความเดือดร้อนนะครับ ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะได้รับความเดือดร้อน เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเราไปกดราคามากเกินไป ฝ่ายผู้ผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรก็จะ เดือดร้อน เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนว่ากิจกรรมต่าง ๆ หรือมาตรการที่รัฐบาลพยายาม ที่จะไปดูแลนี้ ก็พยายามที่จะดูแลเรื่องราคาสินค้าในทุกช่วงของสินค้านะครับ ราคาของ ผู้ผลิต ก็คือราคาหน้าโรงงาน ราคาของผู้ค้าทั้ง ๒ ช่วง ก็คือคนกลาง พวกราคาขายส่ง หรือว่าตอนปลาย ก็คือราคาขายปลีก ซึ่งผู้ประกอบการค้า ค้าปลีกทั่ว ๆ นี่ไปว่าไม่ให้ เอารัดเอาเปรียบของกลไกตลาดในแต่ละช่วงนะครับ อันนี้ก็เป็นวิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ดําเนินมาและได้พยายามที่จะปรับปรุงนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้ ก็ได้พยายามที่จะเข้าไปดูแลทั้งต้นทุน ก็คือพวกวัตถุดิบต่าง ๆ ราคาให้มีความเป็นธรรม ไม่ให้ขึ้นสูงเกินไป ถ้าตัวไหนที่เป็นภาระมากเกินไปก็จะไปทําธงฟ้า ซึ่งผมตอนนี้ก็เป็นคนแรก นะครับที่ถูกฟ้องเรื่องธงฟ้า ก็คิดว่าขอบคุณผู้ที่ฟ้องเพราะเขาฟ้องด้วยเป็นความเป็นธรรม นะครับ ผมก็รู้สึกว่าที่ฟ้องไปเพื่อต้องการที่จะให้มีความชัดเจนในเรื่องนโยบายที่รัฐบาล เข้าไปดําเนินการต่าง ๆ ก็ขอขอบคุณมากครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดี๋ยวให้จบท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง พาดพิง สงสัยไม่ได้พาดพิงนะครับ ฟังอยู่นะครับ เดี๋ยว ๆ ท่านชี้แจง ประเด็นก่อนนะครับ เพราะว่าท่านสาธิตประท้วงผมไว้ ผมต้องยึดตามท่านสาธิต ต่อไป จะต้องยึดตามท่านสาธิตครับ และผมเกรงใจท่านวิทยาด้วย ท่านนั่งมองตั้งหลายชั่วโมงแล้ว
ขอบคุณท่านประธาน ท่านประธานยึดตามท่านสาธิตดีแล้วนะครับ คือข้อบังคับการประชุม เวลาประท้วง หรือพาดพิงท่านต้องอนุญาตแล้วก็ฟังการชี้แจงก่อนนะครับ ไม่ใช่ตัดบทเลย ก็ขอบคุณ ที่ท่านประธานให้ผมใช้สิทธิพาดพิงนะครับ
เดี๋ยว ๆ ท่านชี้แจงก่อนยังไม่อนุญาตใช้สิทธินะครับ ให้ท่านชี้แจงก่อนนะครับ
ผม ชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่อภิปรายเรื่องที่ผู้คนทั้งชาติเขาเดือดร้อน คือเรื่องของแพง แล้วผมบอกว่าแพงจริง ๆ แต่ว่าท่านรัฐมนตรียังมาบอกว่าไม่แพง เพราะฉะนั้นมันทําให้ผมเสียหาย มันจะทําให้ผมเสมือนแบบเป็นผู้ที่อภิปรายแล้ว ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงครับท่านประธาน ผมสั้น ๆ ครับ ๔ ประเด็น เป็นเรื่องที่ท่าน ชี้แจงมาแล้วไม่ตรงกับความเป็นจริง
จริง ๆ ประเด็นมันไม่ได้เสียหายเลย
เสียครับท่านประธาน
เป็นวิธีการที่เขาจะเปรียบเทียบเท่านั้นเอง
ท่านประธานฟังก่อนสิ ท่านประธานขึ้นมาทีไรก็ดูเหมือนกับยังไม่ค่อยราบรื่นนะครับ ใจเย็น ๆ ท่านประธาน เพราะว่ามันก็ราบรื่นดี
เอาสั้น ๆ ให้ ๑ นาทีนะครับ
ขอ ๒-๓ นาทีท่านประธาน คือมันมี ๔ ประเด็น ท่านประธานครับ ประเด็นแรก เอาเป็นเรื่องของเรื่องซีพีไอ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงว่าท่านดูค่าเฉลี่ยซีทีไอทั้งหมด แต่ผมบอกว่าในรายงานผลดําเนินการ รัฐบาลบอกว่าจะควบคุมดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต ดํารงชีพ เพราะฉะนั้นมันไปดูค่าเฉลี่ยไม่ได้ ผมอภิปรายผมบอกว่าสินค้าต่าง ๆ ที่มันมีความจําเป็น กับการดํารงชีพในหมวดที่เกี่ยวข้องก็คือค่าอาหารและค่าพลังงานมันขึ้นนะครับ ปี ๒๕๕๕ มันก็ขึ้นไปเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ครึ่งปีมันขึ้นไปถึง ๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว ผมถามว่าตรงนี้ใครรับผิดชอบ ก็คือรัฐบาลชุดนี้ละครับ จะไปดูค่าเฉลี่ยภาพรวมไม่ได้ ตรงนี้คือสินค้าที่มีความจําเป็นกับการดํารงชีวิต ที่รัฐบาลที่เขียนไว้ในนี้ว่าจะควบคุมดูแล ประเด็นนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านบอกท่านเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ที่ไปสํารวจ แต่ผมก็บอกว่า ผมไม่เชื่อมั่น เพราะว่าประชาชนที่ผมไปสัมผัส แล้วหลังสุดผมเอาหลักฐานเอาข้อมูล มาจากสื่อมวลชนที่เขาไปสํารวจ ก็ตรงกันครับว่าของมันแพงขึ้น แล้วท่านยังบอกว่า ท่านเชื่อเจ้าหน้าที่ที่ไปสํารวจ ว่าของไม่แพง ฉะนั้นตรงนี้มันถึงล้มเหลวอย่างไรครับ รัฐบาล เชื่อเจ้าหน้าที่ ไม่เชื่อประชาชน
อีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านบอกว่าข้าวของที่มันขึ้นมันขึ้นตามฤดูกาล พูดอย่างนี้มันดูประหนึ่งว่าผมไม่เข้าใจ ข้าวของขึ้นตามฤดูกาลไม่ว่า แต่ผมถามว่าข้าวแกง ที่ผมอภิปรายว่าตอนนี้มันขึ้นชัด ๆ แล้ว ๔๕-๕๕ บาท ข้าวผัดไม่ใส่ไข่ตอนนี้มันขึ้นไปแล้ว ๔๕ บาท แต่รัฐบาลยังบอกว่าตอนนี้ข้าวยังอยู่ในการควบคุมราคา ๓๕ บาท ผมถามว่า ข้าวแกงมีฤดูกาลไหนที่มันลดมา ๒๐ บาท ฤดูกาลไหนที่มันขึ้นได้ ๕๐ บาทหรือเปล่าครับ มันขึ้นแล้วมันไม่ลงครับข้าวแกงนี่ ท่านไม่เคยเดินดินกินข้าวแกงนะครับ ประชาชน เขาเดือดร้อน ท่านก็เลยจินตนาการไปเองมันถึงล้มเหลวอย่างไรครับ
ท่านประธานครับ อีกโครงการหนึ่งท่านไม่ตอบโต้แสดงว่าท่านรับผิด โครงการที่ท่านบอกช่วยแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ โครงการธงฟ้า โครงการร้านค้าถูกใจ ผลาญงบประมาณไป ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท ก็ดีครับ ท่านไม่ตอบก็แปลว่าท่านยอมรับว่า มีความผิดพลาดจริง ๆ มันล้มเหลวจริง ๆ ผลาญงบประมาณ ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ จริง ๆ ครับ
เอาละครับ เชิญท่านทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดพัน ให้จบก่อนทีละท่านครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ก็ขอเอาเฉพาะประเด็นที่ท่านพูดตรง ๆ นะครับก็คือ ๑. เรื่องโครงการ ธงฟ้า ขณะนี้ขอกราบเรียนว่าสินค้า ๒๐ รายการที่กระทรวงพาณิชย์พยายามที่จะไป ช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ํามันพืช ไข่ไก่ แล้วก็สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่สําคัญนั้น ในขณะนี้ก็กําลังดําเนินการต่อเนื่องอยู่นะครับ ช่วงที่ผ่านมาก็เป็นเพียงแต่ เมื่อโครงการเราประกาศล่วงหน้าแล้ว จริง ๆ แม้จะเป็นคําแนะนําที่ดีนะครับ แต่ว่าในแง่ของ การดําเนินโครงการก็คิดว่าควรจะต่อเนื่อง เพราะแต่เดิมเราคิดว่าธงฟ้าไม่ควรจะทําเป็น การถาวร ควรจะทําเฉพาะครั้งเฉพาะคราว เพราะบางครั้งถ้าไปขายราคาถูกกว่าราคาตลาดปกติ ทางผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายย่อย อย่างเช่น โชห่วยเขาก็จะบ่นเอานะครับ แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามเฉพาะรายการที่ประชาชนเดือดร้อนจริง ๆ เราก็จะเข้าไปดําเนินการ ในขณะนี้ข้าวถุงทางกระทรวงพาณิชย์ก็แบ่งหน้าที่กันอยู่ว่าให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านณัฐวุฒิไปดําเนินการทั้งร้านถูกใจ ร้านโชว์สวย ร้านธงฟ้าต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นการรวมพลังให้มีอิมแพค (Impact) มากขึ้น ก็คิดว่าน่าจะดําเนินการต่อเนื่องไปได้ ไม่ได้ทอดทิ้งธงฟ้านะครับ ส่วนแผนธงฟ้าปีนี้ก็จะพยายามทําให้กระจายเข้าไปถึงผู้ที่ประสบ ความเดือดร้อนต่าง ๆ ให้ทั่วถึงมากขึ้นนะครับ ส่วนที่ผมกล่าวว่าซีพีไอเป็นการวัดราคาสินค้า คือตัวซีพีไอเองนะครับ ค่าเฉลี่ยรวมที่ผมยกตัวเลขว่าสมัยพรรคประชาธิปัตย์ค่าเฉลี่ย ปี ๒๕๕๓ อยู่ที่ ๓.๓๐ สมัยยิ่งลักษณ์ เต็มปีแรก คือปี ๒๕๕๕ อยู่ที่ ๓.๐๒ ก็คือราคาสินค้าทั่ว ๆ ไป ขยายตัว ไม่ได้บอกว่าไม่ขยายตัว ไม่ได้แพงขึ้นหรืออะไรนะครับ แต่ปกตินี้ราคาสินค้า ก็เป็นสิ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจ คือเหมือนเราที่โตขึ้นทุกปีนี้นะครับ มีความสูง มันก็สูงขึ้น ๆ ปีละ ๒ ปีละ ๓ นี่กําลังดีนะครับ ผมอยากกราบเรียนว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยดีตรงนี้นะครับ ก็คือมันขยายตัวปีละ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์เป็นปกติ หมายความว่าเราจะไม่เป็นคนเตี้ย ในระบบเศรษฐกิจเราถ้ามันหด ๆ ลงไปเหลือ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็หมายความว่าเรากลายเป็นคนเตี้ยแล้ว เหมือนกับประเทศ ญี่ปุ่น เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนรวยแต่รวยเตี้ยนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ ผมก็เข้าใจว่าท่านชนินทร์ รุ่งแสง ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามนี่นะครับ ท่านก็เข้าใจดีกว่าผมอยู่แล้ว แต่ว่าท่านก็คงจะแกล้งแซวนิดหน่อยนะครับ ส่วนข้าวแกง อันนี้ผมอยากจะกราบเรียน ท่านว่าอย่างนี้นะครับ เราดู เราแบ่งสินค้าข้าวแกง พวกร้านข้าวแกงสําเร็จรูปออกเป็น ๓ กลุ่มให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในชีวิต ก็คือกลุ่มที่เป็นร้านค้าทั่ว ๆ ไปซึ่งคนส่วนใหญ่กิน ซึ่งถามว่าทําไมกระทรวงพาณิชย์มาดูแลร้านค้าข้าวแกงมากมายนะครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตอนนี้บวกไปรวม ๆ กันทั้งหมดคนกินข้าวนอกบ้าน ถ้าคิดเป็นเงินที่จ่ายไปจากกระเป๋า ๑๕-๑๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ ราคาที่เขากินข้าวนอกบ้านทุกวันนี้บางคนก็กินไป ๓ มื้อเลย เพราะฉะนั้นเราจึงให้ความสนใจแก่ข้าวแกงสําเร็จรูป โดยเฉพาะร้านข้าวแกงทั่วไป เราก็ไป สร้างเครือข่ายร้านธงฟ้าซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ ๖,๐๐๐ ร้านในปัจจุบันนี้ ถ้าท่านไปสํารวจ ร้านธงฟ้าก็คงจะมีความจริงเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ อาจจะมีบางร้านที่เล็ดลอดไปบ้าง แล้วก็ผมก็คิดว่ามันก็คงจะได้ผลสําหรับร้านที่อยู่ใกล้ ๆ ร้านธงฟ้าด้วยเหมือนกัน ร้านอาหาร ธงฟ้านะครับ ก็สังเกตธงฟ้าอยู่ ส่วนกรณีของฟู้ดคอร์ทของร้านที่คนชั้นกลางระดับสูงขึ้นไป ทานข้าว เราก็พยายามขอความร่วมมือเป็นหลักนะครับ ขณะนี้ราคาเขาอยู่ประมาณ ๓๕-๔๐ บาท ก็พยายามขอความร่วมมือว่าอย่าให้มันเลยไปกว่านั้น เราพบว่าต้นทุนส่วนใหญ่ ไม่ใช่มาจากวัตถุดิบ ต้นทุนส่วนใหญ่มาจากค่าเช่าสถานที่กับค่าบริการ แม้กระทั่ง ค่าทําความสะอาดต่าง ๆ นะครับ อันนี้ผมเองก็ได้พยายามที่จะขอความร่วมมือซักซ้อมกับ เขานะครับ ขอให้ลดค่าเช่าบ้าง ส่วนที่กลุ่มที่ ๓ หรือกลุ่มร้านอาหารที่อาจจะเรียกว่า ร้านอาหารคนมีสตางค์มากหน่อยนะครับ ตามดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (Department store) ใหญ่ ๆ หรือว่าภัตตาคาร อันนั้นถ้าเป็นอาหารสําเร็จรูปก็อาจจะอยู่ที่ ๔๕-๕๐ บาท เราก็ไม่ เข้าไปแทรกแซงเขาเท่าไรเพราะคิดว่าก็คงจะเอื้อเฟื้อกันได้ตรงนั้นนะครับ แต่ว่าขอ กราบเรียนว่าที่พูดว่าตัวเลขซีพีไอ เป็นตัวเลขเฉลี่ย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมารวมนะครับ แต่อันนั้นเป็นเทคนิควิธีการที่จะดูราคาสินค้า แต่ถึงอย่างไรเราก็ดูเป็นรายการอยู่แล้วครับ ดูเป็นรายการแล้วก็ดูเป็นหมวดอาหารอย่างที่ผมขอกราบเรียนนะครับ ขอบพระคุณครับ
ถ้าตอบกันไปตอบกันมาเดี๋ยวไม่จบ คืออย่างนี้ครับมันเป็นเรื่องของมาตรการแต่ละฝ่ายที่ นําเสนอความเห็นเท่านั้นเอง ของท่านประเด็นอะไรครับ
เสียหาย ท่านประธานครับ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเสียหาย ท่านรัฐมนตรี บอกว่าผมแซวเล่นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผมไม่มาเล่นครับท่านประธาน เขาเดือดร้อนจริง ๆ
ท่านได้ชี้แจงแล้วครับ
ไม่ใช่ เดี๋ยวครับ ๒ เรื่องครับ เรื่อง ซีพีไอ ผมย้ํานะครับ ท่านไปดูนะครับ คือผมให้ความสําคัญกับหมวดสินค้าที่มี ความจําเป็นกับการดํารงชีวิตว่ามันสูงขึ้น ผมไม่ได้ดูภาพรวมนะครับเพราะว่าในผลงาน รัฐบาลเขียนไว้ว่าจะดูแลเรื่องของสินค้าที่มีความจําเป็นต่อการดํารงชีวิต เรื่องอาหารสด กับเรื่องพลังงานมันสูงขึ้นจริง ๆ ท่านไปดูนะครับ และอีกประเด็นหนึ่ง ผมพูดถึงร้านค้าถูกใจ ที่มันเสียหาย ถ้าเผื่อไม่เสียหาย ถ้าเผื่อเขาดี ในรายงานชุดนี้เขียนแค่ว่ามีกี่ร้าน กี่ร้าน หมื่นกว่าร้านแต่ไม่เคยตอบได้เลยครับว่ามีสินค้าที่ไปถึงมือประชาชนเท่าไร ข้าวสารเท่าไร อาหารอื่น ๆ ๒๐ รายการถึงมือเท่าไร ตัวนั้นละตัวชี้วัดที่แท้จริง ร้านค้ากี่ร้านมันขี้โม้ขี้คุยครับ เพราะว่าตัวเลขตรงนั้นผมเรียกมา กรรมาธิการเรียกมาหลายครั้งไม่เคยสามารถชี้แจงได้ ตรง นั้นเป็นตัวที่วัดจริง ๆ ว่าโครงการสําเร็จหรือไม่สําเร็จครับ ขายได้เท่าไร ให้กับประชาชน จํานวนเท่าไร ไม่ใช่เปิดร้านกี่ร้านเท่าไร เท่านั้นเองครับ
เอาละครับท่านแนะนําไว้นะครับ รับไปนะครับ ท่านเกียรติใช้สิทธิอะไรครับต้องถามก่อน
ท่านประธานครับ ผมอภิปรายในเรื่อง ธงฟ้าครับ ผมขอ ๑๐ วินาทีเท่านั้นครับ ตั้งคําถามง่าย ๆ ครับ
เชิญครับ
เกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมบอกว่าธงฟ้าไม่ใช่สูตรสําเร็จในการแก้ปัญหาของแพง เพราะโครงการนี้ใช้ไป ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีแรกทําไป ๒,๐๐๐ กว่าครั้งนะครับ แล้วช่วยคน ได้แค่ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ผมถามคําถามว่าแล้วอีก ๖๐ ล้านคนกินอะไรครับ อีก ๖๐ ล้านคน ในประเทศไทยกินของแพงใช่ไหมครับ แล้วรัฐบาลจะทําแค่นี้ใช่ไหมครับ แค่นี้ครับ แล้วก็ยัง เชียร์ธงฟ้าของท่านอยู่นั่นละครับ มันไม่ได้เป็นคําตอบของของแพงเลยครับ แล้วซีพีไอ อีกนิดเดียวครับ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ มารายงานกับผมว่าของแพงนี่นะครับ ถอดซีพีไอมาก็เป็นตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่บอกว่าเชื้อเพลิงมันแพงขึ้น ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ และไฟฟ้าแพงขึ้น ๑๙.๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านเอาซีพีไอมาจากไหนครับ ที่บอกว่า ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ค่อยเก็บไปรอบหลังแล้วกันนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ส.ส. จังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย มีการพูดถึงเรื่องรถคันแรกกันหลายครั้งซึ่งผมก็เคย ตอบในสภาแห่งนี้หลายครั้งนะครับ แต่ว่าวันนี้ไม่ถือว่าเป็นการตอบก็แล้วกันนะครับ ถือว่า เป็นการชี้แจงเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาของเพื่อนสมาชิกก็แล้วกันครับ เพราะว่ามีข้อมูล ที่อยากจะให้พี่น้องประชาชนในบ้านนี้เมืองนี้ได้รับทราบด้วยนะครับ รถคันแรกนะครับ มีการจองซื้อกันถึง ๑,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคัน ก็คงจะเป็นเรื่องที่เกิดความวิพากษ์วิจารณ์ กันพอสมควรว่ามันเป็นอํานาจซื้อเทียมหรือเปล่า แล้วก็สร้างทําให้เกิดความชะงักงัน ทางเศรษฐกิจหรือเปล่านะครับ ผมอยากเรียนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็คือว่าผู้ซื้อรถในโครงการนี้ ซื้อเงินสด ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด ขณะเดียวกันมีผู้ยกเลิกสิทธิเพียง ๖,๗๔๑ ราย และไม่ได้รับสิทธิเพราะไม่เข้าเงื่อนไข ๑,๔๒๘ ราย บริษัทลิสซิ่ง (Leasing) รถยนต์มีการบริหารความเสี่ยงของบริษัท ซึ่งกํากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ ดังนั้นการปล่อยสินเชื่อของโครงการจึงไม่น่าที่จะทําให้เกิดหนี้เสีย เพราะสถาบันการเงิน เข้มงวดมาก ปัจจุบันร้อยละ ๘๗.๗ ของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดได้รับรถยนต์ไปแล้ว คงเหลือเพียงร้อยละ ๑๒.๓ เท่านั้นที่ยังไม่ได้รับรถ อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่อยากกราบเรียน ให้ทราบนะครับ รถคันแรกนั้นถ้าดูกันให้ลึก ๆ เพิ่มขึ้นนะครับ เป็นรถปิคอัพเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และที่สําคัญไปกว่านั้นก็คือว่ากว่าจะเป็นรถได้ ๑ คันนั้น มีบริษัทลูก ๆ ที่จะ เป็นส่วนประกอบของรถคันนั้น ส่งอะไหล่ต่าง ๆ เข้ามาหลายร้อยบริษัท ภาษีที่คืนไปนั้น ต้องขอกราบเรียนว่ามันไปเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ ภาษีสรรพสามิตที่เราเก็บได้ เราคืนให้ แล้วก็เป็นการคืนให้ ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือว่าในส่วนที่เราไม่คิดว่ามันจะได้ คือรถนี้ผลิต มากกว่าเดิมถึงประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และส่วนที่เกินไปก็คืนเขาไป แต่ก็คืนไปเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต เราเก็บภาษีได้ทั้งหมดได้หลายอย่างครับ เรามีเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ที่เราคืนไปอันนี้ เราคืนไปเฉพาะภาษีสรรพสามิต ในส่วนที่ว่าถ้าไม่มีโครงการก็ไม่ได้คืน ถามต่อไปว่า แล้วสถานการณ์การซื้อขายรถหลังจาก มีรถคันแรกแล้ว แล้วมันเป็นอย่างไร ปี ๒๕๕๕ มีปริมาณการซื้อขายรถ ๑,๐๖๐,๐๐๐ กว่าคัน รถที่ออกไปจากโรงงาน ปี ๒๕๕๖ มีรถออกจากโรงงาน ณ เดือนสิงหาคม ๑,๔๕๐,๐๐๐ คัน เพราะฉะนั้นจากข้อมูลทั้งหมด ผมก็ฝากเพื่อนสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชนที่เคารพ ได้พิจารณาว่า โครงการรถคันแรกนั้นมันเป็นโครงการที่เป็นภาระปัญหาหรือไม่ โดยดูได้จากว่า จํานวนการผลิตที่ไม่ได้ลดลงในปีนี้ และขณะเดียวกันก็เป็นรถที่เป็นเชิงธุรกิจเสียเกือบครึ่ง ก็ขอกราบเรียนต่อที่ประชุมได้รับทราบครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป นะครับ ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ๗ นาทีนะครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฏร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เดี๋ยวกระผมจะพูดในส่วนของกรอบเฉพาะรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะครับ ในประเด็นข้อ ๑.๑๑ การยกระดับสินค้าการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ตัวเลขคร่าว ๆ ฝากไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้นะครับประเทศไทยมีจังหวัดที่ปลูกยางพาราถึง ๕๕ จังหวัด มีพื้นที่ประมาณ ๑๖ ล้านไร่ มีครอบครัวที่เกี่ยวข้องจํานวน ๑.๕ ล้านครัวเรือน มีผลผลิต ปีหนึ่ง ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ทํารายได้เข้าสู่ประเทศปีละ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้จําตัวเลขนี้ไว้แล้วก็จะได้ไม่พูดผิดและเข้าใจผิด ในภายหลัง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกยางพารามากที่สุด และเป็นประเทศ ที่ผลิตยางพารามากที่สุดด้วยครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ นี่คือคําแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงต่อรัฐสภา และในช่วง สุดท้ายของการแถลงนโยบายของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้เปรียบเทียบว่า ท่านกําลังทําข้อสอบ แล้วท่านก็กล่าวว่าท่านมั่นใจว่าท่านสามารถทําข้อสอบได้ผ่าน แล้วหลังจากนั้นครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ปรบมือให้กําลังใจท่านนายกรัฐมนตรี แต่ผมคิดว่าเป็นการปรบมือที่เร็วเกินไป และเดี๋ยวผมจะลําดับให้ฟังครับว่า ภายในระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาเราจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลได้ผ่านข้อสอบที่ท่านตั้งสมมุติฐาน ไว้หรือไม่ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ เมื่อช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นราคายางพารายังอยู่ที่ ๑๒๕ บาท ในช่วงระยะเวลา ๓ เดือน ต่อจากนั้นเองครับ ไม่ทราบเลยครับเกิดเป็นหายนะอะไรเกิดขึ้นแม้จะมีรัฐมนตรีที่เข้ามา รับผิดชอบ ๑ ท่าน คือท่านพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ราคายางพาราก็ยังตกต่ําต่อเนื่องภายใน ระยะช่วงเวลาแค่ ๓ เดือนเท่านั้น ราคายางพาราหายไปถึง ๓๐ บาท ช่วงเดือนตุลาคมเริ่มมี การประท้วง เริ่มมีการชุมนุมของเกษตรกรในจังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ รัฐบาลก็ไม่ได้สะท้อนในวิธีการแก้ปัญหาแต่อย่างไร ล่วงเลยจนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ขณะนั้น พวกเราฝ่ายค้านได้เสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ปัญหาราคา ยางพาราตกต่ําแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นเพื่อนสมาชิก ในฝั่งรัฐบาลหลายท่านได้ยื่นญัตติมาเทียบเคียงมากับพวกฝ่ายของกระผมด้วยซ้ําว่า ขอให้มี การสนับสนุนปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นในพื้นที่อีกหลายจังหวัด นั่นละครับแสดงว่าทุกคนยังมอง ว่าสถานการณ์ของยางพารานั้นยังอยู่ในภาวะปกติ และสามารถที่จะทําราคาได้กลับมาถึง ๑๒๐ บาท ล่วงเลยมาจนถึงเดือนธันวาคมครับ ท่านรัฐมนตรีได้เดินทางไปเซ็นสัญญาในราคา ๑๐๕ บาท เป็นการส่งสัญญาณที่ผิดครับ แล้วทําให้ราคายางพาราตกต่ําลงมาจากราคาเดิม ที่เคยยืน ๙๐ บาท กลับลงมา ๘๐ บาทด้วยซ้ําทําให้ปีใหม่ปีนั้นครับชาวสวนยางพารา ต้องฉลองปีใหม่ด้วยน้ําตา ผ่านมาจนถึงวันที่ ๑๗ มกราคมครับ เป็นครั้งแรกที่ได้มี การประชุมนโยบายของคณะกรรมการนโยบายหรือยางพารา หรือ กนอ. ซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีจริง ๆ แล้วเป็นประธานด้วยซ้ํา แต่ท่านได้มอบหมายให้ท่านรองกิตติรัตน์ เข้ามาดูแล วันนั้นได้มีการอนุมัติเงินจํานวน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนในการรักษา เสถียรภาพราคายางพาราและขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีจากท่านพรศักดิ์มาเป็น รัฐมนตรีท่านใหม่ คือท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นคนใต้ ในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากนั้น มีการเพิ่มเงินเข้ามาในระบบ ทุกคนก็คิดว่าสามารถที่จะทําให้ราคากลับมายืนในราคา ๑๒๐ บาทได้ เพราะท่านรัฐมนตรีเองท่านก็ยืนยันว่าท่านสามารถทําได้ ภายในระยะเวลาช่วง ๓ เดือนนั้น เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน ท่านยังให้ความมั่นใจด้วยซ้ําว่า ภายใน ๓ ปี ท่านจะผลักดันให้มูลค่าของยางพาราซึ่งมีราคาประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สามารถขึ้นได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจะส่งเสริมด้วยซ้ําให้มีการปลูกยางพารา เพิ่มขึ้นอีกถึง ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ นี่คือช่วงฮันนีมูนของท่านรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ ช่วง ๓ เดือนต่อจากนั้นไม่ได้มีอะไรคืบหน้าเพิ่มเติมเลย เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และสุดท้ายเดือนกรกฎาคม รัฐบาลออกมายอมรับว่านโยบายที่แทรกแซงและชี้นําราคานั้น ไม่ได้ผล สุดท้ายราคาเหลืออยู่เพียงแค่ ๑๐๐ บาทเท่านั้น ท่านประธานครับ ๓ เดือน ต่อจากนั้น เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เดือนตุลาคม ท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิจากกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ไปอย่างหงอย ๆ เท่ากับว่าในช่วงเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาของการเป็นรัฐบาลนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง ๒ ท่าน มีหน้าที่ช่วยอย่างเดียวครับ คือช่วยทําให้ราคาของสินค้าการเกษตรตกลง สินค้าที่เป็นพืชหลักทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ากว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านทําให้หายไปถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่ล่ะครับ คือทําให้เหตุผลนี้ว่าทําไมรัฐบาลถึงไม่สามารถแก้ปัญหาและสะท้อนถึงปัญหา ในช่วงระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาได้ ผมถึงได้เรียนผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า ท่านเองนั้นแม้จะให้ความมั่นใจพวกเราในช่วงที่ท่านเข้ามารับอาสาดํารงตําแหน่ง แต่ผม ได้เรียนเลยครับว่า การมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านนั้น ไม่ได้ทําให้ข้อสอบของ ท่านได้ผ่านเลยครับ ตลอดช่วงเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ อภิปรายแล้วว่าการสอบของท่านนั้นเป็นการสอบตกครับ หรือแม้แต่วิชาที่ท่านถนัด อย่างเช่น การท่องเที่ยวหรือเสริมสวยท่านก็สอบตกครับ ผมยังอยากจะฝากไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ําว่า พวกเราพิจารณาแล้วว่าการดํารงคงอยู่ของท่านอีก ๒ ปี ไม่เหมาะสมเลย ท่านสมควรที่จะถูกพิจารณาให้ออกจากตําแหน่งด้วยซ้ํา ขอบพระคุณมากครับ
ท่านวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ๑๒ นาที ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ส.ส. โคราช พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายงานแสดงผลงานดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขออนุญาตพูดถึงประเด็นเรื่องปัญหาที่รัฐบาลได้แถลงผลงาน ๒ ด้าน ๑. ด้านนโยบาย เร่งด่วนซึ่งมีอยู่ ๑๖ ด้าน แล้วก็นโยบายทั่วไปมีอยู่ ๙ ด้าน
ผมจะขอพูดถึงประเด็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ํา ทั้งนโยบายเร่งด่วน แล้วก็นโยบายทั่วไป ก็ดีใจที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญด้านนี้ทั้ง ๒ นโยบาย ก็บังเอิญนะครับ ช่วงที่รัฐบาลเข้ามาดํารงตําแหน่งก็เกิดสภาวะน้ําท่วมปลายปี ๒๕๕๔ ประมาณ เดือนกันยายน เดือนตุลาคม ซึ่งเลยเวลาที่ทางรัฐบาลได้แถลงนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม แต่ท่านประธานที่เคารพครับ จากผลของน้ําท่วมใหญ่ทางภาคเหนือแล้วก็ปริมณฑล แล้วก็ที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ อย่างที่พวกเราได้ทราบข่าวกันแล้ว รัฐบาลก็ได้เสนอโครงการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนํามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ แล้วก็ได้มี การพูดถึงปัญหาลุ่มน้ํา โดยแก้ทั้งระบบ ทั้งระบบต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ผมก็ดีใจคิดว่า ปัญหาเรื่องน้ําท่วม น้ําแล้ง ก็คงจะหมดไปจากประเทศไทยเสียที เพราะว่าตั้งแต่ผมเอง ลงเล่นการเมืองมา คําว่า แล้งซ้ําซาก จะเกิดขึ้นบ่อยโดยเฉพาะภาคอีสาน ท่านประธาน ที่เคารพ ในลุ่มน้ําทั้งประเทศไทยของเรามีทั้งหมด ๒๕ ลุ่มน้ํา แต่ละลุ่มน้ําก็มีศักยภาพ ต่างกัน อย่างภาคอีสานก็มีแม่น้ําโขง แม่น้ําชี แม่น้ํามูล ซึ่งเป็นสายน้ําหลักของภาคอีสาน ผมนั้นอยู่จังหวัดนครราชสีมาก็เป็นต้นกําเนิดของแม่น้ํามูล ท่านประธานที่เคารพครับ จากผลน้ําท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ แต่ก่อนเกิดปี ๒๕๕๔ นั้นที่ลุ่มแม่น้ํามูลเกิดน้ําท่วมหลายจังหวัด ทั้งจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี เพราะว่าบางส่วนน้ําก็ไหลจากต้นน้ํา แล้วก็มีลุ่มน้ําจากแม่น้ําชีไปไหลสมทบกับแม่น้ํามูล ก็ทําให้ปัญหาน้ําท่วมเกิดขึ้นใหญ่หลวงที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นต้น ท่านประธานที่เคารพ ผมเองก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะมีแผนงานเพื่อแก้ปัญหาอยากให้เป็นระบบ โดยการใช้คําว่า บูรณาการ ผมเองก็พยายามติดตามนะครับ หลังจากเกิดน้ําท่วมเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่บริเวณ ภาคอีสานตอนล่าง ท่านประธานที่เคารพครับ ก็สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่หลายพื้นที่ อย่างเช่นในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมาเป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวนั้นท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๔ ท่วมภาคกลาง ท่วม กทม. ท่วมภาคเหลือ แต่ภาคอีสานพอดี ไม่ท่วม มาปี ๒๕๕๕ ก็เกิดการแล้ง แล้วก็มีการเรียกค่าชดเชย ค่าเสียหายจากภัยแล้งเหมือนหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานครับ มาปีนี้เมื่อปลายอาทิตย์ เมื่อวันศุกร์ วันเสาร์ที่ผ่านมาพายุฝนได้ตกลงมา ที่ภาคอีสาน อย่างที่มีข่าวน้ําท่วม โดยเฉพาะที่อําเภอด่านขุนทด ท่านประธานครับ เส้นถนน สายสีคิ้ว-ชัยภูมิ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๑ ซึ่งเป็นสายหลักนะครับ บริเวณในเขตเทศบาลด่านขุนทด มีระยะทางที่น้ําท่วมความยาว ประมาณ ๑ กิโลเมตร บางช่วงโดยเฉพาะบริเวณที่ปั๊ม ปตท. ปริมาณน้ําสูง ๑ เมตรครึ่ง โดยประมาณ ท่านประธานครับ ผมเองก็ยอมรับนะครับว่าปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซ้ําซากติดต่อกันมาหลายครั้ง โดยเฉพาะปี ๒๕๕๓ ผมเองก็มีโอกาสอภิปรายในสภาแห่งนี้ แล้วก็ตามไปที่ท่าน ผอ. สํานักชลประทานที่ ๘ ไปถามท่านว่า ที่เกิดปัญหานี้เพราะไม่มี ที่เก็บกักน้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ในลุ่มน้ํามูล ผมขอกราบเรียนว่าต้นกําเนิดน้ํามูล มาจากลุ่มน้ําสาขาสําคัญ ๆ ของจังหวัดนครราชสีมา อย่างเช่น ลําแชะ ลําพระเพลิง ลําตะคอง ลําเชียงไกร โดยเฉพาะทางทิศตะวันตกของจังหวัดนครราชสีมา มีสภาพเป็นภูเขา แล้วก็มีที่ลาดชันลงไปทางทิศตะวันออก เวลาฝนตกชุกบริเวณเทือกเขาอย่างเช่น เทือกเขา พังเหย หรือเขาใหญ่นะครับ น้ําก็จะไหลบ่าลงไปทับถมพี่น้องอยู่ที่ทางทิศตะวันออก ของจังหวัดนครราชสีมานะครับ น้ําทั้งหมด อย่างเช่น ลําเชียงไกร ที่ผมขออนุญาตพูดถึง ลําเชียงไกรเป็นเบื้องต้นเพราะว่าอยู่ในเขตอําเภอสีคิ้ว ติดอําเภอด่านขุนทด อําเภอเทพารักษ์ แล้วก็อําเภอด่านขุนทดบางส่วน น้ําเวลาฝนตก ท่านประธานครับ ตกทางทิศตะวันตก แม้แต่อําเภอด่านขุนทดไม่ตกเลยนะครับ น้ําก็มาท่วมที่อําเภอด่านขุนทด เพราะว่า ความลาดชัน เหตุที่ท่วมอําเภอด่านขุนทดเพราะว่าบริเวณเทือกเขาพังเหย ไม่ว่าจะเป็น เขตอําเภอสีคิ้ว เขตอําเภอด่านขุนทดทางทิศตะวันตก เขตอําเภอเทพารักษ์ ไม่มีอ่างเก็บน้ํา เพียงพอที่จะรองรับน้ํา นี่ตกมาวันเดียวนะครับ ผมทราบจากเจ้าหน้าที่ วันเดียวนะครับ ๔๔ ล้านลูกบาศก์เมตร ปรากฏว่ามีอ่างเก็บน้ําแค่อ่างเดียว คืออ่างลําเชียงไกรตอนบน กับอ่างลําปราสาทใหญ่ โดยเฉพาะลําเชียงไกรตอนบนที่เป็นแหล่งผลิตน้ําประปา สํานักชลประทานได้สร้างเอาไว้ มีความจุเพียง ๔.๕ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาณน้ํา ผ่านวันเดียวนะครับ ๔๔ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็ทําให้มวลน้ําที่ล้นจากอ่างสระพังก็ไหลทับถม พี่น้องในเขตตําบลบ้านเก่า เทศบาลด่านขุนทด ไปท่วมพี่น้องอําเภอโนนไทยก็ออกไปอําเภอ โนนสูง อําเภอพิมาย ผมเองต้องขอกราบเรียนว่าพอรัฐบาลมีนโยบายจากปัญหาน้ําท่วม ของกรุงเทพฯ ของปริมณฑล พวกเราก็สนใจข่าวว่าเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะรัฐมนตรีได้ขอใช้เงินกู้เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําท่วม พวกเราก็เห็นด้วยนะครับ พวกเราก็ยกมือให้ ก็คาดหวังว่าปัญหาน้ําท่วมคงจะหมดไป แต่ท่านประธานครับ ปีนี้ นี่เมื่อวันศุกร์ วันเสาร์ที่ผ่านมา ฝนตกแค่คืนเดียวกับ ๑ วันนะครับ ปรากฏว่าน้ําท่วมที่บริเวณที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ โดยเฉพาะในเขตเทศบาลด่านขุนทด ถนนสายสีคิ้ว-ชัยภูมิ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านสุชาติ นพวรรณ ท่านก็ไปตรวจเยี่ยม ผมบอกว่า ท่านครับ นี่เพราะข้างบนไม่มีที่เก็บน้ํา ไม่มีอ่างเก็บน้ํา ในขณะที่ชลประทาน ได้สํารวจประมาณ ๑๐ จุด ประมาณนะครับ ทั้งอําเภอสีคิ้ว อําเภอด่านขุนทด อําเภอ เทพารักษ์ แต่ไม่เคยมีงบประมาณเลยท่านครับ ที่ผ่านมาหลายปี ผมก็ไปตามท่าน ผอ. สํานักชลประทานที่ ๘ ท่านก็บอกว่าเสนอไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมา ผมคิดว่าปัญหานี้ถ้ายังเป็นแบบนี้ก็เกิดอีก และโดยเฉพาะปีนี้นะครับ ทราบว่าทางรัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณสร้างถนนสายสีคิ้ว-ชัยภูมิ ส่วนที่เหลือ ถนนจะปรับจากเดิม ขณะนี้ ถนนอยู่แบน ๆ น้ําที่ลดเร็ว ผมบอกท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่าที่ลดเร็วเพราะว่าน้ําข้ามถนน ถ้ามีการก่อสร้างเกิดขึ้นในปีนี้ ถนนยกสูงขึ้นประมาณ ๑ เมตร ท่านประธานนึกด้วยครับ ถนนจะขวางทางน้ํา น้ําจากทิศตะวันตกจะเจอถนนเส้นนี้ขวางอยู่ พี่น้องที่อยู่ทาง ทิศตะวันตกของถนนเส้นนี้ ถ้าเป็นแบบนี้นะครับ ท่วมประมาณ ๒ เมตร จนกว่าจะข้ามถนน เส้นนี้นะครับท่านประธานครับ ผมอยากให้ทางรัฐบาลได้ช่วยดูแล โดยการสร้างอ่างเก็บน้ํา ขนาดกลาง ๆ ขนาดเล็ก ๆ ก็ได้ครับ ช่วยกันเก็บน้ําเอาไว้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ๗,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร โดยประมาณนี้นะครับ หลาย ๆ แห่งอย่างที่ได้ศึกษาไว้แล้ว ขอฝากเรื่องนี้เรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ขออนุญาตพูดเรื่องพืชผลการเกษตร ปีที่แล้ว ผมก็เคยตั้งกระทู้ถามเรื่องมันสําปะหลัง ในการที่รัฐบาลแทรกแซง แต่รัฐบาลได้แทรกแซง ช้ามากนะครับ พืชไร่นั้นออกโดยประมาณ โดยเฉพาะข้าวโพด หรือมันสําปะหลังนะครับ จะเก็บเริ่มเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม ปรากฏว่ารัฐบาลได้ออกนโยบาย วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ หรือวันที่ ๑ มีนาคม ผมจําไม่ได้นะครับ ปรากฏว่าสินค้ามันอยู่ในมือ เกษตรกรน้อยมาก เหลือประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในมือพ่อค้าหมด ปีนี้ เช่นกันนะครับ ผมขออนุญาตว่า ถ้าจะมีการแทรกแซงราคาพืชผลเกษตร ไม่ว่าจะเป็น มันสําปะหลัง ข้าวโพด โดยเฉพาะข้าวโพด ท่านประธานครับ ไม่สามารถเก็บไว้นานนะครับ มันก็สามารถอยู่ในพื้นดินได้ อาทิตย์หนึ่ง ๒ อาทิตย์ ก็เก็บก็ขุดก็ได้ แต่ข้าวโพดเมื่อถึงเวลา เก็บนะครับ ถ้าไม่เก็บ ต้นก็จะล้มหนูก็จะกิน แล้วเก็บแล้วก็ต้องรีบสีขาย เพราะว่าชาวบ้าน ไม่มียุ้งฉางที่จะเก็บความชื้นก็จะสูงนะครับ ก็ขอฝากรัฐบาลว่าถ้าจะแทรกแซงก็ขอให้ แทรกแซงช่วงผลผลิตเริ่มออก ไม่ได้แทรกแซงหลังจากผลผลิตได้อยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง เกือบหมดแล้ว อย่างไรพี่น้องก็ไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลแห่งนี้นะครับ ผมก็ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะครับ ฝากให้รัฐบาล ได้นําไปแก้ไขต่อไปครับขอบคุณครับ
คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ๑๕ นาทีนะครับ แล้วก็ท่านขอเพาเวอร์พอยท์ (Power Point) ๘ ภาพนะครับ แล้วก็ภาพโปสเตอร์ (Poster) อีก ๘ ภาพนะครับ ท่านประธานอนุญาต นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ขออนุญาตฝากเตือนไปยังทาง เจ้าหน้าที่ที่เตรียมเพาเวอร์พอยท์ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะสับสนนิดหนึ่ง ผมขอเริ่มเลยนะครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายคําแถลงผลงานของรัฐบาล ๑ ปี แต่ก่อนที่จะเข้าสู่สาระ ที่ผมจะคุยด้วย อย่างน้อยต้องขอบคุณท่านทีมงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ผมรู้สึกมั่นใจว่านโยบายไข่ชั่งกิโลกรัมของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีราคาถูกกว่าขาย ของนายกรัฐมนตรีปูครับ คือของพวกนี้บางครั้งมันต้องดูกันนาน ๆ ท่านประธานครับ ผ่านมา ๒ ปี ได้มีการเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากการชั่งกิโลกรัมของไข่ ไม่มีความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการขายไข่ชั่งกิโลกรัมราคาถูกกว่าของไข่ นายกรัฐมนตรีปูในชุดปัจจุบันนี้ แล้วผมก็แปลกใจท่านประธาน ผมกําลังจะโยงเข้าสู่สาระ ที่ผมกําลังจะพูดถึง เพราะผมเชื่อว่าทุกท่านคงเดาถูกว่าผมจะคุยเรื่องโครงการรับจํานําข้าว ท่านประธานคงจําได้ไหมครับว่าตอนรัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นทําโครงการรับจํานําข้าวดูบูม (Boom) มาก ดูยิ่งใหญ่ดูมโหฬาร ทุกคนพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจว่าชีวิตชาวนาจะดีขึ้น เกษตรกรจะดีขึ้น รัฐบาลชุดนี้กล้าชี้นําตลาดโลก บอกว่าเราจะชี้นําข้าวในตลาดโลกเพราะถือว่าเราเป็นประเทศ ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ มีรัฐมนตรีบางคนบอกว่าให้เขาขายราคาถูกไปก่อน และหลังจากนั้น เราจะขายราคาแพง ก็มีนักวิชาการหลายคนรวมทั้งพวกผมฝ่ายค้านก็บอกว่าแนวคิดนั้น มันเป็นไปไม่ได้ แนวคิดที่ท่านจะชี้นําราคาข้าวในตลาดโลกมันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากว่าข้าว เป็นสินค้าเกษตร ท่านปล่อยให้คนอื่นขายไปก่อน แล้วกว่าเราจะขายข้าวเรา ราคา ไม่ใช่ราคาเสียนะ มันเก็บไว้นาน ๆ ไม่ได้มันเน่า แล้วถ้ามันทําได้จริงการร่วมไม้ร่วมมือ ในประเทศที่ค้าข้าวคุยกันมา ๒๐-๓๐ ปี และมันทําไปแล้ว แล้วพวกท่านวันนั้น ตอนเริ่มต้นนโยบายท่านก็พูดด้วยความมั่นอกมั่นใจ โดยบทหลักทักษิณคิดเพื่อไทยทํา ท่านประธานสังเกตเห็นไหมครับ วันนี้การคุยเรื่องนโยบายจํานําข้าว คุยน้อยนะครับ แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารง หรือแม้แต่ ท่านรัฐมนตรียรรยงเอง ดูแต่ละท่านไม่ค่อยมั่นอกมั่นใจเหมือนกับจะยอมรับกลาย ๆ ว่า ขณะนี้โครงการนี้พูดมากก็เข้าเนื้อมันกําลังทําท่าจะไปไม่รอด ผมกําลังจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้ เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า นโยบายโครงการรับจํานําข้าวของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง คําถามถามว่าล้มเหลว เพราะอะไรครับ ผมเอาดัชนีชี้วัดอยู่ ๒ ตัวครับ ท่านประธาน ๑. ล้มเหลวในเชิงนโยบาย และข้อที่ ๒ ก็คือล้มเหลวเพราะ เป็นนโยบายที่เอื้อให้มีการทุจริตทุกขั้นตอนครับ เรามาดูประเด็นแรกว่าการล้มเหลว ในเชิงหลักคิดครับ ท่านบอกว่าจะชี้นําราคาข้าวในตลาดโลก ตอนสมัยแรก ๆ พูดอย่างไร ท่านก็ไม่ฟัง แต่บังเอิญผ่านมา ๒ ปีแล้วมันมีข้อมูลของสื่อต่างประเทศออกมาเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมขออนุญาต อันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานแล้ว แต่เนื่องจากว่าผมทําเป็นเพาเวอร์พอยท์ ที่จะสื่อให้กับทางรัฐบาลได้เห็นพร้อม ๆ กันครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ นี่คือเว็บไซต์ โอเรซ่า ดอทคอม (Oraza.com) ซึ่งในวงการข้าวทั่วโลกรู้จักหมดครับ ลงเมื่อประมาณ เดือนที่ผ่านมา เขาเอาตัวเลขราคาขายของข้าวในตลาดโลกออกมาทําเป็นกราฟ (Graph) ผมตัดประเทศอื่นออก เอาเฉพาะคู่แข่งเราที่เด่น ๆ ก็มีประเทศเวียดนาม ประเทศอินเดีย และประเทศไทย ของประเทศไทยเส้นสีแดงข้างบนครับ ของประเทศเวียดนามเส้นสีน้ําเงิน แล้วของประเทศอินเดียเส้นสีเขียว เส้นบนนี่ผมทําเพิ่มขึ้นมาคือราคาตั้งเป้าของเราคือ ๘๐๐ เหรียญ เพราะเนื่องจากว่าเราจะชี้นําตลาดโลก จํานําข้าวเปลือกราคา ๑๕,๐๐๐ บาท เท่ากับว่าราคาข้าวสารต้องขายประมาณ ๘๐๐ เหรียญ เราเริ่มต้นลองดูช่วงแรก ๆ สิครับ ที่เป็นกราฟพุ่งในทางจิตวิทยาเราขึ้นจริง ๆ ท่านประธาน เพราะคนตกใจ บอกประเทศ ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่จะกําหนดชี้นําข้าวในตลาดโลก ขณะนั้นประมาณเดือนตุลาคม ท่านอาจจะมองไม่เห็น ถ้าผมชี้ก็คือกราฟที่พุ่งสุดอันแรก ตอนนั้นประมาณเดือนตุลาคม รัฐบาลของท่านเริ่มโครงการรับจํานําข้าววันที่ ๗ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ ก็ตกประมาณเดือนตุลาคม ปี ๒๐๑๑ ขึ้นไป ๖๐๐ กว่าเหรียญครับ มันก็เลยทําให้ข้าวอินเดีย ข้าวเวียดนามสูงขึ้น ตามไปด้วย และหลังจากนั้นไม่นานราคาข้าวก็ค่อย ๆ สวิง (Swing) สวิง สวิงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ท่านประธานดูนะครับ เดือนสิงหาคมปีนี้ก็คือเส้นสุดท้ายเลย เป็นเดือนสิงหาคม ก็คือเดือน ๘ ปี ๒๐๑๓ ก็คือเดือนสิงหาคมปี ๒๕๕๖ ท่านประธานเป็นอย่างไรครับ สุดท้าย วันนี้พิสูจน์แล้วนะครับว่าความคิดของพวกท่านที่บอกว่าจะชี้นําข้าวในตลาดโลก มันเป็นไปไม่ได้ มันล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ล้มเหลวแบบสิ้นเชิง และบทที่น่าอายชาวโลก ก็คือว่าสุดท้ายข้าวไทยกับข้าวอินเดียราคามาตัดกัน มีในนิตยสารฉบับนี้ได้มีการเขียนไว้ ด้วยว่าบางช่วงข้าวอินเดียกลับสูงกว่าข้าวไทย จริงอยู่ผมเช็กราคาล่าสุดเอฟโอบี (FOB) ณ วันนี้เราตกประมาณสัก ๔๕๐ เหรียญ ประเทศอินเดียเขาประมาณ ๔๐๐ ๔๑๐ เหรียญ ประเทศเวียดนามก็ต้องหนีลงมาเหลือประมาณสัก ๓๖๐ ๓๗๐ เหรียญ เพราะว่าเขาไม่ยอม ที่จะเอามาราคาเท่าเรา เพราะรู้ว่าข้าวเราคุณภาพดีกว่า แต่เราดําเนินนโยบายผิดพลาด ในการชี้นําตลาดโลกและล้มเหลวไม่เป็นท่าทําให้ข้าวเราขายไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องขายตาม ราคาตลาดโลก ซึ่งจากนี้ไปผมว่าโอเคครับ มันก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะขายข้าวได้ถ้าเรา ไม่ยโสจนเกินไป เราขายแข่งกับต่างประเทศไม่ควรจะเกิน ๕๐ เหรียญ วงการผู้ส่งออก ทั่วโลกเลยบอกว่าราคาของต่างประเทศบวกเราไม่เกิน ๕๐ เหรียญเราขายได้ แต่ก่อนหน้านี้ ท่านบวกที ๑๕๐ เหรียญมันขายไม่ได้ ดังนั้นผมย้ํานะครับว่านโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทํา เพื่อชี้นําราคาข้าวในตลาดโลกล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แล้วผมก็แปลกใจ คนเคยเข้าใจว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทํา ทักษิณเก่ง สุดท้ายคือท่านก็เก่งเรื่องผูกขาด ท่านประธานลองนึกภาพ ดูว่าสิ่งที่พวกท่านประสบผลสําเร็จก็คือการผูกขาด แต่ถ้ามีการค้าขายในตลาดเสรี ท่านล้มเหลวไม่เป็นท่าฉะนั้นวันนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ แล้วผมถือว่ารัฐบาลต้องกล้ายอมรับ ข้อเท็จจริงในสังคมโลกเลยว่าวันนี้ท่านทําไม่ได้แล้ว ท่านล้มเหลวแล้ว และท่านจําเป็นต้องมา ขายข้าวเหมือนกับตลาดทั่วไป บวกสูงกว่าประเทศอินเดียหรือประเทศเวียดนามอย่างมากก็ ๔๐ ๕๐ เหรียญ ซึ่งอันนี้เราจะขายได้ และผมก็เชื่อว่าปลายปีนี้ราคาข้าวส่งออก ปริมาณ ส่งออกข้าวเราจะสูงขึ้น เพราะว่าราคาของเราขณะนี้ขยับลงมาตามภาวะกลไกตลาด นี่คือความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วผลพวง ของพวกท่านที่ท่านทําไว้มันสร้างปัญหาให้กับระบบข้าวประเทศเราอย่างมหาศาล อย่างไร ๆ ก็ต้องย้ํา เราเคยเป็นแชมป์โลกในวันส่งออกข้าวมา ๓๐-๔๐ ปี เราได้ทั้งแชมป์โลก ปริมาณ และเราได้ทั้งตัวเงินที่เข้ามา ตอนปี ๒๕๕๔ ยุคท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราส่งออกข้าว เป็นอันดับ ๑ ที่สูงมากเป็นประวัติการครับ ๑๐.๗ ล้านตัน คิดเป็นเงินบาทประมาณ ๑๙๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่หลังจากนโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทํา ชี้นําข้าวในตลาดโลก ล้มเหลวไม่เป็นท่าปุ๊บ เราส่งออกในปีถัดมาปี ๒๕๕๕ เหลือแค่ ๖.๙ ล้านตัน มีเงิน เข้าประเทศ ๑๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าสัดส่วนหายไปประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความล้มเหลวครับ แม้แต่ขณะนี้ผลพวงของการส่งออกมันยังตามมาถึงปัจจุบันครับ เนื่องจากว่าขณะนี้เราส่งออกได้แค่ประมาณ ๓.๖ ล้านตัน ประมาณ ๗ เดือนครับท่านประธาน มันก็ยังน้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วมันก็แย่อยู่แล้วครับ แล้วปริมาณเงินก็น้อยลง ครับท่านประธาน ฉะนั้นขณะนี้ผมคิดว่าถ้าท่านตั้งหลักใหม่ยอมรับกลไกตลาด ผมเชื่อว่า มันพอที่จะทําให้ข้าวเราสามารถที่จะส่งออกได้ ฉะนั้นผมย้ํานะครับ คนเราต้องยอมรับ ความผิดพลาด ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ท่านล้มเหลว แล้วผมเห็นคนหลายคนที่ชอบ ออกมาพูดว่าเราปล่อยให้คนอื่นค้าไปก่อนช่วงหลังเงียบกริบเลยท่านประธาน ดีแล้ว ไม่ว่ากัน ถ้าอย่างน้อยยอมรับความผิดพลาด ผมก็ให้อภัยได้ในเรื่องประเด็นนี้
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน เป็นประเด็นเรื่องการดําเนินนโยบายของ โครงการรับจํานําข้าว ถ้าจะพูดให้มันสมาร์ท (Smart) นิดหนึ่ง ผมขอเอาภาษาสมัยใหม่ มาพูดว่าเราต้องพูดเรื่องนี้อย่างบูรณาการครับ เราต้องบูรณาการต้นน้ํา กลางน้ํา แล้วก็ ปลายน้ํา การบูรณาการต้นน้ํา ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้เข้าใจครับ เพราะใช้ หลักคิดตรงกัน ต้นน้ํา หมายถึง ข้าวจากมือชาวนาถึงมือโรงสี ท่านประธานดูภาพนี้ครับ เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่ท่านเริ่มดําเนินการโครงการรับจํานําข้าว ผมย้ําอยู่เสมอว่า ชาวนาถูกเอาเปรียบ ช่วงนั้นผมลงทุนมากนะ ต้องการจะบอกให้กับพวกท่านรับรู้ว่าพวกผม คลุกกับชาวนา พวกท่านไม่ได้คลุกกับชาวนา เพราะฉะนั้นพวกผมพูดเรื่องพวกนี้ด้วยความ มั่นอกมั่นใจ ด้วยแววตาที่เราพูดแทนเกษตรกร นี่คือหลักฐานที่ผมไปตามวัดนะครับ ท่านประธาน ท่านจะเชื่อ ไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่ผมมั่นใจว่าผมทําถูกต้อง วัดความชื้น ได้ประมาณ ๒๐ ความชื้น ๒๐ ก็ตกประมาณ ๑๓,๖๐๐ บาท แต่เวลาไปถึงเข้าโรงสี ความชื้น กลับมา ๓๒ ชาวนารายนี้ถูกเอาเปรียบไป ความชื้น ๑๒ จุดครับ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๒๐๐ บาทเศษ ๆ เท่ากับรายนี้ถูกเอาเปรียบไป ๒,๔๐๐ กว่าบาท ๒,๕๐๐ บาท ถ้า ๓๐ เกวียนท่านก็คูณไปสิครับ มหาศาลเลย นี่คือการถูกเอาเปรียบของชาวนา ท่านประธานดูต่อนะครับ รูปต่อไปนี้ก็เป็นการถูกเอาเปรียบเรื่องความชื้น ขออนุญาต ภาพต่อไป ซึ่งเดี๋ยวจะเป็นคําตอบให้ท่านรัฐมนตรีวราเทพด้วย เพราะท่านเข้าใจผิดทั้งหมด เนื่องจากว่าท่านไม่ได้อยู่กับชาวนา ท่านเลยเข้าใจเรื่องข้าวไม่ถูกต้อง ท่านสังเกตไหมครับว่า ความชื้น ๓๘ เปอร์เซ็นต์ มีที่ไหนครับ เครื่องวัดความชื้นที่ไหนในโลกนี้วัดความชื้นได้ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ เครื่องวัดความชื้นมาตรฐานจะวัดความชื้นได้สูงสุดแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือ การโกงชาวนา แล้วหน่วยราชการก็รับนะท่านประธาน อีกฉบับหนึ่งความชื้น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ อีกรายหนึ่งความชื้นก็ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ อีกรายหนึ่งก็ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ อีกรายหนึ่งก็ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ มันไม่มีเครื่องวัดในโลกนี้ที่วัดความชื้นได้ถึง ๓๗-๓๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ค่ามันสูงสุดได้แค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นแล้วมันจะขึ้นเป็นค่าเอฟ (F) ก็คือไม่สามารถ จะอ่านค่าได้ แต่มีมติของคณะอนุกรรมการดําเนินโครงการรับจํานําข้าวเขียนไว้ชัดเจนครับ ท่านประธาน บอกว่าเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวนา ถ้าวัดความชื้นเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป ให้คิดความชื้นแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าตรงนี้ท่านจริงใจกับชาวนาจริง ๆ ชาวนาจะได้ เงินเยอะเลยครับ คนนี้เกิดถ้าความชื้น ๓๖ ๓๗ ๓๘ ก็ควรจะได้ ณ ความชื้น ๓๐ ซึ่งตัวเลข ณ ความชื้น ๓๐ มันตกประมาณ ๑๑,๖๐๐ กว่าบาทครับแต่ในข้อเท็จจริงไม่ใช่ ท่านประธานดูต่อครับ นี่คือหลักฐานที่เห็นแล้วก็น่าช้ําใจแทนเกษตรกรชาวนา เพราะ คือผลงานในรอบ ๑ ปีของท่าน หลักฐานชัด ๆ ครับ รายหนึ่งวัดโน่นวัดนี่ไปแล้วบอกได้ ๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียนครับท่านประธาน แล้วจะให้ทําอย่างไร รายนี้ ๘,๐๐๐ บาทต่อเกวียน รายขวาสุดนี่ ๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียนเยอะเลยครับ ที่ส่งเอกสาร มาร้องเรียนพวกเรา แล้วเราก็มาพูดแล้วพูดอีก พูดซ้ําแล้วแล้วก็ซ้ําอีก จนท่านบอกว่า เอาตํารวจไปประจําโรงสี ถามว่าเอาตํารวจไปตํารวจช่วยอะไรได้ ตํารวจไม่เข้าใจเรื่องข้าว ตํารวจเขาไปนั่งเฉย ๆ และรับเบี้ยเลี้ยงจากโรงสี ทําให้โรงสีต้องมีค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับพี่น้องข้าวเจ้า เป็นข้าวเปลือกเจ้า ในพื้นที่ภาคเหนือ ตอนล่าง ภาคกลางเท่านั้น พี่น้องทางอีสานก็ยังมีการร้องเรียนมาที่พรรคประชาธิปัตย์ นี่คือเอกสารของพี่น้องอีสาน คือมันเยอะมากท่านประธาน ผมจะสรุปสั้น ๆ สังเกตไหม ท่านประธานครับ ขอภาพต่อนะครับ รายซ้ายมือสุดเป็นข้าวหอมมะลิที่จังหวัดทางอีสาน แห่งหนึ่ง เบ็ดเสร็จแล้วท่านกําหนดไว้เกวียนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ขอภาพถัดไปเลยนะครับ ท่านกําหนดไว้เกวียนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ในเอกสารก็คือเกวียนละ ๑๓,๕๐๐ บาท เพราะอันนี้คิดเป็นกิโลกรัม ทางอีสาน ก็กิโลกรัมละ ๑๓.๕๐ บาท มันน้อยมากท่านประธาน ๒๐๐๐๐ บาท เหลือ ๑๓,๕๐๐ บาท แล้วคนอีสานท่านประธานก็รู้ดี เขาตากข้าว ทํานา ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ แล้วตากข้าวใส่กระสอบไป อย่างน้อยความชื้น ๑๕-๑๖ แน่นอน แต่เหลือ ๑๓,๕๐๐ บาท คนถัดมาเหลือ ๑๔ บาท ก็คือ ๑๔,๐๐๐ บาท คนถัดมา ๑๕.๒๐ บาท ก็คือ ๑๕,๒๐๐ บาทอย่างนี้ นี่คือหัวอกคนอีสานครับ มันถึงบอกว่ามันคือความล้มเหลว ท่านประธาน เป็นความล้มเหลวแบบไร้สิ้นเชิงในการแก้ไขครับ แล้วผมเชื่อว่าพวกท่าน ไม่ได้เอาจริงเอาจัง คือผมกล้าพูดครับ เพราะผมว่างเมื่อไรผมไปพบชาวนา เวลาไปพบชาวนา เขาเล่าถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเขามา แม้แต่วันนี้เองพี่น้องเกษตรกรชาวนาก็จะบอก เจ็บใจรัฐบาล ท่านฟังเลยนะครับเผื่อท่านไปแก้ไข ทุกทีเวลาลงทะเบียนการทํานารอบใหม่ ใช้ทําประชาคมได้ แต่รอบนี้ท่านไปเรียกร้องว่าจะต้องมีสําเนาโฉนดที่ดินที่มีเลขที่โฉนดที่ดิน แล้วเอาคนเช่า เอาบัตรประจําตัวประชาชนเขามาด้วย เขาบอกจะไปตามหาที่ไหน ยิ่งพื้นที่ แถวภาคกลางที่มันมีราคาแพง เจ้าของโฉนดก็กลัว แล้วเคยให้ไปแล้ว แล้วท่านก็ไม่ยอม ท่านก็มาสร้างเงื่อนไขใหม่ชาวนาก็บอกเขาก็เข้าโครงการลําบากในรอบใหม่ ผมก็บอกอย่างนี้ เป็นการกลั่นแกล้งชาวนาหรือไม่ ผมก็เรียนกับพี่น้องเกษตรกรชาวนาแถวภาคกลาง ที่ร้องเรียนผมมาในช่วง ๒ วันนี้ ผมได้ทําหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ท่านแล้ว ท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องนะครับ ถ้าอะไรอะลุ่มอล่วยได้ ท่านได้โปรดอะลุ่มอล่วยเขาเถอะครับ เพราะว่า ๒ ปีผ่านมาแล้ว ท่านควรจะมีประสบการณ์เยอะขึ้นแล้ว แต่ปรากฏว่า ๒ ปีผ่านไป ท่านกลับทําเรื่องนี้ได้ยุ่งยากและลําบากมากยิ่งขึ้น นี่คือในช่วงของต้นน้ําของการทุจริตครับ ท่านประธาน เรามาดูของการทุจริตของกลางน้ําท่านประธาน ซึ่งกลางน้ํานี้เป็นหัวใจที่ สําคัญมาก เพราะเมื่อไม่นานมานี้มีเจ้าของโรงสีแห่งหนึ่งที่จังหวัดพิจิตรได้ออกมาแฉ ข้อมูลตรงกับพวกผมพูดทุกอย่างครับ ถามว่าท่านได้แก้ไขอะไรบ้าง และท่านก็ฟังพวกนี้ เป็นแบบลอยลม มีเซอร์เวเยอร์ (Surveyor) เรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ โรงสีเอาข้าวที่ดี เรียก ๗ บาท แล้วตอนหลังเขาบอกเรียก ๑๐ บาทต่อกระสอบ ถ้าเอาข้าวเสื่อมคุณภาพ เอาข้าวเก่า ข้าวปี ๒๕๕๑ ที่ท่านขายไปไปเวียนเทียน เขาบอกเรียกเก็บกระสอบละ ๕๐ บาท ๘๐ บาท ข้าวเขมรก็ ๕๐ บาท ๘๐ บาท ถ้าเป็นข้าวมะลิทางภาคอีสานอาจจะสูงถึง ๒๐๐ บาท แล้วทุกท่านก็ไม่เคยมีการตอบสนองในสิ่งเหล่านี้ เราเคยร้องเรียนว่ารัฐบาล เหตุผลอันหนึ่งของข้าวที่มันมีปัญหาก็คือ มันมีข้าวเสื่อมสภาพที่อยู่ในโกดัง ท่านลองไป สุ่มไหม ถ้าสุ่มแล้ว
คุณหมอหมดเวลาครับ
คือทางวิปเขาให้ผมครับท่านประธาน
หมายความว่าอย่างไรครับ
คือเมื่อสักครู่นี้ ทางวิปเขามากระซิบ บอกผมถ้าเกินไม่เป็นไรจะหักอีกที
เอาอย่างนั้นนะครับ
ครับ คืออย่างนี้ท่านประธาน ในช่วงกลางน้ําซึ่งเป็นหัวใจสําคัญที่ทําให้รัฐบาลล่มจม ต้นน้ําโรงสีรวย แต่อาจจะมีเจ้าหน้าที่ ที่มีอํานาจของรัฐ อาจจะสมรู้ร่วมคิดกัน แต่กลางน้ําเนื่องจากโรงสีรวย แล้วผมถึงย้ําว่า ผมขออนุญาตเอาคลิปให้ท่านดูครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
แล้วอันนี้คือพื้นฐานของการเก็บข้าว ในโกดังรัฐบาลที่เกิดขึ้นกระจายไปทั่ว แล้วผมจะเล่าต่อให้ฟังว่ามันจะเกิดปัญหาอะไรครับ ขอคลิปเลยนะครับ คือคลิปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว กว่าจะได้มาก็ต้องลงทุนเยอะ ท่านประธาน เพราะว่าส่งคนไปเป็นเด็กท้ายรถเก็บภาพนี้ออกมา ก็คือคลิปที่เคยฉายอยู่ครั้งหนึ่ง แต่รัฐบาลไม่เคยดําเนินการใด ๆ คือล็อต (Lot) นี้เป็นล็อตเอาข้าวเสื่อมสภาพเข้ามาครับ แล้วในวงการก็รู้กันหมดว่าล็อตไหนจะมีล็อตเอาข้าวเหลือง แล้วล็อตนี้เป็นข้าวเมล็ดเหลือง เราก็ส่งคนของเราไปเป็นเด็กท้ายรถ โดยขอความอนุเคราะห์จากเจ้าของรถเพื่อให้ เห็นแก่ชาติบ้านเมือง เขาบอกเขายินดี เราส่งขึ้นไปเจาะก่อนเพื่อให้เห็นว่ามันเป็นข้าวเหลือง นะครับ มันไม่ใช่เป็นข้าวขาวนะครับ แล้วท่านจําไว้เลยว่าท่านจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ครับ ภาพอาจจะไม่เด่นนะครับ เห็นไหมครับท่านประธานครับ ข้าวมันเหลืองอ๋อยเลย คือข้าวเข้ามาเก็บวันแรกต้องเป็นข้าวสวย ข้าวดี แต่ข้าวเข้ามาเก็บวันแรกเป็นข้าวเหลืองอ๋อย วิธีการหยอดข้าวลงหลุมเพราะว่ามันอาจจะมีคนหลายคนยังไม่เข้าใจว่าการหยอดข้าวลงหลุมเป็นอย่างไร ขนาดทีมโฆษกรัฐบาลเคยมาแถลงข่าวท้าผม หยอดข้าวลงหลุมเป็นอย่างไร มันหยอดอย่างนี้ กองที่ล้อมอยู่นอกรอบเป็นของดีหมดครับท่านประธาน เป็นข้าวคุณภาพดี แล้วก็ของที่ ผ่านสายพานไปหยอดอยู่ข้างในเป็นของเสื่อมคุณภาพ ดังนั้นข้าวเขมร ข้าวพม่า ข้าวลาว หรือข้าวเสื่อมคุณภาพที่รัฐบาลเทขายนี้ ข้าวปี ๒๕๕๑ ข้าวปี ๒๕๕๒ ข้าวปี ๒๕๕๐ ที่ขาย ๆ ไปมันก็ถูกเอามาเวียนเทียนอยู่ในประเทศ เพราะข้าวไม่ได้ออกไปต่างประเทศ ตัวเลขส่งออกมันรู้ว่าตัวเลขไม่เยอะ ท่านประธานเห็นไหมครับ คําถามถามว่า สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นมาเป็นปีแล้วท่านได้แก้ไขอะไร ปรากฏว่าไม่มีการแก้ไขครับ แม้แต่ผมเคยเอาข้าว ที่มันเหลืองชนิดแบบเหลืองออกเป็นสีน้ําตาลเอามาเจาะให้ท่านประธานดูใน สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เป็นข้าวหอมจากจังหวัดสุรินทร์ ผมก็ท้าบอกรัฐบาลท่านไปตรวจ เถอะ ท่านมากระซิบถามผมก็ได้ ผมจะบอก ปรากฏท่านก็ไปแอบตรวจกันเอง แอบตรวจ กันเองก็บอกทุกอย่างอยู่ครบ ๆ
เดี๋ยวนะครับ เชิญประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ความจริงแล้วผมสนใจเรื่องข้าวมาก เพราะผมก็เป็น ลูกชาวนา ถ้าพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและถูกต้องก็เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่เมื่อสักครู่ เอ่ยถึงข้าวเหลืองที่จังหวัดสุรินทร์ ที่เคยแบกในสภา อ้ายตรงนี้ละเท็จ เหตุและผลเพราะผม เป็นคนจังหวัดสุรินทร์ และผมก็ได้ติดตามในเรื่องนี้ ถ้าไม่เชื่อถามรัฐมนตรีณัฐวุฒิ เจ้าหน้าที่ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยราชการทั้งหมด ได้บูรณาการ ตอนเป็นข่าวตอนอภิปรายตอนนั้น ไปตรวจสอบแล้วไม่ใช่ข้าวมาจากจังหวัดสุรินทร์ เป็นข้าวนึ่ง ส่งไปทางประเทศทางภาคตะวันออกกลางครับ เป็นข้าวนึ่ง ไม่ใช่ข้าวเน่า
เดี๋ยวนะครับ ข้อไหนครับ
ก็ผมบอกว่า ข้อ ๖๑ ครับ
นั่งลงผมวินิจฉัยครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ ประธานไม่ทราบหรอกว่าอันไหนเท็จ อันไหนจริงนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ แต่มัน มีแววตาฟ้องอยู่ท่านประธาน ผมมองจ้องตาท่านประธานตลอด
คือเชิญเลยครับ
ผมกําลังจะพูดต่อเลยครับ ท่านประธานว่า นิสัยหมอวรงค์ ท่านประธาน ผมยืนยันว่าทุกอย่างที่ผมพูดเป็นความจริง หมด ผมไม่มีการโกหกใครครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ท่านจะอ้างรัฐมนตรี คนไหนก็แล้วแต่ แต่ท่านไปตรวจไม่ใช่โกดังที่มีปัญหา โกดังที่มีปัญหายังไม่มีการตรวจ ผมยืนยันอย่างนี้ครับ โกดังนี้เป็นรอยต่ออําเภอปราสาทกับอําเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ ไม่ใช่ เป็นโกดังอําเภออะไรก็ไม่รู้
เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ เรื่องนี้มันเป็นเอกสารราชการที่เจ้าหน้าที่ราชการเขารับรองมา ประกอบกับ
ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องนี้ ให้รัฐมนตรีมาพูดดีกว่าท่านประธาน
ท่านประธานฟังผมให้จบก่อน นิดเดียว
คือรอให้เป็นรัฐมนตรีตอบดีกว่าไหมท่าน
คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวใจเย็น ๆ ครับ มันต้องฟังเขาก่อนว่า ผมกําลังฟังนะครับ อย่าตะโกน ครับ เชิญท่านประท้วงประเด็นอะไรครับ
ประเด็นที่นําความเท็จว่า ข้าวเสีย เหลือง ที่แบกมาในสภาตอนนั้น
คืออย่างนี้
ประเด็นที่
การประท้วง ข้อ ๖๑ นะครับ ในวรรคสองเขาบอกว่า ห้ามอภิปรายโดยใช้กริยาหรือวาจา อันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด อันนี้ประธานไม่ทราบหรอกว่าอะไรจริง อะไรเท็จ เดี๋ยวให้บุคคลที่เขาเกี่ยวข้องเขาชี้แจงว่ากระบวนการขั้นตอนในมาตรการในเรื่องของ การจํานํานี้เป็นอย่างไรนะครับ ถ้าท่านบอกว่าใส่ร้าย อันนี้ผมจะวินิจฉัยให้ แต่ถ้าเท็จหรือ ไม่เท็จนี้ประธานไม่ทราบนะครับ เชิญนั่งลงครับ พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้วก็ถือว่ายุติแล้ว นะครับ เชิญต่อครับ ช่วยกระชับเวลานะครับ เพราะว่าวิปเขาเตือนมา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม จังหวัดพิษณุโลก ผมกําลังจะสรุปนะครับท่านประธาน แต่ผมยืนยันกับพี่น้องประชาชนและท่านประธาน ด้วยเกียรตินะครับว่าหลักฐานทุกชิ้น ผมได้รับความอนุเคราะห์จากพี่น้องประชาชนที่เป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองทั้งสิ้น ด้วยเกียรติ และศักดิ์ศรีของหมอวรงค์ครับท่านประธาน ผมกลับเข้าสู่ประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องปลายน้ํา ก็คือเรื่องการระบายข้าว ซึ่งเราเคยคุยเรื่องจีทูจี (G to G)และนอกจากจีทูจีในยุคนั้น นายปาล์ม นายโจ หรือไอ้ปาล์ม อ้ายโจที่มีการพูดกัน แล้วตอนหลังท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะปราบปรามทุจริต ปรากฏว่าก็มีคนเอาหลักฐานบอกว่ามีมาดามกงเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการซื้อข้าวจีทูจีจากรัฐบาล เราอุตส่าห์เอาเอกสารนี้ไปยื่นให้รัฐบาลที่ทําเนียบรัฐบาล ทุกอย่างก็เงียบกริบ ท่านประธานครับ คําถามถามว่าท่านจริงใจที่จะแก้ไขปราบปราม การทุจริตหรือไม่ครับ เพราะวันนี้วิธีการของรัฐบาลเองอาจจะพูดผ่านสื่อดูดีครับ แต่เวลาทําจริงทําจังทําไม่ได้ผลครับท่านประธาน แล้วสุดท้ายเงื่อนไขในการขายจีทูจีนี้ มันกลายเป็นเงื่อนไขที่ทําให้มีการทุจริต ผมถามท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้ มาดามกง เอกสารนี่ชัดเจน แล้วมาดามกงเป็นใคร เอาสิทธิอะไรมาซื้อจีทูจี แล้วข้อมูลที่เราได้รับนี่ ใช้ชื่อมาดามกงแต่เป็นบริษัทในประเทศครับ เข้าไปในประเทศ ตีเช็คสั่งจ่ายคนในประเทศ ท่านประธาน ซึ่งพวกนี้ท่านต้องชี้แจงครับ ถ้าท่านคิดว่านี่คือผลงานของท่าน ถ้าจะปราบปรามการทุจริต ท่านประธานครับ
มีผู้ประท้วงครับ ผมว่าเอาในรายงานผลงานรายงานในนี้ไม่ดีหรือครับ
ก็อันนี้คือผลงานอย่างไรครับ ท่านประธาน ปลายน้ําตอนนี้จะจบแล้ว
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออภัยท่านผู้กําลังอภิปรายด้วย ผมประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ การที่จะมีการอภิปราย เรื่องนี้ เรื่องทุจริตนี้ มันต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ แต่ว่ากรณีนี้เราพูดประเด็น อภิปรายเรื่องผลงาน อันนี้ที่ถ้าผมฟังท่านมาตลอดท่านพูดเรื่องการทุจริตโดยตลอดเลย ผมก็ฟังท่านด้วยความอดทน แล้วอยากให้ท่านประธานกรุณาเถอะครับ ท่านผู้อภิปราย ก็กําลังเข้าสู่ประเด็นผมก็ฟังท่านได้ แต่ว่าขอความกรุณาท่านประธานว่าเอาประเด็นที่มัน อภิปรายเรื่องรายงานผลงานเถอะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญคุณหมอวรงค์ครับ แต่อยากขอความร่วมมือ อย่าไปพูดถึงบุคคลภายนอกเลยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วผมจะแตะเรื่องนี้น้อยมากนะท่านประธาน เพียงแต่ว่าต้องการทวงความรู้สึกที่ดี ที่ผมอุตส่าห์ไปถึงทําเนียบรัฐบาล
เชิญเลยครับ เพราะว่าวิปเขาท้วงมาที่ผมแล้วครับ แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงบุคคลภายนอกนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ คือผมอยากฟัง คําชี้แจงท่านประธาน คืออยากจะฟังว่ามาดามกงเป็นใคร แล้วทําไมไม่ชี้แจงเสียที เพราะท่านบอกต้องการจะปราบปรามการทุจริต ในเอกสารที่ท่านเขียนมานี่ก็มีหัวข้อหนึ่ง ในการปราบปรามการทุจริต แล้วประเด็นอีกประเด็นหนึ่งเรื่องจีทูจี ที่น่าสนใจ คือผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ท่านก็ผิดพลาดอย่างรุนแรง ในการเร่งรีบแถลงว่ามีการเซ็นสัญญาซื้อข้าวจีทูจีระหว่างจีนกับไทย จีนก็คือ มณฑลเฮยหลงเจียงกับรัฐบาลไทย ในมูลค่า ๑.๒ ล้านตัน สุดท้ายรอยเตอร์ (Reuter) ก็เอามาโพสต์ (Post) รอยเตอร์ก็มาบอกว่า ไม่จริง ทางพรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณกรณ์เองก็อ้างอิงรอยเตอร์ ก็บอกว่าสิ่งที่รัฐมนตรีไทยพูดไม่จริง รัฐมนตรีก็พยายาม บอกว่าจริง เอาถึงขนาดทูตพาณิชย์ที่อยู่กรุงปักกิ่งพยายามยืนยันว่ามีการซื้อขาย มีการเซ็นสัญญาซื้อขายจริง แต่ปรากฏท่านรู้ไหมครับว่าเราก็ติดตามสอบเรื่องข้าว ๑,๒๐๐,๐๐๐ ตัน ปรากฏว่าขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญานะครับ ท่านประธาน คือผม ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าข้าว ๑,๒๐๐,๐๐๐ ตันขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญา จริงอยู่สัญญา อาจจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ วันนี้ก็ได้ แต่วันที่ท่านแถลงยังไม่เกิดขึ้นครับ แล้วจุดที่สังเกต ซึ่งเป็นพิรุธครับท่านประธาน ที่ผมถือว่ามันเป็นผลงานชิ้นโบว์ดําของรัฐบาลเลย ในช่วง ปีที่ผ่านมาในการค้าข้าวแบบจีทูจี สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านเปลี่ยนคําจํากัดความของจีทูจีครับ ปกติแล้วจีทูจีเป็นเงื่อนไขในการซื้อขายระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลครับ จะราคาเท่าไรนี่ก็ถือว่า เป็นความอนุเคราะห์เอื้อเฟื้อระหว่างรัฐบาล บางครั้งเราขายให้อินโดนีเซียราคาถูก เนื่องจาก อินโดนีเซียเกิดสึนามิ ถือว่าช่วยเหลือกัน เราอาจจะขายให้กับประเทศโน้นในราคาพิเศษ เพราะเขาเคยช่วยอะไรเรา อันนี้ไม่เป็นไร มันต้องเป็นระหว่างรัฐบาลกลางต่อรัฐบาลกลาง แต่ปรากฏว่ารัฐบาลชุดนี้มาปรับเปลี่ยนคําว่า จีทูจี กลายเป็นการซื้อขายระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้นเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าอย่างนี้ก็ไปกันใหญ่เลยท่านประธาน ผมถึงไม่แปลกใจ เห็นท่านพูดจีทูจี จีทูจี แล้วผมบอกนะครับว่าท่านไปตีความอย่างนี้ วันหนึ่ง ถ้า ป.ป.ช. ชี้มูลว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีเจตนาทุจริต เพราะว่าใช้คําว่า จีทูจี ตามที่ตัวเองต้องการ แต่ไม่เป็นตามมาตรฐานของจีทูจีที่ใช้อย่างสากลครับ ท่านจะมา กล่าวหาคนอื่นไม่ได้ เพราะท่านมีเจตนาในการทําผิดกฎหมายเองครับ ท่านมีเจตนา ในการกระทําทุจริตเอง ฉะนั้นผมถึงมองว่าข้ออ้างในการขายข้าวแบบจีทูจีมันจึงเป็นเงื่อนไข ให้มีการทุจริตอย่างมหาศาล
และสุดท้ายท่านประธาน ผมจบแล้ว บทสรุปของนโยบายรับจํานําข้าว ทํามา ๒ ปี เดือนสิงหาคมครบ ๒ ปี ท่านเป็นรัฐบาลมาประมาณ ๒ ปี แล้วมันก็พิสูจน์ อย่างชัดเจนครับว่าวันนี้ไปไม่รอดจริง ๆ ทั้งหลักคิดในเชิงนโยบาย ผู้นําในการดําเนิน นโยบาย ความมั่นอกมั่นใจต่อนโยบาย หรือแม้แต่นโยบายนี้เอื้อให้มีการทุจริตทุกขั้นตอน ทั้งต้นน้ํา กลางน้ํา แล้วก็ปลายน้ํา และประเด็นที่สําคัญท่านประธานครับ เมื่อมีการทุจริต ทุกขั้นตอนสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือไม่สามารถจะหาเงินมาซื้อข้าวชาวนาในรอบต่อไปได้ แต่ท่านขึ้นป้ายหาเสียงไว้ชัดเจนครับ ผมขออนุญาตสไลด์ (Slide) สุดท้ายเลยนะครับ ท่านขึ้นป้าย หาเสียงไว้ชัดเจนว่ารับจํานําข้าวเปลือกเจ้าราคา ๑๕,๐๐๐ บาท แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับ ยังจําได้ไหมว่าจะให้ ๑๕,๐๐๐ บาท นี่คือสัญญา ๆ ทําไมลดราคานาปรังเหลือ ๑๓,๐๐๐ บาท ชาวนาเขาฝากมาทวงครับ เพราะเขาถือว่ารัฐบาลกําลังโกหกหลอกลวงพี่น้อง เกษตรกรชาวนาครับ เขาบอกไว้เลยว่า โกหกอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้ามาโกหกชาวนารับไม่ได้ ฉะนั้นการที่ลดราคาข้าวถ้าท่านเคยสัญญาขึ้นป้ายไว้ ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วมาลดเหลือ นาปรัง ๑๓,๐๐๐ บาท ถือว่าเป็นการตระบัดสัตย์กับประชาชนครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมขออนุญาตเรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ และคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในโครงการ รับจํานําข้าว ท่านอย่าท้าทายประชาชนะครับ ประชาชนให้โอกาสท่านแล้ว คิดว่าท่านจะทํา ให้เขาได้ดีแต่วันนี้ท่านท้าทายเขา ท่านไปลดราคาเขา เท่ากับท่านกําลังตระบัดสัตย์ กับประชาชนครับ กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ขอโอกาสที่จะชี้แจงในเรื่องเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับโครงการรับจํานําของรัฐบาลครับ การรับจํานําข้าวที่ท่านสมาชิกโดยเฉพาะคุณหมอวรงค์ ก็ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม รวมทั้งสมาชิกหลายท่านแล้วก็รวมทั้งท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อภิปรายเรื่องนี้ แต่เท่าที่รับฟังคิดว่าท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรก็ใจกว้างมากขึ้นนะครับ เพราะว่าท่านยอมรับว่าถ้าสมมุติว่าการที่จะ ช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับจํานําในราคาที่ไม่สูงเกินไป ท่านก็จะยอมรับได้ แล้วก็มี ประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจํานําข้าวนะครับ กระผมอยากขอเรียนชี้แจง อย่างนี้นะครับว่าประเด็นที่คุณหมอวรงค์พูด ๒ เรื่องที่ตั้งเป็นประเด็นที่ควรจะได้อภิปรายกัน ก็คือเรื่องที่ว่าวัตถุประสงค์ของโครงการรับจํานําข้าวของรัฐบาลคือ ๑. เพื่อที่จะช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้สูงขึ้น แล้วท่านก็พยายามที่จะให้ข้อมูลว่าชาวนาได้มีรายได้ที่ไม่ดีขึ้น หมายความว่าในที่สุดแล้วชาวนาก็อาจจะถูกโกงถูกอะไรต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นชีวิต ของชาวนาไม่ดีขึ้นนั่นประเด็นที่ ๑ และประเด็นที่ ๒ ท่านหรือหลาย ๆ ท่านก็พยายามที่จะ บอกว่าโครงการรับจํานํานี้ไม่ได้ทําให้ราคาข้าวในตลาดโลกซึ่งจะมีผลต่อราคาข้าวในประเทศไทย ด้วยสูงขึ้นแต่ประการใด กระผมก็อยากจะกราบเรียนว่าประเด็นที่ท่านยกขึ้นถูกต้อง แต่ว่าข้อสรุปของท่านผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้อง
ประเด็นแรก ก็คือว่าเรื่องรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนา นะครับ ผมคิดว่าเห็นได้ชัดเจนจากการเรียกร้องของชาวนาแม้รัฐบาลต้องการที่จะไป เปลี่ยนแปลงโครงการซึ่งรัฐบาลได้ทํามาตั้งแต่ต้น อย่างเช่น การลดราคาหรือว่าการจํากัด ปริมาณหรือการจํากัดเรื่องผลผลิตต่าง ๆ พี่น้องชาวนาก็รู้สึกจะเดือดร้อนนะครับ เพราะผม คิดว่าเป็นที่พิสูจน์ได้ว่าชาวนาต้องการให้มีโครงการรับจํานํา เพราะว่าโครงการรับจํานํานี้ เป็นประโยชน์หรือสุดท้ายก็จะเห็นได้ว่าพี่น้องชาวสวนยางก็อยากจะให้มีการช่วยเหลือ มีมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลในทํานองเดียวกัน ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยเขาคิดไปเองนะครับ เขาคงจะได้ข้อมูลและมีการเรียนรู้ว่า โครงการรับจํานําของรัฐบาลนี้แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ว่าก็ได้ช่วยให้ชีวิตชาวนาดีขึ้น อันนี้จากการสํารวจของหลาย ๆ หน่วยนะครับของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ของ ธ.ก.ส. ก็แสดงว่าพี่น้องชาวนาพอใจ มีความพึงพอใจในโครงการรับจํานําของรัฐบาล แล้วผลก็สะท้อน ออกมาจากเงินออมที่ฝากอยู่ในบัญชีของธนาคารของรัฐ ทั้ง ธ.ก.ส. ทั้งธนาคารกรุงไทย ก็ปรากฏว่ามีเงินออมที่สูงขึ้นมากขึ้นก็แสดงว่าอย่างน้อยที่สุดรายได้ของชาวนาดีขึ้น แล้วก็มี เงินออมมากขึ้นนั่นเองนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่องวัตถุประสงค์ของโครงการรับจํานําข้าวเปลือกของ รัฐบาลนี้ ผมก็คิดว่าสิ่งที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างมากในขณะนี้ ก็คือเรื่องที่บอกว่ากลไก ตลาดข้าวโลกมีความเข้มแข็งดีอยู่แล้วนะครับ สามารถที่จะให้ความเป็นธรรม สามารถที่จะ ชี้ว่าราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าราคาในอดีตที่ผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีนี้ ซึ่งราคาขายข้าว ในตลาดโลก โดยเฉพาะข้าวขาวซึ่งมีผลไปถึงข้าวอื่น ๆ ด้วยเหมือนกันก็ค่อนข้างจะเป็นราคาต่ํา ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ผมก็คิดว่านอกเหนือจากเรื่องของตลาดข้าวโลกที่เป็นตลาด ที่ใหญ่มากนะครับเพราะว่าคนในโลกนี้บริโภคข้าวอยู่ประมาณ ๓,๗๐๐ ล้านคน มากกว่า คนกินข้าวสาลีนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่กินข้าวในโลกนี้ก็มีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับล่าง มีรายได้น้อยไปจนถึงระดับสูงนะครับ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับล่าง เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ต้องการ ให้ราคาข้าวสูง แพงเกินไปนะครับ ในความต้องการของตลาดจริง ๆ ซึ่งเป็นผู้บริโภค ก็ต้องการให้ราคาข้าวต่ํา แต่ที่สําคัญก็คือกลไกของตลาดจริง ไม่ว่าเป็นตลาดของประเทศ ที่ใช้ระบบตลาด ระบบการแข่งขัน ผ่านพ่อค้า หรือระบบตลาดที่ซื้อขายผ่านรัฐบาล ในปัจจุบันรูปแบบของการซื้อขายผ่านรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เขาเรียกจีทูจี นะครับ ทั้ง ๒ ส่วนนี้ผมมีความชัดเจนว่าเป็นตลาดที่ไม่สมบูรณ์ เพราะว่า ระบบข้อมูลต่าง ๆ เพราะว่ากลไกตลาดต่าง ๆ อํานาจต่อรองของฝ่ายผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย ไม่เท่ากัน ที่สําคัญก็คือว่ากลไกตลาดของในประเทศไทยเองนะครับที่ผ่านโรงสีซึ่งมีผู้อภิปราย ก็บอกว่าชาวนาถูกโรงสีโกงเป็นจํานวนมากนะครับ ในขณะเดียวกันผู้ส่งออกเองหรือผู้นําเข้า ของประเทศต่าง ๆผมก็คิดว่ามีอํานาจต่อรองที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อผู้ขาย ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่น ผู้ขายในประเทศเวียดนาม ซึ่งบางท่านก็บอกว่าเป็นคู่แข่ง ของเรา ก็เป็นรัฐวิสาหกิจ มีอํานาจขายข้าวแต่เพียงผู้เดียวอยู่ ในขณะเดียวกันผู้ซื้อ ในประเทศต่าง ๆ ก็เป็นรายใหญ่ เป็นรัฐบาล อย่างเช่น ของประเทศอิหร่าน ของประเทศ อิรัก ของประเทศอินโดนีเซียก็ซื้อขายผ่านรัฐวิสาหกิจที่เรียกว่า บุลล็อก (Bullock) ของ ประเทศฟิลิปปินส์ก็ผ่านหน่วยงานที่เป็นของรัฐนะครับ ล้วนแล้วแต่มีโครงสร้างที่ใหญ่กว่า ผู้ซื้อผู้ขายในประเทศไทยนะครับ เพราะฉะนั้นตลาดที่ผู้ซื้อผู้ขายมีขนาดที่แตกต่างกัน มี มีอํานาจต่อรองแตกต่างกัน มีเงินหมุนเวียนที่แตกต่างกันนั้นก็ไม่ใช่ตลาดที่สมบูรณ์นะครับ ความพยายามของรัฐบาลที่จัดทําโครงการรับจํานําข้าว ก็ได้ตั้งวัตถุประสงค์ว่าจะต้อง เปลี่ยนแปลงราคาข้าวในตลาดให้สูงขึ้น ก็ต้องยอมรับว่าวัตถุประสงค์อันนี้หรือเป้าหมายอันนี้ ไม่สามารถที่จะบรรลุผลได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นนะครับ ก็จะต้องใช้เวลา อันนี้เข้ามา ๒ ปี เราก็เห็นความแตกต่างของราคาข้าวในตลาด ผมต้องขออภัยที่จะต้องกล่าวว่า กราฟที่ คุณหมอได้ยกขึ้นมา คุณหมอวรงค์ได้แสดงถึงราคาข้าวไทยเป็นสีแดง แล้วก็ราคาข้าว เวียดนามเป็นสีเขียวอะไร ประมาณนั้นว่ากําลังจะไหลลงมาบรรจบกันแล้ว แต่ผมก็อยากจะ กราบเรียนว่าความแตกต่างระหว่างราคาข้าวของประเทศต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย นะครับ ปัจจัยที่ ๑ ก็คือเรื่องคุณภาพซึ่งเป็นที่เชื่อของตลาดข้าวทั่ว ๆ ไปอยู่ว่าข้าวของไทย มีคุณภาพดีกว่า เพราะฉะนั้นเขาก็จะให้ราคาสูงกว่า หรือที่เรียกว่าพรีเมียม (Premium) นี่นะครับอยู่ประมาณ ๓๐-๕๐ เหรียญต่อตันอยู่เสมอเพราะฉะนั้นปัจจัยอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง อีกปัจจัยส่วนหนึ่งถ้าท่านไปดูก็จะเห็นว่าราคาข้าวก่อนที่จะมีโครงการรับจํานํา ข้าวของ รัฐบาลไทยกับหลังโครงการ ราคาก็ขึ้นไปอยู่ประมาณตั้งแต่ ๕๐ เหรียญขึ้นไป แต่ว่าจะช้า หรือเร็วที่จะขึ้นไปอยู่สู่ระดับที่เราต้องการนั้นผมคิดว่าต้องใช้อีกเวลาหนึ่ง ก็ไม่ได้คาดหวังว่า แค่ปี ๒ ปีนี้มันจะไปชนสิ่งที่เราคาดว่าราคาสูงสุดที่เราควรจะได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องที่บอกว่า โครงการรับจํานํานี้ในที่สุดเป็นการแข่งขันกับ เอกชน เพราะทําให้พ่อค้าส่งออกจํานวนหนึ่งอาจจะต้องล้มเลิกกิจการไป อันนี้ผมขอ กราบเรียนว่ามี ๒ ประเด็นที่เกี่ยวข้องนะครับ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้ว ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเองก็ได้ระบุถึงมาตรา ๘๔ (๑) ไว้บอกว่า รัฐบาล จะต้องไม่ทํากิจการที่เป็นการแข่งขันกับเอกชน ยกเว้นในกรณีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ต่อส่วนรวม ผมก็อยากจะกราบเรียนว่ากรณีข้าวก็เหมือนกันกับยางพาราครับ ก็คือถ้าหาก การกระทํานี้เราสามารถที่จะช่วยให้ราคาข้าวในตลาดให้ชาวนามีรายได้ที่มากขึ้น เพราะว่า กลไกตลาดปกติไม่เข้มแข็ง เป็นการปรับกลไกตลาดให้ดีขึ้น ผมก็คิดว่าอันนี้จะเป็นอานิสงส์ ให้แก่เกษตรกร ให้ชาวนาในระยะยาว เพราะเท่ากับเป็นการพัฒนากลไกตลาดไปในตัว นะครับ ส่วนที่มีปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตราเดียวกันใน (๘) พูดเรื่องหน้าที่ของรัฐ นโยบายของรัฐในการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรก็คือว่า รัฐพึงมีหน้าที่ที่จะช่วยเกษตรกร ให้มีรายได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อันนั้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐ ผมคิดว่าในส่วนการทํา โครงการรับจํานํานี้ เป้าหมายของรัฐบาล ก็คือต้องการที่จะยกระดับรายได้ของเกษตรกร ในขณะเดียวกันก็คือการพัฒนากลไกตลาดทั้งในต่างประเทศและในประเทศให้ดีขึ้นนั่นเอง นะครับ
ส่วนที่เป็นประเด็นเรื่องของการดําเนินการรับจํานําที่ได้พูดถึงว่ามีการเปิดช่อง ให้มีการทุจริตจํานวนมาก อันนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้มองเห็นว่ามันยังมีช่องทางอยู่ ก็พยายามจัดกลไกที่เหมาะสมนะครับ ทั้งให้มีการตรวจสอบตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ในช่วงรับจํานํา ก็พยายามที่จะจัดให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปนะครับ ส่วนที่มีหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณหมอณรงค์ได้พูดเรื่องชาวนาถูกโกงความชื้น แล้วก็ระบบการวัดความชื้นที่ไม่สามารถวัดได้ เกินกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ต้องขอกราบเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์ได้พยายามที่จะให้มี การพัฒนาเครื่องวัดความชื้นมาตามลําดับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการพัฒนาอันนี้แม้อุปกรณ์จะดี เท่าไรก็ตามนะครับ ความสําคัญก็อยู่ที่พฤติกรรมของคน ทีนี้พฤติกรรมที่มักจะปรากฏอยู่ เสมอก็คือจะปรากฏบอกว่าพ่อค้าชอบเอาเปรียบชาวนาโดยการโกงความชื้น โกงน้ําหนัก อะไรต่าง ๆ ก็ได้พยายามที่จะจัดกลไกให้มีการช่วยเหลือชาวนาโดยมีเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ บางคราว บางโรงสีก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจําอยู่ถึง ๙ คนนะครับ นอกจากตัวแทนเกษตรกร ๓ คน มีเจ้าหน้าที่ตํารวจคราวที่แล้วก็ ๓ คน ตอนนี้ลดลงเหลือ ๒ คน เพราะว่าแทนที่จะมี จํานวนมากแต่ต้องการให้เขาอยู่ครบ เพราะฉะนั้นคราวนี้เจ้าหน้าที่ประจํามีอยู่ประมาณ ๖-๗ คน ก็จะกําชับหรือว่าเข้มงวดให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอยู่ประจําตลอดเวลา ไม่ใช่ไปบางเวลา เท่านั้น อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางรัฐบาลพยายามที่จะปิดช่องว่างเหล่านี้นะครับ แล้วก็เพิ่ม การติดกล้องซีซีทีวี (CCTV) มากขึ้นในโรงสี ตั้งแต่จุดของการรับจํานํา ก็คือการวัดน้ําหนัก การวัดความชื้น แล้วก็จุดที่จะเอาไปจัดการสีข้าวต่อไปนะครับ
สําหรับกรณีที่เรื่องเกี่ยวกับเวียนเทียนข้าวทําให้ข้าวคุณภาพต่ํา อันนี้ก็ขอ กราบเรียนว่าตั้งแต่ต้นก็มองเห็นจุดนี้ แต่คิดว่าจุดรั่วไหลก็จะอยู่ที่วิธีปฏิบัติเช่นเดียวกัน เพราะว่าทางภาครัฐก็พยายามที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ เช่นเดียวกัน ทั้งเรื่องการเพิ่มซีซีทีวีเหมือนกัน เพิ่มในโกดังเหมือนกันกับโรงสี แล้วก็จะ เข้มงวดกับผู้ตรวจสอบคือเซอร์เวเยอร์มากขึ้นมีการสุ่มตรวจมากขึ้น โดยกรมการค้า ต่างประเทศซึ่งมีสํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติที่ดูแลเรื่องมาตรฐาน สินค้าเกษตรอยู่นะครับ แล้วก็มีการเพิ่มความเข้มงวดกับโกดังกลางที่เราเก็บข้าวไว้ มีการจัด เกรดโรงสี แล้วโกดังไหนที่มีประวัติ แม้จะถูกกล่าวหาว่ามีการล้อมหลุมอะไรพวกนี้ที่ได้มี การอภิปรายนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็จะมีการพยายามที่จะกําจัดโอกาสในการทุจริตมากขึ้น
สุดท้ายเรื่องระบายข้าว ผมก็ขอกราบเรียนว่าเป็นปัญหางูกินหางเหมือน นะครับ ในขณะที่เราต้องการให้ราคาข้าวในตลาดโลกอยู่ในระดับที่สูงเพียงพอที่จะทําให้ผล ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศไทยโดยส่วนรวมคือการขายข้าวในเชิงมูลค่า คือไม่เน้น เฉพาะเรื่องปริมาณขายข้าวว่าเราจะเสียแชมป์ เพราะในช่วงที่ผ่านมาเราเป็นแชมป์ขายข้าว ราคาถูก คือไปขายลดราคากันอยู่เรื่อย ในขณะนี้ราคาก็ขึ้นมาพอสมควร เราก็จะไม่เน้น เชิงปริมาณเท่าไร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอารายได้เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะว่าก็คิดว่า ในเชิงการค้าข้าว ก็คิดว่าในเชิงการค้าข้าวในเชิงมูลค่า คือเอาราคาแล้วก็เอาปริมาณด้วย แต่ในระดับที่เหมาะสม แล้วก็มีการบริหารสต็อกที่ดีนะครับ ส่วนเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ได้ชี้แนะนี้ผมก็คิดว่าเป็นจุดที่ดีที่ทางรัฐบาลจะได้นําเอาข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปปรับปรุง ให้เกิดความเข้มงวดต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก่อน แล้วท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิพาดพิงสั้น ๆ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ท่านรัฐมนตรีใช้คําว่า ฟังหัวหน้าฝ่ายค้านแล้วเหมือนว่า จะใจกว้างขึ้นในการยอมรับให้มีการลดราคาจํานําข้าว ผมขอกราบเรียนว่าจุดยืนของกระผม ในเรื่องนี้ จริง ๆ ไม่มีเรื่องใจกว้าง ใจแคบครับ เป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมและ ผลประโยชน์ของเกษตรกร แล้วก็ยืนยันครับว่าไม่สนับสนุนแนวคิดที่จะลดการขาดทุน ด้วยการลดราคาจํานํา เพราะสิ่งที่พวกผมมีปัญหาคือนโยบายที่สูญเสียเงินปีละประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเงินไปถึงชาวนาแค่ครึ่งเดียว แล้วก็ทําให้ ข้าวไทยแข่งขันไม่ได้ มีกระทบต่อคุณภาพ มีปัญหาการทุจริต ผมอยากให้ไปแก้ด้วยวิธีใด ก็ได้ให้ชาวนาได้เท่ากับเขาได้ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ลดการสูญเสียเงินครึ่งหนึ่งที่เราทําอยู่ ในปัจจุบัน แล้วก็ไม่สร้างปัญหาให้กับข้าวไทยในการส่งออกและเรื่องคุณภาพของข้าวนะครับ
ประการที่ ๒ เมื่อสักครู่ท่านบอกว่า ผมพูดว่าเรื่องจํานําก็ดี นโยบายจํานําก็ดี มันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ประเด็นปัญหาของมาตรา ๘๔ อยู่ที่ว่าการเข้าไปแทรกแซงในเรื่องของกลไกตลาดนั้นทําเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และมันสมควรแก่เหตุหรือไม่ โครงการจํานําที่ผมบอกมันคือโครงการรับซื้อ ท่านจะไปอ้าง เล่นคําหรือจะพูดในแง่มุมกฎหมายอย่างไรท่านก็ต้องรับว่าคนที่จะไถ่ถอนเขาจะไปไถ่ถอน หรือครับถ้าหากว่าราคาที่เขาได้อย่างไรมันสูงกว่าราคาที่เขาจะไปขายที่อื่น มันไม่มีหรอกครับ มันก็คือโครงการรับซื้อ แต่ถ้าท่านบอกรับซื้ออย่างนี้ ทําได้ ไม่เสียหาย คุ้มค่ากับที่ทําให้กับ ชาวนา ผมก็ถามว่าแล้วทําไมท่านไม่ทําให้กับชาวสวนยาง ความจริงเรื่องของสวนยาง กับเรื่องของข้าวมันต่างกันจริงครับ ที่ท่านพยายามอธิบายเรื่องราคาตลาด ข้าวในตลาดโลก สมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับว่ามันสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ประเด็นของ พวกกระผมก็คือว่าประเทศไทยสามารถชี้นําราคาข้าวในตลาดโลกได้หรือไม่ แล้วเราพูดกัน ตั้งแต่วันแรกว่าเราเชื่อว่าไม่ได้ เหตุผลที่ไม่ได้เพราะท่านต้องดูปริมาณการผลิตของ ประเทศไทยต่อปีเทียบกับปริมาณผลผลิตข้าวของโลกในแต่ละปี ผมเข้าใจว่าออกมาไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่กรณียางพาราไม่ใช่นะครับ กรณียางพาราเราผลิตประมาณ ๑ ใน ๔ ของปริมาณที่ผลิตอยู่ในโลก ดังนั้นการเข้าไปแทรกแซงจึงมีโอกาสที่จะชี้นําราคาตลาดโลก ได้มากกว่า และกรณีที่ทําสําเร็จอย่างนั้นละครับแทรกแซงตลาดและเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม เพราะการส่งออกไม่เสียหาย แต่การแทรกแซงต้องแทรกแซงในลักษณะไล่ราคาครับ เช่น ถ้ายางพาราอยู่ ๗๐ บาท พยายามไล่ขึ้นไป ๗๓ บาท ๗๕ บาท ๗๘ บาท จนถึง ๘๐ บาท หรือ ๙๐ บาท หรืออะไรก็แล้วแต่มันอาจจะเกิดขึ้นได้ครับ แต่ถ้าท่านไปแทรกแซง บอกรับซื้อ ๑๒๐ บาท ไม่ครับ ราคาไม่ขยับครับ แล้วท่านก็จะมียางกองอยู่ในโกดังเหมือน ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนะครับ ก็อยากทําความเข้าใจครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จริง ๆ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้อภิปราย ๒-๓ ท่าน สักครู่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ ท่านยรรยง ก็ได้อธิบายความไปพอสมควรแล้วนะครับ เพียงแต่ว่ามีบางประเด็น เกี่ยวข้องกับตัวผมและผมเห็นว่าบางประเด็นก็น่าจะเพิ่มเติม โดยการกระชับเวลาที่สุด ๒-๓ นาที เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ
ประการแรก โครงการรับจํานําข้าวที่มีเพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่สามารถจะขยับระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้มีสภาพการณ์ที่สูงขึ้นอย่างที่หลาย ๆ คน คาดหวังไว้ อันนี้ก็คงเป็นข้อเท็จจริงละครับ เป็นแต่เพียงว่าสถานการณ์ในเวทีโลกขณะนี้ มันไม่ได้เอื้อให้ระดับราคาข้าวขยับตัวไปเช่นนั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งผมยืนยันว่าผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรชาวนานะครับ โอนเงินตรงจาก ธ.ก.ส. เข้าบัญชีชาวนาไปแล้ว อย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สถิติในทุกรอบปีบัญชีนะครับ ปรากฏว่าการออมของชาวนามีอัตรา เพิ่มขึ้นทุกรอบปีบัญชีตั้งแต่เริ่มโครงการรับจํานําข้าวโดยรัฐบาลชุดนี้เป็นต้นมา ปี ๒๕๕๕ เพิ่มขึ้น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ก็เพิ่มขึ้น ๒๖ เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ในขณะเดียวกันความสามารถในการชําระหนี้ของพี่น้องเกษตรกรชาวนาก็สูงขึ้น ในทุกรอบปีบัญชีเช่นเดียวกัน ขณะนี้เม็ดเงินนะครับ โอนเข้าถึงมือเกษตรกรชาวนา ในรอบปี ๒๕๕๕ ก็ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ก็ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เช่นเดียวกัน
ประการต่อมา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งกรุณา บอกว่า การดําเนินโครงการรับจํานําข้าวในขั้นตอนการปฏิบัติ มีบางเรื่องบางประเด็นที่ พี่น้องชาวนาไม่สบายใจ อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าโครงการระดับขนาดนี้ขั้นตอนการปฏิบัติ อาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ที่ท่านบอกว่าท่านเดินสอบถามชาวนาแล้วพี่น้องชาวนา บอกว่าแค้นเคืองใจรัฐบาลชุดนี้เหลือเกิน ไม่ชอบใจแล้วโครงการรับจํานําข้าว ตรงนี้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านไปสอบถามกับพี่น้องชาวนาที่จังหวัดไหน เพราะว่าทุกกลุ่มชาวนาที่ผมพบ ขานรับโครงการรับจํานําข้าวทั้งสิ้น แล้วก็มีแต่เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ รับจํานําข้าวต่อไป แต่ถ้าท่านมีข้อมูลและมีความเชื่อเช่นนั้นผมก็เคารพในข้อมูลของท่าน แล้วก็เป็นเสรีภาพที่ต่อไปถ้าหากพี่น้องชาวนาเขามีกิจกรรม เขามีรวมตัวกัน ท่านก็สามารถ ที่จะปรากฏตัวบนเวที แล้วก็ประกาศให้พี่น้องชาวนายกเลิกโครงการรับจํานําข้าวก็ได้
ประการต่อมา ผมก็เรียนท่านประธานด้วยความเคารพอีกประเด็นหนึ่งว่า ภาพหลายภาพที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาหยิบยกแล้วก็ฉายผ่านจอในห้องประชุมนั้น ถ้าฟังจาก คําอธิบายขยายความก็พอจับความได้ว่าท่านบอกมีการทุจริต แต่ถ้าดูแต่ภาพ ผมพูดตรง ๆ นะครับ ผมดูไม่รู้เรื่อง เพราะว่ามันไม่ได้มีการระบุชัดเลยว่าเหตุเกิดขึ้นที่ใด อย่างไร โดยใคร แต่เป็นการถ่ายภาพแล้วก็มีคําอธิบายบรรยายประกอบโดยผู้อภิปราย ซึ่งท่านมีสิทธิที่จะ ยืนยันว่าท่านพูดความจริง แต่ผมก็ต้องเรียนด้วยความเคารพนะครับ ผมก็มีสิทธิที่จะบอก เหมือนกันว่าหลักฐานที่ท่านแสดงนั้นไม่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงครบถ้วนจนมีน้ําหนักเชื่อได้ว่ามี การทุจริตอย่างที่ท่านกล่าวอ้าง
ประการต่อมา ที่จังหวัดสุรินทร์ เรื่องนี้เกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งที่ผมได้ดําเนินการไป วันนั้นเพื่อนสมาชิก นายแพทย์วรงค์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เอากระสอบข้าวมาใบหนึ่ง บอกว่ามาจากโกดังที่จังหวัดสุรินทร์ แล้วก็บอกว่าข้าวนี้เป็นข้าวที่เสียหาย เก็บไว้ในโกดัง คนเขาเอาออกมาให้ท่าน แล้วท่านก็เอามาแสดงต่อสภา ผมบอกว่านั่นเป็นทรัพย์สินของ ทางราชการ ก็ขอเอาข้าวอันนั้นไว้ให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความลงบันทึกประจําวันที่ สน. ดุสิต แล้วก็นําไปแจ้งความที่ สภ.เมืองสุรินทร์ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่สุรินทร์เขาตรวจสอบ เขาสอบปากคําเจ้าหน้าที่ ยืนยันครับว่าในทุกโกดัง คลังกลาง ไม่ได้ปรากฏข้าวกระสอบ ดังกล่าวออกมาแต่อย่างใด นี่เจ้าหน้าที่ตํารวจที่จังหวัดสุรินทร์ยืนยันเช่นนั้นผมเรียน ท่านประธานนะครับว่าคนถือกุญแจโกดังมีอยู่ ๓ คนในแต่ละโกดัง เป็นตัวแทนของจังหวัด เจ้าหน้าที่ อคส. แล้วก็เจ้าหน้าที่ของเซอร์เวเยอร์ใครจะเอาข้าวออกมาได้หมายความว่า ต้องให้ ๓ คนนี้ไขกุญแจพร้อมกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเคยไปสุ่มตรวจโกดัง ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ขาดไปคนหนึ่ง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งงัดต่อหน้าสื่อมวลชน ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจจังหวัดสุรินทร์เขาตรวจสอบ เขายืนยันว่าไม่มีข้าวสูญหายจาก โกดังดังกล่าว ก็ถ้าเพียงเพื่อนสมาชิกได้กรุณาระบุว่ามาจากโกดังคลังใดเท่านั้นนะครับ เราก็ จะอนุมานได้ทันทีว่าคนถือกุญแจ ๓ คนน่าจะรู้เห็นเป็นใจในการไขกุญแจพร้อมกันแล้ว เอาข้าวออกมา ก็จะต้องดําเนินคดีกับ ๓ คนนั้นอย่างเด็ดขาด แต่ถ้า ๓ คนนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ เอากุญแจไปไข ไม่ได้มีข้าวออกมา เขาก็จะได้แสดงตัวในฐานะผู้เสียหายก็เท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ
ท่านบอกว่าท่านเสียหายตรงไหนก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงสั้น ๆ อยู่ ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ที่ท่านพูดถึงเรื่องการที่ผมเอาคลิปมาฉาย แล้วบอกว่าคลิปไม่มี ที่มาที่ไป ไม่ได้ระบุวัน เวลา สถานที่ ผมเรียนท่านประธานว่าคลิปนี้เคยเอาฉายแล้วครับ ท่านประธาน ตอนนั้นเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระบุ เวลา สถานที่ แล้วก็บริเวณโกดัง ที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากผมเห็นว่าหลายท่านเคยเห็นแล้ว ผมมาเตือนความทรงจํา แล้วเวลามันจํากัดก็เลยตัดหัวคลิป ปลายคลิปออกเพื่อให้สั้นขึ้น แต่ถ้าต้องการฉบับจริงผมให้ ท่านได้ ขอคําตอบเท่านั้นเองว่าหลังจากตั้งไปแล้วท่านแก้ไขอย่างไร ท่านเข้าไปตรวจสอบ หรือไม่ แล้วหลาย ๆ โกดังที่เกิดสภาพอย่างนี้ ท่านเอาจริงเอาจังหรือไม่ ผมจะเอาคลิปเต็ม ให้ท่านครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่พูดถึงเรื่องชาวนาโกรธเคือง ผมเรียนอย่างนี้ว่าคนที่โกรธเคือง มากที่สุด คือชาวนาจากจังหวัดพิษณุโลกครับ ผมคลุกคลีกับชาวนา มีชาวนาจังหวัด พระนครศรีอยุธยา แล้วมีชาวนาจังหวัดปทุมธานี แล้วมีชาวนาจังหวัดอ่างทอง และจังหวัด สิงห์บุรีโทรศัพท์มาหาผมหลายคน ท่านรัฐมนตรีอาจจะฟังผมไม่ครบทุกประเด็น เราไม่ได้เอา มาต่อสู้กันในเชิงนโยบายวันนี้ว่าไม่ชอบจํานําให้ไปประกาศยกเลิก ผมยกเลิกแน่นอน ท่านประธานแต่ประเด็นที่ชาวนาโกรธเคืองว่าไปลดราคาเขาทําไม ท่านสัญญาเขา ๑๕,๐๐๐ บาท ไปลดนาปรังเหลือ ๑๓,๐๐๐ บาท อันนี้คือประเด็นที่เขาโกรธเคือง ท่านแน่จริง ถ้าท่าน บอกว่าดีท่านทําได้ถูกต้อง หัวหน้าผมก็ยืนยันได้ชัดเจนเราไม่สนับสนุนในการลดราคา สัญญาว่า ๑๕,๐๐๐ บาท แต่นาปรังเหลือ ๑๓,๐๐๐ บาท เขาโกรธเคืองประเด็นนี้
แล้วก็ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องข้าวที่จังหวัดสุรินทร์ คือท่านจะบอกว่าตํารวจ ไปชี้แจง เอาตํารวจอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมเรียนขยายผลนิดหนึ่ง ท่านพยายามกล่าวหา ในสภาบอกว่าผมลักทรัพย์ แล้วบอกว่าให้เจ้าหน้าที่ไปดําเนินคดีแจ้งความ ดําเนินคดีกับผม แต่ในเหตุการณ์ที่แท้จริงก็คือกลายเป็นว่าให้ตํารวจมาให้ผมเป็นพยานว่าข้าวนี้มาได้อย่างไร แต่ผมเรียนว่าถ้าท่านต้องการอยากจะรู้จริง ๆ ผมยืนยันว่าเรามีรายชื่อมีโกดัง แต่ผมต้องการ คําตอบว่าทําแล้วท่านเอาจริงหรือไม่ ไม่ใช่สุดแล้วท่านก็ไปข่มขู่เขา เพราะนิสัยท่านชอบข่มขู่ ท่านไม่ได้แก้ไขปัญหาจริง ๆ แต่ถ้าท่านพิสูจน์ตัวเองว่าเอาจริงเอาจัง แล้วก็มีกรรมาธิการ ไปด้วยอย่างนี้ผมจะแนะนําครับ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่พวกท่านด้วยนะครับ เพราะอย่างน้อยจะได้เป็นการช่วยกันในการปราบปรามการทุจริตเรื่องการเวียนเทียนเอา ข้าวเสื่อมคุณภาพเข้าโกดังรัฐบาลครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อีกนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ผมก็เพิ่งได้ทราบข้อมูลว่ามีเฉพาะพี่น้องชาวนาที่จังหวัดพิษณุโลก ที่ไม่สบายใจในเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าก็โน้มรับ รับฟัง แล้วก็ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงจะได้มี โอกาสพอปะชี้แจงทําความเข้าใจกับพี่น้องต่อไป ส่วนเรื่องเทปหรือคลิปลับหลักฐาน ตลอดจนเรื่องของเหตุการณ์ที่จังหวัดสุรินทร์ ท่านเอามาให้ผมทีครับ เอาคลิปฉบับเต็มมาให้ ผมผมอยากเห็นเหมือนกันว่ามันระบุไหมว่าโรงสีตรงไหน ใครทําอะไร อย่างไร ขอดูครับ ผมจะได้เอาไปดําเนินการกันอย่างเด็ดขาด แจ้งความดําเนินคดีก็ว่ากันทันที ส่วนที่จังหวัด สุรินทร์นี้ไม่ยากครับ ท่านเพียงลุกขึ้นแล้วก็ประกาศชื่อโกดัง คลังกลาง ตรงนี้ผมก็จะทราบ แล้วว่า ๓ คนที่จะต้องรับผิดชอบในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐเอากุญแจไปไขพร้อมกันให้ท่านเอาข้าว ออกมาเป็นใคร ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าไม่เป็นความจริง ๓ คนนั้นเขาจะได้เป็นเจ้าทุกข์ ในฐานะผู้เสียหายเท่านั้นเองครับ ท่านลุกขึ้นแล้วก็บอกเลยครับ คลังไหนครับ
เชิญท่านวราเทพ คือไม่ให้ตอบโต้กันแล้วครับ ท่านประกาศเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขอประกาศ ให้ท่านทราบว่าโกดังข้าวที่มีข้าวเสื่อมสภาพไม่ได้อยู่ในโกดังที่ท่านไปตรวจ เพราะผมจําได้ว่า ท่านเคยไปตรวจแล้วลงข่าวหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่อยู่ในโกดังนั้น โกดังนี้บอกคร่าว ๆ ว่าอยู่ที่ รอยต่ออําเภอปราสาทกับอําเภอเมือง ผมบอกให้ท่านแค่นี้ก่อนแล้วกัน เพราะว่าต้องการให้ รับรู้ว่ามีของจริงครับท่านประธาน แล้วในส่วนเรื่องคลิปถ้าต้องการเปิดนี้ผมมีต้นฉบับ อยู่ตรงนี้ครับ ๒ นาทีเศษ ถ้าท่านประธานจะให้เปิดนะครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านได้เลยครับ แต่ท่านต้องมีคําตอบว่าท่านแก้ไขปัญหาอย่างไร เอาจริงเอาจังหรือไม่ อย่าลืมนะครับ แล้วห้ามข่มขู่นะครับ
พอแล้ว ไม่มีใครข่มขู่ใคร เชิญท่านรัฐมนตรีวราเทพตอบ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องชี้แจงเพราะว่าพูดเรื่องข้าวหอมมะลิที่จังหวัดสุรินทร์เกิดความเสียหาย จังหวัดของผม ข้อเท็จจริงกระสอบตัวเลขข้างกระสอบวันนั้นก็เพี้ยนหมดแล้ว ไม่ถูกต้อง สักตัวเลยครับ ไม่เป็นข้อเท็จจริงครับ
คืออย่างนี้ต้องให้เขาพูดก่อน ก่อนประธานจะวินิจฉัย ท่านจะไปให้คนอื่นพูดไม่ได้ เขาประท้วงผมต้องฟัง ฟังแล้วประธานต้องวินิจฉัย ประธานยังไม่ได้ฟังจะไม่ให้พูดเลยไม่ได้ ก็ต้องฟัง เชิญครับ
ท่านประธานครับ เรื่องนี้ ผมกล้าเอาตําแหน่ง ส.ส. จ่าประสิทธิ์เดิมพันครับ
ไม่ต้องขนาดนั้น เอาละผมเข้าใจแล้ว ไม่ต้องประท้วงแล้ว เชิญท่านวราเทพชี้แจง
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายแพทย์สุกิจประท้วงเรื่องอะไร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ คือผมหารือ ท่านประธานนิดหนึ่งว่าท่านรัฐมนตรีลุกขึ้นมาตอบเยอะเหลือเกินในช่วงนี้ ตอน ๒ ทุ่มนี่ ผมให้ตอบไม่เห็นมีใครตอบ คือผมเป็นห่วงอย่างนี้ครับ ท่านรัฐมนตรีมีเวลาแค่ ๔ ชั่วโมง ตอนนี้ตอบกันไปจนเกือบจะหมด ๔ ชั่วโมงแล้ว
ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมควบคุม ครบแล้วผมไม่ให้ตอบ ท่านนั่งลงเถอะ เอาละครับท่านไม่ต้อง ประท้วง ประท้วงไม่ให้ตอบไม่ได้ครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน แล้วทีนี้พวกผมยัง มีผู้อภิปรายอีกเยอะมากเลยครับ ซึ่งจะมีปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีต้องตอบอีก แล้วถ้าหมดเวลา แล้วท่านจะเอาเวลาที่ไหนมาตอบ
ไม่เป็นไรครับ หมดเวลาก็ไม่ต้องให้ตอบ เชิญรัฐมนตรีตอบ ท่านมานิตย์ไม่ต้องประท้วง ท่านรัฐมนตรีวราเทพอยากตอบหลายรอบแล้ว ประท้วงผมเรื่องอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน พอพูดคําว่า สุรินทร์ ท่านประธานก็ไม่น่าจะถาม ผมไม่ได้ประท้วงท่านประธานแน่ ท่านประธานเห็นไหมผมเรียบร้อยมาก ระยะหลัง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่เคยคุย อะไร ก็ไม่เคยคุย แต่วันนี้นี่ผมฟังคุณหมอวรงค์ จริง ๆ ผมก็นับถือ โดยเฉพาะคนที่เป็นหมอ ผมนับถือเข้าไปในหัวใจเลยครับ เพราะผมป่วยบ่อย เป็นโรคเยอะ แต่ว่าผมอยากให้ยืนยัน อย่าไปพูดกํากวม ถนนจากอําเภอประสาทไปจังหวัดสุรินทร์โรงสีเยอะครับ โรงสีตาแป๊ะ โรงสีลุงชู โรงสีป้าจันทร์ โรงสียายแจ่ม ให้บอกชื่อมาสิครับ ผมก็จะไปตรวจ
ไม่เป็นไร หมอวรงค์จะเอาซีดีให้รัฐมนตรีดูแล้ว
ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วย ระหว่างหมอวรงค์กับท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิเกิดมีอะไรกันละครับ ผมจะไปเชื่อได้อย่างไร ผมไม่ได้เชื่อรัฐมนตรีณัฐวุฒิ และผมไม่ได้เชื่อหมอวรงค์ ก็พูดกันในสภาว่าในที่แจ้งแล้วไปกิน ในที่ลับ เดี๋ยวผมกล่าวหาจังหวัดพะเยาบ้างนะครับท่านประธาน ต้องบอกชื่อ ผมอยากรู้ คนสุรินทร์อยากรู้ จริง ๆ ผมไม่ใช่คนเกเรนะครับท่านประธาน เพราะหมอวรงค์เคยคุย หลายทีว่ายืนยันด้วยศักดิ์ศรีหมอวรงค์ช่วยบอกโรงสีมาทีครับ วันอาทิตย์นี้ผมลงมติ วันเสาร์เสร็จ วันอาทิตย์นี้ผมก่อนเข้าบ้าน ผมจะไปที่โรงสีนี้ จะเรียกท่านรองผู้ว่าราชการ จังหวัดพิภพมา จะเรียกหลาย ๆ คนมาว่าวันนี้จังหวัดสุรินทร์จริงหรือไม่เรื่องนี้ มันเสียหาย จังหวัดผม หาว่าจังหวัดผมนี่เป็นข้าวเสียทั้งหมด เป็นข้าวเน่า อะไรมันเกิดขึ้นกับจังหวัดผมล่ะ ถ้าผมไปโจมตีจังหวัดพะเยาของท่านบ้างละครับ นี่ผมยกตัวอย่าง แต่ขอโทษครับท่านประธาน นี่ยกตัวอย่าง ไม่ได้ว่าตําหนิท่านประธาน มันเสียหายจังหวัด ผมเป็นผู้แทนราษฎรมาจาก การเลือกตั้งของคนสุรินทร์ จังหวัดผมโดนดูถูก โดนประณามอย่างนี้นี่ผมเสียหาย คนสุรินทร์ ก็เสียหาย เขาบอกว่าอ้ายมานิตย์มันไปอยู่ตรงไหน มีแต่น้องจ่าประสิทธิ์ ตี๋ใหญ่ผมละ ชูศักดิ์ผมละ สมบัติละ ปิยะดาละ นี่เขาเสียหายหมดนะครับ ให้เขามาดูถูกดูแคลนคนสุรินทร์ ได้อย่างไร
พอแล้วเดี๋ยวให้หมอวรงค์ตอบ เขาจะตอบไม่ตอบ ผมไม่ทราบ นั่ง พอสมควรแล้วครับ เชิญหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิกฟังให้ ชัด ๆ นะครับ เพราะประเด็นที่ผมอภิปรายเรื่องข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวเน่า ข้าวเสียที่ซุกอยู่ใน โกดังนี่ ผมบอกว่ามีโกดังแห่งหนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์ ผมไม่ได้ตําหนิพี่น้องประชาชนชาวสุรินทร์ ไม่ได้ตําหนิคนสุรินทร์ คนสุรินทร์เป็นคนดีเยอะนะครับ ก็มีคนไม่ดีปะปนกันไป ทุกจังหวัด มันเหมือนกันหมด เดี๋ยวท่านจะหาว่าผมไปกล่าวใส่ร้ายพี่น้องประชาชนชาวสุรินทร์ ซึ่งไม่ใช่ อันนี้เป็นโครงการก็เป็นแค่โกดังเดียวเท่านั้น โกดังดี ๆ ก็คงจะมีอีกหลายโกดัง เพราะโกดัง ที่ท่านไปตรวจก็เป็นโกดังดี เป็นโกดังที่ทําออกมาแล้วทุกอย่างก็ปกติดี แต่ผมก็ยืนยันกับ ท่านรัฐมนตรีไปว่าโกดังที่ท่านตรวจไม่ใช่กับโกดังที่ผมได้รับการร้องเรียนมา ถ้าอย่างนั้น ท่านอย่าเบี่ยงเบนประเด็นครับท่านประธาน ผมคิดว่าประเด็นมันอยู่ตรงเองครับว่ามันมี โกดังนี้ที่เป็นปัญหา ผมไม่ได้กล่าวหาโกดังอื่นด้วย แล้วข้อมูลที่ผมยืนยันก็บอกว่ามันเป็น ข้อมูลที่จริง ที่ท่านไปตรวจนั้นไปตรวจโกดังอื่น แค่นี้เองครับท่านประธาน
ครูมานิตย์ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม จากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมไม่ได้เกเรจริง ๆ เรื่องนี้อภิปรายกันมา อย่างน้อย ๓ ครั้งในสภานี้เรื่องข้าว แล้วมีครั้งหนึ่งผมไม่สบายใจมาก ผมจะตั้งกระทู้สด ถามรัฐมนตรีณัฐวุฒิ วันนั้นรัฐมนตรีณัฐวุฒิบังเอิญท่านติดราชการ ก็ไม่เป็นไร วันก่อน ท่านบอกว่าเป็นโกดังอยู่อําเภอท่าตูม ดูเทปกันก็ได้ครับ ถึงจะได้รู้ว่าใครโกหกกัน แล้วอาจจะ ประกาศลาออกกันคนใดคนหนึ่งกลางสภานั่นละครับ พอมาวันนี้มันคนละซีกกัน อําเภอ ท่าตูมอยู่ซีกเหนือ อําเภอเมืองกับอําเภอปราสาทอยู่อีกซีกหนึ่ง แล้วตกลงโกดังไหนกันแน่ ผมอยากรู้ว่ามันอยู่โกดังใคร อยู่ตรงไหน เพราะวันก่อนคุณหมอวรงค์คนนี้ละครับ ก็รู้จักกัน ครับ ผมกับหมอวรงค์ ออกจากนี้ผมครู ท่านนายแพทย์ ท่านบอกว่าอยู่แถวอําเภอท่าตูม มีคนอําเภอชุมพลลพบุรี แบกกระสอบมาให้ท่าน ผมจําได้ วันที่เอาเหล็กมาแทงกลางสภา ดูซีดีกันก็ได้ พอมาวันนี้อําเภอเมือง จากอําเภอเมืองมาอําเภอปราสาท ท่านประธานอาจจะ ไม่รู้เส้นทางจังหวัดสุรินทร์ เส้นทางจังหวัดสุรินทร์นี่พอไปถึงอําเภอนางรอง อําเภอประโคนชัย อําเภอปราสาท แล้วมาเมืองสุรินทร์ จบครับ ถ้าผ่านทางนั้นมาเขตอําเภอจอมพระ เขตเลือกตั้งผม แล้วก็ไปเขตอําเภอท่าตูม มันคนสาย มันต้องชัดอย่างนี้ อย่าเอาจังหวัด สุรินทร์ผมมาเตะเป็นลูกฟุตบอลในสภาเลยครับ มันยิ่งเสียหาย อียู (EU) ประกาศรับเป็น เขตภูมิศาสตร์ว่าเป็นข้าวหอมมะลิชั้นหนึ่ง มันเสียหายท่านประธาน ท่านประธานต้องเห็นใจ ผมนะครับ ผมไม่ใช่คนเกเร ท่านประธานก็รู้ ไม่ได้เกเรจริง ๆ แต่ไม่เคยกล่าวมดเท็จ ไม่เคย กล่าวแล้วก็หว่านแห นี่สภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ ผมมีคิวอภิปรายอยู่เรื่องนี้ แต่ตอนนี้ผมฟัง มันหลายทีกับจังหวัดสุรินทร์ เอาสิครับ บอกชื่อโรงสีมา
เอาละ ท่านครูมานิตย์ ครั้งนี้ก็จะให้ตอบ ทีนี้ท่านหมอวรงค์ เขาไม่ตอบจะให้ประธานไปบังคับ ได้อย่างไรท่านครูมานิตย์
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่สภาผู้แทนราษฎรครับ ผมยอมรับ เราทุกคนต้องพูดในข้อเท็จจริง ผมเข้าใจว่าเพื่อนผมท่านนี้ ท่านคุณครูมานิตย์ อาจจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิด ท่านฟังดี ๆ ผมไม่มีครับนิสัยผม ผมย้ํานะครับว่าสิ่งที่ผมพูด เรื่องท่าตูม อําเภอท่าตูมอะไรผมยังไม่รู้จัก แต่ผมจําได้ว่ามีคนของกระทรวงพาณิชย์ มาให้สัมภาษณ์ว่าโกดังแห่งนี้อยู่ที่ท่าตูม ซึ่งผมบอกว่ามันไม่ใช่ โกดังที่ผมหมายถึงคือโกดัง ที่อยู่รอยต่ออําเภอปราสาทกับอําเภอเมือง อําเภอท่าตูมท่านไปค้นข่าว ท่านไปเอาเทปมาดู เลย ผมไม่เคยพูดอย่างนี้ แต่ผมจําได้ว่ามีคนของกระทรวงพาณิชย์ ผมไม่ระบุนะครับ เพราะ ผมตามข่าวตลอด เป็นคนให้สัมภาษณ์ว่าได้ไปตรวจโกดังที่อําเภอท่าตูม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมระบุ แล้ววันนั้นผมไม่ได้ระบุด้วยว่าเป็นโกดังไหน อย่างนั้นคนที่ระบุที่อําเภอท่าตูมต้องเป็นคนของ กระทรวงพาณิชย์ คนอย่างผมไม่มีครับท่านประธาน ท่านเข้าใจผิด ท่านต้องจําให้ถูกต้อง มากล่าวหาผมในสภาอย่างนี้ไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรี
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีว่าช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือผม อยากจะให้การอภิปรายมันเดินหน้าต่อ แล้วก็ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านใช้เวลา อย่างเป็นประโยชน์ที่สุดนะครับ เท่าที่สังเกตดูเราก็ยังไม่ได้ทราบชื่อโรงสีที่แน่ชัด จากเพื่อนสมาชิกผู้อภิปราย ผมก็เป็นห่วงท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านบอก ถึงกับว่าถ้ารู้ชื่อโรงสีท่านจะเดินทางไปในวันอาทิตย์นี้ ไปตรวจสอบ ผมไม่อยากให้เหตุการณ์ มันบานปลายไปอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถ้าทราบชื่อโรงสีคืนนี้ ผมจะสั่งการ ให้เจ้าหน้าที่ ๓ คนนั้นเดินทางมาพบที่สภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ ขอทราบชื่อ เท่านั้นเองครับ
เชิญท่านวราเทพตอบแล้วครับ พอแล้วท่านครูมานิตย์ พอแล้ว ๆ ก็เขาไม่ตอบจะให้ผม ทําอย่างไรละ คืออย่างนี้มันตอบโต้กันไปมา ไปมา แล้วก็ไม่ไปไหนสักที ผมให้ ๑ นาที แล้วไม่ให้พูดอีกแล้ว
ท่านประธาน ผมครูมานิตย์ ผมจะนั่ง แล้วครับ เพราะผมเคารพท่านประธานทุกคน แต่ผมก่อนจะลงนี่ผมไม่อยากเห็นการโกหก ลอย ๆ กันกลางสภา เที่ยวมาหว่านแหอย่างนี้อย่าเอามาใช้เถอะครับ พอกันที วาทกรรม ร้าย ๆ วาทกรรมที่ไม่เข้าท่า ต้องเอาความจริงกันมาสิครับ บ้านเมืองมันจะเดินไปได้ ผมว่า เลิกกันทีเถอะครับ มาโยนกันไปโยนกันมาอย่างนี้มันใช้ไม่ได้หรอกครับวันนี้ โลกมันทัน ชาวบ้านก็รู้ ตาสีตาสา ยายมียายมา ลุงแจ่มป้าช้อยก็ตามทันว่าใครโกหก ใครทํางานเพื่อบ้าน เพื่อเมือง ใครทํางานเพื่อสังคม ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านวราเทพครับ ไม่เอาแล้ว คนเดียวพอ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจังหวัดสุรินทร์มี ๖-๗ คนก็มา ทั้ง ๗ คน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประธานครับ มี ๒-๓ ประเด็นที่ผมคิดว่าอยากจะเพิ่มเติม จากท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงไปแล้วกับนโยบายของรัฐบาลในโครงการรับจํานํา ข้าวเปลือกนะครับ ประเด็นที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดถึงว่าการใช้ งบประมาณจํานวนมากในโครงการรับจํานําข้าวเปลือกนี้ แล้วก็เปรียบเทียบว่าถึงชาวนา เพียงครึ่งเดียวนี้นะครับ ประเด็นนี้อาจจะทําให้เกิดความสงสัยหรือว่าเข้าใจผิดได้ว่าการใช้ เม็ดเงินให้กับโครงการนี้ แล้วก็ถึงมือชาวนานั้นเป็นการที่พี่น้องชาวนาได้ถูกเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็มาเทียบโยงว่าเงินที่ใช้ไปนี้เหมือนกับว่าไปให้ชาวนาเพียงครึ่งเดียว ผมเรียนสั้น ๆ นะครับว่า โครงการรับจํานําข้าวเปลือกคงจะทราบเป็นอย่างดีว่าเราประกาศราคารับจํานํา ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตันในข้าวเปลือกเจ้า หรือ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ในข้าวหอมมะลิก็ตาม พี่น้องชาวนาที่เข้าร่วมโครงการและคนที่เกี่ยวข้องนี้ทราบดีครับว่า นั่นคือราคาที่เป็นราคาข้าวเปลือกไม่มีความชื้นหรือเรียกว่าเป็นราคาตั้ง ส่วนราคาจริงที่ พี่น้องนําข้าวเปลือกมานี้ก็คือข้าวเปลือกตามสภาพที่มีความชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ วิธีการเก็บเกี่ยวของพี่น้องเกษตรกรได้เปลี่ยนแปลงไปจากการที่เก็บเกี่ยวแล้วก็ตากข้าว เป็นการเก็บเกี่ยวสดแล้วก็นํามาจํานําทันทีนะครับ ส่วนการจํานําที่บอกว่าจะมีการถูกโกง ความชื้นหรือเอาเปรียบความชื้น อันนั้นก็ต้องไปว่ากัน แล้วรัฐบาลก็ต้องไปดําเนินการเพื่อให้ เกิดความเป็นธรรมกับพี่น้องชาวนานะครับ ดังนั้นราคา ๑๕,๐๐๐ บาทนี้ ราคาจริงพี่น้อง ชาวนาจะทราบดีว่าเขาจะได้ ๑๓,๐๐๐ บาท หรือจะได้ ๑๒,๐๐๐ บาทก็ตามสภาพความชื้น ของข้าวของแต่ละรายไป ส่วนเงินที่บอกว่าใช้เงินไปมากนี้ ผมคิดว่านั่นคือเงินที่รับซื้อข้าว ประทานโทษที่เรียกว่ารับจํานําข้าว ที่ท่านเรียกว่ารับซื้อข้าว เราเรียกว่าโครงการ รับจํานํา ไม่ใช่ว่าเป็นการเรียกมาใหม่นะครับ โครงการรับจํานํานี้ได้มีมานานแล้ว แล้วก็ วิธีการจํานําก็คล้ายคลึงกัน แต่ครั้งนี้จะต่างจากในอดีตก็คือว่าเราไม่รอให้ราคาข้าวตกแล้วไป ประกาศรับจํานําหรอกครับ ผมยืนพูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มา ๒๐ ปีที่แล้วในการ รับจํานํา หรือการไปประกัน หรือช่วยชาวนา คือชาวนาไม่รู้เลยพอปลูกข้าวเสร็จว่าจะได้ เท่าไร แต่วันนี้ชาวนาทราบเป็นอย่างดีว่ามีราคาที่รัฐบาลตั้งไว้ในเห็น นั่นคือการที่เราเรียกว่า โครงการรับจํานําในครั้งนี้ชาวนามีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดูแลถ้าหากราคาข้าวเขาขายแล้ว ขาดทุน เขามีความมั่นใจว่าเขาจะสามารถเอาไปจํานําแล้วมีราคาตั้งที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน หรือ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัน แล้วเมื่อมีการวัดความชื้นแล้วเขาเหลือไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท เขาก็พอใจ เพราะเขาได้ราคามากกว่าในอดีตไม่ว่าจะใช้นโยบายใด ๆ ก็ตามนะครับ เงินที่ใช้ไปก็ไปอยู่กับข้าว ซึ่งจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปดําเนินการขาย แล้วก็ให้ได้เงินกลับคืนมา จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะมีความสามารถในการ จะขายข้าวได้ราคาสูงหรือราคาต่ํา หรือจะขายได้เร็วหรือขายได้ช้า แต่ทั้งหมดนั้น เราจะเรียกว่าเป็นการขาดทุนก็อาจจะพูดได้ แต่หากจะพูดว่านั่นคือการลงทุนเพื่อชาวนา นั่นคือการชดเชยเพื่อชาวนาให้ชาวนาได้มีโอกาสได้ราคาข้าว ผมคิดว่ามันก็เป็นการดูแล พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาไม่ค่อยมีโอกาสได้ราคาดี ๆ มานานแล้วนะครับ ดังนั้นรัฐบาลทํามา ๒ ปีแล้วก็มาทบทวนกัน ท่านจะมาบอกว่านั่นไปลดราคาชาวนา วันนี้ยืนยันนะครับว่ายังไม่มีการใช้ราคาใหม่แต่อย่างใด ราคาในฤดูกาลใหม่นี้ ก็ยัง ๑๕,๐๐๐ บาทอยู่ ๑๓,๐๐๐ บาท เอาละครับ จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ให้ถึงฤดูกาลนั้นก่อน แต่ขณะนี้คือ ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ ท่านจะบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการไปลดราคา รัฐบาลก็ไม่เห็นด้วยครับ แต่ท่านเองก็เรียกร้องเหมือนกันว่าใช้เงินสูง ดังนั้นเราก็มาคิดกัน ดูว่านาปรังนี้ต้นทุนในการเพาะปลูกมันต่ํากว่านาปี แล้วก็นาปรังพี่น้องชาวนาทําไม่ได้ ทั่วทั้งประเทศพี่น้องชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือบางส่วนไม่ได้ทํานา ปรังครับ เขาก็ได้รอบเดียว คนที่ได้ ๒ รอบคือพี่น้องในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เราก็กําลังคิดกันดูว่าการดูแลช่วยเหลือพี่น้อง เราจะมีการปรับหลักเกณฑ์หรือไม่ แล้ววันนี้ ก็ได้ปรับไปบางส่วนว่าจากที่เราจํานํา ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย เมื่อปลายฤดูกาลที่ผ่านมา ก็เหลือ ๓๕๐,๐๐๐ บาทต่อราย ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องชาวนาจะเข้าใจแล้วก็ยอมรับได้ ไม่ได้เป็น การหลอกอะไรหรอกครับ พูดตรงไปตรงมา ดังนั้นผมไม่อยากให้เรานําเรื่องประเด็นเหล่านี้ มาพูดเป็นความขัดแย้งทางการเมืองมากนัก อยากให้พูดตรงไปตรงมานะครับ
มีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งคุณหมอวรงค์ ซึ่งจริง ๆ ท่านก็พูดเปรียบเปรย ผมไม่ถกเถียงนะครับ เหมือนกับว่าผมไม่ได้อยู่กับชาวนาหรือไม่รู้เรื่องชาวนา ผมก็เรียนว่าผม พูดเรื่องชาวนามาก่อนท่านหลายปี ก็คงไม่ต้องขึ้นมาโต้แย้งนะครับ มันเป็นเรื่องจริง เรื่องที่ ผมจะพูดก็คือ ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ไปสร้างความยุ่งยากให้กับชาวนามากขึ้น ไปเรียกร้อง เอกสารสิทธิที่ดิน เหมือนกลั่นแกล้ง อันนี้ถ้อยคําอาจจะไม่ตรงนัก แต่ผมคิดว่าไม่ผิดจากนี้ นะครับ ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่ว่าพืชอะไรก็ตาม หรือเรื่องของ การขึ้นทะเบียนชาวนา ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการที่ต้องการความถูกต้อง แล้วก็ ต้องการสิทธิที่แท้จริง ผมก็เชื่อมั่นว่าในโครงการในรัฐบาลในอดีตก็มีปัญหาในเรื่องการ ขึ้นทะเบียนประกันรายได้ เราก็อยากได้ความจริง เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้การปรับ การขึ้นทะเบียนชาวนานี้ก็ขึ้นความเข้มงวดขึ้นมาบ้าง อาจจะมีปัญหาพี่น้องชาวนาซึ่งมี ความรู้สึกว่ามันยุ่งยากขึ้น แต่เรียนว่าเราก็ต้องทําเพื่อความตรงไปตรงมา จริง ๆ ไม่ได้ยุ่งยาก อะไรมากเลยครับ ถ้าพี่น้องมีเอกสารสิทธิก็นําเอกสารสิทธินั้นมาขึ้นทะเบียน มีชาวนา บางส่วนผมยอมรับว่าเป็นความจริง จากประสบการณ์แล้วก็การลงไปดูพื้นที่ พี่น้องชาวนา ในภาคกลางไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ดินเป็นของคนที่ไม่ได้ปลูกข้าว ก็มีคน ที่ไปเช่านา พอไปเช่านาก็มีบางเจ้าของไม่ให้หรอกครับกรรมสิทธิ์ ด้วยเหตุอะไรก็ตาม เพราะ อาจจะมองว่าถ้าให้ไปแล้วอาจจะมีการถูกมองว่าเป็นเจ้าของที่ดิน จะถูกเจ้าหน้าที่ มาตรวจสอบอย่างไรหรือไม่ก็ตาม เราก็อนุโลมกันมานะครับว่าถ้าไม่มีสัญญาเช่าที่ดิน อย่างน้อยก็ต้องมีกํานันหรือผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองว่ามีการเช่าที่ดินจริง แล้วเราก็ไปทํา ประชาคมแล้วก็ตรวจสภาพพื้นที่ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ มีการรับรองกัน ดังนั้นจริง ๆ ยังไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้นะครับ อาจจะมีการสับสนในระดับปฏิบัติมากบ้างในขณะนี้ เนื่องจากว่าเราต้องการจะทําให้ทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้นนะครับ จึงเรียนว่าไม่ได้มีการไป กลั่นแกล้งชาวนาให้ยุ่งยากมากขึ้น ผมเรียนว่าใครได้สิทธิอย่างไรแล้วเขาก็ควรได้สิทธิอย่างนั้นต่อ เมื่อสักครู่เราก็ประชุมหารือกัน ใครได้สิทธิอย่างไรก็ควรได้สิทธิอย่างนั้นต่อ แต่ต้องเป็นสิทธิ ที่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ไม่ใช่เป็นสิทธิที่เคยได้แล้วเป็นสิทธิที่ไม่ถูกต้อง แล้วจะใช้สิทธิ ที่ไม่ถูกต้องนั้นต่อไป ก็เรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าโครงการนี้ดูแลในเรื่องของพี่น้องชาวนา แล้วไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งหรือไปทําให้พี่น้องชาวนาได้ประสบปัญหามากขึ้นแต่อย่างใด แล้วผลกระทบกับพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการที่ทําตรงไปตรงมานี้ไม่มีอะไรเลยนะครับ มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับพี่น้องเกษตรกรชาวนา ด้วยซ้ําไป พูดอย่างนี้แล้วอาจจะมีความรู้สึกว่าทําไมมาเข้มงวดกับพี่น้องชาวนาเท่านั้นหรือ โครงการใหม่จะมีการปรับมาตรการในเรื่องการดําเนินการ อย่างที่ท่านเรียกร้องละครับ อาจจะถามว่าทําไมเพิ่งมาทําตอนนี้ ผมเชื่อมั่นว่าเขาก็คงทํากันมาตั้งแต่ต้น ถึงแม้ผมจะเข้า มาในระยะ ๒ เดือนเศษในเรื่องของการดูแลโครงการรับจํานําข้าว เขาก็คงทํามาตลอด แต่คนอย่างที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้บอกไปแล้วว่าก็คงจะมีคนที่ พยายามหาช่องโหว่มาแสวงในเรื่องของการเอาประโยชน์ ตรงนี้เราต้องช่วยกันจัดการครับ ผมเชื่อมั่นว่าท่านเป็นฝ่ายค้านท่านก็อยากจะจัดการ ผมเป็นรัฐบาลผมก็อยากจะจัดการ โครงการนี้มีคนเข้าร่วมจํานวนมาก ไม่ว่าเป็นชาวนา โรงสี หรือเซอร์เวเยอร์ หรือใครก็ตาม ที่เกี่ยวข้องทุกกระบวนการ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ เราจัดการคนที่ทําไม่ถูกต้องครับ แต่ไม่ใช่ หมายความว่ามีการทําไม่ถูกต้องแล้วมาเหมารวมว่าทั้งโครงการนั้นเสียหาย ผมก็อยากจะ เรียนว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลยังมีความประสงค์ที่จะต้องดําเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ขอบพระคุณครับ
ท่านจุลพันธ์ครับ คุณหมอวรงค์พอแล้ว ผมไม่ให้ตอบโต้แล้ว ตั้งแต่ท่านขึ้นมายังไม่ไปไหนเลย นะครับ ท่านต้องใช้สิทธิพาดพิงหรืออะไร ไม่อย่างนั้นผมไม่อนุญาตหรอก เพราะว่าขึ้นมา ก็ตอบโต้กันอย่างนี้ตั้งนานแล้ว ผมให้ครึ่งนาที
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สั้น ๆ ครับท่านประธาน เพราะว่า ไม่ได้เป็นประเด็นอะไรที่สร้างความเสียหาย เนื่องจากว่าข้อร้องเรียนที่เกษตรกรร้องเรียนมา มันเป็นจริง แล้วท่านรัฐมนตรี ผมดีใจที่ท่านตอบผม เพราะว่าขณะนี้เกษตรกรร้องเรียน บอกว่าตอนนี้ต้องไปหาเอกสารสําเนาการเช่า สําเนาทะเบียนโฉนดที่ดินแล้วก็บัตรประจําตัว ประชาชนของผู้ให้เช่า ซึ่งมันยุ่งยากมากสําหรับเกษตรกร เวลาผมฟังแล้วรัฐมนตรีชี้แจงท่าน บอกว่าถ้าไม่มีพวกนี้ท่านอนุโลมให้กํานันหรือผู้ใหญ่บ้านได้แล้วผ่านประชาคม ถ้าอย่างนี้ผมก็ โอเคครับท่านประธาน คือขอให้ท่านสั่งการ ขอให้เป็นไปตามนี้ เพราะขณะนี้ตัวเกษตรกร ถูกกดดันว่าจะต้องไปหาโฉนด ไปหาหนังสือของผู้เช่า ซึ่งเป็นการยุ่งยากกับเกษตรกรมาก ขอให้ท่านสั่งการตามที่ท่านพูดครับ ก็คือให้กํานันผู้ใหญ่บ้านรับรอง
เอาละครับ เข้าใจละครับ เดี๋ยวให้สั่งการ ท่านจุลพันธ์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อการแถลงผลงาน การดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น ผมต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าผมต้องชื่นชมรัฐบาลก่อนนะครับ
ประเด็นแรก วันนี้เป็นการอภิปรายที่แถลงผลงานที่อาจจะแตกต่างจาก ในอดีตที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลให้ความสําคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย วันนี้แบ่งสัดส่วนกันแล้ว ฝ่ายค้านได้อภิปรายถึง ๑๐ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลรวมกับรัฐบาลที่เป็น คณะรัฐมนตรีนั้นมีเวลา ๕ ชั่วโมง ผมต้องกราบเรียนครับ นี่เป็นสิ่งที่ดี เป็นมิติที่ดีทาง การเมืองที่เรารับฟังเสียงที่อาจจะแตกต่างนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมเองลงพื้นที่ กับเพื่อนสมาชิกนั่งคุยกันหลายคนที่อยู่รัฐบาล ในฐานะ ส.ส. รัฐบาลลงพื้นที่ แน่นอน พี่น้องประชาชนให้การชื่นชมกับท่านนายกรัฐมนตรี ชอบกับนโยบาย เห็นด้วยกับการทํางาน ของรัฐบาลว่าชีวิตความเป็นอยู่เขาดีขึ้น แต่วันนี้มาฟังอะไรที่มันแตกต่างว่าก็ดีครับ พวกผมก็ อดทนรับฟังแล้วก็ฟังดูว่าวันนี้อาจจะมีมุมมองที่บอกว่าราคาสินค้ามันแพง ราคาการจํานํา สินค้าเกษตรอาจจะไม่ชอบบ้าง มันก็แตกต่างกัน เป็นความสวยงามของประชาธิปไตย แต่วันนี้ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าการจะดูว่าสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ เป็นอย่างไร มันต้องดูองค์รวม มันจะมาดูว่าเดือนนี้ของปีที่แล้วกับเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ ราคาสินค้าตัวนี้ตัวนั้นมันขึ้นมันลงนี่ ผมกราบเรียนเลยว่าในข้อเท็จจริงมันมีหมดละครับ ทั้งขึ้นทั้งลง มันมีแพงขึ้น มันมีถูกลงเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเป็นไปตามภาวการณ์ทาง เศรษฐกิจที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย แต่วันนี้เมื่อมาดูองค์รวมแล้วผมต้องกราบเรียนว่า พี่น้องประชาชนยังให้การยอมรับกับการทํางานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้นโยบายลด รายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ผมกราบประธานอภัยท่านประธานด้วย ลดรายจ่าย นี่แน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกนโยบายประกันสุขภาพ นโยบายที่เข้ามา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี กองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษา การลดภาษีนิติบุคคล การออกนโยบายภาษีบ้านหลังแรก รถคันแรก เหล่านี้ เป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น และแน่นอนครับ วันนี้นโยบายหนึ่งที่สําคัญ ก็คือเรื่องของการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แต่การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค นั้นพี่น้องประชาชนเข้าใจครับ มันไม่ใช่ว่าเราจะไปควบคุมทั้งหมดให้มันถูกลง ถูกลง ถูกลง ตลอดเวลานี่ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ครับ วันนี้เราไม่ได้มีการประกันราคาสินค้าหรือจํานํา ราคาข้าวอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๑,๐๐๐ บาทเหมือนเมื่อก่อน วันนี้เราจํานําข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท จะไปทําให้ราคาข้าวมันถูกลงได้อย่างไร เรามีการจํานําราคาสินค้า มันสําปะหลัง มันจะไปถูกกว่าเก่าได้อย่างไรในเมื่อเพดานมันสูงขึ้น แน่นอนครับสินค้าอุปโภค บางประเภทมันจําเป็นต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรเขามีเป็นอยู่ที่ดีกว่าเก่า วันนี้ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่รัฐบาลทํานี่ถูกทางแล้ว นั่นคือควบคุมราคาสินค้า อุปโภคบริโภคให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง นั่นคือไม่เอาเปรียบพี่น้องประชาชนผู้บริโภคมาก เกินไป และให้พี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ผลิตอยู่ได้ การเพิ่มรายได้ครับ แน่นอนครับ ไม่ว่า จะเป็นนโยบายค่าจ้างขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท นโยบายเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุแบบขั้นบันได การจํานําสินค้าเกษตร การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวนะครับ เหล่านี้สร้างเงินรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การจํานํา บางคนอาจจะ ถกเถียงว่าชอบหรือไม่ชอบ นโยบายมันต่างกันได้ครับ ท่านอาจจะชอบการประกัน ผมอาจจะชอบการจํานํา บางคนบอกว่าจํานําแล้วเงินไม่ถึงมือพี่น้องประชาชน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าการจํานําราคา อย่างเช่น ข้าวนี้มันไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ เกิดมาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ผมเองตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยก็จํานํานี่ละครับ มาวันนี้ ก็จํานํากับพรรคเพื่อไทย ผมได้เป็น ส.ส. เพราะอะไร ก็เพราะจํานํานี่ละครับเอาข้าวไปจํานํา รัฐบาลออกนโยบายมา นี่คือนโยบายที่พี่น้องประชาชนให้การยอมรับและที่สําคัญที่สุดเขา เคยผ่านมาแล้วกับการจํานําหลายครั้ง หลายหน หลายรอบ เพราะฉะนั้นเขารู้ช่องทาง รู้เกม รู้กติกา นั่นคือไม่มีใครที่จะเข้าไปเอาเปรียบพี่น้องประชาชนได้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไป นั้นก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนั่นเอง ในด้านการขยายโอกาสครับไม่ว่าจะเป็น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนตั้งตัวได้ กองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล (SML) การแจก แท็บเล็ต (Tablet) สร้างโอกาสให้กับลูกหลานเยาวชน การสร้างความร่วมมือกับ นานาประเทศ เหล่านี้มันสร้างโอกาสให้กับธุรกิจไทยให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย การสร้าง ความร่วมมือให้กับนานาประเทศ ผมกราบเรียนเลยครับวันนี้เห็นได้ชัด หลายคนอาจจะมอง ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศทําไม ผมบอกก็ไปขายของครับ ไปขายข้าว ไปขายยางพารา ไปขายมันสําปะหลัง ไปเจรจาความการค้า สร้างโอกาสให้กับธุรกิจไทย และในที่สุดพี่น้องประชาชนคนไทยพี่น้องเกษตรกรไทยทุกคนถ้วนหน้าได้เท่ากันหมด นี่คือ การทํางานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
นอกจากนั้นผมต้องกราบเรียนว่านอกจากลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส วันนี้ยังมีต่ออีกอันหนึ่งที่พี่น้องประชาชนฝากมาบอก นั่นคือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ด้วยนโยบายของท่าน ท่านได้คืนชีวิตให้กับลูกหลานประชาชนคนไทยตาดํา ๆ อีกมหาศาล ด้วยนโยบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม วันนี้เราคืนลูก คืนพ่อ คืนพี่ คืนน้อง ให้กับประชาชน พี่น้องประชาชนตาดํา ๆ ฝากขอบคุณมาครับ วันนี้ท่านทําได้ดีแล้วจะ เห็นได้ชัดเลยวันนี้เรื่องนโยบายยาเสพติดจะไม่มีเสียงก่นด่า จะไม่มีเสียงการอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรในทางลบใด ๆ เราอาจจะได้ยินเรื่องนโยบายอื่น ๆ แต่เรื่องยาเสพติด แสดงว่าท่านทํามาถูกทางขอให้เดินต่อไป เพราะวันนี้อนาคตของชาติกําลังรอพึ่งพาท่านอยู่ ผมเองต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ วันนี้นโยบายใด ๆ มันอาจจะไม่ได้มีความสําคัญ แต่สิ่ง สําคัญที่สุดนั้นก็คือนโยบายที่รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนําของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ช่วงของการเลือกตั้ง วันนี้ท่านทําสําเร็จแล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่านมา ๒ ปีกว่า ๆ เท่านั้น ผมกราบเรียนว่าวันนี้มิติใหม่ทางการเมืองของไทยก็อาจจะเกิดขึ้น ท่านรู้หรือไม่ ท่านประธานครับ นโยบายค่าแรง ๓๐๐ บาท ค่าแรงขั้นต่ํามีประเทศเพื่อนบ้าน ที่ประเทศกัมพูชา อันนี้พูดได้ไม่เสียหาย มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายค้าน อยู่ตลอดเวลาของประเทศกัมพูชานํานโยบาย ๓๐๐ บาทไปปรับใช้ เขาบอกว่านโยบาย ค่าแรงขั้นต่ํา ๔,๕๐๐ บาทต่อเดือนยังไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่พลิกสถานะจากฝ่ายค้าน ที่ไม่เคยมีเสียงในสภาเลยเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงอยู่มากพอสมควรและสามารถแข่งขันได้ ในอนาคต อันนี้เป็นมิติที่ดี วันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองก็เห็นสิ่งดี ๆ ในประเทศไทยเหมือนกัน วันนี้รัฐบาลมีโครงการปี ๒๐๒๐ นั่นก็คือการทําโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านคมนาคมด้วยเงินลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ได้ยินจากฟากฝั่งตรงข้าม ออกนโยบายไทยเข้มแข็งปี ๒๐๒๐ อาจจะคล้ายบ้าง ต่างบ้าง อันนี้ไม่ว่ากัน แต่นี่คือ นิมิตหมายอันดีที่วันนี้ประเทศไทยเราจะก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แข่งกัน ด้วยนโยบาย ไม่ใช่แข่งกันด้วยการโจมตี ไม่ใช่แข่งกันด้วยการแข่งขันแบบซื้อเสียงซื้อคน แต่เราแข่งกันด้วยนโยบายอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมกราบเรียนเลยว่าเราเห็น นิมิตหมายที่ดีเกิดขึ้นนะครับ และผมมั่นใจในตัวท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรีชุดนี้ว่าเราจะนําพาประเทศไทยมุ่งเข้าไปสู่เออีซี (AEC) ในฐานะความเป็น ผู้นําอย่างเต็มภาคภูมิได้อีกครั้งครับ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีประเสริฐ เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ บุญชัยสุข สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอใช้สิทธิพาดพิงที่มีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวถึงใบ ร.ง. ๔ ของกระทรวง อุตสาหกรรม ว่ามีคณะกรรมการกลั่นกรองเหมือนการตั้งด่านเพื่อที่จะเรียกเก็บส่วย ส่อไปในทางทุจริตก็ขออนุญาตชี้แจงทําความเข้าใจในข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย นะครับ ก็อยากจะขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ใบอนุญาต ร.ง. ๔ ที่กระทรวง อุตสาหกรรมรับผิดชอบ จะเป็นโรงงานจําพวกที่ ๓ แล้วคนที่มีอํานาจในการออกใบอนุญาต ก็คือท่านปลัดกระทรวง แล้วท่านปลัดกระทรวงก็ได้คํานึงถึงความรวดเร็วนะครับที่จะได้ บริการผู้ประกอบการก็มีการมอบอํานาจให้กับอธิบดีกรมโรงงานหรือบางประเภทก็จะมอบ อํานาจให้กับอุตสาหกรรมจังหวัดนะครับ แต่ว่าโรงงานที่ได้อนุญาตไปเราจะเห็นว่า มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนมาก บางโรงงานสร้างความเดือดร้อนรําคาญ มีเสียงดัง มีกลิ่นเหม็น มีฝุ่นละออง มีน้ําเน่า น้ําเสีย บางโรงงานจะมีขยะอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย แล้วก็ลักลอบไปทิ้ง เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อน สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและ สิ่งแวดล้อมต่อพี่น้องประชาชน ฉะนั้นเราเพื่อป้องกันปัญหา จากการให้คนคนหนึ่งอนุญาต ก็มาตั้งเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อที่จะมาดูแลให้เกิดความรอบคอบ แล้วโรงงานที่จะ เข้าคณะกรรมการกลั่นกรองเราก็ดูโรงงานขนาดใหญ่บางประเภทที่จะก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสุขภาพ ต่ออนามัย ต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย หรือเป็นโรงงานที่เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างนี้เป็นต้น แล้วคณะกรรมการกลั่นกรองก็มี ท่านปลัดเป็นประธาน จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอธิบดี รองอธิบดี ตั้ง ๙ คนก็จะช่วยกันพิจารณาในการกลั่นกรอง อันนี้คือเรื่องของการออก ใบอนุญาต ร.ง. ๔ ของกระทรวงอุตสาหกรรม เฉพาะโรงงานจําพวกที่ ๓ ที่มีเครื่องจักรตั้งแต่ ๕๐ แรงม้าขึ้นไป ทีนี้จะมีใบอนุญาตอีกประเภทหนึ่งก็คือใบ ร.ง. ๔ ที่เป็นใบอนุญาต โรงไฟฟ้า อันนี้ต้องขอกราบเรียนทําความเข้าใจนะครับว่าการที่จะออกใบอนุญาต ร.ง. ๔ สําหรับโรงไฟฟ้านะครับ ผู้ที่มีอํานาจในการออกใบอนุญาตก็คือคณะกรรมการกํากับกิจการ พลังงานซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๔๘ ของพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน แต่ว่าเรา กระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องในฐานะที่กํากับดูแลโรงงานที่เป็นกฎหมายที่เราจะต้อง กํากับบังคับ ก็ได้มีการสนับสนุนแล้วก็ได้ช่วยเหลือในการที่จะตรวจสอบแบบแปลน ด้านวิศวกรรมตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วก็นอกจากนั้นก็ดูแลผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนรวมถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย หลังจากมีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดก็จะทําการปิดประกาศรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน แล้วก็ส่งเรื่องมาที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อที่จะนําเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรอง เมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาเห็นชอบแล้วก็จะส่งความเห็นดังกล่าวไปที่ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเพื่ออนุญาตออกเป็นใบ ร.ง. ๔ สําหรับการประกอบ กิจการโรงไฟฟ้า อันนี้คือความแตกต่างนะครับ ฉะนั้นก็ขอกราบเรียนว่าจะเป็นใบ ร.ง. ๔ ออกโดยการพิจารณาของอธิบดี ออกโดยการพิจารณาของอุตสาหกรรมจังหวัด หรือออกโดย คณะกรรมการกลั่นกรองก็อยู่ในกําหนดเวลา ๙๐ วัน ไม่เกิน ๙๐ วัน แล้วก็นอกจากนั้นตั้งแต่ มีคณะกรรมการกลั่นกรองมาก็จะมีเรื่องเข้าพิจารณา ๔๓๑ เรื่อง ขณะนี้ได้มีการพิจารณา ทุกเรื่องแล้ว ไม่มีเรื่องค้างอยู่ ก็อยากจะขอกราบเรียนว่าตอนนี้เราพยายามในการที่จะดูแล การอนุญาตใบ ร.ง. ๔ ให้รวดเร็วตามกําหนดเวลา ๙๐ วัน เราเข้าใจดีครับว่าการที่เราชักช้าในการที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการในเรื่องของการออก ใบอนุญาตใบ ร.ง. ๔ ก็จะเป็นอุปสรรคในการที่จะลดความสามารถในการแข่งขันในการที่จะ พัฒนาภาคอุตสาหกรรมด้วย แล้วก็นอกจากนั้นมีการกล่าวอ้างว่าการที่จะได้รับใบอนุญาต ร.ง . ๔ จะต้องบริจาคหรือสนับสนุนให้กับทีมฟุตบอล อันนี้ต้องขอกราบเรียนว่าไม่มีครับ ไม่ทราบ ไม่ได้เกี่ยวข้อง การที่บริษัทใดจะไปสนับสนุนสโมสรฟุตบอลใด ผมคิดว่าก็เป็น ความประสงค์ในทางธุรกิจการค้า เมื่อท่านไปสนับสนุนวัตถุประสงค์ก็คือต้องการ ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของธุรกิจการค้า อันนี้ขอกราบเรียนว่าไม่มี แล้วก็นอกจากนั้นเพื่อให้ ท่านผู้ประกอบการได้สบายใจ กระทรวงของเราได้ร่วมกับองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน ประเทศไทย ในการที่จะตรวจสอบกระบวนการอนุญาตให้เป็นไปโดยถูกต้อง โปร่งใส และ เป็นธรรม เราได้มีการประชุมหารือกันตลอด ฉะนั้นผู้ประกอบการรายใดที่ท่านอยากจะ ตรวจสอบการยื่นขออนุญาตของท่านว่าขณะนี้อยู่ที่หน่วยงานใด มีเจ้าหน้าที่คนใดพิจารณา อยู่ขั้นตอนไหนแล้ว ก็ขอให้ท่านได้ดูผ่านช่องทางเวิลด์ไวด์เว็บ.ดีไอดับเบิ้ลยู.จีโอ.ทีเอช (WWW.DIW.GO.TH) ก็อยากจะขอกราบเรียนว่าที่ผ่านมา ร.ง. ๔ ที่ผ่านคณะกรรมการ กลั่นกรองนะครับ เราได้ไปติดตามตรวจสอบ ไม่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ไม่มี การร้องเรียนในปัญหาต่าง ๆ ฉะนั้นใบ ร.ง. ๔ ที่ท่านสมาชิกท่านได้เป็นห่วงนะครับว่าจะมี ผลกระทบต่อนักลงทุนชาวต่างประเทศ อันนี้ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะจากสถิติ ของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสํานักงานบีโอไอ ปี ๒๕๕๕ หลังจาก น้ําท่วมใหญ่ มีผู้มาขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสูงที่สุด เป็นประวัติการณ์ถึง ๑,๔๗๙,๐๐๐ ล้านบาท อดีตที่ผ่านมาจะอยู่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นะครับ แล้วในขณะเดียวกันปีนี้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันก็มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านบีโอไอ เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุน ๗๐๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าปีที่ผ่านมานะครับ สูงกว่าปี ๒๕๕๔ ฉะนั้นการที่นักลงทุนได้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอเป็นจํานวนที่สูงขณะนี้ ส่วนหนึ่งผมเชื่อมั่นว่ามาจากการที่ท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะผมได้มีโอกาสไปกับคณะ ของท่านด้วยที่ต่างประเทศ ก็ได้ไปพบกับนักลงทุน แล้วเราก็ไปจัดเวที บิสิเนส ฟอรัม (Business Forum) มีซีโอโอ (COO) บริษัทใหญ่ ๆ ก็มาพบกับท่าน แล้วท่านก็ได้นําข้อมูล แล้วก็บอกถึงสถานการณ์ของประเทศไทย บอกถึงนโยบายของรัฐบาล แล้วในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการเชิญชวนแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านการลงทุน ฉะนั้นเมื่อเขาได้เห็นผู้นําประเทศ ได้ไปบอกข้อมูลข่าวสารก็เกิดความมั่นใจนะครับ ก็จึงทําให้การลงทุนในปี ๒๕๕๕ และ ในปี ๒๕๕๖ อยู่ในเกณฑ์ที่สูงนะครับ ก็จึงขอกราบเรียนให้กับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบว่าถ้าท่านมีปัญหาในเรื่องของความล่าช้า ขอได้แจ้งกระทรวงอุตสาหกรรม ตอนนี้ เราจัดตั้งศูนย์ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นที่สํานักปลัด โดยมีท่านรองปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม ท่านอรรชกา สีบุญเรือง ซึ่งทุกท่านได้ยินชื่อก็คงเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ ของท่าน ท่านเป็นอดีตเลขาธิการบีโอไอ เป็นผู้หญิงเก่งนะครับ แล้วก็เป็นผู้หญิงที่มีประวัติ การทํางานที่ดี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนสมาชิกบอกว่าโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ของ กฟผ. อย่างนี้นะครับก็เป็นข้อมูลที่ยังไม่อัพเดท (Update) นะครับ หลังจากที่ผมทราบ ปัญหาผมก็สอบถามเขากลับไปว่าติดปัญหาอะไร ผมก็บอกเขาไปแก้ไขปัญหา ณ จุดนั้น ให้ได้ เขาก็ไปแก้ไขปัญหาแล้วกลับมาภายใน ๑ วันครับ เขาก็ได้รับการพิจารณาผ่าน คณะกรรมการกลั่นกรองแล้วนําเสนอให้กับคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานได้อนุญาต เรียบร้อยแล้วก็ขอกราบเรียนเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าถ้าท่านมีปัญหาเรายินดีในการที่จะ รับฟังปัญหาจากท่านครับ ขอบคุณครับ
จะพักการประชุมใช่ไหมท่านประเสริฐ ท่านสมาชิกครับ ผมว่าวันนี้พอสมควรแล้วขอพัก การประชุมไปเริ่มพรุ่งนี้ ๙ โมงนะครับ วันนี้พอแล้วครับ
พักประชุมเวลา ๒๓.๒๗ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๐๗ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๒๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
เชิญคณะรัฐมนตรีครับ คุณหมอมีอะไรปรึกษา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากว่า เราใช้เวลากันมาหลายชั่วโมงแล้ว ตอนนี้ยังไม่ทราบเวลาที่เหลือแน่นอนนะครับ ผมอยากจะ ให้ท่านประธาน ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรช่วยแจ้งหน่อยว่าฝ่ายค้านยังเหลือเวลา เท่าไร รัฐบาลเหลือเท่าไร และขอเรียนถามอีกประเด็นหนึ่งว่า ตอนนี้ได้เริ่มมีการถ่ายทอด ทางช่อง ๑๑ หรือยังครับ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้จํานวนเวลา ครม. บวกกับ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ๗ ชั่วโมง ใช้ไป ๓ ชั่วโมง ๑๐ นาที เหลืออยู่ ๓ ชั่วโมง ๕๐ นาที ฝ่ายค้าน ๑๐ ชั่วโมง ใช้ไป ๕ ชั่วโมง ๑๔ นาที เหลืออยู่ ๔ ชั่วโมง ๔๖ นาที ขณะนี้ได้รับทราบว่ามีการถ่ายทอดอยู่นะครับ ท่านแรกท่านฉัตรพันธุ์ เดชกิจสุนทร จํานวน ๗ นาที เชิญครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าผลผลิตมันสําปะหลังแต่ละฤดูกาลของประเทศไทยนั้น ปริมาณผลผลิตที่ออกมานั้นมีจํานวนถึง ๒๘-๓๐ ล้านตัน แต่การที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมาย การรับจํานําอยู่ที่ ๑๐ ล้านตัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าท่านเลือกปฏิบัติ ท่านเลือกช่วยคน บางกลุ่ม ท่านกําหนดปริมาณไว้ ๑๐ ล้านตัน แล้วผลผลิตอีก ๑๘ ล้านตัน เกษตรกรเหล่านี้ เขาทําอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพราะโดยข้อเท็จจริงเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังนั้น โดยส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือแม้มีที่ดินก็เป็นที่ดินประเภท ภ.บ.ท. ส.ป.ก. การที่รัฐบาลกําหนดให้ผู้ที่ขึ้นทะเบียนมันสําปะหลัง ให้เป็นผู้มีเอกสารสิทธิเฉพาะเท่านั้น สิ่งนี้เป็นการกีดกันเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังโดยส่วนใหญ่ ผมยกตัวอย่างเกษตรกร จังหวัดกาญจนบุรี ปริมาณมันสําปะหลังที่เกษตรกรปลูกได้ ผลิตออกมานั้น ผลผลิตแต่ละปี ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านตัน แต่สามารถขึ้นทะเบียนได้ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ตัน ในจํานวน ที่ขึ้นทะเบียน ๖๐๐,๐๐๐ ตันนั้นสามารถเข้าโครงการรับจํานําได้จริงเพียง ๓๐๐,๐๐๐ ตัน เท่านั้นครับ เหตุเพราะว่ารัฐบาลไม่มีความพร้อม ไม่มีลานมันสําปะหลังที่จะรับซื้อ ไม่มีจุด รับซื้อลานมันสําปะหลัง ทั้งจังหวัดกาญจนบุรีมีลานมันอยู่เพียง ๒๐ กว่าแห่ง มิหนําซ้ํา ลานมันสําปะหลังที่มีนั้นมีอยู่ที่อําเภอเลาขวัญ ผมยกตัวอย่าง เกษตรกรบ้านผมปลูก มันสําปะหลังกว่า ๑๐ อําเภอ อําเภอไทรโยค อําเภอทองผาภูมิ อําเภอด่านมะขามเตี้ย อําเภอเมือง อําเภอศรีสวัสดิ์ ๕ อําเภอนี้ครับ ไม่มีลานมันสําปะหลัง แล้วจะไปเข้าโครงการ รับจํานําได้ที่ไหนครับ นี่อย่างไรครับ ความไม่พร้อมของรัฐบาล มิหนําซ้ํารัฐบาลยังกําหนดจุด ให้มีการรับจํานําช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม โดยกําหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่าเริ่มรับ จํานําตันละ ๒,๗๕๐ บาท แล้วเพิ่มเดือนละ ๕๐ บาท จนถึงระดับเพดาน ๒,๙๐๐ บาท รัฐบาลไม่ทราบหรือครับว่าผลผลิตมันสําปะหลังที่ออกมาจริง ๆ ของเกษตรกรนั้นเขาเริ่มที่ เดือนตุลาคม เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้มีข้อมูล ไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ และไม่ได้มี ความจริงใจที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังอย่างแท้จริง เมื่อท่านกําหนดเวลา รับจํานําช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ประการแรก เกษตรกรไม่มีลานมันสําปะหลัง ที่จะไปเข้าร่วมโครงการ ไม่มีจุดรับซื้อ เมื่อเกษตรกรจะต้องเดินทางไปที่อําเภอที่ห่างไกล ก็ใช้ระยะทางกว่า ๒๐๐ กิโลเมตร พอไปถึงเขาบอกว่าอย่างไรครับ เขาบอกว่ามันสําปะหลัง เต็มสต็อก ไม่รับซื้อแล้ว เป็นการบีบเกษตรกรทางอ้อม ผลสุดท้ายเกษตรกรต้องทําอย่างไร ต้องจําใจครับ ขายที่ลานมันสําปะหลังทั่วไป ปี ๒๕๕๖ ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานแล้ว ขายได้ราคาเท่าไรครับท่านประธาน ราคาที่รัฐบาลประกาศไว้ตันละ ๒,๗๕๐ บาท ขายได้จริงตันละ ๑,๙๕๐ บาท หรืออย่างดีก็ตันละ ๒,๐๐๐ บาท นี่อย่างไรครับความล้มเหลว ของรัฐบาล เกษตรกรไม่ได้ราคาที่แท้จริงเหมือนที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้เลยครับ แล้วมิหนําซ้ํา ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันที่เกษตรกรต้องแบกภาระที่สูงขึ้น ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าต้นทุนการผลิต เพิ่มขึ้นทุกอย่าง แล้วอย่างนี้พี่น้องคนจน พี่น้องเกษตรกรชาวไร่มันจะเหลืออะไร ไว้รับประทานครับ จะมีอะไรกินครับ จะมีเงินที่ไหนที่จะส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว เลี้ยงดู ลูกหลานครับ ท่านประธานครับ ผลสุดท้ายเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังเหล่านี้ ต้องทําอย่างไรครับ ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ แต่ผมไม่แปลกใจหรอกครับที่เกษตรกร ชาวไร่มันสําปะหลังต้องกู้หนี้นอกระบบ เพราะว่าแม้แต่รัฐบาลก็ต้องกู้หนี้นอกระบบ เหมือนกัน ท่านประธานครับ นี่คือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของรัฐบาล และถ้าท่าน ไม่แสลงใจนะครับ ผมว่าท่านรัฐบาลกลับไปใช้โครงการประกัน ผมว่าท่านรัฐบาลกลับไปใช้ โครงการประกันราคานี้ ผมว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรได้ดีกว่า เพราะการที่ท่านขาดทุน ปีละประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านเอาเงินที่ขาดทุนเหล่านี้ ไปชดเชยให้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังก็จะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ๑๐ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในขณะที่ผมอภิปรายอยู่ในขณะนี้พี่น้องอีสานของเราเดือดร้อนจากปัญหา อุทกภัยแทบจะทุกพื้นที่ ผมจึงขอใช้เวลา ๑๐ นาทีจากนี้ทวงถามไปยังรัฐบาลตามหน้าที่ ของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ การอภิปรายตามมาตรา ๗๕ แห่งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่หลายคนอยากจะฉีกทิ้ง รัฐธรรมนูญที่หลายคนบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญที่หลายคนบอกว่า อยากจะฉีกแล้วก็เขียนขึ้นมาใหม่ มาตรา ๗๕ บอกไว้ว่าให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดําเนินการใด ในระยะเวลาใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้อง จัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง ท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้ล่วงเลยมา ๒ ปี แต่ไม่เป็นไร รัฐบาลนําเสนอมาแล้ว ผมก็จะ ทวงถามว่าสิ่งที่รัฐบาลทําไว้ สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานคงจะจําป้ายรณรงค์หาเสียงแผ่นนี้ได้ ป้ายรณรงค์หาเสียงแผ่นนี้ปรากฏดาษดื่น อยู่ทั่วทั้งประเทศ ป้ายนี้เป็นป้ายรณรงค์หาเสียงเพื่อที่จะไปสร้างพันธสัญญากับพี่น้อง ประชาชนว่าถ้าเป็นรัฐบาลแล้วจะดําเนินการอย่างไร ข้อความที่ปรากฏในป้ายบอกว่าลาก่อน น้ําท่วม ลาก่อนน้ําแล้ว ลาก่อนน้ําท่วม ลาก่อนน้ําแล้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ได้พูดถึง เฉพาะการทํางานในพื้นที่ใดพื้นหนึ่ง หากแต่เป็นป้ายที่จะต้องใช้รณรงค์หาเสียงทั่วทั้งประเทศ ขออนุญาตให้กล้องจับป้ายนี้ชัด ๆ อีกครั้งหนึ่งครับ เผื่อจะเตือนความจําท่านประธานและ ฟ้องป้ายนี้ไปยังพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในป้ายนี้บอกว่าจะสร้างโครงข่าย น้ําทั่วทั้งประเทศ สร้างกําแพงเขื่อนเพื่อปิดกั้น กทม. และปริมณฑล นอกจากป้ายนี้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ภาระรัฐบาลยังบอกกับพี่น้องประชาชนอีกว่าในการแถลงนโยบาย ของรัฐบาลแถลงไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ยังบอกไว้อีกว่าจะดําเนินการให้มีการสร้างระบบ บริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการ และเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทานอย่างทั่วถึง ข้อความนี้ ปรากฏตามคําแถลงนโยบายข้อ ๑.๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ในคําแถลงนโยบายของ รัฐบาลยังบอกไว้ใน ข้อ ๑.๔ เช่นเดียวกัน บอกว่าจะบริหารจัดการน้ําอย่างยั่งยืนมีการจัดตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ํา หรือ กยน. การจัดทําแผนแม่บท บริหารจัดการน้ําสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ วงเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อความนี้ ปรากฏในเอกสารการรายงานผลของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ การทํางานของ รัฐบาลในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมอยากกราบเรียน ผมอยาก กราบเรียนผ่านท่านประธานไปว่าวันนี้รัฐบาลทําอะไรบ้างแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ป้ายที่ปรากฏอยู่ในมือผมขณะนี้รัฐบาลกู้เงินมาแล้วอย่างน้อย ๕ ครั้ง กู้เงินครั้งแรก เป็นการกู้เงินปิดงบประมาณขาดดุล ปี ๒๕๕๕ กู้เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน คราวนั้นกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ครั้งที่ ๒ กู้ตาม พ.ร.บ. ที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่บอกว่าจะมาสร้าง ระบบริหารจัดการน้ําและสร้างอนาคตประเทศ คราวนั้นกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ครั้งที่ ๓ กู้ปิดงบประมาณขาดดุล ปี ๒๕๕๖ คราวนี้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ครั้งที่ ๔ กู้ปิดงบประมาณ ขาดดุล ปี ๒๕๕๗ เพิ่งกู้ไป ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเพิ่งกู้ไปเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๖ กู้ไปอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๓,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓.๓ ล้านล้านบาท เป็นรัฐบาลที่กู้มากที่สุดในประเทศตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา ยังไม่รวมถึงการที่รัฐบาลไปกู้เงิน จากสถาบันการเงินอื่นมาใช้ในโครงการรับจํานําข้าว ท่านประธานที่เคารพครับ จะกู้อย่างไร ไม่ว่า แต่พันธสัญญากับพี่น้องประชาชนต้องอย่าลืม ท่านประธานกับผมเป็นลูกอีสาน เหมือนกัน การที่รัฐบาลกู้อย่างนี้ วันนี้พี่น้องคนอีสานเริ่มพูดมากขึ้น พูดถึงรัฐบาลมากขึ้น พูดถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มากขึ้น แต่พูดเป็นภาษิตอีสานว่า เกลี้ยงแต่นอก ทางในเป็นบักเดื่อ ขาวนอกเนื้อในส้มจั่งหมากนาว เสียงนี้เริ่มเพิ่มมากขึ้น ผมย้ํากับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง คนอีสานบอกว่ารัฐบาลนี้เกลี้ยงแต่นอก ทางในเป็นบักเดื่อ ขาวนอกเนื้อ ในส้มจั่งบักนาว ก่อนรณรงค์หาเสียงนะดีครับ บอกว่าลาก่อนน้ําท่วม ลาก่อน น้ําแล้ง ไปรณรงค์หาเสียงทั่วประเทศ อีสานบ้านเราตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลนี้มาก บอกว่า ถ้ารัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินปัญหาภัยแล้งคนอีสานคงจะไม่มี ปัญหาน้ําท่วมที่ คนอีสานประสบอยู่ในขณะนี้คงจะไม่มี แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานลองมาดู ตารางนี้ ซึ่งเป็นตารางบอกกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศว่าคนอีสานประสบปัญหาน้ําท่วมมา อย่างเนิ่นนาน ตารางนี้เป็นตารางผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งตั้งโดยสภา ผู้แทนราษฎรของเรา บอกว่าภาคเหนือและภาคกลางมีพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ําท่วม ๘-๑๐ ครั้ง ๔-๗ ครั้ง และ ๓ ครั้งลงมาจํานวนมากกว่า ๖,๐๐๐ แห่ง ตารางนี้บอกถึง ภาคเหนือและภาคกลาง ในขณะเดียวกันภาคอีสานก็มีพื้นที่ในลักษณะเดียวกันนี้ เฉพาะภาคอีสานนะครับ มากกว่า ๒,๐๐๐ แห่ง เอาละ ถ้าบอกว่าอีสานน้ําท่วมไม่มาก ภาคเหนือน้ําท่วมมาก ผมไม่ว่า ดูตารางนี้แล้วลองดูตารางต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการที่ตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎรของเราเช่นเดียวกัน บอกว่าวันนี้ปัญหาภัยแล้ง ที่มากที่สุดในประเทศ ท่านประธานคงไม่ปฏิเสธ พี่น้องอีสานที่ฟังอยู่ในขณะนี้คงไม่ปฏิเสธว่า ภาคอีสานเป็นภาคที่ประสบภัยแล้งมากที่สุด ข้อมูลของคณะกรรมาธิการเช่นกันบอกว่าพื้นที่ ภาคเหนือรวมกับภาคกลางมีปัญหาภัยแล้งโดยรวมระหว่างภัยแล้งรุนแรง ภัยแล้งปานกลาง และภัยแล้งในระดับต่ําประมาณ ๒๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ในขณะที่ภาคอีสานของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ มีพื้นที่ภัยแล้งมากกว่า ๓๕,๐๐๐ หมู่บ้าน คือเกือบครึ่งหนึ่งของ คนอีสานมีปัญหาภัยแล้ง แต่ในขณะที่อีสานมีปัญหาภัยแล้ง ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลยืมมาเพื่อใช้ในการบูรณาการปัญหาน้ําอย่างเป็น ระบบ และบอกว่าจะสร้างอนาคตประเทศ ตอบสนองพื้นที่อีสานบ้านเรามากน้อยขนาดไหน ครับ เวลาไปรณรงค์หาเสียง ๑๐๔ เสียงจากภาคอีสานมอบให้กับพรรคเพื่อไทย วันนี้ทํา หรือยัง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าดูผลการทํางานของรัฐบาลผ่านโครงการเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ดูตารางนี้แล้วท่านประธานจะเห็นความ ฉ้อฉลประการแรก รัฐบาลนี้บอกว่าในการบริหารจัดการน้ํา ๙ โมดูล (Module) ท่านประธานที่เคารพครับ โมดูต่าง ๆ ผมไม่ลงในรายละเอียดเพราะเรายังมีภาระที่จะต้อง พูดคุยกันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าใน ๙ โมดูล ที่ว่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ละโมดูลที่ทําปรากฏในพื้นที่อีสานบ้านเรากี่แห่ง ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณไปพูดที่จังหวัดนครสวรรค์บอกว่าถ้าพื้นที่ใดเลือกเขา เขาจะพัฒนา พื้นที่นั้นก่อน ปลอดประสพ สุรัสวดี ไปพูดที่จังหวัดเชียงใหม่ก็บอกว่าถ้าพื้นใดเลือกเขา เขาจะพัฒนาพื้นที่นั้นก่อน วันนี้อีสานเลือกแล้วให้อีสานหรือยังครับ ท่านประธานที่เคารพ ดูโมดูลที่ ๑ ครับ ใช้งบประมาณประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าจะสร้างอ่างเก็บน้ํา สร้างที่ไหนครับ สร้างที่ลุ่มน้ําปิง ลุ่มน้ํายม ลุ่มน้ําน่าน ลุ่มน้ําป่าสัก โมดูลที่ ๒ บอกว่าจะใช้ ที่ดินสร้างทําพนัง เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินพื้นที่ลุ่มน้ําเพื่อปิดล้อมพื้นที่ชุมชมและพื้นที่ธุรกิจ ทําที่ไหนครับ งบประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ทําที่ลุ่มน้ําเจ้าพระยา เอ ๓ (A 3) ปรับปรุง พื้นที่การเกษตรระบบชลประทาน ทําที่ไหนครับ ทําที่จังหวัดนครสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียง ใช้งบประมาณประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้น เอ ๔ (A 4) บอกว่าปรับปรุงสภาพ ลําน้ํา ทําที่ไหนครับ งบประมาณ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ทําที่แม่น้ํายม แม่น้ําน่าน ลุ่มน้ํา เจ้าพระยา นอกจากนั้นเอาอีกครับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวนี้เยอะที่สุดครับ ทําอะไรครับ ทําทางผันน้ํา ทําที่ไหนครับ ทําช่วงชัยนาท-ป่าสัก ลุ่มน้ําเจ้าพระยาจากเหนือถึงจังหวัด นครสวรรค์ ลุ่มน้ําปิง ปรับปรุงแม่น้ําท่าจีนตอนล่าง ท่านประธานที่เคารพครับ ๕ โมดูลแรก ไม่มีอีสานเลยแม้แต่น้อยนะครับ เวลารณรงค์หาเสียงขอจากเรานะครับ เท่านั้นไม่พอ ท่านประธานที่เคารพครับ มามีกระปริบกระปรอยเล็กน้อยอยู่บ้านท่านประธาน ทําอะไรครับ ทําโมดูลที่บี ๑ (B1) สร้าง อ้างเก็บน้ําอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ ๑๗ ลุ่มน้ํา ถ้าพื้นที่ ๑๗ ลุ่มน้ํา แปลว่า ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ถ้าครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ แปลว่าเศษเนื้อข้างเขียงจึงมอบ ให้กับคนอีสาน ท่านประธานที่เคารพครับ คนอีสานจึงฝากผมมากราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้รัฐบาลทําให้คนอีสานผิดหวังเหลือเกิน คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพญา อย่าสิลืมชาวนา ผู้ขี่ควายคอนกล้า ครั้นเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน อย่าสิลืมคนจนผู้แห่นําตีนซ้าง วันนี้ท่านลืม คนอีสานแล้วครับ ขอบคุณครับ
ท่านสัมพันธ์ ท่านฟังรู้เรื่องไหมครับ ท่านอยู่จังหวัดสุโขทัย ถ้าไม่รู้ท่านถามคนนั่งข้าง ๆ นะครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ๑๐ นาทีครับ
ท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมจะอภิปรายเรื่องการแถลงผลงานรัฐบาลตาม นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในหัวข้อที่ ๑.๑ ครับ เรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ในห้วงปีแรกต้องยอมรับครับว่าการฟื้นฟู ประชาธิปไตยนี้ สําหรับรัฐบาลชุดนี้ ท่านทําอยู่เรื่องเดียวครับ คือใช้เงินฟาดหัวผู้ชุมนุม ทางการเมืองแล้วก็จบ แล้วก็ท่านไม่ทําอะไรเลย เรื่องการฟื้นฟูประชาธิปไตยนี้ครับ คนที่ควร ทําเป็นตัวอย่างมากที่สุดคือท่านนายกรัฐมนตรี ผมดูในสถิติครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๕ เดือนสิงหาคม ผมยกตัวอย่างเดือนเดียว มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ๙ ครั้ง ในเดือน สิงหาคม ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีมาเซ็นชื่อ ๙ ครั้ง แต่ไม่ร่วมลงมติกับรัฐสภาแม้แต่ ครั้งเดียว มีการลงมติทั้งหมด ๕๕ ครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทําตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ร่วมลง มติเลยแม้แต่ครั้งเดียว ๕๕ ครั้งท่านประธานครับ นี่เราจะฟื้นฟูประชาธิปไตยได้อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีบอกมีอะไรมาพูดในสภา มาทําในสภา แต่นายกรัฐมนตรีไม่เข้าสภา มาเซ็นชื่อ แล้วออกไป นั่นคือ ๑ ตัวอย่างของผลงานรัฐบาลที่ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีต้องปรับปรุง ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีนี่ท่านอาจจะไม่มีความพร้อมในการเป็นนายกรัฐมนตรี ในห้วงปีแรก แต่จับพลัดจับผลูได้เป็นนายกรัฐมนตรี ปีแรก ๆ ก็เหมือนรัฐบาลทารกครับ อ้อแอ้ ๆ พูดถูกบ้างผิดบ้าง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งประเทศ มาวันนี้เปลี่ยนพี่เลี้ยงไปแล้ว ๕ ชุดครับ มาวันนี้เป็น ครม. ปู ๕ เรียกว่าเปลี่ยนพี่เลี้ยงไปแล้ว ๕ ชุด แต่ก็ยังพฤติกรรม เหมือนเดิม เมื่อวานก็พูดผิดพูดถูกอีก แถลงรัฐบาลผลงาน ๑ ปี นายกรัฐมนตรีมาพูด โครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อวาน ไม่ได้พูดเรื่องที่ทําในอดีต ก็เข้าใจครับ เพราะว่า ปีแรกนี่ท่านยังอ้อแอ้ ๆ อาจจะยังไม่มีผลงาน ท่านประธานครับ ผมจะอภิปราย ในส่วนของ คอป. หรือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ หรือมีชื่อย่อว่า ค. ควาย อ. อ่าง ป. ปลา คอป. เพื่อพี่น้องจะได้ติดตามและเข้าใจว่า คอป. หมายถึงอะไร ท่านประธานครับ คอป. นี่ครับ ตั้งสมัยเมื่อรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่รัฐบาลชุดนี้เห็นว่าความเห็นของ คอป. บางส่วนมีประโยชน์ที่จะนําไปสู่ ความปรองดองของคนในชาติ รัฐบาลชุดนี้เลยคิดว่า คอป. จะเป็นสิ่งที่นําไปสู่ความปรองดองได้ ก็เลยหยิบยกรายงานของ คอป. มา แล้วขอให้ คอป. ศึกษาต่อ และนํามารายงานในคณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เพื่อนําไปปฏิบัติ ท่านประธานครับ ในห้วงปีแรกของผลงานรัฐบาล คอป. เข้ามา รายงานใน ครม. เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ คอป. มารายงาน ๖ เรื่องครับ ผมไม่ลงลึก รายละเอียด ยกตัวอย่างเรื่องเดียวที่รัฐบาลหยิบนํามาใช้เพราะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล คือ จ่ายเงินเยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมือง แต่ท่านประธานครับ แม้กระทั่งหยิบยกมาเรื่องเดียว แต่ก็เอาเรื่องดังกล่าวมาบิดเบือน บิดเบือนอย่างไรครับ คอป. บอกว่าให้ชดเชยเยียวยาผู้ที่ ชุมนุมทางการเมืองให้ได้รับเงินชดเชย รายละ ๗,๙๕๐,๐๐๐ บาท ประเด็นก็คือ คอป. ขอให้ จ่ายเป็นรายเดือน ให้จ่ายเป็นรายเดือนเพื่อรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรจะได้สํานึกว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีการ ชุมนุมทางการเมือง เมื่อจะเอาเงินชดเชยไปจ่ายนี้ให้มาของบประมาณกับสภาผู้แทนราษฎร ให้รัฐบาลมาของบทุกปี ๆ จ่ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ ๗,๙๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อ สภาผู้แทนราษฎรจะได้ร่วมกันสํานึกครับ เพื่อต่อไปเราจะได้เลิก เผาเลยพี่น้องผมรับผิดชอบ เอง เผื่อมีการชุมนุมทางการเมืองจะมีการปราบปราม รัฐจะได้ไม่ใช้อาวุธเข้าไปปราบปราม ประชาชน และประชาชนเวลาชุมนุมก็อย่าพกอาวุธมายิงเจ้าหน้าที่ของรัฐ นี่คือเหตุผล คอป. จึงบอกว่าให้ผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน และให้มาของบจากสภาผู้แทนราษฎรทุกปี แต่รัฐบาลนี้ ทําหรือเปล่าครับ ไม่ครับ อนุมัติเงินก้อนเดียวฟาดหัวไปก่อนครับ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ อ้างว่าเยียวยาทางจิตใจ อีกส่วนหนึ่งก็ไปซื้อสลากออมสินโน่นนี่ ก็เรียกว่าทําตาม คอป. แต่ทําตามแค่ครึ่งเดียว ไม่ทําตามทั้งหมดจาก ๖ ข้อที่ คอป. เสนอมา นี่คือเหตุครับ ท่านประธาน มาวันนี้เราจึงมีปัญหาว่าม็อบบางส่วนที่ได้รับเงินชดเชยนี้ยังไม่เลิกพฤติกรรม ม็อบบางส่วนมีความรุนแรงขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะถึงทําความผิดแล้วก็ยังไม่ต้องถูก ดําเนินคดี เพราะทําความผิดแล้วก็ยังได้รับเงินชดเชยครับ กลายเป็นว่าม็อบรับจ้างนอกจาก ได้เงินนอกระบบแล้ว วันนี้มาได้เงินในระบบจากงบประมาณประจําปีด้วย อันนี้คือปัญหา ครับ ผมเลยเรียนมาวันนี้รัฐบาลนี้อยู่มาเกิน ๑ ปี มาเข้าสู่ปีที่ ๒ และเข้าปีที่ ๓ แล้ว มาวันนี้ ม็อบต่าง ๆ ก็ยังไม่เลิกพฤติกรรม สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือ มาวันนี้นายกรัฐมนตรีเป็น นายกรัฐมนตรีมา ๒ ปี เข้าสู่ปีที่ ๓ แทนที่ท่านจะพูดจาตักเตือน หรือชี้นําม็อบว่าอย่าทํา อย่างนั้นอย่างนี้ ท่านกับมาชี้นําให้ม็อบมาสร้างปัญหาทางการเมืองต่อ เช่น เมื่อมีเสื้อแดง ชุมนุม มีการไปก่อกวนเวทีผ่าความจริงที่จังหวัดลําพูน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าอะไรครับ เป็นสิทธิที่ม็อบจะไปชุมนุมได้ แต่เมื่อเกษตรกรชาวสวนยางพาราภาคใต้ชุมนุมเมื่อไม่กี่วัน ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีบอกเป็นม็อบการเมือง เกิดอะไรขึ้นครับ เพราะฉะนั้นม็อบ มันเลยไม่หยุดครับ ม็อบของพวกท่าน ท่านบอกเป็นสิทธิ พอม็อบอันอื่นที่ไม่ใช่พวกท่าน ไม่ใช่เสื้อแดง ท่านบอกเป็นม็อบการเมืองหมด ทั้ง ๆ ที่เขายืนยันแล้วไม่ใช่ม็อบการเมือง เป็นเรื่องของเกษตรกรที่เดือดร้อนจริง ท่านประธานครับ ปัญหาที่ตามมาคือนอกจาก ท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่ตรงไปตรงมาในเรื่องการชุมนุมทางการเมืองแล้ว ท่านยังใช้ คอป. เป็นเครื่องมือจัดงบประมาณให้เป็นงบ ๑๖๐ ล้านบาท ตอนแรกตั้งผ่านกระทรวงมหาดไทย ตั้งไปแค่ ๔๐ ล้านบาทครับ ตอนหลังกลัวจะไม่พอ กลัวว่าคําตอบจะไม่ได้อย่างใจเลยเพิ่มงบ ให้อีก ๑๒๐ ล้านบาท เป็น ๑๖๐ ล้านบาท เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ไปจัดทําเวทีพูดจาหาทางออก ประเทศไทยครับ ไปจัดเวทีเสวนาครับ ซึ่งมาคาบเกี่ยวกับรัฐบาลในปีที่ ๒ แต่การอนุมัติ เริ่มต้นอนุมัติในปีที่ ๑ ประเด็นก็คือเวทีพูดจาหาทางออกประเทศไทยนี้ ท่านให้ตั้งธงอยู่ ๒ เรื่องครับ ๑. เรื่องว่าปัญหาการเมืองทุกวันนี้มีขึ้นเพราะว่าไปยุบพรรคไทยรักไทยและ พรรคพลังประชาชน นั่นคือเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ เนื่องจากมีบางคนไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกเลือกปฏิบัติ ก็คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กระทําผิดและโดนกลั่นแกล้ง อันนี้ ผมไม่ได้พูดเองครับ อยู่ในรายงานฉบับนี้ หน้า ๖ เพราะว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กระทําความผิดอันขัดกับผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ นี่คือเหตุผลที่เรา มาเสวนากัน เสวนากันเพื่ออะไรครับ ๑. ต้องยกเลิกกฎหมายยุบพรรค ๒. พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่โดนตัดสินจําคุกนี้อ้างว่าเป็นการตัดสินโดยคดีทางการเมือง เพราะฉะนั้นมีการ เสวนาทั้งหมด ๑๐๘ เวทีทั่วประเทศไทยครับ แต่ผลปรากฏว่าหลังจากเสวนาเสร็จแล้ว ประชาชน ๗๕,๐๐๐ คนโดยประมาณที่เข้าร่วมเสวนาบอกว่าจะนิรโทษให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ จะต้องกลับมารับโทษตามปกติ เพราะมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่า เมื่อมีผลการเสวนามาเป็นอย่างนี้ รัฐบาลทําอย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีโยนรายงาน ฉบับนี้ลงถังขยะ ท่านไม่หยิบมาใช้ครับ ไม่หยิบมาใช้ไม่ว่าครับ วันนี้ท่านมาออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําผิดเนื่องจาก การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... เมื่อประชาชน ไม่เอาด้วย วันนี้ท่านใช้สภาบีบ ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําผิดเนื่องจาก การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ซึ่งกําลังเข้าสภา อยู่ในวาระที่สอง ขั้นกรรมาธิการอยู่ ณ วันนี้ อีกเรื่องคือท่านมาตั้งสภาปฏิรูป มาใช้ งบประมาณใหม่อีกรอบหนึ่งเพื่อจะหาคําตอบให้ตรงกับใจ ผมก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี เพราะอะไรครับ ท่านสวมหมวก ๒ ใบครับวันนี้ ๑. ในฐานะนายกรัฐมนตรี ๒. ในฐานะ น้องสาวผู้แสนดีที่ต้องการช่วยพี่อย่างเต็มกําลัง เพราะฉะนั้นหมวก ๒ ใบนี้มันซ้อนกันไม่ได้ ครับ ผมจึงเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเลือกสวมหมวกสักใบหนึ่งครับ ท่านสวม ๒ ใบ ไม่ได้ครับ ถ้าสวม ๒ ใบเมื่อไรประชาธิปไตยประเทศไทยก็เดินไม่ได้ การบริหารราชการ แผ่นดินก็เดินหน้าไม่ได้ ผมสรุปตรงนี้หวังว่าปีหน้าผมคงไม่ต้องมาอภิปรายเรื่องการใช้งบกับ สภาปฏิรูปให้สูญเสียประโยชน์เปล่าเหมือนกับงบประมาณ ๑๖๐ ล้านบาทที่ทํารายงานฉบับ นี้แล้วเอาไปโยนทิ้งถังขยะ สรุปสุดท้ายว่าไม่มีทางเข้าประเทศไทยแบบเท่ ๆ ให้พี่ชาย ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับวันนี้ ขอบคุณครับ
ท่านวรชัย เหมะ ๗ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ท่านประธานที่เคารพครับ การเข้ามาบริหารงานของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาหลายประการ ด้วยกันครับ โดยเฉพาะในขณะนั้นประเทศไทยไม่มีปัจจัยบวกเลยครับ ท่ามกลางปัจจัยลบ ของประเทศครับท่านประธาน ไม่ว่าเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจโลก วิกฤติจากภัยธรรมชาติ วิกฤติจากความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศ แล้วก็วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองครับ ท่านประธาน หลังจากท่านนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาวิกฤติเรื่องน้ําท่วม ซึ่งน้ําท่วมครั้งนั้น เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศว่าเป็นการน้ําท่วมที่รุนแรงที่สุด ร้ายแรงที่สุดในรอบ ๑๐๐ ปี ครับท่านประธาน แต่ว่าด้วยความขยัน อดทน ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ท่านนายกรัฐมนตรี ก็สามารถฝ่าฟันมาได้จนสําเร็จครับท่านประธาน หลังจากแก้ปัญหาวิกฤติน้ําท่วมสําเร็จ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ รัฐบาล ก็ลงมาดูแลปัญหาของประเทศตามนโยบายที่ให้คํามั่น สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เราก็รู้อยู่ว่าท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ ของโลกในวันนั้นประเทศไทยต้องอาศัยเงินตราต่างประเทศ ส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ ในเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจของโลก กําลังซื้อของโลกชะลอตัว รัฐบาลวันนั้นจะต้อง รีบกระตุ้นกําลังซื้อในประเทศครับ คือเพิ่มกําลังซื้อของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่ ของประเทศคือชาวนาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ลงมาดูแลคนยากจน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเกษตรกรครับ เพราะประเทศไทยนั้นเป็นเมืองเกษตรกรรมที่ล้าหลัง ชาวนาเป็นคนหนึ่ง ที่ได้รับการดูแลน้อยที่สุด แล้วก็ผู้ใช้แรงงานครับท่านประธาน ๒ ส่วนนี้คือคนส่วนใหญ่ ของประเทศ เราจะเห็นว่ารัฐบาลมาเริ่มโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ช่วยเหลือชาวนา โดยการเปลี่ยนโครงสร้างของการซื้อขาย เปลี่ยนโครงสร้างการจัดการแก้ไขกลไกตลาดของ เกษตรกรชาวนาครับ เราจะเห็นว่าในอดีตชาวนาถูกเอาเปรียบ ถูกพ่อค้าคนกลางกําหนด ราคา ชาวนาจนทั้งปีทั้งชาติครับท่านประธาน ไม่เคยลืมตาอ้าปากได้เลย เพราะอะไรครับ เพราะกลไกของตลาดอยู่ในมือพ่อค้าครับท่านประธาน พ่อค้ารวยขึ้น รวยเอา ๆ แต่ชาวนา ยากจนลง ๆ เพราะอะไรครับ ต้นทุนการผลิตพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กําหนดราคา ปุ๋ย น้ํามัน ทุกอย่างครับ ราคาข้าว ปลูกข้าวได้พ่อค้าคนกลางก็กําหนดอีกครับ ไปขายพ่อค้าส่งออก พ่อค้าส่งออกเป็นผู้กําหนดราคา เพราะฉะนั้นทั้งซื้อทั้งขายตั้งแต่เกิดจนตายครับ ถูกเขากําหนดราคาทั้งหมด ถูกพ่อค้าเป็นผู้กําหนดให้ทั้งหมด แล้วชาวนาไม่จนได้อย่างไร ครับท่านประธาน รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยท่านกิตติรัตน์ ท่านคิดถูกครับ มีโครงการรับจํานําข้าว เป็นเรื่องกลไกตลาดระหว่างชาวนากับรัฐบาล พ่อค้าไม่เกี่ยว คุณอย่ามายุ่ง เพราะฉะนั้น ในเมื่อรัฐบาลกําหนดกลไกของตลาด ทําให้ชาวนาอยู่ดีกินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น มีกําลังซื้อ ของประเทศที่เพิ่มขึ้น ผู้ใช้แรงงานก็เหมือนกันครับท่านประธาน จาก ๒๔๐ บาท เราเพิ่ม เป็น ๓๐๐ บาทครับ ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเป็นการกระตุ้นรายได้ของ เกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน เป็นการกระตุ้นกําลังซื้อของคนยากคนจนครับ ภาคอุตสาหกรรม เมื่อก่อนเราส่งออกไปขายตลาดโลกได้เยอะครับ พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของโลกชะลอตัว กําลังซื้อในประเทศมารองรับครับท่านประธาน นี่คือวิสัยทัศน์ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ในขณะนั้นเราก็เห็นว่ารายได้ประชาชาติเกือบเป็นลบครับท่านประธาน แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เอง ครับท่านประธาน นั่นคือจีดีพีของประเทศในวันนั้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลกระตุ้นกําลังซื้อ ภายในประเทศครับ
แล้วสิ่งสําคัญอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน รัฐบาลต้องเอาความเชื่อมั่น กลับคืนประเทศไทย เพราะในขณะนั้นประเทศขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงครับ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเดินทางไปต่างประเทศ เพราะน้ําท่วมครับ นักธุรกิจ นักลงทุน ต้องการย้ายฐานการผลิตในภาคของอุตสาหกรรมไปอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจใหม่ ๆ ก็ไม่กล้ามาลงทุน กลัวจะถูกน้ําท่วมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องสร้าง ความเชื่อมั่นโดยการบริหารจัดการน้ํา ๓ จุด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทว่าน้ําจะไม่ท่วมประเทศ ไทยอีกต่อไป นี่คือการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะฉะนั้นวันนี้ ๓.๕ แสนล้านบาท โดนสเปค (Speck) อีกครับ วันนี้น้ํากําลังท่วมอย่างรุนแรงครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น เราจะต้องรีบแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้ได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนให้กลับมา เราจะเห็นว่ารัฐบาลบริหารไม่นานครับ ความเชื่อมั่นกลับคืนมาครับ นักลงทุนไม่หนีไป ต่างประเทศ นอกจากนั้นนักลงทุนใหม่ก็กลับคืนมาประเทศไทยอีก นอกจากนั้น ตลาดหลักทรัพย์โตมากที่สุด ๑,๗๐๐ จุดครับ นี่คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ ท่ามกลางวิกฤติของประเทศหลายปัญหาครับท่านประธาน
สิ่งที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการท่องเที่ยวครับ เราจะเห็นว่าการสร้างรายได้ ที่ดีที่สุดของประเทศก็คือการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวทํากําไรมากที่สุด สนามบินสุวรรณภูมิ มีผู้ใช้มากที่สุดคือ ๕๘ ล้านคนครับ จาก ๓๘ ล้านคน นี่คือความเชื่อมั่นของภาคการ ท่องเที่ยวกลับคืนมาครับท่านประธาน ขอเวลาอีกนิดเดียวท่านประธานครับ
ต้องรักษานะครับ
ครับ แล้ววิกฤติที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาลดวิกฤติครับ พยายาม สร้างความปรองดองของคนในชาติ ที่พวกผมเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทํา ความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... นั้น มันเป็นปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของประเทศครับ เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้ประเทศ มีความขัดแย้งอย่างนี้ไปได้อย่างไร แบ่งสีเสื้อ ประเทศไทยขาดโอกาสครับ ถ้าประเทศมี ความขัดแย้งอย่างนี้รับรองได้เลยครับ ความสามารถในการแข่งขันลดน้อยอย่างแน่นอน เดี๋ยวประท้วง เดี๋ยวชุมนุม แล้วใครจะมาลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนจะมาลงทุนได้อย่างไร นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวได้อย่างไร เพราะฉะนั้นปัญหาชาวสวนยางก็ดี ปัญหาเกษตรกร ทั้งหมดมันแก้ไขได้ครับท่านประธาน แต่ว่าบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่บิดเบือน ข้อเท็จจริงครับ วันนี้ผมเห็นว่ารัฐบาลเดินถูกทางครับ สนับสนุนให้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เดินตามโครงการ แนวทาง และนโยบายที่วางไว้ครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ประเทศ ได้ประโยชน์ครับ ขอบคุณครับท่านประธานที่ให้เวลาผมเพิ่มนิดหน่อยครับ
เพิ่มขึ้นก็ไปหักในรัฐบาลนะครับ ท่านสาธิต ปิตุเตชะ ๑๐ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งแรกที่พยายามบอกกับสังคม ก็คือการจะสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติแล้วก็เขียนลงไปในนโยบายเร่งด่วนเป็นอันดับ ๑ หลักของรัฐบาล ชุดนี้ก็คือว่าจะต้องผลักดันการปรองดองสมานฉันท์อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมที่เป็น มาตรฐานสากลเดียวกัน และเป็นหลักปฏิบัติที่เท่าเทียมกันต่อประชาชนคนไทยทุกคน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ พูดเรื่องนี้ก่อน เพราะรัฐบาลชุดนี้มีแผลครับ เป็นแผลใหญ่ที่ติดตัวมากับรัฐบาลชุดนี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ ยอมรับโดยบอกกับสังคมว่ามี ๓ ขา ขาหนึ่งพรรคการเมือง ขาหนึ่งเสื้อแดง และแผลใหญ่ ที่ว่านั้นคือเป็นแผลที่ทําร้ายประเทศไว้ในการชุมนุมทางการเมืองที่มีอาวุธครอบครอง เป็นการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง เหมือนที่คนพูดกันว่า มีการเผาบ้านเผาเมืองกัน ถึงแม้ว่ามันไปสู่การเลือกตั้ง ชนะเลือกตั้ง แต่แผลที่ทําไว้กับ ประเทศก็ติดอยู่กับรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่ามกลางความหวังของคนไทย ทั้งประเทศเกี่ยวกับความปรองดอง พี่น้องประชาชนจะเชื่ออย่างไรแต่ผมไม่เชื่อครับ และวันนี้ ๒ ปีเศษก็พิสูจน์ว่าเป็นการปรองดองที่จอมปลอมลวงโลกครับ ผมจะให้เหตุผลครับ ผมยึดหลักของรัฐบาลนี้เองที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้นะครับ บอกว่าจะยึดหลักสากล เป็นมาตรฐานสากลเดียวกัน ผมขออนุญาตท่านประธาน เจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์ได้ใช้ แผ่นภาพที่ผมได้ขออนุญาตไว้แล้วครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลได้เชิญผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการปรองดองสมานฉันท์ทั่วโลกเพื่อมาสร้างภาพให้กับรัฐบาลว่าตั้งใจ จะทําเรื่องความปรองดอง แต่ปรากฏว่าผู้ที่เชี่ยวชาญท่านหนึ่งนะครับ คืออดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศอังกฤษ โทนี แบลร์ เขามาพูดที่เนื้อหาสาระก็เป็นไปตามหลักสากลครับ หลักใหญ่ ๆ ใจความ ขออนุญาตยกให้ท่านประธานดูนะครับ หลักใหญ่ ๆ ใจความของ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีที่พูดไว้ในการสัมมนาปรองดองที่รัฐบาลไทยจัด การปรองดองต้อง ค้นหาความจริงเสียก่อน ไม่สามารถก้าวข้ามข้อเท็จจริงในอดีตได้ หัวใจของการปรองดองคือ การยึดหลักกระบวนการยุติธรรม ไม่เลือกบังคับ ไม่เลือกใช้กฎหมายกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ไม่ใช่ชนะเลือกตั้งแล้วก็มา อวดอ้างประชาธิปไตยแบบผิวเผิน แต่ต้องเต็มไปด้วยเนื้อสาระ และที่สําคัญประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงแค่คําพูดและต้องรักษาทุกคนในสังคมนี้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงส่วนน้อย ที่สําคัญ จะต้องไม่ใช้อํานาจกอบโกยได้ประโยชน์กับสียงข้างมากฝ่ายเดียวครับท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานครับ หลักอันนี้เป็นหลักสากลและเขียนไว้ที่นี่ หลักสากลอันแรกก็คือว่าเขาบอก ว่าต้องยอมเจ็บปวดทุกฝ่ายเลยครับ ผมพูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย คือเมื่อมีบาดแผล นี่ถูกต้อง ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีพูดนะครับ ต้องเปิดแผลทําความสะอาด หาความจริง ต้องยอมเจ็บปวดทุกฝ่ายว่าข้อเท็จจริงมันเกิดจากอะไร ต้องรู้สาเหตุเสียก่อน ก่อนที่จะมี การมาให้อภัยซึ่งกันและกัน รัฐบาลนี้ไม่เคยทําครับ ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลนี้จะยุติการค้นหาความจริงโดยออก กฎหมายปรองดองและออกกฎหมายนิรโทษกรรม ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจว่าออกกฎหมาย แล้วมันยุติอย่างไร ก็เขายุติไม่ให้ไปหาความจริงอย่างไรครับ ไม่ให้ไปหาความจริงว่าใคร ชายชุดดําที่ปะปนอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมไปยิงใครตาย เจ้าหน้าที่ทหารทําผิดด้วยความประมาท หรือไม่ ต้องดําเนินคดี สุดท้ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมครับ คือพูดง่าย ๆ รัฐบาล ไม่ต้องทําอะไรเลย ปล่อยให้เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วค้นหาความจริง แล้วดําเนินการไป เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแค่นั้นครับ แต่ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลผิดหวังที่เชิญผู้เชี่ยวชาญ เรื่องความสมานฉันท์ปรองดองระดับโลกมาพูดแต่เนื้อหานั้นตรงกับที่พรรคประชาธิปัตย์ บอกให้รัฐบาลฟังทุกครั้งครับ ลุกขึ้นมาพูดเรื่องปรองดอง ลุกขึ้นมาพูดเรื่องนิรโทษกรรม มักจะพูดว่าต้องทําแบบนี้ ต้องทําตามหลักสากลครับ และกระบวนการปรองดองสมานฉันท์นั้น เขาไม่ให้บังคับใช้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ท่านประธานครับรัฐบาลชุดนี้เลือกใช้ดีเอสไอ (DSI) ไปคุกคามหรือไปดําเนินคดีกับพรรค ฝ่ายค้านซึ่งเป็นฝั่งตรงกันข้ามครับ ถามว่าทําไมผมสรุปอย่างนี้ ก็มันชัดครับรัฐบาลให้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ไปเป็นประธานกรรมการ คดีพิเศษ ไปประชุม สุดท้ายคดีที่เป็นคดีธรรมดายกให้เป็นคดีพิเศษหมดครับ คดีธรรมดา ที่ผมพูดถึงก็คือว่าคดีที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บริจาคเงินเดือนตัวเองให้พรรคประชาธิปัตย์ มันยุ่งยากซับซ้อนที่ไหนครับ กกต. เขาก็สรุปแล้วว่าไม่ผิด แต่ดีเอสไอเอาไปทําคดีพิเศษ มีคนมาบริจาคน้ําท่วมในภาวะที่ประเทศกําลังมีปัญหา ไปคาดโทษดําเนินคดีให้กับผู้บริจาค เงินให้กับพรรคประชาธิปัตย์เป็นคดีพิเศษอีกครับ คดีท่านสุเทพ ท่านอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหา ถูกวาทกรรมบิดเบือนว่าเป็นฆาตกร ๙๑ ศพ ทั้งที่ความจริงก็ชัดเจนนะครับว่าการเสียชีวิต ทั้ง ๙๑ ศพนั้นสาเหตุเกิดจากการชุมนุมบางส่วนด้วย แต่หลักที่สําคัญของการดําเนินคดี การถูกสั่งฟ้อง ท่านประธานเป็นนักกฎหมายทราบดีครับ ใช้หลักว่าเป็นผู้สั่งการแต่ดําเนินคดี ในฐานะประชาชนธรรมดา แค่หลักนี้ก็บิดเบือนแล้วครับ ถ้าดําเนินคดีในฐานะบุคคลธรรมดา จะมีอํานาจอะไรไปสั่งการทหารไปยิงประชาชนตามที่กล่าวหาละครับ แต่เลือกที่จะใช้ การดําเนินคดีเป็นบุคคลธรรมดาก็เพราะว่าไม่ต้องการให้ผ่าน ป.ป.ช. เพื่อให้ดีเอสไอ ดําเนินคดี ในขณะเดียวกันท่านอภิสิทธิ์ ท่านสุเทพก็ไม่มีปัญหาครับ เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลนี้จะออกกฎหมายนิโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพ มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ใจเขาบอกว่าโครงการรับจํานําข้าวมันโกงกันเยอะ และซับซ้อนทุกขั้นตอน ไปยื่นให้ดีเอสไอทําคดีพิเศษ ดีเอสไอบอกชัดครับว่าอันนี้ไม่เข้าข่าย คดีพิเศษ นี่อย่างไรครับ บังคับใช้กับบุคคลกลุ่มเดียวเพื่อประโยชน์ของเสียงข้างมาก แล้วนี่มันจะเป็นการปรองดองได้อย่างไรครับท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนท่านประธานว่า หลักที่สําคัญก็คือหลักการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อวานนี้มีผู้ชุมนุม มาปราศรัยหน้าสภา ผมนับผู้ชุมนุมได้ประมาณ ๒๐ คน ผู้ชุมนุม ๒๐ คน ผมเห็นเจ้าหน้าที่ ตํารวจมาปฏิบัติหน้าที่ป้องกัน แต่งชุดครบถ้วนประมาณ ๑๐๐ คน ในขณะเดียวกัน เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านพูดในสภาเกือบทุกอาทิตย์ว่ามีพี่น้องเสื้อแดงประมาณ ๕๐ คนมาอยู่ หน้าสภาให้ดําเนินการ อยู่ได้เป็นเดือน ตํารวจก็ไม่มี และนี่มันคืออะไรครับประเทศนี้ จะปรองดองกับใครครับ ผมก็นึกออกว่าปรองดองมันชัดเจนว่าปรองดองเพื่อประโยชน์ตัวเอง ฝ่ายเดียว ชาติไหนก็ไม่มีการปรองดองหรอกครับ ผมก็นึกออกว่าปรองดองนี่มันชัดเจนว่า ปรองดองเพื่อประโยชน์ตัวเองฝ่ายเดียว ชาติไหนก็ไม่มีการปรองดองหรอกครับ มิได้ หมายความว่าพวกผมจะไม่ปรองดอง แต่ผมให้ทุกท่าน รัฐบาลชุดนี้ยึดหลักสากลตามที่ เขียนไว้นี่ครับ หน้า ๑๙ หลักสากลที่เชิญเขามาพูดนี่ครับ หลักนี้ ทําตามหลักนี้ครับ ทุกอย่าง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่าเลือกปฏิบัติความปรองดองก็จะเกิด ไม่ต้องไปเสียเงินเสียทอง ท่านประธานที่เคารพครับ บริหารมา ๒ ปีกว่า วันนี้แถลงนโยบาย ๑ ปี ผมก็สรุปอย่างนี้ว่า ความปรองดองที่รัฐบาลนี้พูดถึงเป็นความปรองดองที่จอมปลอม โกหก ลวงโลกครับ ขอบพระคุณมากครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย บรรยากาศตอนเช้า ๆ ผมอยากให้บรรยากาศดีตลอดทั้งวัน แต่ว่าขอความกรุณา ท่านประธาน ประท้วงข้อ ๘ ข้อ ๖๑ และข้อ ๖๓ การกล่าวหา พาดพิง ใส่ร้าย บุคคลอื่น ในสภาแห่งนี้ หรือพูดข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน กระผมไม่มีทางเลือกอื่นใด ถ้าแม้นเพื่อนสมาชิก พูดพาดพิง เพราะว่าคนทางบ้านฟังอยู่ เพื่อนสมาชิกพูดพาดพิงในนี้หลายครั้ง เป็นการ กล่าวร้ายหลายประเด็นว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธบ้าง เผาบ้านเผาเมืองบ้าง ตายเพราะฆ่ากันเองบ้าง หลาย ๆ ประการเหล่านี้ คนฟังอยู่ทางบ้านเขาไม่สบายใจ ถ้าแม้นว่าบรรยากาศเป็นอย่างนี้ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่น ต้องคุยกันตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมประท้วงตามข้อบังคับครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ครับท่านพายัพ ท่านผู้อภิปราย ท่านจะประท้วงใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจะได้ชี้แจง ก่อนจะได้ดําเนินการได้ถูก เดี๋ยวนั่งลงก่อนครับ คือท่านผู้อภิปรายท่านอภิปราย ต้องฟัง ประเด็นทั้งหมดนะครับ หลักของท่านก็คือท่านเป็นห่วง แล้วก็ท่านตั้งข้อสังเกตของท่านว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ท่านก็อธิบายข้อเท็จจริงของ ท่านประกอบเท่านั้นเองนะครับ ส่วนข้อเท็จจริงของท่านจะเป็นอย่างที่ท่านพูดหรือเปล่า อย่างที่ท่านพูด เดี๋ยวสังคมเขาจะ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดําเนินคดีอยู่นะครับ ผมว่าอย่าไป วิตกเลยครับ เพราะทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการอยู่แล้ว ขณะนี้กําลังอยู่ในกระบวนการ อันนี้เพียงแต่ท่านผู้อภิปรายท่านบอกว่าขอให้ฝ่ายบริหาร การบังคับใช้กฎหมายบังคับใช้ อย่างเท่าเทียมกัน ประเด็นของท่านอยู่ตรงนี้
ท่านประธานครับ ผมขอชี้แจง
ไม่อนุญาตครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต่อ เดี๋ยวมันโต้ตอบกัน ไม่เอาครับ ผมอธิบายแล้ว ผมนั่งฟังอยู่ ผมคุมการประชุมอยู่นะครับ คือบรรยากาศเช้ามันก็ดีอยู่แล้ว คือท่านพูดได้แต่อย่าไปกระทบกระทั่งกันนะครับ คือผมคุมการประชุมอยู่ ผมทราบประเด็น เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิตนะครับ ผมนิดเดียวครับ เพื่อนสมาชิกก็สนิทกันครับ เพียงแต่ว่าผมไม่ได้กล่าวความเป็นเท็จเลยครับ เพื่อนสมาชิกไปดูอันนี้ครับ รายงานผลการตรวจสอบ
คืออย่างนี้ท่านสาธิตครับ เดี๋ยวโต้ตอบกัน
ไม่ ไม่ ผมชี้แจงครับว่าสิ่งที่ผมพูดถ้าเป็นเท็จ ผมรับผิดชอบ
คืออย่างนี้มันไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าที่ประชุมไม่ทราบหรอกใครเท็จ ใครจริง ผมจะคุมเฉพาะตามข้อ ๖๐ คือถ้ามีการพูดใส่ร้ายกัน เสียดสีกัน ไม่สุภาพ ผมห้ามได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ท่านหยิบยกขึ้นมา อันนี้ประธานไม่ทราบนะครับ ฉะนั้นจะไปบอกว่า ใครโกหก ไม่โกหก ไม่ทราบ อันนั้นก็เดี๋ยวท่านต้องดูรายงานเองนะครับ เชิญท่านสาทิตย์ ๑๕ นาทีนะครับ เชิญครับ
(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ อยากให้ท่านประธานกํากับนิดหนึ่ง เพราะว่าคือกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า เนื่องจากวิปรัฐบาลมาประสานอยากให้มันจบ ด้วยดีแล้วก็รวดเร็ว เพราะว่าเรายังมีกฎหมายอีก ๒ ฉบับ ทีนี้ผมคิดว่าการอภิปรายของเพื่อน สมาชิกซีกฝ่ายค้านเขาก็อภิปรายเพราะเป็นรายงานแสดงผลการดําเนินการ ซึ่งเขาแน่นอน พวกเราคงไม่เห็นด้วยกับรายงานอันนี้นะครับ ทีนี้หน้าที่ตอบชี้แจงเป็นหน้าที่ของ คณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ที่สภาแห่งนี้ จะเป็นผู้ชี้แจงเพื่อนสมาชิก ซึ่งความจริงเราคุยกันว่า ถ้าอยากให้จบด้วยดี ขอความกรุณาอย่าใช้สิทธิประท้วงกันเยอะ มิฉะนั้นประท้วงกันไป ประท้วงกันมา วันนี้น่าจะเย็น น่าจะดึกนะครับ
เอาอย่างนี้นะครับท่านสมาชิกครับ คือประเด็นของการอภิปรายในการรายงานผลการ ดําเนินการนี้มีอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ถ้าท่านดูตามการที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์แถลง นโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร ก็คือนโยบายที่เร่งด่วนมีอยู่ ๑๖ ข้อ แล้วก็นโยบายที่จะต้อง ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๕ ในหมวด ๕ ก็เท่านี้ ขอให้อยู่ ในกรอบนี้มันจะได้ไปง่ายขึ้น ก่อนที่ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๑๕ นาที สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะผู้นําสตรีท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต จํานวน ๑๖๐ ท่าน นะครับ เชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เราพูดเรื่องเก่า กันครับ เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลเข้าทํางานเมื่อปี ๒๕๕๔ ช่วงเดือนสิงหาคม จนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๕ รายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่รัฐบาลจัดทําขึ้นครับ รายงานมีทั้งหมดประมาณ ๕๒๐ หน้า ผมชั่งน้ําหนักหนังสือเล่มนี้เมื่อวานนี้ได้ ๑ กิโลกรัม กับ ๘ ขีด หนักมากครับ แต่ว่าสาระข้างในเป็นปัญหาครับ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เสมือน กับบันทึกเรื่องเก่าซึ่งเป็นงานที่รัฐบาลทําเอาไว้ในตอนต้น ๆ ที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ถ้าบันทึก ถูกต้องก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลชุดต่อไป แต่ถ้าบันทึกไว้ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนไป จากข้อเท็จจริง หรือจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงมันก็จะเป็นบันทึกที่ไม่มีประโยชน์อันใดเลย ผมติดตามอยู่เรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูด ในรายงานของ รัฐบาลก็พูดเอาไว้ทั้งหมด ๑๐ หน้าครับเรื่องนี้ นั่นคือเรื่องของมหาอุทกภัยปี ๒๕๕๔ เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็บอกว่ามหาอุทกภัยปี ๒๕๕๔ นั้น เป็นอุปสรรคอันหนึ่งของรัฐบาลในการทํางาน ในรายงานนี้ก็ยอมรับว่าอุทกภัยปี ๒๕๕๔ นั้น ทําให้หลายงานของรัฐบาลไม่คืบหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่บันทึกไว้ผิดครับ ก็คือรายงานนี้เขียนเอาไว้ ว่าอุทกภัยนั้นเกิดขึ้นเพราะการบริหารจัดการเรื่องน้ําที่ไม่มีประสิทธิภาพในอดีต การเขียน แบบนี้ผมถือว่าไม่รับผิดชอบ นอกจากไม่รับผิดชอบแล้วเป็นการโยนความผิดให้คนอื่นแล้ว ตัวเองไม่รับผิดชอบอะไรเลย ผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง แล้วเขียนไว้อย่างนี้ผมถือว่าเป็น การเขียนที่ใช้ไม่ได้ครับ มันต้องย้อนกลับครับ ผมขออนุญาตสไลด์ไว้แล้ว ในสไลด์ที่ ๑ ถ้าท่านประธานจําได้ครับ ช่วงหาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยไปหาเสียงว่าลาก่อนน้ําท่วม น้ําแล้ง ในความหมายนี้ก็แปลว่าพรรคเพื่อไทยถ้าเป็นรัฐบาลปุ๊บคุณมีแนวทางนโยบายมาตรการ จัดการที่ชัดเจนครับ แต่ปรากฏว่าหลังจากท่านเข้าบริหารราชการแผ่นดิน เดือนสิงหาคม น้ําท่วมมหาศาล ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายนไปจนจบเดือนมกราคม สิ้นสุดแล้วมีน้ําท่วม ทั้งหมด ๖๕ จังหวัด มีผู้เสียชีวิต ๘๑๕ คน สูญหาย ๓ คน ความเสียหายจากครั้งนี้มี การประเมินถึงเกือบ ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศ แล้วที่ไม่เคยมีครั้งไหนก็คือน้ําที่ ลงมาจากเหนือนั้นบ่าเข้ามาไหลท่วมกรุงเทพมหานครจนเกือบครบทุกเขตของ กรุงเทพมหานครอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ พอเกิดน้ําท่วมเกิดอะไรขึ้นครับ ไปดู สไลด์อันถัดมา ท่านนายกรัฐมนตรีไปให้สัมภาษณ์เลยบอกว่าที่น้ําท่วม อันนี้เป็น คําให้สัมภาษณ์เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรีก็โทษคนอื่นเลย บอกว่าเขื่อนต่าง ๆ ที่ช่วยรับน้ําก็เต็มหมดแล้วในขณะที่มารับตําแหน่ง แล้วจะเอาน้ํา ไประบายลงตรงไหน แปลว่าอะไร แปลว่าตัวเองไม่ผิด แต่ที่ผิดเพราะน้ําเต็มเขื่อนแล้ว ตอนตัวเองมา ตัวเองมาเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ คนถัดมาบอกว่าอย่างไรครับ คนถัดมาไป ให้สัมภาษณ์บอกเอาไว้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัย กุล บอกว่าปี ๒๕๕๓ เดือนธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลทําไมไม่ระบายน้ําออก จากเขื่อนลงสู่ทะเลเพื่อรองรับมรสุม นี่ก็โทษว่ารัฐบาลที่แล้วเก็บน้ําไว้ในเขื่อน คนถัดมาคือ ประชา พรหมนอก ประชา พรหมนอก บอกว่าท่านกักไว้เพื่ออะไร ทําไมไม่พร่องน้ํา เหมือนปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เหมือนรายงานเปี๊ยบเลยครับ แต่ข้อเท็จจริงคืออะไรครับ ไปดู สไลด์ถัดไปครับ ในสไลด์ถัดไปเป็นปริมาณน้ําในเขื่อน ปริมาตรน้ําในเขื่อน ในอ่างเก็บน้ํา ภูมิพล จังหวัดตาก ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ครับ ความจริงแล้วอีกเขื่อนหนึ่งคือเขื่อนสิริกิติ์ ลักษณะก็คล้ายกัน เส้นกราฟนี้อาจดูไม่ชัดนิด หน่อย แต่อธิบายอย่างนี้ครับ เส้นที่ผ่าตรงกลางคือเส้นตอนที่คุณยิ่งลักษณ์มาเป็น นายกรัฐมนตรี เส้นล่างสุดเป็นเส้นกราฟของปี ๒๕๕๓ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๓ ที่สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล บอกพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลกักน้ําไว้เต็มเขื่อนทําไมไม่ปล่อย มีน้ํา ไม่ถึงครึ่งเขื่อนครับ อยู่ที่ประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตรครับ พอมาถึงปี ๒๕๕๔ เส้นที่สีเข้ม ๆ ที่ไต่ระดับขึ้นไปออกสีแดง ๆ ในช่วงยุบสภาเลือกตั้ง น้ํามีประมาณครึ่งเขื่อน ตอนคุณยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี น้ําอยู่ที่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีเวลา แต่พอ เดือนกันยายนสิครับ น้ํามันไต่ระดับท่านประธานเห็นไหมครับ ที่มีเขียนว่าในช่วงรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ปล่อยน้ําน้อยกว่าที่คิด แล้วสุดท้ายน้ําไปถึงเส้นประประมาณเดือนตุลาคมครับแปลว่า ที่พูดมา ๓ คน โยนความผิดใส่เพื่อน ผิดหมดเลยครับ กราฟนี้มันยันเลยครับว่าคุณโกหก คําถามก็มีต่อไปว่าทําไมรัฐบาลเก็บน้ําในเขื่อนไว้ ดูสไลด์ถัดไป สไลด์ถัดไปเป็นคําให้ สัมภาษณ์ของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงของท่าน รัฐบาลของท่าน ไม่เอ่ยชื่อท่านเพราะท่านออกจากรัฐบาลไปแล้ว ไปให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า เหตุผลที่มีการลด การระบายน้ําในเขื่อนลงในตอนต้น เพราะคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนัก เพราะฉะนั้นจึงมี การให้ลดการระบายน้ําในเขื่อนภูมิพล ให้ชาวนาเร่งเกี่ยวข้าวก่อนน้ําเหนือไหลบ่า ทําไมต้อง เร่งเกี่ยวข้าวครับ เพราะท่านมีนโยบายรับจํานํา แล้วกลัวน้ําท่วมไม่มีข้าวเข้านโยบายรับ จํานํา ก็เลยเร่งระบายน้ํา ลดการปล่อยการระบายน้ําในเขื่อน ทําให้ปริมาณน้ํากักเก็บใน เขื่อนมันสูงขึ้น มันจึงโทษคนอื่นไม่ได้ครับ แล้วในสไลด์ถัดไปก็ชัดครับ มีการเขียนบอกว่าสั่ง การให้กรมชลประทานประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตลดการระบายน้ําเขื่อนภูมิพล นอกจากนี้ ให้หน่วงน้ําที่เขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ไหลผ่านเกิน ๒,๓๙๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในภาพ ต่อไปก็เช่นเดียวกันครับ เป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๖ กันยายน หลังจากนั้นฝนตก หนักลงเรื่อยครับ แล้วอ่างเก็บน้ําก็พัง นี่คือผลจากการเก็บน้ําเพื่อชะลอเอาไว้เพราะให้ ชาวนาเกี่ยวข้าวทัน น้ําในเขื่อนจึงเต็มครับ แล้วสุดท้ายพอเกิดเหตุท่านก็โบ้ยความผิดไปให้ คนอื่นครับ นี่คือสิ่งที่บันทึกไว้ผิดครับ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์มันมีมากกว่า นั้นท่านประธานครับ ซึ่งต้องเขียนลงในรายงานนี้ ถ้าดูต่อไปจะพบความจริงอันหนึ่งครับว่า ปัญหาของรัฐบาลในการที่ไปดําเนินการแก้ไขปัญหามหาอุทกภัยนั้นมี ๔-๕ ประเด็น ที่ต้องพูดครับ ๑. ถ้าไม่โทษคนอื่น สาเหตุจริง ๆ คือท่านคาดการณ์ผิดครับ คาดการณ์ผิด เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไร ก็บอกให้ชะลอการระบายน้ําจากเขื่อนลง น้ําก็เต็มเขื่อน เพราะต้องการได้โครงการจํานําข้าว นี่ผิดมหาศาลเลย ๒. ในสายการบังคับบัญชาก็ผิดพลาด ท่านประธานคงจํากรรมการไม่ได้ที่รัฐบาลตั้ง กยน. กยอ. กบอช. กฟอ. หลาย ก. มากครับ จนกระทั่งไม่รู้ใครกันแน่ที่ทํา แต่คนหนึ่งที่ไม่รับผิดชอบในการจัดการเรื่องน้ําในขณะนั้นเลย คือนายกรัฐมนตรี เพราะไม่เป็นประธานเลยแม้แต่ชุดเดียว แล้วก็สร้างวาทกรรมเอาอยู่ สุดท้ายก็เรียบร้อยครับ ท่วมกันไปค่อนประเทศ ๖๕ จังหวัด และเสียหายมหาศาล และยัง เขียนรายงานโทษคนอื่นอีก นอกจากนั้นในการสื่อสารผิดพลาดตลอด ถ้าจําได้ครับ รัฐมนตรี แย่งกันออกทีวีกันใหญ่ ทุกคนอยากเป็นพระเอกหมดครับ นิคมสหรัตนนคร พูดไม่เกิน ๓ ชั่วโมง บอกเอาอยู่ น้ําไม่ท่วม หลังจากนั้นท่วมวินาศสันตะโรเลยครับ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น และไม่เขียนลงในนี้ เขาให้เขียนปัญหาอุปสรรคเพื่อไว้แก้ไขท่านก็ไม่เขียน นอกจากนั้นแล้ว ท่านประธานครับ เรื่องใหญ่ที่สุดที่ทําให้น้ําท่วมจนกระทั่งมาถึงกรุงเทพมหานคร คือการใช้ การเมืองในการแก้ปัญหาเรื่องน้ําท่วม ใช้การเมืองเพราะอะไรครับ ในหลายที่ที่มีมวลชนของ รัฐบาลคือเสื้อแดง ใครก็ไปทํางานไม่ได้ ใหญ่ขนาดสั่งเปิดประตูระบายน้ําได้ ถ้าไม่เปิด เป็นปัญหา น้ําจ่อกรุงเทพมหานครที่จังหวัดปทุมธานี ทะลักขึ้นมาจากเจ้าพระยา กทม. ไปกั้นกระสอบทราย มีสมาชิกสภาท้องถิ่นรายหนึ่งสังกัดอยู่กับมวลชนเสื้อแดงของรัฐบาล นําพวกมายิงปืนขู่เลยครับที่คลองสามวา เหล่านี้เป็นต้น และเรื่องใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลเขียนไว้ ในรายงานฉบับนี้คือไปตั้ง ศปภ. ศปภ. ที่ดอนเมืองครับ แล้วดูภาพ ศปภ. บนสไลด์หน่อยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สุดท้าย ศปภ. ที่ดอนเมือง ที่ตั้งช่วยน้ําท่วมเองก็น้ําท่วมหมดครับ มันไร้ประสิทธิภาพ นี่ที่เห็นในภาพนี้คือ ของที่ชาวบ้านเอามาบริจาคอยากให้เอาไปช่วยผู้ที่ประสบภัยน้ําท่วม สุดท้ายน้ําท่วมมโหฬาร นี่ผมยังไม่พูดเรื่องทุจริตอีกเยอะนะครับ ยักยอกเอาของบริจาค เขียนชื่อตัวเอง เอาไป หาเสียงส่วนตัว จองไว้เลยอันนี้ของคนนั้น อันนี้ของคนโน้น สุดท้ายที่ทําการ ศปภ. ต้องย้ายครับ ๕๐ วัน ศปภ. มีคนตายมโหฬารมาก สุดท้ายย้าย น้ําตามไปนะครับ ดี กทม. เขาเอาอยู่จริง ๆ ครับ สุดท้ายน้ําก็เลยไปไม่ถึง แต่ท่วมหมดที่ห้าแยกลาดพร้าว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลไม่เขียน แต่มาเขียนเอาไว้ใน ๑๐ หน้านี้ในหน้าหลังบอกว่า คุยไว้ครับ บอกว่ามีการจัดงบประมาณแล้ว ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากงบกลางของงบปี ๒๕๕๕ ในมือผมนี้เป็นรายงานที่กรรมาธิการงบประมาณปีนี้ได้รับครับ เป็นการประเมินผลงบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาลที่ใช้ไปในงบกลาง ปี ๒๕๕๕ เขาสรุปไว้อย่างนี้ครับ สภาพัฒน์ร่วมกับสํานักงบประมาณทํา บอกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปทําโครงสร้าง พื้นฐาน ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ๒๙ เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร้อยละ ๓.๙ แต่เขายอมรับครับว่ามีหลายโครงการมีปัญหา ทั้งเรื่องบุคลากร ที่สําคัญคือ ไม่มีความพร้อมในการดําเนินงาน เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่โครงการตามความพร้อม ของชุมชน ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้มีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ที่สําคัญครับถ้าจะบอกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลคุยนักคุยหนาในรายงานเล่มนี้ บอกไปป้องกันได้ ต้องดู ตัวนี้ครับ เขาบอกว่ามีอยู่ทั้งหมด ๑๗ จังหวัดที่มีผลการใช้จ่ายงบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วเสร็จ ในจํานวนนั้นรวมปราจีนบุรีครับ และวันนี้เป็นอย่างไรครับ ปราจีนบุรีท่วมใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ไม่เคยมี งบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไปไหนครับ นี่มันแสดงให้เห็นว่าใช้เสร็จแล้วมันไร้ประสิทธิภาพครับ และ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประธานจําได้ครับ ในสภานี้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีงบตัวหนึ่งใน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นงบไปขุดลอกครับ ขุดลอกนี้ละครับที่มีข้อกล่าวหา ข้อครหาเรื่องทุจริตกันอย่างมโหฬาร และวันนี้อยู่ใน ป.ป.ช. ครับ มันเป็นงบขุดลอกครับ ท่านประธาน อยู่ที่กรมเจ้าท่า วันนี้ ป.ป.ช. ยังสอบและไม่จบ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และวันนี้พ้นจากปี ๒๕๕๕ มาปี ๒๕๕๖ วันนี้ที่ขุดลอกไว้เรียบร้อยครับ ฝนมา น้ําเยอะ ดินที่ ขุดเอาไว้ไปหมดแล้วครับ แต่เงินที่ทุจริตมันเข้ากระเป๋าคน มันอิ่มกันหมดแล้ว แต่ประชาชน เดือดร้อนเหมือนเดิมครับ นี่เป็นประสิทธิภาพการใช้เงินของท่าน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปแก้ไขปัญหาน้ําท่วมปี ๒๕๕๔ วันนี้ถือว่าล้มเหลวเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วท่านประธานครับ ท่านจะอ้างในรายงานปีหน้าอีก บอกที่น้ําท่วม ใหญ่นี้เพราะ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ได้กู้ แต่ผมบอกเลยครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทถูกยับยั้ง ไว้จริง แต่มีอนุมัติไปแล้วครับ ๒๑ มิถุนายน ปี ๒๕๕๖ อนุมัติกู้เงินไปแล้ว ๒๕,๓๙๓ ล้าน บาท มีอนุมัติไปหลายพันล้านบาทครับที่ใช้เงินแล้ว แต่ไปตรวจดูเถอะครับ สะเปะสะปะมาก ไปสร้างโน่นสร้างนี่ให้หลายกรมมาก ไม่มีหรอกครับที่คุยบอกว่ามีแผนบูรณาการเรื่องจัดการ น้ําครับ เพราะฉะนั้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าใช้แนวคิดแก้ปัญหาน้ําท่วมปี ๒๕๕๔ บอกมี ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับที่อนุมัตินี้ไปอีก ๒๐,๐๐๐ รวมเป็น ๑๔๐,๐๐๐ มีงบปกติ ปี๒๕๕๕ ต่อเนื่องตลอดทั้งปีที่ผ่านมาอีกประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๖ ฝนตกมา ปริมาณน้ําฝนยังไม่เท่า ปี ๒๕๕๔ ไม่ถึง ๑ ใน ๓ เลยท่วมมโหฬารไปครึ่งหนึ่ง ถ้าใช้มาตรฐานนี้คิด ท่านประธานครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ผมว่าจบครับ เข้ากระเป๋ากันเบิกบาน ๒ ล้านล้านบาทจะเข้าอีหรอบ เดียวทํานองนี้กันอีกครับ นี่คือสิ่งที่ผมเรียนยืนยันกับท่านประธานให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลบันทึก เอาไว้นี้เขียนเอาแต่ได้ โยนความผิดใส่เพื่อน แล้วก็ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ไม่มี การสรุปบทเรียนครับ ในตอนสุดท้ายที่ท่านพูดถึงในปัญหาอุปสรรคที่ท่านเขียนเอาไว้นะครับ ในหน้าสุดท้ายคือหน้า ๔๔๑ ของรายงานชุดนี้ครับท่านประธานครับ เขียนไว้ในปัญหา อุปสรรค ก็ยังโทษเพื่อนอีกว่าปัญหาอุปสรรคคือการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ในอดีตที่ผ่านมายังไม่เป็นระบบและไม่มีเอกภาพเท่าที่ควร ขาดการบูรณาการ ชอบพูดนักบูรณาการนี่ ท่านดีไม่เขียนต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ําด้วย เพราะมันไปกันทุกเรื่อง แต่สุดท้ายเป็นวาทกรรมที่ว่างเปล่าครับ เพราะฉะนั้นพูดเรื่องเก่าปี ๒๕๕๔ มีการประเมินผลปี ๒๕๕๕ ใช้งบมีการทุจริต ไร้ประสิทธิภาพวันนี้มีปัญหาไม่ยอมรับถึงสาเหตุที่แท้จริง โยนความผิดใส่เพื่อนแล้ว ปี ๒๕๕๖ มันฟ้องเลยครับอ้ายที่โทษเพื่อนวันนี้โทษไม่ได้ ๒ ปีผ่านมาแล้วไหนละครับการเตือนภัย วันนี้ พี่น้องจังหวัดลพบุรีต้องทําเฟซบุ๊ค (Facebook) เตือนกันเอง พี่น้องที่อื่นก็เหมือนกัน เพราะ มีแต่โม้ครับ ดีแต่โม้ และสุดท้ายคือดีแต่เที่ยว เพราะฉะนั้นป่วยการครับ เขียนรายงานแบบนี้ หนัก ๑ กิโลกรัม ๘ ขีด แต่เนื้อหาเบาหวิวท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียน ท่านประธานว่า บันทึกต้องเขียนให้ถูกต้อง ต้องสรุปประสบการณ์ให้ดี แต่ถ้าสรุปประสบการณ์ อย่างนี้ บิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้มันถึงเป็นรายงานที่ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจําเป็นครับ ในอนาคตอาจจะมีคนเขียนผลงานโบว์ดําที่แท้จริงของรัฐบาลครับท่านประธาน
ต่อไปท่านเรวัต อารีรอบ ๗ นาที แล้วก็ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ขอใช้สิทธิพาดพิง ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้
ขอทราบประเด็นก่อนครับ
เมื่อสักครู่นี้ อดีตรัฐมนตรี สาทิตย์พาดพิงไปที่เขตเลือกตั้ง เขตคลองสามวา ปฏิเสธไม่ได้ครับ ผู้ฟังจะต้องหมายถึง ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน
ประเด็นอะไรครับ
ที่ท่านบอกว่ามีการไปยิงปืน ยกตัวอย่างเช่น ที่เขตคลองสามวา ใช้สิทธิพาดพิง แล้วก็ขออธิบายความสั้น ๆ ท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ เดี๋ยวนะครับ ท่านไม่ได้บอกว่าเป็นใครนี่ครับ ก็ไม่มีใครทราบนี่ครับ
ท่านประธานครับ เขตคลองสามวา คือจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านประธานต้องให้สิทธิชี้แจงบ้างนะครับ
คือเขาไม่ได้ระบุว่าเป็นใครนะครับ
ท่านประธานครับ ที่นี่สภานะครับ ไม่ใช่ทาร์ซาน (Tarzan) สวนสัตว์ครับ ฟังท่านประธานครับ ผมไม่ได้ฟังฝ่ายค้านครับ
คืออย่างนี้ท่านจิรายุครับ ผู้อภิปรายเขาก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นใครนะครับ
ท่านประธานครับ ต้องให้สิทธิ ผมชี้แจงครับ
คืออย่างนี้การใช้สิทธิพาดพิง จะต้องพาดพิงแล้วก็เสียหาย ทีนี้ประเด็นยังไม่รู้พาดพิงใครเลย นะครับ ถ้าพูดบอกว่าท่านยิงปืนผมก็จะให้นะครับ
ท่านประธานครับ คุณสาทิตย์ ได้พูดบอกว่ามีการยิงปืนกัน ยกตัวอย่างเช่นที่เขตคลองสามวา ซึ่งวันนั้นผมอยู่ในประตู ระบายน้ํา แล้วถ้าเกิดผมบอกที่จังหวัดตรัง เดี๋ยว ส.ส. ประชาธิปัตย์ก็ลุกขึ้นเหมือนกัน ท่านประธานครับ
เอาอย่างนี้ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ เพราะเขาไม่ได้ระบุเป็นใครนะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต สัก ๑ นาทีครับ
มันไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าเดี๋ยวมีผู้ประท้วงผม
เพราะว่าวันนั้นท่านประธานครับ ที่คลองสามวาไม่มีการยิงปืน ประเด็นต่อมาคือท่าน
เอาละครับ พอแล้วครับ เชิญท่านเรวัต อารีรอบ ครับ ๗ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมเอง จะอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของหนี้นอกระบบ ผมอยากจะฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ท่าน พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ว่าหนี้นอกระบบในประเทศไทยมีมาก ตามที่รัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศหาเสียงและได้แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรไป เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ไปแล้วนั้น ท่านบอกว่าจะทําให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ล้างหนี้ ให้กับประเทศ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน และจะนําความสุขที่หายไปกลับคืนมาให้คนไทย ทุกคนนั่นผมหมายถึงการให้คํามั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ วันนี้ท่าน นายกรัฐมนตรี และ ครม. อย่าไปคิดว่าพวกผมที่อภิปรายตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ว่าชอบติติง ใส่ร้ายให้ความเท็จหากคิดอย่างนั้นแล้วครับจะทําให้ท่านบริหารประเทศต่อไปอย่างล้มเหลว เพราะที่ผมจะลุกขึ้นอภิปรายในวันนี้มาจากการที่ผมได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนไป หลายภาคหลายจังหวัดของประเทศไทยเรามา ผมเองได้ฟังเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชน มาบอกถึงรัฐบาล มาบอกถึงข้อเท็จจริง และให้ปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วนครับ ท่านประธานครับ ผมขอสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชนตามที่นายกรัฐมนตรีได้บอกว่าประชาชนต้อง อยู่ดีกินดี ผมขอพูดเรื่องข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้เลยว่า ขณะนี้ของแพง แพงทั้งแผ่นดิน ในเรื่องของสินค้าอุปโภค บริโภค แม้กระทั่งผมเองครับ อย่าพูดถึงจังหวัดที่ภูเก็ตเลย มาพูดที่กรุงเทพมหานคร แถวจรัญสนิทวงศ์ เพราะว่าผมมีบ้านพักอยู่แถวนั้น เขาไม่รู้ว่าผมเป็น ส.ส. หลังจากที่ผมประชุมสภา ผมได้มี โอกาสซื้อพวกขนม ซื้อผลไม้ ก่อนที่จะเข้าพักในที่คอนโดมีเนียม ผมแกล้งถามเขาว่าตอนนี้ เป็นอย่างไรบ้างพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของ เขาบอกได้เลยว่าขายของยาก รายได้หาย กําไรหด สิ่งต่อมาครับท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าจะล้างหนี้ให้กับประเทศ ผมจําได้ เลยครับ ทางด้านซ้ายมือของท่านประธาน สมัยนั้นท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้ลุกขึ้น อภิปรายในสภาแห่งนี้ว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ดีแต่กู้ กู้ไปโกง คราวหน้าผมเป็นรัฐบาลจะไม่กู้ แม้กระทั่งเงินบาทเดียว เพราะผมเป็นคนค้าขายเป็น และตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ ท่านครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผ่านสภานี้ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านไปแล้ว แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ น้ําท่วม ท่วมแล้วท่วมอีก ท่วมแบบซ้ําซาก ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ได้บอกไปว่าจะเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย และจะนําความสุข ที่หายไปกลับคืนมาให้คนไทยทุกคน จะเห็นได้ว่ารายได้จากสินค้าการเกษตรทุกตัวครับ ยกเว้นข้าวเท่านั้นเองนะครับ ไม่ว่ายางพารา ปาล์ม และนอกเหนือจากนั้นไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม แม้กระทั่งทางด่วน สิ่งเหล่านี้ที่เป็นความจริงเกิดทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผมเองได้ฟัง ท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ออกมาทางทีวีบอกว่าสินค้าที่แพง เป็นเพียงแค่ความรู้สึก ผมรู้สึกแปลกใจมากครับท่านครับ ว่าทําไมเป็นถึงระดับกระทรวง พาณิชย์พูดออกมาอย่างนี้ พูดเอาใจใคร หรืออยากประจบประแจงใครสักคนหรือไม่ สงสัย ท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์คนนี้ไม่ได้เดินตลาด ไม่ได้พบพี่น้องประชาชน นั่งแต่ ในห้องแอร์ให้ลูกน้องไปซื้อของมาอย่างเดียวครับท่านครับ นอกเหนือจากนั้นครับท่านครับ จากคําที่ผมอภิปรายแล้วทําให้คนไทยที่ผมสะท้อนให้ฟัง ลําบาก ข้าวยากหมากแพง คนไทย ส่วนหนึ่งต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ ท่านประธานเจริญเองก็เคยไปธนาคารพาณิชย์หรือ ธนาคารกรุงไทยหรือสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง เวลาท่านไปฝากเงินครับ ท่านจะได้ เซ็นชื่อเพียง ๒ ครั้งเท่านั้นเองครับ ด้านหลัง เพื่อความถูกต้อง เพื่อบ่งบอกว่าท่านเป็น เจ้าของบัญชี แต่เวลาคนจะไปกู้ธนาคาร ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก ตรวจสอบแล้ว ตรวจสอบอีก แล้วเวลาถ้าผ่านเซ็นเกือบ ๕๐ ครั้ง คนเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้เข้าถึงสถาบัน การเงิน ไม่ว่าเป็นของรัฐ ไม่ว่าเป็นของเอกชน เขาต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ นี่ละที่ผมจะต้อง ฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ท่านจะได้เห็นว่าคนกู้ในระบบนี่ถ้าท่านอ้างว่าไม่จริง ท่านตามผมมาได้เลย ท่านดูคลิปนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านครับ คลิปนี้มีชายฉกรรจ์นั่งรถกระบะมา ประมาณ ๑๐ คนบุกมาทวงหนี้แม่ค้าขายขนมย่านสายไหมอย่างอุกอาจครับ ท่านดูสิครับ เข้ามาถึงเสร็จเรียบร้อยพังประตูบ้าน เพียงเงินไม่กี่หมื่นบาท ท่านจะเห็นภาพอย่างนี้แล้ว อันนี้ผมยกตัวอย่างเป็นหนึ่งในจังหวัดของประเทศไทย และเป็นอย่างนี้หลาย ๆ จังหวัด และพวกเหล่านี้เวลาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนไปแจ้งความบางครั้งเงียบหายไป บางครั้ง เจ้าหน้าที่ร่วมด้วย แต่เป็นส่วนน้อยนะครับ ท่านเห็นไหมครับนี่จากสายไหม เหตุเกิดที่ บ้านเลขที่ ๕/๙ ซอยเพิ่มสิน ๒๐ แยก ๑๓ เขตสายไหม บ้านของนางปาริฉัตร เกิดสาย แม่ค้าขายขนมหวานในตลาดสายไหม มีชายฉกรรจ์มาทวงหนี้ ท่านครับ ท่านดูต่อไป นอกเหนือจากที่ผมเล่าให้ฟัง นี่ยกตัวอย่างคร่าว ๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ ท่านจะเห็นภาพ แล้วท่านจะหดหู่ครับท่านครับ นักศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ที่บ้านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผูกคอตายครับ เพราะโดนเจ้าของเงินที่ทวงหนี้โหดอย่างที่ผมว่า ผูกคอตายไปแล้วครับ ชื่อเสียงเรียงนามจะเอาอย่างไร ผมขออนุญาต ผมเห็นใจพี่น้อง ทางบ้านเขา ผมยินดีมอบให้ท่านประชาครับ กราบขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ไปเอาภาพมาเลยนะครับ ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๗ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้สุขภาพจิตผมอาจจะไม่ดีเหมือนกับใบหน้า อย่างไรถ้าอภิปรายผิดพลาด ต้องกราบ ขออภัยท่านประธานด้วยนะครับ เนื่องจากว่าจังหวัดสุรินทร์โดยภาพรวมน้ําท่วม ท่วมตั้งแต่เขตของผม เขตของคุณคุณากรหรือน้องเจียงของผม จ่าประสิทธิ์ ท่านตี๋ใหญ่ ท่านปิยะดา ท่านชูศักดิ์ ท่านอาจารย์สมบัติ โดยเฉพาะบ้านผมที่สําโรงทาบ รถไฟวิ่งไม่ได้แล้ววันนี้ จอดได้อยู่ที่ศรีขรภูมิ ท่วมหนักจริง ๆ ฉะนั้นใบหน้าอาจจะดี แต่ว่าสุขภาพจิตผมแย่อยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานครับมาดูถึงเรื่องของรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งได้ดําเนินการทําไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ ดังรายละเอียด จริง ๆ แล้วก็ได้ดําเนินการ กระทําเหมือนกับองค์กรหลาย ๆ องค์กรที่เมื่อครบปีแล้วก็ต้องมา ชี้แจงว่า ๑ ปีนั้นได้ทําอะไรไปบ้าง ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ โดยเฉพาะเรื่องนี้ ให้รัฐบาลได้มาบอกว่าที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ ได้ทําอะไรบ้าง วันนี้เลยแถมมาถึง ปี ๒๕๕๖ เพราะด้วยอะไรหลาย ๆ เรื่องเป็นปัจจัย จริง ๆ รายงานเล่มนี้ทําเสร็จตั้งนาน แล้วครับ บ้านผมเอาไปแจกให้โรงเรียนดูกันจนเขาชื่นชมกันหมด แต่ว่าด้วยข้อจํากัด
ทีนี้มาดูการอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานถึงวันนี้ ท่านประธานครับ ผมก็พยายาม นั่งฟังด้วยความตั้งใจยิ่ง โดยเฉพาะพี่น้องจากภาคอีสานของเรา เราไม่ได้น้อยใจอะไรหรอกครับ ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไป แต่บทสรุปเป็นเรื่องดูเสมือนกับอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านประธานครับ เพราะวิธีคิดวันนี้มันคิดต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมก็ไม่ได้โทษฝ่ายตรงกันข้ามผมหรอกครับ เพราะ หลักการคิด ชุดความคิด หรือวิธีคิดมันต่างแน่นอน แม้กระทั่งว่าเมื่อกี้เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่ปีกฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นมาพูด เช่น นายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศ ซึ่งเจตนาของท่านไป ติดต่อ สร้างอํานาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ ได้เชิญพ่อค้า คหบดี รัฐมนตรีเพื่อที่จะส่งออก นําเข้า ชาวบ้านผมที่จังหวัดสุรินทร์เขาก็เข้าใจ แต่อีกซีกหนึ่งเขาบอกว่าไปเที่ยว ก็เป็นสิทธิ ของเขา เพราะว่าเรื่องอย่างนี้ท่านประธานครับ มันจําเป็นว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ว่า ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ครับ นโยบายของทุกรัฐบาลที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ทุกคนมีเจตนาต่อประชาชนทั้งหมด แต่ถามว่าประชาชนเขาเชื่อใครมากกว่า ถามว่าทําไม วันนี้นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหรือนโยบายทั่ว ๆ ไปของพรรคเพื่อไทย ชาวบ้านเขาเชื่อเป็น ส่วนใหญ่ ผมพูดอย่างนี้นะครับ ชาวบ้านเชื่อเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่ได้บอกว่าเชื่อทั้งหมดหรอก ครับ ที่ไม่เชื่อเราก็มี แต่เชื่อเรามาก เพราะเขาเชื่อในวิธีปฏิบัติ เขาเชื่อในผลสําเร็จแห่งการ ทํางาน ถามว่าทําไม ๗ ปีกว่าที่คนชื่อทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านไม่ได้ แต่ทุกคน ส่วนใหญ่ นะครับ ผมพูดส่วนใหญ่อีก เป็นห่วงเป็นใย คนที่อยู่ในประเทศเยอะแยะทําไมเขาไม่เป็นห่วง เป็นใยล่ะ อย่างมานิตย์ สังข์พุ่ม นี่คนเขาเป็นห่วงเป็นใยน้อยเพราะไม่ได้ทําความสําเร็จให้กับ เขา เหมือนผมดีแต่โม้ ดีแต่พูด เรื่องพูดผมก็ไม่เป็นรองใคร แต่เรื่องทําแล้วผมใช้ไม่ได้ท่าน ประธาน แต่ทักษิณพูดแล้วทํา พอมาถึงยิ่งลักษณ์วันนี้ก็เหมือนกัน นําผลแห่งความสําเร็จมา สู่พี่น้องในประเทศไทย ดูกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีวันนี้ก็เริ่มแล้วท่านประธาน จํานําข้าว มาเป็นนายกรัฐมนตรีปั๊บ จํานําทันที กิตติรัตน์ก็ทํางานไป นิวัฒน์ธํารงก็ทํากันไป บุญทรง ก็ทํา ทุกคนทําดีหมด มันก็เลยเกิดต้นทุนแห่งความเชื่อมั่น เมื่อก่อนรัฐธรรมนูญเขามีเจตนา ที่จะเขียนไว้ว่ามาฟังเสีย มารายงานเสีย อะไรประสบผลสําเร็จบ้าง อะไรที่เป็นอุปสรรค อะไรที่มันมีปัญหา ก็นํามาเล่าเพื่อที่จะนําไปปรับปรุงต่อไป ผมไม่ได้ชื่นชมว่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์สวยอย่างเดียวนะครับท่านประธาน แต่ผมชอบว่าเป็นหญิงเหล็ก ผมชอบ ในการทํางาน จนกระทั่งว่าวันนี้ผลงานเยอะแยะ แต่ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ผมก็ชม อีกซีกหนึ่งบ้าง ฝ่ายค้านมาสมัยนี้ก็ผลงานเยอะครับ โดยเฉพาะผลงานในสภาผู้แทนราษฎร เยอะมากจริง ๆ นี่พี่น้องก็ให้เหมือนกันมันก็เป็นผลงานครับ แต่จะเป็นผลงานอย่างไรนั้นก็ไปคิดกันเอง แต่ล่าสุดนี้ผมดีใจครับ ที่สโมสรชัยพฤกษ์อีกซีกหนึ่งไปโชว์ (Show) ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไทยเข้มแข็ง ถ้ากลับมาเป็นรัฐบาลใหม่เราจะทํา ผมก็ดีใจครับที่ต่อไปนี้จะได้แข่งกันเรื่อง นโยบาย แต่ว่าชาวบ้านจะเชื่อขนาดไหนว่าถ้ามาเป็นจริงจะทําได้ไหม ก็เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ หลายคนทั้งอดีตรัฐมนตรี แล้วก็รัฐมนตรีเงานะครับก็ไปโชว์กันอยู่ นี่มันต้องแข่งกันแบบนี้ แล้วต้นทุนเขาจะเชื่อใคร ถ้าเขาเชื่ออีกซีกหนึ่ง พวกผมก็เป็นฝ่ายค้าน ก็ไปนั่งอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเขายังเชื่อเรา เราก็เป็นรัฐบาลต่อก็เท่านั้นเอง แต่จากการฟัง ๒ วันนี้บางเรื่องผมเป็นห่วง ว่ามันจะจืด เพราะหนังบางเรื่องฉายมาหลายครั้ง ฉายมาหลายตอน อย่างเช่นเรื่องข้าว ที่จังหวัดสุรินทร์ผม ฉายมากระทั่งว่าผมทนไม่ได้เมื่อคืนลุกขึ้นมา แล้ววันนี้ทวงเสียก่อน รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์มานั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าใจว่านั่งข้างหลัง คุณณัฐวุฒิ เมื่อคืนก็ลุกขึ้นตอบว่าจะหาคนมา ๓ คน เมื่อคืนนี้เจ้าของโรงสีเขาโทรมาหาผม หลายโรงสี เขาว่ามานิตย์บอกจ่าประสิทธิ์หน่อยว่าใคร โรงสีไหนกันแน่ที่เอาข้าวเน่าเอาข้าว เสียเอาข้าวมาได้แต่เอ่ยชื่อมันเสียภาพของจังหวัด เขาโทรมาอย่างนั้นจริง ๆ แล้วชาวบ้าน ก็โทรว่าทําไมให้จังหวัดสุรินทร์โดนรังแกมาก ผมก็เลยมาทวง วันนี้มาทวงความเป็นจริงกับ ท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือท่านนิวัฒน์ธํารงจะตอบแทนผมก็ไม่ขัดข้องว่ามันชื่อโรงสีอะไรกัน แน่ แล้วผู้ที่ไปตรวจนี้รายงานมาอย่างไร เพราะผมไม่สบายใจครับ จังหวัดสุรินทร์ผมไม่มี อาชีพอย่างอื่นมีอยู่ ๒ อย่าง ๓ อย่างที่ดัง ๑. ข้าวหอมมะลิ ๒. ผ้าไหม ท่านประธาน ๓. ก็เป็นสินค้าทางการเกษตรพื้น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ข้าวหอมมะลินี้อันดับหนึ่ง ส่วนช้างมัน ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว นี่เขตของคุณากร ของหมอเจียง เขาบอกให้ไปเป็นดาราหนังนั่งบนหลังช้าง แต่เรื่องข้าวนี้อันดับหนึ่ง ถ้าข้าวสุรินทร์ผมโดนทําลายละครับ แล้วคนสุรินทร์ผมจะอยู่ อย่างไร วันนี้รัฐมนตรีณัฐวุฒิต้องหาคําตอบให้ผมให้ได้ ๑. ต้องบอกให้ได้ว่าโรงสีชื่ออะไร ๒. เรียก ๓ คนที่ท่านณัฐวุฒิสั่งไปมาหรือยัง ถ้าไม่อย่างนั้นท่านณัฐวุฒิครับ ท่านอย่าไป จังหวัดสุรินทร์นะครับ ท่านอย่าไปจังหวัดสุรินทร์ท่าน คนอื่นไม่ราวีท่าน ผมนะครับ ท่านอย่าคิดว่า ใจผมมันจะดีเท่ากับหน้าตา ไม่ใช่นะครับ ผมก็เลยท้ายสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน วันที่ ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านทํางานไปเถอะครับ พี่น้องเขายังให้กําลังใจ แล้วท่านสืบเนื่อง ท่านเหนื่อยเขารู้ ท่านล้าเขารู้ ท่านตั้งใจกับการทํางานให้กับบ้านกับเมืองชาวบ้านเขารู้ ผมลงพื้นที่เขาไม่เคยถามหาถึงผมว่าเหนื่อยขนาดไหน เขาให้กําลังใจฝากมาบอก ท่านยิ่งลักษณ์ตลอด เพราะเป็นสุภาพสตรี ผมก็อยากเห็น นี่พี่น้องฝ่ายค้านผมเช้า ๆ ขึ้นมา อยากให้ชมท่านนายกรัฐมนตรีผมบ้าง อย่าชมแต่หัวหน้าท่านมากจนผมนี้อิจฉาเหมือนกันนะครับ ชมนายกรัฐมนตรีผมบ้างว่าไม่มีอะไรพูดก็ว่าวันนี้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์สวย วันนี้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เหมือนกับที่คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ให้สัมภาษณ์ไปในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก บ้านเมืองมันจะได้ปรองดองท่านประธาน แล้วนายกรัฐมนตรีจะได้มีขวัญกําลังใจทํางาน ต่อไป แล้วถามว่าใครได้ล่ะ ประชาชนครับ ประชาชนได้ประโยชน์ คนที่ขึ้นมาบริหาร ประเทศที่นั่งบนนี้ทําเพื่อประชาชนทั้งนั้น ถ้าเอาแต่ส่วนตัวท่าน วันนี้ผมคิดว่าท่านพร้อม หมดแล้ว ท่านประชาอายุขนาดนี้ยังไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะต้องการแก้ปัญหาทางใต้ ต้องการให้บ้านเมืองสงบ
หมดเวลาแล้วครับ
ท่านวิเชษฐ์ก็ออกไปดูต้นไม้ เอาไป เอามาเดี๋ยวจะเจอแบบ สืบ นาคะเสถียร นะท่านครับ เพราะขยันมาก ผมเจอหลายที นี่คือ ความตั้งใจของรัฐบาล ฉะนั้นผมคิดว่าผลงานที่เขียนมานี้มันเข้ากับคอนเซ็ปต์ (Concept) ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส นี่ยังไม่พูดถึงการปราบปรามยาเสพติดท่านประธาน อีกเยอะแยะ นี่เขต ส.ส. สมหญิง บัวบุตร เขาชอบกันมากเรื่องปราบยาเสพติด เพราะท่าน อยู่ชายแดน อยู่อํานาจเจริญนะครับแถวนี้ ก็เลยฝากคณะรัฐมนตรีให้มีขวัญและกําลังใจ ในการทํางานต่อไป โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านทําไปเถอะครับ เรื่องคนด่า คนตําหนิเป็นเรื่องปกติ แต่เขาให้กําลังใจท่านครับ ขอบพระคุณมาก
สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะอาจารย์และนักเรียนโรงเรียนวัดหินลาด จังหวัดพิษณุโลก นะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตอบข้อสงสัยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงจากท่านครูมานิตย์ และท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านนะครับ แล้วก็ขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงใน ๓ เรื่องด้วยกัน นะครับ เรื่องแรกคงจะเป็นเรื่องของการจัดทํารายงานผลงานรัฐบาลปีแรกนี้นะครับ ซึ่งกระผมเองเป็นประธานกรรมการในการจัดทํารายงานผลงาน เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องโครงการ จํานําข้าว และเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการส่งออกครับ
เรื่องแรกนะครับ เรื่องการจัดทํารายงานผลงานประจําปีของรัฐบาลปีแรกนี้ ทางคณะทํางานได้เร่งรีบทํางาน แล้วก็สรุปผลงานให้แล้วเสร็จ ส่งสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วันเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เสร็จแล้วหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎร จะต้องให้เวลากับทางรัฐบาลเพื่อมาแถลงผลงาน ก็ได้ในวันนี้ เมื่อวานนี้นะครับ ก็ต้อง ขอขอบพระคุณทางท่านประธานและทางสภาผู้แทนราษฎรที่ให้เวลากับทางรัฐบาลในการ แถลงผลงาน ซึ่งนับรวมเวลาจากที่ทํารายงานเสร็จส่งมาก็ ๓๙๕ วัน อันนี้เป็นเรื่องที่ ดําเนินการตามกระบวนการ ไม่ได้มีกฎหมายใด ๆ ที่บังคับว่าต้องมาแถลงเมื่อไร แล้วแต่ สภาผู้แทนราษฎร ผมย้อนกลับไปดูอดีตครับ ในยุคก่อนรัฐบาลที่ผ่านมาใช้เวลาในการทํา รายงาน ๑๒๔ วัน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ จนถึงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และได้มาแถลงผลงาน ๑ ปี ๒ เดือน ๔๒๕ วัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทํามาก็ไมได้ช้ากว่าที่เคย เป็นมา เร็วกว่าด้วยซ้ํานะครับ ต้องขอกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพผ่านท่านประธานว่า ผลงานของรัฐบาลที่ทํามานั้นเป็นผลงานจริงแล้วก็เชื่อถือได้ เป็นของจริงทั้งหมด อันนี้ ก็อยากจะเรียนในเบื้องต้นเรื่องแรกนะครับ
เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียนเรื่องโครงการจํานําข้าว ผมได้ขออนุญาต ท่านประธานในการใช้แผ่นใส ท่านประธานได้อนุมัติแล้ว ขออนุญาตดูแผ่นใสเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมขอเริ่มต้นโครงการนะครับ วัตถุประสงค์ของโครงการจํานําข้าว มีอยู่ ๔ ประเด็นใหญ่และเป็นประเด็นที่สําคัญ
ประเด็นแรกเป็นเรื่องการยกระดับราคารายได้ของชาวนา ความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นของชาวนา เกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนานะครับ เป็นเกษตรกรที่มีรายได้ต่อหัว ต่อปีต่ํามาก ต่ําที่สุด เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความดูแลแก้ไขนะครับ ประเด็นที่ ๒ วัตถุประสงค์ก็คือว่า เมื่อเราให้รายได้กับชาวนามากขึ้น ท่านมีเงินทองที่จะไป จับจ่ายใช้สอย การที่ท่านเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องของการหมุนเวียนเศรษฐกิจของ ประเทศ ทําให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว มีความมั่นคง มีเสถียรภาพมากขึ้น นั่นเป็น ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ วิธีการจํานําข้าวเป็นวิธีการที่จะทําให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ วิธีอื่นราคาข้าว ตกเอา ๆ ผมมีกราฟซึ่งจะแสดงให้ทราบในภายหลังนะครับ เรื่องที่ ๔ ข้าวไทยเป็นข้าวซึ่งมี ราคาแพง สูงกว่าข้าวอื่น ๆ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ชาร์ท (Chart) เมื่อคืนก็แสดงให้เห็น แล้วนะครับ ถ้าเราสามารถประคองราคา รักษาราคาข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ เราก็สามารถที่จะชี้นําราคาของโลกได้นะครับ
ขอชาร์ทต่อไปนะครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับ ตัวเลขจีดีพี ว่าจริง ๆ แล้วภาคเกษตรให้ผลทางด้านจีดีพีกับประเทศถึง ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ และใน ๘.๕ เปอร์เซ็นต์นี้แน่นอนที่สุดเป็นเรื่องข้าวที่สําคัญอันหนึ่ง ดูแล้วดูราคาข้าวที่สูงขึ้น เมื่อมีการจํานํากับเมื่อไม่มีการจํานํานะครับ ก็สูงขึ้นตันละประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท รวมแล้วถ้าคิดจํานวนข้าวแล้วเราสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรถึง ๑.๔๓ แสน ล้านบาท หรือ ๑๔๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ คิดต่อหัวแล้วเกษตรกรได้รายได้เพิ่มขึ้น ๖๖,๐๐๐ บาทต่อคนนะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่ส่วนเพิ่มเฉย ๆ นะครับ ทําให้จีดีพีโตถึง ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ นอกจากนั้นอย่างที่ผมเรียนนะครับ ว่าการที่ชาวนามีรายได้ มากขึ้น ชาวนาผู้มีรายได้น้อยก็จะใช้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยเพื่อการครองชีพของตน เป็นส่วนใหญ่นะครับ
ชาร์ทต่อไปนะครับอยากเรียนว่าโครงการจํานําข้าวนี้เป็นโครงการทางเลือก ประชาชนชาวนามีสิทธิเลือกได้ เราจํานําข้าวผลผลิตต่อปีมีทั้งหมดประมาณ ๓๗-๓๘ ล้านตัน นะครับ เราจํานําข้าวปีละประมาณ ๒๑-๒๒ ล้านตัน หรือประมาณ ๕๘ ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่ามีข้าวในตลาดเหลืออยู่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้เป็นเครื่องยืนยัน นะครับว่าเมื่อมีข้าวอยู่ในตลาด ประชาชนมีสิทธิเลือกนะครับ พ่อค้ามีสิทธิเลือกไปซื้อข้าว มีการดําเนินการตลาดอย่างเสรี เพราะฉะนั้นมิได้ทําลายกลไกตลาดแต่อย่างใดนะครับ
ชาร์ทต่อไปผมอยากจะแสดงถึงราคาข้าวซึ่งทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าข้าวเปลือก หอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ข้าวเปลือกปทุมก็ราคาลดหลั่นไป แล้วมีข้าวเปลือกเจ้าซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ข้าวพวกนี้ถ้า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท นะครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๔,๘๐๐ บาท ลดหลั่นกันไปจนถึงประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์นี้ก็ได้ ๑๓,๘๐๐ บาท อันนี้เป็นราคาที่ประกาศทราบโดยทั่วกันนะครับ
ต่อไปนะครับ ที่ท่านบอกว่าชาวนาไม่ได้เงินเต็มที่ แน่นอนสิครับ ในวิธีการ ชาร์จต่อไปแสดงให้เห็นถึงวิธีการว่าที่เขาค้าขายกันทั้งพ่อค้าและชาวนาทราบกันนะครับว่า ถ้าความชื้นเยอะ มีสิ่งเจือปน ท่านถูกหัก แล้วเรื่องนี้ประกาศทั่วไปประกาศที่โรงสีจุดรับ จํานํานะครับ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทํากันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้าวของท่าน ถ้าคุณภาพข้าวท่านดี ท่านก็ได้รับไปเต็ม ๆ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่กรณีที่ผมแสดง ถ้าความชื้น อยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มีสิ่งเจือปนประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ชาวนาจะได้เงิน ๑๓,๕๗๕ บาท/ตัน นะครับ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าวิธีการทั้งหลายโปร่งใสชัดเจน ประกาศให้ทราบโดยทั่ว กันและชาวนาได้เงินเต็มที่นะครับ
ชาร์ทต่อไปเป็นเรื่องในขั้นตอนการทํางานมีมาตรการป้องปราม ต้องการทํา ให้โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนนะครับ ชาร์ทนี้อาจจะเล็กนะครับ เรามีชาร์ทใหญ่ แต่ผม ว่าด้วยเวลาน้อยที่ทางรัฐบาลได้อยู่นี่ก็คงจะสรุปให้ทราบคร่าว ๆ นะครับ อย่างเช่น เรื่องเกี่ยวกับการจดทะเบียนเกษตรกร ใบรับรองเกษตรกรก็มีประชาคมนะครับ ซึ่งมีตัวแทน ท้องถิ่น มีเกษตรกรที่แต่งตั้งเป็นทางการถึง ๕ คน ไม่เป็นทางการนี่ก็เป็นชุมชน อันนี้ก็ชัดเจน ว่าโปร่งใสนะครับ แล้วก็เราใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบ สมัยเริ่มต่อไปนี้จะใช้ ดาวเทียมครับ จีพีเอส (GPS) ไปดูพื้นที่เลยนะครับ เพราะฉะนั้นจะดูชัดเจนว่าที่ไหนปลูก เท่าไรอย่างไรนะครับ นอกจากนั้นยังมีเขียนไว้ในใบรับรองเกษตรกรนะครับว่าถ้ามีการสวม สิทธิจะมีโทษจําคุก ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาทนะครับ อันนี้ก็มีไว้ชัดเจน หรือเรื่องเกี่ยวกับการจํานําที่โรงสี ก็มีนะครับ มีคณะกรรมการที่จะตรวจสอบที่จะดูความชื้น ดูน้ําหนัก ดูอะไรก็ดี ปีนี้เพิ่มเติมก็คือว่าเราได้เชิญตัวแทนจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคม ชาวนาทั้ง ๓ สมาคม ให้ส่งตัวแทนมาประจําเลยครับ เพื่อความมั่นใจว่ากลุ่มบุคคลทั้ง ๓ ท่านนี้ แต่ละจุด ในทุกจุดจะช่วยกันดูแลให้ความเป็นธรรมกับประชาชนนะครับ อันนี้เราก็ พยายามให้มีการส่วนร่วมของภาคประชาชนให้ยิ่งมากขึ้นอีกนะครับ เพิ่มเติมจากระบบไอที (IT) ที่เรามีอยู่ ระบบกล้องวงจรปิดที่เราเชื่อมตรงมาสู่ศูนย์กลาง ระบบอื่น ๆ อีกมากมาย นะครับ ด้วยเวลาอันจํากัดนี้ก็ยกตัวอย่างนะครับ เรื่องการจ่ายเงินกับเกษตรกรเรามี ใบประทวนใบประทวนไปยื่นที่ ธ.ก.ส. นะครับ ตอนนี้ระบบออนไลน์ (Online) ทั้งระบบ เพราะฉะนั้นข้อมูลจะต่อเชื่อมกัน ตรวจสอบได้ แล้วก็วิธีการจ่ายเงิน คือจ่ายเข้าบัญชี เกษตรกรชาวนา เพราะฉะนั้นไม่มีทางรั่วไหลครับ ชาวนาได้เงินแน่นอนเต็มจํานวนจาก ใบประทวน อันนี้ยกตัวอย่างคร่าว ๆ ด้วยเวลาอันจํากัด
อยากจะให้ดูชาร์ท (Chart) ต่อไป อันนี้ก็เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่เราจะใช้ ในปีนี้นะครับ ซึ่งจะทําระบบข้อมูลรวม ข้อมูลกลางข้อมูลเดียวใช้กับทุกหน่วยทุกงานเพื่อ การตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ําถึงปลายน้ํา ตั้งแต่จุดจดทะเบียนเกษตรกร ใบรับรองเกษตรกร จํานําข้าว ใบประทวน การจ่ายเงิน การควบคุมสต็อก (Stock) อยู่ในระบบนี้ทั้งหมดนะครับ เชื่อมโยงกันดูได้ทุกจุด ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ซึ่งจะดําเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้นะครับ
ต่อไปมีคําถามเรื่องจํานําข้าวมาแล้วเท่าไร ระบายไปแล้วเท่าไร อยากเรียน อย่างนี้ครับ เราจํานําข้าวตั้งแต่ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ นี้นะครับ รวมทั้งสิ้นข้าวเปลือก ๒๑.๘ ล้านตัน แปลงเป็นข้าวสารประมาณ ๑๓.๕ ล้านตัน ข้าวเปลือกในปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ๒๒ ล้านตันเศษ เป็นข้าวสารประมาณ ๑๓.๘๘ ล้านตัน อันนี้เป็นสูตรที่รู้ทั่วไป รวมแล้ว ข้าวเปลือกทั้งหมดตั้งแต่เราเข้ามาปี ๒๕๕๔ จนถึงบัดนี้ประมาณข้าวเปลือก ๔๔ ล้านตันเป็น ข้าวสาร ๒๗ ล้านตัน ส่วนการใช้เงินเฉลี่ยแล้วก็ปีละประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็ ตามสูตรที่เป็นราคาดังนั้น แล้วก็มีข้าวเฉลี่ยจากหลายชนิดก็ใช้เงินประมาณนั้น ส่วนการ ระบายนั้น ตอนนี้จนถึงบัดนี้เราระบายไปแล้วประมาณ ๑๑.๗ ล้านตันข้าวสารนะครับ จากจํานวนรวม ๒๗.๔ ล้านตัน เพราะฉะนั้นเรามีข้าวเหลืออยู่ประมาณ ๑๐.๘ ล้านตันนะครับ แต่ใน ๑๐.๘ ล้านตัน มีภาระผูกพันอยู่ ๕ ล้านตัน อันนี้ก็เป็นตัวเลขปัจจุบัน เราระบายโดย ผ่านวิธีการจีทูจี ประมูลขายทั่วไป ขายองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ใช้เอเฟท (AFET) ตลาดล่วงหน้า อันนี้ก็เป็นที่ทราบอยู่ อยากเรียนอย่างนี้ครับว่าด้วยสต็อก ๑๐ ล้านตัน ณ ปลายปี ๒๕๕๖ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเราจะมีขายอยู่ประมาณ ๑๐ ล้านตัน ระหว่างปี เราก็จะใช้อันนี้ไปขาย ขณะนี้ก็จะมีการลงนามสัญญาและเจรจาอยู่ที่ยังเพนดิ้ง (Pending) อยู่ที่กําลังทําอยู่ รวมทั้งของบริษัทที่ ๑.๒ ล้านตันนั้นที่กําลังจะเซ็นสัญญาภายในอาทิตย์ ๒ อาทิตย์นี้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าได้เซ็นสัญญาแล้ว ผมไปเจรจามาเองรู้อยู่แก่ใจพร้อม ทั้งคณะ เพราะฉะนั้นข่าวนั้นก็คงจะไม่ใช่นะครับ เราพูดกันมาก ๆ เรื่องข้าวเน่า ข้าวเสีย ข้าวมีพิษ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าผมไปขายในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศอิหร่าน ประเทศจีน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศฮ่องกงอะไร ทั้งหลาย การพูดกันมาก ๆ เรื่องข้าวเน่า ข้าวเสีย ข้าวมีพิษ ทราบกันทั่วโลกครับแม้เราจะพูด กันในห้องนี้หรือกับสื่อในประเทศ แต่ต่างประเทศทราบกันหมด และจะเรียนว่าราคาข้าวเรา ตกลง ๆ นะครับ ขายยากขึ้น อยากเรียนอย่างนั้น ก็ต้องขอความกรุณาว่าเรื่องพวกนี้มันก็ เป็นการทําลายอนาคตของข้าวไทยนะครับ
แผ่นต่อไปนะครับเป็นเรื่องราคาเมื่อมีการจํานําและไม่มีจํานํานะครับ มีราคา เปรียบเทียบนะครับ ในตรงกลางชาร์ทที่มีเส้นประเส้นเหลือง ๆ นั้นเป็นช่วงที่เป็นราคา ข้าวเปลือกก่อนการจํานํา ส่วนตรงที่เป็นบาร์คล้าย ๆ สนามรักบี้นั้นนะครับ ถ้าเป็นเส้น ขีดข้างบนนั้นคือราคาจํานําที่ ๑๔,๘๐๐ บาท ส่วนถ้าคุณไม่จํานําราคาข้าวก็สูงกว่าในสมัยที่ ไม่ได้จํานําข้าว ราคาที่ไม่ได้จํานํา ข้าวที่ไม่ได้จํานํากับเราวันนี้ ราคาสูงกว่าราคาข้าว เมื่อสมัยโน้นตามชาร์ทนั้น อันนี้เป็นสถิติข้อมูลที่ดูได้นะครับ เก็บโดยสํานักงานข้อมูล ทั้งหลายของกระทรวงพาณิชย์และของที่อื่นด้วยนะครับ เรื่องการจํานําข้าวนอกจากทําราคา ได้ดีอย่างนี้แล้ว ผมอยากจะเรียนว่าประโยชน์โดยตรงกับชาวนานะครับ
มีเรื่องที่จะชี้ให้ดูในชาร์ทต่อไปซึ่งได้มีการพูดกันอยู่บ้างแล้วนะครับว่าชาวนา มีเงินออมมากขึ้นนะครับ ในปี ๒๕๕๔ เฉลี่ยต่อบัญชีของเงินฝากมีประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท เฉลี่ยต่อบัญชีของชาวนานะครับ ปี ๒๕๕๕ มี ๑๔,๐๐๐ บาท ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๖ ๑๗,๐๐๐ บาทนะครับ สูงขึ้นเรื่อย ๆ และยอดบัญชีก็สูงขึ้น เงินออมของชาวนา ดีขึ้นครับ ราคาข้าวดี รายได้ของชาวนาดี เรื่องการจ่ายหนี้ครับ เมื่อมีเงินมาใช้ก็จ่ายหนี้ด้วย ชาวนาจ่ายหนี้ได้ดีขึ้น ปี ๒๕๕๔ จ่ายได้ ๙๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๕ จ่าย ๙๖ เปอร์เซ็นต์ ของหนี้นะครับ ปี ๒๕๕๖ จ่าย ๙๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวเลข ธ.ก.ส. เก็บมาจริง ๆ จาก บัญชีของชาวนานะครับ ผมอยากให้ดูอีกชาร์ทหนึ่งครับว่าสิ่งที่เราทําท่านเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ นี่คือตัวเลขที่ได้มาจากสภาพัฒน์ นี่คือตัวเลขจํานวนคนจนและสัดส่วนคนจน อยากเรียนว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดีนะครับว่าในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ นั้น จํานวนคนจนและอัตราคนจน ต่อคนรวยลดลง คนจนน้อยลง ในปี ๒๕๕๑ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๒ ๑๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๓ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๔ ๘.๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๕ ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงทุกปี อันนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์อีกอันหนึ่งว่าโครงการนี้น่าจะไปได้ดีนะครับ เป็นสิ่งที่ชาวนาต้องการ และช่วยเหลือชาวนาจริง ๆ
แผ่นต่อไปครับ เพื่อความรวดเร็วนะครับ สถานการณ์ข้าวโลก เราพูดกัน เรื่อย ๆ นะครับว่าไทยเป็นแชมป์ส่งออก ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าดูต้องดูอย่างนี้ว่าแต่ ละประเทศคู่แข่งเขาผลิตกันเท่าไร ใช้เท่าไร เหลือเท่าไร ขายเท่าไร อยากเรียนว่า สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในช่วง ๒ ปีนี้ เป็นเพราะประเทศอินเดียซึ่งส่งข้าวน้อยมาก ๒ ปีที่ ผ่านมาส่งข้าวประมาณปีละ ๙-๑๐ ตัน จากส่งที่ประมาณ ๓ ตันต่อปี เพราะฉะนั้นประเทศ อินเดียผลิตข้าวได้เยอะ ส่งออกเยอะ เมื่อไรก็ตามถ้าประเทศอินเดียมีนโยบายส่งออกข้าว อย่างนี้มาก ๆ เราเหนื่อยเพราะว่าข้าวเราผลิตเป็นอันดับ ๖ นะครับ ประเทศจีนอันดับ ๑ ๑๔๓ ตันต่อปีนะครับ ประเทศอินเดีย ๑๐๔ ประเทศอินโดนีเซีย ๓๖ ประเทศเวียดนาม ๒๗ ประเทศไทย ๒๐ ข้าวสารนะครับ แล้วก็ส่งออกของประเทศอินเดีย อย่างที่ผมเรียนปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ส่ง ๑๐ ล้านตัน ประเทศเวียดนาม ๗.๔ ประเทศไทย ๗.๐ มองจํานวนเราน้อย แต่ถ้ามองมูลค่าเงินเรายังมากกว่านะครับในปี ๒๕๕๕ แต่ในปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ นี้ เรา เชื่อมั่นว่าเราจะมีปริมาณที่สูงกว่าเวียดนามแต่ถามว่าเราจะสูงกว่าประเทศอินเดียไหม ผมเรียนว่ายากครับ เพราะเขายังส่ง ๑๐ ล้านตัน อันนี้ต้องยอมรับความจริงครับ อันนี้คือ การผลิตของเขา และการส่งออกของเขา เพราะฉะนั้นเราต้องดูความจริง ดูข้อมูล ดูสถิติด้วย
อีกชาร์ทหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอนะครับ เรื่องคอร์รัปชัน เราพูดกันมาก เรื่องคอร์รัปชัน ผมอยากจะเรียนในชาร์ทนี้นะครับ ผมเคยเอามาโชว์ มาแสดงที่สภาแห่งนี้ ๑ ครั้งแล้วนะครับ จะเห็นว่ากราฟเรื่องคอร์รัปชัน คะแนนที่เราได้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ตั้งแต่ ๓๒ ถึงประมาณ ๓๗-๓๘ ประเทศไทยสมัยที่คะแนนสูงที่สุดอยู่ในช่วงปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๙ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนะครับช่วงนั้น อยู่ที่ ๓๖ คะแนน ๓๘ คะแนน ๓๖ คะแนน ประมาณนี้ ๓๖-๓๘ แล้วหลังจากนั้นก็หล่นมาเรื่อย ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์นะครับเมื่อปี ๒๕๕๕ สถิติอยู่ที่ ๓๗ คะแนน ไล่เรียงแล้วนะครับ ๓๗ คะแนน อันนี้ เป็นข้อมูลจากสํานักงานต่างประเทศนะครับ ชื่อ ทรานส์พาเรนซ์ อินเตอร์เนชันแนล (Transparency International) อีกชาร์ทหนึ่งครับเรื่องคอร์รัปชันเหมือนกัน แต่ชาร์ทนี้ เขาวัดอีกทางหนึ่ง เขาวัดความโปร่งใสและคอร์รัปชัน โปร่งใสอยู่ข้างล่าง คอร์รัปชันอยู่ ข้างบน ประเทศไทยเราคะแนนคอร์รัปชันอยู่ที่ ๘ กว่า วิธีการต่างกันครับ ในช่วงปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ไล่ลงมา วันนี้อยากเรียนว่าคอร์รัปชัน อินเด็กซ์ (Corruption Index) ของเพิร์ค (PERK) เราดีขึ้นเยอะเลย อยู่ที่ ๖.๕๗ วิธีการนับต่างกันนะครับ ถ้าเลขสูง คอร์รัปชันเยอะ เลขต่ํา คอร์รัปชันน้อย อันนี้อีกแบบหนึ่ง ก็เพียงแต่เรียนยืนยันว่าสิ่งที่เราทํา สิ่งที่เราพยายามจะทํานี้นะครับ ด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ แล้วก็เป็นสิ่งซึ่งเราจะยืนยัน ที่จะทําต่อไป เพราะฉะนั้นผมก็ได้เรียนในหลายเรื่องที่เป็นคําถาม เป็นประเด็นที่ถามกันมา เมื่อ ๒ วันก่อนเกี่ยวกับเรื่องโครงการจํานําข้าวนะครับ อยากเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ สัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐวิสาหกิจชื่อเป่ยต้าฮวง มณฑลเฮยหลงเจียง จํานวน ๑.๒ ล้านตันนี้ เราจะลงนามกันใน ๑-๒ สัปดาห์ข้างหน้านะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการส่งออกนี้ครับ นิดเดียว ด้วยเวลาอันจํากัด ผมขออนุญาตนิดเดียวว่า เรื่องการส่งออกก็ต้องดูสภาพของโลกด้วยนะครับ ดูว่าโลกปัจจุบัน เป็นอย่างไร เศรษฐกิจเป็นอย่างไร เราทราบกันดีอยู่แล้วปีที่แล้วเศรษฐกิจของโลกไม่ดี ทั้งอียู (EU) ทั้งสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น ปีนี้หนักขึ้นก็คือประเทศจีน ซึ่งจีดีพีอยู่ที่ประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์มาเป็น ๑๐ ปีแล้ว ปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ ตกลงนะครับ ฉะนั้นจีดีพีลดลง สินค้าเข้าออก การส่งออกก็ลดลงด้วย อันนี้มีผลทั้งโลก จากชาร์ทที่มี นะครับ ผมขออนุญาตอาจจะดูไม่ชัดเจนนะครับ แต่ว่าอยากจะเรียนว่าอย่างนี้ครับ ส่งออก เทียบปี ๒๕๕๕ กับปี ๒๕๕๖ ในรอบ ๕ เดือนที่ผ่านมานี้นะครับ ประเทศสิงคโปร์ติดลบ ๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินเดียบวก ๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศบราซิลลบ ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียลบ ๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินโดนีเซียลบ ๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฟิลิปปินส์ ลบ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศศรีลังกาลบ ๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยน้อยนะครับ วันนี้อยู่ที่ ประมาณ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ณ ๕ เดือน วันนี้น้อยลงไปอีกนิดหนึ่ง แต่ว่าเท่าที่ทราบตัวเลข อย่างไม่เป็นทางการ เดือนสิงหาคมดีขึ้น เพราฉะนั้นเราคงจะอยู่ที่ ๑ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เพราะฉะนั้นเขาตกกันเยอะ ติดลบ เรายังรักษาตัวได้ดีพอสมควรนะครับ ถามว่ามาตรการ ของรัฐบาลได้ทําอะไรบ้างนะครับ มีมากมายนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเรามาจากทางธุรกิจ เราทราบดีเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เราทราบดีเรื่องการค้าการขาย เราได้เริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ปี ๒๕๕๕ เร่งรัดในการส่งออก ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทาง สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งการเจรจาเปิดเวทีการค้า การลงทุน และการบริการ พร้อมนักธุรกิจมากกว่า ๔๐ ประเทศนะครับ ทําให้เราสามารถที่จะทําเรื่อง เอฟทีเอ เรื่องเจรจาการค้าต่าง ๆ การไปก็มีฝ่ายส่งเสริมการค้าต่างประเทศ อะไรต่ออะไร ทั้งหลายก็ไปทําโรดโชว์ (Roadshow) ไปจัดแสดงนิทรรศการ จัดการเจรจาการค้าต่าง ๆ มากมายนะครับ เราทํามาอย่างต่อเนื่องนะครับ เมื่อสมัยมีเรื่องเกี่ยวกับน้ํามันแพง ต้นปีกับเรื่องแรงงานเราก็มีมาตรการในการช่วยเหลือพวกเอสเอ็มอี (SME) ตั้งคณะกรรมการ พิเศษขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอี อันนี้ก็เพื่อการส่งออกเช่นเดียวกัน เมื่อไม่นานนี้เมื่ออาทิตย์ก่อนหลังจากที่ได้ทําทุกอย่างมาแล้วเราก็มีการวางแผนการในเรื่อง ของการส่งออกในปีต่อไป ซึ่งอันนี้ก็เราได้ประชุมเวิร์คช็อป (Workshop) กับ ๖๐ สาขา พาณิชย์ สํานักงานสาขาพาณิชย์หรือเรียกว่าทูตพาณิชย์ ๖๒ แห่งทั่วโลกมาประชุมร่วมกัน เวิร์คช็อปร่วมกับทางภาคเอกชน ได้ผลดีนะครับ วางแผนสําหรับปีหน้าและดูว่าปีนี้ ใน ๓ เดือนข้างหน้าเราจะทําอะไรให้เร่งรัดเรื่องการส่งออกได้อีก อันนี้ก็เป็นคร่าว ๆ ที่ผม อยากจะเรียนเพิ่มเติม ชาร์ทข้อมูลอันดับสุดท้ายก็เพียงแต่รายงานว่า วันนี้เรามีเอฟทีเอ หรือตัวช่วยในการที่จะทําเรื่องเกี่ยวกับเรื่องภาษีก็ดี เรื่องมาตรการลดการผูกขาด เรื่องการค้านี้นะครับ เราได้ทําไว้หลายประเทศแล้วนะครับ เอฟทีเอทางด้านเออีซี (AEC) คือหมายความว่าอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ และประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ อีก เช่น ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดียและอาเซียน อื่น ๆ ก็ทําไปเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีเอฟทีเอที่กําลังทําอีกมากมาย เพราะฉะนั้นผมด้วยเวลาอันสั้นก็ขออนุญาตสรุปและรายงานตามนี้นะครับ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ
สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา นะครับ ขณะนี้มีการถ่ายทอดสดเรื่องรายงานการแสดงผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายของรัฐ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมขอใช้สิทธิ พาดพิงสั้น ๆ ครับ ขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อนสมาชิกอภิปรายสักครู่ ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม จากจังหวัดสุรินทร์ ท่านก็ได้กรุณาพูดถึงผมบอกว่าถ้าไม่ดําเนินการอย่างที่กล่าวไว้เมื่อคืน ก็อย่าได้เข้าไปจังหวัดสุรินทร์ อันนี้ผมก็เกรงว่าเกิดว่าท่านดุดันขึ้นมาจริง ๆ ผมก็จะลําบาก แม้ว่าผมจะหน้าตาไม่ดีเท่าท่าน แต่ว่าผมเรียนอย่างนี้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนสืบเนื่องจาก เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนายแพทย์วรงค์ เคยได้นํากระสอบข้าวสารมาอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ในสมัยประชุมที่แล้วระบุว่าออกจากโกดังแห่งหนึ่งของรัฐบาล ในจังหวัดสุรินทร์ ผมก็ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้เพราะคนถือโกดังประกอบด้วยตัวแทนของทาง จังหวัด เจ้าหน้าที่ อคส. แล้วก็เจ้าหน้าที่ของบริษัท เซอร์เวเยอร์ ต้อง ๓ คน ถือกุญแจคนละดอก รวม ๓ ดอก ไขพร้อมกันจึงเปิดโกดังได้ เรื่องนี้ผมแจ้งความดําเนินคดีโดยมอบหมายให้ อคส. ดําเนินการ ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ยืนยันว่าได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการนํา ข้าวออกมาจากโกดังแต่อย่างไร แต่เมื่อมีการยืนยันอีกครั้งหนึ่งเมื่อคืนผมก็เรียนว่าไม่ซับซ้อน นะครับ เพียงแต่ว่าให้เพื่อนสมาชิกได้กรุณาระบุมาว่าเป็นโรงสีไหน โกดังไหน คลังไหน ผมก็จะได้ดําเนินการตามกระบวนการ วันนี้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ๓ คนนั่งอยู่ที่นี่ครบครับ ก็จะต้องตั้งกรรมการสอบดําเนินคดีกับ ๓ คนดังกล่าวในฐานะรู้เห็นเป็นใจไขกุญแจโกดัง โดยไม่ได้รับอนุญาต เอาทรัพย์สินทางราชการออกมา แต่ถ้าไม่เป็นความจริง ๓ คนนั้นเขาก็ จะได้เป็นเจ้าทุกข์ เป็นผู้เสียหาย ดําเนินการตามสิทธิทางกฎหมายต่อไปก็เท่านั้นเอง ไม่มี อะไรซับซ้อน เพียงแต่ว่าให้ท่านสมาชิกระบุชื่อโกดังมาเท่านั้นเอง ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านครูมานิตย์ครับ ขอบคุณครับ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีปลอดประสพ สุรัสวดี ครับ
พาดพิงครับ ขอใช้สิทธิพาดพิง ต่อเนื่องนิดหนึ่งครับท่านประธาน
เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรี เอาประเด็นก่อนครับ เพราะว่าเราได้วางกรอบกัน ไว้เมื่อวานนี้แล้ว
ประเด็นเรื่องข้าวที่จังหวัดสุรินทร์ครับ ท่านประธาน
ประเด็นท่านเสียหายก่อนครับ
คือประเด็นที่มีการพาดพิงและท้าทาย กันเรื่องโกดังข้าวที่จังหวัดสุรินทร์ที่มีการเอาข้าวเสื่อมสภาพหรือข้าวเน่าไปซุกอยู่ในโกดัง รัฐบาล และเรื่องนี้มันถูกต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อคืน ก็มีการถกเถียงกันตั้งแต่เมื่อคืน แล้วก็ เมื่อสักครู่ท่านครูมานิตย์ก็อ้างอิงถึงรัฐมนตรี รัฐมนตรีเองอ้างอิงถึงชื่อผมครับ และผมว่า ไม่อย่างนั้นแล้วผมจะเสียหาย ผมอยากจะเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับ
เอาสัก ๑ นาที ที่จริงก็ไม่ได้เสียหาย เชิญครับ
เพราะว่าวันนี้เราคุยถึงข้าวเน่า ๒ โกดัง เดี๋ยวจะสับสน เป็นข้าวเน่าที่โกดังแห่งหนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์กับอีกแห่งหนึ่งก็คือ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ผมเรียนชี้แจงรวมไปเลยว่าเรื่องที่จังหวัดสุรินทร์ผมเคยตั้งกระทู้ถามสด ท่านรัฐมนตรี ซึ่งท่านเป็นคนมาชี้แจงผม ตอนนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นแล้วท่านก็พยายามยืนยันว่าท่านได้ตรวจสอบโกดังแล้วตามภาษา ของท่านว่าไม่มีข้าวเน่าอยู่ในโกดังแห่งนั้น ถ้าท่านจําได้ไปเปิดข่าวดูได้เลยว่าผมแถลงข่าว ท้าทายท่านภายใน ๗ วันไปตรวจโกดังพร้อมกัน เพราะผมเกรงว่าถ้าหลังจากนั้นแล้วจะมี การเคลื่อนย้ายของกลาง ท่านไปเช็คไปเลย ฉะนั้นคําถามถามว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ตอน นั้นทําไมท่านปล่อยมาถึงตอนนี้เกือบ ๑๐ เดือนแล้ว อันนี้คือประเด็นที่สําคัญครับ ถ้าท่านต้องการอยากจะรู้จริง ๆ เดี๋ยวเปิดเว็บไซต์ดูผมให้ท่านดูได้เลย เพราะว่าผมระบุชื่อ ไว้ชัดเจน ณ วันนั้น แต่เนื่องจากว่าจะต้องไปตรวจภายใน ๗ วัน เพราะเกรงการย้ายของ กลาง แต่วันนี้มา ๑๐ เดือนแล้วท่านประธาน ผมไม่รู้ว่าของกลางนี้ไปอยู่ไหนแล้ว ยังอยู่ ในโกดังหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องโกดังเน่าที่จังหวัดนครสวรรค์ ท่านเปิดคลิปได้เลย ตอนนี้นะครับ
คือเอาเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ครับ ประเด็นที่พูดคือจังหวัดสุรินทร์
คือมันพาดพิงมาตั้งแต่เมื่อคืน ท่านประธาน ท่านเปิดคลิปคําว่า โกงจํานําข้าว แล้วก็เว้นวรรคคําว่า ล้อมกอง ท่านจะรู้เลยว่า ชื่อโกดังอะไร วันที่เท่าไรครับ ท่านเปิดตอนนี้ได้เลยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านดอกเตอร์ปลอดประสพ สุรัสวดี
(นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านติดใจอยู่ใช่ไหม เชิญให้จบก่อนครับ แล้วก็ค่อยท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นิดเดียวครับ ผมไม่ได้ละเลยครับ ผมแจ้งความดําเนินคดีทันทีในวันรุ่งขึ้นโดย อคส. เป็นคนดําเนินการ เจ้าหน้าที่ตํารวจเขาไป ตรวจสอบเขายืนยันว่าไม่มี ไม่พบ ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ยืนยัน ดังนั้นชื่อโรงสี ชื่อโกดัง เท่านั้นนะครับทุกอย่างก็จะเดินหน้าทันทีอย่างที่ท่านสงสัย เพราะว่าวันนั้น ที่อภิปรายก็ไม่ได้ปรากฏชื่อ แต่ถ้าปรากฏชื่ออย่างที่ท่านอ้างท่านก็ต้องรับผิดชอบ ผมก็ ดําเนินการตามกฎหมายเท่านั้นเองครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านดอกเตอร์ปลอดประสพ ประธานอนุญาตใช้แผ่น ๒ แผ่น เชิญครับ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ คือเมื่อสักครู่ใหญ่ ๆ ท่านอดีตรัฐมนตรีสาทิตย์ ได้พูดเรื่องน้ํา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมรับผิดชอบ บังเอิญที่ท่านพูดก็มีจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง ผมก็จําเป็นต้องอธิบายในสิ่งที่ไม่ตรงก็แล้วกัน ว่าอย่างนั้นนะครับ ก็ต้องขออภัย ผมจะพยายามพูดไม่ให้ท่านโกธรมากที่สุดนะครับ ทั้งหมดมี ๗ ข้อ เอาข้อแรกก่อนนะครับ ใครควรจะผิดชอบน้ําท่วมครั้งกระนั้น กราบเรียนจริง ๆ ท่านจะสังเกตว่าใน ๒ ปีที่ผ่านมา ผมจะหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องนี้มากที่สุด เพราะผมถือว่าผมมาจากฝ่ายเทคนิคแต่ต้น ก็ไม่อยาก ให้กระทบกระเทือนใคร เพราะรู้อยู่ว่าน้ําท่วมครั้งกระนั้นมันเป็นน้ําท่วมมากที่สุดในรอบ ๑๐๐ ปี ใครมาเป็นรัฐบาล เอาเทวดามาเป็นก็ท่วมครับ แต่เนื่องจากท่านพยายามจะอธิบาย ว่าฝ่ายผมน่าจะเป็นคนถูกตําหนิมากกว่า ผมก็คงจะต้องอธิบายกลับไป ผมกราบเรียนอย่างนี้ ครับ เอาขึ้นต้นนิดหนึ่งก่อนแล้วกัน ทําไมน้ําท่วม สั้นนิดเดียว ข้อแรก นี่เป็นน้ําฝนมากที่สุด ในรอบ ๑๐๐ ปี หลังจากปี ๒๔๘๕ ฝนตกเร็วกว่าปกติ ๒ เดือน และตกอย่างต่อเนื่องพรํา ๆ ผลที่ตามมาก็คือว่าผืนดินทั้งหมด ภาษาอังกฤษเรียกว่าแซซทูเรท (Saturate) คืออิ่มด้วยน้ํา ดูดซับน้ําไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แม่น้ําทั้งหมดน้ําอยู่ในเกณฑ์สูง นั่นคือสิ่งแรกที่เกิดขึ้น สิ่งที่ ๒ มาสักพักหนึ่ง ฝนตกใต้เขื่อนมากกว่าปกติ ๔๐๐ เท่า ผลก็คือว่าแผ่นดินซึ่งดูดซับน้ํา ไม่ได้อยู่แล้วน้ําก็ท่วม แม่น้ําก็เอ่อ หมด ๔๐๐ เท่าของฝนตกใต้เขื่อน เหนือเขื่อนฝนตก มากกว่าปกติ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เขื่อนเต็มแล้ว เพราะฉะนั้นน้ําจากเขื่อน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เกินก็ลงมาใต้เขื่อน ซึ่งมีน้ําตกเกินกว่าปกติ ๔๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๔๐๐ เปอร์เซ็นต์ เต็ม ๆ เพราะว่าซึมไปที่ไหนไม่ได้เลย เมื่อไหลลงมาแล้วเนื่องจากประเทศไทยไม่มีระบบ ที่เรียกว่าระบบเรวี (Revit) หรือ โพลเดอร์ (Polder) อะไรก็ตามที คือระบบป้องกันน้ําไม่ให้ ออกไปจากลําน้ํา ปรากฏว่าน้ําก็เขาเรียกว่า โอเวอร์ แลนด์ ฟลัด (Overland Flood) คือท่วมเข้าไปในทุ่ง ท่วมไปหมดเลย เมื่อน้ําเข้าไปอยู่ในทุ่งมันคุมไม่ได้ เพราะไม่มีเครื่องมือ ในการคุมน้ําในทุ่ง นั่นคือเหตุผลว่าทําไมท่วม เมื่อไหลลงมา มาถึง เอาจังหวัดสุโขทัย ตรงกลุ่มจังหวัดสุโขทัยพื้นที่มันเป็นสามเหลี่ยมเล็ก ในขณะที่สามเหลี่ยมใหญ่คือ ทุ่งเจ้าพระยา สามเหลี่ยมเล็กเอาปลายลง พอมาถึงจังหวัดสุโขทัยน้ําก็เท้อขึ้นเพราะมันเป็น สามเหลี่ยม พอไหลมาถึงทุ่งเจ้าพระยา กรุงเทพฯ ก็เป็นปลายสามเหลี่ยมก็เท้อต่อ ตกลง ในช่วงนั้น ๖ เดือน มีน้ําเท่อ ๒ จุด คือจุดหนึ่งจังหวัดสุโขทัยคือสามเหลี่ยมเล็ก จุดหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ คือสามเหลี่ยมใหญ่ เมื่อลงมาถึงกรุงเทพมหานครเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม น้ําทะเลขึ้นสูงสุดประจําปี การระบายก็ยาก นั่นคือสาเหตุ ธรรมชาติล้วน ๆ เทวดาหน้าไหนก็ต้องเจออย่างนี้
ทีนี้ที่เรามาถกเถียงกันเมื่อสักครู่นี้ ผมเรียนแล้วว่าท่านอย่าโกธรผม ผมมา เป็นรัฐบาลเดือนสิงหาคม เดือนสิงหาคมน้ําในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จะมีประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เดี๋ยวจะมีภาพขึ้นมา ฝนเริ่มตกแล้ว แล้วก็ ตกมากขึ้น ๆ ท่านคงจําได้ช่วงที่เราหาเสียง ฝนตกมากเหลือเกิน เวลาไปปราศรัยฝนก็ ตกเอา ๆ นั่นคือช่วง ๔๐๐ เท่า พอพวกผมเป็นรัฐบาลปุ๊บฝนก็ตกบนเขื่อนเลย ผมเป็น คนห้ามไม่ให้ปล่อยน้ํา ผมพูดโทรศัพท์ ท่านประชานั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ผมพูดกับผู้ว่าการไฟฟ้าฯ ว่าอย่าเพิ่งปล่อยมาได้ไหม ข้างล่างน้ําเต็มแล้ว ผลสุดท้ายผมก็ประวิงได้เฉพาะที่เขื่อนภูมิพล และไม่สามารถจะประวิงที่เขื่อนสิริกิติ์ได้ เพราะผู้ว่าบอกว่าถ้าท่านไม่ให้ปล่อย เขื่อนพัง ท่านรับผิดชอบ ผมจะไปรับผิดชอบได้อย่างไรครับ น้ําตั้ง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ก็ต้องทยอย ทีนี้เอาใหม่ การปล่อยน้ํา เรากําลังพูดกันว่าใครปล่อยน้ํา ใครไม่ปล่อยน้ํา ในระยะที่ผมเป็นรัฐบาล ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ และอนาคตนะครับถ้าท่านอนุญาต มันปล่อย ไม่ได้แล้วนะครับจากเขื่อน เมื่อกี้ผมเรียนแล้วนะครับ ผู้ว่าโทรศัพท์มาขออนุญาตปล่อยน้ํา ผมบอกไม่ได้เพราะข้างล่างเต็มแล้ว ไม่ให้ปล่อย เขาบอกถ้าปล่อย ถ้าไม่ปล่อย พัง ท่านรับผิดชอบ ผมก็ต้องให้เขาทํานะครับ เพราะฉะนั้นตรงผมเป็นรัฐบาลปล่อยน้ําจากเขื่อน ไม่ได้อีกต่อไปแล้วครับ เพราะมันท่วมไปแล้วข้างล่าง ทีนี้ถ้าจะปล่อยละครับปล่อยเมื่อไรและ ปล่อยอย่างไร การปล่อยน้ําจากเขื่อนนะครับปล่อยได้สูงสุดเท่าที่ลําน้ําใต้เขื่อนจะรับได้ เพราะถ้าปล่อยมากเกินไปมันก็ล้นลําน้ํานะครับ สําหรับเขื่อนภูมิพลผมคิดว่าผมคงไม่ผิด เท่าไร เขาใช้ความสามารถของลําน้ําที่บรรพตพิสัย นครสวรรค์ ซึ่งตรงนั้นรับน้ําได้ ๑,๐๐๐ ถ้าปล่อยมามากกว่านั้นนะครับ ตั้งแต่บรรพตพิสัยขึ้นถึงเขื่อนภูมิพล ท่วมหมด ถ้าที่ บรรพตพิสัยได้ ๑,๐๐๐ คิวเซก (Cusec) ถามว่าเขื่อนภูมิพลปล่อยน้ําได้วันละเท่าไร วันละ ๘๐ ล้านคิวครับท่าน วันละ ๘๐ ล้านคิว ๘๐ ล้านคิว ถ้าผมต้องการจะปล่อยน้ํา พร่องน้ํา เพื่อรองรับน้ําฝน ผมต้องใช้เวลา ๑๐๐ วันนะครับ คือ ๗,๐๐๐ ถึง ๘,๐๐๐ ล้านคิว เพื่อให้ เขื่อนภูมิพลเหลืออยู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจะต้องปล่อยอย่างนี้นะครับ คือวันละ ๗๐ ล้านคิวตามสภาพลําน้ําที่เก็บได้ ๑,๐๐๐ คิวเซก ผมต้องใช้เวลา ๓ เดือนครับ ๓ เดือน สิงหาคมเป็นรัฐบาล ก็ต้องเริ่มปล่อยน้ําตั้งแต่เมษายน ถามว่าเมษายนใครเป็นรัฐบาล ผมยัง หาเสียงกะด๊อก ๆ อยู่เลยท่าน เมษายนเป็นช่วงที่หาเสียง เป็นช่วงที่อาจจะรู้ผลแพ้ชนะอะไร กันสักอย่างแล้วขณะนั้น ถ้าช่วงนั้นจะโทษว่าเราท่านก็ต่างหาเสียงก็ว่าได้ แต่ที่จะให้พวกผม ไปสั่งนั้นไม่ได้หรอกเพราะยังไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดกันด้วยกฎหมายนะครับ คนที่สั่งได้ในขณะนั้นคือรัฐบาลในขณะนั้น ผมไม่เอ่ยชื่อนะใครนะครับ เห็นไหมครับ ถ้าจะ พร่อง ถ้าตั้งใจจะพร่องน้ําให้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อรับน้ํา พายุ ถ้าคาดว่าจะมี ซึ่งไม่มีใครรู้นะครับว่าจะมีหรือไม่มี ต้องเริ่มกระทําตั้งแต่เมษายน ซึ่งพวกผม ทําไม่ได้เพราะยังไม่ได้เป็นรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลเดือนสิงหาคม ทําไม่ได้ครับ ลงมาท่วมหมด และได้ห้ามไม่ให้ทํา แต่มันก็ไม่มีทางเลือก นั่นคือเหตุผลที่น้ําท่วม เพราะฉะนั้น ท่านจะบอกว่าใครรับผิดชอบ ท่านก็ไปคิดเอาแล้วกัน ผมพูดทางเทคนิคแท้ ๆ ตาม ข้อเท็จจริง ก่อนหน้านั้นไป ๒ ปีนะครับ ปี ๒๕๕๓ ก็ดี ปี ๒๕๕๒ ก็ดี ในขณะที่ท่านเป็น รัฐบาล ท่านจะเห็นตัวกราฟนะครับ ท่านดูไปก็ปวดหัวนะครับ ดูกราฟไปนี่นะครับ เนื่องจาก มันไม่มีสภาพธรรมชาติ หลังเมษายนแล้วมันก็ไต่ขึ้นตึ๊ก ตึ๊ก ตึ๊ก ขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ปีนั้นสีแดง ท่านจะเห็นนะครับ ตรงที่ขีดแดง ๆ นี้นะครับมันพุ่งพรวดขึ้นไป ช่วงนั้นละครับช่วงเลือกตั้ง แล้วก็เห็นผลเลือกตั้ง ผมมาเป็นรัฐบาลโน่นครับน้ําเงินสุดท้ายขึ้นไปจ่อคอยหอย แล้วก็ ขึ้นเอา ๆ เพราะฉะนั้นผมก็เรียนท่านนะครับว่าเรื่องเป็นด้วยประการฉะนี้ ผมขี้เกียจบอกว่า ท่านเป็นคนทํา แต่ท่านจะบอกว่าผมเป็นคนทําไม่ได้เด็ดขาดก็เท่านั้นเอง ในเรื่องนี้นะครับ
ข้อ ๒ ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ดูแลนะครับ คือตอน ส.ป.ก. นี่นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาอยู่กับเราตลอดนะครับ ผม ๒ คนอยู่ที่นี่นะครับ ท่านก็ มาอยู่ตลอด เพราะต้องใช้อํานาจนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นในชั้นต้นใช้อํานาจตาม พระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็ตอนหลังก็มาใช้กฎหมาย ปภ. ฉะนั้น ท่านอยู่ตลอด กรรมการท่านก็เกี่ยวข้องตลอดนะครับ ท่านเป็นประธาน สบอช. เป็นประธาน กยน. อะไรอย่างนี้นะ ท่านสาธิตก็บ่นบอก โอ้โฮ ตัวย่อเยอะแยะ ท่านก็ต้องพยายามจํา ก็แล้วกัน มันเป็นอย่างนี้เองครับ แต่ว่าชื่อทั้งหลายแหล่นี้มันมีความหมายแตกต่างกัน ผมเล่า ให้ท่านฟังก็แล้วกันนะครับ ส.ป.ก. มันตั้งมาเพื่อเผชิญเหตุนะครับ พอถึง กยน. นี่ก็มาทําแผน เพื่อกู้เงิน พอ กบอ. ผมเป็นคนอิมพลีเมนท์ (Implement) เป็นคนทําโครงการ เพราะฉะนั้น แต่ละชื่อเขาก็จะมีหน้าที่ มีอีกอันหนึ่งผมจําชื่อไม่ได้ ท่านยงยุทธเป็นประธาน คือไปช่วย ราษฎร โอเคนะ ก็มีหลายชื่อ หลายหน้าที่ ทํางานเชื่อมกันบ้าง มีระยะห่างบ้าง แต่ผม ยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ดูแลกับเราตลอดเวลา และเมื่อเราใช้ระบบซิงเกิ้ล คอมมานด์ (Single Command) มันเป็นอํานาจของท่าน ผมก็เป็นรองนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ ที่ท่านจะไม่อยู่และไม่ดูแลนะครับ
ข้อ ๓ ท่านสาทิตย์บอกว่า ความจริงท่านประชาจะเป็นตอบด้วยซ้ํานะครับ ว่าตั้ง ส.ป.ก. มาทําไม ตั้งแล้วก็วิ่งหนีน้ํานะครับ ก็ตอบไม่ยากก็น้ําท่วม ใครจะไปคิดละครับ ว่าน้ําท่วมจะท่วมดอนเมืองนะครับ ชื่อมันดอนเมืองบอกว่าน้ําไม่ท่วม แต่ผมนี่แหละเป็นคน บอกว่าน้ําจะท่วมดอนเมือง ผมก็ถูกด่านะ แล้วก็ท่วมดอนเมืองนะครับ ก็ท่วม ท่วมก็หนี ก็ธรรมดาครับ ไม่ใช่ความผิดความถูกของใคร ไม่ใช่แปลว่า ส.ป.ก. ทํางานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่นะครับ ทีนี้ต่อไปนะครับ ท่านบอกว่าจังหวัดปราจีนบุรีน้ําท่วม ไหนเอาเงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้ได้อย่างไร ผมเรียนท่านนะครับ เงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ในการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้าง สืบเนื่องจากน้ําท่วมใหญ่เป็นวงเงินประมาณสัก ๔๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ก็จะมีซ่อมพวกซ่อม ประตูน้ํา ขุดลอกคูคลอง ซื้อรถซื้ออะไรเยอะแยะนะครับ ที่จังหวัดปราจีนบุรีท่านก็บอกแล้ว ว่าเอาไปขุดลอก ทีนี้วันนี้ที่จังหวัดปราจีนบุรีเป็นการน้ําท่วมใหญ่ที่สุดในรอบ ๒๖ ปี วันนี้ ที่จริงแล้วผมเอ็กซเปค (Expect) ว่าจะลดเมือวาน ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีก็มาบอกผมบอก คุณปลอดประสพมันยังไม่ลดนะครับ ผมบอกเดี๋ยวขอรออีกวันหนึ่ง เมื่อเช้าก็ถามไปนะครับ ก็ด้วยความว่าน้ําจากเขาใหญ่มันมาถึงพอดีนะครับ มันมาจากเขาเรียกว่า
ท่านรองนายกรัฐมนตรี สักครู่ครับ เชิญท่านประเสริฐประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ คณะรัฐมนตรีไม่ทราบว่าเวลาตัวเองหมดแล้ว ท่านประธานเมื่อวานนั่งบนบัลลังก์ท่านประธานพูดเองว่า ถ้าเวลาของคณะรัฐมนตรีหมด จะไม่ให้พูด วันนี้ท่านประธานดูตั้งแต่ ๐๙.๐๐ นาฬิกามา เริ่มประชุม เราประชุมตรงวันนี้ เพราะเราไม่ได้ตีรวน ตกลงกัน คนมาไม่ครบเราก็ยินดีจะอภิปรายเพื่อให้งานราบรื่น บัดนี้ใช้ เวลามา ๒ ชั่วโมง ๑๕ นาที ฝ่ายค้านเพิ่งใช้เวลาอภิปรายได้ ๖ คน ๑ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี กับรัฐบาล รัฐบาลก็อภิปรายนิดเดียว คณะรัฐมนตรีใช้ไป ๑ ชั่วโมงครับ เท่ากับฝ่ายค้านเลย และเวลาของท่านก็หมดแล้วด้วย ๔ ชั่วโมง ยังไม่รวมท่านณัฐวุฒิ ยังไม่รวมรองนายกรัฐมนตรี ปลอดประสพที่พูดท้ายสุด ท่านปิดเวลาใช้ไป ๓ ชั่วโมง ๒๓ นาทีแล้วครับ หมดเวลาแล้วครับ หน้าที่ของฝ่ายค้านยังเหลือเวลาอีก ๔ ชั่วโมง ท่านต้องรู้จักเวลาของท่าน ท่านต้องรู้จัก กระชับ ไม่ใช้แล้วแต่พูด ไม่ใช่ว่าศักดิ์ของรัฐมนตรีจะพูดอะไรก็พูดได้
ท่านประเสริฐเอาอย่างนี้ ท่านไม่ต้องประท้วงแล้ว ฟังผมก่อน ไม่ใช่ ไม่ใช่ เพราะเวลาเขา ประท้วงผมต้องวินิจฉัย ท่านอย่าไปประท้วงซ้อนสิท่านประสิทธิ์ คืออย่างนี้เดี๋ยวผมจะให้ ตรวจสอบ เดี๋ยวให้วิปรัฐบาลตรวจสอบเรื่องเวลา ตรวจสอบเวลา ผมยังไม่ทราบว่าหมด ไม่หมด เจ้าหน้าที่ไม่ได้ส่งให้กับผม คืออย่างนี้ท่านประเสริฐเดี๋ยวให้ผมตรวจสอบนิดหนึ่งก่อน ให้ผมว่าโดยไม่ได้ตรวจสอบไม่ดี ท่านก็สรุปนิดหนึ่ง ท่านประสิทธิ์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้ลุกขึ้นมาประท้วงเมื่อกี้นี้ เรื่องเวลา เราได้คุยกันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเราได้ตกลงกันแล้ว ทีนี้ของฝ่ายรัฐบาลก็ยังอยู่ในกรอบยังไม่หมดเวลา ฝ่ายเขาก็อยู่ ในกรอบของเขา ประเด็นตรงนี้ไม่ใช่เรื่องสําคัญ
คืออย่างนี้ ท่านประสิทธิ์ ผมกําลังตรวจสอบอยู่ท่านได้ยินไหมเมื่อสักครู่นี้ กําลังให้ตรวจสอบให้วิป ตรวจสอบ ท่านอย่าตรวจสอบแทน ก็ประเด็นนี้รู้แล้วครับ ไม่เป็นไรผมให้วิปตรวจสอบ ท่านประสิทธิ์เสียเวลาครับ ประท้วงกัน ตอบไปตอบมา แล้วรัฐมนตรีก็ไม่ต้องได้ตอบ ท่านนั่งลง ไม่เอาแล้ว ให้ผมได้ตรวจสอบก่อน เชิญท่านรัฐมนตรีต่อครับผมจะตรวจสอบ ท่านประเสริฐ ก็ผมรีบแล้ว ท่านนั่งลงครับ เชิญท่านปลอดประสพครับ กระชับหน่อยนะครับ
ขอบพระคุณท่านประธาน ท่านฟังผมได้ประโยชน์นะครับ เชื่อเถอะครับ แล้วก็ถ้าขาดเหลือเดี๋ยวให้รัฐมนตรีคนอื่นเขา ถอยไปก็แล้วกัน เพราะว่าผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี เอาต่อนะครับ ท่านอย่าโกรธเลย ผมเห็นพูดโมโหกันก็อย่าไปโมโหเลยนะครับ ผมก็ไม่ได้อะไรกับท่านหรอกนะครับขออนุญาต ท่านครับ ผมกําลังจะเรียนว่าที่ท่านตําหนิว่าเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปขุดลอกแล้ว ทําไม น้ํายังท่วมจังหวัดปราจีนบุรี ผมก็อยากจะเรียนว่ามันเกิดจากฝนตกมากที่สุดในรอบ ๒๖ ปี นะครับ มันมาจากน้ําฝน แล้วก็น้ําที่ท่วมอยู่ขณะนี้เป็นปริมาตรน้ําประมาณ ๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ขุดลอกนี้มันนิดเดียว เพราะฉะนั้นจึงท่วม ผมขอกราบเรียนว่าอย่างไร ใน ๒-๓ วันนี้น้ําคง จะลดแน่นอนนะครับ
ทีนี้ข้อต่อไป ท่านบอกว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้สะเปะสะปะ ไม่เห็น เป็นประโยชน์อะไร ผมอยากเรียนว่าใน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ถูกใช้ไป ด้วยกระทรวงคมนาคม ได้ไปยกถนนจํานวนความยาวประมาณ ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ถนนนี้ขณะนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ใช้ได้แล้วในแง่การป้องกันน้ําท่วม ถ้าเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไม่ให้กับกระทรวงคมนาคมเพื่อไปยกระดับถนน วันนี้ทุ่งเจ้าพระยาบางแห่งอาจจะมีปัญหาแล้ว ก็อยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ว่าก็เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ยังเสร็จไม่หมด ผมพูดเรื่องการยกระดับถนนและทําแบริเออร์ (Barrier) ข้อที่ ๖ ท่านบอกว่าตอนนี้น้ําท่วม มโหฬาร ผมอยากเรียนยืนยันว่าขณะนี้เฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะฟากตะวันออกนี่ถือว่า น้ําท่วม เพราะว่ามากกว่าสถิติปกติในรอบ ๒๖ ปี ผมได้กราบเรียนแล้ว ข้อ ๒ สําหรับภาค อีสานก็ไม่มีอะไร ตกมาดีแล้ว ก็จะเดือดร้อนเป็นบางจุดเท่านั้น สําหรับภาคเหนือไม่มีปัญหา สําหรับภาคกลางจะมีปัญหาก็เฉพาะตามลําน้ําเท่านั้น ขณะนี้การระบายน้ํายังอยู่ในขีด ความสามารถของลําน้ํา ยกเว้นพื้นที่ต่ํามาก ๆ นะครับ
ข้อสุดท้ายเรื่องการเตือนภัย อันนี้ผมต้องขอวิงวอนท่าน คือท่านพูดมา ก็อาจจะหวังดี ท่านบอกว่าเตือนภัยเตือนกันจริงหรือเปล่า จนประชาชนจะต้องเตือนกันเอง ผมอยากขอความกรุณานะครับ อันนี้เป็นหน่วยงาน ๑๐ กว่าหน่วยงานที่เขาทําด้วยกัน อยากให้ประชาชนฟังราชการให้มากนะครับ แล้วก็เชื่อ เพราะเป็นความปลอดภัย หน่วยราชการเหล่านั้นเขาไม่ใช่อยู่ในเรื่องของการเมืองนะครับ เขาก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ตลอดเวลา แต่ถ้าท่านจะช่วยกันเตือนมาไปช่วยกันยกอะไรก็ว่าไป แต่ว่าเชื่อทางราชการไว้ เถอะครับ ๑๒ หน่วยนี้เขาแม่นยํามาก ก็กราบเรียนท่านสาทิตย์ไว้ แล้วก็ที่ผมพูดมาท่านก็ อย่าโกรธผมเลย ผมไม่ได้มีเจตนาอะไร เนื่องจากท่านพูดมาผมก็ต้องตอบไปตามข้อเท็จจริง ก็กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านชินวรณ์ครับ ท่านสาทิตย์ประท้วงหรือครับ
ผมขอใช้สิทธิพาดพิงในประเด็นที่ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงและพาดพิงเพียงประเด็นเดียวเท่านั้นครับ สั้น ๆ ครับ
สั้น ๆ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงก็ไม่ใช่ เรื่องโกรธ ไม่โกรธ มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงนะครับ บังเอิญประเด็นใหญ่ที่ท่านชี้แจงมามันก็จะ เป็นประเด็นที่ถ้าไม่ชี้แจงก็เกิดความเสียหาย ก็คือท่านพาดพิงมาบอกว่ากรณีปริมาณน้ํา ในเขื่อน รัฐบาลท่านเข้ามามันเกินกว่า ๕๐ แล้ว แล้วถ้าจําเป็นต้องมีการระบายน้ํานั้น ต้องระบายมาตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งท่านก็พูดบอกว่าควรเป็นความรับผิดชอบของใครเราก็รู้ กันอยู่ บังเอิญเดือนเมษายนเป็นรัฐบาลที่ผมเป็นรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลอยู่ด้วย ก็ถ้า ไม่ชี้แจงก็จะเกิดความเสียหายครับ ผมเรียนท่านประธานสั้น ๆ ว่าเหตุที่ผมยกประเด็น เรื่องปริมาณน้ําในเขื่อนมาพูด มันเกิดจากการให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุรพงษ์ สมัยนั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และ ๓. ก็คือท่าน พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ความจริงแล้วมี ส.ส. อีกหลายคน รวมทั้งมวลชนเสื้อแดงที่ไปมีการประท้วงและเขียนป้ายด้วย ในทํานองว่ารัฐบาลที่แล้วเก็บกัก น้ําเอาไว้ในเขื่อนเยอะ บางคนพูดถึงขนาดว่าตอนปลายปี ท่านนายกรัฐมนตรีพูดบอกว่า มาเป็นรัฐบาลน้ําก็เต็มเขื่อนแล้ว ซึ่งมันผิดจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิงครับ ตอนที่ยุบสภาเดือน พฤษภาคมในขณะนั้นน้ําไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเขื่อนนะครับ ช่วงเลือกตั้งน้ําถึงไต่ระดับขึ้น ท่านมาเป็นรัฐบาลเดือนสิงหาคมตัวเลขมันเริ่มเห็นแล้ว แล้วมันไต่ขึ้นไปสูงสุดในจุดตอนที่ ท่านเป็นรัฐบาลพอดี ประเด็นมันก็คือว่าเมื่อท่านบอกว่าต้องระบายมาก่อน มันจะระบายได้อย่างไร เพราะตอนนั้น ปริมาณน้ํายังน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นการพูดลักษณะเช่นนี้มันเป็นการเอาข้อเท็จจริงไปยันสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีกับสิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพูดเพื่อโยนความผิดให้กับคนอื่น และผมก็เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้ครับเพราะท่านบอกเองว่าท่านเป็นคนบอกว่าให้ชะลอน้ําเอาไว้ ในเขื่อน ก็เป็นคนที่ ๒ ต่อจากอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งก็ยอมรับเองว่า ให้ชะลอเอาไว้ เพราะฉะนั้นที่ผมชี้แจงนี้เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาที่ท่านโยนความผิดให้กับ คนอื่น แล้วในรายงานนี้ก็เขียนโยนความผิดให้คนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ข้อเท็จจริง มันประจักษ์ชัดแล้วละครับ ตัวเลขมันไม่หนีไปจากกราฟนี้หรอกครับ ส่วนประเด็นอื่นคงไม่ ต้องชี้แจงอะไร ก็จึงชี้แจงมาเพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงนี้ครับ
เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช กระผมต้อง กราบเรียนท่านประธานว่าพวกผมมีหน้าที่ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของรัฐบาล เพราะโดย กฎหมายรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงผลงานประจําปีตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อสภา ไม่ใช่เสนอมาให้ชมกันนะครับ เหมือนที่เพื่อนสมาชิก ได้ร้องขอว่าขอให้พวกเราได้ชมบ้าง พวกเราต้องทําหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุล นี่คือกลไก สําคัญของระบอบประชาธิปไตย และคงไม่เหมือนกับที่รองนายกรัฐมนตรีพูดว่าเราด่าหรือใช้ คําพูดที่รุนแรง แต่เราต้องการที่จะชี้ให้รัฐบาลได้เห็นว่าผลงาน ๑ ปีที่ท่านทํามา เล่มที่สวยหรู นะครับท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเริ่มต้น ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่าเมื่อปี ๒๕๕๕ รัฐบาลก็ได้มีการสํารวจความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนต่อนโยบายครับ วันนี้ผมก็ อยากจะเรียนโดยภาพรวมว่าจากการที่ผมสํารวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกันครับ ผมขอจัดอันดับความล้มเหลวของผลงานรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ สูงสุด ๑๐ เรื่องดังนี้นะครับ ขอท่านประธานได้เอาคลิปขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
เรื่องแรกครับ คือการแก้ไข ปัญหาราคาสินค้าแพง หรือที่เรียกว่า แพงทั้งแผ่นดิน อันนี้อันดับ ๑ ครับ ล้มเหลว ของรัฐบาลนี้
อันดับที่ ๒ การปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งแน่นอนที่สุด ๒ ปีที่ผ่านมาท่านเลือกปฏิบัติ ท่านยังมีปรากฏการณ์คนเสื้อแดงไปข่มขู่หน่วยงานต่าง ๆ และก็เสนอกฎหมายที่มี ความขัดแย้งกันอย่างสูงครับ
อันดับที่ ๓ คุณภาพทางการศึกษาและเรื่องยุบโรงเรียน อันนี้ต้องยอมรับว่า เป็นยุคของรัฐบาลนี้ที่คุณภาพการศึกษานั้นตกต่ํา ไปอยู่ในลําดับ ๘ ตามข้อมูลเบื้องต้น ของดับเบิ้ลยูอีเอฟ (WEF) และเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกันที่เด็กนักเรียนชั้น ป. ๓ และ ชั้น ป. ๖ อ่านหนังสือไม่ออกถึง ๒๐๐,๐๐๐ คนในยุคนี้
อันดับที่ ๔ คือการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งเราพบความเป็นจริงว่ารัฐบาลนี้ ประสบความล้มเหลวในเรื่องนี้ และใช้เรื่องของการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อมาเป็น การดําเนินการในทางการเมือง หวังผลประโยชน์ของรัฐบาลเอง ในขณะที่รัฐบาลก็ออก กฎหมายนิรโทษกรรม ออกกฎหมายแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ
อันดับที่ ๕ การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้ก็ทราบกันอยู่ดีครับ ว่าตายไปแล้วกี่พันศพ
อันดับที่ ๖ ทุจริตโครงการจํานําข้าว ถึงท่านจะแก้ตัวท้าทายอย่างไรก็แล้วแต่ ในสภานี้ แต่วันนี้คุณพบความจริงว่ารัฐบาลต้องขาดทุนไปเป็นแสนล้าน ข้าวก็มีแต่ข้าวเน่า อยู่ทั่วประเทศ
อันดับที่ ๗ การแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ําและพืชผลทางการเกษตรตกต่ํา ที่เรียกว่า ถูกทั้งแผ่นดิน นะครับ
อันดับที่ ๘ คือการคืนภาษีบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรก ซึ่งกําลังถูกยึดอยู่ ในขณะนี้นะครับ
อันดับที่ ๙ คือการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ํา ๓,๐๐๐ บาท และขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งมีผลทําให้เงินเฟ้อและมีผลต่อการเลือกปฏิบัติ มีผลต่อการผลักภาระให้กับ คนที่ไม่มีส่วนที่จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท และปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ก็คือกลุ่มพี่น้อง เกษตรกรที่ต้องรับภาระ
และอันดับที่ ๑๐ ที่เป็นผลงานชิ้นโบดําของรัฐบาลนี้คือการสร้างหนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และกําลังกู้เพิ่มอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการกู้ชาตินี้เพื่อที่ จะเป็นภาระของประเทศในการจ่ายชาติหน้า
แต่เนื่องจากว่าผมได้รับภารกิจในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของรัฐบาล ๑ ปีที่ผ่านมาผมอยากจะกราบเรียนครับ เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพต่ํานั้นไปอยู่อันดับ ๓ ที่มีผลอย่างชัดเจนว่าในรัฐบาลนี้ ๒ ปีที่ผ่านมานั้นนักเรียนประท้วงอดอาหาร ยุบโรงเรียน เปลี่ยนทรงผม ปิดโรงเรียนให้ครูอบรมกับวัดธรรมกาย ย้ายรัฐมนตรีมากที่สุด คุณภาพทรุด เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ๒๐๐,๐๐๐ คน นี่คือผลงานของรัฐบาลนี้ ไม่เคยมีหรอกครับ ที่นักเรียนอดข้าวประท้วง ไม่เคยมีหรอกครับที่สื่อมวลชนต้องประท้วงการบริหารงาน ของรัฐมนตรีที่ทําเนียบรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะกราบเรียนครับว่ามีหลายเรื่อง ที่ผมได้ท้วงติงรัฐบาลนี้ไปแล้วท่านประธานครับในช่วงที่ได้อภิปรายพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปี แต่วันนี้ผมมาดูผลงานที่ท่านได้เขียนไว้ตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ผมคิดว่าทุกผลงานที่ปรากฏในหนังสือนี้ฟ้องต่อการบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการของ ท่านเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแท็บเล็ต (Tablet) วันนี้ก็พบความเป็นจริงว่าเป็นเพียงนโยบาย ประชานิยม และไม่สนองตอบต่อการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ผมดีใจว่ารัฐมนตรีคน สุดท้ายที่เข้าไปได้หยิบยกวาระแห่งชาติ ๘ ประเด็นขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูปการ เรียนรู้ เป็นเรื่องของหลักสูตร เป็นเรื่องของเทคโนโลยี เป็นเรื่องของการที่จะพัฒนาปฏิรูปครู ซึ่งตรงนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าที่ผ่านมา ๑ ปีที่แถลงผลงานนั้นล้มเหลวจริง ๆ ครับ การศึกษาของไทยนั้นน่าเสียดายครับ ภายใต้ความไม่สนใจของท่านนายกรัฐมนตรีและ ภายใต้ความไม่สนใจในเรื่องของการให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ ท่านจึงเปลี่ยนรัฐมนตรี ไปอย่างมากมาย วันนี้ผมเพียงแต่มาทวงเรื่องเดียวครับที่อยากจะให้รัฐมนตรีได้ตอบ ให้ชัดเจน เพราะว่าผมได้เรียนถามและติดตามเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วครับ ทั้งใน สภาผู้แทนราษฎรและนอกสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือเรื่องที่รัฐบาลนี้เองครับท่านประธานที่ได้ ประกาศเป็นนโยบายไว้ครับ เงินเดือนปริญญาตรีไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ ขออนุญาตขึ้นคลิปอันที่ ๒ เลยครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ที่ผมต้องมาทวง เพราะว่ามันมี ความเป็นมาที่ชัดเจนครับว่า วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา โดยมีนโยบายเร่งด่วนให้ดําเนินการ ให้แรงงานมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท และผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่างระเบียบให้กระทรวงการคลัง เบิกจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว นี่ก็ล้มเหลว ล้มเหลวเป็นประการแรกแล้ว ผมไม่อยากจะ ใช้คําว่า โกหก ครับ คือเวลาหาเสียงท่านพูดอย่างหนึ่ง แต่เวลามาบริหารราชการแผ่นดิน ท่านก็พูดอีกอย่างหนึ่งครับท่านประธาน ท่านก็เปลี่ยนไปเป็นการให้เงินเพิ่มค่าครองชีพ ชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจําส่วนราชการตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอขึ้นมา วันที่ ๓๑ มกราคม ครับ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกฎ ก.พ. ว่าด้วยเรื่องการปรับเงินเดือน ข้าราชการเพื่อปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนให้สอดคล้อง ให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี อันนี้ก็เอาอีกแล้วครับ เอาอีกแล้วท่านไม่ต้องรับผิดชอบต่อสัญญา ประชาคมเลย มันก็เป็นความล้มเหลวของผลงานและของนโยบายตามแนวพื้นฐานแห่งรัฐ วันที่ ๑๐ เมษายนครับท่านประธาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเลื่อนการปรับเงินเดือนผู้จบ ปริญญาตรีและข้าราชการระดับอื่นออกไปเป็นวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ผมคงไม่ลงไปในรายละเอียดในเรื่องของคุณภาพทางการศึกษาทั้งระบบครับ เดี๋ยวจะมีเพื่อน สมาชิกจะมาพูดต่อไป แต่วันนี้ผมอยากจะเรียนถามรัฐบาลครับ ท่านจะหลอกเป็นครั้งที่ ๓ ไหมครับ เพราะวันนั้นตอนที่พิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณ ผมถามท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานกรรมาธิการงบประมาณว่า ท่านจะดําเนินการกับลูกจ้าง ๖ จุด ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เขาจบปริญญาตรีให้ได้ ๑๕,๐๐๐ บาทได้อย่างไร ท่านประธานครับเรื่องนี้เพื่อนครูอัตราจ้างและลูกจ้างของ สพฐ. ได้รวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ และได้เรียกร้องกันมาไม่ต่ํากว่า ๔ ครั้ง และหลังสุดนี้เข้าใจว่า ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านก็ให้คําตอบชื่นใจละครับ ท่านบอกว่า จะรับไปดําเนินการที่จะเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อที่จะทําเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน ต่อไป และทั้งนี้ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังก็ห่วงใยในเรื่องนี้ ทําไมท่านห่วงใยกับกลุ่มลูกจ้าง กลุ่มเพื่อนครูกลุ่มนี้ตั้ง ๒ ปีครับ นี่คือความล้มเหลวที่ชัดเจนครับ ๒ ปี ตามจริงแล้วท่านสามารถที่จะดําเนินการในการที่จะ ดูแลกลุ่มลูกจ้างถึง ๖๕,๐๐๐ คน ที่เป็นกําลังสําคัญ หรือท่านคิดว่ากลุ่มลูกจ้างเหล่านี้มาจาก โครงการของรัฐบาลเดิมที่เรียกว่าเป็นโครงการคืนครูให้กับนักเรียน วันนี้เขาต้องทํางาน อย่างเหนื่อยยากครับ แม้แต่บุคลากรที่เป็นลูกจ้าง ที่เป็นนักการภารโรงหลายโรงเรียนก็ หมุนเวียนไปรับภาระตั้ง ๒-๓ โรงเรียน แต่รัฐบาลไม่ได้เหลียวแลเลยครับ เพราะฉะนั้น ๑๐ ผลงานที่ผมจัดลําดับนั้นจึงเป็นความจริง นี่ละครับคือความรู้สึกของประชาชนที่ท่าน บอกว่าประชาชนคิดเอง ๑๐ อันดับนี้ครับประชาชนคิดเอง แต่เรื่องของแพงที่ท่านบอกว่าประชาชนคิดเองมันไม่ใช่หรอกครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ นี่ครับ พี่น้องประชาชนส่งมาให้ ท่าน นายกรัฐมนตรีบอกว่าถ้าหากได้รับเลือกเป็นรัฐบาล แน่นอนค่ะทุกอย่างพรรคเพื่อไทยและปู จะดําเนินการตามที่สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนทันที ท่านประธานครับ วันนี้ ๑๐ อันดับ เยอะกว่านี้ครับ แต่ผมจัด ๑๐ อันดับที่เป็นความล้มเหลวของผลงานของรัฐบาลนี้ ผมอยากจะกราบเรียนครับ นี่คือความล้มเหลวบนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนจริง ๆ และ ท่านไม่ได้ทําตามสัญญาครับ เพราะฉะนั้นผลงานฉบับนี้จึงเป็นผลงานของรัฐบาลที่ผม อยากจะให้ฉายาว่าเป็นอํามาตย์ลืมตีน ลืมสัญญาประชาชนครับ
อาจารย์ประกอบครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่มี ความสําคัญวันหนึ่งที่รัฐบาลได้ตัดสินใจมาแถลงผลงานครบรอบ ๑ ปี ซึ่งที่จริงแล้ว มันล่วงเลยมามากพอสมควร ท่านประธานครับ การแถลงผลงานนั้นต้องแถลงตามนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ และแน่นอนที่สุดครับ จะต้องเชื่อมโยงกับคํามั่นสัญญาที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อ รัฐสภาวันที่มารับตําแหน่ง ผมขออนุญาตเพียงประเด็นเดียวในเวลาสั้น ๆ ครับ ประเด็น ที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความสําคัญมากเป็นพิเศษก็คือเรื่องนโยบายเร่งด่วน ที่เริ่มทําในปีแรก ๑๖ เรื่อง แต่เรื่องที่ท่านเน้นย้ําอยู่ตลอดเวลาก็คือเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชันซึ่งท่านพูดแล้วพูดอีกว่าในสมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลนั้นท่านจะขจัดสิ่งเหล่านี้ให้ สิ้นซาก เพราะผมเข้าใจว่าคงจะเป็นเรื่องที่ท่านทําใจไม่ได้ที่รัฐบาลพี่ของท่านถูกตราหน้าว่า เป็นรัฐบาลทุจริต เพราะฉะนั้นท่านเลยต้องกําหนดนโยบายเรื่องการเร่งรัดการแก้ปัญหาการ ทุจริตคอร์รัปชันให้ได้ ในข้อ ๑.๓ ของนโยบายเร่งด่วน ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟัง นะครับว่า รัฐบาลมีนโยบายป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ อย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลที่เป็นสากล เพื่อให้การใช้ทรัพยากร เพื่อการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติโดย ภาพรวมอย่างแท้จริง แต่น่าเสียดาย ท่านประธานครับ ในรอบ ๑ ปีที่แถลงผลงาน และ ในรอบ ๒ ปีเศษที่รัฐบาลชุดนี้มาบริหารราชการแผ่นดิน ปรากฏว่านอกจากไม่ใส่ใจต่อ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต การสร้างธรรมาภิบาล การสร้างความโปร่งใสแล้ว สิ่งที่น่ารังเกียจมากที่สุด ท่านประธานครับ ก็คือไม่ใส่ใจต่อเรื่องนี้ ปล่อยให้การทุจริตซึ่งเป็น สิ่งที่ชั่วร้าย ขออภัยครับ ต่อแผ่นดินเกิดขึ้นอย่างมากมาย ท่านประธานจะเห็นได้ว่าไม่ว่า เรื่องของการรับจํานําข้าว ซึ่งนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้พูดทุกครั้งนะครับ ผมกราบเรียนว่า ถ้ารัฐบาลไม่ด้านพอ ถ้ารัฐบาลคิดที่จะปราบปรามการทุจริตจริง ๆ เรื่องนี้ต้องจับคนผิดมา ลงโทษได้แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพิสูจน์ครับ เป็นเรื่องความจริงว่ามีการทุจริตกัน อย่างมากมาย
เรื่องโครงการบริหารจัดการน้ําเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาน้ําท่วม การขุดลอก คลอง หนอง บึง เป็นที่โจษจันครับว่ารัฐบาลชุดนี้ทุจริตประมาณ ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่า วันนี้จับใครมาลงโทษบ้างหรือยัง ก็ไม่ใส่ใจเช่นเดียวกัน
เรื่องที่ ๓ เรื่องการจัดซื้อแท็บเล็ต ซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็นนโยบายที่มีความสําคัญ
ท่านประสิทธิ์ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ใส่ร้ายว่ารัฐบาลนี้คอร์รัปชัน ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านต้องวินิจฉัยครับ
นั่งลง ท่านอย่าประท้วง เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีตอบ ท่านรัฐมนตรีรอตอบอยู่แล้ว เชิญ ท่านประกอบครับ
ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องต่อไปครับเรื่องของการจัดซื้อแท็บเล็ตนะครับ ซึ่งเป็น นโยบายที่มีความสําคัญของรัฐบาลและรัฐบาลประกาศเลยนะครับว่าท่านจะดําเนินการ ให้ทันใช้ในการเปิดเรียนเทอมแรกทั้ง ป.๑ และ ม.๑ แต่ขณะนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในบางส่วนบางโซนเพิ่งจัดซื้อกันนะครับ แบ่ง ป.๑ ๒ โซน ม.๑ ๒ โซน และวันนั้นวันที่ รัฐบาลแถลงนโยบาย วันที่รัฐบาลมาพูดถึงเรื่องของการพิจารณารายจ่ายประจําปี ผมได้ กราบเรียนไปว่าการแบ่งโซนอันนี้เป็นที่โจษจันกันว่าเป็นการแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว ระหว่างผู้มีอํานาจอยู่ ๔ ฝ่ายด้วยกัน และขณะนี้ข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ ปรากฏว่า การจัดซื้อแท็บเล็ตก็ยังไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และมีข่าวว่า ไม่ลงตัว เพราะว่าผู้ที่ยื่นซองประกวดราคาไม่ใช่พวกตนเองมีหลายส่วนที่ยังไม่จัดซื้อและยัง ไม่ถึงสถานศึกษานะครับ เรื่องนี้ผมกราบเรียนว่าน่าจะมีลับลมคมใน ก็ฝากท่านรัฐมนตรี ไปตรวจสอบ เพราะผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์นั้นท่านเพิ่งมานะครับ และท่านคงเห็น ว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่ประหลาดทําไมไม่ทําตามที่ให้คํามั่นสัญญาไว้นะครับ
ส่วนอันที่ ๔ ครับ เป็นเรื่องที่ผมตั้งใจจะมาพูดวันนี้ครับเพราะเป็นเรื่องที่ สร้างความเสียหายให้กับวงการศึกษาและเรื่องของคุณภาพการศึกษา คือการทุจริตครูผู้ช่วย นะครับ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสําคัญมากเพราะว่าคุณภาพการศึกษา ท่านประธานครับ ขึ้นอยู่กับตัวครูเป็นสําคัญ ถ้าเกิดครูได้มาด้วยการซื้อขาย เราจะได้ครูที่ไม่มีคุณภาพและเรา จะได้ครูที่คิดโกง เบียดเบียนงบประมาณทางการศึกษา ในที่สุดก็ไปตอกย้ําเรื่องคุณภาพ การศึกษาของไทยทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาที่ตกต่ําที่ตกต่ํา ไม่มีวันที่กระเตื้องขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติ ท่านรองศาสตราจารย์ภาวิช ทองโรจน์ ได้ออกมายอมรับนะครับว่าวันนี้การจัดลําดับคุณภาพการศึกษาไทยน่าตกใจมากครับ ลําดับ ๘ ของอาเซียน ลําดับ ๘ ของอาเซียนน่าตกใจมาก และที่สําคัญที่สุด ท่านประธาน ครับ ท่านเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ออกมายอมรับ ตอกย้ํา อีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ประเด็นปัญหาที่น่าตกใจมากกว่านี้ก็คือความสามารถในการอ่านออก เขียนได้ของบุตรหลานของเราปรากฏอย่างนี้นะครับ เมื่อสักครู่ท่านชินวรณ์บอกว่าประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ถ้าคิดตัวเลขอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จากการ สํารวจประมาณ ๑๘๓ เขตพื้นที่ ปรากฏว่า ป.๓ ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ประมาณ ๒๑.๔๐ เปอร์เซ็นต์ คือร้อยละ ๒๑ นะครับ ป.๓ นะครับ ป.๖ ท่านประธานครับ ป.๖ อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ประมาณ ๑๓.๕๕ เปอร์เซ็นต์ การศึกษาพิเศษครับ ป.๓ ประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๖๗ สุ่มเสี่ยงต่อการอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ป.๖ ของการศึกษาพิเศษครับ ๕๗.๓๑ เปอร์เซ็นต์ น่าตกใจไหมครับ คืออ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ที่ผมกราบเรียนว่าสาเหตุที่สําคัญที่สุดเพราะว่า ๑. การคอร์รัปชันครับ ประการที่ ๒ เราได้ครูไม่ดี ประการที่ ๓ การเปลี่ยนระดับนโยบายบ่อย ๒ ปี ๔ ท่านครับ และผม กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านนี้ขอให้อยู่ตลอดเถอะครับ มิฉะนั้นการศึกษาไทยย่ําแย่อย่างที่สุด การทุจริตคราวที่แล้วท่านประธานครับ พอเริ่มในการ ทุจริต เพราะว่าสื่อพบเหตุการณ์ทุจริต มีคน ๆ หนึ่งผู้เข้าสอบสอบติด ๒ ที่ ๒ เขตพื้นที่สอบ วันเดียวกันเวลาเดียวกัน ก็ทําให้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ขอกราบอภัยที่เอ่ยชื่อท่าน ท่านเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ครับ ท่านก็ประกาศทันที เพื่อหาต้นตอในการทุจริต และตรวจสอบว่าทุจริตจริงหรือไม่ ตั้งคณะกรรมการในส่วน กระทรวงศึกษาธิการหนึ่งชุดไปหาข้อเท็จจริง ก็ปรากฏว่า ใช่ ทุจริต ทางสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งกรรมการ ๕ ชุด ไปตรวจสอบการทุจริตที่มีแนวโน้มว่า น่าจะทุจริต ๑๐ เขตพื้นที่ ปรากฏว่าทุจริต ที่สําคัญที่สุดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คือในส่วนของคณะกรรมการที่มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดําเนินการอีก ๑ ชุด ไปตรวจสอบว่ามีการทุจริตจริงหรือไม่ ก็มีข้อสรุปดังนี้นะครับ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านฟังนะครับ อันที่ ๑ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดําเนินการสืบสวน ปรากฏว่ามีเหตุทุจริตดังนี้ ๑. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษประถมศึกษาขอนแก่น เขต ๑ มีบุคคลอื่นเข้าสอบแทน อันที่ ๒ ข้อ ๒. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต ๓ ผู้สอบได้เฉลยข้อสอบมาทั้ง ๔ วิชา โดยมีการส่งข้อสอบผ่านระบบโทรศัพท์ เอสเอ็มเอส (SMS) ข้อ ๓ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๓ ผู้เข้าสอบได้นําเครื่องมือสื่อสารเพื่อใช้ส่งสัญญาณเฉลยข้อสอบและมีการนําเฉลยข้อสอบ เข้าไปในห้องสอบ ข้อ ๔ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต ๑ ผู้เข้าสอบ นําเฉลยข้อสอบเข้าไปสอบในห้องสอบ ข้อ ๕ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต ๒ ผู้เข้าสอบได้เฉลยข้อสอบมาทั้ง ๔ วิชา แต่ไม่ได้เข้าสอบในห้องสอบ แต่ใช้วิธีท่องจําเข้าไป ข้อ ๖ จากการสํารวจคะแนนของผู้สอบได้ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ปรากฏว่าผลการสอบ มีผู้ที่ทําคะแนนได้สูงผิดปกติและมีข้อสรุปว่ามีการทุจริตเป็น กระบวนการตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับเขตพื้นที่ และผู้เข้าสอบ ผมถามว่าถ้ารัฐบาลภายใต้การบริหารของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประกาศเรื่อง การทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ ทําไมเวลาล่วงเลยมานานพอสมควรไม่จับคนผิดมาลงโทษ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างที่ดี เพราะการทุจริตในวงการศึกษาถือว่าเป็นการทําลายชาติโดยทางอ้อม เป็นการฆ่าเยาวชน ทําให้คุณภาพการศึกษาต่ําต้อย อย่าคิดนะครับว่าเราสามารถที่จะ เป็นศูนย์กลางอาเซียนได้ถ้าปล่อยให้มีการทุจริตในวงการศึกษาเกิดขึ้นเช่นนี้ ฉะนั้นผม กราบเรียนว่าผมไม่สบายใจที่ทางรัฐบาลไม่ใส่ใจต่อการเอาคนผิดมาลงโทษได้ครับ ขอบพระคุณมากครับ
ศาสตราจารย์ดอกเตอร์กนกครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปราย ถึงผลงานของรัฐบาลในเรื่องของการศึกษา ท่านประธานครับ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่มี มากเหลือเกิน แล้วก็มีรายละเอียดและความสลับซับซ้อนอยู่ค่อนข้างมาก และเมื่อสักครู่นี้ ท่านชินวรณ์และท่านอาจารย์ประกอบก็ได้พูดในหลายประเด็น ผมอยากจะขออนุญาตที่จะ หยิบเพียงบางประเด็นขึ้นมาและพูดในรายละเอียดเพื่อหวังว่าท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์ ซึ่งนั่งอยู่ในห้องนี้ท่านจะได้เห็นและเข้าใจและเห็นด้วยที่จะนําไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะหยิบเรื่องนโยบายกองทุนเงินกู้ยืม เพื่อการศึกษาหรือ กยศ. ขึ้นมาเป็นตัวอย่างครับท่านประธาน ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ รัฐบาล ได้บอกว่า ท่านได้ให้เงินกู้ยืมทั้งหมดประมาณ ๗๑,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็ใช้เงินทั้งหมด ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ผมอยากขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าวัตถุประสงค์ ของ กยศ. นั้นก็คือการให้โอกาสกับลูกหลาน โดยเฉพาะคนยากคนจนได้มีโอกาสที่จะเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เป็นผู้จัดตั้งขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๐ หรือ ชวน ๒ นะครับ ปรากฏว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณของ กยศ.นี้ คือ ๑๑,๕๐๐ ล้านบาท และในวันนั้นผมเอง ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเองก็ได้ ลุกขึ้นอภิปรายนะครับว่าการตั้งงบตรงนี้น้อยเกินไป เพราะว่าก่อนหน้านั้นในปี ๒๕๕๔ ปีสุดท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ตั้งงบประมาณให้กับ กยศ. คือ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ลดลง ๖,๕๐๐ ล้านบาท เราได้เตือนรัฐบาลในวันนั้น และผมจําได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ว่าการปรับลดงบประมาณลงถึง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้จะมี ผลกระทบต่อโอกาสของเด็กนักเรียนที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๖ ท่านก็ยังเชื่อเหมือนเดิม ท่านตั้งงบให้กับ กยส. ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งควรจะตั้งประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ได้เตือนท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ ๒ แต่ปรากฏว่าท่านก็ไม่ฟัง วันนี้ครับท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๕๗ รัฐบาลกลับมาตั้งซึ่งก็ดีนะครับ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่า มันสายเกินไปแล้วครับ กยศ. ได้รายงานต่อกรรมาธิการงบประมาณว่าในปี ๒๕๕๗ นี้ เด็กนักเรียนที่ยากจน ๒๐๐,๐๐๐ คน จะขาดโอกาสที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพราะเงินกู้ ของ กยศ. ไม่เพียงพอครับ ท่านประธานตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าเรื่องของการศึกษา ไม่ใช่เรื่องของการเปิดแล้วปิด ทําแล้วเกิดผลทันที ไม่ใช่ครับ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องมี การวางแผน เตรียมการล่วงหน้า แล้วก็ทําด้วยความมั่นคงในหลักคิดของตนเอง คําถาม ที่วันนี้เรามีก็คือว่า วันนั้นในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาลคิดอย่างไรครับจึงลดเงินกู้ของ กยศ. ลง ๖,๕๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เป็นเรื่องที่เป็นคําถามที่คาใจคนจํานวนมาก ถ้าจะบอกว่า เป็นเพราะว่าไม่รู้อันนั้นก็เข้าใจได้ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมขอที่จะพูดถึงความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่คนยากคนจนไม่มีโอกาส เรียนมหาวิทยาลัย วันนี้สังคมไทยของเรา เศรษฐกิจของเรามีความเหลื่อมล้ํามาก มีความ ไม่เท่าเทียมกันมาก และที่สําคัญก็คือว่าเมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจ ภายใต้ระบบ และโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจแบบนี้เหมือนกับที่เราเป็นในปัจจุบันนี้ ยิ่งพัฒนา มากเท่าไร คนจนก็ยิ่งจนลง คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น และตรงนี้ยืนยันไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย เท่านั้น แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกานั้นอียู (EU) ก็เจอปัญหาแบบนี้ รัฐบาลกําลังกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายใต้ระบบปัจจุบัน ผมบอกได้เลยนะครับว่าคนยากจนก็จะ ยิ่งจนขึ้น คนรวยก็จะยิ่งรวยขึ้น คนที่เสียเปรียบก็จะเสียเปรียบมากขึ้น คนที่ได้เปรียบก็จะ ได้เปรียบมากขึ้นครับ ท่านประธานครับ การศึกษาเป็นหนทางเดียวเท่านั้นครับท่านประธาน ที่ดีที่สุดที่จะให้โอกาสกับคนยากคนจน ที่จะผลักดันตนเองให้ก้าวข้ามช่องว่างของ ความเหลื่อมล้ําและความไม่เป็นธรรมนี้ให้เขาก้าวข้ามความเสียเปรียบไปสู่การมีชีวิต ที่ดีขึ้นครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาคือเครื่องมือของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา และความไม่เท่าเทียมกันในบ้านเมืองของเราครับ ท่านประธานครับ นี่คือความเข้าใจของ ผู้บริหารการศึกษาที่ต้องเข้าใจอย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลดังนี้ กยศ. คือการให้โอกาสกับ เด็กยากจนที่จะได้มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัยครับ ท่านประธานครับ ท่านชวน หลีกภัย เป็นลูกครูบ้านนอกนะครับ แม่เป็นแม่ค้า ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือครับ แต่ท่านได้อาศัย วัดอมรินทรารามวรวิหาร ใกล้สถานีรถไฟบางกอกน้อย เรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ จากลูกครูบ้านนอก ลูกแม่ค้ามีโอกาสมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะการศึกษา ของประเทศที่เปิดให้กับท่านครับ เพราะฉะนั้นท่านชวน หลีกภัย เมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่ท่านทําก็คือการตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาครับ เพื่อให้เด็กยากจนเหมือนกับอดีต ของท่านได้มีโอกาสเหมือนกับที่ท่านได้รับมา เพราะฉะนั้น กยศ. จึงเป็นส่วนหนึ่งของตํานาน ชีวิตของชวน หลีกภัย ครับท่านประธานครับ ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้เราก็จะเห็นว่า กยศ. ไม่ใช่เป็นเรื่องแค่แต่เพียงงบประมาณมากหรือน้อย แต่ กยศ. เป็นเครื่องมือของการที่จะ ให้โอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นของคนยากคนจนครับท่านประธานครับ ถ้าเราเข้าใจแบบนี้ เราจะไม่ปรับลดงบ กยศ. หรอกครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผลงานของรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในปีที่ ๑ นั้น ผมเรียนด้วยความเสียใจนะครับว่า งบ กยศ. ถูกตัด ๖,๕๐๐ ล้านบาท แต่ ๖,๕๐๐ ล้านบาทนี้ปัญหาหรือความหมายของมันไม่ใช่ตัวเลข ๖,๕๐๐ ล้านบาทครับ แต่มันหมายถึงการตัดโอกาสของการมีชีวิตที่ดีขึ้นของคนยากคนจน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สําคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชาติบ้านเมืองของเราครับ คําแนะนํานะครับ ผมอยากขอให้มีการแก้ไขปัญหาการศึกษา ขอให้เข้าถึงแก่นของปัญหา และลงมือทําให้จริง ด้วยความขยันและอดทนอย่างมีหลักวิชา ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาจะเกิดขึ้นจริงได้นั้น ต้องใช้งบประมาณที่เรามีอยู่ ให้ตรงประเด็น ตรงปัญหา แล้วก็ด้วยวิธีการ ด้วยกระบวนการของการแก้ไขปัญหา ที่ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ จากตัวอย่างตรงนี้ที่ผมยกมาให้กับท่านประธาน ผมขออนุญาตไปเร็ว ๆ ในอีกเรื่องเดียวครับ ความจริงผมมีหลายเรื่องมาก เพราะเวลา จํากัดแล้ว ก็คือเรื่องกองทุนตั้งตัวได้ ท่านประธานครับ ๑ ปีผ่านไปของรัฐบาล ยังไม่มีใคร ตั้งตัวได้เลยนะครับ ขณะที่ท่านได้รณรงค์หาเสียงไว้ในปี ๒๕๕๔ ว่าท่านจะตั้งกองทุนตั้งตัวได้ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรายย่อย แต่มันไม่เกิดขึ้นนะครับ งบประมาณที่ท่านตั้ง ๑,๓๐๐ ล้านบาท ตอนแรกท่านบอกว่าจะให้เป็นเงินชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ รายใหม่ แต่ปรากฏว่าท่านไปตั้งที่กระทรวงอุตสาหกรรมครับ กองทุนวิสาหกิจชุมชน ขนาดกลาง ขนาดย่อม ผิดฝาผิดตัวไปหมด แล้วเราก็ได้เตือนแล้วว่าผิดครับ ท่านฟังนะครับ ในปี ๒๕๕๖ งบประมาณนั้นท่านย้ายในวาระที่หนึ่ง ในห้องประชุมนี้ท่านย้ายไปอยู่ที่ สํานักนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปถึงชั้นกรรมาธิการท่านย้ายไปอยู่ สกอ. ซึ่งก็ถูกนะครับ ถูกต้อง ท่านแก้ไขนะครับ แต่ประเด็นที่ผมต้องการจะบอกก็คือว่า รัฐบาล มีนโยบายที่ดี แต่การเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัตินั้นไม่มีครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณา เถอะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) เขาบอกเรานะครับว่าในปี ๒๕๕๕ มีบัณฑิตที่ตกงาน ๑๕๐,๐๐๐ คน นี่ก็เป็นตัวสะท้อนแล้วนะครับ แต่การแก้ไขปัญหา ของกองทุนตั้งตัวได้นั้นมันไม่ได้เกิดขึ้น ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล นะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ กรุณาอย่าเชื่อคนรอบตัวโดยไม่ตรวจสอบข้อมูล นะครับ ท่านมีรัฐมนตรีวันนี้ที่ดี ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า ๑ ปี ที่ผ่านมา ท่านเปลี่ยนรัฐมนตรี ๔ ท่าน เฉลี่ย ๖ เดือนต่อท่าน แล้วก็นี่คือตัวชี้วัด ว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสําคัญกับเรื่องการศึกษาเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมยังพอมีความหวังบ้าง เพราะว่าท่านรัฐมนตรี ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ต้องเรียน ด้วยความเคารพนะครับ ท่านเป็นคนที่มีความรู้เรื่องการศึกษา แล้วก็มีความตั้งใจดีที่จะทํา เรื่องนี้ ถ้าผมจะขอ ผมก็ขอท่านนายกรัฐมนตรีว่ากรุณาให้เวลากับรัฐมนตรีจาตุรนต์ ที่จะแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ผมได้อภิปรายเป็นตัวอย่างนั้นในเวลา ๒ ปีที่เหลือ กรุณาอย่าเปลี่ยนท่านนะครับ เราไม่อยากเห็นรัฐมนตรีมาลองใหม่ ลองผิดลองถูกอีกแล้ว วันนี้ท่านได้คนที่เรียกว่าดีที่สุดใน ๔ ท่านที่ท่านมีมา กรุณาให้เวลากับท่านเถอะครับ แล้วเราอยากจะช่วยท่านให้ท่านทํางานได้สําเร็จ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าโลกอนาคตเป็นโลกที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยความสามารถ ของเครื่องจักร หรือด้วยทุนกันอีกแล้ว แต่เราแข่งขันกันด้วยสติปัญญา แล้วก็คุณภาพของคน ผมอยากขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์นะครับว่า หันกลับมาใส่ใจกับการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อที่จะยกระดับ สติปัญญาและคุณภาพของคนไทยอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมขออนุญาตใช้คํานี้ อย่างเอาเป็น เอาตาย เพราะว่ามันเป็นเรื่องความเป็นความตายของชาติบ้านเมืองจริง ๆ แล้วในอนาคต คนไทยรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะได้จดจําสิ่งที่ดีงามของรัฐบาลนี้ได้บ้าง ขอขอบพระคุณครับ
ท่านอันวาร์ สาและ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวาระของการดําเนินงานแถลงนโยบายที่รัฐบาลได้ดําเนินการในรอบ ๑ ปีโดยปกติ แต่ปรากฏว่าการแถลงครั้งนี้ก็ล่าช้าไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าสมมุติว่าตามกําหนด ผมคิดว่า จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพื่อที่ประเมินว่าใน ๑ ปีได้ทําอะไรลงไปบ้าง และทางฝ่ายค้าน ก็จะได้บอกว่าสิ่งที่ท่านเดินมานั้นถูกทางหรือไม่ แน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าทุกคนคงจะทราบดีว่าเรื่องของภาคใต้วันนี้ก็ยังดํารงคงอยู่ แล้วก็ดูแล้วแนวโน้มของ สถานการณ์จะรุนแรงเพิ่มขึ้น ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าผมพูดลอย ๆ มีข้อมูลแล้วก็ในเรื่องของ การวิเคราะห์ของศูนย์เฝ้าระวังของสถานการณ์ภาคใต้โดยอาจารย์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และคุณรอมฎอน ปันจอร์ สถานการณ์ในพื้นที่วันนี้สถานการณ์มันผ่านมาแล้วประมาณ ๑๑๔ เดือน ๑๑๕ เดือนกับเดือนที่ผ่านมานะครับ วันนี้เกิดเหตุการณ์ทั้งหมดความไม่สงบ ๑๓,๔๓๔ เหตุการณ์ เป็นผลทําให้ผู้บาดเจ็บแล้วก็เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น ๑๕,๙๕๖ คน ซึ่งอาจจะไม่ได้รวมตัวเลขของวันนี้กับพรุ่งนี้ แล้วก็เมื่อวานนี้นะครับ โดยแยกที่ผู้เสียชีวิต ทั้งหมด ๕,๗๕๕ ราย แล้วก็บาดเจ็บ ๑๐,๒๐๑ ราย ๑๐ ปีนี้เราใช้เงินงบประมาณประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าแยกแยะผู้เสียชีวิตแล้วก็บาดเจ็บตาม ภูมิหลังที่นับถือศาสนาปรากฏว่ากลุ่มที่เสียชีวิต ๕,๗๕๕ รายนั้นเป็นคนมุสลิมที่มีอยู่จํานวน ๓,๓๙๔ คน ซึ่งถ้าคิดเป็นร้อยละนี่คือ ๕๘.๙๗ เปอร์เซ็นต์ และผู้เสียชีวิตจํานวน ๒,๒๑๓ คน เป็นพี่น้องชาวพุทธครับ ถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์ ๓๘.๔๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขของผู้บาดเจ็บ ปรากฏว่าใน ๑๐,๒๐๑ รายนี้มี ๖,๐๒๔ คน เป็นพี่น้องชาวพุทธ ซึ่งถ้าคิดเป็นร้อยละ ๕๙.๐๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็นพี่น้องมุสลิมจํานวน ๓,๒๒๑ คน คิดเป็นตัวเลขก็คือร้อยละ ๓๑.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผูกพันกันระหว่างผู้เสียชีวิตกับผู้บาดเจ็บ ท่านประธาน ครับ ในตอนการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้นครั้งนี้โครงการของที่การแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ในข้อที่ ๕ อยู่ที่หน้า ๓๑ ในรายงานฉบับนี้ บอกว่าเร่งนําสันติสุขและ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่คือ โครงการที่เร่งด่วนที่รัฐบาลคิดว่าจะทําให้เร็วที่สุด แต่ท่านครับ ๒ ปีมานี้ผมคิดว่าการทํางาน ของรัฐบาลยังไม่เข้าไปเป้าประสงค์ที่เขาได้วางไว้ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับ ถ้าดูในการ แก้ปัญหาแล้วผมคิดว่ารัฐบาลไม่ได้วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้จริง ๆ ต้องแยกเป็นประเด็นว่าสถานการณ์ที่เกิดมันเกิดจากกลุ่มไหนบ้าง จริง ๆ แล้ว มันเกิดจาก ๔ กลุ่ม แล้วก็แต่ละกลุ่มรัฐบาลน่าจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจนด้วย คือ กลุ่มอุดมการณ์ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปสร้างปัญหาในพื้นที่อาจจะมีผลประโยชน์อะไรทับ ซ้อนที่เกี่ยวกับการทํางาน แล้วก็กลุ่มอาชญากรรมในพื้นที่ และ ๔. คือเศรษฐกิจปากท้องของ พี่น้องประชาชนแล้วทําให้เกิดการก่ออาชญากรรม จริง ๆ ถ้าสมมุติว่าทั้ง ๔ อย่างถ้าล่าช้า ในการแก้ปัญหาแน่นอนที่สุดความรู้สึกของคนในพื้นที่จะรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกปล่อยปละละเลย และนี่ก็คือสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ปัญหาต่าง ๆ คลี่คลายได้ยาก ท่านประธานครับ ในส่วนของการแก้ปัญหาผมคิดว่าปัญหาวันนี้ทุกคนยอมรับว่า ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรงตอนปี ๒๕๔๗ แล้วก็สรุปในบทสรุปของคนพื้นที่ก็คือว่า การแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาดของสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นน้องสาวก็ต้องมาแก้ปัญหาของพี่ชายที่ได้ก่อไว้ในวันนั้น ซึ่งผมดูแล้วโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาค่อนข้างจะยากมาก ท่านประธานครับ ทําไมผมถึงพูด อย่างนี้ครับ มีเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยของคนในพื้นที่ แล้วผมคิดว่าประเด็นวันนี้เป็นประเด็น ที่อ่อนไหวแล้วก็มีผลต่อการแก้ปัญหามากนั่นคือวันนี้เกิดเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะไม่ปกติ ในพื้นที่ครับ ก็คือว่ามีประเด็นหนึ่งของสภาทนายความหรือคนที่อยู่ในพื้นที่เขาเห็นพ้อง ต้องกันว่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น นั่นคือประเด็นเรื่องของการคุกคามจําเลยคดีความมั่นคง ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและพิพากษายกฟ้องคดี ท่านฟังให้ชัดนะครับ โดยเฉพาะท่าน รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลในเรื่องของความมั่นคงนะครับ วันนี้รายชื่อที่ผมจะอ่านให้ท่านฟัง คือผู้ที่อยู่ในประเด็นดังกล่าว
รายที่ ๑ คือนายรอมลี เจะเลาะห์ รายนี้ก็มีคดีในเรื่องความมั่นคง แต่เสียชีวิต เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา กําลังตัดหลังคามุงจากหน้าบ้าน มีรถ กระบะ ๒ คัน สีบอร์นและสีน้ําเงินชะลอรถแล้วก็จอดลงมายิง รายนี้ภรรยาก็โดนด้วยครับ นี่คือรายที่ ๑
รายที่ ๒ นายมะสาวี มะสาและ ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ ถูกยิงลําตัว ๔ นัด อาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้บุคคลท่านนี้อยู่ที่จังหวัดยะลา
รายที่ ๓ นายอับดุลเลาะ เจะตีแม ถูกยิงในระยะประชิดตัวจนเสียชีวิต ท่านนี้ก็อยู่ในจังหวัดยะลาครับ
รายที่ ๔ นายมะรอเซะ กายียุ รายนี้เป็นรายแรกช่วงเจรจาสันติภาพครับ แล้วก็ถูกลอบยิงเสียชีวิตระหว่างนําส่งสู่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เสียชีวิตก่อน รายนี้ก่อนจะฟัง คําพิพากษาศาลฎีกา ๒๒ วัน ที่จะถึงนี้ เสียชีวิตก่อน เกิดที่กาบัง จังหวัดยะลาครับ
รายที่ ๕ นายตอเหร็บ สะแปอิง อายุ ๔๒ ปี รายนี้เป็นรายที่ ๒ ในช่วงเจรจา นะครับ บาดเจ็บสาหัส ปัจจุบันก็ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
รายที่ ๖ นายอิสมาแอ ปาโอะมานิ อยู่ที่ตําบลกอรํา จังหวัดปัตตานี ในเขต พื้นที่ของจังหวัดผมเอง อยู่ในอําเภอยะรัง เป็นโต๊ะครู เป็นเจ้าของปอเนาะปูลากาซิง แล้วก็ เคยถูกกล่าวหาเป็นคดีความมั่นคง แต่ถูกปล่อยตัวเนื่องจากอัยการสั่งไม่ฟ้อง แล้วก็ถูกยิง เสียชีวิตเช่นเดียวกันครับ
รายที่ ๗ นายอับดุลรอฟา ปูแทน อดีตเป็น สจ. จังหวัดปัตตานี เสียชีวิต ที่อําเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ถูกยิงเสียชีวิตบนถนนสาย ๔๑๐ บ้านกังสาคอ ตําบลเมาะมาวี อําเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี รายนี้ก็เป็นอีกรายหนึ่งนะครับ แล้วก็ยังมีอีก ๒ ท่าน ผมคิดว่า ขอเวลาสักนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน เพราะว่าสําคัญครับ
๑ นาที
มันเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา
รายที่ ๘ นายซับรี เจะคอ รถ ๔ ประตู สีบอร์น ประกบยิงเสียชีวิตระหว่าง ทุ่งขมิ้น-บางปู ตันหยงลิมอ อําเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งรายนี้มีคดี ๒ คดี คดีแรก พิพากษายกฟ้องครับ คดีที่ ๒ อัยการสั่งไม่ฟ้อง ออกมาเสียชีวิต
รายที่ ๙ นายมูหะหมัดสุกรี นิแม ถูกคนร้ายประกบยิงได้ด้านหลัง ๑ นัด ก็เสียชีวิตทันที ที่ตันหยงมัดตอนหลัง
สําคัญที่สุดในขณะที่เรากําลังพูดถึงเรื่องนี้อยู่ เมื่อเช้านี้เอง มีเหตุเกิด อีกเหตุหนึ่ง คือนายมาหะมะ มาโซมามะ อยู่ที่เมาะตูรอ ตําบลจะแนะ อําเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เสียชีวิตที่บ้านภรรยา คน ๆ นี้ถูกยกฟ้องมา ๒ คดี ใช้ชีวิตอยู่ในคุก ๕ ปี แล้วที่น่าเศร้าทราบไหมครับว่าอะไรครับ คุณพ่อคุณแม่ของเขาก็เสียชีวิตจากการถูกสังหาร เช่นเดียวกันครับ น้องชายตอนนี้ก็ยังบาดเจ็บอยู่ ดูแล้วทั้งครอบครัวครับ ผมไม่ได้บอกว่า เป็นการทํางานของเจ้าหน้าที่หรือใครก็แล้วแต่ที่เป็นผู้ก่อการร้าย แต่ประเด็นที่อ่อนไหว อย่างนี้ ผมคิดว่าทางรองนายกรัฐมนตรีน่าจะดูนะครับ เพราะมันจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ทําให้ เหตุการณ์ในภาคใต้รุนแรงขึ้น ผมจริง ๆ มีข้อมูลเยอะ ผมว่าเวลาไม่พอแล้ว เหตุการณ์ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะในปัตตานีก็เกิดเหตุการณ์หลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะ อิหม่ามประจํามัสยิด ไม่ว่าจะเป็นกํานันดีเด่นที่อยู่ในจังหวัดปัตตานี ในช่วงเวลาแค่ไม่ถึง เดือนที่ผ่านมานี้ แล้วก็จ่อยิง ๖ ศพ เด็ก ๓ ขวบ ในเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นที่นี่ด้วย ผมอยาก ให้ดูคลิปประมาณสักแค่ ๕ วินาทีเอง แล้วผมก็จะจบการอภิปรายครั้งนี้
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
มีคลิปอยู่คลิปหนึ่งนะครับ นี่ครับ ที่เห็นแล้ว ก็น่าตกใจเหมือนกับเห็นในหนังที่อดีตที่ผ่านมานะครับ ก็อยู่ในช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหาร ผมคิดว่าภาพต่าง ๆ ที่ผมให้เห็นเมื่อกี้ รวมทั้งคลิปเหล่านี้ ถ้าคิดว่าอันนี้คือผลงานของรัฐบาล ที่แก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกทาง ผมคิดว่าผมคงไม่มีอะไรจะพูดนะครับ นอกจากว่าให้คนใน ๓ จังหวัดทนรับกรรมต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านพงศ์เทพครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้กรุณาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของการศึกษา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการท่านปัจจุบัน อยู่ข้าง ๆ ผมครับ แต่ว่าหลายเรื่องที่ท่านสมาชิก ได้อภิปรายเป็นเหตุการณ์ซึ่งอยู่ในช่วงที่กระผมรับหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กระผมจะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ครับ เรื่องส่วนใหญ่ต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์จะได้ ตอบนะครับ จะได้อภิปราย แต่ว่าส่วนบางเรื่อง ซึ่งอยู่ในช่วงที่กระผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการนั้นกระผมจะขออนุญาตตอบสั้น ๆ ครับ
เรื่องแรกครับท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการจัดซื้อแท็บเล็ต ในช่วง ที่ผ่านมา ซึ่งท่านบอกว่ามีการแบ่งออกเป็น ๔ โซน แล้วก็พูดทํานองว่าเหมือนกับจัดสรรกัน ครับจะให้ลงตัว ทํานองฮั้วนั่นละ ซึ่งกระผมเองก็ได้กราบเรียนตอบท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผ่านท่านประธานไปแล้วเมื่อมีการอภิปรายเรื่องนี้ในก่อนหน้านั้น ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตั้งคําถามด้วยซ้ําไปครับตอนนั้นว่าสเปคของแท็บเล็ตที่เราจัดซื้อในปีปัจจุบันสู้สเปคของ แท็บเล็ตที่จัดซื้อในปีแรกไม่ได้ ซึ่งกระผมก็ยืนยันครับ ตัวเลขชัดเจนว่าแท็บเล็ตที่เราจัดซื้อ ในปีปัจจุบันดีกว่า เหนือกว่าแท็บเล็ตที่จัดซื้อในปีแรกหลายเท่าเลยครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ กระผมเองได้ตอบคําถามท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านพูดถึงเรื่องราคาแท็บเล็ตที่เราตั้ง ซึ่งกระผมก็บอกครับว่าราคาแท็บเล็ต ที่ตั้งไว้ก็เป็นราคาเหมือนเดิมของปีที่แล้ว แล้วก็เราเปิดให้มีการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เราเชื่อว่าด้วยระบบของการแข่งขันกันอย่างเต็มที่นั้นจะได้ราคาที่ดีที่สุด ผลก็เป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ แท็บเล็ตที่จัดซื้อนี่ ป. ๑ แบ่งออกเป็น ๒ เขต ม. ๑ แบ่งออกเป็น ๒ เขต เรามีการทดสอบตัวอย่างของแท็บเล็ตของผู้เข้าแข่งขันครับ ก็คือการปล่อยทดสอบ ความทนทาน เรียกว่า ดรอปเทสต์ (Drop Test) ปรากฏว่าของ ป. ๑ นั้นมีบริษัทที่ผ่าน การดรอปเทสต์หลายบริษัท ก็มีการแข่งขันกันเต็มที่ ผลของการแข่งขันการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยวิธีอีออคชัน (e-Auction) ราคาต่ํากว่าราคากลางที่ตั้งไว้เกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธาน เกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ โซนหนึ่งต่ํากว่าราคากลาง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ครับ อีกโซนหนึ่งต่ํากว่าราคากลาง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ที่นี้ก็เหลือของ ม. ๑ ม. ๑ นั้นเผอิญครับ ท่านประธานครับ ๒ เขตนั้นปรากฏว่าเขต ๑ มีผู้ที่ผ่านการดรอปเทสต์เพียงเจ้าเดียว ก็เลย ไม่สามารถจัดการจัดซื้อจัดจ้างทางอีออคชันได้ ต้องทําใหม่ อีกเขตหนึ่ง ปรากฏว่ามีแค่ ๒ บริษัทที่ผ่านการดรอปเทสต์ และ ๒ บริษัทที่ผ่านการดรอปเทสต์นั้นปรากฏว่าราคาที่เขา ตั้งไว้นี้นะครับลดจากราคากลางเพียงแค่ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เองท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์ กําลังพิจารณาอยู่ครับตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเรารับนะครับ เพราะเราเห็นว่าถ้ามีการแข่งขันกัน เยอะ ๆ เราน่าจะได้ราคาที่ถูกกว่า
ประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามเหมือนกัน ก็คือท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้กรุณาพูดถึงเรื่องของ ท่านใช้คําว่า ยุบโรงเรียน เปลี่ยนทรงผม ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับท่านประธานครับว่าสิ่งที่ท่านได้ พูดก่อนหน้านั้นคือคุณภาพการศึกษาและยุบโรงเรียน เป็นที่ยอมรับครับท่านประธาน เราไม่ปฏิเสธว่าคุณภาพการศึกษาของไทยขณะนี้เราต้องพัฒนาอีกเยอะ และคุณภาพ การศึกษา ผลของการศึกษาที่เห็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่เด็กนักเรียนเพิ่งจะมาเรียนปีนี้ ปีที่แล้ว หรือ ๒ ปีที่แล้ว เด็กที่ ป. ๖ ที่อ่านหนังสือไม่ออก ผลการศึกษานั้นผ่านมา ๖-๗ ปีครับ ท่านประธาน เราต้องมาปฏิรูปเรื่องการศึกษาของไทย ซึ่งรัฐบาลก็ได้ทําอยู่โดยการเน้น ในเรื่องของการปฏิรูปหลักสูตร เรื่องของสิ่งที่ท่านใช้คําว่า ยุบโรงเรียน จริง ๆ แล้วสิ่งที่เป็น ปัญหาที่สุดก็คือโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อย ๆ ครับ ๘ คน ๑๐ คน ๓ คน ๒๐ คน โรงเรียน เหล่านี้ต้องยอมรับว่า คุณภาพการศึกษาเทียบกับโรงเรียนที่นักเรียนเยอะ ๆ ไม่ได้ ครู ๑ คน ครู ๒ คน ต้องสอนนักเรียน ๖ ชั้น หรือ ๙ ชั้น ท่านประธานครับ คุณภาพการศึกษาจะดีได้ อย่างไรที่บอกว่ายุบโรงเรียนนี้ ไม่ได้ยุบทิ้งครับ นําโรงเรียนนั้นไปรวมกับโรงเรียนอื่น มีนักเรียนเพิ่มขึ้น คุณภาพการศึกษาดีขึ้น นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทําครับ ซึ่งก็ตรงกับ รัฐบาลชุดก่อน ๆ หน้านั้นเป็นสิบสิบปีได้ทํามาเหมือนกัน แต่เราพยายามจะทําให้มากกว่า
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ท่านพูดถึงเรื่องเปลี่ยนทรงผม จริง ๆ แล้ว ท่านเข้าใจผิดครับ ท่านประธานครับ ทรงผมนักเรียนที่ท่านเห็นอยู่เรียกว่า ทรงผมหัวเกรียนนั้นที่ใช้กันอยู่ นักเรียนหลายคนก็อึดอัดใจเสียเหลือเกิน แล้วเขาก็ถามเราว่า มีเหตุผลใดที่ต้องบังคับนักเรียนไว้ผมเกรียนอย่างนั้น ผมก็ไปดูกฎกระทรวงซึ่งใช้อยู่จาก ปี ๒๕๑๘ จนถึงปัจจุบัน กฎกระทรวงไม่ได้บังคับให้นักเรียนชายนะครับ ต้องตัดผมเกรียน อย่างนั้นนะครับ กฎกระทรวงบอกว่าให้ไว้ผมพูดง่าย ๆ ว่า อย่าให้ผมยาวเกินตีนผม สมัยนั้น เป็นสมัยที่ยุคสี่เต่าทองครับ ผมยาวถึงคอครับ เขาก็เลยกําหนดว่าอย่าให้ไว้ผมยาวเกินตีนผม คือส่วนล่างสุดของผม และการตัดผมอย่างที่นักเรียนทั้งหลายที่เขาอยากจะตัดกันรองทรงนั้น ตัดได้ครับ แต่ผลจากการใช้กฎหมายที่ไม่เข้าใจก็โรงเรียนหลายแห่งก็บังคับนักเรียน ตัดผมเกรียน พอมีคําร้องเรียนขึ้นมา แล้วก็มีการเรื่องส่งไปถึงสํานักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระผมไปดูกฎหมายก็บอกว่าก็เห็นชัดครับ ว่ากฎหมายปัจจุบัน ซึ่งใช้กันมา ๒๐ กว่าปี เขาไม่ได้บังคับอย่างนั้น เราก็บอกกับโรงเรียนไปว่าเด็กทั้งหลาย เขาสามารถจะตัดผมรองทรงได้ เราก็มีการเตรียมออกกฎกระทรวงใหม่ให้รัฐกับกฎหมาย คุ้มครองเด็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งหนึ่งที่เรา เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญเพราะอะไร เราพยายามจะพยายามจะให้เด็กเขาเป็นพลเมือง ที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ให้เขามีเหตุผล ถ้าเราจะบังคับให้เขาทําอะไรเราก็ควรจะมี เหตุผลไม่ใช่หรือครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆเพียงเท่านี้ครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเรื่องส่วนใหญ่ท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์คงจะได้ตอบในช่วงต่อไปครับ
ท่านอาจารย์ประกอบมีอะไรไหมครับ ฟังดูท่านไม่ได้เสียหายนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตนิดเดียว ท่านรัฐมนตรีครับ เพื่อความเข้าใจตรงกัน มิฉะนั้นแล้วผมจะเสียหาย เรื่องของสเปค (Spec) กับราคาที่ผมกราบเรียนว่าถ้าเทียบสเปคกับราคาอันนี้ปีก่อนกับปีนี้ หมายถึงปีที่ดําเนินการ ปีที่ดําเนินการแพงกว่า แล้วสเปคต่ํากว่านั่นถ้าไปดู ป. ๑ ต่อ ป. ๑ แต่สิ่งที่ท่านพูดนั้นก็คือ ม. ๑ ม. ๑ นี้แพงกว่าจริง ๆ ดีกว่าจริง ๆ นะครับ ผมไม่เถียง แต่ท่าน เปรียบเทียบผิดเอาสเปค ป. ๑ ของปีที่แล้ว แล้วมาดูกับสเปค ม. ๑ ของปีที่กําลังจัดซื้อ ซึ่งผมให้ข้อสังเกตไปแล้วนะครับ ท่านไม่ได้ไปดูเองหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ เรื่องที่ ๑
เรื่องที ๒ ประเด็นที่เราพูดกันมาก แล้วก็ท่านพยายามตั้งใจที่จะทําให้ได้ ก็คือจัดซื้อแท็บเล็ต (Tablet) ให้ทันเปิดเทอมใหม่ที่ผ่านมานะครับ เพราะฉะนั้นท่านถึง แบ่งแยกเป็น ๔ โซน (Zone) อย่างไรครับ ป. ๑ ๒ โซน ม. ๑ ๒ โซน เพราะฉะนั้นการแบ่ง โซน ๔ โซนนั้น ผมให้ข้อสังเกตว่ามีชาวบ้านนินทากันว่าการแบ่งโซนเพื่อให้ลงตัวกับผู้ที่จะ ดูแลผลประโยชน์จริงเท็จจริงไม่รู้ ผมก็ไม่ได้รับรอง เพียงแต่ให้ท่านไปตรวจสอบดูว่าจริง หรือไม่ และขณะนี้ข้อเท็จจริงการดําเนินการมันติดประเด็นอะไร ที่ยังไม่สามารถจัดซื้อจัด ขายได้ แล้วทําให้เด็กเสียโอกาส สําหรับ ม. ๑ ๒ โซนนะครับ ผมถามว่าโซนที่ ๓ ของ ม. ๑ จัดซื้อแล้วนะครับ ได้ผู้รับจ้างแล้วนะครับ แต่เขานินทากันว่าคนที่ได้มันไม่ตรงใจท่าน ท่านเลยยังไม่เซ็นสัญญาและยังไม่มีการซื้อขาย ต้องปล่อยให้รัฐมนตรีจาตุรนต์ทบทวนอีก ครั้งหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นนะครับ นี่เขาติงมาอย่างนี้นะครับ เขาบอกผมอย่างนี้บอกว่าคนที่ได้ไม่ใช่พวกท่านก็เลยชะลอ ส่วนโซนที่ ๔ ของมัธยมศึกษา โซนที่ ๔ ของมัธยมศึกษา ในเมื่อท่านจัดซื้อไม่ได้ ทําไมไม่รีบดําเนินการจัดซื้อเสียใหม่ ทําไมปล่อยปละละเลยเวลาให้มาก หรือท่านจะซื้อด้วยวิธีการพิเศษหรืออย่างไร นี่เป็น ข้อสงสัยเท่านั้นเอง ที่ผมกราบเรียนทั้งหมดก็คือรักษาผลประโยชน์ของลูกหลานของเราครับ
เชิญท่านพงศ์เทพครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กระผมจะขอตอบสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าหลายเรื่องซึ่งเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์เข้ามารับหน้าที่แล้ว แล้วก็อยู่ในขั้นตอนที่ท่านไปทําสัญญาต่าง ๆ เรื่องของสเปคที่ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ได้กรุณาถาม กระผมเทียบสเปคของ ป. ๑ ครั้งแรกกับสเปคของ ป. ๑ ครั้งนี้ครับ แล้ว ก็สเปคของ ป. ๑ ครั้งนี้ในส่วนของหน่วยความจํา ความเร็วในการประมวลผล เรื่องของ กล้องต่าง ๆ ดีกว่าปีแรกเยอะเลยครับท่านประธานครับ อันนี้ยืนยันได้ ไม่ใช่ว่ากระผม ไปเทียบ ป. ๑ ปีที่แล้วกับ ม. ๑ ปีนี้ ไม่ใช่นะครับ อันนี้ยืนยันได้ แล้วท่านไปดูได้ครับ สเปค มีอยู่ชัดเจน ได้แถลงไปตามสื่อมวลชนหลายครั้งแล้วครับ
ท่านชินวรณ์ท่านไม่มีอะไรเสียหาย ฟังท่านไม่ได้พาดพิงถึงท่านนะครับ
เอ่ยชื่อด้วยครับท่านประธาน สั้น ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พาดพิงถึงผมนะครับ แล้วก็เอ่ยชื่อด้วยนะครับ แต่ว่า ผมอยากจะเรียนนิดเดียวเพื่อให้เกิดความเข้าใจ มิเช่นนั้นผู้ฟังอาจจะเข้าใจว่าผมไม่เข้าใจ เรื่องกฎกระทรวงในเรื่องของกรณีของการเปลี่ยนทรงผม คือผมเข้าใจกฎกระทรวงดีครับ เพราะผมเป็นครูมาก่อน แต่ว่านัยก็คือว่าผมอยากเรียนรัฐมนตรีว่าไม่มีเรื่องอื่นที่สําคัญ มากกว่านี้แล้วหรือ กรณีเปลี่ยนทรงผมนะครับ กรณียุบโรงเรียนก็เป็นเรื่องหลักคิดที่ถกเถียง กัน แต่ว่าเป็นภาพติดตัวท่านนะครับ ว่าท่านมีแนวความคิดเรื่องยุบโรงเรียนตอนท่านเป็น รัฐมนตรี และประเด็นเรื่องประท้วงอดอาหารของนักเรียนที่ทําเนียบรัฐบาล ไม่ใช่กรณีที่เป็น พฤติกรรมหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นกรณีว่าการรับนักเรียนเข้าเรียนนั้นไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีความโปร่งใส ตอนสมัยผมเป็นรัฐมนตรีผมได้ขึ้นป้ายทุกหน้าโรงเรียนว่าห้ามไม่ให้ ฝากเด็กและเรียกรับเงิน เพื่อให้เข้าเรียนด้วยความเป็นธรรม แต่ว่าเมื่อไม่มีความเป็นธรรม เด็กนักเรียนจึงไปอดอาหารประท้วงที่ทําเนียบรัฐบาล เป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้เท่านั้นเอง ปีหน้าท่านแน่จริงท่านประกาศสิครับ ว่าจะไม่มีการเรียกรับเงิน และผลประโยชน์ใด ๆ จากการรับนักเรียนเข้าเรียนทุกระดับชั้น ถ้าแน่จริงท่านจะลดความเหลื่อมล้ํา ท่านจะสร้าง ความเสมอภาค เริ่มต้นจากนักเรียนเหมือนที่ผมเคยทําสิครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ก่อนไปท่านชูวิทย์นี่ผมขอ เมื่อสักครู่นี้ผมข้ามท่านไปครับ ท่านปุระชัย แล้วค่อยกลับไปท่านชูวิทย์ครับ เชิญท่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ ผมขอขอบพระคุณท่านประธานสภาและท่านประธานวิปฝ่ายค้านนะครับ ที่ได้กรุณาจัดเวลาให้ผมได้ร่วมอภิปราย ผลงานรอบ ๑ ปีของรัฐบาลในวันนี้ เพื่อให้ ประหยัดเวลาและไม่ซ้ําซ้อนกับสมาชิกท่านอื่น ผมจะมุ่งอภิปรายเฉพาะเรื่องการป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐบาล ซึ่งจัดอยู่ภายใต้แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม และ วัฒนธรรม ตามรายงานแสดงผลงานดําเนินการของคณะรัฐมนตรีหน้า ๑๖๑-๑๖๒ ท่านประธานครับ การค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมเลวร้ายและรุนแรงที่กระทําต่อประเทศชาติ จนกลายเป็นการค้าทาสในรูปแบบใหม่ ที่ประเทศทั้งหลายทั่วโลกและองค์การสหประชาชาติ ประณาม รวมทั้งเข้มงวดกวดขันในการป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์มีความชั่วร้าย เลวทรามในระดับเดียวกับการค้ายาเสพติด แต่การสืบสวน สอบสวน ดําเนินคดี พิพากษาคดี ยากลําบากกว่าคดียาเสพติด รวมทั้งสร้างผลกระทบในทางลบต่อประเทศไทยเป็นหลายเท่า ทวีคูณในหลากหลายมติยิ่งกว่าคดียาเสพติด ประเทศไทยยังได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ เพื่อครอบคลุม การค้ามนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ เป็นต้นว่า
๑. เพศพาณิชย์หรือบังคับค้าประเวณี
๒. บังคับใช้แรงงานในเรือประมง ในโรงงาน ในฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตรกรรม
๓. บังคับขอทาน
๔. บังคับตัดอวัยวะ และ
๕. บังคับตั้งครรภ์
การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จึงต้องอาศัยความร่วมมือของ หลายกระทรวงทํางานด้วยกันแบบบูรณาการ หรือภาษาอังกฤษใช้คําว่า อินทิเกรชัน (Integration) กฎหมายจึงกําหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือเรียกย่อ ๆ ว่าคณะกรรมการ ปคม. เป็นหลักทางด้านนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน นอกจากนั้นยังมี รัฐมนตรีอีก ๗ กระทรวงเป็นกรรมการ ซึ่งผมขออนุญาตร่ายยาวสักนิดหนึ่ง ก็คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น มีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๔ คน มีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการ ปคม. ชุดนี้ละครับมีอํานาจหน้าที่ ทุกด้านที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งในทางปฏิบัติควรจะจัดประชุม ทุกเดือน แต่ในความเป็นจริงนั้นก็มีการประชุมตามอัธยาศัย คือประชุมบ้าง ไม่ประชุมบ้าง คณะกรรมการชุดที่ ๒ หรือที่เรียกว่า คณะกรรมการประสานและกํากับการดําเนินงาน ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า คณะกรรมการ ปกค. ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงอีก ๘ กระทรวง มีอธิบดีและเลขาธิการ อีก ๘ กรม มีผู้สงวนอีก ๘ คน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการกํากับดําเนินการตาม นโยบายและแผนงานของชุดแรก รวมทั้งติดตามประเมินผล ท่านประธานครับ ความเป็นจริง ในทางปฏิบัติ การทํางานของคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุดไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม รายงานของ กระทรวงการต่างประเทศของไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ ระบุว่าทหารเรือไทย ได้ขึ้นตรวจเรือประมงไทย รวม ๖๐๘ ครั้ง แต่ไม่พบการกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์ บนเรือประมงไทยแม้แต่สักครั้งเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็คงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และประเทศไทย ก็คงน่าจะหลุดพ้นจากการถูกตราหน้าระดับโลกว่าเป็นต้นทาง กลางทาง และปลายทางของ การค้ามนุษย์ แต่จากข้อมูลของทิป รีพอร์ต (TIP Report) หรือแทรฟฟิกกิ้ง อิน เพอร์ซัน รีพอร์ต (Trafficking in person report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอ้างอิงผลการวิจัยพบว่า เหยื่อการค้ามนุษย์ชาวพม่าและกัมพูชากว่า ๑๕๐ คน ได้รับการช่วยเหลือจากการถูกบังคับ ให้ทํางานในเรือประมงไทยในน่านน้ําประเทศต่าง ๆ ทั้งเวียดนาม ติมอร์ตะวันออก มาเลเซีย อินโดนีเซีย ครั้งล่าสุดเรือไทยถูกจับโดยตํารวจอินโดนีเซียในน่านน้ําอินโดนีเซีย ได้มี การบังคับใช้แรงงานลูกเรือชาวกัมพูชา ซึ่งอินโดนีเซียได้ส่งกลับประเทศกัมพูชาโดยตรง คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ของสภาผู้แทนราษฎร ได้ไปเยี่ยมดู งานตํารวจน้ํา ได้เชิญกรมเจ้าท่า เชิญกรมประมงเชิญกระทรวงแรงงาน เชิญกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ก็ได้พบความจริงที่น่าเศร้าว่ากรมเจ้าท่าสนใจแต่การตรวจเรือและทะเบียนเรือ กรมประมง สนใจแต่การตรวจอุปกรณ์ประมง กระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงแต่ไม่มีเรือออกตรวจ ตํารวจน้ํามีเรือ แต่ไม่มี น้ํามันเรือ ทหารเรือมาช่วยตรวจแต่ก็ไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย และไม่มีความรู้ ทางด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เรือที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยขึ้นตรวจก็มีขนาด ตั้งแต่ ๖๐ ตันกรอสส์ (Gross) ขึ้นไป ส่วนเรือขนาด ๓๐ ถึง ๕๙ ตันกรอสส์ ซึ่งเป็นขนาด เรือประมงส่วนใหญ่ ไม่มีการตรวจแต่ประการใด ในการตรวจเรือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไม่สนใจ จะตรวจสมุดประจําตัวลูกเรือ หรือภาษาอังกฤษใช้คําว่า ซีแมนบุ๊ก (Seaman book) ซึ่งจริง ๆ ก็คือเหมือนพาสปอร์ต (Passport) ของลูกเรือประมง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับผู้ ปฏิบัติกําลังพยายามบูรณาการฝ่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกันในการตรวจเรือประมงไทย หรืออาจ นําร่องใน ๒ จังหวัดภาคตะวันออก และอีก ๓ จังหวัดในภาคใต้ แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่ม โครงการทดลองนี้ได้ สิ่งที่น่าเศร้า เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีงบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานครับ ประเทศของเราช่างน่าสงสารเหลือเกิน เรามีงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีนี้ คือปี ๒๕๕๖ อีก ๒.๕ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๗ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกลับไม่ได้รับ การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาที่เราถูกจับตามองระดับโลก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน กลุ่ม ๒.๕ หรือเรียกว่า เทล ทู วอช ริส (Tell to watch risk) มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ที่ผ่านมาตลอด ๔ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ พ.ศ. ๒๕๕๔ พ.ศ. ๒๕๕๕ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในการ มาเยือนในประเทศไทยเมื่อปีนี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้ฝากความห่วงใยถึงปัญหา การค้ามนุษย์ต่อรัฐบาลไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอเมริกันหรือคุณแทมมี่ก็ได้ฝากขอให้ รัฐบาลไทยให้ความสําคัญกับการค้ามนุษย์ในระดับสากล แต่ตลอด ๔ ปีที่ผ่านมา ผลการประเมินสถานะของประเทศไทยจากทิป รีพอร์ต ของสหรัฐอเมริกากลับไม่มีอะไรดีขึ้น ในปี ๒๕๕๗ มีแนวโน้มว่าประเทศไทยอาจจะต้องผจญกับความเสี่ยงครั้งสําคัญที่อาจจะ ตกลงไปอยู่ในกลุ่มที่ ๓ ที่เรียกว่าเทียร์ ทรี (Tier Tree) ถ้าเป็นเช่นนั้นผมขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการ ปคม. และคณะกรรมการ ปกค. ว่าผลกระทบต่อประเทศไทยที่จะติดตามอย่างรุนแรงก็คือ
ประการที่ ๑ การถูกตัดความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ประเทศไทย เคยได้รับอย่างต่อเนื่องในหลายโครงการ
ประการที่ ๒ การงดสั่งซื้อและไม่นําเข้าสินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับ การใช้แรงงานการค้ามนุษย์ เป็นต้นว่าสินค้าประมง กุ้ง หอย ปู ปลา ละครับ สินค้าสิ่งทอ และสินค้าอุตสาหกรรมอีกหลายรายการ
ประการที่ ๓ การไม่ลงทุนและยกเลิกการลงทุนของชาติพัฒนาแล้วที่ใช้ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
ประการที่ ๔ การเดินทางของคนไทย ผู้ใช้หนังสือเดินทางไทยในต่างประเทศ จะประสบความยากลําบากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันสตรีผู้ใช้หนังสือเดินทางเล่มสีน้ําตาลไปยัง ต่างประเทศ ทั้งที่ทําวีซ่า (Visa) เข้าประเทศนั้น ๆ แล้ว หลายรายกับไม่สามารถเข้าประเทศ ปลายทางและถูกส่งกลับประเทศไทยทําให้เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึก เราในฐานะคนไทยกําลังถูกเกียรติภูมิอย่างยิ่งในประชาคมโลก แต่ประเทศที่ตั้งเงื่อนไข การตรวจสอบหนังสือเดินทางไกลอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้นก็มาจากพื้นฐานข้อมูลที่ส่วนหนึ่งมาจาก การค้ามนุษย์นั้นเอง เพราะผู้หญิงไทยจํานวนไม่น้อยถูกหลอกลวงไปค้าบริการทางเพศ ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถึง ๒๐ ประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศ ญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศบาเรนห์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศเยอรมนี ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นต้น ท้ายที่สุดผมฝากข้อสังเกตว่าขณะรัฐบาลไทยเน้นย้ําว่า พยายามจะทําอะไร เช่น ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ปคม. จังหวัด ตั้งศูนย์ประสานงานแรงงาน ประมง ทําแผนปฏิบัติการป้องการและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่ประเทศผู้ประเมินตามที่ ปรากฏในทิป รีพอร์ตให้ความสําคัญที่ผลลัพธ์ ผลงาน ผลกระทบ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้ประเมิน นั้นก็ประเมินผลงาน ไม่ใช่เพียงแค่โครงการและแผนงาน ผมจึงขอคําตอบจากรัฐบาลด้วยว่า มีแนวทางอย่างไรที่จะหลีกเลี่ยงการตกเป็นเทียร์ ทรี หรือกลุ่มที่ ๓ ของการค้ามนุษย์ ในปีหน้า ปี ๒๕๕๗ ขอบคุณครับ
ท่านชูวิทย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุบลราชธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ผมขอสนับสนุนผลงานการดําเนินงานของรัฐบาล ตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอย้อนไปในอดีตครับว่าประเทศไทย ก็เหมือนกับรถเก่า ๆ ๑ คัน ซึ่งเรามีโชเฟอร์ (Chauffeur) รถหลายคนนะครับ โชเฟอร์รถ ก็คือคนขับรถนะครับ มีอดีตท่านชวน หลีกภัย ก็ต้องหยุดขับรถเพราะเรื่อง ส.ป.ก. ๔-๐๑ ท่านบรรหารก็มาขับต่อ ก็โดนเรื่องสัญชาติบิดาท่านบรรหารปลอม ก็ไม่รู้ว่าปลอมไม่ปลอม นะครับ แล้วต่อมาก็ถึงพ่อใหญ่ชวลิตนะครับ พ่อใหญ่ชวลิตก็โดนข้อหาเงินบาทลอยตัว ต่อจากนั้นแล้วรถประเทศไทยก็ผ่านมาหลาย ๆ คนขับก็มาถึงยุคของ ท่านทักษิณ ชินวัตร ซึ่งท่านก็บอกว่ารถยนต์ประเทศไทยคันนี้มันเก่า แต่ผมเป็นคนใหม่ที่จะอาสาขับรถประเทศไทย ให้วิ่งไปข้างหน้าให้ได้ใน ๑ ปีผมอาจจะเปลี่ยนล้อ อีก ๑ ปีผมอาจจะเปลี่ยนเครื่องยนต์แล้ว ผมก็จะเปลี่ยนสีรถยนต์ ท่านทักษิณขับรถแซงหลาย ๆ คัน แซงรถประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศเขมร แซงไปอย่างรวดเร็ว พี่น้องประชาชนก็เห็น ผู้โดยสารในรถก็มีความยินดี แต่ขับไม่ทันทีโดนตํารวจจับยึดใบขับขี่ ก็มองดูในรถยนต์ว่ามีใครจะขับรถยนต์ประเทศไทย แทนท่านได้บ้าง ก็มองเห็นพ่อใหญ่สมัครครับ ก็เลยเรียกพ่อใหญ่สมัครมาขับรถแทน
ท่านชูวิทย์ เอาแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ท่านไปไกลเกินครับ เอาวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นมา
พ่อใหญ่สมัครขับไปไม่ไหว โดนผัดก๋วยเตี๋ยวครับ ยึดใบขับขี่ให้ท่านสมชายมาขับต่อ ขับไปไม่ทันไรครับท่านอภิสิทธิ์ มาแย่งรถไปครับ น้ํามันใกล้จะหมดก็ไปจอดรถกลางทางไว้กลางถนน ก็มีผู้โดยสาร อีกคนหนึ่งที่สวยก็คือท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็อาสาขับรถแทน ก็เริ่มจากนั้นมานะครับ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีวันแรกน้ําท่วม ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเลยก็ไปตรวจราชการ ที่อําเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ท่านประธานครับ บ้านเราปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยเกิดตั้งแต่หมู่บ้านครับ จะมีงานบุญงานอะไรก็มีการประชุม ประชุมเสร็จก็จะบอกว่า พี่น้องบุญปีนี้จะเอาหมอลําหรือจะเอาภาพยนตร์ ก็มีการยกมือกัน วันนี้เราเลือกตั้งมา
ท่านฉัตรพันธ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง ท่านผู้อภิปรายครับ ท่านเสียดสีครับ ท่านกล่าวถึงท่านชวน หลีกภัย และท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอให้ท่านถอนคําพูดด้วยครับ เพราะนี่เป็นการอภิปรายรายงานการดําเนินการ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นะครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านชูวิทย์ เร็ว ๆ เลย ถอนเถอะจะได้ไปข้างหน้า
ก็หลวงพ่อใครหลวงพ่อมัน นะครับ
ท่านชูวิทย์ เดี๋ยวเขาจะประท้วงอีก อยากให้มันจบเร็ว ๆ เพราะเวลามันมีน้อย ท่านถอนเถอะ แล้วก็ว่าไปใหม่เลย
ก็มาถึงรัฐบาลของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ครับ
เดี๋ยวเขาประท้วงต่อ ถอนก่อน มันจะได้ไปต่อ จะได้ไม่เสียเวลา ถอนเถอะ ไม่เป็นไร ถอนก็ ไม่ได้เสียหายอะไรหรอก
ถอนครับ แล้วก็มาถึง ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มาบริหารบ้านเมือง ก็เหมือนกับชาวบ้านที่ประชุมหมู่บ้านว่าปีนี้ จะมีอะไรมาฉลองงานประจําปี เราก็บอกในวันเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยบอกว่าถ้าอยากได้ หมอลํา จํานําข้าว เลือกพรรคเพื่อไทย ถ้าอยากดูหนัง ประกันรายได้ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ พี่น้องประชาชนก็ช่วยกันเลือก ซึ่งจะบอกถึงนโยบายวันนี้ที่ประสบความสําเร็จของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ๓ วันก็ไม่หมดครับ มีทุกนโยบาย ขอยกตัวอย่างนโยบายดี ๆ กองทุนหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้านละล้าน โครงการเอสเอ็มแอล (SML) แต่ก่อนเราได้ยินแต่ว่างบประมาณ จะลงพื้นที่ แต่พอไปถึงหมู่บ้านงบประมาณหมด ก็เหมือนไอศกรีมครับ สมัยก่อนในอดีต ออกจากกระทรวง อธิบดีก็ดูด รองอธิบดีก็ดูด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ดูด รองผู้ว่าราชการ จังหวัดก็ดูด นายอําเภอก็ดูด ผู้ใหญ่บ้านก็ดูด กว่าจะถึงกลางหมู่บ้านเหลือติดไม้ไอศกรีม นิดเดียวเอง กําลังจะดูดหยดติ๊งลงพื้นดินไม่ได้ดูดเลยนะครับ พอมาถึงสมัยท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านบอกเลยครับว่า กองทุนเงินล้าน เอสเอ็มแอล ให้ห่อใส่ถังดี ๆ อัดน้ําแข็งแน่น ๆ เอาไปกลางหมู่บ้านแล้วประชุม ประชุมเสร็จแล้วฉีกซองไอศกรีมออกมาแล้วแบ่งกันดูด กรรมการอาจจะแอบดูดครั้งที่ ๒ ก็ไม่เป็นไร เพราะได้ดูดด้วยกันทุกคนนะครับ ต่อจากนั้น นโยบายดี ๆ อีกนโยบายหนึ่งครับ คือโครงการรับจํานําข้าว ซึ่งวันนี้ท่านประธานครับ อย่าไป เชื่อพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าให้เลิกจํานําข้าวนะครับ เพราะเราบอกแล้วครับว่าเพื่อไทย จํานํา ประชาธิปัตย์ ประกันรายได้ วันนี้ผมอยากกราบเรียนว่าโครงการรับจํานําข้าว
ท่านฉัตรพันธ์ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ท่านพาดพิงให้พรรคประชาธิปัตย์เสียหาย ท่านบอกว่าอย่าไปเชื่อพรรคประชาธิปัตย์ว่า ให้เลิกโครงการรับจํานํานะครับ ถ้าผมจะพูดบ้างละครับว่า อย่าไปเชื่อพรรคเพื่อไทย กู้มาก รับจํานําเสียหาย สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ สร้างหนี้
เอาละครับท่านฉัตรพันธ์ ประเด็นนี้มันเล็กน้อย ไม่เป็นไร พอแล้วครับ ไม่เสียหายหรอกครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อ ไม่มีอะไร ผมวินิจฉัยแล้วครับ ผมเป็นกลางท่านฉัตรพันธ์เชื่อเถอะ เดินหน้า ท่านก็เป็นวิปช่วยกันทํางานครับ ขอบคุณ ท่านช่วยผมอยู่แล้ว ไม่เสียหายหรอก ประเด็นนี้ผมวินิจฉัยแล้วครับ
ท่านประธานไม่ต้องเชื่อผมครับ วันนี้หวยมันออกแล้วครับว่าจํานําข้าวดีกว่าประกัน ยุบสภาครั้งหน้าสู้กันใหม่ ท่านก็บอก ประกันแล้วกัน พวกผมก็จํานําข้าวต่อ ไม่มีปัญหาอะไรครับ ก็อยากจะฝากว่าครอบครัวเรา มี ๓ คนครับ พี่คนโตคือคนรับราชการ พี่คนรองคือคนขายของ น้องคนเล็กคือเกษตรกร วันนี้แม่บอกว่าน้องต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทําการเกษตร แต่ว่าจะแพงมาก ๆ ก็คงไม่ได้ ผมอยู่จังหวัดอุบลราชธานีบอกว่าอยากให้ข้าวแพง ๆ แต่เพื่อนผมอยู่จังหวัดเลย คุณวันชัย บอกว่า มะขามหวานก็อยากแพงเหมือนกัน ให้ข้าวถูก ๆ เพื่อนผม ประสิทธิ์อยู่จังหวัด เชียงใหม่บอกปลูกลําไย ปลูกลองกอง ปลูกลิ้นจี่ก็อยากให้ลิ้นจี่แพง ๆ อยากให้ข้าวถูก ๆ วันนี้ปัญหาตรงนี้แม่ก็ลําบากที่จะแก้ไขนะครับ ก็อยากจะฝากว่าให้น้องคนเล็กมีรายได้ พี่คนรองได้ขายของ พี่คนโตจึงมีเงินเดือนเพิ่มนะครับ ผมอยากจะฝากว่านโยบายดี ๆ ของรัฐบาลให้โอกาสคนจนครับ โดยเฉพาะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ลดรายจ่าย อย่างไรครับ วันนี้เกษตรกรทุกคนที่เป็นเกษตรกรน้องคนเล็กนี่ได้รับบัตรเครดิตเกษตร ไปซื้อปุ๋ยราคาถูกเมื่อซื้อปุ๋ยราคาถูก ก็คือลดรายจ่าย เพิ่มรายได้โดยรัฐบาลมีโครงการ รับจํานําครับ วันนี้ข้าวหอมมะลิ เรารับจํานําที่กิโลกรัมละ ๒๐ บาท มีโรงสีมาถามซื้อว่า นายกุ่ยขายไหมกิโลกรัม ๑๕ บาท ผมบอกผมไม่ขายผมจะเอาไว้จํานํา ๒๐ บาท ๑๖ บาท ขายไหม ผมขายไหม ๑๗ บาทขายไหม ผมไม่ขาย ๑๘ บาทขายไหม ผมไม่ขาย ๑๙ บาท ขายไหม ผมไม่ขาย เอา ๒๐ บาท ก็จะซื้อ วันนี้จึงทําให้เกษตรกรมีโอกาสเพิ่มรายได้ แล้วก็ขยายโอกาสโดยเกษตรกรที่ติดหนี้ ธ.ก.ส. วันนี้เราแบ่งเป็นคนป่วย ๓ คนนะครับ คนที่ป่วยหนัก ๆ ครับ ไม่มีต้นไม่มีดอกให้พักหนี้ไว้ ๓ ปี คนที่ป่วยขนาดกลางต้นไม่มีให้จ่าย แต่ดอกลดให้ครึ่งหนึ่ง คนที่ป่วยเล็กน้อยจ่ายต้นกู้เพิ่มได้ลดดอกเบี้ยให้เป็นนโยบายที่ดีพี่น้อง ประชาชนในชนบทชอบมากนะครับ แล้วก็มีอีกหลาย ๆ โครงการไม่ว่าจะเป็นโครงการต่าง ๆ ที่พูด ๓ วันก็ไม่หมดครับ ขอจบแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ การแถลงผลงาน ของรัฐบาลที่นําโดยนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ มาถึงวันนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ ๓ ก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นผลงาน เป็นรูปธรรม มีแต่ความเดือดร้อน ความทุกข์ยาก ความน่ากลัว เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้มากมาย ท่านประธานครับ ในหนังสือรายงานการดําเนินงานของรัฐบาลในส่วนที่ ๑ การดําเนินการ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ ข้อที่ ๕ เร่งนําสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลบอกว่าได้จัดทํานโยบาย การบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๗ จะน้อมนํากระแสพระราชดํารัสเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหลักในการปฏิบัติในแนวทาง สันติวิธีเน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนกับประชาชนในพื้นที่เพื่อเร่งนําสันติสุขสู่ชายแดนใต้ ที่ผ่านมาก็จะเป็นลักษณะเป็นทฤษฎีหรือเป็นคําพูดสวย ๆ เท่านั้น ถ้าจะพูดถึงด้าน ความมั่นคงและการพัฒนาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านความมั่นคงสถานการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลก็ยังไม่ประสบความสําเร็จ ไม่มีมาตรการที่ชัดเจน มีนโยบาย แต่ไม่นําไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ทําให้การแก้ปัญหา ไม่ประสบความสําเร็จ สังเกตได้จากการมอบหมายผู้ที่รับผิดชอบกํากับดูแลความมั่นคง ในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านความมั่นคงมาแล้ว ๓ ท่าน เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมา ๓ ท่าน เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้โดย พลตําเอก ประชา พรหมนอก เป็นรองนายกรัฐมนตรีและเป็นอดีตอธิบดีกรมตํารวจ ผมก็คิดว่าท่านก็จะ ใช้ความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจ ข้อเท็จจริง เป็นแนวทางการกําหนดมาตรการแก้ปัญหา หวังว่าท่านจะประสบความสําเร็จทั้งงานและหน้าที่ตลอดอายุรัฐบาลนี้ ผมหวังเช่นนั้น นะครับ ไม่ใช่ ๖ เดือนแล้วก็เปลี่ยนท่านอีก ก็ทําให้การดําเนินงานด้านความมั่นคงที่ผ่านมา ไม่ประสบความสําเร็จ ด้วยความไม่จริงใจหรือไม่ใส่ใจของนายกรัฐมนตรีก็ไม่ทราบ แต่ที่ แน่ ๆ ในตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี จนมาถึงรัฐบาลนี้ ซึ่งได้บริหารมาแล้ว ๒ ปี มีหลายประเด็นที่พี่น้องประชาชนนั้นตั้งคําถาม ไม่ว่าในเรื่องของข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ว่าข้อเท็จจริงมันคืออะไร ทําไมตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์ยังไม่ลด การก่อเหตุ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการข่าวไร้ประสิทธิภาพใช้การไม่ได้เลยหรือ ด้านการ ใช้งบประมาณแต่ละปีถูกต้องและคุ้มค่าหรือไม่ และสิ่งที่ผมอยากจะถามเช่นเดียวกันก็คือว่า การยกเลิก การบังคับใช้พระราชกําหนดฉุกเฉินยังมีความจําเป็นอีกมากหรือ และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในพื้นที่ที่ไม่มีผลกระทบเหตุการณ์ความรุนแรง ทําไมรัฐบาลนี้ก็ทราบดีว่าหลายพื้นที่ ที่ไม่มีผลกระทบ แต่ก็ไม่พยายามที่จะยกเลิกยังคงไว้ เพราะอะไร หรืออาจจะเป็น ผลประโยชน์ของใคร สิ่งเหล่านี้เป็นคําถามที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นข้องใจและอยากจะ ทราบ กรณีพระราชกําหนดฉุกเฉินยังมีผลกระทบและเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของ หน่วยราชการอื่น ๆ ในพื้นที่และมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนมากมาย เพราะฉะนั้น ก็อยากจะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคงโปรดศึกษาพื้นที่อย่างแท้จริงว่าพื้นที่ ที่ไม่มีผลกระทบ ที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงนั้นสมควรหรือไม่ที่จะยกเลิก ไม่ใช่ให้ถูกตราหน้าว่า พื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่เต็มไปด้วยพวกกบฏ ผมอยากจะให้มองว่าเป็นพื้นที่ ของประเทศไทยและพี่น้องคนไทยเป็นส่วนใหญ่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหมือนกับคนที่อยู่ ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ท่านประธานครับ ปัญหาอุปสรรคของการแก้ปัญหานั้น เราต้องยอมรับความจริงว่าขณะนี้เราไปบังคับพระราชกําหนดฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธการ ของฝ่ายทหาร เพราะฉะนั้นไม่ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหน ไม่ว่าจะเป็นตํารวจ พลเรือนหรือพี่น้อง ประชาชนก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปกํากับดูแลตามบทบาทอํานาจหน้าที่ที่ตนเองมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนจะปกป้องพื้นที่ของตนเองแทบจะไม่ได้เลย ก็ต้องอยู่ตามคําสั่ง และภายใต้กํากับของยุทธการฝ่ายทหาร เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้นโยบายที่รัฐบาล ได้แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าจะใช้การเมืองนําการทหารเมื่อไรละครับ วันนี้ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดเป็นฝ่ายทหารนําการเมืองอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีในรัฐบาลทุกคน ผมเชื่อว่าถึงมีความคิดก็ไม่สามารถตัดสินได้ โดยผู้ที่มีอํานาจในการตัดสินใจก็คือ นายกรัฐมนตรี แต่ในขณะนี้นายกรัฐมนตรีนั้นมีความเข้าใจและมีความตั้งใจและจริงใจต่อ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นแค่ไหน อย่างไร ที่ชัดเจนที่สุดก็เห็น ได้ว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ใส่ใจและจริงใจต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ชัดเจน ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้ความจริงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอชื่นชมว่า บุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่น่าชื่นชมที่เข้าไปทําหน้าที่และถูกใจพี่น้องประชาชน นั่นก็คือ หน่วยงาน ศอ.บต. ซึ่ง ศอ.บต. นั้นได้กําหนดขึ้นมาในรัฐบาลสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ท่านนี้ได้เข้าไปบริหารในฐานะที่เป็นเลขาธิการ ศอ.บต. คือ พันตํารวจเอก ทวี สอดส่อง วันนี้ได้ปฏิบัติถูกใจและเป็นที่ชื่นชมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลควร ที่จะยึดเอา ศอ.บต. เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมั่นใจว่าทุกอย่างจะไปสู่แนวทางและมาตรการที่ถูกต้องและเป็นผลที่จะสัมฤทธิ์ผลให้กับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอขอบคุณครับ
ท่านอาจารย์ดอกเตอร์พีรยศครับ
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายพีรยศ ราฮิมมูลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายรายงาน ผลการดําเนินการของรัฐบาลในปีแรก แล้วก็อาจจะคาบเกี่ยวในปีที่ ๒ สักนิดหนึ่งนะครับ ภายใต้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยจะเอาประเด็นในหมวดของความมั่นคงรัฐ ในข้อที่ ๖ ที่รัฐบาลได้นําเสนอตอนแถลงนโยบายครั้งแรกนะครับ คือการนําสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระผมเองพยายามที่จะเปิดรายงานที่ท่านสาธิต ขออภัยที่เอ่ยนาม บอกว่าน้ําหนัก ๑ กิโลกรัม ๘ ขีด มาดู ๆ แล้วก็ยังไม่เห็นมีอะไรรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลได้กระทํามา ที่ได้แถลงต่อสภาว่าจะนําสันติสุขอย่างไร มีผลสัมฤทธิ์อะไรบ้างจากการทํางาน ๑ ปีกว่า ๆ จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นมีอะไรเลยนอกเหนือจากสิ่งที่เขียนมา ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการที่แถลง นโยบายในฉบับที่แถลงนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับ เวลามีจํากัดครับ ถ้าจะพูดถึง ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วมันไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา ก็คือการเจรจาหรือการพูดคุยของรัฐบาลกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ก่อนที่จะ เจาะลึกตรงนั้นกระผมจําเป็นต้องเท้าความสักนิดหนึ่งนะครับว่า การที่สภาความมั่นคง แห่งชาติจะนําคณะไปพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ประเทศมาเลเซีย ก่อนหน้านั้นจะต้องมีผู้ที่ เข้าไปประสานงานเพื่อให้เกิดการพูดคุยให้ได้ จากข้อมูลที่กระผมได้ศึกษามาตลอดก็คงหนี ไม่พ้นอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ประสานกับผู้นําประเทศเพื่อนบ้านว่าขอพบ กลุ่มขบวนการเพื่อที่จะพูดคุย ท่านผู้นํามาเลเซียก็ไม่ขัดข้องครับ เพราะว่าท่านเองก็ถูก กล่าวหามาตลอดว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังบ้างอะไรบ้าง ที่สนับสนุนขบวนการ ก็เลยสั่งการให้ หน่วยตํารวจสันติบาลของมาเลเซียให้ไปพบกลุ่มขบวนการเพื่อจะได้พบกับอดีตผู้นําประเทศไทย ฯพณฯ ทักษิณ เพราะเท่าที่ผมทราบมาบรรดากลุ่มกระบวนการที่หลบไปอยู่ในประเทศ เพื่อนบ้านนั้นจะอาศัยตํารวจสันติบาลเป็นหลัก ที่รัฐบาลมาเลเซียหรือประเทศเพื่อนบ้าน มอบหมายให้ช่วยดูแลพวกนี้ เมื่อประสานได้แล้วอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็เดินทางไปที่ กัวลาลัมเปอร์ ไปพักที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วฝ่ายกลุ่มบีอาร์เอ็น ก็ได้เข้าไปพบท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประมาณ ๑๘ คน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า อันนี้จากรายงานข้อมูลที่ผมทราบมานะครับว่าในช่วงที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พวกท่านทั้งหลายจะช่วยกันลดความรุนแรงหรือว่ายุติความรุนแรงได้ไหม และอันนี้ผมก็เป็นรายงานที่ผมรับทราบมาจากหน่วยของประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดียวกัน เผอิญผมเป็นนักเรียน เรียนที่อังกฤษแล้วก็มีเพื่อนหลายคนที่จบอังกฤษด้วยกันเป็นรัฐมนตรี ทํางานอยู่ในหน่วยงานความมั่นคงของมาเลเซียก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมา ความตั้งใจ ของอดีตนายกรัฐมนตรีต้องการพบคนคนหนึ่งที่มีความสําคัญมาก จากรายงาน แต่บังเอิญ คนคนนั้นไม่ได้ไปร่วมด้วย ๑ ในจํานวน ๑๘ คน นอกจากไม่ไปร่วมแล้วยังฝากคําพูดที่ น่าเป็นห่วงมากว่าผมไม่มีวันอภัยให้ท่านทักษิณที่ฆ่าพี่น้องผมที่กรือเซะและตากใบ อันนี้คือ คําพูดของคนที่ความตั้งใจที่จะไปพบด้วยคนนี้ แต่เขาไม่ออกมา หลังจากนั้นไม่นานก็มีการจัด คณะโดยรัฐบาลมอบหมายให้ท่านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งเลขาธิการ ศอ.บต. และคณะอีกหลาย ๆ ท่านได้ไปมาเลเซีย ในที่สุดได้ไปเซ็นเอ็มโอยูตามข่าวที่ เราทราบกันนะครับ ผมก็ประหลาดใจมากครับ การที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ตัดสินใจ เอากลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) เพียงกลุ่มเดียว ผมขออนุญาตเพิ่มเติมตรงนี้นะครับ เพื่อนสมาชิก หลายท่านไม่ทราบคําย่อของบีอาร์เอ็นนะครับ เวลามันจํากัดมาก บีอาร์เอ็น เป็นคําย่อภาษา มลายูครับ บาไรซัน เรโวลูซิ เนชั่นแนล (Barisan Revolusi National) ถ้าแปลเป็น ภาษาไทยแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติปัตตานี อันนี้ชื่อก็บอกแล้ว แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติปัตตานี คณะที่มาภายใต้การนําของอุสตาซ ฮาซัน ตอยิบ นั้น ผมไม่ได้ปฏิเสธครับ คน ๆ นี้เป็น บีอาร์เอ็นจริง เพราะเขาอยู่ในอําเภอเดียวกันกับผม ในสมัยนั้นอําเภอเจาะไอร้องของผม อําเภอจะแนะ อยู่ในอําเภอระแงะ ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์รู้ดี เพราะท่านเคยอยู่ กระทรวงมหาดไทยนะครับ เพราะฉะนั้นฮาซัน ตอยิบ อยู่บ้านบาโงสโต เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว เราก็ทราบดีว่าทางฝ่ายรัฐระแวงโรงเรียนปอเนาะหรือสถาบันปอเนาะ ทําให้ฮาซันไม่สามารถ อยู่ได้ ก็ข้ามไปประเทศมาเลเซีย ข้ามไปอยู่ทางโน้นนะครับ จากนักข่าวคนหนึ่งไปสัมภาษณ์ คุณแม่ของท่าน อายุ ๘๐ ปีแล้ว บอกว่าท่านฮาซันได้ออกจากประเทศไทย ได้ออกจากบ้าน ไป ๓๐ ปีแล้ว ไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย และไม่เคยกลับมาประเทศไทย ผมถามตรงนี้ นิดเดียวครับ ว่าในเมื่อฮาซัน ตอยิบ ไปอยู่ทางโน้น ๓๐ ปี ความเป็นพลเมืองไทย บัตรประชาชนของเขามีการต่อหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีการต่อ ฮาซัน ตอยิบ วันนี้ไม่ใช่ฐานะของ คนไทยแล้ว เขาต้องเป็นประชากรของมาเลเซียโดยปริยาย อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝาก ข้อคิดตรงนี้ว่าการไปพูดคุย อย่ามาอ้างว่าเป็นคนไทย ใช่อดีตคนไทย เพราะฉะนั้นคณะของ ฮาซัน ตอยิบ แล้วได้คุยแล้วผมก็แปลกใจว่า เราพยายามเซ็นเอ็มโอยู เพื่อที่จะพูดคุย สร้างความคุ้นเคย ความรู้จักซึ่งกันและกัน เพื่อหาแนวทางในการที่เราจะสร้างสันติสุข ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภายใต้ ในที่สุด วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ ได้เซ็นเอ็มโอยู หลังจากนั้นอีกเดือนหนึ่งก็ไปพบอีก ผมไม่ทราบอีท่าไหนนะครับ ในการพูดคุยเพื่อสร้าง สันติภาพ มันกลายเป็นการเจรจาจากคําว่า พีซ ไดอะลอก (Please dialog) และพีซ ทอล์ก (Please talk) กลายเป็นดิสโซซิเอชัน (Dissociation) ไปโดยปริยาย ท่านประธานที่เคารพ ครับ ในอดีตรัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ และหลายหน่วยงาน ไปประสานกับกลุ่มกระบวนการต่าง ๆ เมื่อกลับมาแล้วรายงานผ่านกองทัพ แม่ทัพภาคที่ ๔ รายงานมาข้างบน ผู้หลักผู้ใหญ่ข้างบนปฏิเสธว่าสิ่งที่พวกลื้อไปทํานั้นฉันไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่รัฐไทยยอมรับกลุ่มขบวนการนะครับ ยอมรับ กลุ่มขบวนการ ที่ผ่านมาเราปฏิเสธ เราบอกว่าเราจะไม่คุยกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน เราไม่คุยกับกลุ่มกบฏ แต่วันนี้ภายใต้รัฐบาลนี้มันเกิดอะไรขึ้นนะครับ ผมสนับสนุนครับ การพูดคุย เพราะปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างนั้นต้องจบด้วยการพูดคุย แต่มันใช่เวลาหรือยัง ถ้าผมจะเปรียบเทียบครั้งนี้ รัฐบาลได้เอารถด่วนพิเศษมาจอดที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ และคนที่ขับรถด่วนพิเศษอันนี้ ก็คือท่านภราดร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายสถานี ก็คือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นนายสถานีโบกธงเขียวให้รถไฟ ขบวนพิเศษนี้แล่นไปเพื่อการพูดคุย แต่น่าเสียดายครับ รัฐบาลได้เชิญแขกพิเศษ เพียงกลุ่มเดียว คือกลุ่มบีอาร์เอ็น คอออร์ดิเนท (Coordinate) ไปนั่งบนรถขบวนพิเศษ ทั้ง ๆ ที่กระบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภายใต้มันมีหลายกลุ่ม ผมไม่เข้าใจ ตรงนี้ว่าเหตุผลอะไรที่สภาความมั่นแห่งชาติเชื่อในกลุ่มของบีอาร์เอ็นเพียงกลุ่มเดียว เมื่อกลุ่มนี้ไปนั่งบนรถขบวนพิเศษ กลุ่มที่ไม่ได้รับเชิญไปนั่งด้วยเขามีสิทธิที่จะระแวงว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นไปรับอะไรกับรัฐบาล และข่าวที่ออกไปนี้นะครับ การเซ็นเอ็มโอยูออกไป ทั่วโลกจากอดีต เพียงแต่ว่าเรารู้ว่ามีขบวนการนั้น ขบวนการนี้อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อข่าวนี้ ออกไปแล้วเท่ากับตอกย้ําว่ากลุ่มขบวนการเป็นตัวจริงเสียงจริงออกมาแล้วครับ นี่คือประเด็น ปัญหาว่ากลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นพูโล มูจาฮีดีน และกลุ่มอื่น ๆ
ท่านอาจารย์ต้องสรุปแล้วครับ
ขอเวลานิดเดียวครับ ท่านประธาน ผมจะสรุปนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือผมอยากจะฝากพอดีผมเห็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้อยู่ด้วยนะครับ ฝากให้ท่านว่าน่าจะไปทบทวนสักนิดหนึ่งว่า ถ้าเราเดินอย่างนี้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเรานั้นมันแก้ปัญหายาก ยังไม่สายเกินไป ถ้าผมจะสรุป ตรงนี้ในเชิงยุทธศาสตร์เราผิดพลาดในเชิงยุทธศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ขอบคุณครับ
ท่านเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานว่ารายงานผลในรอบปีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๑ ปี ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมานี้ประชาชนเป็นหนี้กันทั่วประเทศ แล้วเป็นรัฐบาลที่ เปิดช่องทางการทุจริตอย่างเบ่งบาน ของแพงทั้งแผ่นดิน พืชผลเกษตรกรรมตกต่ํา ราคา ยางพาราตกต่ํา รัฐบาลไม่ใส่ใจ จํานําราคาข้าวเป็นที่มาของแนวโน้มว่าจะมีการโกง จํานําข้าว ของบประมาณหลายครั้งจนวันนี้เกือบจะต้องจํานําประเทศแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ภายใต้รัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ก็ต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหา ส่วนที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ล้มเหลว ท่านประธาน ครับ ก็ลองคิดดูเถอะครับ ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาเป็นรัฐบาลนายกรัฐมนตรีพูดถึงปัญหา ภาคใต้กี่ครั้ง มันไม่มีในกรอบความคิดของนายกรัฐมนตรีที่ออกจากมันสมองของ นายกรัฐมนตรีพูดถึงการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวานพูดนิดหนึ่งว่า ได้มอบหมายให้กับรองนายกรัฐมนตรี ๓ ท่านไปแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมันมี ความยุ่งยากก็เห็นใจรัฐบาล แต่สิ่งที่เราเห็นด้วยก็คือในการพูดคุยต้องยอมรับว่าเห็นด้วย ปัญหาทุกปัญหาเหมือนที่อาจารย์พีรยศได้พูดถึงว่าปัญหาทุกปัญหามันจบด้วยการพูดคุย แต่กระบวนการในการที่จะนําไปสู่ความสําเร็จนี่ครับท่านประธาน ปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้มันจะต้องไปคิดในกรอบอยู่ ๒ ส่วน แต่รัฐบาลคิดไม่เป็น รัฐบาลในขณะนี้คือมี ความล้มเหลวทางความคิดกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลจะต้องไปคิด ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในกรอบภายในประเทศและในกรอบภายนอกประเทศ ท่านประธานครับผมจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนําของท่านยิ่งลักษณ์มีความล้มเหลว ในการแก้ไขปัญหาในกรอบของภายในประเทศอย่างไร รัฐบาลภายใต้การนําของรัฐบาลท่าน อภิสิทธิ์ได้ออกกฎหมายพระราชบัญญัติเรียกสั้น ๆ ว่า ศอ.บต. พระราชบัญญัติการบริหาร ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ประกาศใช้ภายใต้โครงสร้างของกฎหมายที่ได้ออกนี้นะ ครับ สิ่งที่สําคัญคือการบูรณาการในการทํางานของหน่วยงานและกลไกของรัฐในพื้นที่ให้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เลขาธิการ ศอ.บต. วันนี้ไม่มี อํานาจในการสั่งการนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อํานวยการในการสั่งการ ผู้อํานวยการ ศอ.บต. และมีรองนายกรัฐมนตรีมากํากับดูแลเพื่อกํากับดูแลให้หน่วยงานและกลไกในพื้นที่ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขับเคลื่อนไปในการเข้าสู่การแก้ไขปัญหา เราต้องยอมรับปัญหา ส่วนหนึ่งในพื้นที่ทั้งหมดที่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพราะมีกลไกที่มีปัญหา กลไกไม่สามารถ บูรณาการในการทํางานได้ ผมชี้ให้นายกรัฐมนตรีเห็นว่าความล้มเหลวมันคืออะไร ความล้มเหลวแม้กระทั่งระดับนโยบายเองก็ยังมีความล้มเหลว ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เองก็มีความล้มเหลวกรอบความคิดในการแก้ไขปัญหา แทนที่จะเอากฎหมายซึ่งสามารถ เดินหน้าไปแก้ไขปัญหาได้เพื่อให้มีการบูรณาการในกรอบความคิดเหล่านี้ท่านก็ไม่ทํา ท่านตั้ง รองนายกรัฐมนตรี ตั้งศูนย์ ศกก. จชต. อะไรขึ้นมาอีกเยอะแยะ ถามว่าในกรอบในการทํางานมันจะไปทับกัน วันนี้ต้องยอมรับครับ ในปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้วันนี้ใครมีอํานาจในการสั่งการที่แท้จริงไม่ทราบว่าเป็นใครครับท่านประธาน นี่คือปัญหาภายใน แต่ว่าปัญหาข้างนอกประเทศ ปัญหานอกประเทศวันนี้เราต้องยอมรับ อย่างที่หลายท่านได้พูดถึงว่าวันนี้คือปัญหาในการพูดคุย สิ่งที่ผมเป็นห่วงในการพูดคุยเราต้อง ยอมรับว่าเงื่อนไขในการพูดคุยภายใต้การพูดคุยมันเริ่มต้นจากพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ไปพูดคุยที่ประเทศมาเลเซียก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะไปพูดคุย วันที่ ๑๘ มีนาคม ที่โรงแรมแกรนด์ คอนนิเนตัล ที่กัวลาลัมเปอร์ ไปในนามใครครับ ไปในนามคลังสมองของ นายกรัฐมนตรี แต่ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าพันตํารวจโท ทักษิณ เป็นประเด็นปัญหา ส่วนหนึ่งในกรณีของตากใบ จนทําให้เกิดกลุ่มอาร์เคเค กลุ่มอาร์เคเคคืออะไร กลุ่มอาร์เคเค คือจรยุทธ์ขนาดเล็กของกลุ่มบีอาร์เอ็น มีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือกลุ่มที่ไปด้วยอุดมการณ์ และกลุ่มที่ไปด้วยความเจ็บปวดของการกระทําของรัฐบาลในสมัย พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมให้สั้นลงเพื่อให้เข้าในกรอบของเวลา รัฐบาลได้ไป พูดคุยวันนี้ที่พวกผมเป็นห่วงว่าหลายเรื่องที่ท่านไปซ่อนเงื่อนไขไว้ในการพูดคุย ที่ท่านจะต้อง ตอบให้กับสภาผู้แทนราษฎร และถือว่าเป็นความล้มเหลว สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคือรัฐบาล ได้มีข้อตกลงข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็น ๕ ข้อ บีอาร์เอ็นเรียกร้อง ๕ ข้อ ผมถามถึงผู้ที่มี ความรับผิดชอบคือท่านรัฐมนตรีที่มีความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ท่านได้มีการซ่อน เงื่อนไขไว้อะไรหรือเปล่า สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่า ในกรณีที่ข้อเรียกร้องส่วนหนึ่งก็คือ ในการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษ ความสําคัญและมีนัยสําคัญครับท่านประธาน เราต้อง ยอมรับว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นมีเป้าหมายอย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวของกลุ่มจังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่ก่อความรุนแรงขนาดนี้เขาต้องการแยกดินแดน แต่ความสําคัญของมันในการพูดคุย พอหลังจากรัฐบาลได้มีการพูดคุย ได้มีภาพประกบอย่างนี้นะครับท่านประธาน มีภาพ และเขียนไว้เป็นภาพแผ่นผ้า เขียนเป็นภาษาพื้นที่นะครับ เป็นภาษายาวี แปลเป็นไทยว่า สันติภาพจะไม่เกิดขึ้น ตราบใดสิทธิความเป็นเจ้าของยังไม่ได้รับการยอมรับ และมีเขียนว่า ให้หยุด นี่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่อยู่ในพื้นที่เขาไม่ยอมรับในการพูดคุย เพราะฉะนั้น กรอบความเห็นว่าคนที่พูดคุยรัฐบาลที่คุยที่ประเทศมาเลเซียกับในพื้นที่บางส่วนยังไม่เห็นด้วย ทําให้เกิดความรุนแรงขึ้น แต่ความสําคัญต่อมา มันสําคัญอย่างนี้ครับท่านประธาน พอไป พูดถึงในการตั้งเขตปกครองพิเศษขึ้นมาไปสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เคยไปหาเสียงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนโยบายนครปัตตานีครับท่านประธาน นโยบายนครปัตตานีไปสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มบีอาร์เอ็นในเขตการปกครองพิเศษ แล้วผมไปเจอเอกสารอย่างนี้ครับท่านประธาน เจอเอกสารซึ่งไม่ใช่เป็นเอกสาร เป็นแผ่นผ้า ของกลุ่มก่อความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้เขียนไว้ว่า สันติภาพ เอกภาพ และนครรัฐ ปัตตานี เห็นไหมครับ มันชี้ ๓ ส่วน ก็คือ ๑. กลุ่มบีอาร์เอ็น นครรัฐปัตตานี นโยบายรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทย คือนครปัตตานี แล้วการตั้งเขตการปกครองพิเศษที่ท่านไปพูดคุย ท่านภราดรไปพูดคุยเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ผมมีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัยว่าวันนี้นครปัตตานี นครรัฐปัตตานี และเขตการปกครองพิเศษเป็นเรื่องเดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาลนี้ ใช่หรือไม่ ปัญหาอย่างไรครับ ปัญหาก็คือประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวประกัน ครับท่านประธาน ผมถือว่ารัฐบาลนี้เกิดความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับการแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านถาวรนิดหนึ่งครับ ท่านพูด ๓ จังหวัดชายแดนใต้ใช่ไหมครับ
ใช่ครับ
ถ้าใช่ก็เชิญท่านก่อน เดี๋ยวจะได้ให้ต่อเนื่องครับ ให้จบประเด็นนี้ก่อนครับท่าน ให้จบประเด็น ชายแดนใต้ก่อน แล้วก็ท่านพงศ์ศักดิ์ และท่านรัฐมนตรีประชาครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอหารือนิดหนึ่ง พอดี ท่านนาทีมาขอผมไว้ ๘ นาที เนื่องจากจะรีบออกไปรับเกียรติบัตรจากท่าน ผบ.ตร. ทีนี้ ผมบอกว่าจริง ๆ อยากให้ต่อเนื่อง แต่เห็นพรรคพวกเขามีความจําเป็นที่จะต้องออกไป ก็มีน้ําใจหน่อยครับท่าน
เชิญท่านนาทีก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย วันนี้สภาได้มีโอกาสรับทราบรายงานแสดงผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในรอบ ๑ ปี ดิฉันเอง ก็อยากจะพูดในกรอบของวัตถุประสงค์ ๓ ด้านของรัฐบาลที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้นะคะ ๓ ด้านนะคะ ด้านแรกก็คือในด้านของเศรษฐกิจเข้มแข็ง รวมถึงสมดุลด้วย ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของสังคมปรองดอง รวมถึงความสมานฉันท์ แล้วก็สุดท้ายนะคะในเรื่องของการ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนค่ะท่านประธาน
ประเด็นแรก ที่อยากจะพูดถึงในเรื่องของเศรษฐกิจเข้มแข็ง ซึ่งในเรื่องของ รัฐบาลที่ใช้แนวทางในเรื่องของการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ทั้งที่วันนี้ดิฉันว่าหลายท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านเองก็ได้พูดถึงแล้วว่าวันนี้ในเรื่องของการเพิ่มรายได้ และก็ลดรายจ่าย ในความเป็นจริงมันไม่ใช่นะคะ วันนี้การเพิ่มรายได้ ประเทศไทยเรานี้ค่ะ ท่านประธาน หลักของเราก็คือในเรื่องของการเกษตร วันนี้สินค้าเกษตรลดลง ซึ่งผู้ทรงเกียรติ หลายท่านก็ได้พูดถึงแล้ว ส่วนหลักการลดรายจ่ายก็เหมือนกันค่ะท่านประธาน การลด รายจ่ายวันนี้ลดไม่ได้นะคะ เพราะว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะเสนอ แนวคิดในเรื่องนี้ อยากจะเสนอแนวคิดในเรื่องของเศรษฐกิจแนวพุทธนะคะว่าวันนี้ เราเองมีแต่การศึกษา แต่ไม่เคยนํามาใช้ ก็อยากให้ได้เรียนรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจแนวพุทธว่า ถ้าเรารู้ตัวเอง เราประเมินตัวเองได้ ปัญหาในเรื่องนี้ก็คงไม่เกิดนะคะ สังคมจะเป็นสุขได้ นะคะท่านประธาน ถ้าราษฎรหรือประชาชนยังมีความเดือดร้อนอยู่ มันก็คงสงบสุขไม่ได้ นะคะ เหมือนปัญหาที่เกิดในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประท้วง หรือแม้แต่ ปัญหาอื่น ๆ ในเรื่องอื่น ๆ ที่ตามมานะคะ ในเรื่องของยาบ้าหรือปัญหามากมายที่ได้ พูดถึงนะคะ
ในเรื่องของแนวเศรษฐกิจ ที่อยากจะเสนอแนะ ดิฉันอยากจะฝาก ท่านประธานไปยังรัฐบาลนะคะ เพราะว่าดิฉันได้มีโอกาสศึกษารายชื่อของคณะรัฐมนตรี หลาย ๆ ท่านก็มีความรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจแนวพุทธอยู่ ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้ แล้วก็อยากเสนออีกอย่างหนึ่ง ตัวดิฉันเองได้มีโอกาสทําในเรื่องของเศรษฐกิจแนวพุทธนะคะ เรื่องกูฏทันตสูตร ก็อยากฝากให้รัฐบาลไปดูว่าการแก้ปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม ที่จะทําให้ประเทศชาติเดินไปได้ แล้วก็เดินอย่างสันติสุข เดินอย่างมีความสุข เขาทําอย่างไร แค่คลิกดูกูฏทันตสูตรก็จะขึ้นแล้วค่ะว่าเศรษฐกิจแนวพุทธหรือการบริหารเศรษฐกิจ แนวกูฏทันตสูตรนี้เป็นอย่างไร แล้วก็อีกประเด็นที่อยากจะฝากในเรื่องของการเพิ่มรายได้ ในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งประเทศไทยตอนนี้มีการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แล้วก็ มีการตั้งคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพท่องเที่ยวไทย หรือภาษาอังกฤษบอกว่าทีพีซีบี (TPCB) หรือเอ็นพีซีบี (NPCB) ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหานะคะ อยากจะฝากประธานไปยังรัฐบาล ด้วยนะคะว่าวันนี้ในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยหลาย ๆ แห่ง ที่เขาเรียกว่า โฮมสเตย์ (Homestay) วันนี้มีปัญหานะคะ เขาพยายามที่จะขอรับการประเมิน แต่หลังจาก คณะกรรมการประเมินแล้วนะคะท่านประธาน บอกแต่ว่าไม่ผ่าน แต่ไม่ได้บอกวิธีการว่า ทําอย่างไรถึงจะให้ผ่าน เพื่อที่จะให้เขามีรายรับเพิ่มขึ้น อย่าลืมว่าตรงนี้ก็เป็นอีก ๑ อย่าง ที่จะสามารถทําในเรื่องของการท่องเที่ยว แล้วก็สามารถที่จะนําเงินเข้าประเทศได้ ก็ขอฝาก ประธานไปยังรัฐบาลด้วย
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะพูดถึงในเรื่องของสังคมปรองดองนะคะ ภายใต้ แนวคิดของรัฐบาลในเรื่องของร่วม ๓ สร้าง ๔ ร่วม ๓ ก็คือร่วมคุย ร่วมคิด ร่วมทํา รวมถึง สร้าง ๓ ก็ในเรื่องของสร้างความสามัคคี สร้างพลัง แล้วก็สร้างสังคมปรองดองด้วย อยากจะ ฝากประธานไปยังรัฐบาลว่าใน ๓ ประเด็นที่ท่านวางไว้ในเรื่องของแนวคิดนี้ อยากให้มี ความจริงใจอันไหนที่ทําดีอยู่แล้ว ดิฉันก็อยากให้ท่านทําต่อไป แต่สิ่งไหนที่ท่านไม่ดีท่านต้อง ยอมเปิดใจ เปิดใจแล้วก็ยอมรับแล้วก็เปลี่ยนได้ค่ะ ท่านประธาน มันไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไร ถูกเสียทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเรามีเราสามารถที่จะเปลี่ยน เปลี่ยนแนวคิดตรงนี้ได้ ขอเพียงแต่ ให้รัฐบาลนี้มีความจริงใจแล้วก็มีความจริงจังในการแก้ปัญหาที่เกิดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของมอบหรือเป็นเรื่องของน้ําท่วม
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝาก ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนค่ะ ท่านประธาน ซึ่งวันนี้สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านก็พูดถึง รวมถึงรัฐบาลเองก็ได้มีแนวคิดมากมายในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน แต่ดิฉันจะฝากใน ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ในเรื่องของหลักการศึกษา ซึ่งรัฐบาลได้นําในเรื่องแท็บเล็ต (Tablet) มาให้เด็กได้ใช้ สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝาก ไม่ได้ปฏิเสธนะคะ ว่าแท็บเล็ตมันไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากประธานไปยังรัฐบาลก็ในเรื่องของการป้อนข้อมูลหรือเนื้อหา ที่รองรับของแท็บเล็ต วันนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะเป็นห่วงเป็นใยบอกว่าเด็กได้แท็บเล็ตแล้วนี้ นําไปเปิดไปดูหรือไปดูเนื้อหาในสิ่งที่ไม่ดี แต่วันนี้รัฐบาลเองก็ต้องมีมาตรการรองรับ เพราะ ปัจจุบันนี้ในเรื่องของการป้อนข้อมูลนี้มันง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของยูทูป (You Tube) หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราสามารถที่จะสร้างแรงจูงใจให้เด็กสามารถเปิดดูได้ ในเรื่องของคลิปที่มันน่าสนใจ แล้วเด็กดูแล้วเขาสามารถที่จะนําไปใช้ประโยชน์ ในชีวิตเขาเองได้ด้วยค่ะ ส่วนการศึกษาในภาคอุดมศึกษาก็อยากจะฝากท่านประธานไปยัง รัฐบาลนิดหนึ่งว่า วันนี้ค่ะท่านประธาน ในระดับอุดมศึกษานี้แนวการสอนนี้ต้องเป็นแนว การสอนยุคใหม่แล้วค่ะท่านประธานนะคะ ทําอย่างไรในเรื่องของการสร้างแนวคิดตรงนี้ ที่ผ่านมาหลายท่านก็ได้พูดถึงแล้ว ที่ดับเบิ้ลยูอีเอฟ (WEF) ได้พูดถึงเรื่องการประเมิน ในสถานศึกษาของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากประธานไปยังรัฐบาลว่าวันนี้ในเรื่องของเนื้อหา ของหลักสูตรนี้ก็อยากจะฝากในเรื่องของ ๔ ซี ก็คืออันแรกก็คือคริทิคัล ทิงกิ้ง (Critical Thinking) ว่าทําอย่างไรให้เด็กที่จบออกมาเขารู้จักคิด วิเคราะห์ในเชิงเหตุผล รวมถึง คอมมูนิเคชั่น สกิลส์ (Communication skills) ในเรื่องของทําอย่างไรให้เขามีทักษะในการ ที่จะสื่อสารคนอื่น รวมถึงอันดับที่ ๓ ก็ในเรื่องของรู้จักความร่วมมือนะคะ วันนี้ทําไมภาครัฐ ภาคเอกชนไม่รู้จักที่จะร่วมมือ แล้วก็สร้างหลักสูตรขึ้นมา วันนี้ถ้าเรายกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ก็คือ ๔ พี ที่เขาเปิดแล้วเขาสามารถที่จะรองรับงานของเขาได้เลย รวมถึงมีสถาบัน สวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งจับมือกับเอ็มเค (MK) จบปุ๊บเขาก็สามารถ ที่จะไปทํางานได้เลย แล้ววันนี้ภาครัฐเองก็มีทั้ง ปตท. หรืออะไรก็มากมายก็น่าจะอยากจะ ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าให้นําหลักสูตรพวกนี้เอานํามาใช้ แล้วเด็กที่จบออกมาเขาจะ ได้มีงานทํา แล้วก็เขาจะได้ไม่บ่นด้วยว่าเด็กเดี๋ยวนี้จบปริญญาตรีแล้วทําอะไรไม่เป็นเลย ก็อยากจะฝากในประเด็นนี้ว่าในเรื่องของความร่วมไม้ร่วมมือสุดท้ายที่อยากจะฝากในเรื่อง ของความคิดสร้างสรรค์นะคะ ปัจจุบันนี้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องใหญ่ ประเทศเราเป็น ประเทศของเกษตรกรรม ถ้าเรามีความคิดสร้างสรรค์ เราสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มตรงนี้ ได้นะคะ ท่านประธาน เพราะว่าบ้านเราในวันนี้ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์การศึกษาเรา สื่อตรงนี้น้อยมาก ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลใน ๔ ประเด็นนะคะ หรือใน ๔ ซี ที่ในเรื่องของการศึกษาอุดมศึกษาที่จะทําให้เด็กของเราจบออกมาแล้วมีคุณภาพ แล้วอันดับ ที่เขาจัดเรานี้อยู่ในอันดับสุดท้ายนะคะ อันนี้ไม่รวม ๒ ประเทศหลัง อันดับ ๘ ก็คงจะได้ดีขึ้น แล้วก็สุดท้ายจริง ๆ ที่อยากจะฝากก็ในเรื่องของความจริงจังและจริงใจนะคะ ที่จะในอนาคต ตั้งแต่วันนี้จนถึงในอนาคตที่รัฐบาลจะต้องทํานะคะ ๑ ปีที่ผ่านมามันคงทําอะไรไม่ได้แล้ว เพราะมันผ่านไปแล้ว พูดไปมันก็ไม่มีประโยชน์ แต่จากวันนี้เป็นต้นไปดิฉันก็อยากจะให้ รัฐบาลมีความจริงจัง แล้วก็จริงใจที่จะแก้ปัญหาในเหล่านี้ แล้วก็ฝากถ้าท่านได้ทําในเรื่อง ของภูมิปัญญาในเรื่องเศรษฐกิจแนวพุทธ ดิฉันว่าประชาชนก็จะได้ประโยชน์ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นทุกระดับ รวมถึงวันนี้ปัญหาอีกปัญหาที่อยากจะฝากรัฐบาลด้วยก็คือการค้าขาย ทางต่างประเทศของประเทศเปรู อย่างไรดิฉันอาจจะขอประสานไปข้างหลังก็ได้ ขอบพระคุณ มาก ๆ ค่ะ
ท่านถาวร เสนเนียม ๘ นาทีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ถาวร เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสงขลา ต้องขอขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีประชา พรหมนอก ที่ได้ให้ความเอาใจใส่มานั่งรับฟังข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงจากการแถลงผลงาน ในรอบปีแล้วก็พวกผมขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์นะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาภาคใต้นั้น ต้องถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลหรือใครจะเป็น ฝ่ายค้าน เราจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภาคใต้นั้น ต้องยอมรับ ความจริงว่าเกิดขึ้นในยุคที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณใช้นโยบายผิดและดําเนินการตาม นโยบายผิดในการใช้กําปั้นเหล็กไปแก้ไขปัญหา จนกระทั่งเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมด ๑๔,๐๐๐ กว่าเหตุการณ์ ความตายเกิดขึ้นแล้วประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าศพ มีหญิงม่าย มีเด็ก กําพร้า นับเป็นจํานวนหลายพันคน สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามารับผิดชอบต่อตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ สิ่งแรกที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไปยังรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้ให้ การเอาใจใส่ก็คือความล้มเหลวในเรื่องภาวะของการเป็นผู้นํา องค์กรที่รับผิดชอบในการ แก้ไขปัญหาภาคใต้นั้นคือองค์กรที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน นั่นคือสภาความมั่นคง แห่งชาติและกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน เขาออกแบบให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบอยู่ในฐานะเบอร์ ๑ เมื่อพวกผมเข้ามาทําหน้าที่เป็นรัฐบาลเราก็ออกแบบให้ องค์กรอีกองค์กรหนึ่งทําหน้าที่ในการบริหารและการพัฒนาคือ ศูนย์อํานวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็ออกแบบให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นเบอร์ ๑ คือเป็น ผอ. ศอ.บต. ความคาดหวังว่าใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่จะได้เดิน ๒ ขาคือขาด้านความ มั่นคงและขาด้านการบริหารและการพัฒนา แต่ปรากฏว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ใส่ใจและไม่รับผิดชอบ ท่านมอบหมายคนแล้วคนเหล่า จนกระทั่งสับสนกันไปหมด ดังนั้น อยากกราบเรียนท่านประธานว่า ๙ สิงหาคม รัฐบาลนี้มอบหมาย พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ หลังจากนั้นปลดพลตํารวจเอก โกวิท ออก ๑๘ มกราคม แต่งตั้ง พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นผู้รับผิดชอบ ไม่เท่าไรปลดอีก ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แต่งตั้ง ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เป็นผู้รับผิดชอบ สุดท้ายคนที่ผมมีความหวังคือ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เริ่มเข้ารับหน้าที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีประชาว่า ผมมีความหวังกับท่านจริง ๆ บอกแล้วว่าเป็นวาระแห่งชาติ ขอให้ท่านอยู่ในตําแหน่งนี้นาน ๆ สิ่งแรกที่ฝากเอาไว้ ที่ผ่านมานั้นเมื่อไม่มีภาวะความเป็น ผู้นําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อะไรเกิดขึ้นครับ ความไม่เป็นเอกภาพของการบริหารงาน จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ท่านเฉลิม อยู่บํารุง เป็นผู้รับผิดชอบนั้น ท่านเฉลิมบอกว่าในการส่งคน ไปเจรจาของรัฐบาลในนามของรัฐไทยกับบีอาร์เอ็นนั้น คนที่ไปเจรจามีอยู่ ๓ บิ๊ก ท่านใช้ คําว่า บิ๊กแมว บิ๊ววี บิ๊กแป๊ะ เป็นการพูดในเชิงประชดประชันที่ข้าราชการประจําไม่ให้ ความสําคัญกับรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อเฉลิม นั่นคือการขาดเอกภาพจนเป็นเหตุให้การแก้ไข ปัญหาภาคใต้ล้มเหลวครับ ท่านประธานครับ ผมขอยกเอาคําพูดของ พลเอก ยุทธศักดิ์ พูดไว้ในคราวที่ตอบคํากระทู้ถามสดของผม ท่านพูดเอาไว้ว่า ๑๗ กระทรวง ๖๖ กรม หรือ ๖๖ หน่วยงานไม่มีใครลงไปในพื้นที่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา นั่นคือข้าราชการประจํา ไม่ฟังฝ่ายนโยบาย ท่านประชาครับ ท่านเป็นนายตํารวจใหญ่ มีบารมีสูงในสายอีสาน ขอให้ ใช้ความเป็นบารมีของความเป็นรองนายกรัฐมนตรีทําหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ข้าราชการคนใด ไม่ว่าจะเป็นพลเอก พลโท หรือ พลตํารวจเอก ถ้าขาดเอกภาพจากนโยบายที่เราจะร่วมกัน แก้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขอให้ลงโทษ ไม่เช่นนั้นแล้วปัญหาก็เกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนคนใต้เป็นผู้รับเคราะห์กรรม นั่นคือสิ่งที่ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้
อีกประเด็นหนึ่งครับ รัฐบาลนี้ได้พยายามที่จะตั้งองค์กรแล้วองค์กรเล่า เพื่อมาแก้ไขปัญหา ทั้ง ๆ ที่มีองค์กรพร้อมอยู่แล้ว สมช. กอ.รมน. ศอ.บต. อยากกราบเรียนว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ รัฐบาลนี้ได้ตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นที่เรียกว่า ศบกช. แต่ก็ไร้ผล อยู่ต่อมาก็ได้มาตั้งองค์กรใหม่ ใช้ชื่อว่า ศปก.จชต. ศู นย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ถูกใจอีกก็แก้อีกเป็น ศปก.กปต. นั่นคือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่าศูนย์นี้ทําหน้าที่อะไร ซ้ําซ้อน กับองค์กรใด ศูนย์นี้อาจจะมองเผิน ๆ ดูเหมือนทําหน้าที่ขับเคลื่อนครับ เหมือนกับพวกผม ที่เรียกว่ามี รชต. และมี อชต. แต่ศูนย์นี้เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วบุคคลที่คัดค้านคือคนที่อยู่ เป็นเครื่องมือของรัฐบาล คือสภาที่ปรึกษาด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ องค์กรนี้เป็นองค์กรภาคประชาชนที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย ศอ.บต. ทันทีที่ตั้งขึ้นมา ท่านก็ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ ท่านบอกว่าตั้งขึ้นมาเป็น การซ้ําซ้อนกับองค์กร ศอ.บต. ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลที่จัดตั้ง ศปก.กปต. ขึ้นมา ดังนั้นความไม่เป็นเอกภาพก็เกิดขึ้นกับภาคประชาชนที่เข้าไปช่วยงานรัฐบาล นั่นคือข้อที่จะ ต้องฝากไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ช่วยแก้ไขด้วย
ถัดไปครับ การพูดคุยเจรจาสันติภาพ ผมอยากจะเรียกการพูดคุยครั้งนี้ว่า เป็นการเจรจาต่อรองของโจร ไม่ใช่พูดคุยสันติภาพ ทั้ง ๆ ที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยกับการพูดคุย เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เราก็พูดคุยกับผู้ก่อความไม่สงบ มาเป็นระยะ ๆ ถึงขนาดมีผลงาน สามารถบอกได้ว่าเราเคยเจรจาให้มีการหยุดยิงได้ ถึง ๓ อําเภอในห้วงระยะเวลา หรือในช่วงที่เราประกาศยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ในอําเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี เป็นระยะเวลาเกือบ ๒ ปี ปรากฏว่าไม่เกิดเหตุร้าย เหตุรุนแรง ถามว่าเรื่องนี้ เกิดอะไรขึ้น เกิดความไม่มั่นใจว่าฮัสซัน ตอยิบ คือบุคคลที่มีอํานาจจริงที่จะพูดคุยกับกลุ่มอื่น หรือไม่เช่น กลุ่มญิฮาด กลุ่มอาร์เคเค (RKK) และอีกหลายกลุ่มที่มีจุดมุ่งหวังในการแบ่งแยก ดินแดน ท่านประธานครับ ท่านประชาคงทราบดีท่านจะมีบารมีหรือไม่เป็นเรื่องที่รัฐบาล จะให้ความไว้วางใจกับท่าน เพราะฉะนั้นการพูดคุยที่มีการแสดงละครหรือเป็นการ ทําการเมืองในเชิงการตลาดจะล้มเหลว ในโลกนี้ไม่ว่าเป็นการเจรจากันที่ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งผมไปดูการเจรจาและพูดคุยสันติภาพมา หรือที่บินนาเนาร์ การพูดคุยสันติภาพนั้นจะต้อง เริ่มต้นด้วยการหยุดยิง ไม่ใช่เจรจาต่อรองเพื่อขอให้มีการหยุดยิงในช่วงหลัง ดังนั้นผมจึง ขอฝากท่านประธานเอาไว้ว่าสิ่งที่เขาขอมา ๕ ข้อนั้น ข้อที่ ๑ บอกว่าการพูดคุยสันติภาพนี้ เป็นการพูดคุยระหว่างตัวแทนของนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพปาตานี ซึ่งนําโดยบีอาร์เอ็น (BRN) กับราชอาณาจักรไทย ข้อที่เขาแลกเปลี่ยนกับเราก็คือบอกว่า จะหยุดปฏิบัติการต่อเป้าหมาย ที่อ่อนแอ นั่นแสดงว่ารัฐไทยกําลังจะยื่นมือเข้าไปจับมือกับโจรโดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่จับ ตัวประกันที่เป็นผู้อ่อนแอและเขาจะไม่กระทํากับคนกลุ่มนั้น นิดเดียวครับท่านประธาน ผมจึงขอฝากเอาไว้ว่าข้อเสนอที่จะให้มีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษหรือออโตโนมี (Autonomy) ก็ตาม สิ่งนี้มันสอดคล้องกับคําพูดนาจีฟ สอดคล้องกับคําพูดของมหาเธร์ และ พลโท ภราดร ยอมรับว่าขั้นสุดท้ายของการเจรจา ก็คือเขตปกครองพิเศษ นั่นเป็นคําตอบ ในใจของคนที่ไปเจรจาเริ่มต้นที่ชื่อทักษิณหรือไม่ ประชาชนเขากังวล ขอให้รองนายกรัฐมนตรี ประชา ซึ่งผมคาดหวังสูง ได้โปรดดูแลความสงบสุขและรักษาราชอาณาจักรไทยเอาไว้ มิเช่นนั้นแล้วจะเสียใจไปจนกระทั่งลูกหลานว่ารัฐบาลนี้ทําให้เสียดินแดนครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานครับ ท่านประชาก่อนหรือครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี กระผมได้เรียนหารือท่านประธานไปเมื่อสักครู่นี้แล้วว่า ถ้าเรื่องของ ภาคใต้จบแล้วนะครับ ท่านที่อภิปรายจบแล้ว ซึ่งทราบว่าท่านรัฐมนตรี ถาวร เสนเนียม คงเป็นท่านสุดท้าย กระผมก็ขออนุญาตตอบ ไม่ทราบว่าจะเป็นท่านสุดท้ายหรือยัง เรื่องภาคใต้ครับ
มีอีกไหมครับ ท่านเลขานุการวิปฝ่ายค้านครับ
มีไหมครับ
เดี๋ยวนะครับเชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีผู้อภิปรายประเด็น ปัญหาที่ผมคิดว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีจะต้องตอบอีก
เมื่อสักครู่นี้ส่งสัญญาณจากท่านถาวร เสนเนียม แล้ว
ยังครับ ยังมีผู้อภิปราย ผมว่าช่วงนี้ก็ให้ ทางพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายไปก่อนก็ได้ครับ แล้วก็ท่านรอตอบ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีรอตอบทีเดียวเลยไหมครับ
ยังมีประเด็นอื่นด้วย
กระผมจะขอตอบ เฉพาะเรื่องภาคใต้ครับ เพราะเป็นเรื่องที่น่าจะได้ตอบชี้แจ้ง เมื่อสักครู่นี้ท่าน ถาวร เสนเนียม ท่านก็ได้ให้สัญญาณแล้วว่าท่านหมดแล้ว เรื่องปัญหาภาคใต้
เชิญท่านตอบเลยครับ
ขออนุญาตใช้สิทธิ นําเรียนข้อเท็จจริงจากที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ก็มีหลายประเด็นครับ ที่ท่านผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่านได้กรุณาให้ทั้งข้อคิดเห็น ให้ทั้ง ข้อแนะนําตลอดจนสอบถามบ้างในบางประเด็นครับ เช่น ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ นะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านดอกเตอร์พีรยศ ราฮิมมูลา ท่านเจะอามิง แล้วก็ ท่านสุดท้ายคือท่านรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ที่ท่านได้กรุณาให้คําแนะนําไปเมื่อสักครู่นี้ กระผมในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ดูแลในปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาในภาพรวม กระผมก็ใคร่ขอถือโอกาสนี้นําเรียน ในข้อเท็จจริงที่สมควรที่จะนําเรียนให้ท่านกรุณาทราบนะครับ ก็เป็นจริงตามที่ท่านถาวร เสนเนียม นะครับ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ที่ท่านได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้แล้วว่ารัฐบาลได้ให้ ความสําคัญของนโยบายเรื่องแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้เป็นลําดับสูงสุดครับ เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องปฏิบัติในข้อ ๑.๕ คือการเร่งนําสันติสุขและความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนี้เป็นนโยบายของ รัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาครับ ก็ใคร่ขอเรียนยืนยัน และนโยบายนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ก็ได้ติดตามในเรื่องการปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดมานะครับ ตั้งแต่หลายท่านที่ได้ รับผิดชอบ ซึ่งก่อนตัวกระผมจะเข้ามารับในงานนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ติดตามเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิด ผมทราบอยู่ เพราะอยู่ในฐานะที่เป็นคณะรัฐมนตรีร่วมคณะ แล้วจนกระทั่ง ถึงตัวกระผมมารับงานนี้ ก็ได้รับการกําชับจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าให้ดูแลเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิดแล้วก็จริงจังและต่อเนื่องนะครับ ได้ให้มีการบูรณาการการปฏิบัติให้ชัดเจน และจริงจัง โดยเฉพาะได้มีการตั้งองค์กรขึ้นมา ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ การตั้ง กปต. การตั้ง ศปก.กปต. จะซ้ําซ้อนอย่างไรหรือไม่ เพราะเหตุใดจึงต้องตั้งขึ้นมา กระผมก็ใคร่ขอกราบเรียนว่าองค์กรตรงนี้ที่ได้ตั้งโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีขึ้นมานั้น ก็เพื่อที่จะให้มีการกํากับดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นหูเป็นตาแทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะ เป็นประธาน กปต. นะครับ คือนโยบายยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้นั่นเองนะครับ แล้วก็ได้ตั้ง ศปก.กปต. ขึ้นมา ได้มอบให้ตัวกระผมเองเป็นผู้อํานวยการ ศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายนี้ต่อจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความจริงจัง ในการบูรณาการนะครับ และให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สืบเนื่องจากทางภาคใต้นี้ก็ต้องมี การดูแลในหลายหน่วยงานนะครับ เพราะมีพระราชบัญญัติกฎหมายหลายฉบับเป็นต้นว่า กฎหมาย ศอ.บต. นะครับ การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. กฎหมาย กอ.รมน. แล้วก็ยังมีกระทรวง ทบวง กรม อีก ๖๖ หน่วยงานที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาอยู่ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็การบูรณาการ เป็นไปอย่างได้ผล และฯพณฯ รัฐมนตรีจึงได้ตั้งหน่วยงาน ๒ หน่วยนี้ขึ้นมา คือ ศอ.บต. และ ศปก.กปต. อันนี้ใคร่ขอกราบเรียนให้ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาสอบถามว่าทําไมถึงตั้ง ๒ หน่วยนี้ขึ้นมาได้กรุณาทราบนะครับ ส่วนในเรื่องของ พ.ร.ก. พระราชกําหนดนั้น ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ได้สอบถามมาเมื่อไรจะมีการยกเลิก กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายนที่ผ่านมานี้ได้มีมติคณะรัฐมนตรีต่ออายุในเรื่องการใช้ พ.ร.ก. นี้ไปอีก ๓ เดือน แต่ว่ามีเงื่อนไขในนั้นเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วว่าจะต้องมีการยกเลิกเมื่อมีความพร้อม ขอนําเรียนว่าท่านจะเห็นการยกเลิกได้อย่างแน่นอนภายในไม่เกิน ๑ เดือนเศษ ๆ ต่อจากนี้ไป คือที่อําเภอกาบังครับ อันนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้แล้ว เป็นแต่เพียงว่าขณะนี้อยู่ระหว่าง ขั้นการเตรียมการ คือการยกเลิก พ.ร.ก. นั้นก็จะต้องมีกฎหมายความมั่นคงออกมารองรับ มีเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้าไปสอดรับเพื่อรับสถานการณ์แก้ไขปัญหาในพื้นที่ อส. เข้าไป เพราะฉะนั้นการเตรียมการอย่างนี้จึงต้องใช้เวลา คาดว่าประมาณ ๑ เดือนเศษ ๆ จากนี้ไป เราจะเห็นว่าอําเภอกาบังได้รับการยกเลิก พ.ร.ก. อย่างแน่นอนครับ ผมขอกราบเรียน ให้ทราบ แล้วก็ยังมี ๔ อําเภออีกครับที่จะได้มีการพิจารณายกเลิกต่อไปตามที่มติ คณะรัฐมนตรีได้มีไว้ก็คือ อําเภอเบตง อําเภอสุคิริน อําเภอแว้ง และอําเภอไม้แก่น อันนี้ ก็สามารถที่จะยกเลิกได้อีกเช่นกันเมื่อมีความพร้อม ขณะนี้กําลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ การบูรณาการกําลังที่จะเข้าไปรองรับ ตลอดจนแก้ไขตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดรับ ตรงนี้ แล้วก็จะมีการยกเลิก พ.ร.ก. อันนี้หวังว่าท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ท่านได้สอบถามไว้นั้นเมื่อไรจะมีการยกเลิก ก็คงเป็นคําตอบที่ให้กับท่านได้ในตรงนี้นะครับ
ส่วนในคําถามของท่านดอกเตอร์พีรยศ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ที่ได้พูดกันถึงเรื่องบีอาร์เอ็นแล้วก็มีการเสริมจากท่านรัฐมนตรีถาวรว่าการพูดคุยนี้เป็นการ พูดคุยกับโจรหรืออย่างไร อันนี้ใคร่ขอเรียนว่าไม่ใช่หรอกครับ เนื่องจากว่าการพูดคุย เพื่อสันติภาพนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล เป็นนโยบายข้อที่ ๘ ซึ่งจะต้องดําเนินการ ใคร่ขอ กราบเรียนว่าไม่มีการรบราฆ่าฟันใดที่จะจบลงได้ในสนาม มันต้องจบลงบนโต๊ะครับ การพูดคุยเท่านั้นถึงจะแก้ไขยุติปัญหาข้อขัดแย้งได้อย่างสิ้นเชิงและโดยเด็ดขาด ถ้าเราไม่มี การพูดคุย ถ้าไม่มีการทําความเข้าใจกันแล้วจะสู้รบกันไปจนถึงคนสุดท้าย อันนั้นก็คงไม่ใช่ วิธีการที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการพูดคุยนี้จึงเป็นยุทธวิธี เป็นยุทธศาสตร์ที่น่าจะถูกต้องแล้ว ที่รัฐบาลถือปฏิบัติเป็นเรื่องสําคัญ ส่วนว่าไปพูดคุยกับใคร ทําไมถึงเป็นบีอาร์เอ็น ก็เนื่องจาก บีอาร์เอ็นนั้นเป็นกลุ่มใหญ่ครับ เป็นกลุ่มใหญ่ซึ่งมีขีดความสามารถในการที่จะพูดคุยกับกลุ่ม อีกหลาย ๆ กลุ่มได้ อันนี้จากเนื้อหาสาระในการพูดคุยกันนะครับ เพราะฉะนั้นจึงได้เป็น คําตอบว่าทําไมถึงต้องเป็นบีอาร์เอ็น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ได้ปฏิเสธกลุ่มอื่น ไม่ได้ปฏิเสธครับ ถ้ามีกลุ่มใดประสงค์ที่จะพูดคุยอีกทางรัฐบาลเราก็พร้อมที่จะพูดคุย ซึ่งได้มอบให้กับ เลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าทีมรับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว สามารถที่จะดําเนินการได้ อย่างต่อเนื่องนะครับ ในประเด็นของท่านเจะอามิงที่ได้พูดถึงมีนโยบายนครรัฐปัตตานี หรือนครปัตตานีหรือไม่ ใคร่ขอตอบว่ารัฐบาลนี้ไม่มีนโยบายที่จะตั้งนครปัตตานี ไม่มีเด็ดขาด แล้วก็การพูดคุยนั้นเรามีข้อหนึ่ง ประเด็นหนึ่งที่ลงบันทึกไว้เป็นสาระสําคัญว่าถ้าเกี่ยวข้อง กับการแบ่งแยกดินแดนเราจะไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนคนกลาง คือประเทศมาเลเซียหรือแม้กระทั่งหัวหน้าทีมพูดคุยคือ ฮัสซัน ตอยิบ ว่าจะไม่มีเงื่อนไข ในการแบ่งแยกดินแดน ถ้ามีก็ไม่มีเวทีพูดคุยในตรงนี้ อันนี้นําเรียนให้ท่านได้กรุณาทราบ อย่างชัดเจนนะครับว่า ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะนําไปสู่การเป็นนครรัฐปัตตานีหรือเป็น นครปัตตานีหรือไม่ ไม่มีเด็ดขาดครับ อันนี้ใคร่ขอกราบเรียนให้กรุณาทราบครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ผมใคร่ขอตอบในคําถามของท่านดอกเตอร์ ร้อยตํารวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ที่ท่านพูดถึงในเรื่องของการค้ามนุษย์ กระผมก็ใคร่ขอเรียนตอบตรงนี้ เลยว่ารัฐบาลได้ให้ความสําคัญเป็นอย่างมากในเรื่องนี้นะครับ เนื่องจากเราทราบดีว่าถ้าเรา ตกไปที่อยู่เทียร์ (Tier) ๓ เมื่อไรเราจะเดือดร้อนเราจะหนักมาก สถานการณ์จะเปลี่ยนไป อันนี้ทราบดี ขณะนี้ก็ได้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ๒ หน่วยที่เป็นหลักนะครับ ก็คือ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และดีเอสไอของกระทรวงยุติธรรม รับผิดชอบในการค้ามนุษย์ และก็ยังเสริมด้วยท่านของรัฐมนตรี พม. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ท่านก็ได้เข้ามาเสริมกันตรงนี้ เราพยายามกันที่จะดําเนินการ ให้พ้นจากที (T) ๒.๕ นี้ให้ได้ ขณะนี้ได้มีมาตรการที่จะดําเนินการอย่างชัดเจนอยู่แล้ว และกําลังขับเคลื่อนอย่างเต็มกําลังเลยครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ครับ ที่ได้ให้กําลังใจ กระผมรับไว้ครับ เพราะผมทราบดีว่าสถานการณ์ในภาคใต้นั้นมันเป็น สถานการณ์ที่สําคัญมาก แล้วมีความละเอียดอ่อนมากในตรงนั้น ผมเองจะทําด้วยความ ระมัดระวังและรอบคอบที่สุด สําคัญที่สุดนะครับ ฯพณฯ รัฐมนตรีได้ให้นโยบายก็คือ เราจะต้องฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่อย่างหลากหลายและทุกกลุ่ม ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกศาสนา อันนี้เป็นข้อกําชับของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีซึ่งผมก็ได้รับเรื่องนี้มาเป็นหัวใจ สําคัญในการที่จะปฏิบัติงาน เราทํางานไปเราก็ฟังไป ผิดพลาดเราก็แก้ไขไป อันไหนที่ ไม่ถูกต้องเราก็ปรับปรุงเสียใหม่ อันนี้ผมขอรับไว้ครับ และจะดําเนินการด้วยความรอบคอบ และรัดกุมครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ
ผมขออนุญาตนิดเดียวท่านประธานครับ ซึ่งผมจะใช้เวลาของพรรคฝ่ายค้านนี้ประมาณสักไม่เกิน ๕ นาทีท่านครับ
คืออย่างนี้ครับ แม้แต่นาทีเดียวก็ยังไม่ได้เลยครับ เพราะวิปมากําชับไว้เลยนะครับว่าท่านใด ได้กี่นาที ถึงเวลาแล้วให้ตัดเลยนะครับ
ได้ ๆ ท่านครับ คืออย่างนี้ท่านครับ คือบังเอิญมันเกี่ยวพันผมจะเป็นส่วนหนึ่งของการพูดจาปัญหาภาคใต้ แต่บังเอิญ เพื่อนสมาชิกได้นําเสนอไป ๕ ท่านนี้ตรงแล้ว และก็ท่านประชาก็เป็นบุคคลที่ผมคิดว่า น่าจะพูดจาด้วย เพราะว่าท่านได้มีความเข้าใจเป็นพื้นฐาน และก็รับบางส่วนไป ซึ่งผมอยาก ให้เรื่องนี้มันจบลงโดยสมบูรณ์ แล้วก็เป็นการเสนอความเห็นเพื่อการแก้ไขปัญหาจริง ๆ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับนิดเดียวนะครับ ไม่ใช้เวลานานมากครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมจากที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่ และได้รับ ฟังคําตอบของท่านรองนายกรัฐมนตรีประชา พรหมนอก แล้ว ผมคิดว่าเรามีความ คลาดเคลื่อนที่ไม่ตรงประเด็นกันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธานครับ ปัญหานี้เป็นปัญหา ยุทธศาสตร์ที่มีสถานะของการดําเนินการภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ และสิ่งที่ท่านถาวรได้กรุณา พูดเป็นคําสุดท้ายแล้วตกลงด้วยคําว่า การเจรจานี้มันเป็นการตกลงหยุดยิงเพื่อการเจรจา หรือการเจรจาเพื่อการหยุดยิง นี่เป็นวาทะที่ผมคิดว่ามีฐานะและมีความหมายทาง ยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะกรณีของการเจรจาในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็น การดําเนินการที่ผิดพลาดของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่บอกว่าผิดพลาดก็คือว่าวันนี้ เรากําลังไปเจรจากับไม่ใช่คู่สงคราม ท่านรองนายกรัฐมนตรีประชาครับ คู่เจรจาวันนี้ไม่ใช่ คู่สงคราม เมื่อคู่เจรจาไม่ใช่คู่สงคราม ปัญหาก็คือว่าเราไม่สามารถที่จะยุติปัญหาในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ได้ การแยกดินแดนเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์แน่นอน กระบวนการ อื่น ๆ ของเก่ามาตั้งแต่ยุคโบร่ําโบราณ ๓ ยุค ๓ เวลานั้น ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขของปัญหา ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเจรจานั้นจึงไม่ใช่เรื่องเป็นการยุติแยกดินแดนหรือไม่แยกดินแดน หรือเปลี่ยนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นการปกครองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในสภาพการณ์ปัจจุบัน เพราะอย่างที่กราบเรียนแล้วว่าปัญหาทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาของ การแยกดินแดนและปัญหาการแยกดินแดนจึงเป็นปัญหาที่เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นจังหวัดชายแดนปัจจุบันจึงเป็นปัญหาอะไร จังหวัดชายแดนที่มีความรุนแรง อยู่เดี๋ยวนี้ กลุ่มอาร์เคเค ทั้งหลาย หน่วยจรยุทธ์ทุกชุดล้วนเกิดขึ้นและเป็นผลผลิตของ ความขัดแย้งใหม่ในสังคมไทย ความขัดแย้งใหม่นั้น ก็คือว่าการใช้ความรุนแรงในกรณีของ ตากใบและกรือเซะ เป็นกระบวนการก่อเกิดขึ้นของคนรุ่นใหม่ที่นําการต่อสู้และต่อต้านกับรัฐ เพื่ออะไร เพื่อภายใต้เงื่อนไขของการอํานวยความยุติธรรมและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกทอดทิ้งไม่ให้มีการพัฒนาหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีการถูกคุกคามและใช้ความรุนแรงและไม่ได้รับความยุติธรรม ในภายใต้เงื่อนไขกรณีของการตากใบและกรือเซะ กรณีนี้จึงเป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์ที่จะ มีการเจรจา ที่จะมีการปรึกษาหารือ ที่จะมีการยุติการใช้ความรุนแรงและนําไปสู่การแก้ไข ปัญหา รัฐบาลต้องกําหนดยุทธศาสตร์ใหม่ ก่อตัวใหม่ และประกอบเงื่อนไขใหม่ภายใต้ การพูดจา กรณีที่มีการเจรจาอยู่วันนี้ เรากําลังไปตกอยู่ภายใต้วังวนของอิทธิพลมาเลเซีย เขาต้องการมีอิทธิพลเหนือมลายู วันนี้ท่านประธานครับ กรณีที่รัฐบาลไปเจรจามันไปตอบรับ กับการดําเนินการที่มินดาเนาของมาเลเซีย ไปตอบรับกับอาเจะห์ ไปตอบรับติมอร์ตะวันออก แล้วคุณกําลังทําให้ปัตตานี เป็น ๑ ใน ๔ ของภายใต้เงื่อนไขของการเป็นรัฐกันชน จังหวัด ชายแดนภาคใต้เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ของประชาคม ไม่ใช่เป็นเขตอํานาจรัฐอ่อนตัว ไม่ใช่ เป็นเขตการเผชิญหน้ากันระหว่างปัญหาชายแดน ซึ่งตรงนี้ต้องปรับใหม่ วันนี้ผมยืนยัน กับท่านประธานและบอกกับท่านประชาว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศไทยผิดพลาด ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การปรับเปลี่ยนบุคลากรของสภาความมั่นคงไม่ได้ตอบสนอง ในความเป็นมืออาชีพเพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาเชิงระบบของประเทศ แต่เราไปเปลี่ยน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติจากมืออาชีพมาเป็นการปรุงแต่งให้เกิดเงื่อนไขของ การเอาบุคคลที่ต้องการเข้าไปทําหน้าที่ ยุทธศาสตร์นี้มีปัญหา แล้วไปเกิดความผิดพลาด ใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งผมต้องการพูดยาวมีข้อมูล แต่ว่ารับปากกับท่านประธานไว้เพียง ๕ นาที ผมเรียนกับท่านประชาครับ ท่านเป็นนักยุทธศาสตร์คนหนึ่ง เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ คนหนึ่ง ได้ทํางานภายในเงื่อนไขของการลดความขัดแย้งในสังคมไทยระหว่างพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐไทยมาเป็นที่เป็นเรียบร้อยแล้ว เงื่อนไขเดียวกันนี้ต้อง ตั้งรับใหม่ ปรึกษาหารือใหม่ พูดคุยกันใหม่แล้วประกอบการร่วมมือกันขึ้นมาใหม่จึงสามารถ ดําเนินการไปได้ มีโอกาสมีเวลาจะพูดจากับท่านอย่างตรงไปตรงมาในเวลาที่เหมาะสมครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับ ท่านใช้ไป ๖ นาทีครับ เดี๋ยวผมไปตัด เชิญครับท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีชํานิ ศักดิเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ซึ่งผมทราบดีผมมีความชื่นชื่นชอบท่านมากในเรื่องของการพัฒนาและ เป็นแม่แบบที่ดี ขอบคุณมากครับที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตนี้ไว้นะครับ การพูดคุยนั้นไม่ใช่ สูตรสําเร็จแต่เพียงประการเดียวครับ เป็นวิธีหนึ่งเท่านั้นเองครับท่านรัฐมนตรีครับ ซึ่งเราก็ได้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราควรจะดําเนินการ จึงกําหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เป็นนโยบายของรัฐบาลตามข้อที่ ๘ อันนี้ใคร่ขอกราบเรียนท่าน ส่วนว่าการพูดคุยกับใครนั้น ถูกตัวหรือไม่ถูกตัวนั้น เราก็เรียนว่า ณ วันนี้ บีอาร์เอ็น นั้นเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลเท่านั้นเอง ที่เราน่าจะสัมผัสกับเขาแล้วก็มีการพูดคุยกัน มิได้ว่ากลุ่มอื่นไม่ใช่นะครับ กลุ่มอื่นก็ใช่ ซึ่งเขาได้มีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง อันนี้เรารับทราบดีในเนื้อหาในการพูดคุยนั้น ผมขออนุญาตไม่นําเรียนนะครับเพราะมันอาจจะเป็นความลับไป ท่านพูดถึงด้านยุทธศาสตร์ กระผมใคร่ขอเรียนนะครับว่าผมต้องขอชมเชยว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านเองเป็นคนที่กําหนดยุทธศาสตร์ตรงนี้ขึ้นมาเป็น กปต. คือรัฐบาลเราจะต้องมีคณะกรรมการ นโยบายและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตรงนี้ นอกจากจะกําหนดคณะกรรมการนี้ขึ้นมายังมี ให้กําหนดศูนย์ปฏิบัติการขึ้นมาโดยให้ตัวกระผมเองเป็นผู้อํานวยการศูนย์ ในการบูรณาการ ในงานทุกด้าน ขออภัยด้วยเวลามันสั้นแล้วตอบยาวก็ไม่ได้ แต่ในเรื่องยุทธศาสตร์ได้ทําไว้ อย่างสมบูรณ์แบบครับ ท่านชํานิครับผมพร้อมที่จะเรียนท่าน มีหลายประการ มี ๖ ด้าน ด้วยกัน มีทั้งด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต ด้านรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้านความยุติธรรมนะครับ ด้านการสาธารณสุข ยุทธศาสตร์ในนี้มีกําหนดไว้อย่างครอบคลุม ครับ พร้อมที่จะนําเรียนท่านได้ ผมยอมรับ ผมรับปากกับท่านได้เลยว่าพร้อมที่จะนําเรียน ข้อมูลตรงนี้หารือกับท่านได้นะครับ เพราะเรื่องภาคใต้นั้นเป็นเรื่องภาพรวม เป็นเรื่องของคน ไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่แต่เรื่องเฉพาะพี่น้องทางใต้เท่านั้น เป็นความรับผิดชอบ นโยบายเรา ทราบเรื่องนี้ดี เพราะฉะนั้นการที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมพร้อมที่จะ รับฟังข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ด้วยความขอบคุณยิ่งครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีกระทรวงว่าการพลังงานครับ
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ นิดเดียวครับท่านประธาน คือผมได้รับการร้องเรียน จากชาวบ้านโทรศัพท์เข้ามาบอกว่า ขณะนี้การถ่ายทอดที่จังหวัดนราธิวาส ช่อง ๑๑ ไม่มี การถ่ายทอดครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาสั่งการด้วยครับ
เดี๋ยวผมจะตรวจสอบให้ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมต้องขอประทานอภัยที่เมื่อวานนี้ ผมไม่ได้มานั่งบัลลังก์ เพราะว่าไม่สบายแต่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนะครับ แล้วก็นอนฟัง หลายท่านได้อภิปรายเรื่องกระทรวงพลังงาน ด้วยความขอบคุณที่ท่านเสนอแนะ แนะนํา ติชม ในหลาย ๆ เรื่อง แต่หลาย ๆ เรื่องก็มีประเด็นสําคัญ สรุปว่ามีเรื่องพลังงานทดแทน เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ เรื่องของกองทุนน้ํามันแล้วก็การขึ้นราคาแอลพีจี ซึ่งหลายท่าน ได้มาแตะนิดแตะหน่อยแล้วก็ไป ผมขอตอบในเรื่องแรกคือเรื่องพลังงานทดแทน หรือพลังงานแสงอาทิตย์นะครับ พลังงานแสงอาทิตย์เป็นสิ่งที่เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยคณะปฏิวัติ โดยรัฐมนตรีปิยะสวัสดิ์ซึ่งก็ได้เป็นคนคิดค้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งในช่วงนั้นมีการให้พลังงาน แสงอาทิตย์ ๒ แบบ แบบหนึ่งคือเทอร์มอล (Thermal) แบบหนึ่งคือ พีวี (PV) ในราคาที่ แอดเดอร์ (Adder) ๘ บาท คําว่า แอดเดอร์ ๘ บาท หมายความว่าราคาไฟฟ้ามาตรฐาน เท่าไรให้บวกไปอีก ๘ บาท ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็ได้ลดราคาลงมาเหลือ ๖.๕๐ บาท เนื่องจากโครงสร้างราคานั้นเปลี่ยนแปลงไป ในปลาย รัฐบาลที่แล้วก็มีการประกาศให้หยุดรับซื้อ แล้วก็เร่งรัดให้มีการให้เร่งดําเนินการให้ผู้ที่ขอ ไฟนั้นทําการที่จะส่งขายไฟให้ส่ง เพราะว่าในช่วงแรกที่จดทะเบียนนั้นได้กําหนดจุดรับซื้อ ขายไฟ นี่เป็นที่มาของไฟฟ้า ฉะนั้นก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มามีจํานวนไฟฟ้าทั้งหมดที่รับคําขอ ๓,๓๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่านั้นนิดหน่อย ประเด็นสําคัญก็คือว่าท่านได้บอกว่า มีการซื้อขายไฟในรัฐบาลนี้ มีการร่ําลือกัน ใช้คําว่า ร่ําลือนะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐบาลนี้ มีการร่ําลือกัน ใช้คําว่า ร่ําลือ นะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เรา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่ ความร่ําลือมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง เป็นสิ่งที่คนเล่าว่า ถ้าพูดกันคนเล่าว่านี่มันเล่าได้ทุกรูปแบบ และมันเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยไม่จําเป็น ผมเองก็ได้ยินมา คําร่ําลือได้ยินมาก่อนเป็นรัฐมนตรีเหมือนกันว่ารัฐบาลที่เขาออกอนุมัติไฟ ๓,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์นี้ มีการให้สินบนรางวัลแก่ผู้อนุญาตไปแบ่งกัน ๓ ฝ่าย เมกะวัตต์ละ ๑๐ ล้านบาท เป็นเงินตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมไม่เชื่อ เพราะผมเป็นวิญญูชนที่คิด ตรึกตรองว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เงินถึง ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท มาดูข้อเท็จจริงครับ ว่าเป็นอย่างไร หลายคนที่ได้ใบอนุญาตมาเป็นคนไม่มีศักยภาพในการทํางาน บางคน เป็นคนธรรมดาเป็นขออนุญาตไฟ เขาขอก็ขอตามไป เสร็จแล้วไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่ต่อเชื่อมไฟ ไม่มีเงินลงทุน คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะติดตั้งไฟฟ้าโซล่าเซลล์ได้ คนที่มีศักยภาพนั้น จึงทําได้ ในปลายรัฐบาลที่แล้วจึงประกาศว่าต้องเร่งรัดในการที่จํากัดคนเหล่านี้ให้ขายไฟ ให้แก่รัฐให้เร็วที่สุด ซึ่งประเด็นสําคัญก็คือว่าการซื้อขายไฟนั้น ทางคณะกรรมการ จึงพิจารณาว่าจะออกมาตรการอย่างไรจึงจะให้รัดกุมนะครับ ทางคณะกรรมการ จึงกําหนดว่าคุณสมบัติของคนที่จะดูนี้นะครับ ต้องดูสาระสําคัญคือ ๓ อย่าง ในการดูว่า คนที่ทําสัญญากับการไฟฟ้าแล้วนั่นคือทําพีพีเอ (PPA) แล้ว ต้องดู ๑. ปริมาณการเสนอขาย ๒. ดูว่าสถานที่ตั้ง ๓. เรื่องเทคโนโลยี อันนี้เป็นสิ่งที่ห้ามเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญในการแก้ไข สัญญาพีพีเอ แต่บางคนเขียนคําขอไว้แล้วนะครับ การไฟฟ้าตอบรับแล้วยังไม่ทําสัญญาพีพีเอ อย่างเช่น ตระกูลมาลีนนท์เขาขอโซล่าเทอร์มอล (Solar Thermal) แล้วเขาก็บอกว่า เขายัง ไม่ได้ทําสัญญาพีพีเอ เขาเปลี่ยนสาระสําคัญคือว่าพีพีเอนั้นทําแล้วยังอาจจะไม่เวิร์ก (Work) เขาขอเปลี่ยนเป็นพีวี (PV) แต่พีวีในราคาตอนนั้นขอได้ ๘ บาท เฮดเดอร์ (Header) ๘ บาท เขาจึงขอเป็น ๖ บาท ทางคณะกรรมการก็จึงพิจารณาให้เปลี่ยนแปลงแล้วจึงไป ทําสัญญาพีพีเอกับทางไฟฟ้า แต่เปลี่ยนราคาด้วยนะครับ จาก ๘ บาท เหลือ ๖.๕๐ บาท ซึ่งราคาก็ลดลงนะครับ ซึ่งตรงนั้นเราคงไม่เกี่ยวพันเกี่ยวกับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ และอีกสิ่งหนึ่งที่กล่าวว่ามีการร่ําลือว่าผู้หนึ่งที่มีผลประโยชน์ คือคนที่มีนามสกุล ชินวัตร ซึ่งอันนี้ก็ไม่มีหลักฐาน แต่พูดไปแล้วก็เสียหายไปแล้วนะครับ ซึ่งผมเองก็รู้จักตระกูลชินวัตร เป็นอย่างดี รู้จักทุกคน ตลอดเวลาที่เป็นรัฐมนตรีมายังไม่มีตระกูลชินวัตรคนไหนมาขอไฟฟ้า จากผมอันนี้ยืนยันได้ แล้วผมก็ตรวจสอบเช็คเมื่อวานนี้ ทั้งเมื่อเช้านี้ ว่ามีรายใดบ้าง เป็นนายหน้าหรือไม่ ปรากฏไม่มีครับ เพราะอะไรที่ไม่มีครับ ท่านประธานครับ เพราะไฟฟ้า จํานวน ๓,๓๐๐ เมกะวัตต์ที่มีอยู่นั้นเป็นของคนเดิมทั้งหมด แล้วก็เป็นอย่างไรก็อย่างนั้น ซึ่งไม่มีการขับเคลื่อน ผมมีตารางนะครับ อยากจะให้ทางฝ่ายคอมพิวเตอร์ช่วยขึ้นตาราง ที่เมื่อวานคุณอานิกโชว์นะครับ มาโชว์ดูนี้กระทรวงพลังงานผมอ่านดู เมื่อวานผมก็พยายามดู นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชั่น)
ก็ไม่ค่อยสบายเป็นไข้ด้วย ก็ดูไม่เห็นว่าตัวหนังสือเป็นอะไร วันนี้มาดูละเอียดจากซีร็อกซ์ (Xerox) มา ดูเหมือนกับเป็นเอกสารที่จะเป็นค่าผลักดันการสมัครจนได้มาซึ่งพีพีเอ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่วงกลมแดง ๆ นั้นครับ ผมว่าหลักฐานตรงนี้มันเกิดอย่างไร ถ้าเกิดว่ามีจริงถูกต้องน่าจะไปแจ้งความตํารวจ แล้วก็แจ้ง ป.ป.ช. หรือแจ้งใครที่ดําเนินการ หรือส่งให้ผมก็ได้ จะดําเนินการแทนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นเอกสารได้ เพราะตัวหนังสือก็กํากวม ในตารางนี้ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกถึงซึ่งเป็น ข้อเท็จจริง ซึ่งอันนี้ผมก็อยากจะเรียนทุกท่านให้ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ผมคิดว่าในสภาผู้แทนราษฎร ของเรานั้นไม่น่าจะใช้ในการอภิปรายนะครับ เป็นการพิจารณาผลงานของรัฐบาลก็ตามแต่ ในปัจจุบันเองในเรื่องการขออนุญาตไฟฟ้าพลังงานทดแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลาร์เซลล์ผม เองเข้ามาก็พยายามจะให้ช่วยเหลืออํานวยความสะดวกทุกรายที่ได้รับอนุญาตทําแผงโซลาร์ เซลล์ แม้กระทั่งหลายคนเก่าเขามีอุปสรรคปัญหาใด ๆ เราก็พยายามช่วยเหลือแต่ว่าปัญหา อย่างนั้นอาจจะเกิดที่กระทรวงอื่นซึ่งผมไม่สามารถที่จะก้าวก่ายได้ก็เป็นของอีกกระทรวง หนึ่ง แต่ส่วนปัญหาใหม่สิ่งใหม่ ๆ ที่ทําก็คือ โซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) โซลาร์ต่าง ๆ ให้กับกองทุนหมู่บ้านกองทุนเมืองเหล่านี้เราก็ให้ทาง ก.พ. ออกระเบียบใหม่ให้ผ่อนปรน ไม่ต้องขออนุญาตเพียงแต่ให้วิศวกรเซ็นรับรองความมั่นคงแข็งแรงก็สามารถใช้งานได้เลย ซึ่งต่อไปท่านจะเห็นว่าการทํางานเหล่านี้จะมีความสะดวกรวดเร็ว แล้วก็ยืนยันว่าทุกอย่าง ไม่ว่าโซลาร์ รูฟท็อป คนอาจจะแอบอ้างไปเก็บค่าหัวคิวอะไรไม่มีนะครับ มาฟ้องได้ แล้วก็ ยืนยันแม้ค่าธรรมเนียมของการไฟฟ้าเองก็ยังไม่ให้เก็บ กระทรวงพลังงานเรายินดีบริการให้ ประชาชนทุกอย่างมาร้องเรียนที่ผมได้ผมยืนยันว่าจะดําเนินการกับสิ่งที่เกี่ยวข้องทุกราย สิ่งที่สําคัญที่สุดในสังคมมนุษย์มีคนไม่เหมือนกันตลอดทุกคนบางคนเป็นพ่อค้าตั้งใจทํางาน แต่บางคนเป็นพ่อค้าที่หลอกลวงก็มี ดังนั้นการกําหนดสเปค (Spec) โซลาร์ใหม่เราจึงกําหนด ว่าคุณสมบัติของสินค้าที่เป็นแผงโซลาร์นั้นจะต้องรับประกันโดยบุคคลที่ ๓ นั่นก็คือว่า รับประกันโดยธนาคารหรือบริษัทประกันภัยตลอดอายุเวลาใช้งานคือ ๒๕ ปี นั่นหมายความ ว่าถ้าท่านติดโซลาร์ รูฟท็อปแล้วหรือทําโซล่าฟาร์มแล้วจะต้องไม่เสียหาย เพราะในอดีตที่ ผ่านมานั้นการติดโซล่าไปในชุมชนต่าง ๆ บางโรงเรียนพอ ๓ ปีเสร็จใช้งานไม่ได้เพราะ อุปกรณ์บางอย่างขัดข้องเสียหายก็ใช้ไม่ได้ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องจําเป็น ดังนั้นสเปคตรงนี้อาจจะ ทําให้ผู้ที่ติดตั้งนั้นอาจจะโวยวายก็ตามแต่ แต่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนแล้วก็ธนาคาร หรือบริษัทประกันนั้นเขาจะดูเองว่าสินค้าใดได้มาตรฐาน สินค้าใครที่ควรจะรับรองหรือ บริษัทนั้นมีเงินทุนมากที่จะยอมเปลี่ยนแปลงสินค้าได้ตลอดเวลาเขาก็จะออกการันตี (Guarantee) ให้ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ เรื่องที่ ๒ คือเรื่องกองทุนน้ํามัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กองทุนน้ํามันนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศว่าจะยกเลิกกองทุนน้ํามันพอ เข้ามาก็ได้ดําเนินการหลายอย่าง กองทุนน้ํามันถ้าพูดภาพคือการเก็บเงินจากน้ํามันมาดูแล เพื่อจะให้มีเสถียรภาพของราคาน้ํามันในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เข้ามานั้นมี ราคาแก๊สแอลพีจีนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่ามีการเกิดพายุเกิดอุทกภัยเขาเรียก สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นเสียหายทําให้ประเทศญี่ปุ่นสั่งนําเข้า แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทําให้ราคาแก๊สแอลพีจีพุ่งไปถึง ๑,๒๐๐ เหรียญต่อตัน กองทุนน้ํามันซึ่งเป็นบวกอยู่ขณะนั้น ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลดลงทันทีติดลบไปถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไป-กลับทันทีซึ่งทําให้สภาพกองทุนนั้นติดลบ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้กองทุน น้ํามันก็เหมือนโครงการหนึ่งของรัฐที่รัฐบาลพยายามจะยกเลิกแล้วก็ยังตั้งใจทําอยู่ ถามว่า ตั้งใจอยู่ทําอย่างไรครับ โครงการเหล่านี้เหมือนโครงการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงหรือ รถไฟฟ้ารางคู่ โครงการแต่ละโครงการต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง ๕ ปี ๖ ปี หรือ ๗ ปี โครงการยกเลิกกองทุนน้ํามันก็เหมือนกันครับ สิ่งที่ทําอันแรกก็คือว่าทําอย่างไรกองทุนน้ํามัน จะไม่ต้องซับซิดี้ (Subsidy) เรื่องแก๊สแอลพีจี เพราะฉะนั้นสิ่งนี้รัฐบาลที่แล้วก็พยายามจะขึ้น ราคาแอลพีจีเพื่อจะให้เป็นไปตามราคาตลาด ยังโชคดีว่าเรื่องน้ํามันนั้นสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ก็ได้ขึ้นราคาเพื่อให้ น้ํามันนั้นเป็นไปตามกลไกตามตลาดแล้ว ทําให้รัฐบาลต่อ ๆ มาก็ต้องผ่อนคลาย ไม่ต้องไป กดดันเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นแอลพีจีเป็นสิ่งที่พยายามทํามาหลายรัฐบาล แล้วก็ทําแล้วก็ถูก ต่อต้าน ช่วงที่ผมเข้ามารับตําแหน่งหรือรัฐบาลนี้เข้ามารับตําแหน่ง พยายามจะขึ้นแอลพีจีก็มี การต่อต้าน ดังนั้นเมื่อผมรับตําแหน่งแล้ว ผมถึงต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนว่าแอลพีจี นั้นคืออะไร ปกติแอลพีจีในประเทศทั่วโลกกัน เขามีสาร ซี๒ ซี๓ ซึ่งใช้ประโยชน์ ในเรื่องเปโตรเคมีคอล เขาทําเป็นพลาสติก เม็ดพลาสติกเป็นต้นกําเนิดแปรงสีฟัน ปากกา ที่เราใช้ทุกวัน อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับพลาสติกทั้งหมด อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เราเติบโตมาก็มา เกิดจากโอเลฟินส์ (Olefins) พวกนี้เรามาทําเม็ดพลาสติก ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่พอ ทําเชื้อเพลิงเราเผาไปเฉย ๆ จึงไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะหมุนเน้น หลายประเทศเขาใช้แก๊สเอ็นจีวีไปเป็นแก๊สเชื้อเพลิง แต่เราใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นการขึ้นราคาสิ่งที่เราเรียนรู้ให้ประชาชนก็คือว่าต้นทุนราคาแก๊สแอลพีจีกับ ต้นทุนอาหาร มีเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ผมมีได้การสํารวจ ไม่ว่าทางสถาบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หรือแม้ว่าตัวผมเองก็ไปสํารวจตามตลาดตามร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าตลาดใหญ่ตลาดเล็กก็ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ก็ยืนยันว่าไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเพื่อผ่อนคลายความเดือดร้อนประชาชน ผมจึงขึ้นราคาแอลพีจีโดยให้ผู้มี รายได้น้อยใช้แก๊สในราคาเดิม ผู้มีรายได้น้อยเราพิจารณาอย่างไรครับ เราดูว่าผู้ใช้ไฟต่ํากว่า ๙๐ หน่วยต่อเดือน ผมเอาราคาเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ มาเฉลี่ยกัน มีทั้งหมดรวมทั้งผู้ไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วย รวมทั้งหมดมีทั้งหมด ๗,๖๑๗,๔๖๑ ครัวเรือน จากทั้งหมดเกือบ ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ ล้านครัวเรือน ซึ่งก็กินพื้นที่ไปถึงเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคนจนเหล่านี้จะได้รับการดูแลไม่ต้องขึ้นค่าแก๊สแอลพีจี ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลังจากให้จดทะเบียนส่งเลขผู้มีสิทธิใช้แก๊สแอลพีจีไป ท่านทราบไหมครับมี การจดทะเบียนเพียง ๕๕,๐๐๐ ราย เท่านั้นเอง ท่านฟังนะครับ ๕๕,๐๐๐ ราย ผมก็สงสัย ครับว่าข้อมูลเหล่านี้ ตัวเลขใช้สิทธินี้ไม่ถึงหรือไม่ ระหว่างนี้ก็มีการสํารวจครับ คนจนเขา บอกว่าเขาไม่อยากจด เพราะว่าเขาใช้แก๊สถังหนึ่ง ๑๕ กิโลกรัม เขาใช้ ๓ เดือน เดือนหนึ่งขึ้น ๕๐ สตางค์ ก็เท่ากับ ๗ บาท มันก็ขึ้นแค่เดือนละ ๒ บาท เขาไม่เดือดร้อน เขาไม่เดือดร้อน ครับ เขาบอกเขาไม่เดือดร้อน ทั้งที่เราไปแค่แนะนําไปสํารวจ นี่จํานวนมากนะครับ ทุกจังหวัดรายงานมาตรงกัน เราก็ไม่รู้จะทําอย่างไร เขาบอกว่าโทรศัพท์เข้าไปจดทะเบียน อาจจะแพงกว่า ๓ บาท ก็ยังให้เจ้าหน้าที่รายงานไป ทุกอย่างเราโฆษณาไป การโทรศัพท์ขอ จดทะเบียนไม่เสียสตางค์ ผู้ค้ามาตรา ๗ เป็นคนออกให้ แม้ไม่วายว่าเราชี้แจงว่าที่โทรศัพท์ ๓ บาท ไม่เสียสตางค์ เขาก็ไม่จด แม่ค้าหาบเร่แผงลอย ทั้งหมด ๑๖๘,๐๐๐ ราย ท่านทราบ ไหมครับจดทะเบียนเพียง ๕,๐๐๐ รายเท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่แปลกมา ไปสํารวจยอมให้ชื่อให้ อะไรต่าง ๆ มา ถึงเวลาไปจดทะเบียนใช้แก๊สฟรีเดือนละ ๑๕๐ กิโลกรัม เขาไม่จดทะเบียน เขาบอกว่าเขาขอให้แต่ละวันขายอาหารให้หมดหน้าร้านเขาพอใจแล้ว เพราะว่าราคาแก๊ส ที่ขึ้นมานี้ไม่กระทบต่อเขา วัตถุดิบต่างหากที่มีผลกระทบต่อค่าอาหาร เช่น ไก่ พริก ผัก ต่าง ๆ หรืออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญว่าที่เป็นที่มาที่มันแปลกใจมาก ทีนี้ คนรวยที่เหลืออยู่ นอกจาก ๗.๖ ล้านครัวเรือนนี้ เขามีผลกระทบไหม ยิ่งคนรวยยิ่งไม่มี ผลกระทบใหญ่เพราะว่าค่าเปอร์เซ็นต์เทจ (Percentage) ในการที่ต้นทุนมาหารนั้นเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือใครเดือดร้อนครับ คนเดือดร้อนผมเข้าใจว่าคนที่ขโมยแก๊สไปขายครับ เพราะโครงสร้างของแก๊สแอลพีจี มันแตกต่างกัน ในเมื่อแก๊สหุงต้มขายราคา ๑๘.๑๓ บาท โครงสร้างแก๊สรถยนต์ขาย ๒๑ บาท ฉะนั้นคนก็จะเอาแก๊สหุงต้มไปขายเป็นแก๊สรถยนต์ และยิ่งไปขายแก๊สอุตสาหกรรมนี่ราคา ๓๐ บาทนะครับ ซึ่งราคาแก๊สเป็นสิ่งที่กองทุนน้ํามัน ต้องไปอุ้ม ฉะนั้นการยกเลิกกองทุนน้ํามันได้ ราคาแก็สต้องขึ้นไปจนกระทั่งกองทุนน้ํามัน ไม่ต้องไปซับซิดี้ทุกวันนี้เราต้องเอาเงินกองทุนไปชดเชยแก๊สแอสพีจีประมาณวันละ ๑๐๐ ล้านบาท วันละ ๑๐๐ ล้านบาท ท่านดูครับ ปีหนึ่งประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และเราซับซิดี้มาแล้วทั้งหมด ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นการวางแผนโรดแมป (Roadmap) ตรงนี้สําคัญที่สุด
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องดีเซล (Diesel) ดีเซลนี่ครับ เราปล่อยเสรีตั้งแต่ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน มา แล้วเราก็พยายามที่จะยกเลิกกองทุนน้ํามัน เพื่อจะลดราคาน้ํามันลงมา ดังนั้นตอนนี้เราให้กําหนดราคา ๓๐ บาท โดยการลดภาษี สรรพสามิต เพื่อจะให้ราคาน้ํามันต่ํากว่า ๓๐ บาท เราจึงต้องมาวางแผน รัฐบาลก็กําลังดูว่า สิ่งที่ทําอยู่นี้จะทําอย่างไรที่จะให้ราคาค่าขนส่ง ค่าครองชีพถูกลง เราจึงคิดโครงการรถไฟ รางคู่เพื่อขนส่งสินค้า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะเปลี่ยนโหมดชิพ (Mode ship) จากการขนส่งรถยนต์มาสู่ระบบราง เมื่อขนส่งระบบรางได้ ราคาน้ํามัน ราคาอะไรต่าง ๆ ถูกต้อง ฉะนั้นดีเซลก็จะขึ้นไปตามปกติก็ขายตามท้องตลาด เพราะประเทศเราประเทศไทยนี่ จะเข้าสู่ร่วมในอาเซียนในอีก ๒ ปีข้างหน้า ฉะนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ผมก็คงมีอธิบายเพียงเท่านี้ ก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกหลายท่านนะครับ ที่ให้ความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ เดี๋ยวก่อนท่านรัฐมนตรีนะครับ เดี๋ยวนะครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้นําท้องถิ่นและคณะบุคคลจากอําเภอ หนองบัวแดง อําเภอภักดีชุมพล เกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ของท่าน ส.ส. มานะ โลหะวณิชย์ นะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมขอชี้แจงเรื่องที่ท่านสมาชิกได้ซักถามและแสดงความคิดเห็นไว้ในเรื่องเกี่ยวกับงาน ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งบางส่วนท่านรองนายกรัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา ก็ได้ตอบไปบ้างแล้ว ผมจะขอใช้เวลาสั้น ๆ ในการชี้แจงเพิ่มเติมในบางประเด็น ที่ยังไม่ได้มีการตอบชี้แจง ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้ให้ความสําคัญ กับเรื่องการศึกษาของประเทศ รวมทั้งได้ให้คําแนะนําดี ๆ และยังได้ให้กําลังใจแก่ผู้ที่ทํางาน อยู่ในขณะนี้ด้วย
เรื่องแรกที่จะขอชี้แจงคือเรื่องแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พกพาสําหรับนักเรียน ซึ่งมักจะมีการตั้งประเด็นถามหรือสงสัยในเรื่องว่า ใช้แท็บเล็ตแล้วมีผลอย่างไรแน่ นอกจากนั้นก็เป็นห่วงกันเรื่องความล่าช้าในการจัดเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตไปถึงนักเรียน ห่วงในเรื่องความโปร่งใสในการดําเนินการ ผมกราบเรียนว่าได้มีการติดตามผลการใช้ แท็บเล็ตและมีการวิจัย มีการไปรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพจากโรงเรียนต่าง ๆ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากกลุ่ม ตัวอย่างประมาณ ๕๐๐ กว่าโรงเรียน ได้ผลที่น่าสนใจมากก็คือการศึกษาผลการเรียนรู้ของ นักเรียนจากการใช้แท็บเล็ต มีผลสัมฤทธิ์เพิ่มมากที่สุด ประมาณร้อยละ ๖๒.๐๕ กลุ่มสาระ โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์เพิ่มมากกว่าร้อยละ ๓ จํานวน ๕ กลุ่มวิชา คือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ งานอาชีพ เทคโนโลยี สุขศึกษา และพลศึกษา ผมยกตัวอย่างบางประเด็นเท่านั้นก็คือครูสอนชั้นระดับประถมศึกษา ร้อยละ ๗๕.๔๕ เห็นว่า นักเรียนมีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น ชั้นปีที่ ๑ เห็นว่านักเรียนร้อยละ ๖๐.๖๘ เห็นว่า นักเรียนสามารถออกเสียงคําศัพท์ สําเนียงได้ถูกต้อง นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถเขียน คําศัพท์ภาษาอังกฤษในระดับพอใช้ขึ้นไปร้อยละ ๖๑.๖๕ นักเรียนมีทัศนคติว่าแท็บเล็ต มีประโยชน์สูงถึงร้อยละ ๙๖.๗๒ นักเรียนรู้สึกชอบ ๙๗.๕๖ รวมทั้งแท็บเล็ตได้รับความรู้ ได้เล่นเกม (Game) และสนุกสนานซึ่ง คําว่า เล่นเกมและสนุกสนานนั้น ปรากฏว่าเกม ส่วนใหญ่ที่ใช้ในแท็บเล็ตเป็นเกมที่ทําให้เกิดความรู้และทําให้เกิดการเรียนที่รวดเร็วขึ้น ทีนี้เป็นผลจากการวิจัยซึ่งทําให้เห็นได้ชัดเจนว่าการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษานั้นมีประโยชน์ แน่นอน มีข้อห่วงใยในเรื่องของการใช้แท็บเล็ตอยู่บ้าง ซึ่งก็จะต้องหาทางแก้กันต่อไป ในเรื่องการประมูลจัดซื้อที่มีความล่าช้านั้นต้องยอมรับว่าในระบบการจัดซื้อเครื่องมือวัสดุ ทางด้านคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์นี้ยังมีปัญหาอยู่มากเป็นปัญหาคิดว่า เป็นปัญหาร่วมของประเทศเราก็คือกว่าจะซื้อแท็บเล็ตได้แต่ละล็อต (Lot) แต่ละครั้ง ใช้เวลา บางครั้งเกินกว่าปีงบประมาณการจะกําหนดสเปค การมีการร้องเรียน การมีการตรวจสอบ ต้องตรวจสอบต้องชี้แจงให้เกิดความโปร่งใสในแต่ละขั้นตอนก็ใช้เวลาค่อนข้างนานมาก
เดี๋ยวนะครับท่านรัฐมนตรีครับท่าน มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ พอดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินออกไปแล้ว ผมเมื่อสักครู่นี้จะหารือว่าให้มันจบเป็น เรื่อง ๆ เพราะว่าจริง ๆ ผมมีประเด็นที่ตั้งคําถามไว้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ตอบ ครับ แล้วตอนนี้ท่านเดินออกไป
เดี๋ยว อย่างนี้ได้ไหมครับ
ทีนี้ท่านประธานถ้าจะให้ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพูดให้จบไม่ว่าครับ แต่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานนั่งอยู่ครับ แล้วผมจะได้ถามคําถามที่เขาไม่ยอมตอบนะครับ
เอาอย่างนี้ครับ พอดีท่านกําลังตอบอยู่ให้ท่านตอบให้เสร็จสิ้นก่อนนะครับ เชิญนั่งลงครับ
แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินออกไปแล้วครับ
เดี๋ยวตามให้ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อครับ
ในการจัดซื้อมีปัญหาในทางเทคนิควิธีการอย่างมาก ผู้จัดซื้อคณะกรรมการที่ดูแลก็ต้องดูแล เพื่อไม่ให้มีการทุจริตผิดกฎหมายเกิดขึ้น การประมูลซึ่งแบ่งเป็นครั้งหลังนี้ปีงบประมาณ ล่าสุดนี้มีการแบ่งเป็นโซน (Zone) ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้มีการดูแลรับผิดชอบเป็นพื้นที่ รับผิดชอบซึ่งจะสามารถดูแลได้สะดวกกว่าการที่จะดูแลทั้งประเทศ แต่ว่าในเรื่องนี้ก็จะมี การสรุปบทเรียนในอนาคตต่อไปว่าควรจะเป็นอย่างไรแน่ แต่เจตนานั้นไม่ได้มีการต้องการให้ มีการแบ่งฮั้วกัน แล้วก็จากการดําเนินการก็ดําเนินการในโซน ๑ ๒ เสร็จแล้วที่ล่าช้า เนื่องจากว่าในขั้นตอนที่จะเสร็จอยู่แล้วก็มีการร้องเรียนรวมทั้งมีข้อสังเกตความเห็นจาก สตง. มา ก็ทําให้ต้องมีการชี้แจงรวมทั้งสุดท้ายได้มีการชี้แจงและมีการประชุมของคณะกรรมการ ว่าด้วยการพัสดุและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และเห็นมีข้อสรุปว่า การดําเนินการที่ผ่านมานั้น ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว จึงดําเนินการได้ทาง สพฐ. ซึ่งเป็นผู้จัดซื้อเสนอเรื่องมาที่ผม ผมได้อนุมัติไปภายในเวลา ๒ วัน ไม่ได้ล่าช้าแต่อย่างใดเลย ไม่ได้ปล่อยไว้ให้ล่าช้า ส่วนโซนที่ ๓ เนื่องจากว่าพบว่ามีการซื้อในราคาที่สูงเกินสมควร น่าจะซื้อได้ถูกกว่านี้ได้มากจาก การประมูลโซนที่ ๔ เป็นตัวอย่างด้วย แล้วมีข้อทักท้วงมาจาก สตง. ในที่สุดคณะกรรมการ ที่ดูแลจึงได้มีมติให้ไปดําเนินการยกเลิกระหว่างนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการของการยกเลิก การชี้แจงของผู้ประมูลได้ และการที่จะดําเนินการยกเลิกให้เสร็จสิ้นไปในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเมื่อยกเลิกแล้ว ก็จะมีการจัดซื้อใหม่ประมูลใหม่ต่อไป แต่ว่าปัญหาในเรื่องการจัดซื้อนี้ จะมีการประมวลสรุปบทเรียนที่ผ่านมา ๒ ปีงบประมาณ เพื่อจะดูว่ามีปัญหาอย่างไรแล้ว จะทําให้รวดเร็วขึ้นได้อย่างไร มีประสิทธิภาพและสุจริตที่สุดได้อย่างไร เนื่องจากว่าที่ผ่านมา มีการห่วงใยในเรื่องกฎระเบียบ แต่ระบบของเราลืมไปอย่างหนึ่งคือความล่าช้าคือการเสีย ประโยชน์ของนักเรียน ของครู การล่าช้าเป็นปีก็คือเสียโอกาสซึ่งประเมินค่ามิได้ เพราะฉะนั้นก็จะมีการสรุปผลเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดต่อไป แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นที่จะต้องมี การดูแลก็คือเนื้อหาที่จะใช้กับแท็บเล็ตและความจริงก็จะต้องหมายถึงระบบ จะต้องมีระบบ มาคัดกรอง มีระบบที่จะผลิตเนื้อหา สร้างเนื้อหาขึ้นและกําหนดมาตรฐานสําหรับเนื้อหา ซึ่งไม่เพียงแต่จะใช้กับแท็บเล็ต ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสนใจ ทางกระทรวงศึกษา ก็ให้ความสนใจที่จะทําแผนแม่บทที่ครอบคลุมการใช้สื่อเพื่อที่จะใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ทุกชนิด ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค (Notebook) แท็บเล็ตและมือถือ เพื่อให้ครอบคลุมทุกชั้นเรียนทุกวิชาต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องเร่งดําเนินการ อย่างจริงจัง
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการที่จะทําให้เงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นไปตามนโยบายที่ให้ เงินเดือนปริญญาตรีเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท และค่าจ้างรายวันเป็น ๓๐๐ บาท ซึ่งหมายถึง ค่าจ้างก็จะเป็นเดือนละ ๙,๐๐๐ บาทนั้น เรื่องล่าสุดที่มีการมาร้องเรียนจากครูอัตราจ้างและ เจ้าหน้าที่ธุรการของ สพฐ. ซึ่งก็ได้มีการหารือกันเหตุที่ล่าช้ามานั้นเป็นเพราะว่าการใช้เงินนี้ จะต้องมีการตั้งงบประมาณไว้เป็นงบบุคลากร แต่การจ้างนี้จ้างขึ้นมาโดยโครงการคืนครู ให้นักเรียนหรือว่าเป็นโครงการส่วนหนึ่งของเอสพี ๒ (SP๒) ซึ่งจ้างโดยงบดําเนินงาน เมื่อเป็นอย่างนี้จึงไม่มีระเบียบรองรับจําเป็นต้องใช้มติคณะรัฐมนตรี หน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวข้องก็เป็นห่วงว่าจะกระทบต่อส่วนราชการอื่น ๆ จึงได้ล่าช้ามา แต่ว่าหลังจากการหารือ ล่าสุด ผมได้หารือกับท่านรองกิตติรัตน์ และในวันพฤหัสบดีคือวันพรุ่งนี้ก็จะนําเข้า ครม. กลั่นกรอง เงินนั้น สพฐ. ได้เตรียมไว้แล้วเป็นงบประมาณ ๒,๗๖๙ ล้านบาท คาดว่า ในวันพรุ่งนี้ก็จะได้ข้อสรุปและเข้า ครม. ได้ในวันอังคาร ถ้าไม่วันอังคารหน้าก็เป็นวันอังคาร ถัดไปเป็นอย่างช้า
นอกจากนั้นทางกระทรวงศึกษาได้รวบรวมเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับการที่จะทํา ให้ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาได้เงินเดือนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท หรือค่าจ้างเป็นเดือนละ ๙,๐๐๐ บาทนั้น ได้รวบรวมเรื่องทั้งหมดของการศึกษาเอกชน ของการศึกษานอกโรงเรียน ของอาชีวศึกษา ของ สกอ. ทั้งระบบ รวบรวมแล้วในเร็ว ๆ นี้ก็จะมีการหารือกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องการคลังการงบประมาณต่อไป ซึ่งก็จะสามารถดูแลได้ ทั้งระบบ และท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ความเห็นหรือนโยบายไว้ว่า ไม่ว่าจะส่ง ผลกระทบไปถึงส่วนไหน อย่างไร รัฐบาลก็จะดูแลให้ครบถ้วน
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องกองทุนตั้งตัวได้ ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ขออภัย ที่เอ่ยนามก็ได้แสดงความห่วงใยในเรื่องนี้ ก็ขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ห่วงใยและได้เร่งรัดกระทรวงศึกษาธิการทั้งใน ครม. และนอกที่ประชุม ครม. และ กระทรวงศึกษาทั้งผม และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ก็ได้พยายาม ช่วยกันเร่งรัด ในขณะนี้ได้มีร่างระเบียบแล้ว แล้วก็จะเริ่มดําเนินการเดือนตุลาคมก็จะมี การจ่ายเงินได้ มีการอบรมไปแล้วบ้างรุ่น และต่อไปก็จะทําเพิ่มอย่างคาดว่าจะเพิ่มได้อย่าง รวดเร็ว และกระทรวงศึกษามีแผนว่านอกจากจะใช้กับมหาวิทยาลัยแล้ว จะใช้กับวิทยาลัย อาชีวศึกษาต่าง ๆ เพื่อที่จะไม่ใช่ผลิตคนเพื่อมาเป็นลูกจ้างตามสถานประกอบการเท่านั้น แต่ต้องการให้มาเป็นผู้ประกอบการเอง กองทุนตั้งตัวได้นี้มีงบประมาณแล้วจํานวนมาก น่าจะประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาทหรือรวมงวดแรกด้วยก็อาจจะเป็น ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั้นก็จะดําเนินการเพื่อสร้างผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นตามนโยบายที่วางไว้ เรื่องต่อไปเป็นเรื่อง ทุจริตครูผู้ช่วยก็อยากจะขอกราบเรียนว่าที่ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ได้แสดงความห่วงใยนั้น ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า เราทราบดีว่ามีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นจริง มีการตรวจสอบโดยดีเอสไอ มีการตรวจวิเคราะห์วิจัยโดยสถาบันการศึกษา แล้วก็พบว่า มีผู้เข้าข่ายการทุจริตอยู่จํานวนหลายร้อยคน รวมทั้งมีเรื่องของการทุจริตในขั้นตอนต่าง ๆ อยู่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนข้อเท็จจริง สอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อมีการเสนอผล การสืบสวนก็ดี สอบสวนก็ดีมา ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไปแล้วทุกเรื่อง ไม่มี การยกเว้น และให้ดําเนินการอย่างเคร่งครัดจริงจังในทุกเรื่อง บางเรื่องก็คืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนการดําเนินการให้ครูที่เข้าข่ายว่าทุจริตออก จะต้องมีการตรวจสอบว่าทุจริตจริงหรือไม่ จะต้องมีกระบวนการคําสั่งทางปกครองให้เขาชี้แจง อันนี้มีการปฏิบัติที่ลักลั่นแตกต่างกัน อยู่บ้าง ซึ่งจะต้องมีการชี้แจงและทําให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งกําลังอยู่ระหว่าง การดําเนินการ การดําเนินการทางคดีอาญานั้นมีการดําเนินการของทางดีเอสไออยู่ ซึ่งก็จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานและดําเนินการไปตามกระบวนการของฝ่ายที่ ดําเนินคดีอาญา ในส่วนนี้กระทรวงศึกษาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ไม่สามารถไป สั่งการหรือไปกํากับในรายละเอียดได้ เพราะจะเป็นการก้าวก่ายการดําเนินการของ ฝ่ายพนักงานสอบสวน
ในเรื่องของ กยศ. ผมกราบเรียนโดยย่ออย่างนี้ครับว่า ท่านกนกก็ได้เป็นห่วงว่า มีการลดงบประมาณไป ในเรื่องนี้อยากจะกราบเรียนว่าเรื่อง กยศ. กองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษานี้ เป็นเรื่องที่มีปัญหาหลายอย่างอยู่ ไม่เพียงแต่เรื่องเงินเท่านั้น แต่ว่าเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องไปกับเรื่องการให้อํานาจสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณา อาจจะเกิดช่องว่างช่องโหว่ ในการที่ดูแลนักศึกษาได้ยังไม่ดีเท่าที่ควร มีปัญหาเรื่องการขาดวินัยทางการเงินของผู้กู้ ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมาก และกําลังหาทางแก้อยู่ มีปัญหาหนี้เสียสูง แล้วก็ต้นทุนในการ บริหารหนี้เพิ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้จึงจําเป็นต้องมีการจัดระบบให้มีประสิทธิภาพ เงินที่น้อยลงก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งมีการได้เงินคืนมา ก็เอาเงินที่คืนมานั้นมาใช้ได้ แต่เรื่องใหญ่คือการจัดระบบให้มีประสิทธิภาพ และอีกอย่างหนึ่งก็คือในระยะหลังนี้มี กรอ. คือกองทุนกู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคตเกิดขึ้น กองทุน กรอ. หรือไอซีแอล (ICL) นี้ได้เคย เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ผมเองเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ในขณะนั้น แต่ว่าเมื่อเกิด การรัฐประหารเปลี่ยนแปลงรัฐบาล กองทุนนี้ถูกยกเลิกไป เพิ่งนํามาใช้อีกเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ ขณะนี้ค้นพบว่าแนวความคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง กรอ. นี้ยังคลาดเคลื่อน ไม่ค่อย ตรงกับความคิดที่เป็นต้นกําเนิด เพราะฉะนั้นในระหว่างนี้กระทรวงศึกษาจะได้หารือ กับกระทรวงการคลัง เพื่อที่จะพิจารณาทบทวนแนวความคิดเกี่ยวกับ กรอ. กันใหม่ กยศ. กับกรอ. ต่อไปข้างหน้าจะประสานกันอย่างไร เชื่อมโยงกันอย่างไร จะต้องมีการพูดจากัน ให้ชัดเจน แต่ว่าเรื่องของ กรอ. หรือไอซีแอลนี้ได้ปรากฏอยู่ในนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจึงจะต้องมีการดําเนินการในเรื่องนี้ ส่วนที่ต่างกันและส่วนที่จะเพิ่มขึ้นถ้า กรอ. มีการนําแนวความคิดที่ชัดเจนมาใช้ ก็คือ กรอ. คือกองทุนกู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะกําหนดหรือในการที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยจัดการศึกษา ได้ตรงกับความต้องการของประเทศอย่างมีคุณภาพมากขึ้น นี่เป็นจุดที่แตกต่างระหว่าง กรอ. กับ กยศ. ซึ่งจะต้องมีการมาประสานเชื่อมโยงกันต่อไป
เรื่องเกือบจะสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน เรื่องการตรวจเกี่ยวกับเด็ก อ่านออกเขียนได้เป็นอย่างไร ที่ท่านชินวรณ์ก็ได้พูดไป ท่านประกอบ รัตนพันธุ์ ก็ได้พูดถึง ด้วยความห่วงใยนั้น ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องการให้สแกน (Scan) หรือการตรวจสอบ เกิดขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้สั่งการให้เกิดการตรวจสอบ โดยมีแบบในการตรวจสอบไปตรวจเด็ก ป. ๓ กับ ป. ๖ ในการตรวจสอบก็เกิดขึ้นมา จากการที่พบว่าผลการวัดการอ่านออกเขียนได้ ที่ทําระดับชาติในระดับ ป. ๓ ได้ผล ออกมาแล้ว คะแนนภาษาไทยไม่ดี คะแนนคณิตศาสตร์ยิ่งไม่ดี แต่เมื่อคะแนนภาษาไทยไม่ดีก็ย่อมเป็นธรรมดาที่วิชาอื่น ๆ จะไม่ดี นอกจากนั้นมีการสุ่มตรวจก็พบว่ายังมีปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่จํานวนมาก ไม่ทราบจํานวนที่ชัดเจน จึงได้มีการตรวจทั่วประเทศเป็นข่าวใหญ่อยู่ในวันนี้บอกว่า ป. ๒ ป.๓ และ ป. ๖ กว่า ๒๐๐,๐๐๐ คนทักษะการอ่านแย่ที่ลงในหนังสือพิมพ์ ก็คือ ป. ๓ ถึง ป. ๖ ถ้าคิดจํานวนที่อ่านไม่ออกอ่านไม่ได้เลยนั้น ก็มีใน ป. ๓ ก็มี ๒๗,๐๐๐ คน ใน ป. ๖ มี ๗,๘๘๐ คน แต่ถ้ารวมอ่านอยู่ในระดับที่ควรปรับปรุงทั้งหมด หมายความว่าอ่านไม่เข้าใจ สื่อสารยังไม่ได้ รวมแล้วทั้งหมดรวมกับที่อ่านไม่ได้ด้วยก็จะเป็นประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่ผมคิดว่าตัวเลขนี้ ไม่ควรที่จะมาคิดหาว่าเป็นปัญหาจากรัฐบาล ไหน เด็ก ป. ๖ อ่านหนังสือไม่เข้าใจก็ต้องหมายความว่ามีปัญหามาตั้งแต่เขาเรียน ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ เรื่อยมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราควรจะมองเรื่องนี้เป็นปัญหาของ ระบบการศึกษา ไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใดจะสอนกันในปีเดียวให้รู้ไปหมดก็คงไม่ สามารถทําได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นปัญหาร่วมกันของทั้งประเทศ และการตรวจสอบมา นี้ไม่ต้องการที่จะตําหนิใคร ไม่ต้องการตําหนิทั้งครู ไม่ต้องการตําหนินักเรียน แต่ต้องการ หาทางออกร่วมกัน และเรื่องนี้มีทางออก ในปีการศึกษานี้จะมีการแยกเด็กมาติวเข้ม หรือจะ แยกเด็กมาสอนพิเศษ หรือแยกเด็กออกมาสอนเป็นห้องต่างหากในปีการศึกษานี้ และเชื่อว่า จะได้ผล เพราะว่ามีการทํากันมาแล้ว เพียงแต่ทําเป็นบางจุด ต่อไปนี้จะทําทั้งระบบ และจะมี การวางแผนในระยะยาวทั้งระบบต่อไปเพื่อดูแลการแก้ปัญหาเด็กอ่านหนังสือไม่เข้าใจ อ่าน หนังสือจับใจความไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็ปล่อยให้ไม่มีการตกซ้ําชั้น และปล่อยให้ผ่าน กันเรื่อยมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการทบทวน มีการวางแผน เรื่องการอ่านไม่ออกนี้ได้ สะท้อนถึงปัญหาใหญ่คือ หลักสูตร เช่น เราให้เด็ก ป. ๑ ถึง ป. ๓ เรียน ๘ กลุ่มสาระวิชา เวลาที่จะเรียนภาษาไทยก็น้อยไปมาก ซึ่งไม่เหมือนสมัยก่อน นี่ก็กําลังทบทวนเรื่องหลักสูตร การสอนให้เด็กอ่านเป็นคํา ๆ แทนที่จะสะกด เด็กบางส่วนจํานวนมากสะกดไม่เป็นแล้ว แต่อ่านจําเป็นคํา ๆ นี่ก็เป็นปัญหาการเรียนการสอน นอกจากนั้นครูต่างวิชา ครูวิชาต่าง ๆ ไม่มีความรู้สึกเป็นหน้าที่ที่จะสอนให้เด็กอ่านหนังสือ การสอนเข้มไม่ค่อยได้ทําให้เกิดขึ้น แต่ที่สําคัญมากอีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศไทยไม่มีระบบการทดสอบวัดผลภาษาไทยที่เป็น ระบบ และเป็นมาตรฐานปล่อยให้ครูวัดผลกันไปให้เกรด ให้คะแนนกันไปตามอัธยาศัย โดยทั้งประเทศไม่รู้ว่าเด็กอ่านหนังสือเป็นอย่างไร เพราะไม่มีการทดสอบวัดผลที่เป็น มาตรฐานเหมือนประเทศที่พูดภาษาอังกฤษมีการวัดผลภาษาอังกฤษ ประเทศพูดภาษาจีน วัดผลภาษาจีนที่มีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นจําเป็นจะต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ ก็โยงไปประเด็น สุดท้ายนิดเดียวนิดก็คือ เรื่องนี้โยงไปกับปัญหาการศึกษาทั้งระบบ แล้วก็เมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่านทั้งหลาย ท่านสมาชิกทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว ท่านประธานก็คงทราบอยู่แล้วว่ามีการเผย ผลการจัดอันดับของเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (World Economic Forum) ซึ่งบอกว่าคุณภาพ ระบบการศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ ๘ ของอาเซียน ความจริงมีตัวชี้วัดอีกหลายตัว อันดับ ๒ บ้าง อันดับ ๕ บ้าง อันดับ ๙ บ้าง เขาวัดความเห็นของนักธุรกิจในประเทศแต่ละประเทศว่า มีความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาแค่ไหน ประเมินการศึกษาในแง่มุมต่าง ๆ อย่างไร จะมี ความคลาดเคลื่อนหรือไม่ เขาเน้นเรื่องอะไรเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันต่อไป แต่ผมคิดว่าเรา ไม่มีเวลามาแก้ตัว เราไม่มีเวลาต้องมาวิเคราะห์ว่าเป็นผลงานของใคร เพราะว่ามันเป็นเรื่อง ของระบบการศึกษาทั้งระบบ สิ่งที่ควรจะทําก็คือ การยอมรับว่าเรายังจะต้องปรับปรุง การศึกษาของประเทศนี้อีกมาก เรายังจะต้องร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษาของประเทศนี้อีก มากเพื่อไม่ให้อยู่ในสภาพล้าหลัง เพื่อให้ก้าวหน้าทันกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะทันกับ ประเทศที่พัฒนา เพราะฉะนั้นผมจึงได้เสนอว่าเรื่องนี้จะต้องมาร่วมกันกําหนดให้การศึกษา เป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็อยากจะกราบเรียนกับท่านทั้งหลายว่าเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ทั้งระบบนี้เป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กําชับกับผมแล้วหลายครั้ง ในวันศุกร์นี้ก็จะ มีการประชุมหารือกับท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ เชื่อว่า ถ้าหากว่ามีการวางแผนกันอย่างจริงจังเป็นระบบโดยอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ผมเชื่อว่าบุคลากรทางการศึกษาของประเทศนี้ ภาคเอกชนผู้สนใจทั้งหลายจะสามารถ ร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกันกับรัฐบาลในการที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศ ให้มีความก้าวหน้า ทันสมัยได้ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากําลังคนเพื่อไปพัฒนาประเทศ ร่วมกันได้ต่อไป ขอบคุณครับ
เดี๋ยวนะครับ คืออย่างนี้ครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีตอบแล้วก็โต้กันไปโต้กันมาจะไม่จบนะครับ ผมจะขอความร่วมมือทุกฝ่ายก่อน จะให้ฝ่ายค้านที่แจ้งความประสงค์ในการที่จะอภิปราย ให้จบสิ้นก่อน แล้วก็ทางรัฐบาลค่อยตอบทีเดียวนะครับ มันจึงเป็นระบบ เดี๋ยวท่านตอบ เดี๋ยวก็ขอใช้สิทธิกันไม่จบไม่สิ้น อาจารย์ประกอบมีอะไรครับ เดี๋ยวทีละท่าน ใจเย็น ๆ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตต่อประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีพูดสัก ๒ เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง สั้น ๆ ครับ
คืออย่างนี้ครับ
พาดพิงด้วย ผมเสียหายด้วยครับ
อาจารย์ประกอบครับ มันจะเป็นปัญหาอย่างนี้ครับ ถ้าท่านยืนขึ้นยกมือแล้วก็ขอพูดเดี๋ยวก็มี ผู้ประท้วงผม อย่างเมื่อวานนี้ท่านสาธิตก็ประท้วงผม ท่านสาธิตก็บอกว่าให้ผมยึดข้อบังคับ โดยเคร่งครัด ท่านจะขอใช้สิทธิพาดพิงก็บอกพาดพิง ประท้วงก็ประท้วง เดี๋ยวผมวินิจฉัยเอง แต่ถ้าลุกขึ้นมาแล้วก็ขอพูดผมจะไม่ให้พูดนะครับ เพราะว่าเวลาของเพื่อนที่กําหนดไว้ ท่านรออีกตั้ง ๘ ท่านนะครับ ท่านชี้แจงประเด็นก่อนครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ ผมนั่งยกมือครับ และผมคิดว่าท่านประธานอนุญาตแล้วเลยลุกขึ้นยืนนะครับ ที่จริงเป็นเรื่อง พาดพิง ไม่เสียหายอะไรเท่าไรหรอกครับ
คือถ้าไม่เสียหายก็พูดไม่ได้
เพียงแต่ว่าผมเข้าใจว่า เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากท่านประธาน ถ้าเกิดว่าผิดแล้วมันผิดหมดนะครับ ผมเรียนนิดเดียว ๒ ประเด็น
เอาอย่างนี้ ผมจะให้ท่าน ๑ นาทีนะครับ
ได้ครับ ประเด็นแรกเรื่องของ แท็บเล็ตที่ท่านบอกว่าโซน ๓ มีปัญหาเสนอราคาสูงเกิน ผมกราบเรียนว่าโซน ๑ โซน ๒ ป.๑ โซน ๓ โซน ๔ ม.๑ ป.๑ ดําเนินการ แต่ของ ม.๑ ทั้งโซน ๓ โซน ๔ โซน ๓ เสนอรายเดียว เสนอได้ แต่ราคาถูกสเปก (Spec) ทุกอย่าง ราคาอยู่ในวงเงินงบประมาณ ที่เขาพูดกันนะครับว่า บริษัทที่มาเสนอราคานี่ไม่ใช่พวกท่านก็เลยมีปัญหา คือไม่ทําให้ ชะลอเวลาแล้วจะยกเลิก แล้วเขาจะฟ้องอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านมาทีหลังท่านคง ไม่ทราบข้อเท็จจริง เขาไม่ผิดเงื่อนไขอะไรเลย แล้วอยู่ในวงเงินด้วยก็ควรจะดําเนินการให้เขา ส่วนโซน ๔ นั้นก็เป็นข้อเท็จจริงว่าสเปกไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผมสงสัยว่าทําไมไม่รีบดําเนินการ ให้แล้วเสร็จเพราะลูกหลานของเราคอยอยู่นะครับ ท่านให้คํามั่นสัญญาว่าเปิดปั๊บใช้ปุ๊บ
เกินเวลาแล้วนะครับ เดี๋ยวทีละท่าน ท่านชินวรณ์ก่อนครับ คือมันไม่ได้นะครับ เพราะว่า เดี๋ยวมีผู้ประท้วงผม
(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญผู้ประท้วงก่อนครับ ท่านจุลพันธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ขอประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๘ ท่านประธานครับ ถ้าเพื่อนจะใช้สิทธิในการพาดพิงทุกครั้งที่รัฐมนตรีตอบแล้วอาจจะไม่ตรง กับแนวความคิดหรือไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านได้รับทราบมาแล้วจะใช้สิทธิพาดพิงตอบทุกครั้งนี่ มันคงไม่จบนะครับ ท่านประธานต้องถามก่อนว่าใช้สิทธิพาดพิงนั้นประเด็นอะไร ขอท่านประธานได้โปรดดําเนินการตามข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ
พอแล้วครับอาจารย์ประกอบครับ ผมให้ ๑ นาทีก็จบแล้วครับ มันไม่ได้นะครับ มีหลายท่าน ยังรออยู่ ท่านชินวรณ์ ท่านอานิก ท่านดอกเตอร์จากปทุมธานี ท่านเกียรติ แล้วก็อีกหลายท่าน ที่รออภิปรายอยู่ เห็นใจเถอะครับ คือพอท่านอภิปรายเสร็จ ทางรัฐบาลตอบจะตรงใจท่าน ไม่ตรงใจท่านก็เป็นเรื่องของการชี้แจงไป คือข้อเท็จจริงประธานเองก็ไม่ได้ทราบด้วย หรอกครับ แต่ผู้ชี้แจงก็ชี้แจงไปแล้วนะครับ นั่งลงผมจะให้ทางท่านชินวรณ์ต่อ ทีละท่าน เอาทีละท่านก่อนนะครับ คือถ้าท่านนิดเดียวเดี๋ยวผู้ประท้วงผมอีก มันไม่เป็นไรไม่ได้ครับ เพราะผู้ประท้วงเขาประท้วงมาครับ แล้วผมก็เกรงใจวิปฝ่ายค้าน เขามากําชับประธานด้วย บอกว่าต้องเคร่งครัดนะครับ ก็ให้ ๑ นาทีแล้ว ท่านเกินแล้ว และที่จริงก็ไม่ได้เสียหาย ไม่ได้ พูดถึงท่านเลยนะครับ แต่ผมก็วินิจฉัยว่าให้ท่าน ๑ นาที ก็ประธานวินิจฉัยไปแล้ว จะให้ ทําอย่างไรละครับ แล้วจะให้ถูกใจอย่างไรก็ไม่รู้นะครับ เข้าใจครับ เอาอย่างนี้ เพื่อความ เรียบร้อยนะครับ ผมจะให้อีกครึ่งนาทีตามที่ตกลงนะครับ เชิญครับ เดี๋ยวท่านชินวรณ์ต่อ
เรื่องทุจริตครูนะครับ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีผมเชื่อมั่นในรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านนะครับ ท่านเสริมศักดิ์ ผมก็เชื่อมั่น แต่ว่าเรามีกติกาวันนั้นว่าเที่ยวนี้ถ้าจับผู้ทําการทุจริตไม่ได้ กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ต้องทําเรื่องทุจริตอีกต่อไป เพราะตัวละครทุจริตนี่มันเห็นตําตา เราบอกว่าคนที่เห็นตําตา นี่ลงโทษเสียก่อนกระบวนการลงโทษเสียก่อน แต่คนที่ยังไม่แน่ใจนี่ทําทีหลังถูกไหมครับ วันนี้ ๑๑๑ เขตพื้นที่การศึกษา สั่งออกประมาณ ๑๘๙ คน ที่สั่งปลดออกจากราชการนะครับ เพราะบรรจุแล้ว เพราะว่าทุจริต ถามว่าแล้วคนอยู่เบื้องหลังละ ทําไมรัฐไม่เอามาลงโทษ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ทําไมไม่เอามาลงโทษนะครับ เพราะท่านบอกว่าท่านจะต่อสู้กับ เรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน ขอบพระคุณมากครับ
เอาท่านชินวรณ์ก่อน ทีละท่านครับ ท่านชินวรณ์ประเด็นอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช สั้น ๆ นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ
เอาประเด็นก่อนครับ
เป็นประเด็นที่ท่านรัฐมนตรี ได้พูดถึงในเรื่องของคุณภาพทางการศึกษา โดยเฉพาะเป็นประเด็นที่ผมอภิปราย ในเรื่องที่เด็กนักเรียนนั้นอ่านไม่ออกนะครับ แล้วก็เกี่ยวกับประเด็นสําคัญที่ผมอยากจะเรียน ไปยังรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นการตอบโต้นะครับ ท่านประธานต้องเข้าใจครับ ท่านประธาน นั่งเป็นประธานนี่ ถ้าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะต้องเอาความจริงให้ปรากฏชัดเจน
คือเข้าใจนะครับ แต่มีผู้คอยประท้วงผม ผมให้ท่าน ๑ นาทีนะครับ
ท่านประธานยังไม่ทันฟัง ผมพูดเลยครับ
ครับ ให้ ๑ นาทีครับ
ใช่ครับ
เชิญครับ
ครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ คือประเด็นนี้เป็นประเด็นที่จะต้องทําความเข้าใจร่วมกันว่า เรามีความคิดตรงกันว่าปัญหาการศึกษานั้นเป็นปัญหาของชาติ ที่ทุกฝ่ายจะต้องมี ความร่วมมือด้วยกันอย่างความจริงใจในการที่จะเข้าไปสู่การแก้ไขปัญหา แต่ประเด็นก็คือว่า มุมมองที่อยากจะให้มองโดยภาพรวม องค์รวมทั้งหมดในการขับเคลื่อนการศึกษา มีความจําเป็น โดยเฉพาะในกรณีเรื่องคุณภาพทางการศึกษาผมอยากจะกราบเรียนว่า ท่านรัฐมนตรีจะไปพูดว่าเป็นเรื่องเริ่มต้นมาจากรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ ถูกต้องแล้ว แต่วันนี้ท่านเป็นคนรับผิดชอบอยู่ ผมจึงอยากเห็นท่านได้ประกาศชัดเจนว่า จุดเน้นคุณภาพผู้เรียนที่ต้องการทําให้เกิดขึ้นจริง ๆ นั้นคืออะไร ดีกว่าที่ท่านจะมาตอบว่า มันเป็นเรื่องของความผิดพลาดของระบบทั้งหมด แต่วันนี้เป็นเรื่องที่ท่านต้องรับผิดชอบ ในฐานะท่านเป็นรัฐมนตรี ท่านประกาศจุดเน้นให้ชัดเจนสิครับ ที่เขาเคยประกาศมาแล้ว ผมก็เอาความคิดนี้มาจากสภาปฏิรูปการศึกษา และจากผลการวิจัยของแมคเคนซี (Mackincy) ว่าถ้านักเรียนระดับ ป.๑ ป.๓ นี่ต้องอ่านออกเขียนได้ ทําเลขเป็น ท่านประกาศตรงนี้สิครับ ถ้า ป.๖ ก็นอกจากอ่านคล่อง เขียนคล่อง ทําเลขเป็นแล้วต้องสามารถสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
เอาละครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน มันเป็นประเด็นสําคัญครับ ไม่ถึง ๑ นาทีเลยครับท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านประธานหักเวลา ที่ท่านประธานเตือนด้วยครับ
เอาเถอะครับ หลายท่านอยู่
กําลังจะเป็นประโยชน์ครับ ท่านรัฐมนตรีจดเลยครับท่านประธานลองคิดดูแล้วก็ไม่ได้ครบเวลาตามที่ท่านประธาน ได้ให้เวลาผมเลย ก็เลยกลายเป็นเสียเวลาเลย คือประเด็นตรงนี้จะมีความสําคัญ ที่นักการศึกษามองรัฐมนตรีอยู่ ผมก็มองรัฐมนตรีอยู่ด้วยความห่วงใยครับว่า เราต้องการที่จะเห็นการศึกษาบ้านเมืองของเราดีมีศักยภาพและไปส่งเสริมกับการแข่งขัน กับต่างประเทศ ผมกําลังพูดต่อว่าถ้า ป.๖ ต้องอ่านคล่อง เขียนคล่อง ทําเลขเป็น สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ มีวินัยในตนเอง แต่พอ ม.๑ ถึง ม.๓ นี่มันต้องมีจุดเน้นในเรื่องของ การเรียนรู้เรื่องภาษาอังกฤษนะครับ เราเตรียมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พอ ม.๖ ต้องสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีความเป็นพลเมืองดี พออาชีวะต้องสามารถที่จะผลิต แรงงานฝีมือชั้นกลางขึ้นมาและมีความรับผิดชอบ
ผมว่าพอแล้วนะครับ
อีกนิดเดียวท่านประธานครับ มันต้องต่อยอดไปเป็นองค์รวมคือระดับมหาวิทยาลัยด้วยที่จะต้องพูดอย่างต่อเนื่องครับ ผมก็ ขอเพียงแค่นี้นะครับ
มีผู้ประท้วงครับ ถ้าผมให้อีก ๑ นาทีท่านก็ไป ๒ แล้วนะครับ มีผู้ประท้วง ผมก็ให้ ท่าน ๑ นาที ท่านใช้เวลา ๒ นาทีนะครับ เชิญท่านนั่งลง พอแล้วครับ เดี๋ยวเอาประเด็นของ กระทรวงศึกษาธิการก่อน ท่านเกียรติศักดิ์ ประเด็นกระทรวงศึกษาธิการใช่ไหมครับ เดี๋ยว กระทรวงพลังงานค่อยท่านอานิกกับท่านเกียรติ เอาทีละกระทรวงก่อนอย่างนั้นไม่จบครับ เชิญครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยว ๆ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานครับ ผู้ที่มีคิวอภิปรายของพรรค ฝ่ายค้านมีอีกจํานวนมาก ถ้าท่านประธานปล่อยให้แต่ละฝ่ายไม่รักษาเวลา ให้แต่ละฝ่าย พาดพิงกันมาพาดพิงกันไปแล้วลุกขึ้นมาเป็นสิบ แล้วคนที่เขามีคิวอภิปรายเขาจะไม่ได้ อภิปราย เรามีร่างพระราชบัญญัติสําคัญรออยู่ ท่านประธานปล่อยเวลาจะบ่ายสามโมงแล้ว ท่านต้องควบคุมการประชุมเลยครับท่านประธานครับเดี๋ยวคนท้าย ๆ เขาจะไม่ได้พูดแล้วจะ มาโทษผมนะครับท่านประธาน ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ไม่เป็นไรครับ ท่านนั่งลงครับ คืออย่างนี้ครับผมจะบริหารตามข้อตกลง ฝ่ายค้านเหลืออยู่ เท่าไรก็ว่ากันไปตามนั้น แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลก็เป็นสิทธิของคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบ แต่ผม เพียงแต่จะบริหารให้เกิดมีประสิทธิภาพในการที่จะอภิปราย โดยเฉพาะที่วิปฝ่ายค้านกระชับ แล้วก็ขอความร่วมมือกับผมนะครับว่าขอให้แต่ละท่านอภิปรายอยู่ในเวลาของแต่ละฝ่าย เพราะฉะนั้นผมจะต้องถามผู้จะขอใช้สิทธิก่อน เชิญครับทีละท่าน
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผมขอ ๑๐ วินาทีครับท่านประธานครับ
เดี๋ยวยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะครับอย่าเพิ่งใช้สิทธิ
ผมหารือ ๑๐ วินาทีครับ
เชิญหารือครับ
๑๐ วินาทีครับท่านประธานครับ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม เกียรติศักดิ์ ส่องแสง จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ท่านประธานครับ ผมได้เสนอชื่อเป็นผู้อภิปรายในนโยบายของรัฐ ของกระทรวงศึกษาธิการเอาไว้ เดิมนั้นผมมี ๑๕ วินาที แต่คราวนี้มาเหลืออยู่ ๗ วินาทีแล้วก็ ๕ วินาทีแล้วครับ ผมเกรงว่าผมจะไม่ได้อภิปราย คราวนี้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงมาแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแท็บเล็ต เหลือ ๕ นาทีผมก็จะชี้แจงนะครับ ผมก็ขออภิปราย นะครับ
เดี๋ยวนะครับ ยังไม่เข้าใจเลยนะครับ ท่านได้อภิปรายหรือยังครับ
ผมยังไม่ได้อภิปรายครับ ท่านประธาน
เดี๋ยวท่านต่อคิวครับ เดี๋ยวท่านไปบอกเลขานุการวิปครับ
ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ให้ท่านรัฐมนตรีอยู่นะครับ ฟังผมหน่อยว่าเกี่ยวกับ
เอาละครับ ท่านรัฐมนตรีท่านบอกท่านอยู่ครับ อยู่จนจบนะครับ เดี๋ยวท่านอานิกก่อนแล้ว ท่านเกียรติ เชิญท่านอานิกครับ
ดิฉัน อานิก อัมระนันทน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ขอใช้สิทธิถูกพาดพิงค่ะ เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีท่านกลับมาพอดีนะคะ ท่านบอกว่าดิฉันเอาสิ่งที่ร่ําลือมาอภิปรายใน สภาผู้แทนราษฎรเป็นสิ่งที่เสียหายไม่พึงทํานะคะ ดิฉันขอชี้แจงเพราะว่าไม่อย่างนั้นดิฉันจะ เสียหายมากนะคะ
ให้ ๒ นาทีครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณค่ะ ในเรื่องของ คนนามสกุล ชินวัตร นะคะ ดิฉันก็ได้บ่งบอกแล้วว่าไม่มีหลักฐานนะคะ แต่ที่ได้นํามาอภิปราย ก็เพราะว่าการที่ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีบิล มันไม่ได้แปลว่าไม่มีการทุจริต ส่วนในเรื่องของเอกสาร ที่สไลด์ที่ท่านรัฐมนตรีฉายซ้ําขึ้นมานี่นะคะ อันนั้นดิฉันไม่ได้บอกว่าเป็นของคนนามสกุล ชินวัตร แต่เป็นนายหน้าในนั้นเขาก็ระบุชัดว่าเขาเป็นนายหน้านะคะ แล้วเขาก็เอาไปขายตาม สัมมนานะคะ ก็เป็นข้อมูลซึ่งได้มาจากผู้ประกอบการ ทีนี้ส่วนสําคัญคือในเรื่องของตระกูล มาลีนนท์ ที่ได้เปลี่ยนเทคโนโลยีก็อยากจะเรียนท่านประธานว่าที่ท่านบอกว่าเหตุผลคือ เพราะว่าเขายังไม่ได้เซ็นพีพีเอ ดิฉันต้องเรียนขอท่านรัฐมนตรีพิจารณาว่ามันเป็นธรรมแล้ว หรือคะเพราะว่ามันไม่ได้มีผลต่อการปฏิบัติในแง่ของการที่จะทําให้เกิดไฟฟ้าจากพลังงาน หมุนเวียนมากหรือน้อยกว่ากัน ควรจะให้เท่าเทียมกัน คณะกรรมการควรจะยกเลิกไปเลย สัญญาไหนที่ทําไม่ได้ ท่านอย่าใช้ดุลยพินิจซึ่งมันเลยกลายเป็นเลือกปฏิบัติที่บอกว่า ให้เจ้าโน้นไม่ให้เจ้านี้นะคะในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งทําให้เกิดมีคดีฟ้องร้องกันมากมายนะคะ
ประเด็นสุดท้ายเรื่องของ ร.ง. ๔ มติ กพช. เดือนกรกฎาคม บอกว่าจะ เป็นวัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) ตอนนี้ข่าวในหนังสือพิมพ์ก็ไม่ชัดเจนเลย ท่านรัฐมนตรีอาจจะถือโอกาสอธิบายว่าตกลงเรื่องนี้สําเร็จหรือไม่คะที่จะให้ทาง กกพ. เป็นผู้ดําเนินการ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านเกียรติ ประเด็นอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ พอดีผมเป็นคนอภิปราย เรื่องพลังงานไว้ด้วยนะครับ ผมมีคําถามอยู่ ๕-๖ คําถาม ผมก็ขอบันทึกไว้ว่ารัฐมนตรีไม่ตอบ ผมเลย ทีนี้ประเด็นที่เสียหายมันอยู่ตรงนี้ครับ ท่านไปบอกว่า ราคาแอลพีจี ต้องพุ่งสูงขึ้น เพราะเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น อันนี้โกหกครับ ผมอยากบันทึก ผมขอแค่ ๒ นาทีครับ ท่านประธาน
คือไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าท่านอภิปรายแล้วท่านรัฐมนตรีก็ตอบไปแล้วตามประเด็นนะครับ
ท่านไม่ได้ตอบผมครับ
ประเด็นที่ท่านบอกขอใช้สิทธินะครับท่านก็ชี้แจงไป ส่วนประเด็นแรกที่ท่านพูดนะครับ ก็เดี๋ยวรอนะครับ ท่านก็กําลังเก็บประเด็นอยู่ ก็ต้องรอ
ผมอยากทราบว่าท่านรัฐมนตรี จะตอบคําถามผมหรือไม่เท่านั้นล่ะครับ ผมถามเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนนะครับ ท่านประธาน ของแพงทั้งแผ่นดินเพราะนโยบายพลังงานผิดพลาด ผมก็ถามง่าย ๆ ครับว่า ในเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกทั้ง ๒ ปี เฉลี่ยมันถูกลง ๓ เปอร์เซ็นต์ ทําไมประเทศไทย ค่าพลังงานแพงขึ้น ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ ทําไมค่าไฟสูงขึ้น ๑๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ตอบ ผมบอก แอลพีจีมันแพงเพราะลักลอบถึงต้องไปซื้อของแพงมาชดเชย ท่านก็ไม่ตอบ ท่านไปบอก สึนามิ ผมบอกว่าราคาก๊าซธรรมชาติมันแพงขึ้นเพราะค่าบริหารจัดการมัน ๖ บาทต่อกิโลกรัม พิสูจน์มาแล้ว ท่านรับรายงานไปแล้วท่านไม่แก้ไข ท่านไม่ตอบ แล้วประการสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ท่านบอกว่าท่านรู้จักตระกูลชินวัตรใช่ไหมครับ ผมตั้งคําถามท่านครับว่า ทําไมปล่อยให้ ปตท.ให้เงิน ๓๐ ล้านบาทกับวอยซ์ทีวี (Voice TV) แล้วทําไมให้การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตให้เงินกับวอยซ์ทีวีอีก ๑๐ ล้านบาทนะครับ
ผมว่าพอแล้วครับ เชิญนั่งลงครับ ผมจะแจ้งท่านผู้อภิปรายให้เตรียมตัวทีละ ๓ ท่านนะครับ ต่อไปเป็นท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๑๐ นาที ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๘ นาที แล้วก็ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ๑๐ นาทีนะครับ ทีละท่านก่อนครับ ของ ท่านประเด็นอะไรครับ
ผมขออนุญาตครึ่งนาที ท่านประธาน สั้น ๆ ชัด ๆ ท่านประธานครับ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนอภิปรายเรื่องของค่าครองชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นราคา แอลพีจีที่ผิดเวลา ท่านรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นี้ที่ชี้แจงแล้วก็ผมเสียหายแล้วคิดว่าประชาชน อาจจะเสียหาย เพราะว่ามุมมองของท่านต่างจากของผมแล้วก็ประชาชน คืออย่างนี้ ท่านบอกว่าการที่ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือจากท่าน ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าราย แล้วมาใช้สิทธิ ๒๐,๐๐๐ กว่าราย มุมมองท่านบอกว่าได้รับการรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่า ประชาชนเขาไม่เดือดร้อน ผมต้องเรียนตรง ๆ นะครับ เมื่อวานผมก็อภิปรายว่าประชาชน เขาเดือดร้อน แต่ว่าด้วยกระบวนการ วิธีการที่ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้เขาก็เลย ไม่ไปรับสิทธิ เขาก็เลยต้องยอมรับสภาพความเดือดร้อนในการขึ้นค่าแอลพีจีตรงนี้ละครับ ท่านประธานครับตรงนี้เป็นมุมมองที่ต่างกัน เรียนท่านรัฐมนตรีครับ
เดี๋ยวทีละท่านนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก่อนนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกได้แสดงความเห็นในเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการศึกษา นะครับ บรรยากาศก็ดูจะเข้มข้นและดูเหมือนจะดุเดือด แต่ความจริงเนื้อหาที่ท่านพูดเป็น เนื้อหาที่สร้างสรรค์อย่างมาก
เดี๋ยวนะครับท่านรัฐมนตรี ท่านประเสริฐ มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ คืออยากให้ปฏิบัติเป็นไปตามข้อตกลง ไม่เช่นนั้นการอภิปรายมันก็จะยืดเยื้อ
ใช่ ผมดูแล้ว สั่งทางท่านเลขาธิการแล้วเช็กเวลานะครับ
ท่านประธานฟังนิดหนึ่งครับ ฟังให้ จบนะครับ เอกสารก็ส่งฝ่ายเลขาพิมพ์ออกมา หน้าที่ ๒๖ นี้ เพิ่งพิมพ์เมื่อสักครู่นี้ ซึ่งเราตกลง กันว่า ครม. มีเวลา ๔ ชั่วโมง ส.ส. รัฐบาล ๓ ชั่วโมง ส.ส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑๐ ชั่วโมง บัดนี้ ครม. ใช้เวลาไป ๔ ชั่วโมง ๔๑ นาทีกว่าครับ ซึ่งเมื่อคืนท่านประธานวิสุทธิ์ ทําหน้าที่ ประธานบอกว่าถ้าครบแล้วจะไม่ให้รัฐมนตรีตอบ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ตอบกันยาว อย่างนี้ครับ ตอบยาวไปเรื่อย คืนนี้ท่านจะเอาจบหรือจะเอาไม่จบมันมีอยู่แค่นี้ ถ้ารัฐบาล อยากจบแบบที่พูดรัฐมนตรีก็ต้องประหยัดถ้อยคํา มิฉะนั้นรัฐมนตรีก็ตอบแล้วก็ไปพาดพิง ไปเรื่อย ใช่ไหมครับ มันก็ไปกันใหญ่ครับอย่างนี้
เอาละครับ คนอยู่ข้างล่างก็อยากจะให้รัฐมนตรีตอบนะครับ อดทนหน่อยแล้วกันผมว่า
ใครอยากให้รัฐมนตรีตอบนะครับ ใครครับ
เอาละครับ ท่านเกียรติมองหน้าผมอยู่เมื่อสักครู่นี้
ไม่ มันต้องเป็นไปตามกรอบเวลา
เอาละครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ ช่วยกระชับเวลาหน่อยนะครับ
(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านก่อนครับ เชิญท่านประท้วงก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ด้วยความเคารพครับ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ลุกประท้วงนะครับ ไม่ได้ประท้วงข้อบังคับ อะไร แต่ว่าได้บังคับประธาน ผมคิดว่าท่านผู้ประท้วงใช้ถ้อยคําที่ไม่สุภาพกับท่านประธาน แล้วก็บอกว่าท่านรัฐมนตรี ใครให้ตอบ ก็เมื่อสักครู่นี้ทางฝ่ายผู้อภิปราย ไม่ว่าจะเป็น ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ไม่ว่าจะเป็นท่านเกียรติ สิทธีอมร หรือว่าไม่ว่าจะเป็นท่านชนินทร์ ไม่ว่าจะเป็นหลายท่าน ก็บังคับให้ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ แล้วเมื่อท่านรัฐมนตรีจะตอบ ท่านก็บอกว่า ใครให้ตอบ นะครับ ขอบคุณครับ ช่วยวินิจฉัยด้วยนะครับ
คืออย่างนี้ครับ ผมว่าเอาละครับ คืออย่างนี้ครับท่านสมาชิก ผมได้ดูตารางเวลาที่ทางฝ่าย เลขาธิการเขาส่งมาให้นะครับ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ที่ผมถือไว้นี่นะครับ ฝ่ายรัฐบาลยังเหลือเวลาอีก ๒ ชั่วโมง ๒๑ นาที ฝ่ายค้านยังเหลือเวลา ๑ ชั่วโมง ๕๒ นาที เดี๋ยวผมจะให้ฝ่ายเลขาธิการทยอยส่งเข้ามาแจ้งเป็นตามลําดับนะครับ อันนี้ไม่ต้องห่วงนะครับ เอาตามข้อตกลงทุกประการ
(นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านประท้วงอะไรครับท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๑๑ และข้อ ๘ นะครับ ข้อ ๑๑ เนื่องจากว่าเมื่อเช้า ท่านประธานได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า เมื่อวานนี้เราจะมีการถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ แต่ ณ เวลานี้ไม่มีการถ่ายทอด โดยไปถ่ายทอดพิธีมอบเกียรติบัตร กับผู้ประกอบการดีเด่นที่เมืองทองธานี โดยมีนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานในการมอบเกียรติบัตร ในพิธีมอบดังกล่าว และนําเอาช่อง ๑๑ ไปถ่ายทอดสดด้วย ซึ่งกระผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง สําคัญ นอกจากนายกรัฐมนตรีจะไม่อยู่สภาแล้วยังเอาสถานีโทรทัศน์ซึ่งควรจะถ่ายทอด เรื่องที่มีความสําคัญก็คือการแถลงนโยบายในรอบ ๑ ปีไว้ที่สภา แต่ทําไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านประธานจะต้องวินิจฉัยนะครับ เพราะนี่ท่านประธานไม่สามารถ ที่จะบังคับให้มีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ที่เป็นฟรีทีวี (Free TV) ได้ ขออนุญาตให้ ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ
เดี๋ยวผมให้ทางฝ่ายเลขาธิการตรวจสอบหน่อย ผมก็นั่งอยู่เหมือนกับท่านครับ เดี๋ยวนะครับ ผมว่าพอแล้วเดี๋ยวมันจะเสียเวลาครับ พอแล้วท่านอรรถพรไม่เอาแล้วครับ เชิญท่านรัฐมนตรี ขอสั้น ๆ หน่อยนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมตอบสั้น ๆ มาตลอด อยู่แล้ว แล้วก็จะตอบสั้น ๆ นะครับ และที่ตอบนี้ไม่ใช่เป็นการพาดพิงอะไร คือท่านสมาชิก ได้แสดงความเห็นในลักษณะห่วงใยและสร้างสรรค์ ผมก็ตอบ บางครั้งก็ระบุชื่อผู้อภิปรายไว้ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ เป็นห่วงเรื่องว่าไปยกเลิกโซน ๓ ได้อย่างไร ก็เรียนอย่างนี้ครับว่า ตอนที่ผมเข้ามามีการดําเนินการโซน ๑ โซน ๒ มาแล้ว แล้วก็ดําเนินการมาถูกต้อง แต่ว่า โซน ๓ พบว่ามีผู้เข้าประมูลแข่งกันเพียง ๒ ราย และที่แข่งกัน ๒ ราย เคาะ ๒ ครั้งเท่านั้น ก็เป็นที่ยุติ และราคาก็ถึงแม้จะต่ํากว่าราคากลาง แต่ราคาสูงกว่าโซนอื่น แต่โซนอื่นก็เป็น เครื่องคนละชนิด ก็ทําให้ต้องรอมา ในระหว่างนั้น ส.ต.ง. ได้บันทึกทักท้วงว่าสงสัย หรือ เชื่อว่าอาจจะไม่มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมนะครับ เหมือนจะเป็นการสมยอมราคา หรือเปล่าทํานองนั้น ก็เลยยิ่งต้องชะลอ ต่อมาพอมีการประมูลโซน ๔ ซึ่งเดิมมีผู้เข้าแข่งขัน รายเดียวจึงต้องยกเลิกไป โซน ๔ ประมวลออกมาแล้วเครื่องเป็นลักษณะเดียวกันกับโซน ๓ แต่ปรากฏว่ามีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นและราคาต่ําอย่างเห็นได้ชัด ต่ํากว่าโซน ๓ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อประมูลข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งข้อทักท้วงของ ส.ต.ง. คณะกรรมการจึงได้มี มติว่าเห็นสมควรให้ไปยกเลิก สพฐ. ซึ่งเป็นผู้มีอํานาจในการจัดซื้อก็ได้ตัดสินใจที่จะยกเลิก เข้าใจว่าจะมีการฟ้องร้องกันก็ตาม แต่ว่าดูทั้งหมดแล้วก็ไม่อาจตัดสินใจเป็นอย่างอื่นเพื่อเป็น การรักษาผลประโยชน์ทางราชการ ส่วนโซน ๑ โซน ๒ โซน ๔ ซึ่งประมวลเสร็จแล้วนั้น ที่ช้าอยู่เพราะมีข้อทักท้วงมาพร้อมกับโซน ๓ เป็นข้อทักท้วงบางประเด็นที่เป็นประเด็นเล็ก ๆ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้พิจารณาแล้ว และเห็นว่า สิ่งที่ได้ดําเนินการไปนั้นถูกต้องตามระเบียบแล้วจึงดําเนินการต่อไปได้ และโซน ๑ โซน ๒ โซน ๔ สพฐ. ก็ได้เสนอมาให้ผมอนุมัติ ผมได้อนุมัติไปแล้วก็อยู่ในระหว่างการไปทําสัญญา ในรายละเอียดเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ไปถ่วงเวลาอะไรให้ช้า ส่วนที่ท่านชินวรณ์ได้แสดง ความเป็นห่วงว่าจะต้องให้เน้นคุณภาพผู้เรียน อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ต้องให้ดูแลเป็นพิเศษ รวมทั้งอยากให้รู้ว่าเด็กชั้นไหนควรจะมีคุณลักษณะอย่างไร ควรมีผลสัมฤทธิ์อย่างไร ก็อยากจะกราบเรียนว่าเป็นแนวความคิดที่สอดคล้องกันกับที่กระทรวงศึกษาคิดอยู่ เพียงแต่ว่า กระทรวงศึกษากําลังบอกว่าจะต้องเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ และต้องเน้นที่การคิดวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์ในวิชาต่าง ๆ ผลสัมฤทธิ์ในภาษาไทยภาษาต่างประเทศ แล้วก็ต้องมีความรู้ที่จะ เรียนในยุคอินเตอร์เน็ต ยุคที่การสื่อสารทันสมัยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึงกว้างขวาง และรวดเร็วอยู่ เรื่องเหล่านี้คณะกรรมการที่ทําเรื่องปรับปรุงหลักสูตรกําลังจะต้องไปคิดว่า เด็กชั้นไหนควรมีความรู้อย่างไร มีคุณลักษณะอย่างไร ซึ่งก็เป็นในทิศทางเดียวกับที่ท่านชินวรณ์ เสนออยู่ ผมก็จะรับความเห็นนี้ไปให้คณะกรรมการจัดทําหลักสูตรเพื่อนําไปประกอบการ พิจารณาวางแนวให้ชัดเจนว่าเด็กชั้นไหนควรมีคุณลักษณะอย่างไรและมีผลสัมฤทธิ์อย่างไร ส่วนที่ผมย้ํามาตลอด ก็คือว่าต้องให้มีผลสัมฤทธิ์ และสามารถทดสอบวัดผลและประเมิน ได้ด้วยวิธีที่เป็นมาตรฐานเพื่อที่จะนํามาตั้งเป้าหมาย และทําให้ทั้งระบบขับเคลื่อนไป เพื่อที่จะให้ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนดีขึ้น โดยมีการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน หรือ การทดสอบวัดผลการประเมินที่อิงกับมาตรฐานสากล อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตรงกัน ท่านอาจจะ อภิปรายอย่างเข้มข้น แต่ผมฟังอย่างไรแล้วก็เห็นว่าเป็นการแสดงความกระตือรือร้นเอาใจใส่ ต่อการศึกษาของชาติรวมกัน ขอขอบคุณครับ
เอาให้จบทีเดียวนะครับ เอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จบในประเด็นนี้ ทีละเรื่อง ๆ นะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรตินะครับ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรื่องของ ใบอนุญาต ร.ง. ๔ ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถามว่าที่ประชุมครั้งสุดท้ายเป็นอย่างไร ครม. ได้มีมติเมื่อวันอังคารนี้ให้แยกส่วนว่า เรื่องของกระทรวงพลังงาน ให้กระทรวงพลังงาน ไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแก้ไขและให้อยู่ในอํานาจของกระทรวงพลังงานในการอนุมัติ ซึ่งคิดว่ากฤษฎีกาจะไปดู เพราะหลายเรื่อง เรามี พ.ร.บ. เชื้อเพลิงซึ่งครอบคลุมเกี่ยวกับ พ.ร.บ. โรงงานอยู่แล้วแล้วก็สามารถอนุมัติได้เอง ซึ่งก็จะให้เรกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นผู้ดําเนินการอนุมัติในเรื่องของการติดตั้ง ไม่ว่าโซลาร์เซล พลังงานทดแทนอื่น ๆ แม้กระทั่งแก๊สธรรมชาติ คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงานก็จะให้กระทรวงพลังงาน ดูแล ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมก็ดูแลเฉพาะเรื่องของอุตสาหกรรม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี นะครับ ส่วนในเรื่องของราคาค่าไฟนะครับ ราคาค่าไฟเป็นเรื่องของเรกูเลเตอร์ ซึ่งเรกูเลเตอร์วิธีการพิจารณาจะพิจารณาตามราคาแอลเอ็นจี ราคาตามตลาดโลก ซึ่งมี การผันแปรขึ้นหรือลงก็มีการปรับลดลงทุก ๔ เดือน อันนี้ผมคิดว่าการตั้งเรกูเลเตอร์ขึ้นมานั้น ทางฝ่ายผู้บริหารไม่ควรจะก้าวก่าย มีคณะกรรมการพิเศษในการดูแล ส่วนในเรื่องของที่ว่า โกหกเรื่องราคาแอลพีจีที่เกิดจากสึนามิ มีตารางเห็นชัดเจน ในเดือนมีนาคมราคาของ แก๊สแอลพีจีขึ้นไปถึง ๑,๒๑๐ เหรียญ จนกระทั่งถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ยังอยู่ที่ ๑,๐๒๖ เหรียญต่อตัน ตรงนี้ที่ทําให้กองทุนติดลบ จนกระทั่งตอนเข้ามาติดลบเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ แจ้งให้ทั้ง ๒ ฝ่ายทราบ เหลืออยู่ฝ่ายละ ๙๐ นาที เชิญท่านอาจารย์ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๑๐ นาทีครับ
(นายอรรถพร พลบุตร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ สืบเนื่องจากที่ท่าน ส.ส. อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ได้ประท้วงไว้ครับ ขณะนี้ช่อง ๑๑ ยังไม่ได้ ถ่ายทอดการประชุมเพื่อพิจารณานโยบายผลงานของรัฐบาล แต่ถ่ายทอดการหนีประชุมสภา ของนายกรัฐมนตรี และเอาช่อง ๑๑ หนีสภาไปถ่ายที่นั้นด้วย ไม่ทราบมันจะประจบประแจง เชลียร์อะไรกันนักหนา ท่านต้องสั่งการให้กลับมาถ่ายทอด ไม่อย่างนั้นพวกผมไม่ยอมครับ นี่คือการประชุมที่มีความสําคัญที่สุด
เอาอย่างนี้ครับ ผมก็นั่งอยู่นี่เหมือนท่านนี่ละ ถ้าท่านอภิชาตไม่ลุกขึ้นผมจะไปทราบได้ อย่างไร ให้ผมสอบถามทางฝ่ายปฏิบัติก่อนนะครับ เดี๋ยวอภิปรายไปก่อนนะครับ เอาทีละ ท่าน ใจเย็น ๆ ครับ เดี๋ยวฝั่งนี้ก่อน จะประท้วงไหมครับ เชิญทีละท่าน
ท่านประธานครับ ท่านต้องพักการประชุม จนกว่าช่อง ๑๑ จะมาถ่ายทอดการทําหน้าที่ของผู้แทนปวงชน
เดี๋ยวนะครับ ผมให้ฝั่งนี้ประท้วงอยู่ ผมหาไม่เจอ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านประธานครับ พร้อมฟังแล้วหรือยังครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัด สุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้ประท้วงที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าหนีการประชุมสภาไป ตรงนี้ เสียหายครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปภารกิจตามหน้าที่ครับ แล้วมากล่าวหากันอย่างนี้ไม่ได้ ต้องถอนครับ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
เอาอย่างนี้ครับ คือท่านนายกรัฐมนตรีเขามีภารกิจล่วงหน้าไว้หลายวันแล้วนะครับ ส่วนอันนั้นเป็นเรื่องของท่านนะครับ เอาเรื่องถ่ายทอดเราดีกว่านะครับ เอาประเด็นนี้ดีกว่า นะครับ เชิญท่านบุญยอด
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ผมเปิดไอแพดนะครับ
ท่านประท้วงอะไรครับ
ผมเปิดไอแพดให้ท่านดู เป็นไอแพดส่วนตัว ไม่ใช่สภานะครับ
ท่านประท้วงอะไรครับ
ก็การประชุมวันนี้ยังไม่ได้รับ การถ่ายทอดสดจากช่อง ๑๑ ในขณะนี้
คือท่านไม่ประท้วง เดี๋ยวผมสอบถาม ท่านอํานวยเชิญครับ ท่านไม่ประท้วงท่านก็มาอธิบายว่า ถ่ายทอดไม่ถ่ายทอดอยู่อย่างนี้นะครับ อยู่ไหมครับประธานวิปรัฐบาล นั่งลงก่อนครับ เชิญท่านอํานวยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก็อยากจะตอบ ข้อซักถามของท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ไปทํา ภารกิจในหน้าที่ของท่าน ท่านรออยู่นานแล้วนะครับ รออยู่ที่สภามาตลอด ไปทําภารกิจ และช่วงต่อไปก็อยากจะให้ทางซีกฝ่ายค้านได้อภิปรายที่เวลายังเหลือชั่วโมงเศษ ๆ หลังจาก นั้นก็จะให้รัฐมนตรีได้ตอบ ก็อยากจะกราบขอร้องทางซีกฝ่ายค้านให้ช่วยรักษาเวลาที่จะ ดําเนินการต่อไปนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ท่านประธานวิป ทางฝั่งนี้เขาถามว่าช่วงไม่ถ่ายทอดจะปรึกษาหารือกันอย่างไร เอาอย่างนี้สั้น ๆ เอาอย่างไรท่านอํานวยเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ในเรื่องของการถ่ายทอดเราก็ยืนยันว่ามีการถ่ายทอดทางช่อง ๑๑ ตลอดนะครับ ตั้งแต่เปิดถึงปิดการประชุมนะครับ เรายืนยันครับ
อย่าเพิ่งร้องครับ ฟังทีละท่าน ใจเย็น ๆ นั่งลงก่อน ไม่ใช่มายืนตะโกน กําลังฟังประธานวิปเขา ทีละท่าน ใจเย็น ๆ ครับ มีอะไรปรึกษากันได้ในสภาเรา อย่าไปใช้ นะครับ เดี๋ยวให้ผมปรึกษา ทางวิปรัฐบาลเขาก่อน ใจเย็น ๆ ครับ ยังมีเวลาอยู่เยอะแยะ ไม่มึนหรอกครับ เดี๋ยวให้เขา ปรึกษากันก่อนสิครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น กราบเรียนท่านประธานครับ ในเรื่องของ การถ่ายทอดสดตลอด ๒ วันที่ผ่านมานั้น ทางสภา โดยท่านประธานเป็นผู้ประสานทาง ช่อง ๑๑ เพื่อให้มีการถ่ายทอด แล้วก็จะมีช่วงที่มีการงดการถ่ายทอดก็เป็นช่วงของข่าว แล้วก็ภารกิจสําคัญนะครับ สืบเนื่องจากเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกบอกว่ามีการตัดไปเพื่อไป ถ่ายทอดในรายการสด ในภารกิจดังกล่าว กราบเรียนท่านประธานครับว่าขณะนี้ในการ ถ่ายทอดของทีวีรัฐสภานั้นก็ยังมีการถ่ายทอดอยู่ การถ่ายทอดทางสถานีวิทยุก็ยังมี การถ่ายทอดอยู่ ก็จะกราบขอทางเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านว่าจริง ๆ แล้วการให้ความร่วมมือกัน ตลอด ๒ วันที่ผ่านมานั้นก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พี่ ๆ เองก็น่ารัก พวกเราก็พยายามที่จะ ประสานกัน แต่เนื่องจากขณะนี้มีการถ่ายทอด ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานละครับว่า เป็นอํานาจของท่านประธานละครับ ที่จะขอประสานทางช่อง ๑๑ ให้การถ่ายทอดนั้น กลับมาได้เร็วแค่ไหน เป็นอํานาจของท่านประธานครับ ก็ขอให้ขณะนี้ระหว่างที่ท่านประธาน ประสานงานอยู่ขอให้เพื่อนสมาชิกได้ทําหน้าที่ เพราะว่าเรายังมีวาระการประชุมสภา ซึ่งมีกฎหมายสําคัญที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาอยู่ครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
อย่างนั้นเดี๋ยวผมขอประสานนะครับ ผมขอพักการประชุม ๒๐ นาทีนะครับ
พักประชุมเวลา ๑๕.๑๔ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๕.๒๕ นาฬิกา
เชิญท่านบุญยอดครับ
เมื่อวานนี้ท่านเปิดประชุม ท่านจําได้ไหมครับว่าท่านพูดเรื่องการถ่ายทอดไว้ว่าอย่างไรครับ
ผมพูด ผมพูด ใช่ผมพูด
การถ่ายทอดสดจะดําเนินไปตลอด ทั้ง ๒ วัน และจะพักเฉพาะเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม คือข่าวพระราชสํานักเท่านั้น พวกเราทํา ข้อตกลงกันไว้แบบนี้ทุกครั้งครับ ท่านประธาน แล้วถ้าหากว่าเป็นเรื่องของพระราชกรณียกิจ นะครับ พวกเราไม่เคยปฏิเสธครับ พวกเราเห็นด้วยเสมอ พวกเราไม่เคยมีข้อโต้แย้ง แต่อย่างใดใช่ไหมครับ แต่นี่ครับ เดินไปเดินมาแบบนี้หรือครับ นี่หรือครับสิ่งที่อยากจะให้ ประชาชนได้เห็นกับการทํางานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภานะครับ ที่จะพิจารณา เรื่องการแถลงผลงานของรัฐบาล ๑ ปีนี้ ท่านดูสิครับว่ามันไม่เป็นไปตามข้อตกลงนะครับ ส่วนที่หายไป ท่านจะไปนําเสนอถ่ายทอดอีกครั้งเมื่อไรโดยเร็วตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ ครับ อย่างนี้เป็นต้น จะให้ตรงไปตรงมากันแบบนี้ไหมละครับ ถ้าอย่างนั้นถ้ายังไม่ถ่ายทอด ผมคิดว่าท่านประธานเองก็น่าจะยังไม่เริ่มต้นการประชุมต่อไปก็รอกันไปครับ จนกว่าภารกิจ นายกรัฐมนตรี ซึ่งพวกท่านมองว่าสําคัญเหลือเกิน แล้วเดินไปเดินมาแจกรางวัล
คืออย่างนี้ท่านบุญยอด เมื่อสักครู่ผมประสาน ผมให้เจ้าหน้าที่ประสานแล้วนะครับ เขาบอกว่า ถ้าได้ขึ้นทําหน้าที่บนบัลลังก์เขาจะตัดมาทันทีนะครับ
อันนี้ก็เป็นหลักฐานที่ให้ท่านได้ดู นะครับ
ผมว่าช่อง ๑๑ ดูอยู่นะครับ ขอให้ตัดมาทันทีก็แล้วกันนะครับ เพราะจะได้ประชุมผ่านไปได้
ก็กําลังให้ดูเรื่องจักรยาน มอเตอร์ไซค์อยู่ครับ ตอนนี้ครับ นี่นะครับสําคัญ นี่สําคัญมากของประเทศนี้เลยนะครับ
คืออย่างนี้ท่านบุญยอด ผมได้ประสานแล้วรอสักครู่นะครับ รอสักครู่ เขาบอกว่าถ้าประธาน ขึ้นมาทําหน้าที่เขาจะตัดมาทันทีได้รับแจ้งมาอย่างนั้นนะครับ เราไม่เถียงกันนะครับเราเป็น ผู้ใหญ่แล้วใช่ไหม ให้ชาวบ้าน ท่านนั่งลงสักครู่รอสักแป๊บหนึ่งนะ ให้กล่าวรับประชาชน ก่อนนิดหนึ่ง ท่านสมบูรณ์เดี๋ยวรับชาวบ้านแป๊บหนึ่ง ยินดีต้อนรับกลุ่มแม่บ้าน เทศบาลตําบล สันทรายหลวง อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความยินดียิ่งนะครับ ท่านสมบูรณ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับทราบการชี้แจงจากท่านประธานเองว่า การแถลงผลงานของรัฐบาลนี้จะมีการถ่ายทอดทาง ช่องเอ็นบีที (NBT) จริง ๆ แล้วในการ ทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าถ้าเกิดเราทําหน้าที่กันตรง ๆ จริง ๆ ก็คือช่วงที่มี การตัดไปถ่ายที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเปิดงานอะไรก็แล้วแต่ ในสภาน่าจะชี้แจงคือ ท่านประธานน่าจะชี้แจงให้กับสมาชิกได้รับทราบว่า ขณะนี้ช่อง ๑๑ หรือช่องเอ็นบีทีกําลังไป ถ่ายทอดภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ นโยบาย การแถลงผลงานของ รัฐบาล ๑ ปี ตอนนี้มันก็เลยกันมาเยอะแล้วครับ
ท่านสมบูรณ์ครับ ถ่ายทอดแล้วครับ ผมไม่ทราบว่าตัดไปตอนไหน ผมไม่ทราบ เพราะจะให้ ผมชี้แจง ผมไม่ทราบอย่างไรครับ ท่านสมบูรณ์ตอนนี้ถ่ายทอดแล้วครับ เชิญอาจารย์รัชดาครับ เชิญท่านประธานวิปฝ่ายค้านดีกว่า ท่านสมบูรณ์นั่งลงครับ ให้ผู้ใหญ่พูด ให้ท่านประธาน วิปฝ่ายค้าน เชิญครับ ก็ผมได้ชี้แจงแล้วอย่างไร
นิดเดียวท่านประธาน ท่านประธาน ที่เคารพ ในโอกาสที่ดีนะครับ นายกรัฐมนตรีแถลงผลงานก็รอสักครู่ก็ได้ ให้นายกรัฐมนตรี เดินทางจากเมืองทองธานีกลับมาที่นี่จะได้รับทราบด้วย ท่านประธานครับ บ้านผมจังหวัดตรัง ตอนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด ๒ ปี ของท่านนายกรัฐมนตรีนี้ เปลี่ยน ๕ ท่านครับ เพราะฉะนั้น ท่านจะได้มารับฟังด้วยว่ายางพาราเขาจะแก้กันอย่างไร รอท่านนายกรัฐมนตรีด้วยก็ดี ท่านประธานครับ
เชิญท่านจุรินทร์ คืออย่างนี้ท่านสมบูรณ์ ท่านจุรินทร์ยกมืออยู่ข้างหลังผมก็เกรงใจท่าน ในฐานะต้องให้เกียรติผู้ใหญ่ของพรรคก่อน โดยมารยาทที่ผมปฏิบัติมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่ได้กดไมค์ท่าน ท่านอย่ามาเคืองผมนะครับ เราประชุมกันด้วยดี ๒ วันแล้ว ขอบคุณครับ เชิญท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่สมาชิกทางซีกฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นกรณีที่มีการตัดการถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไปถ่ายทอดท่านนายกรัฐมนตรี ขอกราบเรียนท่านประธานว่าเรามีข้อตกลงระหว่างวิป ฝ่ายค้านกับวิปรัฐบาลชัดเจนครับว่าในระหว่างการพิจารณาผลงานของรัฐบาลจะมี การถ่ายทอดสดผ่านช่อง ๑๑ ตลอดเวลาที่มีการประชุม ยกเว้นกรณีข่าวในพระราชสํานัก หรือพระราชกรณียกิจในพระราชวงศ์ ก็จะงดการถ่ายทอดสดการประชุม ซึ่งอันนี้เป็นเข้าใจ ตกลงกัน แล้วก็ไม่มีผู้ใดขัดข้อง แต่ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือมีการละเมิดข้อตกลง จะโดย ฝ่ายใดก็สุดแล้วแต่ นั่นก็คือว่านายกรัฐมนตรีในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ควรจะอยู่ ในที่ประชุม ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม และควรอยู่ในที่ประชุมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่จะต้องมี ภารกิจในการแถลงผลงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่าไปปฏิบัติภารกิจนอกสภา ผู้แทนราษฎร ซึ่งกรณีนี้ถ้าไปปฏิบัติภารกิจธรรมดาไม่มีผลกระทบกับการปฏิบัติภารกิจ ในสภาผู้แทนราษฎรก็อาจจะถือเป็นข้อยกเว้นได้ในบางกรณีเท่าที่จําเป็น แต่ถ้าถึงขนาด นายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจนอกสภาผู้แทนราษฎรแล้วเอา ช่อง ๑๑ ตามไปถ่ายทอดด้วย ขนาดงดการถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กระผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง อย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีอาจจะอ้างว่าเป็นภารกิจล่วงหน้าที่นัดหมายไว้แล้ว จึงจําเป็นต้อง ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าท่านทราบว่ามีภารกิจล่วงหน้าแล้ว ท่านขอให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบการแถลงผลงานของท่านทําไมครับ ในเมื่อวานกับวันนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้คําตอบถ้าท่านจะตอบว่าอย่างนี้ ผมคิดว่ามันก็ไม่มีเหตุมีผลในตัวของมัน เองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว ผมคิดว่ามันไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นอีก อย่างน้อยที่สุดท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ทําเรื่องไปถึงรัฐบาลขอให้มีการถ่ายถอดสด จากผลการประชุมร่วมกันของวิปทั้งสองฝ่าย ช่อง ๑๑ ก็มีภารกิจโดยคําสั่งรัฐบาลที่จะต้อง ปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ที่ตกลงกันไว้ แล้วให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น แต่ถ้าเกิด การละเมิดข้อตกลงลักษณะนี้ ขณะนายกรัฐมนตรีพา ช่อง ๑๑ ตามไปถ่ายทอดสดภารกิจ ของนายกรัฐมนตรี และยอมงดไม่ให้ถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมถือว่าเป็น เรื่องใหญ่ครับ แล้วก็ต้องขอสอบถามท่านประธานว่าจะทําอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดปัญหานี้ ขึ้นมาอีกในอนาคต ในเมื่อตกลงกันชัดเจนแล้ว ช่อง ๑๑ ต้องถ่ายทอดประชุมสภา แต่ตามไป ถ่ายทอดหัวหน้าฝ่ายบริหาร แล้วยอมที่จะไม่ถ่ายทอดการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติ ขอคําตอบจากท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ครับ ถือว่ารับการขอโทษจากผม เป็นข้อบกพร่องของประธานก็แล้วกันครับ ที่ไม่ได้ตรวจสอบการถ่ายทอดตลอดเวลา ผมต้องกราบขออภัยทางท่านประธานวิปฝ่ายค้าน นะครับ ขออภัยจริง ๆ ครับ ต่อไปในเวลาทําหน้าที่ผมจะช่วยควบคุมดูแลและติดตามให้ท่าน ตลอดนะครับ วันนี้ก็ขอเป็นความบกพร่องที่ผมขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวนะครับที่ไม่ได้ติดตาม การงดการถ่ายทอด ขออภัยท่านจริง ๆ ครับ ขอกราบขออภัยครับ เชิญอาจารย์รัชฎา
กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ รัชฎา ดิฉันมีภรณ์นะคะท่านประธาน
ขออภัยอาจารย์ครับ
เพราะว่าอีกสักครู่รัชดาที่ไม่มี ภรณ์เขาจะได้พูดค่ะ จะได้ทราบว่าเป็นคนละคน ท่านประธานคะ ก็ต้องเรียนว่าที่จริงแล้ว รายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรีนี้นะคะ ดิฉันอ่านแล้วมันไม่ใช่ผลงาน มันเป็นการแถลงว่าทําอะไรบ้าง แต่ผลเป็นอย่างไรไม่มี ดิฉันก็จะพูดเรื่องแนวนโยบาย ทางด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีนะคะ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ ดังมากเลยในเรื่องนี้เพราะว่ามีงบประมาณมาก ประมาณ ๗,๗๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ กองทุนนี้ตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์ใหญ่ ๆ อยู่ ๓ อย่าง ๑. ให้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ที่ดอกเบี้ยต่ํา ซึ่งก็คือเงินกู้นั่นละ ๒. ก็คือให้ช่วยผู้ยากไร้ เยียวยาผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก แล้วก็ ๓. เพื่อให้พัฒนาองค์กรสตรี ตอนแรกตั้งท่าก็ดูท่าจะดี เพราะว่าท่านกําหนดสัดส่วนเอาไว้ ๖๐ : ๒๐ : ๒๐ อย่างนั้นก็ตามเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรผู้หญิง ประมาณ ๗๐-๘๐ องค์กรเขาก็พยายามที่จะไปนําเสนอว่าที่จริงแล้วเขาไม่เห็นด้วยกับ หลาย ๆ เรื่อง เพราะว่าเวลาท่านร่างระเบียบออกมาท่านก็ทําเอง ทําในหมู่พวกตัวเอง แล้วก็ คิดกันเอง แล้วก็ทํากันเอง เขาก็ไปเสนอว่าที่จริงกองทุนนี้มันน่าจะเป็นกองทุนเปิด ไม่ต้องมี การรับสมัครหรอกค่ะ ถ้าจะพัฒนาบทบาทสตรีมันก็ควรจะเป็นสตรีทุกคน ไม่ต้องเปิดรับ สมัคร ไม่ต้องกําหนดว่าอายุ ๑๕ ปี กําหนดอายุ ๑๕ ปี ยังไม่มีคําอธิบายเลยว่าทําไมต้องเป็น ๑๕ ปี แล้วเขาก็บอกว่ามันต้องเน้นการปลดหนี้ เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มทักษะชีวิต พัฒนาองค์กรผู้หญิง สร้างวิธีคิดที่ถูกต้องให้กับสังคม สร้างวิธีคิดเรื่องความเสมอภาค แล้วก็ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะเลือกผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ท่านประธานคะ ก็ปรากฏว่า กองทุนนี้ก็ไปตั้งสัดส่วนของงบประมาณให้เป็นกองทุนหมุนเวียน ทั้ง ๆ ที่กองทุนหมุนเวียนนี่ การที่กลุ่มต่าง ๆ เขาจะขอเงินกู้มาประกอบอาชีพ ข้อมูลจากสํานักนายกรัฐมนตรีท่านก็บอกว่า ประชาชนนี่ ในตําบลนั้นมีกองทุนที่จะเข้าถึงเงินกู้ได้ประมาณ ๒๐ กองทุน ทั้งที่จริงแล้ว กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่ตั้งขึ้นมาทีหลังไม่ควรจะมีวัตถุประสงค์ด้านนี้เสียด้วยซ้ําไป หรือว่าไม่อย่างนั้นก็ต้องสลับเอาข้อ ๓ ขึ้นมาเป็น ๓ ๒ ๑ แต่ท่านก็บอกว่าก็เอาอย่างนี้ละ ก็เรียนท่านว่าการบริหารงานมันไม่เป็นการกระจายอํานาจเลย พยายามที่จะรวบอํานาจ ในขณะที่ท่านบอกว่าสมาชิกเป็นผู้หญิงทุกคนในทุกหมู่บ้าน แล้วก็เลือกตัวแทนหมู่บ้าน ขึ้นไปเป็นกรรมการตําบล เลือกตัวแทนของตําบลเป็นตัวแทนอําเภอเพื่อขึ้นไปอยู่เป็น กรรมการระดับจังหวัด แต่พอท่านทําอย่างนั้นแล้วนี่นะคะ โครงการทั้งหลายก็บอกว่า ให้หมู่บ้านเขียนโครงการมา ชาวบ้านเขียนมารวมกันไม่น้อยกว่า ๕ คน กรรมการระดับตําบล เขาก็บ่นกับดิฉัน หลายจังหวัดนะคะ โทรศัพท์มาถามว่าพวกเราจะไม่ส่งโครงการดีไหม เพราะหมู่บ้านเสนอโครงการขึ้นมา กรรมการระดับตําบลเป็นผู้กลั่นกรองเฉย ๆ แต่ผู้อนุมัติ คือระดับจังหวัด พอให้ระดับจังหวัดเป็นผู้อนุมัติ มันก็จะเป็นปัญหา ระดับกรรมการ ระดับจังหวัดบอกว่าเมื่อเงินลงไปใหม่ ๆ เขาก็ปรึกษาว่าถ้าเขาจะอบรมสัมมนากรรมการ ระดับจังหวัดเพื่อที่จะเข้าใจแนวทางและวิธีการที่ทํางาน ปรากฏว่าระดับชาติก็ไม่ให้ทํา กรรมการระดับชาติเป็นคนอบรมกรรมการทุกระดับเอง เพราะฉะนั้นมันก็เลยออกมา แปลก ๆ แล้วงบบริหารก็จะทําเอง ท่านประธานคะ ดิฉันก็อยากจะเรียนว่า การใช้เงิน มันอาจจะค่อนข้างกว้างแล้วก็รั่วไหล เพราะว่าจะให้เป็นแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการแก้ไข ปัญหาและพัฒนาผู้หญิงตามคณะกรรมการกองทุนพิจารณา เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร จัดการ มันกว้างและมันรั่วไหลได้ และมันก็ไปทําอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับผู้หญิง ที่อยู่ในชนบท เช่น โครงการสมาร์ทเลดี้ (Smart Lady) แต่ดิฉันจะไม่พูดสมาร์ทเลดี้ ในรายละเอียด เพราะดิฉันกําลังเก็บรวบรวมข้อมูล มันมีปัญหาค่อนข้างมากทั้งเรื่องแนวคิด และการดําเนินการ ดิฉันจะเก็บเอาไว้สําหรับที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดิฉันบอกโจทย์ ล่วงหน้าเลยค่ะ ท่านประธานคะ เพราะที่ทําอย่างนี้ละ มันถึงได้เกิดปัญหาขึ้นมา อย่างเช่น จังหวัดพิจิตรเขาสัมมนากัน ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดสัมมนาแล้วก็ประเมินผลกัน เขาก็บอกว่า การปล่อยกู้ให้กลุ่มผู้หญิงแรก ๆ มันเป็นแบบเร่งรีบ กรรมการ ๑๗ คนเป็นผู้มีจิตอาสา ขาดความรู้ความเข้าใจ และไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อไปพิจารณาทุกโครงการ ก็ใช้ดูเอกสารเอาแล้วก็ เชื่อใจคณะกรรมการ แล้วก็พวกขอกู้เองนี้นะคะ เมื่อขอกู้มาแล้วก็กดดัน ก็จะร้องเรียน อ้างว่าจะร้องเรียน ถ้าเงินกู้ไม่ได้ตามที่ขอมา กรรมการก็ปล่อยกู้ กรรมการประเมินผลและ ติดตามบอกว่ามีปัญหาอยู่เยอะ กลุ่มผู้หญิงที่ตั้งขึ้นนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มที่แท้จริง มีนักการเมือง บางคนจะลงไป แล้วก็ไปจัดตั้งกลุ่ม แล้วแถมยังบอกว่าถ้าไม่ใช่กลุ่มของพวกเราเองก็จะไม่ได้งบประมาณ ก็จะมีบางคนถูกยืมชื่อ ไปโดยไม่รู้ตัวที่เป็นสมาชิก ประธานนะคะ อันนี้เป็นเอกสารประธานบางทีก็จะไปกู้ แล้วเอาชื่อเพื่อนสมาชิกไป เพราะฉะนั้นเมื่อได้เงินมาแล้วมันก็จะทําให้เกิดปัญหา เพราะกว่าสมาชิกจะรู้ว่าตัวเองเป็นหนี้กับเขาด้วย โดยที่ไม่รู้เรื่องราวเลย เพราะฉะนั้นต้องดู ว่ากลไกนี้เป็นอย่างไร เพราะมันทําให้คนกลุ่มนี้แตกกันทันที แล้วเขาก็บอกว่าบางกลุ่มตั้งมา นี้ไม่มีแผนการในการดําเนินงาน ก็ทําให้มั่วนิ่มมาขอเงิน มากู้เงิน เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เขาก็ บอกว่าบางคนกู้เงินไปแล้วไม่ได้ทําตามโครงการที่ขอมา เอาเงินไปใช้หนี้ ธ.ก.ส. เอาเงินไป ผ่อนบ้าน ไปผ่อนรถยนต์ ไปใช้หนี้นอกระบบ ไปจ่ายค่าเทอมเป็นต้น แล้วกลุ่มไม่มีการทํา บัญชีรายรับ-รายจ่าย บางกลุ่มอ้างว่าจะเอาไปจัดซื้อวัสดุ ทั้ง ๆ ที่วัสดุนั้นมีอยู่แล้ว เลียนแบบ ใครไม่ทราบ เอาของเก่ามาโชว์คณะกรรมการนะคะ ก็คือย้อมแมวแล้วก็หลอกกรรมการ บางกลุ่ม ไม่ดําเนินการตามที่อ้าง แล้วเอาไปแบ่งกัน คณะกรรมการระดับตําบลไม่เข้าใจวิธีโอนเงินทําให้ สมาชิกมีปัญหานะคะ แล้วส่วนทางด้านจังหวัดอุบลราชธานีเขาก็มีสัมมนาเหมือนกัน เขาก็ ออกมาบอกการอนุมัติโครงการนี้มันช้ามาก แล้วก็มองแค่เป็นการสวมประโยชน์ระหว่าง พรรคพวก เป็นคนของนักการเมือง ของนักการเมืองกลุ่มไหนถึงจะได้เร็ว ได้ช้า เขาก็ เรียกร้องว่าอย่าเอากองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเป็นตัวประกัน โดยที่ให้เป็นเครื่องมือของ นักการเมือง การเขียนโครงการท่านประธาน ข้าราชการจะบอกว่าเขาเขียนโครงการ ไม่ถูก เพราะว่าเอามาตรฐานของเราไป ท่านประธานคะ กองทุนหมุนเวียนที่บอกว่ามี ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ช่วยผู้ยากไร้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็พัฒนาองค์กร ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มันเปลี่ยนไป มันกลายเป็นว่าเงินทุนหมุนเวียนจาก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เดิมที ๖๐ ๒๐ ๒๐ นี้เขาก็ว่าไม่เหมาะสมอยู่แล้ว พอไปเปลี่ยนเป็น ๘๐ ๑๐ ๑๐ มันกลายเป็นกองทุนสร้างหนี้ เพราะว่าเงินสร้างหนี้นี้เป็นหลัก พอไม่ได้พัฒนาองค์กรผู้หญิง ก็ปรากฏว่ามันก็เกิดความเพี้ยนไป มันไม่ได้ทําความเข้าใจกับผู้หญิงที่อยู่ในชนบท หรือที่เป็น สมาชิกว่าวัตถุประสงค์หรือว่าแนวคิดที่ถูกต้องทําให้ผู้หญิงเข้มแข็งนี้คืออะไรนะคะ บางทีเรา จะเห็นว่าก็สนใจข่าว ตบตีข่าวดูละคร ข่าวข่มขืน แล้วก็เชียร์เวลาพระเอกจะข่มขืนนางเอก กลัวพระเอกข่มขืนไม่สําเร็จ แล้วก็บางทีก็โกรธเวลามีคนพูดอะไรก็ถูกสร้างกระแสว่ามีการ ดูถูกผู้หญิงทั่วประเทศ แล้วสะท้อนออกมาด้วยการเอาผ้าถุงไปมอบให้คนนั้น อย่างนี้มันเป็น การดูถูกตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัว ท่านประธานคะ ก็มีฝ่ายรัฐบาลพยายามสร้างกระแสว่าภูมิใจ ที่มีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นคนแรกที่เข้าสู่การเมือง แต่ขอประทานโทษเวลาเราบอกว่า ผู้หญิงเข้าสู่การเมืองสิ่งสําคัญที่สุดคือต้องสร้างความแตกต่างให้เห็นว่าผู้หญิงกับผู้ชาย บริหารบ้านเมืองต่างกัน แต่เราเห็นว่า ๒ ปีทีผ่านมาเราไม่เห็นความแตกต่างเลย เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิงยอมให้เขาเอาเงินไปสร้างโครงสร้าง พื้นฐานทั้งหมดไม่ได้เอามาทําเรื่องคุณภาพชีวิตเลยในฐานะที่เป็นผู้หญิงที่เป็นแม่ ไม่ได้สนใจ เรื่องคุณภาพชีวิต แล้วก็เห็นว่าการที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นฉากบังหน้าให้คนที่อยู่รอบ ๆ ทําอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่า นายกรัฐมนตรีท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ทําตัวเป็นแบบอย่างเป็นต้นแบบที่ดีทางประชาธิปไตยเลย เพราะอย่างน้อยที่สุดท่านเรียกร้องประชาธิปไตย ท่านบอกเชื่อมั่นในกลไกของรัฐสภา และเห็นว่าเป็นเวทีที่เหมาะสมที่สุดตามระบอบประชาธิปไตย แต่ท่านก็ไม่ค่อยเข้า ประชุมสภา หนีประชุมสภาและไม่ค่อยรับผิดชอบ มีตารางนะคะว่า ๔ สมัยประชุม ๕ สมัย ประชุมนี้ ท่านมาตอบกระทู้แค่ ๒ ครั้ง แล้วก็เป็นสมัยแรก ๆ เป็นกระทู้ที่ฝ่ายพรรคเดียวกัน กับท่านเป็นคนถามนะคะ แล้วก็มีดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ถามกระทู้สดครั้ง ๑ ถามวันที่ ๒๖ มกราคม ตอบวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ นี่คือกระทู้สด เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนท่านว่า อยากจะบอกว่าอย่าเอาความเป็นผู้หญิงมาปกป้องตัวเอง คําว่า ความเสมอภาคต้องทํา ความเข้าใจก่อนจะเข้าสู่ตําแหน่งนี้ใครก็อย่าเอาความเป็นผู้หญิงมากีดกัน แต่ถ้าเข้าสู่ ตําแหน่งนี้ได้แล้วอย่าเอาความเป็นผู้หญิงมาปกป้องตัวเองห้ามคนอื่นวิจารณ์ เพราะเขา วิจารณ์ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาไม่ได้วิจารณ์เจ้าตัว ไม่ได้วิจารณ์ส่วนตัว ไม่ได้วิจารณ์ ผู้หญิงคนใดคนหนึ่งหรือไม่ได้วิจารณ์ผู้หญิงทั่วประเทศ แต่เขาวิจารณ์นายกรัฐมนตรีต้องยอม นะคะ ฝากท่านผู้ชายทั้งหลายท่านอย่าตกหลุมพราง พากันขุดหลุมเอาไว้ว่าถ้าวิจารณ์ นายกรัฐมนตรีเป็นการรังแกผู้หญิง พูดเถอะค่ะ เพราะท่านไม่วิจารณ์นายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านจะวิจารณ์ใคร ขอบคุณค่ะ
ท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในด้านของการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นด้านสุดท้ายที่อยู่ในรายงานเล่มนี้ แล้วก็ต้อง ถือว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสําคัญที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือไม่ หรือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วเมื่อ มีอํานาจในมือแล้วก็เอาอํานาจนั้นไว้ในมือแต่เพียงฝ่ายเดียว การเปิดโอกาสให้ประชาชน ในประเทศได้มีโอกาสได้ตรวจสอบ ได้เสนอแนะต่อโครงการของรัฐ รวมทั้งการแสดงออก ซึ่งสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่สําคัญ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ ระบุไว้ เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ท่านประธานครับ ผลงานที่รัฐบาลนี้นํามาแถลง กับสภาต้องถือว่าเป็นรายงานที่มีเนื้อหาเบาบางมากในเรื่องนี้ แทบจะจับต้องเป็นรูปธรรม ไม่ได้เลย การใช้สิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ในการชุมนุม ในการแสดง ความคิดเห็น ในการแสดงความเรียกร้องต้องการ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าถูกปิดกั้น รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ารับตําแหน่ง ท่านประธานครับ การถูกปิดกั้น ความเห็นที่แตกต่างกันนั้นสะท้อนออกมาตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ รายการผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นําเอาข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ตรงกับที่รัฐบาลพูด รัฐบาลคิดไปบอกกับพี่น้องประชาชน แต่เราไม่ได้รับโอกาสอันนั้นอย่างมีเสรี ถูกข่มขู่ ถูกคุกคาม ถูกมวลชนจัดตั้งที่เป็นเครื่องมือที่มาสนับสนุนรัฐบาลกระทําต่อพวกเราอย่าง ท้าทายต่อกฎหมายตลอดมา ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง การชุมนุมของพี่น้องเกษตรกร ที่มีความเดือดร้อน อย่างกรณียางพาราตกต่ําตั้งแต่ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ และต่อเนื่องมาจนถึง บัดนี้นะครับ วันนี้ก็ยังถูกปฏิบัติจากรัฐอย่างไม่เป็นธรรมและมองไม่เห็นความเป็นมิตร ระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องเกษตรกรผู้เดือดร้อน วันนี้การสลายการชุมนุมได้กลายเป็นบาดแผล เป็นรอยร้าวลึกระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพี่น้องเกษตรกร นี่เป็นผลพวงมาจากการ ที่ไม่ยอมรับแล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้แสดงออกตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นแยกไม่ออกจากบทบาทของ สื่อสารมวลชนที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ การคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในรูปแบบต่าง ๆ เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงที่สุดเช่นกัน เพราะนี่เป็นยุคสมัยที่มีการจัดการ ต่อสื่อมวลชนอย่างเข้มข้นที่สุดเท่าที่ผมเคยประสบมา รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายบอกว่า จะส่งเสริมพัฒนากิจการสื่อสารมวลชนทั้งด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทําหน้าที่ ส่งเสริมให้สื่อมวลชนร่วมเป็นผู้นําในการแก้ไขและ พัฒนาประเทศ ไม่ได้ทําเลย ไม่เห็นเลย เรื่องของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครือข่ายนั้น กลายเป็นบทบาทของ กสทช. ไปแล้ว รัฐบาลเองไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องนี้ รัฐบาล เขียนไว้ในนโยบายบอกว่าจะส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนทุกประเภทมีอิสระและเสรีภาพในการ เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและตระหนักต่อจรรยาบรรณของ สถาบันสื่อสารมวลชน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการสร้างดุลยภาพของข่าวสาร อยู่ตรงไหนครับ ดุลยภาพที่ว่านั้น รัฐบาลทําในสิ่งที่ตรงข้าม ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจด้วยซ้ํา วันนี้เปลี่ยนรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่มาดูแลเรื่องสื่อนับคนไม่ถ้วนแล้วครับ ตั้งแต่ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ท่านกฤษณา สีหลักษณ์ ท่านศันสนีย์ นาคพงศ์ ท่านนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล ท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล มาถึงท่านวราเทพ รัตนากร วันนี้คนแทบจะจับจ้องไม่ได้เลยว่าท่านทําอะไรกับการส่งเสริมกิจการสื่อสารมวลชน ตามนโยบายรัฐบาล เรื่องการสร้างดุลยภาพของข้อมูลข่าวสาร ไม่เห็นเลย ท่านประธาน ที่เคารพครับ มาดูสื่อมวลชนของรัฐเถอะครับ เวลานี้เป็นอย่างไร ช่อง ๑๑ นี่ละครับ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด วันนี้เราก็เห็นรูปธรรมแล้วว่าเป็นเครื่องมือในการสนองตอบ ในการเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลและพรรครัฐบาลเพียงอย่างเดียว การที่นายกรัฐมนตรี ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสภา และเอาช่อง ๑๑ ตามไปถ่ายทอดสดด้วย นี่เป็นการสะท้อน ให้เห็นชัดเจนว่าท่านใช้สื่อมวลชนของรัฐเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าเฉพาะตัวของรัฐบาลเอง เท่านั้นเองนะครับ และในภาวะที่เป็นภาวะวิกฤติ ท่านก็ใช้สื่อมวลชนที่เป็นช่อง ๑๑ ที่เป็นของรัฐนี่ละครับ ใช้ในการเป็นกระบอกเสียงให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติ ฝ่ายเดียว ในการสร้างกระแสในการสร้างลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่องนี้อยู่ตลอดเวลา เราเคยเรียกร้องนะครับว่าช่อง ๑๑ ถ้าเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐก็น่า ที่จะเปิดเวที เปิดโอกาสให้ส่วนที่มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ใช้พื้นที่ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ หรือสื่อในเครือของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อที่จะให้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสแสดงออก แต่ไม่ได้ รับการสนองตอบครับ ฝ่ายการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านไม่มีโอกาสได้ไปแสดงทัศนะความคิดเห็น ผ่านทางช่อง ๑๑ ต้องไปหาสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอาเอง ต้องไปพึ่งพาสถานีโทรทัศน์ สาธารณะหรือสถานีโทรทัศน์เอกชนอื่น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อครั้งที่ช่อง ๑๑ ถูกใช้ในการตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลท่านจะเห็น ช่วงน้ําท่วม ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ท่านนําผลงานมาแถลงนี้ครับ สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ถูกใช้เพื่อโหมประโคมให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่ารัฐบาลแก้ปัญหาน้ําท่วมได้ เอาอยู่ แล้วเป็นอย่างไรครับ พยายามที่จะบอกกับประชาชนทั้งประเทศในเวลานั้นว่า น้ําไม่ท่วม แล้วเป็นอย่างไร ก็หนียะย่ายพ่ายจะแจ กลับมาดอนเมืองกลับมาจนถึงห้าแยก ลาดพร้าว แล้วก็ตอบคําถามกับสังคมไม่ได้ว่าท่านได้ใช้สื่อสารมวลชนของรัฐในเวลานั้น ในการปกป้องภัยพิบัติธรรมชาติได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ต้องเรียนกับ ท่านประธานด้วยความกังวลใจจริง ๆ ว่ารัฐบาลใช้สื่อมวลชนของรัฐเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพียงฝ่ายเดียว และไม่เปิดพื้นที่ให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ช่อง ๑๑ วันนี้ก็เลยกลายเป็น สถานีโทรทัศน์ที่ปฏิเสธการเป็นสื่อสาธารณะ ปฏิเสธการเปิดพื้นที่ให้กับคนทุกกลุ่มได้ใช้สื่อ ของรัฐ แม้กระทั่งดูตัวอย่างเช่น การชุมนุมของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ควนหนองหงษ์ อําเภอชะอวด แทนที่จะใช้เวทีของสื่อมวลชนของรัฐมานั่งพูดคุยกัน เอาความเห็นที่แตกต่าง กันมาออกโทรทัศน์กัน มาโต้เถียงกัน มาเอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน ท่านก็ไม่ทํา กรณี ความขัดแย้งเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งวันนี้ก็สมควรที่จะต้องมีการมาพูดจากัน สังคมโซเชียล มีเดีย (Social Media) เขาเรียกร้องว่าให้รองนายกรัฐมนตรีกับฝ่ายที่คัดค้านมาดีเบต (Debate) กันในสถานีโทรทัศน์ แต่ช่อง ๑๑ ไม่ได้แสดงบทบาทตรงนี้เลย ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือภาพกว้างที่ทําให้เห็นว่าสื่อมวลชนของรัฐ ที่รัฐบาลดูแลอยู่ ไม่ตอบสนอง และยังคงใช้สื่ออื่น ๆ ที่เป็นสื่ออิสระอื่น ๆ เข้าไปครอบงําเข้าไปแทรกแซงกลายเป็นสื่อที่ รับใช้รัฐบาลเพียงด้านเดียวในเกือบทุกสมรภูมิข่าว ท่านประธานครับ วันนี้ประชาชน ทั้งประเทศกําลังจับตาดูอยู่ว่าเขาจะสามารถพึ่งพาสื่อมวลชนที่พอจะเป็นอิสระ พอที่จะเป็น ปากกระบอกเสียงให้กับพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้สังกัดรัฐ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐนี้ได้อย่างไร นี่เป็นคําถามที่ส่งไปถึงท่านประธานและก็รัฐบาลว่าจําเป็นที่จะต้องทบทวน ไม่เช่นนั้นแล้ว ดุลยภาพของข่าวสารที่คุยโม้โอ้อวดไว้ในนโยบายรัฐบาลก็ไม่มีทางเป็นจริงหรอกครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านอาจารย์ดอกเตอร์รัชดาครับ
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่รัฐบาลได้นําเสนอผลงานด้านการต่างประเทศในช่วงระยะเวลา ๑ ปีไปแล้วนั้น ดิฉันมีความคิดเห็นบางประการที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานค่ะ
ประการแรก ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลมีพฤติการณ์ตีกิน เอาผลงานของรัฐบาล ชุดที่แล้วไปเป็นของตัวเอง เมื่อวานนี้มีการแถลงว่าผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลชุดนี้ ด้านการต่างประเทศอันหนึ่ง ก็คือการที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม เวิลด์เอ็กซ์โป (World Expo) เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ท่านประธานคะ การจัดงาน เวิลด์อีโคโนมิคฟอรัม (World Economic Forum) เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว การที่ประเทศ ไทยได้เป็นเจ้าภาพเมื่อปีที่แล้วมันเป็นผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ได้ดําเนินการล็อบบี้ (Lobby) เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ไปร่วมการประชุมเวิลด์อีโคโนมิค ฟอรัม ตลอดระยะเวลาของการทําหน้าที่นายกรัฐมนตรี จนต่างชาติเขาให้ความไว้วางใจ แต่รัฐบาล ชุดนี้ก็มากล่าวอ้างว่าเป็นของตัวเอง รัฐบาลชุดที่แล้วได้ส่งเรือรบไปปราบโจรสลัดที่ประเทศ โซมาเลีย รัฐบาลชุดนี้ก็มาแถลงว่าเป็นผลงานของตัวเอง รัฐบาลชุดที่แล้วได้ส่งทหาร ๘๐๐ คนไปร่วมกองกําลังรักษาสันติภาพที่ประเทศซูดาน รัฐบาลชุดนี้ก็มากล่าวอ้างว่าเป็น ผลงานของตัวเอง จริง ๆ แล้วคําว่ากระดากนี่มันสะกดไม่ยากนะคะ แต่รัฐบาลชุดนี้ กลับไม่รู้จัก
ประเด็นที่ ๒ ผลงานหลายเรื่องก็เป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าที่จะเรียกว่าผลงาน ได้ เมื่อวานนี้มีการชี้แจงว่างานนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้โดดเด่นกว่ารัฐบาล ชุดที่แล้ว เพราะจํานวนผู้นําประเทศมาเยือนประเทศไทยมากกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ใครเขาจะ กล้ามาเยือนประเทศไทยละคะ ก็เมื่อในปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ประชุมผู้นําอาเซียน แล้วคนใกล้ชิดของรัฐบาลชุดนี้ก็ไปบุกโรงแรมรอยัลคลิฟบีชที่พัทยา จนผู้นําประเทศเขาต้องขึ้นเรือหนี ขึ้นเฮลิคอปเตอร์หนีกันไป ปีต่อมาก็มีเหตุการณ์ ความวุ่นวายเผาบ้านเผาเมือง แล้วผู้นําประเทศที่ไหนเขาจะกล้ามาเยือน เมื่อวานนี้ก็มี การบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เก่งด้านการต่างประเทศเพราะไปเยือน ต่างประเทศมากกว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปเยือน ต่างประเทศ ๒ ปี ๔๑ ครั้ง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปเยือนต่างประเทศ ๒ ปีเพียงแค่ ๒๐ ครั้ง มันมานับประเทศแข่งกันอย่างนี้กันหรือคะเหมือนเด็กอมมือนั่งนิ้วเล่น ผลงานด้าน การต่างประเทศ เขาต้องวัดกันที่ว่าไปเยือนต่างประเทศแล้วมันได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาบ้าง ถ้ามันมีเวลาว่างมากไม่เกรงใจประชาชนว่าจะผลาญงบประมาณใครก็ไปได้ทั้งนั้น ต่างประเทศ ดิฉันไม่ได้ปฏิเสธถึงความสําคัญในการที่ผู้นําประเทศจะไปเยี่ยม ผู้นําของ ประเทศไทยจะไปเยี่ยมเยือนประเทศอื่นเพราะมันมีประโยชน์ แต่ถ้าจะต้องไปมากมาย ขนาดที่รัฐบาลชุดนี้ดําเนินการอยู่ ดิฉันไม่แน่ใจ ยิ่งมีการมากล่าวบอกว่ายิ่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไปเยือนต่างประเทศมากขึ้นเท่าไร เศรษฐกิจก็จะโตขึ้นมากเท่านั้น ดิฉันคิดว่ามัน เป็นตรรกะที่ตลกมากนะคะ บอกว่าความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับจีนมีการพัฒนาขึ้นมาก ในยุครัฐบาลชุดนี้ ตัวชี้วัดของความสําเร็จในเรื่องความสัมพันธ์ไทย-จีน ก็คือเอ็มโอยู ๓ ฉบับ ๑. ไปลงนามเอ็มโอยูหรือบันทึกลงนามความเข้าใจในเรื่องของการจัดซื้อแท็บเล็ตพีซี (Tablet PC) ก็เราไปซื้อจากเขาเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ เครื่อง นับว่าเป็นความสําเร็จเรื่องการ ต่างประเทศหรือคะผู้ประกอบการร้านค้าไหนซื้อกันแสนเครื่องเขาก็แฮปปี้ (Happy) ทั้งนั้น ล่ะค่ะ นี่ยังจะเอามานับเป็นผลงาน บอกว่าเป็นผลงานในเรื่องของการลงนามเอ็มโอยูเรื่อง การจัดการน้ํา เราไปจ้างเขานะคะเขาไม่ได้มาจัดการน้ํามาทําโครงการให้เราฟรี ๆ ยังจะบอก อีกว่าเป็นผลงาน เรื่องสุดท้ายบอกว่าไปลงนามในเอ็มโอยูเรื่องรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถ้าสําเร็จจริงแล้ววันนี้มากู้เงินทําไมคะ ๗.๘ แสนล้านบาท ก็เอาเอ็มโอยูนี้ให้จีนเขามาร่วม ลงทุนสิคะจะได้ประหยัดเงินรัฐบาลไทย แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดิฉันคิดว่ารัฐบาลต้อง ทบทวนเรื่องการต่างประเทศให้ดี ผลงานไม่มีไม่ว่าแต่อย่ามาแอบอ้างแล้วเอาเรื่องที่ไร้สาระ มานับเป็นผลงาน ผลงานไม่มีไม่ว่าแต่อย่ามาแอบอ้างแล้วเอาเรื่องไร้สาระมานับเป็นผลงาน เลยค่ะ มันอายเขานะคะ ต่อมาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเดินทางบ่อยเพราะไปขายของ ท่านนายกรัฐมนตรีขายของเก่ง ถ้าขายของเก่งทําไมข้าวมันยังเน่า
เดี๋ยวนะครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงตามข้อบังคับ ๒ ข้อ ข้อแรก ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ข้อที่ ๒ ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ในส่วนของท่านประธานและผู้อภิปราย ผมให้เกียรติ และเคารพเสมอ เพียงแต่ว่าการอภิปรายต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ท่านประธานปล่อยให้ ผู้อภิปรายใส่ร้าย เสียดสี ข้อที่ ๒ ท่านประธานดูเสมือนว่าไม่ได้ฟัง มัวแต่อ่านเอกสาร แล้วปล่อยให้ผู้อภิปราย อภิปรายแบบนี้ไม่ได้ ท่านประธานต้องดําเนินการให้เป็นไปตาม ข้อบังคับ เพราะไม่เช่นนั้นประชาชนเขาฟังอยู่ มันเสียหายรัฐบาลมากเลยครับ ให้ท่าน วินิจฉัยด้วยครับ
อย่างนี้ ผมนั่งอยู่ ผมก็ต้องเตรียมเอกสารที่จะเรียกตยพูดต่อไป ประธานไม่ได้นั่งอ่านนิยาย นะครับ ทําหน้าที่ผมก็ดูนี่ ใครจะพูดต่อ เหลือเวลาเท่าไร ผมก็ต้องบริหาร และคําพูดของ อาจารย์รัชดาผมก็ฟังอยู่ ผมอ่านเอกสารนี่หูผมฟังอยู่ ก็พอฟังได้ ก็ไม่มีอะไรเสียหาย อะไรที่ พาดพิงไปเดี๋ยวรัฐบาลจะตอบ ผมจะจัดให้ตอบ ใจเย็น ๆ ครับ เชิญอาจารย์รัชดาต่อ
ท่านประธานคะ รัฐบาล บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางบ่อยเพราะต้องไปขายของ ถ้าขายของจริงทําไมขายข้าว ไม่ได้ละคะ ยังเน่าอยู่ตั้งอีกเท่าไร แล้วที่เป็นหนี้ ธ.ก.ส. อีก ๑.๖ แสนล้านบาท มันก็เป็น เพราะมันระบายข้าวไม่ได้ แล้วปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินจากไหนอีก ๒.๗ แสนล้านบาทมารับจํานําข้าว ถ้าขายของเก่งจริงทําไมขายยางพาราไม่ได้ละคะ ถ้าการต่างประเทศก็เก่งการค้าก็เก่งในเรื่องยางพารานะคะ ท่านควรจะร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน เขียนโรดแม็พ (Road Map) ไปเลยค่ะว่าเราจะมาร่วมมือจัดการเรื่อง ยางพาราอย่างไรเพราะภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ผลิตยางพารามากมายมหาศาล ทําไมไม่จับมือกับประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย เรามีบริษัทร่วมทุนยางพาราอยู่แล้ว ดูอย่างรัฐบาลชุดที่แล้วสิคะ ร่วมมืออย่างแข็งขันกับประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย จนสร้างอํานาจการต่อรองทําให้ราคายางพาราสูงขึ้นโดยที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นบางอย่างที่ท่านทําไม่ได้อย่ามาโม้เลยค่ะว่ามันทําได้เพราะความจริงก็ได้พิสูจน์แล้ว ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีไปเมืองนอกบ่อย เงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามา ในประเทศไทยเยอะ โดยตัวเลขมันก็เป็นอย่างนั้นดิฉันไม่ได้ปฏิเสธ แต่ถ้ามาดูตัวเลขจริง ๆ วิเคราะห์ว่าเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ๖๐ เปอร์เซ็นต์มาจากประเทศ ญี่ปุ่นค่ะ ที่เหลือหลัก ๆ มาจากประเทศมาเลเซีย เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเดิม ๆ ทั้งนั้นละคะ โครงการที่เขามาลงทุนก็เป็นโครงการที่เขาใช้ประเทศไทย เป็นฐานผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ มีประเทศหนึ่งนะคะที่มาใหม่ก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์ มาลงทุนเยอะขึ้นมาก นายกรัฐมนตรียังไม่เคยไปประเทศเนเธอร์แลนด์เลยนะคะ เพราะฉะนั้นอย่ามาเชื่อมโยงว่า ยิ่งเดินทางไปต่างประเทศมาก เงินมันจะไหลเข้ามามาก มันไม่เกี่ยวกันนะคะ ประเด็นที่ดิฉัน เห็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อบกพร่องอย่างยิ่งในด้านต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ รัฐบาล ชุดนี้ไม่ปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศไทย ๑ ในยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ บอกว่าจะเร่ง ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน จริง ๆ แล้วในรัฐบาลชุดที่แล้วประเทศไทยไม่ได้ มีปัญหาใด ๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน จะมีก็อยู่ที่เดียวละค่ะคือประเทศกัมพูชา เพราะรัฐบาล อภิสิทธิ์ไม่ยอมให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียง ประเทศเดียว เราไม่ยอมให้ผู้นําประเทศเขาเข้ามาเยือนปราสาทตาเมือนธมโดยไม่ขออนุญาต ประเทศไทยเพราะบริเวณตรงนั้นเป็นของประเทศไทย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะคะ ท่านประธาน ในวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพไทย บินขึ้นไปสํารวจพื้นที่บริเวณเนิน ๓๒๙ อําเภอคลองหลัก จังหวัดตราด เหนือน่านฟ้าไทย บินขึ้นไปเพื่อที่จะเอาเสบียงไปส่งให้ทหารที่อยู่บนเนินนั้น รวมถึงเอาเสบียงอาหารไปให้ ทหารกัมพูชาเพราะมันใกล้ช่วงปีใหม่ แต่ฝ่ายกัมพูชายิงปืนมาโดนเฮลิคอปเตอร์ไทย ๑๐๐ กว่านัด ปีกเฮลิคอปเตอร์ได้รับความเสียหาย จนทหารไทยต้องนําเครื่องลงจอดด่วน ผู้นําประเทศของกัมพูชานะคะ ไม่ว่าจะเป็น นายฮอ นําฮง บอกว่าที่กัมพูชาต้องยิง เฮลิคอปเตอร์ไทยเป็นเพราะไทยไปรุกล้ําน่านฟ้าเขา พลเอก เตียบัน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมก็มาย้ํามาซ้ําอีกว่ามีความจําเป็นต้องยิง เพราะทหารไทยไปรุกล้ําน่านฟ้า
เดี๋ยวครับดอกเตอร์รัชดา สักครู่ ว่าอย่างไรครับ ท่านประสิทธิ์ ประท้วงอะไรอีก
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ การที่ไปกล่าว ชื่อบุคคลภายนอก ยิ่งเป็นผู้นําต่างประเทศ มันไม่เกี่ยวอะไรกับสภาไทย ถ้าคุณจะยกตัวอย่าง ก็แค่ว่า นาย ก นาย ข ก็ได้ ผมอยู่สุรินทร์ รัฐบาลงวดที่แล้ว คนสุรินทร์ โอ้โห ท่านอย่าเพิ่งกด ผมไม่ได้ด่าว่าเขาหรอก ผมพูดดีได้ครับ พี่น้องสุรินทร์เดือดร้อนครับ ก็เพราะรัฐบาลงวดที่แล้วนี่ละ
เอาละ ๆ ไม่ต้องอภิปราย ประท้วงพอแล้ว ไม่ต้องอภิปราย พอแล้วครับ ผมจะวินิจฉัย
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านบุญยอดนั่งลงครับ ท่านประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมต้องประท้วงต่อท่านประธานและประท้วง ผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่นะครับ ขนาดว่าไม่ได้ติดตามการประชุมตลอดเพราะอยู่กรรมาธิการ เมื่อตอนเช้า ผมเห็นเขาลุกขึ้นประท้วงเรื่องเดียวกัน ๔ ครั้งเป็นอย่างน้อยนะครับ แล้วท่านประธานก็วินิจฉัยทุกครั้งว่าคําประท้วงตกไป ก็ให้ผู้อภิปรายอภิปรายต่อได้ทุกครั้งไปครับ ทีนี้ท่านประธานต้องควบคุมสมาชิกท่านนี้เป็นพิเศษแล้วครับ ท่านประธานจะอนุญาต ให้ประท้วงแบบนี้ทุกครั้งอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นการรบกวนการประชุมอย่างแท้จริง ท่านประธานมีหน้าที่จริง ๆ ครับ และถ้าสมาชิกยังมีนิสัยแบบนี้
ไม่ไปว่าเขา คือประท้วงผมได้ แต่ไปว่ามันก็ข้ามไปอีก เดี๋ยวก็ประท้วงกันวุ่นวาย คืออย่างนี้ ท่านบุญยอดผมวินิจฉัยให้ท่านฟัง เวลามีคนยกมือ เขาใช้สิทธิประท้วง ใจจริงผมไม่อยากให้ ประท้วง แต่ว่าผมก็จําเป็นต้องให้พูดว่าคืออะไร และผมก็วินิจฉัย แต่ว่าผมไม่สามารถใช้ อํานาจประธานห้ามประท้วงนั้น มันยังไม่มีข้อบังคับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประสิทธิ์พอแล้ว คือเวลามันพอสมควรแล้วท่านประสิทธิ์ ก็ผมวินิจฉัยก่อนสิ ท่านไม่ให้ ผมวินิจฉัยหรือ ท่านนั่งลงก่อน เสียหายตรงไหน ท่านบุญยอดว่ามา เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย คืออย่างนี้ ประเด็นที่ท่านบอกว่าห้ามไม่ให้ประท้วงนี่ผมทําไม่ได้ จะควบคุมไม่ให้ประท้วง ก็ไม่ได้ มันบังคับมือใครไม่ได้ ผมก็ไม่อยากให้ประท้วงครับ เวลาสําคัญนะครับ เดี๋ยวมี กฎหมายสําคัญรออยู่ครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันต่อเลยนะคะ
ท่านอนุญาตไหมครับ คือท่านประธานครับ ผมเรียนท่านด้วยอย่างมีเหตุมีผลนะครับ สมาชิกคนเดิมลุกขึ้นประท้วง แบบเดิมกับสมาชิกคนอื่น ๆ หลายต่อหลายครั้ง คําประท้วงตกทุกครั้ง ท่านประธานครับ ท่านอาจจะบอกว่าเขาจะลุกขึ้นประท้วงอะไรผมยังไม่ทราบ ใช่ครับ แต่ถ้าพฤติกรรมยังเป็น แบบนี้ ผมคิดว่าประธานมีอํานาจที่จะต้องสั่งการต่อไปครับ หรือวินิจฉัยต่อไปได้ครับว่า ถ้าสมาชิกทําตัวแบบนี้ พฤติกรรมแบบนี้ ท่านจะทําอย่างไรต่อการประชุมต่อละครับ ถ้าผมไม่ขึ้นมาพูดอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวดูสิครับ เขาจะขึ้นประท้วงอย่างนี้ทุกครั้ง เสียดสี นอกเรื่องหรืออะไรต่าง ๆ แล้วการประท้วง ตกทุกครั้งละครับ
พอแล้วครับ คืออย่างนี้ทุกฝ่าย ไม่ต้องแล้วท่านจุลพันธ์ คือประท้วงไปมาแล้วเสียเวลา ท่านก็รู้เป็นวิปอยู่ครับ ท่านไม่เอาแล้วครับ คืออย่างนี้ท่านประสิทธิ์ ตอนนี้เวลาเหลือน้อย เต็มทีแล้วครับ ผมพยายามช่วยเต็มที่แล้ว พอแล้วครับไม่ต้องประท้วงแล้วครับ พอสมควร ขอร้อง นี่ท่านบุญยอดผมก็ทําเต็มที่แล้ว มันเหนื่อยนะครับอยู่ข้างบนนี้ ท่านต้องเห็นใจ ประธานบ้างครับ ท่านอาจารย์รัชดาก็ไม่เอ่ยถึงคนต่างประเทศเพื่อนบ้านได้ยิ่งดี ท่านเป็น อาจารย์ ท่านรู้อยู่แล้ว เชิญครับ
ท่านประธานคะ ในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ กองทัพของประเทศเพื่อนบ้านยิงเฮลิคอปเตอร์ของ ทหารเรือไทยตก วันที่ ๑๖ ธันวาคม ผู้นําระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้านนี้บอกว่าต้องยิง เพราะเฮลิคอปเตอร์ของทหารเรือไทยตก ๑๖ ธันวาคม ผู้นําระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้าน นี้บอกว่าต้องยิง เพราะเฮลิคอปเตอร์ไทยไปบินเหนือน่านฟ้าเขา ต้องยิงให้จอด แต่ฝ่ายไทย กระทรวงกลาโหมได้ทําหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้กระทรวง การต่างประเทศดําเนินการทําหนังสือประท้วงรัฐบาลประเทศกัมพูชาว่าทําอย่างนี้มันเป็น พฤติกรรมที่ก้าวร้าว เราบินอยู่ในน่านฟ้าไทยเอาอาหารไปให้ทหารไทยและมีจิตใจเผื่อแผ่ไป ให้ทหารกัมพูชาด้วยแต่เขามายิงเฮลิคอปเตอร์ไทยตก จดหมายไปถึงกระทรวง การต่างประเทศในขณะที่ผู้นําระดับสูงประเทศกัมพูชาบอกว่าไทยล้ําน่านฟ้าเขา แต่เจ้า กระทรวง กระทรวงการต่างประเทศรองนายกรัฐมนตรีคนนี้บอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ดิฉัน เข้าใจท่านประธานว่าในเรื่องการต่างประเทศมันต้องแยกประเด็นความขัดแย้งในเรื่อง ชายแดนก็เรื่องหนึ่ง ความสัมพันธไมตรีที่ดีก็อีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันไม่เคยคิดว่าประเทศไทยต้อง ไปต่อสู้ต้องไปสู้รบทางการทหาร แต่อย่างน้อยที่สุดในเรื่องของศักดิ์ศรีประเทศไทยต้องทํา หนังสือประท้วงประเทศกัมพูชาเรื่องง่าย ๆ แค่นี้เรื่องที่เห็นจะจะอย่างนี้รัฐบาลยังไม่เดินหน้า รักษาผลประโยชน์ประเทศไทยแล้วเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องมีการไปประชุมไปเจรจาลับ เรื่องที่พี่ น้องประชาชนกังวลใจไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนในทะเลอ่าวไทยนั้นใครจะรู้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการดําเนินการผลงานด้านการต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ล้มเหลว และไม่ปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศไทย ขอบคุณค่ะ
ท่านรังสิมา ท่านอรรถพล ท่านนิพิฏฐ์ เตรียมตัวไว้นะครับ เชิญท่านรังสิมาครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันได้อ่านรายงานแสดงผลการดําเนินงานของ คณะรัฐมนตรีตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเล่มนี้ รายงานที่เขียนมาดิฉันอยากทราบว่าคนที่ เขียนเป็นใครคนเขียนอยู่ที่ไหนอยู่ประเทศไทยหรือเปล่า เพราะว่าดิฉันเห็นแล้วเขียนมาให้ คะแนนคุณภาพเอบวก (A+) เลย แต่ข้อเท็จจริงในเล่มนี้ดิฉันดูแล้วดิฉันให้เอฟ (F) เอฟนี่ เดี๋ยวประชาชนจะไม่เข้าใจคือให้สอบตกค่ะ ทีนี้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลดิฉันได้เวลาแค่ ๘ นาทีดิฉันก็จะพูดเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในภาครัฐอย่างจริงจัง อันนี้ก็จะเจอดิฉันอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง ครั้งหน้าดิฉันก็คิดว่าดิฉัน คงจะต้องอภิปรายอีกเพราะวันนี้มันได้เวลาน้อยจะอธิบายอะไรก็จะยาก คือรัฐบาลบอกว่า รัฐบาลป้องกันและปราบปรามทุจริตอย่างจริงจังในเชิงรุก เชิงรุกของท่าน ๑ กรม ๑ ป้องกัน แล้วก็ตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริตทุกกระทรวง ตั้งตู้ร้องเรียนทุกจังหวัดทั้ง ๗๗ จังหวัด แต่ในนี้เขียน ๗๖ จังหวัดนะคะ ตั้งคณะกรรมการโครงการสําคัญ ๆ เช่น โครงการจํานําข้าว โครงการเยียวยาฟื้นฟูป้องกันสาธารณภัย เห็นไหมคะ โครงการจํานําข้าวดิฉันฟังท่าน หมอวรงค์ที่อภิปรายไปแล้วเมื่อคืนท่านก็จะเห็นว่าการทุจริตคอรัปชั่นมันมากมายมหาศาล ขนาดไหนแต่ก็ไว้รอฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็การทุจริตท่านตอบมากี่ท่าน ๆ ลุกขึ้นมา บอกว่าดีขึ้นหมดเลยปี ๒๕๕๔ การทุจริตได้คะแนน ๗.๕๕ ปี ๒๕๕๕ เหลือ ๖.๕๗ แสดงว่า การทุจริตลดน้อยลง ดิฉันบอกว่าไม่จริงเพราะดิฉันเห็นว่าการที่ได้คะแนนน้อยลงท่านดูนะคะ มาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์การให้ข้อมูลของเขาละเอียดแล้วก็เปิดเผยอย่างดี แต่นี่รัฐบาล เอาคะแนนน้อยของท่านไปรวมกับภาคเอกชนที่เขาได้คะแนนมากแล้วหาร ๒ มันก็เลยทําให้ ดูว่ารัฐบาลคะแนนดีขึ้น อย่างเช่น เอกชนได้ ๘ จาก ๑๐ รัฐบาลจะได้สัก ๒ สัก ๓ จาก ๑๐ เห็นไหมว่าคะแนนมันจะตกแต่พอไปรวมกับภาคเอกชนแล้วมันจะทําให้คะแนนของรัฐบาล ดีขึ้น เพราะฉะนั้นจากการทุจริตเคยติดอันดับของเดิม ๘๐ แต่ตอนนี้ตกมาอันดับที่ ๘๘ อันนี้ ท่านเห็นไหมคะ นโยบายของท่านดีขึ้นจริงหรือไม่ เพราะว่ากิจกรรมที่ท่านทําทั้งหลาย ดิฉันดูแล้วสักแต่ว่าทํา แต่ว่าไม่ได้เอาผลงานจริงจังอะไรเลย เหมือนทําแบบแก้บน
ประการต่อไปคือการป้องกันการทุจริตของท่าน อย่างเช่น หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ดิฉันก็เห็นว่าหน่วยงานของรัฐเท่าที่ดิฉันอยู่กรรมาธิการติดตาม การบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาชี้แจง เป็นมา ๔ สมัย ก็อยู่คณะนี้มา ๓ สมัยติดต่อกัน โดยเฉพาะสมัยนี้การทุจริตไม่ว่าจะตรวจสอบอะไรมันเจอ ไปทุกอย่าง แต่พอเจอแล้วได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น ป.ป.ท. ป.ป.ช. ไปแล้ว ดิฉันเห็นหายเงียบหมดเลย ดิฉันก็ถามว่าทําไมไม่เห็นตอบมาเลยว่าผลมันเป็นอย่างไร อย่างเช่น โครงการน้ําท่วม ทุจริต ตอนที่ดิฉันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เรื่องข้าวกล่องท่านคง จําได้ ที่ดิฉันพูดแล้วท่านประธานเคยให้ดิฉันถอนนะคะว่า ทําวันละ๑๐๐,๐๐๐ กล่อง มันเป็นไปได้อย่างไร อันนี้มันกินหรือมันไอ้นี่กันแน่ ที่ดิฉันพูด ถ้าดิฉันพูดเดี๋ยวท่านก็ให้ดิฉัน ถอนอีก แต่ว่าดิฉันโยงให้กับประชาชนที่เคยฟังอภิปราย จําได้ว่าข้าวกล่องมันก็กิน ข้าวถุง อีกระแตตาเข ท่านก็คงจําได้ ข้าวสารมันก็กิน แล้วก็ถุงปลิดชีพ ท่านเห็นไหมคะถุงละ ๑,๐๐๐ บาท เทออกมาแล้ว ๓๐๐-๔๐๐ บาท แล้วก็ส้วม แม้กระทั่งส้วมยังกินเลยท่านลองคิดดู
ประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยค่ะ ด้วยความเคารพท่านผู้อภิปราย ดิฉันขอประท้วงท่านผู้อภิปรายด้วยการที่ท่านขัดข้อบังคับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ เพราะปัจจุบันเราจะเป็นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่ใช่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจค่ะ ท่านจะกล่าวหาลอย ๆ ไม่ได้ เพราะถ้าท่านจะเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ท่านต้องไปยื่นถอดถอนตามมาตรา ๒๗๐ ต่อ ป.ป.ช. นะคะ เพราะอย่างนั้นวันนี้ จะตีกินว่ารัฐบาลทุจริตไม่มีหลักฐานไม่ได้ค่ะ อยากจะให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ก็มีเหตุผลด้วยว่า ท่านรังสิมาก็ดูว่าต้องถอดถอน ก็พยายามหน่อยแล้วกันครับ จะจบแล้ว เหลืออีก ๓ นาที ให้ท่านพูดไปเถอะ ก็ให้พูด ๓ นาที ก็เหลือเวลา ๓ นาที ท่านจะประท้วง ทําไมอีก จ่าประสิทธิ์ไปกินกาแฟข้างนอกก่อน ผมมีเวลาน้อยเต็มที ขอล่ะ ผมเชิญท่านไป ทานกาแฟ ไม่เสียหาย เชิญไปทานกาแฟไม่เสียหาย ท่านรังสิมาต่อ มีเวลา ๓ นาที เชิญครับ
ท่านค่ะ ดิฉันโยงมาให้ว่าดิฉัน อ่านแล้ว บอกว่ามันทุจริตน้อยลง แต่ดิฉันได้เคยอภิปรายไปแล้ว แล้วก็โยงให้เห็นว่ามันทุจริต มาก ดิฉันไม่ได้ว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่ดิฉันอภิปรายไปแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาจะประท้วง อะไรให้ฟังให้ได้ศัพท์แล้วค่อยจับมากระเดียด ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะขัด ขัดคนอภิปราย คนเขาฟังอยู่ราบรื่นดี พอถึงเวลาคุณก็มาขัด ทําให้ดิฉันต่อไม่ถูก เดี๋ยวดิฉันต้องเริ่มต้นใหม่อีก แล้วก็เรือ ส้วม แม้กระทั่งส้วมก็ยังกิน ที่ดิฉันพูดเมื่อกี้นี้ กินข้าวยังไม่พอ ยังกินส้วมไปอีก แล้วก็เรือก็เหมือนกัน เอาไปแจกก็ต้องมาเพิ่มชื่อ
ท่านรังสิมามีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานค่ะ คือดิฉันก็ ประท้วงตามข้อบังคับข้อ ๖๑ เพราะว่าท่านขัดข้อบังคับจริง ๆ ก็ไม่ได้มีอะไร แต่ว่าวันนี้ท่าน ได้เข้ามาเสียดสีแล้วก็พูดจาอย่างนี้ ไหน ๆ ท่านประธานก็วินิจฉัยไปแล้ว ท่านช่วยเข้าเรื่องใน ประเด็นที่ท่านจะอภิปรายดีกว่านะคะ อย่านอกเรื่องเลยค่ะ
อย่างนี้นะครับ ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ร่วมมาหลายวันก็เริ่มดีแล้ว แต่เวลาประท้วงหรือว่า อะไรกันให้ว่าให้ประธาน ผมทนได้ แต่ว่าอย่าไปใส่ฝั่งตรงข้ามนิดหนึ่ง เกี่ยวกันนิดหนึ่ง ก็จะเป็นเรื่อง ท่านรังสิมาท่านไม่ว่าอะไรท่านเหลือเวลา ๒ นาที ท่านไปวนไม่ได้นะครับ เวลาบังคับท่านต้องตอบเลย เชิญครับ
ให้เขาออกทีวีไปก่อน ไม่เป็นไร ค่ะท่านประธาน ดิฉันรอได้ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพคะ ขัตติยา สวัสดิผล ค่ะ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ค่ะ ให้ท่านประธานควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดิฉันคิดว่าถ้าเกิดผู้อภิปราย อภิปรายในเนื้อหาสาระ ไม่เสียดสีผู้อื่น แน่นอนค่ะจะไม่มีใครลุกขึ้นประท้วงตามข้อ ๖๑ และ ข้อ ๖๓ เลย และอีกอย่างหนึ่งคือคําวินิจฉัยของประธานเป็นที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ขอให้ท่านประธานค่ะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘ แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้อย่างเคร่งครัดด้วย ส่วนที่ท่านรังสิมา ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะคะว่าใครอยากออกทีวี
ไม่เอา ๆ พอแล้วครับ ไม่เอา มันดีมาตั้ง ๒-๓ วันแล้วครับ ผมก็ดีไปด้วย ไม่ต้องปวดหัว ท่านรังสิมาเชิญครับ เหลือ ๒ นาที ไปวนกลับไปเรื่องเก่าไม่ได้นะครับ เวลามันจํากัด เชิญเลยครับ พูดกันดี ๆ วันนี้พอแล้ว
ท่านประธานคะ ท่านประธาน ก็รู้นิสัยดิฉันอยู่แล้ว ดิฉันเป็นคนตรงไปตรงมานะ และดิฉันก็อภิปรายเรื่องทุจริตจริง ๆ ดิฉันจะสู้เรื่องทุจริตอย่างเดียวชาตินี้นะคะ แล้วก็โดยเฉพาะดิฉันก็บอกแล้วว่าวันนี้ดิฉันมาพูด เกี่ยวกับการแถลงผลงานของรัฐบาล และรัฐบาลบอกว่าโกงน้อยลง แต่ดิฉันบอกว่าไม่น้อย แล้วไม่ได้ฟังตั้งแต่ต้น
อย่าตะโกนใส่ไมค์
ไม่ได้ตะโกนเลย ดิฉัน เสียงอย่างนี้อยู่แล้ว
ค่อย ๆ หน่อยครับ ผมยังฟังไม่ค่อยออก ใจเย็น ๆ
เดี๋ยวดิฉันเอาไมค์ไว้ข้าง ๆ ก็ได้ ไม่เป็นไร
ใจเย็น ๆ
ของเริ่มขึ้น ๆ อย่างไรคะ ท่านประธานคะ ดิฉันอภิปรายนะคะผลงานรัฐบาล ดิฉันไม่ได้มายอวาทีนะคะ ดิฉันต้องชี้แจง ให้กับประชาชนได้ทราบว่าอาจจะลืมไปแล้ว ๒ ปี ยังจับอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งโกงข้าว โกงส้วม โกงอะไร ทุกอย่างเลย ดิฉันถึงได้ว่าน้ําจะท่วมอีกแล้ว ดิฉันก็มาเน้นอันนี้ว่าเดี๋ยว ปี ๒๕๕๔ ดิฉันก็ต้องอภิปรายอีกนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะเตือนท่านอย่างไรคะว่า มหาอุทกภัยนี่มันเป็นโอกาสทํากําไรให้กับรัฐบาล คนของรัฐบาล หากินกันเต็มไปหมด แต่รัฐบาลไม่ได้จับคนที่โกงกิน ไม่ว่าจะเป็นขุดลอกคูคลอง นี่ยังดีนะว่าท่านประธานเจริญ ลงไปแล้ว มีคนลงเฟสบุ๊คว่าดิฉันจะถึงคิวอภิปรายแล้ว เขาก็โพสต์มาบอกเลยว่าช่วยอภิปราย เขตของท่านรองประธานเจริญให้หน่อย ดิฉันจดเอาไว้เลย เขตตําบล ขุดลอกบึงเก้ง ตําบล บ้านเป้า อําเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ น้ําท่วมตั้งแต่เมื่อไรแล้ว จนป่านนี้เอาดิน ไปขายคันละ ๑๕๐ บาท และอย่างนี้มันสมควรจะอภิปรายไหมท่าน เงินของแผ่นดินนะคะ ดิฉันก็มาเน้นให้ท่านฟังว่าการเขียนนี้เขียนดีหมดเลย แต่ว่าจริง ๆ แล้วจับอะไรไม่ได้เลย เอาคนผิดมาทําโทษไม่ได้เลย จึงอยากให้รัฐบาลบอกมาสิว่าที่โกงมาทั้งหมดนี้ ที่ดิฉันอภิปราย ใคร ๆ ก็อภิปราย ท่านเห็นแล้วทําอะไรได้บ้าง แล้วก็การแจกเงินอะไรก็เหมือนกัน ดิฉันถึงได้ ดีใจอย่างไร ดิฉันรู้ว่าท่านปกรณ์ อธิบดี พม. ลาออก ดิฉันยังว่าเลยว่าดีนะเขาจะได้ไม่ต้อง ติดคุก เพราะว่าคนมาร้องเรียนอยู่ในกรรมาธิการเยอะแยะ ดิฉันเลยบอกว่าเวลาให้ดิฉัน อภิปราย ๘ นาทีไม่เป็นไร คราวหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจเจอกัน ขอบคุณค่ะ
ท่านอรรถพรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่ให้โอกาสอภิปรายผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในปีที่ ๑ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๕ ผมจะอภิปราย ในประเด็นที่ต่อเนื่องจากท่าน ส.ส. รังสิมา รอดรัศมี ในนโยบายในเรื่องของการปรามปราม การทุจริตคอร์รัปชัน
ท่านประธานครับ ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้ประชาชนคนไทยตกอยู่ ในภาวะข้าวยากหมากแพง การดํารงชีวิตดํารงลมหายใจก็เป็นไปด้วยความฝืดเคือง คับแค้น อย่างเข้มข้นจากภาวะของแพงทั้งแผ่นดิน ภาวะที่เศรษฐกิจได้ตกต่ําอย่างถึงขีดสุด ประชาชน คนไทยซึ่งไม่มีวาสนาบารมีจะไปใช้เงินสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ้างใครมาร้องเพลงให้ฟัง ใต้แสงเทียน ก็อยู่ในภาวะที่เป็นโศกนาฏกรรมสาหัสแห่งชีวิตครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องทน ก็เลือกไปแล้วครับ ก็เป็นหนึ่งในคน ๑๐ กว่าล้านคนที่เลือกเข้าไป ก็ต้องทนนะครับ บางคนก็อาจจะไปปรบมือเชียร์ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานด้วยซ้ําไป ก็ต้องทน ครบวาระขึ้นมาเมื่อไรก็มาพิพากษาลงโทษกัน แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าคนไทย ทนไม่ไหวครับ ทนไม่ไหวมันก็มีความรู้สึกว่าหยาดเหงื่อของเขาเรี่ยวแรงที่มันเหลือน้อย ของเขาในการดํารงชีพทุ่มเทเสียภาษีอากรขูดเลือดขูดเนื้อก็มีคนบางกลุ่มต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา คําท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ก็มาทุจริตคอร์รัปชันหาประโยชน์จากหยาดเหงื่อ ของคนจน หาจากหยาดเหงื่อคนที่อาจจะถูกประณามว่าเป็นไพร่อะไรก็ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เขาทนไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมพูดอย่างนี้เพื่อจะโยงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ ได้ล้มเหลวในนโยบายป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นนโยบาย ข้อ ๑.๓ ถ้าท่านประธานอาจจะบอกว่าก็ผมเป็นฝ่ายค้าน ผมก็ต้องตําหนิติเตียนไม่ใช่มาพูดฝ่ายเดียวครับ ผมพูดนี้มีพื้นฐานรองรับจากการสํารวจ ของสํานักวิจัยเอแบคโพลล์ (ABAC Poll) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยนางสาวบุญฑริก อิศรางกูร ณ อยุธยา เขาสํารวจความคิดเห็นของประชาชน ๑๗ จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดเพชรบุรี บ้านผมด้วย ผลก็ออกมาชัดเจนเป็นข้อมูลทางวิชาการที่บริสุทธิ์ก็บอกว่ากลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ ๗๓.๕ คิดว่าการประกาศต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันของนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้มีที่คิดว่าช่วยได้เพียงร้อยละ ๒๖.๕ ซึ่งเป็น ส่วนน้อยมาก ท่านประธานเห็นไหมครับ ขณะเดียวกันนางสาวบุญฑริก อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อํานวยการก็ยังระบุประกอบแนบท้ายข้อมูลทางวิชาการตรงนี้บอกว่าปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันในความคิดเห็นของประชาชนกําลังเข้าขั้นวิกฤติไร้ซึ่งความเชื่อมั่น ไว้วางใจจากประชาชนต่อคําพูดและการประพฤติปฏิบัติของนักการเมืองกลุ่มคน มีหลากหลายภาคส่วน ซึ่งมีบทบาทสําคัญในการบริหารประเทศไม่ใช่คนเดียวที่พูดอย่างนี้ครับ อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิชาการบริสุทธิ์และเป็นคนซึ่งไม่ได้มีเสื้อสีหรือเกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองใดคือท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งกล่าวต่อ สาธารณชนชัดเจนว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา มีแต่โทรมกับ ทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งก้าวสู่ยุคมหาวิกฤติคอร์รัปชัน ประธานคงไม่เคยได้ยินคํานี้นะครับ มหาวิกฤติคอร์รัปชัน ผมไม่พูดรายละเอียดครับ จะใช้เวลามากเกินไป อีกคนก็ได้ครับ เพื่อให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ ก็เป็นข้อมูลที่เปิดเผยในทางวิชาการอย่างชัดเจน ก็คือ ท่านธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิบดีฝ่ายวิจัยและอํานวยการศูนย์ประชากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไม่ใช่นักการเมืองนะครับ ท่านพูดชัดเจนผมจะตัดตอนที่สําคัญ ท่านบอกว่าได้พบว่าการรับเงินพิเศษหรือมีเงินพิเศษที่จะใช้จ่ายโครงการต่าง ๆ โดยนักธุรกิจ บอกว่ามีอัตราเงินสินบนหรือเงินพิเศษประมาณร้อยละ ๑๐ ของมูลค่าโครงการ แต่ในปัจจุบันนี้ ที่ค้นพบคือค่าเฉลี่ยมีถึงประมาณร้อยละ ๒๕ ถึง ๓๐ ครับ ฉะนั้นปัญหาคอร์รัปชัน จึงเป็นปัญหาที่รุนแรง และทําให้เสียงบประมาณถึงปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ละครับ คือข้อพิสูจน์ว่านโยบาย ๑.๓ ของรัฐบาลล้มเหลว ผมได้มีโอกาสพูดคุย กับเพื่อนบางคนที่รวยกับโครงการก่อสร้าง เขาบอกว่าไปคุยกับหน่วยงานภาครัฐ เขาบอก เลยว่าต้องส่งเงินเข้าส่วนกลางอย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารับได้ก็เอางานไปมันระบาด ไปทั่ววงการครับ ตรงนี้ละครับ คําที่พูดถึงเจ๊ พูดถึงหลงจู๊ พูดถึงพระครูปลัดมันจึงกระหึ่ม วงการก่อสร้างไปหมด และสิ่งเหล่านี้ครับ คือสิ่งที่ทําให้เราได้เห็นถึงความชัดเจนถึง ความล้มเหลวของนโยบายปราบปรามคอร์รัปชันของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีตัวอย่างอีกค่อนมากพอสมควร แต่ว่าเวลาทําไมมันหมด อย่างรวดเร็วนะครับ ผมจําได้ว่าผมมีเวลา ๘ นาที ฉะนั้นผมก็ขออนุญาต ๑ นาทีเดียวครับ เพราะว่าเพิ่งทราบว่าเวลาถูกลดลงว่า ผมมีตัวอย่างค่อนข้างเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ พันตํารวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐ ป.ป.ท. ที่ถูกย้ายเขาไปพูดถึงการทุจริตเรื่องโครงการเยียวยาน้ําท่วม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสุภา ซึ่งถูกปลดจากคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการจํานําข้าว จากตําแหน่ง เพราะไปบอกว่าขาดทุน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่มีโอกาสแล้วครับ ผมสรุปเลยว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปีนี้และปีต่อไปต้องเพิ่มความเข้มข้น ในการปราบปรามเรื่องเหล่านี้ ท่านมีกรรมอันหนึ่งครับ ที่ปฏิเสธไม่ได้ท่านเลือกเกิดไม่ได้ ท่านต้องเลยเป็นน้องสาวของคนซึ่งเคยถูกข้อหาทุจริต ฉะนั้นท่านต้องพิสูจน์ตัวเองให้มัน เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ว่านโยบายการปราบคอร์รัปชันของท่านมันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องที่ ไม่จริง เหมือนเรื่องการลดราคาน้ํามันและการขึ้นค่าแก๊สหรือว่าเรื่องการล้างหนี้ให้ชาวไทย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระสําคัญ เป็นเรื่องไม่จริง ท่านต้องทําเรื่องนี้ให้จริงจัง ท่านต้องพิสูจน์ ให้เห็นครับว่าการโกงหรือการโคตรโกงมันไม่ใช่เรื่องของกรรมพันธุ์ครับ ขอบคุณครับ
เวลาของฝ่ายค้านทั้งหมดใช่ไหม ทั้งรัฐบาลค้าง ๕๐ นาที ๕๐ นาทีให้ผมตัดเลยใช่ไหมครับ ท่านนิพิฏฐ์เอาอย่างไรท่าน ๕ นาทีผมก็ไม่อยากให้ท่านพูดหรอก ๕ นาที ๕๐ นาทีถ้าตัดเลย มันก็จะไม่หมด เหลือตั้งเยอะเลย ถ้าคนละ ๕ นาทีก็จะได้เยอะ ท่านนิพิฏฐ์ว่าอย่างไร เชิญท่านนริศครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนริศ ขํานุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพัทลุง ทางวิปส่งท่านนิพิฏฐ์ไป ๑๐ นาทีนะครับ แล้วก็หลังจากท่านนิพิฏฐ์ก็จะเหลือคนละ ๕ นาทีนะครับ แล้วก็พวกเรากําลังคุมเวลากันอยู่ ท่านประธานดําเนินการประชุมต่อไปเถอะครับ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ ที่เหลือ ๕ นาทีนะครับ ตกลง เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านนิพิฏฐ์ ๑๐ นาที ท่านอื่น ๕ นาที เป็นไปตามนี้นะครับ เชิญครับท่านนิพิฏฐ์คืออย่างนี้ครับ ขอความร่วมมือ ทุกฝ่ายว่าเวลาล็อก (Lock) กรุณาอย่าให้มีการประท้วงทั้ง ๒ ฝ่ายก็แล้วกัน ช่วยกันหน่อย ท่านนิพิฏฐ์ขอความร่วมมือท่านในฐานะผู้ใหญ่ครับ ช่วยผมด้วย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง กระผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ ด้วยระยะเวลาที่จํากัด กระผมเชื่อว่ารัฐบาลที่ดีจะทําให้เศรษฐกิจดีนะครับ ผมไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจนะครับ ผมเป็นนักการเมืองที่มีความรู้และความเข้าใจในระบบ การเมืองเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าการเมืองที่ดีจะทําให้เศรษฐกิจดี และการเมืองที่ดีจะทําให้ ทุกอย่างดีไปหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรืออะไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ การเมืองอย่างแท้จริง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในเรื่องของเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลได้แถลงไว้ ในรายงานแสดงผลการดําเนินการว่า รัฐบาลจะรักษาเสถียรภาพของราคายางพารา ผมจะพูดถึงเรื่องยางพารา ณ วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ รัฐบาลได้ซื้อยางแผ่นดิบ และยางแผ่นรมควันเพื่อแปรรูป ๖๖,๙๐๔.๓ ตัน เป็นมูลค่า ๖,๖๔๕ ล้านบาท เพื่อนําไป เป็นยางแผ่นรมควันอัดก้อน จํานวน ๓๒,๑๕๙ ตัน รัฐบาลได้เขียนไว้ในรายงานอย่างนี้ครับ แต่ผมเรียนท่านประธานว่าหลังจากรัฐบาลได้มีการรักษาเสถียรภาพของราคายางพาราแล้ว ราคาของยางพารานั้นก็ได้ต่ําลง ๆ นะครับ และอยู่ในขั้นวิกฤติ จนกระทั่งมีการชุมนุม ประท้วงกันที่ภาคใต้ในขณะนี้ ผมพูดเรื่องนี้เรื่องเดียวท่านประธานครับ เพราะว่า ผมเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าผมเข้าไปเกี่ยวข้องในการชุมนุมของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งไม่เป็นความจริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ผมต้องเรียนท่านประธานว่ายางพาราเป็นสินค้า หลังของภาคใต้ เป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคใต้ รัฐบาลไม่ได้รักษาเสถียรภาพของราคา ยางพารา หลังจากรัฐบาลไม่ได้รักษาเสถียรภาพของราคายางพาราแล้ว ยางพาราได้ลดต่ํา ลงเรื่อย และพวกเราที่เป็นผู้แทนราษฎรจากภาคใต้ก็ได้ดําเนินการตามระบอบประชาธิปไตย นะครับ มายื่นหนังสือร้องเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีประมาณสัก ๓ ครั้ง ท่านถาวร ขออภัย ที่เอ่ยนาม ได้ไปยื่นที่ท่านนายกรัฐมนตรีที่ทําเนียบรัฐบาล เราก็ตั้งกระทู้ถาม ยื่นญัตติ แต่ยางพาราก็ไม่ได้มีราคาสูงขึ้น จนกระทั่งประชาชนได้มีการประท้วง แล้วก็มีการปิดถนน ที่ท่านประธานได้ทราบอยู่แล้ว ในเรื่องของการรักษากฎหมายและการอํานวยความยุติธรรม รัฐบาลบอกว่ารัฐบาลจะปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และอย่างทั่วถึง รัฐบาลได้เขียนว่าอย่างนั้น แต่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า การที่รัฐบาลได้ยกเลิกการรักษาเสถียรภาพของราคายางพาราและการที่รัฐบาลได้ปฏิบัติกับ พี่น้องเกษตรกรสวนยางพาราในภาคใต้นั้น รัฐบาลไม่ได้อํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชน อย่างทั่วถึง ทั่วหน้าแล้วก็เป็นธรรม ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ อยากจะบอกรัฐบาลครับว่า ผมนึกไม่ถึงว่าเราได้บริหารประเทศชาติมาจนถึงวันนี้ ถ้าท่านประธานได้เดินทางไปภาคใต้ และดูการเรียกร้องของพี่น้องประชาชนที่ดําเนินการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ทําไมเขาเรียกร้องเรื่องนี้ครับ วันนี้ประชาชนไม่ได้เรียกร้องเรื่องราคายางพาราอีกแล้วครับ อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าประชาชนจะเอา ๙๐-๙๕ ๑๐๐-๑๒๐ ไม่ใช่ครับ วันนี้การต่อสู้ของ พี่น้องเกษตรกรสวนยางพาราในปักษ์ใต้เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมครับ และผมเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อไรก็ตามที่มนุษย์ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมนั้น มนุษย์ยอม เสียสละชีวิต ยอมตายเพื่อความเป็นธรรมมาตลอดครับ แล้วโลกเราเป็นอย่างนี้มาตลอดครับ เมื่อประชาชนลุกขึ้นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เขาพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อให้ได้รับ ความเป็นธรรม ชีวิตเป็นเรื่องเล็กน้อยครับสําหรับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม อย่าเข้าใจผิดว่า วันนี้คนปักษ์ใต้เรียกร้องยางพารา ๙๐ บาท ๙๕ บาท หรือ ๑๐๐ บาท ไม่ใช่ครับ เขาเรียกร้อง รัฐบาลต้องให้ความเป็นธรรมและไม่มีการเลือกปฏิบัติ ผมเรียนท่านประธานครับ เมื่อการต่อสู้ มันเดินมาถึงจุดที่เขาเรียกร้องความเป็นธรรมและไม่ต้องการได้รับการเลือกปฏิบัติจากรัฐบาล เขาจะต่อสู้ครับ ท่านประธานครับ แต่ในชีวิตผม ผมไม่คิดว่าผมจะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้อีกแล้วครับ ทําไมผมเรียนท่านประธานว่าเขาเรียกร้องความเป็นธรรม ละครับ เขาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม งบประมาณโดยสังเขป ปี ๒๕๕๗ อยู่ในมือของกระผม ท่านประธานครับ ท่านประธานอยู่ภาคเหนือ ท่านอาจจะไม่มีข้อมูล อาจจะไม่มีข้อเท็จจริง ผมเรียนท่านประธานครับว่า จําเป็นต้องพูดความจริงครับ ในหนังสือฉบับนี้ครับ เขาบอกว่า ภาคใต้เป็นภาคที่เสียภาษีมากกว่าภาคเหนือครับ ท่านประธานอาจจะไม่ทราบข้อเท็จจริงนี้ ภาคใต้ในปี ๒๕๕๕ นะครับ ตัวเลขนี้เบ็ดเสร็จแล้วครับ ยุติแล้วครับ ภาคใต้เสียภาษี ๓๖,๙๖๒.๔ ล้านบาทครับ ในขณะที่ภาคเหนือเรียกเก็บภาษีได้ ๓๖,๐๗๖.๔ ล้านบาท ๓๖,๐๐๐ เหมือนกันครับ แต่ภาคใต้มากกว่า แต่ว่าเวลารัฐบาลให้ความเป็นธรรมกับพี่น้อง ภาคใต้นี่ รัฐบาลให้ความเป็นธรรมกับประชาชนภาคใต้น้อยกว่าคนภาคเหนือ ผมไม่อยากพูด เรื่องนี้ แต่ว่านี่คือความจริง วันนี้คนเขาต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม มันไม่จบแค่นี้ หรอกครับ ผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อเขายืนขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น มันเป็นการ ต่อสู้ที่เอาชีวิตเข้าแลกครับ วันนี้ท่านประธานไปดูนะครับ ปักษ์ใต้วันนี้ครับบริเวณที่มีการ เรียกร้องมีการชุมนุมอยู่ในขณะนี้ตํารวจไม่กล้าแต่งเครื่องแบบแล้วครับ แล้วก็ป้อมตํารวจ ทั้งหลายวันนี้ร้างแล้วครับ ถูกเผาบ้าง อะไรบ้าง ตํารวจไม่กล้าแต่งเครื่องแบบ วันนี้ประชาชน จับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐ เขาสู้กับรัฐครับ ราคายางเท่าไรไม่เกี่ยวแล้ว ถ้าท่านประธานได้มีโอกาส เข้าไปดูความคิดของผู้ที่ชุมนุมวันนี้เขาพูดเรื่องอะไรครับ เขาบอกว่า ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้ แต่ว่านี่คือความจริงที่อยากสะท้อนไปที่รัฐบาลครับ เขาบอกอย่างนี้ ท่านประธานครับ เขาบอกว่าผู้แทนครับ เราแยกภาคกันเอาไหม ทําไมเป็นอย่างนั้นละครับ เพราะชาวบ้าน เขารู้ว่าคนปักษ์ใต้เสียภาษีมากกว่าภาคเหนือ และเสียภาษีมากกว่าที่อื่นครับ รัฐบาล นําประชาชนเดินมาถึงจุดที่บอกว่า แยกภาคกัน รัฐบาลนําประชาชนเดินมาถึงจุดที่บอกว่า เราไม่เสียภาษีให้กับรัฐได้ไหม และเมื่อไรก็ตามที่การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมมันอยู่ในใจ ประชาชน มันนานครับกว่าเรื่องนี้จะยุติ ผมเลยเรียนท่านประธานว่าที่รัฐบาลได้ทอดทิ้ง พี่น้องชาวสวนยางพาราภาคใต้ในขณะนี้ ผมว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลครับ ผมเคยเรียกร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีหลายครั้งว่า ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เจรจาพูดคุยกับประชาชนเถอะ เราเป็นนักการเมือง ท่านประธานครับ เราเป็นนักการเมืองเมื่อประชาชนมาบอกว่าเจรจา กันเถอะ คุยกันเถอะ เราดีใจ ท่านประธานก็มาจากการเลือกตั้ง วันที่ประชาชนไปพบ ท่านประธานแล้วขอพูดคุยกับท่านในการแก้ปัญหา ผมคิดว่านั่นคือเกียรติที่เราได้รับจาก ประชาชน แต่ว่าชาวสวนยางพาราก็บอกว่าอยากให้รัฐบาลคุยกับเขา ยางพาราเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนปักษ์ใต้ครับ คุยครั้งแรกไม่จบต้องคุยครั้งที่ ๒ ครับ คุยครั้งที่ ๒ ไม่จบต้องครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ อาจจะเป็นคุยกันทั้ง ๑๐ ครั้งก็ได้ถึงจะจบ ไม่ใช่เรื่อง ของราคาอีกต่อไปแล้วครับ แต่เป็นเรื่องที่ต้องผ่อนคลายความรู้สึกของประชาชนว่าเขาอยู่ บนแผ่นดินนี้ แล้วก็ได้รับความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงกัน ท่านประธานเชื่อผมเถอะครับ ถ้ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชน แล้วไปคุยกับประชาชน ไม่ต้องกังวลนะครับว่าเขาจะเอา ๙๐ บาท ๙๕ บาท เขาต้องการความเป็นธรรมแล้วต้องคุยเท่านั้นครับ ผมเลยเรียน ท่านประธานว่าทั้งหมดที่รัฐบาลได้กระทํา ที่ประกาศไว้เป็นนโยบายเรื่องเศรษฐกิจก็ดี เรื่องการอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชนก็ดี รัฐบาลไม่ได้ทําอย่างนั้นเลย ที่รัฐบาลไม่ได้ ทําอย่างนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลจงใจความจงใจของรัฐบาลที่สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้น ในประเทศนี้ จงใจที่จะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ และเมื่อบ้านเมืองมันมีความ แตกแยก บ้านเมืองมันมีความปั่นป่วนอย่างนั้นก็แบ่งแยกแล้วก็ปกครองครับ แบ่งแยกแล้ว ก็ปกครองนั่นคือนโยบายของรัฐบาล ผมเสียใจนะครับที่รายงานผลการดําเนินการของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจ ในเรื่องของยางพารา ในเรื่องของการรักษา ในเรื่องของการอํานวย ความยุติธรรม ในเรื่องของกฎหมายนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลแถลง นานครับท่านประธาน กว่าเราจะเยียวยาประชาชนที่เขาลุกขึ้นต่อสู้ ที่เขามีความรู้สึกว่าเขาถูกเลือกปฏิบัติ นานกว่าเรื่องนี้จะคืนสู่ปกติได้นะครับ เลยกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผ่านมา ๑ ปี ของรัฐบาลนั้น รัฐบาลได้สร้างความแตกแยก รัฐบาลบอกว่าจะสร้างสมานฉันท์จะปรองดอง ที่ไหนละครับ มันมีความปรองดองที่ไหนละครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ พวกเราที่เป็น นักการเมืองฝ่ายค้านต้องไปที่ไหนได้ละครับ ในขณะที่รัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากไปได้ทุกที ทุกตารางนิ้วในประเทศนี้ แต่เราที่เป็นฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยเราไม่ได้ ไม่มีรัฐไหน ไม่มีแผ่นดินไหนที่ไม่คุ้มครองเสียงข้างน้อยหรอกครับ นอกจากประเทศนี้เท่านั้นละครับ ผมกราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าการสร้างความแตกแยกที่เกิดขึ้นในประเทศขณะนี้ เป็นความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรี เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะสร้างความแตกแยก ให้เกิดในประเทศนี้ครับ แต่ว่าลึก ๆ จริงต้องการอะไรผมไม่ทราบ แต่ว่าวันนี้เกิดจาก การกระทําของรัฐบาลครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านมัลลิกาครับ ๕ นาทีครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงผลงานไว้ทั้งหมด ๓ ด้าน ก็คือด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านโครงสร้างประชากรและสังคมไทย ดิฉันขอพูดแค่ด้านโครงสร้างประชากร และสังคมไทย เพราะว่าขณะนี้ค่ะท่านประธานน้ําท่วมอีกแล้วนะคะ เมื่อตอนเดือนสิงหาคม ขณะที่คณะรัฐบาลนั้นได้ขึ้นมาบริหารงานก็เกิดวิกฤติมหาอุทกภัย ๑ ในจํานวนจังหวัด ที่น้ําท่วมก็คือจังหวัดลพบุรี ดิฉันเองเป็น ส.ส. จังหวัดลพบุรีพื้นที่ ๔๕ ตําบล ๓ อําเภอ ท่านประธานน้ําท่วมต้องบอกว่าจังหวัดไหนโดน จังหวัดลพบุรีโดนเป็นประจํา ซึ่งวันนี้ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดลพบุรี มีจังหวัดปราจีนบุรีออกทีวีทุกวันท่านประธาน อยากจะฝากถาม คณะรัฐบาลว่าปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น แล้วมันก็เกิดเป็นความชินชาของประชาชน น้ํามาวันนี้ เมื่อเช้าได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านปลอดประสพ บอกว่ามีหน่วยงานราชการ ๑๒ หน่วยงานกําลังทํางานอยู่ แต่ก็อยากจะฝากบอกท่านเหมือนกัน นะคะว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนได้รับนี้ เขาได้รับทางเฟซบุ๊ก (Facebook) ท่านประธาน เขาเป็นเพื่อนกันแล้วเขาก็ส่งต่อกัน โดยวิธีการขี่มอเตอร์ไซค์บ้าง ขับรถไปดูบ้าง ไปดูประตู ระบายน้ําบางโฉมศรีว่าขณะนี้ซ่อมแค่ไหน แล้วก็ส่งไลน์ (Line) ส่งเฟซบุ๊กบอกกันว่า ยังดีอยู่ ยังรับน้ําได้อยู่ไม่ต้องกลัวอย่างนี้ท่านประธาน แล้วในขณะที่ทางโคกสําโรง ก็ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านประธานวิป นายอํานวย คลังผา น้ําท่วมที่บ้านท่านเยอะมาก ในเขตของบ้านหมี่ต่อมาจากของท่านอํานวยนี้น้ําไหลมาจากโคกสําโรงมาที่อําเภอบ้านหมี่ ชาวบ้านก็ใช้วิธีขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูถ่ายรูปแล้วก็ส่ง นี่คะก็เลยอยากบอกว่าการประชาสัมพันธ์ การดูแล ทางราชการให้อะไรกับประชาชน วันนี้ถามว่าความศรัทธามันสร้างขึ้นยากมาก แต่ในขณะที่ทุกคนมีความหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ ๔ ปีนะคะ ไม่มีใครอยากเปลี่ยนรัฐบาล บ่อย ๆ เพราะอะไร เพราะว่านโยบายมันจะได้ทําให้มันเสร็จ เสร็จแล้วท่านจะทําดีไม่ดี อย่างไรพี่น้องประชาชนก็จะตราหน้าเองว่ารัฐบาลชุดนี้ทําไว้ดีแค่ไหน ทําไม่ดีอย่างไร ดิฉันเองไม่ได้พูดในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายอะไรทั้งสิ้น แต่พูดในฐานะที่เป็นคนไทย พูดในฐานะที่เป็น ส.ส. ที่ประชาชนเลือกมา อยากเห็นพี่น้องประชาชนทุกคนนั้นได้รับสิทธิ เท่าเทียมกัน วันนี้เรือที่เก็บไว้เมื่อปี ๒๕๕๔ เอาออกมาใช้ท่านประธาน ตําบลไหนที่เขา เก็บไว้เขาก็บอกว่าเขาไม่คืน ปภ. หรอกนะ แต่วันนี้บ้านเขาไม่ท่วมเขาก็เอาไปให้ตําบล ที่น้ําท่วม ท่านประธานเปิดดูได้ สถานการณ์น้ําท่วมจังหวัดลพบุรีในเฟซบุ๊กมีบอก รายละเอียด วันนี้ถามว่าประชาชน ทําไมจังหวัดลพบุรีเสียงไม่ดัง เพราะว่าเราเตรียมตัว ท่านประธาน น้ําเริ่มมาปุ๊บรู้แล้วน้ําจะท่วม ยกของขึ้น เสร็จแล้วพอน้ํามาปุ๊บเตรียมเรือแล้ว มีเรียบร้อย เรือแต่ละบ้านเอามาแล้วก็ช่วยตัวเองค่ะ บรรเทาความเดือดร้อนด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่นํามาเรียนในวันนี้อยากจะบอกว่า ๒ ปีมาแล้วท่านประธาน วันนั้นที่คณะรัฐบาล บอกว่าเขาเข้ามาแล้วมันเกิดฉุกละหุกมาก มันฉุกเฉินมาก เกิดน้ําท่วมใหญ่ คิดไม่ได้ ตั้งตัวไม่ติด แต่วันนี้ผ่านมา ๒ ปี ถามว่าทําไมน้ําเยอะ ๆ แบบนี้ไม่คิดที่จะเก็บเอามาไว้ใช้ พื้นที่ อีกมากมายที่ต้องการน้ําในภาวะที่เกิดน้ําแล้ง หลาย ๆ จังหวัดไม่มีน้ําใช้ แต่เวลาน้ําเยอะ ๆ แบบนี้ไม่มีที่เก็บ ปล่อยทิ้งลงไปทะเล เสียดายน้ํานะคะท่านประธาน และอีกอย่างหนึ่ง ก็อยากจะบอกว่าอย่างตําบลสระโบสถ์ ที่จังหวัดลพบุรี ฝนตกน้ําจะไหลจากตรงนั้น แล้วก็ มาถึงที่บ้านหมี่เป็นประจํา ไม่ว่าจะเป็นบ้านกล้วย บ้านทรายหินปัก บอกได้เลยว่าประมาณ ๗-๘ ตําบลที่จะต้องรับอานิสงส์น้ําตรงนี้ อยากได้แก้มลิง อยากจะให้ท่านไปช่วยแก้ปัญหา น้ําให้นะคะ ไม่ใช่แค่เฉพาะน้ําท่วม น้ําท่วมนี่สิ่งหนึ่งก็คือน้ําเสีย แต่สิ่งหนึ่งที่วันนี้จะต้อง ฝากด้วยก็คือน้ําดี น้ําใช้ ตําบลบางกะพี้ ตําบลดงพลับ ขณะนี้มีปัญหา ชลประทานจะไปทํา สถานีสูบน้ําให้ บอกว่าไม่มีพื้นที่ทํา ชาวบ้านไม่เวนคืนให้ ไม่บริจาคให้ ไม่ใช่ไม่เวนคืน ท่านประธาน เพราะยังไม่มีกฎหมายไปเวนคืน ไม่บริจาคให้ ถามหน่อยว่าประชาชนพี่น้อง มีที่ไม่เท่าไรจะให้เขาให้มาฟรี ๆ ให้มาบริจาคให้ แล้วเขาจะเอาที่ที่ไหนไปทํากิน เสร็จแล้ว ปัญหาอย่างนี้ก็ถูกซุกเอาไว้ที่กรมชลประทาน วันนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทุกคนมาบอกว่า เมื่อไรจะทําให้เสียที สถานีสูบน้ําต่าง ๆ ทําไว้ ณ วันนี้จะบอกว่าปิดน้ําอยู่บ้าง ไม่อยู่บ้าง นะคะ ฝากท่านประธาน ๒ ปีผ่านมา ขออะไรที่มันเห็นเป็นรูปธรรม ขออะไรที่มันเป็น ประโยชน์กับชาวบ้าน กับคนจังหวัดลพบุรี ขอบคุณค่ะ
ท่านเกียรติศักดิ์ ๕ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะ จับเวลาครับท่านประธาน เนื่องจากว่าเมื่อสักครู่ผมได้ลุกขึ้นหารือ เพื่อที่จะอภิปราย กระทรวงศึกษาธิการเรื่องแท็บเล็ตด้วยครับ ผมขอเรียนว่าให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการได้อยู่ฟังผมบ้าง เพราะฉะนั้นผมขอรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมหวั่นอยู่ว่าท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องแท็บเล็ตนี่เป็นเรื่องที่เสียหายมากนะครับ รัฐมนตรีเข้าใจเรื่องของปรัชญา เรื่องของ ทฤษฎีทางการศึกษาผิดพลาดครับ การศึกษาไทยเสียหายครับ ขอให้ท่านรัฐมนตรีมาฟัง ผมด้วยครับ ผม ส.ส. เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ครับ
อย่างนั้นท่านอื่นก่อนไหมครับ ก่อนที่รัฐมนตรีขึ้นครับ
๕ นาทีผมก็ขอนะครับ
อย่างนั้นให้ท่านอื่นก่อนนะครับ ขณะที่รอรัฐมนตรีให้ท่านอื่นก่อน
แต่ท่านสัญญานะครับว่า ๕ นาทีนี้ ให้ผมได้อภิปรายในวันนี้ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีนั่งฟังนะครับ
ก็ผมไม่รู้รัฐมนตรีอยู่ไหน เดี๋ยวท่านนั่งลงก่อนสิ จะให้ท่านอื่น ท่านยังไม่อภิปรายผมจะให้ ท่านอื่นก่อน จนกว่ารัฐมนตรีจะมานะครับ เชิญท่านยุพราชครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะ อภิปรายนะครับ ขออนุญาตใช้ที่ตั้งเอกสารครับ ซึ่งได้ขออนุญาตท่านประธานไว้แล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะอภิปรายนะครับ ผมขออนุญาตแสดง มีคุณลุงท่านหนึ่งครับฝากผมมาให้กับทางท่านนายกรัฐมนตรีดูว่านี่คือต้นข้าวโพด ลุงท่านนั้นได้บอกว่านี่คือวิถีชีวิตของพวกเรา ถ้าราคาข้าวโพดดี ชีวิตของพวกเราก็ดี ลูกหลานของเราก็มีเงินไปศึกษาเล่าเรียน พี่น้องของพวกเราเวลาเจ็บป่วยก็มีเงินไปรักษา ท่านประธานครับ ในทางกลับกันหากราคาข้าวโพดตกต่ําคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไร่ ข้าวโพดของผมก็ย่ําแย่เช่นเดียวกัน วันนี้ครับท่านประธาน ผมขออภิปรายเพื่อแสดง ความเห็นต่าง การแถลงผลงานของรัฐบาล ข้อ ๒.๖.๙ ซึ่งว่าด้วย คุ้มครองและรักษา ผลประโยชน์ของเกษตรกรในการให้การผลิตการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับ ผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งการอภิปรายของผมต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นว่าที่ท่านแถลงมาไม่เป็นจริง ท่านประธานครับ ข้าวโพดนะครับ เป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศไทย ข้าวโพด ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ ๔ เดือนครับ ท่านประธานทราบดี ที่บ้านท่านประธาน ก็ปลูกนะครับ ข้าวโพดปลูกทั้งที่ราบและบนเขา พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดเป็นเกษตรกร ที่นับได้ว่ายากจนที่สุด เพราะพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทํากินเ ขาทํากินบนภูเขาครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ส่วนจังหวัดที่มีการเพาะปลูก ข้าวโพดมากที่สุด คือจังหวัดเพชรบูรณ์ ไล่ลงมาก็จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย จังหวัดตาก จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยาของท่านประธานอยู่ในลําดับที่ ๑๐ ท่านประธานครับ ขณะนี้เกิดปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ํา มีการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมของพี่น้องชาวไร่ ข้าวโพดทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ของท่านนายกรัฐมนตรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่บ้านผม จังหวัดพะเยา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสระแก้วและจังหวัดตาก ท่านประธานครับ ต้นทุนการผลิตข้าวโพดนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
จากตารางจะแสดงให้เห็นว่า ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ชาวไร่มีต้นทุนผลิตข้าวโพดที่ ๕.๘๖ บาท จนถึงปัจจุบันชาวไร่มีต้นทุน การผลิตที่ ๖.๖๓ บาท ท่านประธานครับ ที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างนี้นะครับ รัฐบาลได้ปล่อยให้ มีการผูกขาด โดยผู้มีอํานาจรัฐนักการเมืองชั่วบางคน ข้าราชการชั่วบางคน สมรู้ร่วมคิดกับ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอํานาจอยู่เหนือรัฐบาล ครอบงําตลาดในประเทศ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ปุ๋ย ยารัฐบาลก็ยอมให้มีการผูกขาดตัดตอนโดยไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ ทั้งนี้ยังมี การกีดกันไม่ให้ผลิตเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์เปิด แต่ให้ผลิตเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ปิด ซึ่งเอื้อให้ เอกชนบางรายร่ํารวย ทําให้ชาวไร่ข้าวโพดต้องซื้อเมล็ดพันธุ์เกินความเป็นจริง ขณะนี้ ชาวไร่ข้าวโพดต้องซื้อเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ ๑๕๐ บาท ซึ่งความจริงแล้วกรมวิชาการเกษตร สามารถผลิตได้ครับ ต้นทุนเพียงกิโลกรัมละ ๖๐ บาท แต่ท่านทราบไหมครับว่ากรมวิชาการ เกษตรผลิตกี่ตันครับ ปีหนึ่ง ผลิต ๓๐ ตัน ซึ่งความต้องการของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ ต้องการ ๓๐,๐๐๐ ตันครับ ต่อปี แบบนี้ครับ ปล่อยให้เอกชนรวย ชาวไร่จนต่อไป ราคาข้าวโพดปีนี้ ๓.๕๐ บาท ครับท่านประธาน ลดลงจากปีที่แล้วครับ ข้าวโพดฝักแบบนี้ ครับท่านประธาน ข้าวโพดฝักแบบนี้ครับ ปีนี้ราคา ๓.๕๐ บาท ปีที่แล้ว ๕.๕๐ บาท ถามว่า ต้นทุนนี้ครับ เท่าไรครับ ๔.๕๐ บาท ครับท่านประธาน ถามว่าเมื่อพี่น้องเกษตรกรประสบ ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ํารัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาเขาทําอย่างไรกันบ้างครับ เพื่อดูแล เพื่อมี มาตรการในการป้องกันไม่ให้พี่น้องเกษตรกรลําบาก ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ รัฐบาลสมัยนั้นพรรคประชาธิปัตย์ นําโดยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายประกัน ความเสี่ยงให้พี่น้องเกษตรกรครับ มีพี่น้องเกษตรกรครับ มีพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับ ความช่วยเหลือจากรัฐบาล ๓๗๙,๐๐๐ ราย ใช้เงินในการชดเชย ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ท่านประธาน ดูแลให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดอยู่ได้ ปี ๒๕๕๓/๒๕๕๔ รัฐบาลมีนโยบายประกันต่อเนื่องครับ มีพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดเข้าร่วมโครงการ ๔๖๐,๐๐๐ ราย แต่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินเลยครับ เพราะราคาอ้างอิงตลาดสูงกว่า สูงกว่า ราคาตลาด ท่านประธานครับ แล้วปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ๒๕๕๕/๒๕๕๖ และ ๒๕๕๖/๒๕๕๗ ไม่มีครับ รัฐบาลไม่มีนโยบายใด ๆ ในการประกันความเสี่ยงให้พี่น้องเกษตรกรเลย ขออนุญาต นะครับ ท่านประธานครับ ผมถามว่าการปล่อยให้ราคาข้าวโพดเป็นไปตามกลไกตลาด ผิดไหม ไม่ผิดครับท่านประธาน แต่ผมถามว่าการละทิ้งชาวไร่ข้าวโพดให้เผชิญความเสี่ยง โดยลําพังนี่ผมถือว่าไม่ถูกต้อง และผมกล่าวหารัฐบาลกับพฤติกรรมของท่านในการที่ท่านนําเข้าข้าวโพดจากประเทศลาว จากประเทศกัมพูชาในอัตราภาษีร้อยละ ๐ นี่เป็นสิ่งที่เลวร้ายครับท่านประธาน นําเข้ามา โดยไม่มีนโยบายประกันความเสี่ยงให้พี่น้องเกษตรกร ท่านประธานครับ ขอนิดเดียวครับ ที่บ้านผมมีการชุมนุมประท้วงอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่านําเข้าจากลาว นําเข้า จากกัมพูชาแล้วมันเดือดร้อนอย่างไรครับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด ต้นทุนข้าวโพดจาก กัมพูชา ข้าวโพดที่เป็นเมล็ดนะครับ ไม่ใช่ฝักแบบนี้ จากกัมพูชา ๔.๓๑ บาท จากประเทศ ลาว ๓.๔๙ บาทต่อกิโลกรัม แล้วต้นทุนของพี่น้องชาวไร่ข้าวโพดประเทศไทย ๖.๖๓ บาท อย่างนี้ตายสิครับ ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนั้นยังมีการนําข้าวสาลีจากออสเตรเลียและ ยุโรปตะวันออกของทางรัฐบาล วันนี้ผมคงคัดค้านการนําเข้าของท่านไม่ได้ ท่านประธานครับ สรุปแล้วครับท่านประธานครับ เมื่อเกิดปัญหาอย่างนี้ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีก็ได้ครับว่าท่านจะแก้ไขอย่างไร มาตรการมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ กันยายนที่ท่านออกมา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาพี่น้องเกษตรกรได้ ท่านจะชดเชย ๑.๕๐ บาท ต่อกิโลกรัม ท่านควรจะชดเชยโดยตรงถึงเกษตรกร มิใช่ไปชดเชยให้ไซโล (Silo) พ่อค้า คนกลาง อย่างนี้แก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด แล้วท่านต้องพิจารณาด้วยว่าเกษตรกรมิได้มีเฉพาะ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและมีเอกสารสิทธิในที่ดินทํากิน เกษตรกรที่ทําไร่อยู่บนภูเขา มีเอกสารสิทธิ ภบท. ๕ ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ท่านต้องดูแลเขาด้วยนะครับแล้วก็ความชัดเจน ก็ยังไม่มี ถึงวันนี้อยากจะฝากนิดเดียวครับว่าท่านต้องคํานึงนะครับว่าพี่น้องถ้าปลูกข้าวโพด ที่ไม่มีเอกสารสิทธิทํากินก็คือชาวไร่ข้าวโพดเช่นเดียวกัน ท่านจะแก้ไขอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีครับท่านต้องคิดแล้วครับวันนี้ คิดแล้วทําให้ดี ชาวไร่จะอยู่ไม่ไหวอยู่แล้ว ท่านต้องเริ่มคิดได้แล้วครับ ขอบพระคุณครับ
จะหารือต่อพรุ่งนี้ท่านยุพราช เชิญครับท่านเกียรติศักดิ์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่นะครับว่าท่านรัฐมนตรี จะไม่ยอมกลับเข้ามาฟังอีกนะครับเพราะฉะนั้นผมขอใช้สิทธิอภิปรายนะครับ แล้วผมจะ อภิปรายให้ท่านฟังที่บ้านอีกนะครับเพราะว่าบ้านใกล้กันที่เมืองเอกครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลได้นั้นก็เพราะเรื่อง เหล่านี้ประมาณ ๔-๕ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ ก็คือกองทุนเงินล้าน
เรื่องที่ ๒ จํานําข้าว
เรื่องที่ ๓ บ้านหลังแรก รถคันแรก
เรื่องที่ ๔ แจกแท็บเล็ตนี่ละครับ
เรื่องที่ ๕ ค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท
ท่านประธานสภาที่เคารพ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ทําให้สังคมไทยเสียหายแล้วก็อ่อนแอลง ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ กองทุนเงินล้านส่งผล ทําอย่างไรครับท่านประธาน ทําให้ประชาชนมีหนี้เพิ่ม ท่านประธานครับ กองทุนนี้นะครับ กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสวัสดิการประชาชน น่าจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ไปดูแล พี่น้องประชาชนจะไม่ได้มีหนี้สินเพิ่งมากมายถึงขนาดนี้ จํานําข้าวครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เถ้าแก่รวยครับ ชาวนาจน ประเทศชาติขาดทุน เป็นหนี้สินเพิ่ม ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ครับ ผมนี่เป็นชาวนาเกิดบ้านเดียวกันกับ ท่าน ส.ส. กุ๋ย ชูวิทย์ ท่านอยู่ไหมครับ ท่าน ส.ส. ชูวิทย์เป็นเถ้าแก่ครับรวยจากการจํานําข้าว จึงอยากให้มีโครงการนี้ต่อ แต่ผมนั้นเป็นชาวนาครับมีที่นาทั้งหมด ๓๖ ไร่มากที่สุดในหมู่บ้าน แต่ละปีนั้นไม่มีข้าวขายเพราะว่าไม่พอกินนะครับ เก็บไว้กินทั้งหมด ขณะนี้น้ําท่วมมา ๕ วัน แล้วครับ ปีนี้คิดว่าน้ําลดข้าวคงตายหมดแน่ สุดท้ายต้องไปซื้อข้าวแพงจาก ส.ส. ชูวิทย์ กุ๋ย กินอีก พี่น้องที่เคารพครับ ท่านประธานครับ บ้านหลังแรก รถคันแรก ผลเป็นอย่างไรครับ บ้านหลังแรก รถคันแรกนั้น คนรวยได้ครับ นายทุนได้ครับ ทําไมไม่ให้การเคหะแห่งชาติ แล้วก็บ้านเอื้ออาทรเขาเป็นคนทําครับ รัฐมนตรีปวีณาท่านพร้อมที่จะทําให้อยู่ รถคันแรก วันนี้รถติดเพิ่ม จังหวัดปทุมธานีมีรถป้ายแดงเต็มถนน เจ้าของรถต้องเติมน้ํามันวันละ ๓๐๐ บาท รวมเป็น ๖๐๐ บาทต่อวัน เดือนหนึ่งก็ ๑๘,๐๐๐ บาท เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท จะเหลืออะไร ผมจะอภิปรายต่อไป ค่าแรง ๓๐๐ บาทนะครับ ไข่ใบละ ๘ บาทกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ขอคลิปแรกครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ผมผิดหวังกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเข้าใจปรัชญา จิตวิทยา ทฤษฎีทางการศึกษาผิดพลาดมากท่านบอกว่าใช้แท็บเล็ตแล้วนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนทั้ง ๕ กลุ่มวิชา ดีขึ้นมากชั้น ป. ๑ ท่านวัดผลผิดพลาดครับ เอาข้อสอบไปวัด เขาทําไมล่ะครับ สติปัญญาก็คือผลสัมฤทธิ์ พัฒนาการของเด็กนั้นนะครับ ร่างกาย อารมณ์ สังคม เอาข้อสอบไปวัดหรือครับ ไม่ได้ที่ ๑๐ ของอาเซียนนั้นก็ดีแล้วครับ ท่านต้องวัด ทางด้านร่างกายสิครับ ร่างกายเป็นอะไรครับ ร่างกายต้องเขามีร่างกายโตสมวัย มีสุขภาพ อนามัยดี แข็งแรงนะครับ ต้องบันทึกนะครับอายุ น้ําหนัก ส่วนสูงเป็นเท่าไร อารมณ์เป็น อย่างไรครับ ต้องให้อดทน พากเพียร ถ้อยทีถ้อยอาศัย สังคมเป็นอย่างไรครับเพื่อให้เด็กมี เพื่อนที่ดี สังคมที่ดี สติปัญญานะครับเขาไม่วัดกันมากหรอกครับนักเรียนชั้น ป. ๑
ต่อไปคลิปที่ ๒ ครับ แท็บเล็ตได้อะไรครับมันทําให้ร่างกายดีขึ้นใช่ไหมครับ อารมณ์ดีขึ้น สังคม สติปัญญาดีขึ้นไหมครับ ไม่ได้หรอกครับ คลิปที่ ๓ ครับ ร่างกาย สังคม อารมณ์ สติปัญญา มาจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม การจัดประสบการณ์ กรรมพันธุ์นั้น พันธุ์ของพ่อแม่ ทําไม่ได้หรอกครับ สิ่งแวดล้อมกับการจัดประสบการณ์ของเขา คือกระบวนการเรียนการสอน กระบวนการศึกษา ในแท็บเล็ตไม่มีครับ อยู่ในเอจ (Age) ทั้งนั้นล่ะครับ ซึ่งจะทําให้เกิดอารมณ์ สังคมและสติปัญญา ภาพต่อไปครับ ต้องให้เด็กเขา เป็นอย่างนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศไหนนะครับ ต้องจัดประสบการณ์ ให้กับผู้เรียน ผู้เรียนต้องออกจากห้องเรียน ไม่ใช่สังคมก้มหน้าแล้วเด็กจะได้อะไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ชุดสุดท้ายครับ เขาสอนกันอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาสอนกันอย่างนี้ครับ เขาต้องจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน นี่เด็ก ป. ๑ ที่ประเทศเกาหลีใต้ เขาเจริญมากครับ ท่านประธานที่เคารพ เขาสอนกันแบบนี้ครับ สอนจากประสบการณ์ตรง เขาเป็นผู้ผลิตซัมซุง กาแล็คซี (Samsung Galaxy) อะไรทั้งหลาย เด็กเขาไม่ได้ถือหรอกครับ ไอแพด (iPad) ไอโฟน (iPhone) แท็บเล็ต ไม่มีครับ เขาสอนกันแบบนี้ครับ เพนซิล (Pencil) เปเปอร์ (Paper) แค่นั้นละครับ ปากกา ดินสอ แล้วก็กระดาษ แล้วก็ลงประสบการณ์ตรง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เสียดายครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปวัดผลสัมฤทธิ์ชั้น ป. ๑ ได้อย่างไรครับ ผิดพลาดนะครับ ไม่อยู่อันดับที่ ๑๐ ก็ดีแล้วครับ เขาไม่ได้มาเอาข้อสอบมาสอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ด้วยนะครับ ผิดพลาดทั้งหมดนะครับ ประชาชนอ่อนแอ ประเทศชาติเสียหาย ขอกราบ ขอบพระคุณ
ท่านธนิตพลครับ
(นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านชูวิทย์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เขต ๗ ที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวพาดพิงผม บอกว่าผมทําโรงสีแล้วร่ํารวยจากจํานําข้าว อยากกราบเรียน ท่านประธานว่าผมเป็นผู้แทนราษฎรที่จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ได้ทําโรงสี ไม่มีโรงสี ผมทํานา ผมเลี้ยงเสือครับ อยากให้น้องเขาถอนครับ
เลี้ยงวัวด้วย ถอนเสีย ท่านเกียรติศักดิ์
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม เกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมเกิดอําเภอตระการพืชผล บ้านเดียวกันกับท่าน ส.ส. ชูวิทย์ครับ เรียนโรงเรียนเดียวกัน ชั้นมัธยมครับ ท่านเป็นนักธุรกิจครับ ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของโรงสีแต่ว่าญาติพี่น้องท่านเป็น กราบขอบพระคุณครับ
ถอนก่อน ถอนนิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเขาประท้วงต่อ ท่านเกียรติศักดิ์ท่านกรุณาถอนเถอะ มาจากจังหวัดอุบลราชธานีด้วยกัน ถอน ท่านธนิตพลจะได้พูด
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผมกราบเคารพท่านประธานนะครับ เพราะว่าท่าน มันเป็นจุดเดียวจริง ๆ นะครับ แต่ว่าประเด็นที่ท่านให้ถอนนะครับก็เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสภาให้เดินหน้า ไปได้ ขอถอนครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับท่านธนิตพลครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ท่านประธานครับ แถลงผลงานรัฐบาล ผมมี ข้อสังเกตที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงคณะรัฐมนตรีเรื่องหลัก ๆ ก็คือรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี จริง ๆ ต้องแถลงผลงานตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เพราะเป็นการแถลงผลงาน ๑ ปี แต่รัฐบาลก็ยื้อเรื่องการแถลงผลงานมาจนถึงวันนี้ครับ ๒ ปี ผมเรียนท่านประธานครับ ข้อสังเกตผมก็คือว่าจริง ๆ การทํางานมา ๑ ปีแล้วแถลงผลงาน มันก็ทําให้พวกเรา ได้ตรวจสอบ แต่พอรัฐบาลยื้อมาถึง ๒ ปี ผมคิดว่ารัฐบาลได้เปรียบตรงนี้นิดหนึ่งก็คือว่า รัฐบาลนี้สามารถที่จะใช้เวลา ๑ ปีที่ล่าช้านี้แก้ไขความบกพร่อง แก้ไขความล้มเหลวที่ รัฐบาลทํา เมื่อปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่ารัฐบาลนี้นอกจากแก้ไขไม่ได้แล้ว ยังทําให้ปัญหาต่าง ๆ นั้นเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้ อย่างหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เป็นความล้มเหลว อย่างเช่นรัฐบาลบอกว่า จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ํา วันนี้ทั้งงบเงินกู้ต่าง ๆ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านที่ท่านนายกรัฐมนตรีถืออยู่ ทั้ง ๓.๕ แสนล้านที่มีอยู่ วันนี้ถามว่าแก้ได้หรือยังครับ แก้ไม่ได้ครับ เรายังเห็นว่ามีน้ําท่วม อยู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย
๒. เรื่องปัญหาความยากจน เรื่องนี้ผมจะต้องลงลึกถึงรายละเอียด เพราะอะไรครับ เพราะว่าปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดอยู่ ๒ ส่วนก็คือ ค่าครองชีพ ที่แพงขึ้น กับพี่น้องเกษตรกรที่เป็นคนจนนี่ครับ เขามีการขายราคาพืชผลการเกษตร ที่ตกต่ําลง มีพี่น้องเกษตรกรหลายคนกลับมาถามผมครับบอกว่า วันที่นายกรัฐมนตรี ท่านกรุณาไปหาเสียงในหลายพื้นที่ ท่านบอกว่าท่านจะกระชากค่าครองชีพลง และจะทําให้ ราคาพืชผลการเกษตรขึ้น เกษตรกรก็ถามผมครับว่าวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอ่านโพยผิด หรือเปล่า กลายเป็นการกระชากค่าครองชีพขึ้น แล้วทําให้ราคาพืชผลการเกษตรลง ถามว่าทําไมผมลงรายละเอียดเลยครับ เพราะเวลาน้อยท่านประธาน เรื่องข้าวโพดครับ วันนี้เราจะเห็นครับว่าราคาข้าวโพดที่ตกต่ําลงอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ราคา ๙ บาท วันนี้ราคาลงมาเรื่อย ๆ ครับ กระชากลงมาเรื่อย ๆ ลงมาจนเหลือ ๓.๒๐ บาท ที่จังหวัดตาก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมไปถึงเชียงใหม่ราคาลดลงหมด พี่น้อง เกษตรกรออกมาประท้วงเต็มไปหมด จนถึงวันนี้นี่ครับ ที่น่านปิดศาลากลางแล้ว ท่านประธานครับ ผมเรียนครับว่าสิ่งที่อยากจะกราบเรียนกับรัฐบาลก็คือว่าวิธีการแก้ปัญหา ของรัฐบาลมันไม่ประสบความสําเร็จ ถามว่าทําไม อยู่ ๆ ไปบอกว่าจะอุดหนุนให้ ๑.๕๐ บาท วันนี้ ๑.๕๐ บาท เกษตรกรเขาก็นึกว่าอุดหนุนเอาเงินไปให้เขา ไม่ใช่ ไปให้พ่อค้า ผู้ประกอบการ ไปให้ทําไม พวกนั้นคนรวยท่านประธาน พี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกร เขาต้องการเอาเงินไปเพื่อไปลงทุนในครั้งต่อไปและยังชีพในปีต่อไป ซึ่งมีราคา ของนี่ มันแพงขึ้น จนกระทั่งมีคําพูดว่าเกษตรกรบอกว่า ข้าวโพด ๑ กิโลกรัม แลกไข่ ๑ ฟอง ยังไม่ได้เลย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือความสําเร็จของรัฐบาลหรือไม่ครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียนต่อครับ สิ่งที่เกษตรกรเขาเรียกร้องก็คือว่า นอกจาก ๑.๕๐ บาท ที่เขาขอเพิ่ม เขาขอเพิ่มเป็น ๓ บาท ถามว่าทําไม เขาจะได้มีเงินเหลือสําหรับเอาไปซื้อปุ๋ยซื้อยาที่จะราคา แพงขึ้นในปีต่อไป ๒. ก็คือว่าแล้วรัฐบาลไปจํากัดสิทธิเขาทําไมคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถามว่า วันนี้คนที่เลือกรัฐบาลไปส่วนหนึ่งคือคนไม่มีเอกสารสิทธิ์ ถ้าเขาไม่จนก็จะมีที่ดินไปแล้ว มันไม่เหมือนรัฐมนตรีบางคนที่เที่ยวไปซื้อที่ ๘๐-๙๐ ล้านครับ แล้วผมเรียนท่านประธานครับ ว่าคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิวันนี้เขาก็อยากได้ เพราะว่าราคาข้าวโพดมันตกต่ํา รัฐบาลเอง เคยคิดบ้างไหมครับว่าคนจนที่รัฐบาลบอกจะช่วยคือคนพวกนี้ต่างหากล่ะ สิ่งต่อมา ที่พี่น้องประชาชนเขาต้องการครับคือเรื่องของความชื้น ผมก็เรียนครับเมื่อสักครู่นี้ ท่าน ส.ส. ยุพราช ที่อยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ท่านก็พูดครับ ความชื้น ๙ บาท ให้เขาความชื้น ๑๔.๕ ถามว่าฝนตกอย่างนี้มันจะมีความชื้นบ้าที่ไหน ขอโทษครับท่านประธานผมขอถอน คําว่า บ้า มันจะมีความชื้นที่ไหนที่มันจะได้ ๑๔.๕ ฝันไปหรือเปล่า ๑๔.๕ มาจากไหน มันมาจากข้าวโพดที่มันสวมโสร่งมาทั้งนั้น ความชื้นจริง ๆ ที่ควรที่จะให้ถ้าอยากจะให้มัน ถึงมือเกษตรกรมันควรจะกําหนดไว้ที่ ๙ บาท ที่ความชื้น ๓๐ เกษตรกรเขาก็ขอ รัฐบาล ก็นิ่งเฉย พวกผมเองที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่ส่งตัวแทนไปพูดกับท่านยรรยง ซึ่งเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการ ท่านก็ไม่รับปากว่าจะช่วย แล้วจะให้พวกผมทําอย่างไรละครับ ในขณะที่เรื่องของ ความชื้นเกษตรกรต้องการ ๑๔.๕ ท่านประธานครับ บ้านท่านประธานมีปัญหาเรื่องข้าวโพด ไหมครับ ผมขอเวลาท่านประธานอีกหน่อยครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เรื่องของ ปัญหาราคาข้าวโพดที่เกษตรกรต้องการก็คือว่า รัฐบาลนอกจากความชื้นที่ให้เขาไม่ตรงตามปัญหาที่เขาต้องการแล้วเรื่องการเข้าโครงการ ก็ให้เขาเพียงแค่ ๒๕ ไร่ อ้อย ๒๕ ไร่มันจะไปพอกินอะไรครับท่านประธาน ถ้าเรานั่งนึกว่า รัฐบาลอุดหนุนแค่ ๑.๕๐ บาท ผมมานั่งคํานวณแล้วต้นทุนการผลิตมัน ๕,๕๐๐ บาท แล้วบวกอีก ๑.๕๐ บาทปัญหาก็คือว่าเกษตรกรจะได้กําไรอยู่แค่ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทเท่า นั้นเอง อ้อย ๑,๐๐๐ บาทที่ว่านี้ถ้ามี ๒๕ ไร่ก็เท่ากับ ๒๕,๐๐๐ บาท ๒๕,๐๐๐ บาทใช้ต่อปี ท่านประธานครับ ๒๕,๐๐๐ บาทเกษตรกรต้องใช้กินอยู่ต่อปีในขณะที่ราคาของแพงอย่างนี้ อยู่ได้ไหมครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ผมหมดเวลา แล้ว ผมเรียนกับท่านประธานว่าทั้งหมดนี้ที่ผมอยากจะให้รัฐมนตรีรวมไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบก็คือว่า นี่คือการแถลงผลงานของรัฐบาล ท่านประธาน เห็นไหมครับความหนามันมีอยู่ ๕๐๐ กว่าแผ่น ๕๐๐ กว่าหน้า หนาไหมครับ หนาครับ คือผลงาน ๑ ปีนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานดูผลความล้มเหลวของรัฐบาลครับ เดี๋ยวผม จะเอาให้ท่านประธาน ท่านประธานเห็นนี่ไหมครับ รายชื่อเกษตรกรเฉพาะอําเภอเดียว อําเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ยังมีแม่สอด พบพระ อุ้มผางและจังหวัดอื่น ๆ อีกเยอะ นี่มี รายชื่อเกษตรกรพร้อมหมายเลขบัตรประจําตัวประชาชนที่เขาลงลายมือชื่อว่าที่รัฐบาลทํามัน ล้มเหลว เดี๋ยวท่านประธาน ท่านรัฐมนตรี เอาไปด้วยผมจะได้ประกบและจะให้ดูว่า ความหนามันผิดกัน ผมอําเภอเดียวหนาขนาดนี้ของท่านปีเดียวหนาแค่นี้ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ท่านสาคร เกี่ยวข้อง ช่วยรักษาเวลาด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ โดยหลักแล้วเราน่าจะมาคุยหรือมาอภิปรายในเรื่องผลงานของรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นอะไรครับ เมื่อทางรัฐบาลและทางสภาของเราได้พิจารณาในวันนี้ ผมเองก็มี หลายเรื่องที่จะตรวจสอบผลงานของรัฐบาลที่ท่านได้มาแถลงผลงานต่อรัฐบาลในวันนี้ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้แถลงไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ในเรื่องของการยกระดับราคาสินค้าเกษตรโดยดูแลสินค้าเกษตรให้มีราคาที่มีเสถียรภาพ ที่เหมาะสมรัฐบาลทําได้ไหมล่ะครับ พี่น้องเกษตรกรจากภาคใต้จากจังหวัดกระบี่บ้านผม ราคายางพาราจาก ๑๕๐ บาท ๑๖๐ บาท ๑๗๐ บาท สูงสุดที่ ๑๘๐ บาท ในขณะนี้ ๖๐ กว่าบาท ๗๐ กว่าบาท ไม่เคยถึง ๘๐ บาท เกษตรกรได้รวมตัวกันเรียกร้องราคาที่ ๙๕ บาท ๙๐ บาท ท่านไปตกลงก็ไม่ได้ ๙๐ บาท ได้ไร่ละ ๒,๕๒๐ บาทโดยเฉพาะคนที่มี เอกสารสิทธิเท่านั้นท่านเอาอะไรมาคิดเขาขออย่างไร แล้วได้กระจายไปทุกภาคส่วนโดย ในคําจํากัดความของเกษตรกรชาวสวนยางหรือไม่ เกษตรกรที่บ้านผมเดือดร้อนทุกหย่อม หญ้าโดยเฉพาะชาวสวนยางพาราได้ฝากมาให้ทวงถามถึงการบริหารงานและข้อเรียกร้องของ เกษตรกร ท่านครับ เกษตรกรอีกสาขาหนึ่งก็คือเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ํามัน ปาล์มน้ํามัน เป็นพืชพลังงานทดแทนที่มีอนาคตมีการส่งเสริมให้ปลูกให้เพิ่มขึ้นเพื่อลดการนําเข้าน้ํามัน นโยบายของทางกระทรวงพลังงานที่ได้ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานไบโอดีเซลเข้าไปเป็น บี ๕ (B5) ก็ดี บี ๗ (B7) ก็ดีทางรัฐบาลมีนโนบายที่เพิ่มขึ้นแต่ยังไม่ได้ปฏิบัติเป็นบี ๗ ทําให้ ราคาผลผลิตปาล์มน้ํามันตกต่ําจากราคาเดิมที่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ได้ทําไว้ ๖ บาท ๗ บาท ๘ บาท ถึง ๑๑ บาทที่สูงสุดต่อกิโลกรัมในขณะนี้ล่ะครับ ๓ บาทกว่า ผมก็เลยจะเรียนต่อ ที่ประชุมแห่งนี้ว่าจากนโยบายลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ก็มาเป็นลดรายได้เพิ่มรายจ่าย ท่านครับ การยกระดับราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าเป็นการยกระดับ ราคาสินค้าที่ไม่สัมฤทธิ์ผลเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของนโยบาย ปาล์มน้ํามัน เกษตรกรผู้เพาะปลูกปาล์มน้ํามันก็เรียกร้องให้ทางรัฐบาลได้ออกกฎหมาย พระราชบัญญัติปาล์มน้ํามันเพื่อได้สนับสนุนส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ การผลิต ประสิทธิภาพการแปรรูป ประสิทธิภาพการตลอดของทางพืชปาล์มน้ํามันที่ได้รับ การส่งเสริม ก็ยังไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวขับเคลื่อนในเรื่องของพระราชบัญญัติปาล์มน้ํามัน ในเรื่องของการที่จะขับเคลื่อนไปถึง บี๕ บี๗ ในเรื่องการใช้น้ํามันดีเซลก็เช่นกันนะครับ อยากจะฝากเรื่องเหล่านี้ไว้ให้กับรัฐบาลด้วย
อีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ นโยบายที่เกษตรกรได้เข้าไปทําประโยชน์ในพื้นที่ทํากินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ บางทีก็ไป ทับซ้อนกับเขตป่าไม้ บางทีก็ไปทับซ้อนกับเขตอุทยาน มีหลายครั้งที่พวกเราผู้แทนราษฎรได้ เดินทางลงไปในพื้นที่ ไปเจอกับเกษตรกรมาร้องเรียน พาไปดูเจ้าหน้าที่ของรัฐเจ้าหน้าที่ อุทยาน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เขาปลูกยางมา ๒ ช่วงอายุ นับสิบ ๆ ปี ปลูกปาล์มมานับสิบ ๆ ปี แต่ท่านมีนโยบายอย่างไรครับ ให้เจ้าหน้าที่ของท่านไปโค่น ไปตัด ไปทําลาย ไปทุบหม้อข้าว ของเขา มันเป็นภาพที่สะเทือนใจเป็นอย่างมาก ผมทราบจากเพื่อนสมาชิกในหลาย ๆ จังหวัด ว่าไม่เฉพาะจังหวัดกระบี่ของผม เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ท่านพิสูจน์สิทธิ พิสูจน์เขตอย่างชัดเจนแล้วหรือยัง ก็เห็นท่านนั่งอยู่ตรงนี้ ก็อยากจะเรียน ฝากถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยว่า ท่านจะต้อง ดําเนินการอย่างนี้ให้ถูกต้อง ชาวบ้านเขาไม่มีที่อยู่ไม่มีที่ทํากิน ทํากินมาแล้วนับสิบปี นโยบายอย่างนี้รัฐบาลปฏิบัติอย่างรวดเร็วชัดเจน แต่นโยบายที่เพิ่มรายได้ลดรายจ่ายเป็น อย่างไรละครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านภิรพล ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ก็เป็นวันที่พวกเราเฝ้ารอมานาน พี่น้องประชาชนก็เฝ้ารอ ที่จะรับฟังรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์มาแถลงผลงานที่ผ่านมา ก็อย่างที่ท่านธนิตพลได้กล่าวไว้ว่า แถลงผลงาน ๑ ปี เป็นความจําเป็นและก็เป็นข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่เราต้องให้รัฐบาลชี้แจง หรือแถลงผลงานภายใน ๑ ปี ก็เพื่อให้พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแนะนํา และนําเสนอข้อผิดพลาดที่ทางรัฐบาลได้ทํามา เพื่อให้รัฐบาลสามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ๒ ปีที่ผ่านมาผมก็รู้สึกเสียใจนะครับ พอผมเห็นหนังสือเล่มนี้ว่ารัฐบาลได้ทําอะไรมาแล้วบ้าง ผมไม่แปลกใจที่รัฐบาลต้องใช้เวลาถึง ๒ ปี เพราะรัฐบาลคงต้องใช้เวลานานกว่าจะขุดเจอว่าที่ผ่านมาทําอะไรไปแล้วบ้าง ๒ ปี ที่ผ่านมา นโยบายเร่งด่วน ๑๖ ข้อ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นโยบายในเรื่องพลังงาน ผมต้องเรียน จริง ๆ ว่ารัฐบาลดําเนินนโยบายอย่างล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนน้ํามัน หรือเรื่องพลังงานทดแทน หรือแม้กระทั่งเรื่องราคาต่าง ๆ สิ่งสําคัญที่สุดที่ผมเห็นว่า รัฐบาลดําเนินการล้มเหลว นั่นก็คือนโยบายเรื่องการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคและราคา พลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมฟังท่านรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานตอบผมก็รู้สึกเสียใจนะครับ เพราะว่าวันนี้ ที่หน้าสภาของเราก็มีพี่น้องประชาชนมาประท้วงในเรื่องของแพงในเรื่องราคาพลังงาน แต่เสมือนกับว่าท่านรัฐมนตรีคงไม่เห็นที่คนมาประท้วงในวันนี้ ท่านประธานครับ ราคา พลังงานถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ เพราะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสินค้าอุปโภค บริโภคทุกชนิด ผมยกตัวอย่างนะครับอย่างเช่นการตรึงราคาดีเซล ๓๐ บาท ซึ่งจริง ๆ ก็เริ่ม ดําเนินนโยบายนี้ในยุคของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องตรึงราคาดีเซลไว้ ๓๐ บาท เพราะว่าค่าขนส่งจะมีผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งถ้าผมจําไม่ผิด เมื่อท่านอภิสิทธิ์นํานโยบายนี้มาใช้ พวกท่านซึ่งเป็นฝ่ายค้านในสมัยนั้นก็ไม่เห็นด้วยกับ นโยบายนี้ แต่วันนี้ผมก็ต้องแปลกใจนะครับ เมื่อกี้ที่ทางท่านรัฐมนตรีออกมาพูดเสมือนกับว่า นโยบายตรึงราคา ๓๐ บาทมาจากรัฐบาลชุดนี้ จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ
ท่านประธานครับ ในประเด็นเรื่องการปรับราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี โดยที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้เหตุผลตลอดเวลาว่าเพื่อจะให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ผมก็ ขอเรียนถามทางท่านรัฐมนตรีสั้น ๆ นะครับว่าต้นทุนที่แท้จริงเป็นเท่าไร ก็หวังว่า ท่านรัฐมนตรีจะตอบ ต้นทุนของแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซที่ ปตท. ผลิตได้มันเป็นเท่าไร ต้นทุนเอ็นจีวีมันเป็นเท่าไร ที่ผมถามเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าทางกรรมาธิการการพลังงาน ซึ่งมีทางท่านมนตรีเป็นประธาน พยายามสอบถามเรื่องนี้มาตลอด กรรมาธิการการพลังงาน ไม่เคยได้คําตอบแม้แต่ครั้งเดียว ผมก็แปลกใจนะครับเราถามทาง ปตท. ถามทาง กระทรวงการพลังงาน ถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน คําตอบไม่มี เสมือนเรื่องนี้ เป็นหลุมดํา ไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน ผมก็อยากจะฝากนะครับ ถ้าเกิดท่านรัฐมนตรีมีคําตอบ ก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบในเรื่องนี้ให้กระจ่าง
ท่านประธานครับ เวลามันเหลือไม่มาก สุดท้ายนะครับผมก็อยากจะสะท้อน ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนนะครับว่าตลอด ๒ ปีที่ผ่านมารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์บริหารประเทศ ผมก็รู้สึกสงสารพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะตลอดเวลา รัฐบาลไม่เคยใส่ใจและจริงใจในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมเห็น เรื่องเดียวนะครับที่รัฐบาลตั้งใจและจริงใจที่จะแก้ปัญหา นั่นก็คือการล้างผิดให้กับพี่ชาย ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เหลือเวลาอีก ๒ ปีนะครับ ผมก็อยากจะขอร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยว่าให้ตั้งใจ ใส่ใจและจริงใจที่จะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง อย่าให้ท่านได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนเดียวทําอะไรไม่เป็น และถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่สามารถ บริหารประเทศนี้ได้ ตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและเสริมสวยว่างอยู่ นะครับ ขอบคุณครับ
ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ ครับ เชิญครับ ๕ นาที ท่านสุดท้ายแล้วนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับ พอดีไม่อยู่เสียแล้วตอนนี้ คือมีคนแจ้งมาว่ามีสุภาพสตรีคนหนึ่ง ขอให้สํานักงานการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย นํารถบัสไปขนคนทุกหมู่บ้าน ทุกตําบลในเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็น เขตเลือกตั้งของผม ไปเที่ยวที่นครนายกบ้าง ไปไหว้พระ ๙ วัดที่อยุธยาบ้าง ซึ่งเป็น งบประมาณแผ่นดินนะครับท่านประธานที่เคารพ ก็นําไปใช้ทางการเมือง มันจะถูกไหม ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าไม่อยู่ก็ฝากท่านประธานไป ฝากท่านวราเทพ ไปด้วยก็ได้ ที่นั่นมีการเลี้ยงอาหารกลางวัน และนางฐิติมา ฉายแสง ไปแจกเสื้อที่มีชื่อตัวเอง ให้แก่ทุกคน ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีรู้เห็นเป็นใจกับน้องสาวในเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ถ้าไม่ เขาเอาอํานาจอะไรไปบีบบังคับให้ กศน. ทําเช่นนั้น ซึ่งผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗
ประการต่อมา คือได้รับแจ้งจากชาวฉะเชิงเทราว่า นางฐิติมา ฉายแสง ได้ไป รับปากกับโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตเลือกตั้งที่ ๑ ว่าจะเอางบประมาณลงไปให้โรงเรียนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง จริง ๆ แล้วผมดีใจมากที่โรงเรียนต่าง ๆ ของ ผมจะได้รับเงินจํานวนดังกล่าวเพราะใครก็ตามที่จะเอางบประมาณลงไปในเขตพื้นที่ของผม ผมดีใจมากครับ แต่อยากจะถามว่าจะจริงเท็จประการใด ถ้าเป็นเรื่องจริงเขาเอาอํานาจจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือไปข่มขู่บังคับสํานักงานคณะกรรมการศึกษาขั้น พื้นฐาน หรือ สพฐ. ให้จัดสรรงบประมาณให้ ถ้าเป็นจริง สพฐ. จะทําได้จริงหรือไม่ จะใช้งบ อะไรเกรงว่าทางโรงเรียนต่าง ๆ ในเขต ๑ จังหวัดฉะเชิงเทราจะถูกหลอกครับ ถ้าเป็นจริงก็ ต้องขอแสดงความดีใจ เพราะว่าผมอยากได้งบลงโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่ของผม
ประการต่อมา ก็คือการทุจริตและประพฤติมิชอบในการประมูลโครงการ เงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ บริษัทไอทีดี พาวเวอร์ ไชน่า ควอเตอร์ ล็อกซเล่ย์ ซัมมิท เอสยูที ประมูลราคาตรงกับราคากรอบวงเงินเลยครับ ท่านประธาน เช่น ไอทีดี นั้น ผมจะว่าสั้น ๆ กรอบวงเงิน ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ราคาที่เสนอ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท เหมือนกันเลยครับ ท่านประธาน มันอย่างไรกันนะนี่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องน้ํานี้ มันส่อเค้าเป็นความเป็นจริง ก็อยากจะสอบถามไปยังท่านพญาปลอดประสพ สุรัสวดี กํากับ กบอ. อยู่ขณะนี้ มี ก อยู่ตั้ง ๖ ก นะครับท่านประธาน ผมนับแล้ว ๖ เดือน มี ๖ ก มีคณะกรรมการเรื่องน้ํานี้ ๖ คณะ ลงท้ายด้วย กบอ. ของพญาปลอดประสพนะครับ ไอทีดี ๑๗,๐๐๐ กรอบวงเงิน ราคาที่เสนอ ๑๗,๐๐๐ ควอเตอร์ กรอบวงเงิน ๑๕๓,๐๐๐ ราคาที่เสนอ ๑๕๓,๐๐๐ ท่านประธานที่เคารพ ผมก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก มันแน่เลย ใช่ไหม ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้ กินหัวคิวเขาเรียกว่าต้นน้ําเลยนะครับ สงสารประเทศไทย เหลือเกิน ซัมมิท เอสยูที ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท เขาประมูลอย่างไรครับ ๑๓๙,๐๓๓.๗๔๔๘๐๔ ไอทีดี พาวเวอร์ ไซน่าอีกกรอบ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ราคาที่เสนอก็ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมมัน จะรู้ขนาดนั้น พวกนี้มันเป็นตาทิพย์แน่เลยสงสัยจะจบอรหันต์ทั้งนั้น เป็นอรหันต์ทั้งหมดเลย ขอบพระคุณครับท่านประธาน
๒ นาที ท่านนริศ น้อยที่สุดแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็จะทําหน้าที่จนถึง นาทีสุดท้ายที่ทางเราได้ตกลงกันนะครับ สําหรับผลงานของรัฐบาลชุดนี้ที่จริงเพื่อนสมาชิก ของผมก็หลายคนนะครับ ท่านมนตรีนี้ก็กําลังจะพูดเรื่องสําคัญการซ่อมแซมถนนเพชรเกษม ที่ชํารุดทรุดโทรม แต่ว่าเรื่องของผมนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ ให้ความสําคัญต่อปัญหาการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมมีตัวเลขอยู่ครับ ท่านประธานครับ ว่าป่าประเทศไทยเพิ่มครั้งเดียวในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย คือปี ๒๕๔๑-๒๕๕๔ เพิ่ม ๑๒.๖๒ เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการดูแลป่าที่เข้มข้นและมีโครงการ ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เพิ่มอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทย คือสมัยท่านอภิสิทธิ์ ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ เพิ่มเป็น ๓๓.๘๖ และ ๓๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ในสมัยท่านอภิสิทธิ์ทีนี้ขอให้รัฐมนตรีได้แสดง และตัวเลขกับผมว่า ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ตัวเลขมากกว่า ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือเลขมากกว่า ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ในสมัยรัฐบาลชวน นี่คือเรื่องที่ผมจะอภิปราย ถ้าสมมุติว่ามากกว่านี้ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้าน้อยกว่าอย่ามาอ้างว่ามีผลงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องสุดท้าย เรื่องที่มีรถบรรทุกเอาน้ําจากนิคม อุตสาหกรรมและโรงงานไปทิ้งตามที่สาธารณะ ริมห้วย ลําคลอง เป็นปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชน เรื่องนี้สําคัญ เรื่องที่มีน้ํามันรั่วในทะเลเรื่องสําคัญ รัฐบาลไม่ใส่ใจโดยมีตัวชี้วัด ตัวหนึ่ง ที่จริงก็พยายาม ผมเห็นรัฐมนตรีก็ได้พยายามทุกเรื่องละครับ เรื่องป่าก็ได้พยายาม แต่ว่าท่านเพิ่งมา ปัญหานี้มันสั่งสม แต่ว่าผมอยากเรียนท่านประธานว่าผมยังไม่เห็นรัฐมนตรี ออกมาปกป้องกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งจําเป็นจะต้องเป็นกรมใหญ่และกรมที่มีความสําคัญ แต่ว่าท่านครับ ตัวเลขก็คืองบประมาณ ๒ ปีแล้วครับ กรมควบคุมมลพิษถูกตัด ปีที่แล้ว งบประมาณ ๒๕๕๖ ถูกตัดไป ปี ๒๕๕๗ ถูกตัดไปอีก นี่คือตัวชี้วัดสําคัญว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ ให้ความสําคัญกับงานดูแลควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นงานสําคัญของประเทศ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
ท่านรัฐมนตรีตอบครับ ทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ
ขออนุญาตครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม มนตรี ปาน้อยนนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจวบคีรีขันธ์ ทราบว่าเวลาของฝ่ายค้านหมดแล้วครับ มันมีเรื่องสําคัญ เรื่องของถนนเพชรเกษมที่มันมี ความเสียหายมาก ๆ ณ เวลานี้นะครับ เสียหายอย่างมากเลยนะครับ เป็นหลุมเป็นบ่อครับ ผมมีเวลา ๕ นาที แต่มันหมดแล้ว ผมไม่รู้ว่าจะทําอย่างไรครับ
เอามาหารือวันพรุ่งนี้
มันเป็นผลงานรัฐบาลครับ มันเป็นอย่างนี้นะครับ ท่านต้องรีบดําเนินการ ถ้าท่านไม่มีงบทําก็ซ่อมเสียก่อนก็ได้ครับ
ขอบคุณครับ ชาวบ้านเห็นแล้วครับ โอเค ท่านวิเชษรฐ์
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอชี้แจง เพื่อนสมาชิก ท่านสาคร เกี่ยวข้อง จากพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่นะครับ เรื่องที่ท่าน ถามถึงเรื่องเอกสารสิทธิ์ อยากเรียนอย่างนี้ครับว่า ขณะนี้ผมได้สั่งการเพื่อที่จะเป็น การช่วยเหลือราษฎร โดยสั่งให้มีการตรวจสอบรังวัดแปลงที่ดิน และรับรองสิทธิการอยู่อาศัย ทํากินราษฎรตามที่ได้ถือครองทําประโยชน์อยู่จริงนะครับ อันนี้ต้องอยู่จริงก็จะได้รับ การช่วยเหลือนะครับ แต่ส่วนที่เข้าไปครอบครองหลังวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ อันนี้ถือว่า ผิดกฎหมาย ก็จะดําเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดนะครับ
ขอเรียนชี้แจงท่านนริศ ขํานุรักษ์ นะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากจะเรียนครับว่านโยบายภายใต้การนําของ ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ท่านได้ประกาศเรื่องกรีน โกลด์ (Green Gold) ก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ผ่านไปท่านสมาชิกนะครับว่าผมเองก็เคยไปชี้แจงกับท่านประธานกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เราเองก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งอยากจะเรียนว่าก็เป็น ประโยชน์นะครับ สิ่งที่ท่านแนะนํามาหลายสิ่งหลายอย่างก็จะเป็นแนวทางในการแก้ไข อยากเรียนอย่างนี้ว่าภายใต้การนํากํากับดูแลของผมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจากนี้ไปจะเรียนครับว่าป่าไม้จะต้องเพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อมต้องดีขึ้นนะครับ เรียนอย่างนี้ครับว่าเหตุผลที่จะดีขึ้นอย่างไรนะครับ ผมได้มอบนโยบายให้กับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุกกรมนะครับ วันนี้มีเวลาสั้นจะชี้แจงเฉพาะกรมป่าไม้ แล้วก็กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนะครับ โดยเฉพาะนโยบายคือป้องกัน รักษา ฟื้นฟู ป้องกันก็คือป้องกันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ให้ลูกหลาน ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตนะครับ ผมได้ดําเนินการปราบปรามบุกรุกผู้ตัดไม้ทําลายป่า ล่าสัตว์ อย่างจริงจัง แล้วก็เข้มข้นนะครับ โดยผมได้เดินทางไปสํารวจป่าไม้และอุทยานที่ผ่านมาทุกวันหยุดนะครับ ไปดูแลป่าไม้หลายที่ แล้วก็ในส่วนของอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ ห้วยขาแข้ง อุทยานแห่งชาติปางสีดา ผมเป็นรัฐมนตรีคนแรกนะครับ ที่เดินทางเข้าไป กลางป่าที่เรียกว่า ฐานยู่ยี่ ซึ่งไม่เคยมีรัฐมนตรีแม้กระทั่งอธิบดีก็ไม่เคยไป ผมไปอยู่ที่นั่น เป็นชั่วโมง ไปดูว่าเขาทํางานอย่างไร ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร แล้วก็ไปให้กําลังใจ แต่ว่า อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าจุดที่ผมไปไม่ได้เพียงให้กําลังใจแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะว่าผู้พิทักษ์ป่าวันนี้ที่ผ่านมาก็ขาดการดูแล ผมเองอย่างที่เรียนครับ ไม่ใช่เพียงให้กําลังใจ แต่จากนี้ไปผมจะช่วยเหลือเขาหลายด้านนะครับ บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่น่าเห็นใจครับ ต้องอยู่ในป่า ๗ คืน ๘ วัน บางครั้งอาหารการกินก็ไม่เพียงพอ ไม่ดี ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า วันนี้จะสนับสนุนทั้งเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งเรื่องเสื้อเกราะนะครับ และสิ่งสําคัญก็คือ ผมได้เริ่มต้นประกันชีวิตหมู่ให้กับผู้พิทักษ์ป่า ผู้พิทักษ์ป่าอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ทุกวันนี้ ที่ผ่านมาเวลาเสียชีวิต ไม่มีเงินช่วยเหลือครับ เวลาไปงานได้เงินแค่หมื่นสองหมื่น ญาติพี่น้อง ก็ร้องไห้กันทั้งงาน เห็นแล้วก็น่าเศร้าใจ แต่จากนี้ไปมีเงินประกันชีวิตหมู่ ประกันไปห ลายหมื่นคนแล้วนะครับ อีกส่วนหนึ่งผมกําลังตั้งกองทุนส่งเสริมสวัสดิการผู้พิทักษ์ป่า ซึ่งท่านสืบ นาคะเสถียร เคยคิดที่จะทําเรื่องนี้แต่ท่านก็ไม่ได้มีโอกาส วันนี้ผมก็สืบทอด เจตนารมณ์ท่านนะครับ ในอนาคตผู้พิทักษ์ป่าเสียชีวิตก็จะมีเงินช่วยเหลือพอสมควร ก็คงจะ อยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท
อีกส่วนหนึ่งครับ ที่ผมจะเรียนว่าทําไมพื้นที่ป่าจะดีขึ้น ผมได้ตั้งคณะกรรมการ กลั่นกรองและเร่งรัดติดตามการดําเนินการตามกฎหมายกับผู้บุกรุกป่าแล้วก็เขตอุทยาน แห่งชาติ ใครที่เข้าไปสร้างสถานที่พักตากอากาศหรือรีสอร์ท ก็ต้องฝากไว้เลยนะครับ ขอให้หยุด เพราะว่าผมได้มอบอํานาจให้กับคณะกรรมการไปแล้ว คณะกรรมการอย่างที่ ผมได้กราบเรียนที่สภาแห่งนี้ไปเมื่อวานมีตั้งแต่อัยการสูงสุด กองทัพบก สํานักงานตํารวจ แห่งชาติ ดีเอชไอ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร แล้วก็เอ็นจีโอนะครับ อยากจะเรียนครับว่าจากนี้ไป เราก็จะดําเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือจะขอคืนทรัพยากรธรรมชาติที่ถูก ทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดินที่ถูกบุคคลบางท่านเข้าไปยึดครอง ก็จะคืนให้กับแผ่นดิน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มาใช้ประโยชน์ในส่วนรวม อีกส่วนหนึ่งครับ ผมได้ให้รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ปลูกจิตสํานึกให้กับพี่น้องประชาชนให้รักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เล็ก สิ่งหนึ่งที่มีความสําคัญคือภาคประชาสังคม ถ้าพี่น้องประชาชนให้มีส่วนร่วม อย่างจริงจัง ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การป้องกัน การรักษาก็จะง่ายขึ้นนะครับ
อีกส่วนหนึ่งครับ ผมคงใช้เวลาอีกไม่นานคือเรื่องการรักษา เมื่อสักครู่ ผมพูดถึงเรื่องป้องกัน การรักษาก็คือจะรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศและใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ตรวจพื้นที่ป่าทุก ๓ เดือน จากนี้ไปจะเห็นว่าพื้นที่ป่าที่เดิมมีอย่างไร แล้วมันลดหรือเพิ่ม อย่างไรนะครับ แล้วก็การดําเนินการวันนี้ผมดําเนินการอย่างจริงจังแล้วก็เข้มข้นนะครับ เราจะใช้กล้องซีซีทีวี (CCTV) ติดทุกจุดที่เป็นจุดสุ่มเสี่ยงในการที่จะถูกลักลอบตัดไม้ ทําลายป่า แล้วก็ล่าสัตว์ แล้วก็มีจอมอนิเตอร์ (Monitor) นะครับ ได้เริ่มดําเนินการแล้ว อีกส่วนหนึ่งผมให้มีการลาดตระเวนแบบเชิงคุณภาพนะครับ เรียกว่า สมาร์ทแพทโทรล (SMART PATROL) เราใช้จีพีเอสในการตรวจสัตว์ที่อยู่ในป่าว่าเวลาไปที่ไหนก็จะมีคนไปล่า เราก็จะสามารถติดตามได้ แล้วก็ให้ชุมชนที่อยู่ใกล้ป่าเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ แล้วก็ดูแลป่านะครับ
อีกนิดเดียวครับ เวลานี้กําลังตั้งห้องวอร์รูม (War room) ที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนําข้อมูลของทุกกรมทุกหน่วยงานมาแล้วก็ใช้ระบบ ไอที (IT) ที่จะสามารถลิงค์ (Link) ไปได้ทุกกรม แล้วก็ลิงค์ลงไปในพื้นที่นะครับ ซึ่งจะเป็น แบบออนไลน์ แล้วในอนาคตก็เป็นเรียลไทม์ (Real time) นะครับ ผมจะนําข้อมูลเหล่านี้ มาใช้ในยามภาวะปกติและยามวิกฤติเพื่อเตือนพี่น้องประชาชนล่วงหน้า เป็นแบบเออรี่ วอนนิ่ง (Early warning) ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ดินโคลนถล่ม น้ําท่วม สึนามิ ในอนาคตก็จะลดการสูญเสียทรัพย์สินแล้วก็ลดการสูญเสียชีวิตให้น้อยลงนะครับ ผมได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้วนี้ครับ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพิบัติภัยเป็น จํานวนมาก สิ่งที่น่าทึ่งก็คือว่า ผมถามเขาว่าทุกวันนี้การเกิดพิบัติภัยเกิดมากขึ้นไหม เขาบอก เกิดมากขึ้นรุนแรงขึ้น แต่คําถามที่ถามต่อไปว่า ๑๐ ปี ๒๐ ปีนี้เป็นอย่างไร เขาบอก ความสูญเสียเขาน้อยลงนะครับ เพราะเขามีระบบป้องกันภัยที่สมบูรณ์นะครับ แม้กระทั่ง มีกล้องซีซีทีวี (CCTV) จับแม้กระทั่งภูมิเขาไฟที่จะระเบิดจะสามารถคํานวณได้ล่วงหน้านะครับ
สุดท้ายเรื่องการฟื้นฟูนะครับ ก็จะฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทําลาย แล้วก็เสื่อมโทรมไป ผมให้นโยบายในการปลูกป่าแบบเชิงคุณภาพ ที่ผ่านมาก็ปลูกกันนะครับ แต่เป็นเชิงปริมาณ ก็คือปลูกแล้วไม่รู้ว่าอยู่รอดไหม ไม่ว่าต้นกล้าหรือต้นไม้ที่ไปปลูก เพราะ อะไร เพราะเวลาเอาไปปลูกนี้ไม่ได้ดูว่าต้นไม้นั้นเหมาะสมไหม ดินเหมาะสมไหม อากาศ เหมาะสมไหม ดินเค็มไหม วันนี้ก็ได้ดําเนินการที่จะดําเนินการแบบเชิงคุณภาพ ก็คือ ปลูกแล้วมีการดูแลรักษา ที่ผ่านมาต้องเรียนครับว่า ปลูกแต่ไม่มีการดูแลรักษา ต้นไม้ก็ตายเป็นจํานวนมาก ผมถามว่างบประมาณ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมาที่ใช้ในการปลูกป่า รวมกับภาคเอกชนนี้ จะคํานวณออกมาได้พื้นที่ตามงบประมาณกับเงินที่ลงไปไหม ผมเชื่อว่า ไม่ได้นะครับ แต่จากนี้ไปก็มีได้รับการดําเนินการอย่างจริงจัง ก็คือไม่ให้ปลูกอย่างเดียว แต่ควรกันงบไว้สําหรับดูแลรักษานะครับ อีกส่วนหนึ่งผมมีโครงการดวงใจสีเขียวนะครับ ทั้งมอบเป็นนโยบายให้กับทั้งกระทรวงทุกกรม ซึ่งเราก็จะรณรงค์นะครับ เรามีโครงการปลูก ป่า ๘๐๐ ล้านกล้า ๘๐ พรรษาทั่วประเทศ อันนี้ก็จะเพิ่มพื้นที่ป่านะครับ แล้ววันนี้ผมให้มี การวิจัยไม้พยุงนะครับ ไม้พยุงนี้มีการลักลอบตัดมาก เพราะว่ามีออเดอร์ (Order) มาจาก ต่างประเทศ มีดีมานด์ (Demand) มากนะครับ ตอนนี้ผมก็ให้วิจัยว่าจะทําอย่างไรให้ไม้พยุง เป็นไม้เศรษฐกิจ และสามารถปลูกได้เหมือนไม้ยางพารา ซึ่งแต่ก่อนบอกว่ายางพาราปลูก เฉพาะภาคใต้ วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริงนะครับ เพราะฉะนั้นไม้พยุงก็จะสามารถดําเนินการ ได้นะครับ เราก็จะเพิ่มซัพพลาย (Supply) เข้าไป แล้วก็อีกสิ่งหนึ่งที่ให้วิจัยก็คือไม้พยุง มีข้อจํากัด ผมจะจบแล้วครับท่าน
ท่านวัชระว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอ ประท้วงท่านรัฐมนตรีครับ เนื่องจากท่านอธิปรายเยิ่นเย้อและไม่ตรงประเด็น คือควรที่จะ กระชับมากกว่านี้ อยากกราบเรียนท่านประธานได้โปรดกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี เพื่อประหยัดเวลาของสภาผู้แทนราษฎร ขอขอบคุณ
ท่านรัฐมนตรีจะจบแล้วครับท่านวัชระ
ขอบคุณครับ ผมจะจบแล้วนะครับ ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า การดําเนินการของผมนี้จะดําเนินการให้ครบทุกมิตินะครับ ในการป้องกันรักษาและฟื้นฟู สุดท้ายครับ ท่านได้กล่าวถึงหนึ่งงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนอกจากมี กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมยังมีอีกส่วนหนึ่งครับ องค์การจัดการน้ําเสียครับ ท่านนริศ ขํานุรักษ์ ครับ ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้ตอนนี้ผมกําลังบูรณาการที่จะทํางานร่วมกัน จากนี้ไปท่านคงจะเห็นบทบาทของ ๓ หน่วยงานนี้นะครับ ซึ่งจะดําเนินการอย่างเข้มข้นครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีท่านได้ไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ ตอบแต่ละท่าน ท่านนริศครับ พอแล้วกระมังครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียวครับ กลัวว่าการอภิปรายของผมเมื่อสักครู่นี้ แม้ว่าจะใช้เวลาสั้นก็ตาม แต่ว่ากลัวว่าเป็น การผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ กลัวว่าจะเป็นการอภิปรายแล้วใส่ร้าย ถ้าผู้ฟังทางบ้านไม่ฟังเลย แล้วรัฐมนตรีตอบจะเป็นการอภิปรายใส่ร้าย คือผมนี้ถามรัฐมนตรีว่าถ้าผลงานของรัฐบาลมีจริง ป่าจะต้องมีมากกว่า ๓๗ เปอร์เซ็นต์ในสมัยท่านอภิสิทธิ์ คือปี ๒๕๕๓ และหรือมากกว่า ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ในรัฐบาลท่านชวน ผมจึงใส่ร้ายว่าถ้ารัฐมนตรีไม่ตอบนะครับว่าขณะนี้ป่า มันมีอยู่เท่าไร ถ้าสมมุติว่ามันมากกว่า ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ในสมัยท่านชวน หรือมากกว่า ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ในสมัยท่านอภิสิทธิ์ อันนี้ถือว่ารัฐบาลมีผลงาน ผมจึงสอบถามไปว่าขณะนี้ป่า มันมีเท่าไรในประเทศ ท่านรัฐมนตรีกรุณาช่วยตอบเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ผมทราบเพื่อ พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าผมนั้นอภิปรายไม่ใส่ร้ายรัฐบาล แต่ว่าขอทราบตัวเลขเปอร์เซ็นต์ จํานวนป่าว่ามันมากกว่า ๓๔ เปอร์เซ็นต์
พอแล้วได้แล้วครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบสั้น ๆ เลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ท่านนริศนะครับ ท่านอภิปรายดีนะครับ แล้วก็ เคยชี้แจงกันในกรรมาธิการ ก็ต้องเรียนพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ ก็ไม่ได้มีการใส่ร้ายนะครับ เรียนอย่างนี้ครับว่าจากนโยบายที่ผมได้บอกท่าน ทั้งป้องกันรักษาและฟื้นฟู ผมมีความมั่นใจ นะครับว่าจากนี้ไปพื้นที่ป่าจะเพิ่มขึ้นและจะมากกว่าตัวเลข แต่วันนี้ผมอยากจะเรียนครับ ในอนาคตจะมาเรียนท่านนะครับเพราะวันนี้ผมใช้ภาพถ่ายดาวเทียมอยู่ แล้วเราก็จะมา เรียนชี้แจงท่านอีกนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านอื่นครับ เอาคนละ ๕ นาทีพอนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จริง ๆ แล้วดิฉันก็อยากอภิปรายนานนะคะ แต่ว่าเกรงใจเพราะว่าทุกท่านก็ฟังนานแล้ว วันนี้คงจะมาพูดในส่วนที่เมื่อวานนี้มีสมาชิก ๒ ท่านได้กล่าวถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเมื่อเช้านี้ดิฉันก็ เพิ่งกลับจากการแถลงนโยบายสหประชาชาติในเรื่องของการพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้าน คนพิการที่นิวยอร์ก แล้วก็ไปวันเดียวก็รีบกลับ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากที่จะคุยสั้น ๆ นะคะ ให้ทราบว่าเมื่อเช้านี้ก็จะมีท่าน ส.ส. เกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ถามรัฐบาลในเรื่องของการสานงานต่อของบ้านเอื้ออาทร บ้านเอื้ออาทรนี้จะเป็นบ้านอยู่ในความดูแลของการเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์นะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วในช่วงปี ๒๕๔๖ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ท่านก็ได้มีเป้าหมายในการสร้างยูนิต (Unit) ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ยูนิต แล้วต่อมา ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงก็คือในช่วงของการปฏิวัติ ก็มีการลดลงเหลือ ๒๘๑,๕๕๖ หน่วย หลังจากนั้นก็ได้จัดสร้างมาเรื่อย ๆ นะคะ ทยอยสร้างมาจนกระทั่งบัดนี้ในปัจจุบันนี้เหลือ ประมาณ ๑๖,๐๐๐ หน่วย แล้วก็ทางการเคหะแห่งชาติก็จะดําเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ในปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอเรียนให้ทราบ อยากจะประชาสัมพันธ์แล้วก็ขอเชิญทุกท่าน ประชาสัมพันธ์ด้วยนะคะเผื่อใครมีความสนใจหรือว่าในลูกบ้านของท่านทุก ๆ ท่านค่ะ
อีกรายหนึ่งก็คือ ส.ส. ศุภชัย ใจสมุทร ก็คือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ก็พูดถึงในเรื่องของการจัดงานศพผู้สูงอายุ เงินคงค้าง เราจ่ายจริง ตอนนี้ก็มี เพื่อนสมาชิกหลายท่านข้องใจแล้วก็สงสัย ก็เข้าใจนะคะเพราะว่าจริงในอดีตมันก็เป็น การจ่ายเฉพาะคนจน ต่อมารัฐมนตรีในรัฐบาลของท่าน อดีตรัฐมนตรีอิสสระ สมชัย เป็นคน ที่ดิฉันก็สนิทด้วยนะคะ ท่านก็มีนโยบายเปลี่ยนจากการจ่ายแต่คนจนเป็นจ่ายทุกคน ตรงนี้ก็ เลยทําให้ทางรัฐบาลเขาไม่สามารถที่จะจัดสรรงบประมาณได้พอเพียง เราก็ขอมาตลอด นะคะ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราก็ทําเรื่องขอสํานักงบประมาณ ขณะนี้สํานัก งบประมาณก็อยู่ในระหว่างพิจารณาจัดสรรงบกลางนะคะเพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเงินนี้ก็มีจํานวน ๓๔๒ ล้านบาทเศษ แล้วก็จํานวนคนก็คือ ๑๗๑,๐๘๗ รายค่ะ ดิฉันก็จะ รายงานให้ทราบต่อไปนะคะ
ท่าน ส.ส. ร้อยตํารวจ ดอกเตอร์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ท่านได้กล่าวถึง การค้ามนุษย์ จริง ๆ ดิฉันก็อยากจะพูดยาวแต่ว่าคงจะไม่มีเวลาแล้ว ดิฉันก็ขอเรียนว่าตรงนี้ เรื่องจริง เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหาการค้ามนุษย์ตรงนี้ที่มันมีทั่วไปในประเทศ ที่กําลังพัฒนา แล้วก็แน่นอนที่สุดทางสหประชาชาติก็ให้เราอยู่ในทิปรีพอร์ต (Tip Report) โดยสหรัฐก็ได้จัดอันดับของเราในเทียร์ ๒ วอทช์สิสต์ (Tier 2 Watch List) ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ประเทศเดียว ประเทศกัมพูชา ประเทศบรูไน ประเทศพม่า ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศ มาเลเซีย ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศ เกาหลีใต้ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น เป็นทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้สิ่งที่สําคัญก็คือขณะนี้ รัฐบาลก็มีนโยบายชัดเจนที่จะป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปในที่สุดนะคะ สิ่งที่สําคัญก็คือในส่วนของการค้ามนุษย์นี้ เราก็ต้องให้ความจริงจังและก็จริงใจ เพราะว่า สหรัฐอเมริกาเขาก็ต้องการความจริงใจที่จะทําในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็จะเป็นกระทรวงหลักค่ะที่จะประสานกับกระทรวง ทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แม้แต่กระทรวงคมนาคมซึ่งเราก็ประชุมแล้วในส่วนที่เมื่อสักครู่ท่านพูดถึง เรื่องการค้ามนุษย์ ของประมงนี้เราก็ดําเนินการตรงนี้ และก็ท่านรัฐมนตรีชัชชาติก็ได้มาประชุม เราประชุม ร่วมกันและท่านก็กําลังไปดําเนินการในเรื่องของกรมเจ้าท่าด้วยนะคะ แล้วก็ส่วนสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ดิฉันก็ได้พาคณะทํางานเข้าไปประชุมกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพื่อที่จะ แก้ปัญหาการคอร์รัปชันอะไรต่าง ๆ และโอเอสซีซี (OSCC) การช่วยเหลือสังคมตรงนั้น ก็เป็นจุดหนึ่งที่เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ท่านเห็นความสําคัญ แล้วก็ให้การค้ามนุษย์ไปอยู่ในความช่วยเหลือสังคมเร่งด่วนด้วยนะคะ ก็คงพูดสั้น ๆ แค่นี้นะคะ ขอบคุณค่ะ
ท่านรัฐมนตรีครับ ให้เวลาท่านไม่เกินคนละ ๕ นาทีนะครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ เดี๋ยวขออนุญาตท่านรัฐมนตรีแป๊บหนึ่ง เอาเมืองพาน เหมือนกัน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ ต้องขอโทษนะครับว่าเรามีพระราชบัญญัติอีก ๒ ฉบับที่รออยู่นะครับ ท่านผู้ชี้แจงอะไรต่าง ๆ ก็รออยู่ตั้งแต่บ่ายโมงแล้วนะครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายค้านแล้ว นะครับ ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยกระชับด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติมีอะไรครับท่าน
กราบเรียนท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร ครับ ก่อนที่จะผ่านไปนะครับ พอดีท่านรัฐมนตรีปวีณาได้พูดถึงผมครับ ผมชี้แจงนิดเดียวครับ ๒ วินาทีครับ ผมพูดถึงบ้านเอื้ออาทรนะครับ ไม่ใช่บ้านเอื้ออาทร ของประเทศไทยนะครับ ผมพูดถึงบ้านเอื้ออาทรของประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางครับ พอดีท่านรัฐมนตรีอธิบายให้ผมฟังครับ ผิดประเทศครับ ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ ไม่ต้องตอบแล้วครับท่าน
ขอประทานโทษนะคะ เพราะว่าเมื่อวานดิฉันไม่อยู่ ดิฉันเพิ่งเดินทางกลับมา จากอเมริกา และทีนี้ดิฉันก็ฟังว่าท่านใดพูดอะไร เขาก็พูดให้ฟังดิฉันก็เลยรีบมาตอบค่ะ แต่ไม่เป็นไรคะท่านฟังเอื้ออาทรประเทศไทยด้วยก็ดีค่ะ ขอบคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ๗ ปีแล้วนะครับ ผมไม่ได้มาพูดที่สภา ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ขออนุญาต ท่านพิเชษฐ์ ๒ นาที กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าต่อประเด็นในการแถลงผลงานและที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงมหาดไทยของกระผมนะครับ ผมเรียนว่า จากข้อมูลที่ทางเพื่อนสมาชิกได้แจ้ง บอกว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจ รัฐบาลไม่จริงใจ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่แล้วแต่ท่านคิด แต่ที่ผมรับไม่ได้ และก็ท่านได้พูดว่ารัฐบาลแบ่งแยกเพื่อปกครอง ผมคิดว่าผมรับไม่ได้ครับ และที่สําคัญก็คือ ผมขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและเด็ดขาดครับ สิ่งที่ต้องเรียนให้ท่านสมาชิกและท่านประธาน ได้รับทราบก็คือว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่องยางและการแก้ปัญหา ตั้งแต่วันที่ ๓ ที่ผ่านมา มีอยู่ ๒-๓ ช่วง ช่วงแรกก็เป็นที่ทราบกันดีครับว่าคณะรัฐมนตรี โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มีการกําชับมีการเร่งและให้เจ้าหน้าที่ใช้ความประนีประนอมอย่างถึงที่สุด ที่สําคัญก็คือ หลังจากนั้นเราก็ได้ให้คณะรัฐมนตรีโดยท่านรองยุคล และท่านวราเทพ ตลอดจนถึงท่าน พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เข้าไปช่วยดูแลแก้ไข มีการเยียวยา มีการเรียกร้องและมี การชดเชยจนเป็นที่พออกพอใจของเพื่อนพี่น้องเกษตรกรในระดับหนึ่ง ซึ่งขณะทุกวันนี้มีเหตุการณ์ครั้งที่ ๒ เกิดขึ้น แม้กระทั่งว่ามีการเผารถของตํารวจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเองด้วยซ้ํานะครับ ท่านกําชับว่าเราต้องใช้ความนิ่มนวล ใช้ความ ประนีประนอม และใช้ความอดทนอย่างถึงที่สุด สิ่งสําคัญที่อยากจะให้พี่น้องประชาชน และท่านประธาน เพื่อนสมาชิกได้รับทราบก็คือว่าการกระทําที่ผ่านมา ทางรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลท่านรองนายกรัฐมนตรียุคล ไม่ว่าจะเป็นท่าน พลตํารวจเอก ประชา ไม่ว่าจะเป็นท่านวราเทพ แม้กระทั่งตัวผมเอง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผมเองได้กําชับกําชา ให้ทางท่านนายอําเภอและท่านปลัดจังหวัด ซึ่งผมกํากับดูแลกรมการปกครองอยู่ เราได้ใช้ ความประนีประนอมจนถึงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้านและให้นายก เทศบาล นายกเทศมนตรีซึ่งเป็นคนของเขากันเองครับได้เข้าไปดูว่าต้องการอะไร และสิ่งที่ เขาเรียกร้องจริง ๆ อยากได้อะไร ผมเรียนว่า ณ วันนี้พี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกร เดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มมาลงทะเบียนเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์รัฐบาลมีความ จริงใจโดยโอนเงินเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท ณ วันนี้ได้เตรียมความพร้อมที่พี่น้องเกษตรกร เขายอมรับครับ มีสิ่งหนึ่งที่อยากกราบเรียนท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกให้ได้รับทราบก็คือ สิ่งที่ผมกังวล สิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดนั่นก็คือขณะนี้มีการเรียกร้องซึ่งผิดปกติ คําว่า ผิดปกตินั้น ผมต้องกราบเรียนว่าขณะนี้เรื่องชดเชยความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผมคิดว่าจบด้วยดี แต่ขณะเดียวกันมันก็มีปัญหาเรื่องคดี ซึ่งไม่ยุ่งยากครับ กราบเรียนว่าที่ผ่านมามีการประกาศ จังหวัดภัยพิบัติก็ไม่ได้มีโทษพิษภัยรุนแรง และที่สําคัญก็คือเรามีการลดระดับเป็นจังหวะ ๆ ขณะที่ผ่านมาวันนี้ไม่มีแล้วครับ เรื่องชดเชยเกษตรกรฝากเลยว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัด และที่ชะอวดที่ควนหนองหงษ์เป็นอําเภอตัวอย่างเป็นจังหวัดตัวอย่างครับ ที่สําคัญขณะนี้ มีคดีเล็กน้อยครับ มีคดีเล็กน้อยมาก ๆ มีผู้ต้องหาที่จะต้องเจรจากัน ๕๑ คนคดีเรื่องอะไร ทราบไหมครับ เป็นคดีเรื่องความผิด พ.ร.บ. ทางหลวงแค่นั้นเอง โทษปรับแค่ ๒ เดือน ผมเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้เห็นชัดเจนว่าการเรียกร้องตามระบอบ ประชาธิปไตยทําได้ครับ แต่ที่สําคัญที่สุดท่านต้องคํานึงนะครับว่าภาพลักษณ์ประเทศขณะนี้ มีการก่อหวอดหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยอมรับว่าถนนที่ควนหนองหงส์นั้น เป็นถนนใหญ่เป็นถนนที่ผ่านไปถึงสายเศรษฐกิจของภาคใต้ครับ แต่ที่สําคัญต้องกราบเรียน ให้ท่านประธานและท่านสมาชิกได้รับทราบว่างบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นประโยชน์ครับ ถนนเพชรเกษม ๔ เลนไม่ต้องห่วงครับ เลนด้านขวาเดี๋ยวนี้เรียบร้อยแน่นอน และต่อไปถึง ถนน ๔๑ ของเพชรเกษมก็ได้ครับ และที่สําคัญก็คือเรายังมีท่าเรืออีกเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่จังหวัดชุมพรที่จังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ครับ รถไฟความเร็วสูงไม่ได้หมายถึงไปจังหวัด เชียงใหม่ที่เดียวครับมีทุกที่ครับ จังหวัดระยองซึ่งไม่เคยมี ส.ส. ของพรรครัฐบาลก็มีครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าขอยืนยันว่าในการที่จะไปบอกว่ารัฐบาล แบ่งแยกเพื่อปกครองท่านคิดได้ครับ แต่ยืนยันว่าการกระทําทั้งหมดทั้งปวงเราแสดงให้เห็นพี่ น้องประชาชนได้รับทราบแน่นอน ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ก็อย่างนี้นะครับ เอาคนใดคนหนึ่งทั้งหมดผมให้ไม่ได้หรอกครับ สักคนเดียวพอแล้วครับ ท่านนิพิฏฐ์ข้างหลังด้วยครับ สักท่านหนึ่งพอครับถ้าเข้าใจผม แต่ว่าคนอื่นก็ยังหลายท่าน ยกมือหมดผมไม่รู้จะให้ใครดี ท่านยก ๘ คน ท่านชํานินั่งก่อนนะท่าน เอาสักคนเดียวพอแล้ว ครับ เชิญครับ ผมให้ท่านนิพิฏฐ์ ๑ ท่านครับ เดี๋ยวจะปิดแล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุงครับ ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีได้กรุณา กล่าวถึงผมเมื่อสักครู่นะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเข้าใจเจตนาดีของ ท่านรัฐมนตรีวิสารนะครับ ซึ่งผมก็พูดถึงท่านในแง่ที่ดีมาตลอดว่าท่านได้ใช้ความพยายาม ในการแก้ปัญหานี้นะครับถึงแม้ว่าท่านไม่ได้มีหน้าที่โดยตรง แต่ท่านก็ได้ใช้ความพยายาม อันนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านะครับ เพียงแต่ที่กระผมได้พูดว่ารัฐบาลทําในขณะนี้ครับมัน มีลักษณะเหมือนการแบ่งแยกและปกครองนั้น ผมบอกว่าอยากให้รัฐบาลไปดูในพื้นที่จริงว่า ผมไม่ได้พูดเองครับท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีครับ แต่ประชาชนเขามีความรู้สึก อย่างนั้นจริง ๆ นะครับ ประชาชนมีความรู้สึกว่าเขาถูกเลือกปฏิบัติแล้วก็ไม่ได้รับความเป็น ธรรมนะครับ ความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดขึ้นถ้ามันเกิดขึ้นเมื่อไรแล้วการแก้ปัญหามันจะยาก ผมเรียนท่านประธานอีกสักครั้งครับเรื่องยางพาราเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคใต้และเป็น เส้นเลือดใหญ่ของประเทศนี้ด้วย อย่ารังเกียจที่จะคุยกับประชาชนเลยครับ คุยครั้งแรกไม่จบ ครั้งที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ก็ได้ครับ เราได้รับเกียรติและผมคิดว่าถ้าประชาชนยังต้องการจะคุยกับ รัฐบาลอยู่ รัฐบาลยังมีเกียรติอยู่ เว้นแต่ว่ารัฐบาลไม่ถนอมเกียรตินั้น ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่มี เกียรติครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลงานของรัฐบาลแล้วนะครับ ขอปิดการประชุมครับ