สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

พรรคประชาธิปัตย์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้ โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ไม่ใส่ใจและไม่รับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะการนำความเป็นบารมีของรองนายกรัฐมนตรีประชา พรหมนอกมาใช้ในการแก้ไขปัญหา และยังวิพากษ์วิจารณ์การจัดตั้งองค์กรต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้น และขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในภาคประชาชนที่เข้าไปช่วยงานรัฐบาล

นายถาวร เสนเนียม สงขลา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ถาวร เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสงขลา ต้องขอขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีประชา พรหมนอก ที่ได้ให้ความเอาใจใส่มานั่งรับฟังข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงจากการแถลงผลงาน ในรอบปีแล้วก็พวกผมขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์นะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาภาคใต้นั้น ต้องถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลหรือใครจะเป็น ฝ่ายค้าน เราจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภาคใต้นั้น ต้องยอมรับ ความจริงว่าเกิดขึ้นในยุคที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณใช้นโยบายผิดและดําเนินการตาม นโยบายผิดในการใช้กําปั้นเหล็กไปแก้ไขปัญหา จนกระทั่งเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมด ๑๔,๐๐๐ กว่าเหตุการณ์ ความตายเกิดขึ้นแล้วประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าศพ มีหญิงม่าย มีเด็ก กําพร้า นับเป็นจํานวนหลายพันคน สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามารับผิดชอบต่อตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ สิ่งแรกที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไปยังรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้ให้ การเอาใจใส่ก็คือความล้มเหลวในเรื่องภาวะของการเป็นผู้นํา องค์กรที่รับผิดชอบในการ แก้ไขปัญหาภาคใต้นั้นคือองค์กรที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน นั่นคือสภาความมั่นคง แห่งชาติและกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน เขาออกแบบให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบอยู่ในฐานะเบอร์ ๑ เมื่อพวกผมเข้ามาทําหน้าที่เป็นรัฐบาลเราก็ออกแบบให้ องค์กรอีกองค์กรหนึ่งทําหน้าที่ในการบริหารและการพัฒนาคือ ศูนย์อํานวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็ออกแบบให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นเบอร์ ๑ คือเป็น ผอ. ศอ.บต. ความคาดหวังว่าใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่จะได้เดิน ๒ ขาคือขาด้านความ มั่นคงและขาด้านการบริหารและการพัฒนา แต่ปรากฏว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ใส่ใจและไม่รับผิดชอบ ท่านมอบหมายคนแล้วคนเหล่า จนกระทั่งสับสนกันไปหมด ดังนั้น อยากกราบเรียนท่านประธานว่า ๙ สิงหาคม รัฐบาลนี้มอบหมาย พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ หลังจากนั้นปลดพลตํารวจเอก โกวิท ออก ๑๘ มกราคม แต่งตั้ง พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นผู้รับผิดชอบ ไม่เท่าไรปลดอีก ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แต่งตั้ง ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เป็นผู้รับผิดชอบ สุดท้ายคนที่ผมมีความหวังคือ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เริ่มเข้ารับหน้าที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีประชาว่า ผมมีความหวังกับท่านจริง ๆ บอกแล้วว่าเป็นวาระแห่งชาติ ขอให้ท่านอยู่ในตําแหน่งนี้นาน ๆ สิ่งแรกที่ฝากเอาไว้ ที่ผ่านมานั้นเมื่อไม่มีภาวะความเป็น ผู้นําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อะไรเกิดขึ้นครับ ความไม่เป็นเอกภาพของการบริหารงาน จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ท่านเฉลิม อยู่บํารุง เป็นผู้รับผิดชอบนั้น ท่านเฉลิมบอกว่าในการส่งคน ไปเจรจาของรัฐบาลในนามของรัฐไทยกับบีอาร์เอ็นนั้น คนที่ไปเจรจามีอยู่ ๓ บิ๊ก ท่านใช้ คําว่า บิ๊กแมว บิ๊ววี บิ๊กแป๊ะ เป็นการพูดในเชิงประชดประชันที่ข้าราชการประจําไม่ให้ ความสําคัญกับรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อเฉลิม นั่นคือการขาดเอกภาพจนเป็นเหตุให้การแก้ไข ปัญหาภาคใต้ล้มเหลวครับ ท่านประธานครับ ผมขอยกเอาคําพูดของ พลเอก ยุทธศักดิ์ พูดไว้ในคราวที่ตอบคํากระทู้ถามสดของผม ท่านพูดเอาไว้ว่า ๑๗ กระทรวง ๖๖ กรม หรือ ๖๖ หน่วยงานไม่มีใครลงไปในพื้นที่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา นั่นคือข้าราชการประจํา ไม่ฟังฝ่ายนโยบาย ท่านประชาครับ ท่านเป็นนายตํารวจใหญ่ มีบารมีสูงในสายอีสาน ขอให้ ใช้ความเป็นบารมีของความเป็นรองนายกรัฐมนตรีทําหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ข้าราชการคนใด ไม่ว่าจะเป็นพลเอก พลโท หรือ พลตํารวจเอก ถ้าขาดเอกภาพจากนโยบายที่เราจะร่วมกัน แก้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขอให้ลงโทษ ไม่เช่นนั้นแล้วปัญหาก็เกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนคนใต้เป็นผู้รับเคราะห์กรรม นั่นคือสิ่งที่ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้

อีกประเด็นหนึ่งครับ รัฐบาลนี้ได้พยายามที่จะตั้งองค์กรแล้วองค์กรเล่า เพื่อมาแก้ไขปัญหา ทั้ง ๆ ที่มีองค์กรพร้อมอยู่แล้ว สมช. กอ.รมน. ศอ.บต. อยากกราบเรียนว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ รัฐบาลนี้ได้ตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นที่เรียกว่า ศบกช. แต่ก็ไร้ผล อยู่ต่อมาก็ได้มาตั้งองค์กรใหม่ ใช้ชื่อว่า ศปก.จชต. ศู นย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ถูกใจอีกก็แก้อีกเป็น ศปก.กปต. นั่นคือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่าศูนย์นี้ทําหน้าที่อะไร ซ้ําซ้อน กับองค์กรใด ศูนย์นี้อาจจะมองเผิน ๆ ดูเหมือนทําหน้าที่ขับเคลื่อนครับ เหมือนกับพวกผม ที่เรียกว่ามี รชต. และมี อชต. แต่ศูนย์นี้เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วบุคคลที่คัดค้านคือคนที่อยู่ เป็นเครื่องมือของรัฐบาล คือสภาที่ปรึกษาด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ องค์กรนี้เป็นองค์กรภาคประชาชนที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย ศอ.บต. ทันทีที่ตั้งขึ้นมา ท่านก็ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ ท่านบอกว่าตั้งขึ้นมาเป็น การซ้ําซ้อนกับองค์กร ศอ.บต. ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลที่จัดตั้ง ศปก.กปต. ขึ้นมา ดังนั้นความไม่เป็นเอกภาพก็เกิดขึ้นกับภาคประชาชนที่เข้าไปช่วยงานรัฐบาล นั่นคือข้อที่จะ ต้องฝากไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ช่วยแก้ไขด้วย

ถัดไปครับ การพูดคุยเจรจาสันติภาพ ผมอยากจะเรียกการพูดคุยครั้งนี้ว่า เป็นการเจรจาต่อรองของโจร ไม่ใช่พูดคุยสันติภาพ ทั้ง ๆ ที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยกับการพูดคุย เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เราก็พูดคุยกับผู้ก่อความไม่สงบ มาเป็นระยะ ๆ ถึงขนาดมีผลงาน สามารถบอกได้ว่าเราเคยเจรจาให้มีการหยุดยิงได้ ถึง ๓ อําเภอในห้วงระยะเวลา หรือในช่วงที่เราประกาศยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ในอําเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี เป็นระยะเวลาเกือบ ๒ ปี ปรากฏว่าไม่เกิดเหตุร้าย เหตุรุนแรง ถามว่าเรื่องนี้ เกิดอะไรขึ้น เกิดความไม่มั่นใจว่าฮัสซัน ตอยิบ คือบุคคลที่มีอํานาจจริงที่จะพูดคุยกับกลุ่มอื่น หรือไม่เช่น กลุ่มญิฮาด กลุ่มอาร์เคเค (RKK) และอีกหลายกลุ่มที่มีจุดมุ่งหวังในการแบ่งแยก ดินแดน ท่านประธานครับ ท่านประชาคงทราบดีท่านจะมีบารมีหรือไม่เป็นเรื่องที่รัฐบาล จะให้ความไว้วางใจกับท่าน เพราะฉะนั้นการพูดคุยที่มีการแสดงละครหรือเป็นการ ทําการเมืองในเชิงการตลาดจะล้มเหลว ในโลกนี้ไม่ว่าเป็นการเจรจากันที่ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งผมไปดูการเจรจาและพูดคุยสันติภาพมา หรือที่บินนาเนาร์ การพูดคุยสันติภาพนั้นจะต้อง เริ่มต้นด้วยการหยุดยิง ไม่ใช่เจรจาต่อรองเพื่อขอให้มีการหยุดยิงในช่วงหลัง ดังนั้นผมจึง ขอฝากท่านประธานเอาไว้ว่าสิ่งที่เขาขอมา ๕ ข้อนั้น ข้อที่ ๑ บอกว่าการพูดคุยสันติภาพนี้ เป็นการพูดคุยระหว่างตัวแทนของนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพปาตานี ซึ่งนําโดยบีอาร์เอ็น (BRN) กับราชอาณาจักรไทย ข้อที่เขาแลกเปลี่ยนกับเราก็คือบอกว่า จะหยุดปฏิบัติการต่อเป้าหมาย ที่อ่อนแอ นั่นแสดงว่ารัฐไทยกําลังจะยื่นมือเข้าไปจับมือกับโจรโดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่จับ ตัวประกันที่เป็นผู้อ่อนแอและเขาจะไม่กระทํากับคนกลุ่มนั้น นิดเดียวครับท่านประธาน ผมจึงขอฝากเอาไว้ว่าข้อเสนอที่จะให้มีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษหรือออโตโนมี (Autonomy) ก็ตาม สิ่งนี้มันสอดคล้องกับคําพูดนาจีฟ สอดคล้องกับคําพูดของมหาเธร์ และ พลโท ภราดร ยอมรับว่าขั้นสุดท้ายของการเจรจา ก็คือเขตปกครองพิเศษ นั่นเป็นคําตอบ ในใจของคนที่ไปเจรจาเริ่มต้นที่ชื่อทักษิณหรือไม่ ประชาชนเขากังวล ขอให้รองนายกรัฐมนตรี ประชา ซึ่งผมคาดหวังสูง ได้โปรดดูแลความสงบสุขและรักษาราชอาณาจักรไทยเอาไว้ มิเช่นนั้นแล้วจะเสียใจไปจนกระทั่งลูกหลานว่ารัฐบาลนี้ทําให้เสียดินแดนครับ