พีรยศ ราฮิมมูลา หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องให้รัฐบาลแจ้งความชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายพีรยศ ราฮิมมูลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายรายงาน ผลการดําเนินการของรัฐบาลในปีแรก แล้วก็อาจจะคาบเกี่ยวในปีที่ ๒ สักนิดหนึ่งนะครับ ภายใต้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยจะเอาประเด็นในหมวดของความมั่นคงรัฐ ในข้อที่ ๖ ที่รัฐบาลได้นําเสนอตอนแถลงนโยบายครั้งแรกนะครับ คือการนําสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระผมเองพยายามที่จะเปิดรายงานที่ท่านสาธิต ขออภัยที่เอ่ยนาม บอกว่าน้ําหนัก ๑ กิโลกรัม ๘ ขีด มาดู ๆ แล้วก็ยังไม่เห็นมีอะไรรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลได้กระทํามา ที่ได้แถลงต่อสภาว่าจะนําสันติสุขอย่างไร มีผลสัมฤทธิ์อะไรบ้างจากการทํางาน ๑ ปีกว่า ๆ จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นมีอะไรเลยนอกเหนือจากสิ่งที่เขียนมา ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการที่แถลง นโยบายในฉบับที่แถลงนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับ เวลามีจํากัดครับ ถ้าจะพูดถึง ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วมันไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา ก็คือการเจรจาหรือการพูดคุยของรัฐบาลกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ก่อนที่จะ เจาะลึกตรงนั้นกระผมจําเป็นต้องเท้าความสักนิดหนึ่งนะครับว่า การที่สภาความมั่นคง แห่งชาติจะนําคณะไปพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ประเทศมาเลเซีย ก่อนหน้านั้นจะต้องมีผู้ที่ เข้าไปประสานงานเพื่อให้เกิดการพูดคุยให้ได้ จากข้อมูลที่กระผมได้ศึกษามาตลอดก็คงหนี ไม่พ้นอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้ประสานกับผู้นําประเทศเพื่อนบ้านว่าขอพบ กลุ่มขบวนการเพื่อที่จะพูดคุย ท่านผู้นํามาเลเซียก็ไม่ขัดข้องครับ เพราะว่าท่านเองก็ถูก กล่าวหามาตลอดว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังบ้างอะไรบ้าง ที่สนับสนุนขบวนการ ก็เลยสั่งการให้ หน่วยตํารวจสันติบาลของมาเลเซียให้ไปพบกลุ่มขบวนการเพื่อจะได้พบกับอดีตผู้นําประเทศไทย ฯพณฯ ทักษิณ เพราะเท่าที่ผมทราบมาบรรดากลุ่มกระบวนการที่หลบไปอยู่ในประเทศ เพื่อนบ้านนั้นจะอาศัยตํารวจสันติบาลเป็นหลัก ที่รัฐบาลมาเลเซียหรือประเทศเพื่อนบ้าน มอบหมายให้ช่วยดูแลพวกนี้ เมื่อประสานได้แล้วอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็เดินทางไปที่ กัวลาลัมเปอร์ ไปพักที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วฝ่ายกลุ่มบีอาร์เอ็น ก็ได้เข้าไปพบท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประมาณ ๑๘ คน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า อันนี้จากรายงานข้อมูลที่ผมทราบมานะครับว่าในช่วงที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พวกท่านทั้งหลายจะช่วยกันลดความรุนแรงหรือว่ายุติความรุนแรงได้ไหม และอันนี้ผมก็เป็นรายงานที่ผมรับทราบมาจากหน่วยของประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดียวกัน เผอิญผมเป็นนักเรียน เรียนที่อังกฤษแล้วก็มีเพื่อนหลายคนที่จบอังกฤษด้วยกันเป็นรัฐมนตรี ทํางานอยู่ในหน่วยงานความมั่นคงของมาเลเซียก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมา ความตั้งใจ ของอดีตนายกรัฐมนตรีต้องการพบคนคนหนึ่งที่มีความสําคัญมาก จากรายงาน แต่บังเอิญ คนคนนั้นไม่ได้ไปร่วมด้วย ๑ ในจํานวน ๑๘ คน นอกจากไม่ไปร่วมแล้วยังฝากคําพูดที่ น่าเป็นห่วงมากว่าผมไม่มีวันอภัยให้ท่านทักษิณที่ฆ่าพี่น้องผมที่กรือเซะและตากใบ อันนี้คือ คําพูดของคนที่ความตั้งใจที่จะไปพบด้วยคนนี้ แต่เขาไม่ออกมา หลังจากนั้นไม่นานก็มีการจัด คณะโดยรัฐบาลมอบหมายให้ท่านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งเลขาธิการ ศอ.บต. และคณะอีกหลาย ๆ ท่านได้ไปมาเลเซีย ในที่สุดได้ไปเซ็นเอ็มโอยูตามข่าวที่ เราทราบกันนะครับ ผมก็ประหลาดใจมากครับ การที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ตัดสินใจ เอากลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) เพียงกลุ่มเดียว ผมขออนุญาตเพิ่มเติมตรงนี้นะครับ เพื่อนสมาชิก หลายท่านไม่ทราบคําย่อของบีอาร์เอ็นนะครับ เวลามันจํากัดมาก บีอาร์เอ็น เป็นคําย่อภาษา มลายูครับ บาไรซัน เรโวลูซิ เนชั่นแนล (Barisan Revolusi National) ถ้าแปลเป็น ภาษาไทยแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติปัตตานี อันนี้ชื่อก็บอกแล้ว แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติปัตตานี คณะที่มาภายใต้การนําของอุสตาซ ฮาซัน ตอยิบ นั้น ผมไม่ได้ปฏิเสธครับ คน ๆ นี้เป็น บีอาร์เอ็นจริง เพราะเขาอยู่ในอําเภอเดียวกันกับผม ในสมัยนั้นอําเภอเจาะไอร้องของผม อําเภอจะแนะ อยู่ในอําเภอระแงะ ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์รู้ดี เพราะท่านเคยอยู่ กระทรวงมหาดไทยนะครับ เพราะฉะนั้นฮาซัน ตอยิบ อยู่บ้านบาโงสโต เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว เราก็ทราบดีว่าทางฝ่ายรัฐระแวงโรงเรียนปอเนาะหรือสถาบันปอเนาะ ทําให้ฮาซันไม่สามารถ อยู่ได้ ก็ข้ามไปประเทศมาเลเซีย ข้ามไปอยู่ทางโน้นนะครับ จากนักข่าวคนหนึ่งไปสัมภาษณ์ คุณแม่ของท่าน อายุ ๘๐ ปีแล้ว บอกว่าท่านฮาซันได้ออกจากประเทศไทย ได้ออกจากบ้าน ไป ๓๐ ปีแล้ว ไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย และไม่เคยกลับมาประเทศไทย ผมถามตรงนี้ นิดเดียวครับ ว่าในเมื่อฮาซัน ตอยิบ ไปอยู่ทางโน้น ๓๐ ปี ความเป็นพลเมืองไทย บัตรประชาชนของเขามีการต่อหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีการต่อ ฮาซัน ตอยิบ วันนี้ไม่ใช่ฐานะของ คนไทยแล้ว เขาต้องเป็นประชากรของมาเลเซียโดยปริยาย อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝาก ข้อคิดตรงนี้ว่าการไปพูดคุย อย่ามาอ้างว่าเป็นคนไทย ใช่อดีตคนไทย เพราะฉะนั้นคณะของ ฮาซัน ตอยิบ แล้วได้คุยแล้วผมก็แปลกใจว่า เราพยายามเซ็นเอ็มโอยู เพื่อที่จะพูดคุย สร้างความคุ้นเคย ความรู้จักซึ่งกันและกัน เพื่อหาแนวทางในการที่เราจะสร้างสันติสุข ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภายใต้ ในที่สุด วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ ได้เซ็นเอ็มโอยู หลังจากนั้นอีกเดือนหนึ่งก็ไปพบอีก ผมไม่ทราบอีท่าไหนนะครับ ในการพูดคุยเพื่อสร้าง สันติภาพ มันกลายเป็นการเจรจาจากคําว่า พีซ ไดอะลอก (Please dialog) และพีซ ทอล์ก (Please talk) กลายเป็นดิสโซซิเอชัน (Dissociation) ไปโดยปริยาย ท่านประธานที่เคารพ ครับ ในอดีตรัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ และหลายหน่วยงาน ไปประสานกับกลุ่มกระบวนการต่าง ๆ เมื่อกลับมาแล้วรายงานผ่านกองทัพ แม่ทัพภาคที่ ๔ รายงานมาข้างบน ผู้หลักผู้ใหญ่ข้างบนปฏิเสธว่าสิ่งที่พวกลื้อไปทํานั้นฉันไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่รัฐไทยยอมรับกลุ่มขบวนการนะครับ ยอมรับ กลุ่มขบวนการ ที่ผ่านมาเราปฏิเสธ เราบอกว่าเราจะไม่คุยกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน เราไม่คุยกับกลุ่มกบฏ แต่วันนี้ภายใต้รัฐบาลนี้มันเกิดอะไรขึ้นนะครับ ผมสนับสนุนครับ การพูดคุย เพราะปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างนั้นต้องจบด้วยการพูดคุย แต่มันใช่เวลาหรือยัง ถ้าผมจะเปรียบเทียบครั้งนี้ รัฐบาลได้เอารถด่วนพิเศษมาจอดที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ และคนที่ขับรถด่วนพิเศษอันนี้ ก็คือท่านภราดร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายสถานี ก็คือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นนายสถานีโบกธงเขียวให้รถไฟ ขบวนพิเศษนี้แล่นไปเพื่อการพูดคุย แต่น่าเสียดายครับ รัฐบาลได้เชิญแขกพิเศษ เพียงกลุ่มเดียว คือกลุ่มบีอาร์เอ็น คอออร์ดิเนท (Coordinate) ไปนั่งบนรถขบวนพิเศษ ทั้ง ๆ ที่กระบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภายใต้มันมีหลายกลุ่ม ผมไม่เข้าใจ ตรงนี้ว่าเหตุผลอะไรที่สภาความมั่นแห่งชาติเชื่อในกลุ่มของบีอาร์เอ็นเพียงกลุ่มเดียว เมื่อกลุ่มนี้ไปนั่งบนรถขบวนพิเศษ กลุ่มที่ไม่ได้รับเชิญไปนั่งด้วยเขามีสิทธิที่จะระแวงว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นไปรับอะไรกับรัฐบาล และข่าวที่ออกไปนี้นะครับ การเซ็นเอ็มโอยูออกไป ทั่วโลกจากอดีต เพียงแต่ว่าเรารู้ว่ามีขบวนการนั้น ขบวนการนี้อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อข่าวนี้ ออกไปแล้วเท่ากับตอกย้ําว่ากลุ่มขบวนการเป็นตัวจริงเสียงจริงออกมาแล้วครับ นี่คือประเด็น ปัญหาว่ากลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นพูโล มูจาฮีดีน และกลุ่มอื่น ๆ