อรรถพร พลบุตร อภิปรายผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีและเรียกร้องปรามปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่ารัฐบาลล้มเหลวในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ และอ้างข้อมูลจากสํานักวิจัยเอแบคโพลล์ และท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อสนับสนุนข้อความของเขา
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่ให้โอกาสอภิปรายผลการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในปีที่ ๑ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๕ ผมจะอภิปราย ในประเด็นที่ต่อเนื่องจากท่าน ส.ส. รังสิมา รอดรัศมี ในนโยบายในเรื่องของการปรามปราม การทุจริตคอร์รัปชัน
ท่านประธานครับ ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้ประชาชนคนไทยตกอยู่ ในภาวะข้าวยากหมากแพง การดํารงชีวิตดํารงลมหายใจก็เป็นไปด้วยความฝืดเคือง คับแค้น อย่างเข้มข้นจากภาวะของแพงทั้งแผ่นดิน ภาวะที่เศรษฐกิจได้ตกต่ําอย่างถึงขีดสุด ประชาชน คนไทยซึ่งไม่มีวาสนาบารมีจะไปใช้เงินสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ้างใครมาร้องเพลงให้ฟัง ใต้แสงเทียน ก็อยู่ในภาวะที่เป็นโศกนาฏกรรมสาหัสแห่งชีวิตครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องทน ก็เลือกไปแล้วครับ ก็เป็นหนึ่งในคน ๑๐ กว่าล้านคนที่เลือกเข้าไป ก็ต้องทนนะครับ บางคนก็อาจจะไปปรบมือเชียร์ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานด้วยซ้ําไป ก็ต้องทน ครบวาระขึ้นมาเมื่อไรก็มาพิพากษาลงโทษกัน แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าคนไทย ทนไม่ไหวครับ ทนไม่ไหวมันก็มีความรู้สึกว่าหยาดเหงื่อของเขาเรี่ยวแรงที่มันเหลือน้อย ของเขาในการดํารงชีพทุ่มเทเสียภาษีอากรขูดเลือดขูดเนื้อก็มีคนบางกลุ่มต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา คําท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ก็มาทุจริตคอร์รัปชันหาประโยชน์จากหยาดเหงื่อ ของคนจน หาจากหยาดเหงื่อคนที่อาจจะถูกประณามว่าเป็นไพร่อะไรก็ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เขาทนไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมพูดอย่างนี้เพื่อจะโยงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ ได้ล้มเหลวในนโยบายป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นนโยบาย ข้อ ๑.๓ ถ้าท่านประธานอาจจะบอกว่าก็ผมเป็นฝ่ายค้าน ผมก็ต้องตําหนิติเตียนไม่ใช่มาพูดฝ่ายเดียวครับ ผมพูดนี้มีพื้นฐานรองรับจากการสํารวจ ของสํานักวิจัยเอแบคโพลล์ (ABAC Poll) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยนางสาวบุญฑริก อิศรางกูร ณ อยุธยา เขาสํารวจความคิดเห็นของประชาชน ๑๗ จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดเพชรบุรี บ้านผมด้วย ผลก็ออกมาชัดเจนเป็นข้อมูลทางวิชาการที่บริสุทธิ์ก็บอกว่ากลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ ๗๓.๕ คิดว่าการประกาศต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันของนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้มีที่คิดว่าช่วยได้เพียงร้อยละ ๒๖.๕ ซึ่งเป็น ส่วนน้อยมาก ท่านประธานเห็นไหมครับ ขณะเดียวกันนางสาวบุญฑริก อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อํานวยการก็ยังระบุประกอบแนบท้ายข้อมูลทางวิชาการตรงนี้บอกว่าปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันในความคิดเห็นของประชาชนกําลังเข้าขั้นวิกฤติไร้ซึ่งความเชื่อมั่น ไว้วางใจจากประชาชนต่อคําพูดและการประพฤติปฏิบัติของนักการเมืองกลุ่มคน มีหลากหลายภาคส่วน ซึ่งมีบทบาทสําคัญในการบริหารประเทศไม่ใช่คนเดียวที่พูดอย่างนี้ครับ อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิชาการบริสุทธิ์และเป็นคนซึ่งไม่ได้มีเสื้อสีหรือเกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองใดคือท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งกล่าวต่อ สาธารณชนชัดเจนว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา มีแต่โทรมกับ ทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งก้าวสู่ยุคมหาวิกฤติคอร์รัปชัน ประธานคงไม่เคยได้ยินคํานี้นะครับ มหาวิกฤติคอร์รัปชัน ผมไม่พูดรายละเอียดครับ จะใช้เวลามากเกินไป อีกคนก็ได้ครับ เพื่อให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ ก็เป็นข้อมูลที่เปิดเผยในทางวิชาการอย่างชัดเจน ก็คือ ท่านธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิบดีฝ่ายวิจัยและอํานวยการศูนย์ประชากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไม่ใช่นักการเมืองนะครับ ท่านพูดชัดเจนผมจะตัดตอนที่สําคัญ ท่านบอกว่าได้พบว่าการรับเงินพิเศษหรือมีเงินพิเศษที่จะใช้จ่ายโครงการต่าง ๆ โดยนักธุรกิจ บอกว่ามีอัตราเงินสินบนหรือเงินพิเศษประมาณร้อยละ ๑๐ ของมูลค่าโครงการ แต่ในปัจจุบันนี้ ที่ค้นพบคือค่าเฉลี่ยมีถึงประมาณร้อยละ ๒๕ ถึง ๓๐ ครับ ฉะนั้นปัญหาคอร์รัปชัน จึงเป็นปัญหาที่รุนแรง และทําให้เสียงบประมาณถึงปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ละครับ คือข้อพิสูจน์ว่านโยบาย ๑.๓ ของรัฐบาลล้มเหลว ผมได้มีโอกาสพูดคุย กับเพื่อนบางคนที่รวยกับโครงการก่อสร้าง เขาบอกว่าไปคุยกับหน่วยงานภาครัฐ เขาบอก เลยว่าต้องส่งเงินเข้าส่วนกลางอย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารับได้ก็เอางานไปมันระบาด ไปทั่ววงการครับ ตรงนี้ละครับ คําที่พูดถึงเจ๊ พูดถึงหลงจู๊ พูดถึงพระครูปลัดมันจึงกระหึ่ม วงการก่อสร้างไปหมด และสิ่งเหล่านี้ครับ คือสิ่งที่ทําให้เราได้เห็นถึงความชัดเจนถึง ความล้มเหลวของนโยบายปราบปรามคอร์รัปชันของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีตัวอย่างอีกค่อนมากพอสมควร แต่ว่าเวลาทําไมมันหมด อย่างรวดเร็วนะครับ ผมจําได้ว่าผมมีเวลา ๘ นาที ฉะนั้นผมก็ขออนุญาต ๑ นาทีเดียวครับ เพราะว่าเพิ่งทราบว่าเวลาถูกลดลงว่า ผมมีตัวอย่างค่อนข้างเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ พันตํารวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐ ป.ป.ท. ที่ถูกย้ายเขาไปพูดถึงการทุจริตเรื่องโครงการเยียวยาน้ําท่วม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณสุภา ซึ่งถูกปลดจากคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการจํานําข้าว จากตําแหน่ง เพราะไปบอกว่าขาดทุน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่มีโอกาสแล้วครับ ผมสรุปเลยว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปีนี้และปีต่อไปต้องเพิ่มความเข้มข้น ในการปราบปรามเรื่องเหล่านี้ ท่านมีกรรมอันหนึ่งครับ ที่ปฏิเสธไม่ได้ท่านเลือกเกิดไม่ได้ ท่านต้องเลยเป็นน้องสาวของคนซึ่งเคยถูกข้อหาทุจริต ฉะนั้นท่านต้องพิสูจน์ตัวเองให้มัน เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ว่านโยบายการปราบคอร์รัปชันของท่านมันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องที่ ไม่จริง เหมือนเรื่องการลดราคาน้ํามันและการขึ้นค่าแก๊สหรือว่าเรื่องการล้างหนี้ให้ชาวไทย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระสําคัญ เป็นเรื่องไม่จริง ท่านต้องทําเรื่องนี้ให้จริงจัง ท่านต้องพิสูจน์ ให้เห็นครับว่าการโกงหรือการโคตรโกงมันไม่ใช่เรื่องของกรรมพันธุ์ครับ ขอบคุณครับ