นิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล หารือเรื่องผลงานรัฐบาลปีแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการหมุนเวียนเศรษฐกิจของประเทศ และการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจํานําข้าว การแก้ไขปัญหาการทํางานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออก
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงจากท่านครูมานิตย์ และท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านนะครับ แล้วก็ขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงใน ๓ เรื่องด้วยกัน นะครับ เรื่องแรกคงจะเป็นเรื่องของการจัดทํารายงานผลงานรัฐบาลปีแรกนี้นะครับ ซึ่งกระผมเองเป็นประธานกรรมการในการจัดทํารายงานผลงาน เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องโครงการ จํานําข้าว และเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการส่งออกครับ
เรื่องแรกนะครับ เรื่องการจัดทํารายงานผลงานประจําปีของรัฐบาลปีแรกนี้ ทางคณะทํางานได้เร่งรีบทํางาน แล้วก็สรุปผลงานให้แล้วเสร็จ ส่งสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วันเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เสร็จแล้วหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎร จะต้องให้เวลากับทางรัฐบาลเพื่อมาแถลงผลงาน ก็ได้ในวันนี้ เมื่อวานนี้นะครับ ก็ต้อง ขอขอบพระคุณทางท่านประธานและทางสภาผู้แทนราษฎรที่ให้เวลากับทางรัฐบาลในการ แถลงผลงาน ซึ่งนับรวมเวลาจากที่ทํารายงานเสร็จส่งมาก็ ๓๙๕ วัน อันนี้เป็นเรื่องที่ ดําเนินการตามกระบวนการ ไม่ได้มีกฎหมายใด ๆ ที่บังคับว่าต้องมาแถลงเมื่อไร แล้วแต่ สภาผู้แทนราษฎร ผมย้อนกลับไปดูอดีตครับ ในยุคก่อนรัฐบาลที่ผ่านมาใช้เวลาในการทํา รายงาน ๑๒๔ วัน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ จนถึงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และได้มาแถลงผลงาน ๑ ปี ๒ เดือน ๔๒๕ วัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทํามาก็ไมได้ช้ากว่าที่เคย เป็นมา เร็วกว่าด้วยซ้ํานะครับ ต้องขอกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพผ่านท่านประธานว่า ผลงานของรัฐบาลที่ทํามานั้นเป็นผลงานจริงแล้วก็เชื่อถือได้ เป็นของจริงทั้งหมด อันนี้ ก็อยากจะเรียนในเบื้องต้นเรื่องแรกนะครับ
เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียนเรื่องโครงการจํานําข้าว ผมได้ขออนุญาต ท่านประธานในการใช้แผ่นใส ท่านประธานได้อนุมัติแล้ว ขออนุญาตดูแผ่นใสเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมขอเริ่มต้นโครงการนะครับ วัตถุประสงค์ของโครงการจํานําข้าว มีอยู่ ๔ ประเด็นใหญ่และเป็นประเด็นที่สําคัญ
ประเด็นแรกเป็นเรื่องการยกระดับราคารายได้ของชาวนา ความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นของชาวนา เกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนานะครับ เป็นเกษตรกรที่มีรายได้ต่อหัว ต่อปีต่ํามาก ต่ําที่สุด เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความดูแลแก้ไขนะครับ ประเด็นที่ ๒ วัตถุประสงค์ก็คือว่า เมื่อเราให้รายได้กับชาวนามากขึ้น ท่านมีเงินทองที่จะไป จับจ่ายใช้สอย การที่ท่านเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องของการหมุนเวียนเศรษฐกิจของ ประเทศ ทําให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว มีความมั่นคง มีเสถียรภาพมากขึ้น นั่นเป็น ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ วิธีการจํานําข้าวเป็นวิธีการที่จะทําให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ วิธีอื่นราคาข้าว ตกเอา ๆ ผมมีกราฟซึ่งจะแสดงให้ทราบในภายหลังนะครับ เรื่องที่ ๔ ข้าวไทยเป็นข้าวซึ่งมี ราคาแพง สูงกว่าข้าวอื่น ๆ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ชาร์ท (Chart) เมื่อคืนก็แสดงให้เห็น แล้วนะครับ ถ้าเราสามารถประคองราคา รักษาราคาข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ เราก็สามารถที่จะชี้นําราคาของโลกได้นะครับ
ขอชาร์ทต่อไปนะครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับ ตัวเลขจีดีพี ว่าจริง ๆ แล้วภาคเกษตรให้ผลทางด้านจีดีพีกับประเทศถึง ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ และใน ๘.๕ เปอร์เซ็นต์นี้แน่นอนที่สุดเป็นเรื่องข้าวที่สําคัญอันหนึ่ง ดูแล้วดูราคาข้าวที่สูงขึ้น เมื่อมีการจํานํากับเมื่อไม่มีการจํานํานะครับ ก็สูงขึ้นตันละประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท รวมแล้วถ้าคิดจํานวนข้าวแล้วเราสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรถึง ๑.๔๓ แสน ล้านบาท หรือ ๑๔๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ คิดต่อหัวแล้วเกษตรกรได้รายได้เพิ่มขึ้น ๖๖,๐๐๐ บาทต่อคนนะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่ส่วนเพิ่มเฉย ๆ นะครับ ทําให้จีดีพีโตถึง ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ นอกจากนั้นอย่างที่ผมเรียนนะครับ ว่าการที่ชาวนามีรายได้ มากขึ้น ชาวนาผู้มีรายได้น้อยก็จะใช้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยเพื่อการครองชีพของตน เป็นส่วนใหญ่นะครับ
ชาร์ทต่อไปนะครับอยากเรียนว่าโครงการจํานําข้าวนี้เป็นโครงการทางเลือก ประชาชนชาวนามีสิทธิเลือกได้ เราจํานําข้าวผลผลิตต่อปีมีทั้งหมดประมาณ ๓๗-๓๘ ล้านตัน นะครับ เราจํานําข้าวปีละประมาณ ๒๑-๒๒ ล้านตัน หรือประมาณ ๕๘ ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่ามีข้าวในตลาดเหลืออยู่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้เป็นเครื่องยืนยัน นะครับว่าเมื่อมีข้าวอยู่ในตลาด ประชาชนมีสิทธิเลือกนะครับ พ่อค้ามีสิทธิเลือกไปซื้อข้าว มีการดําเนินการตลาดอย่างเสรี เพราะฉะนั้นมิได้ทําลายกลไกตลาดแต่อย่างใดนะครับ
ชาร์ทต่อไปผมอยากจะแสดงถึงราคาข้าวซึ่งทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าข้าวเปลือก หอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ข้าวเปลือกปทุมก็ราคาลดหลั่นไป แล้วมีข้าวเปลือกเจ้าซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ข้าวพวกนี้ถ้า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท นะครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๔,๘๐๐ บาท ลดหลั่นกันไปจนถึงประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์นี้ก็ได้ ๑๓,๘๐๐ บาท อันนี้เป็นราคาที่ประกาศทราบโดยทั่วกันนะครับ
ต่อไปนะครับ ที่ท่านบอกว่าชาวนาไม่ได้เงินเต็มที่ แน่นอนสิครับ ในวิธีการ ชาร์จต่อไปแสดงให้เห็นถึงวิธีการว่าที่เขาค้าขายกันทั้งพ่อค้าและชาวนาทราบกันนะครับว่า ถ้าความชื้นเยอะ มีสิ่งเจือปน ท่านถูกหัก แล้วเรื่องนี้ประกาศทั่วไปประกาศที่โรงสีจุดรับ จํานํานะครับ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทํากันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้าวของท่าน ถ้าคุณภาพข้าวท่านดี ท่านก็ได้รับไปเต็ม ๆ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่กรณีที่ผมแสดง ถ้าความชื้น อยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มีสิ่งเจือปนประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ชาวนาจะได้เงิน ๑๓,๕๗๕ บาท/ตัน นะครับ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าวิธีการทั้งหลายโปร่งใสชัดเจน ประกาศให้ทราบโดยทั่ว กันและชาวนาได้เงินเต็มที่นะครับ
ชาร์ทต่อไปเป็นเรื่องในขั้นตอนการทํางานมีมาตรการป้องปราม ต้องการทํา ให้โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนนะครับ ชาร์ทนี้อาจจะเล็กนะครับ เรามีชาร์ทใหญ่ แต่ผม ว่าด้วยเวลาน้อยที่ทางรัฐบาลได้อยู่นี่ก็คงจะสรุปให้ทราบคร่าว ๆ นะครับ อย่างเช่น เรื่องเกี่ยวกับการจดทะเบียนเกษตรกร ใบรับรองเกษตรกรก็มีประชาคมนะครับ ซึ่งมีตัวแทน ท้องถิ่น มีเกษตรกรที่แต่งตั้งเป็นทางการถึง ๕ คน ไม่เป็นทางการนี่ก็เป็นชุมชน อันนี้ก็ชัดเจน ว่าโปร่งใสนะครับ แล้วก็เราใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบ สมัยเริ่มต่อไปนี้จะใช้ ดาวเทียมครับ จีพีเอส (GPS) ไปดูพื้นที่เลยนะครับ เพราะฉะนั้นจะดูชัดเจนว่าที่ไหนปลูก เท่าไรอย่างไรนะครับ นอกจากนั้นยังมีเขียนไว้ในใบรับรองเกษตรกรนะครับว่าถ้ามีการสวม สิทธิจะมีโทษจําคุก ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาทนะครับ อันนี้ก็มีไว้ชัดเจน หรือเรื่องเกี่ยวกับการจํานําที่โรงสี ก็มีนะครับ มีคณะกรรมการที่จะตรวจสอบที่จะดูความชื้น ดูน้ําหนัก ดูอะไรก็ดี ปีนี้เพิ่มเติมก็คือว่าเราได้เชิญตัวแทนจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคม ชาวนาทั้ง ๓ สมาคม ให้ส่งตัวแทนมาประจําเลยครับ เพื่อความมั่นใจว่ากลุ่มบุคคลทั้ง ๓ ท่านนี้ แต่ละจุด ในทุกจุดจะช่วยกันดูแลให้ความเป็นธรรมกับประชาชนนะครับ อันนี้เราก็ พยายามให้มีการส่วนร่วมของภาคประชาชนให้ยิ่งมากขึ้นอีกนะครับ เพิ่มเติมจากระบบไอที (IT) ที่เรามีอยู่ ระบบกล้องวงจรปิดที่เราเชื่อมตรงมาสู่ศูนย์กลาง ระบบอื่น ๆ อีกมากมาย นะครับ ด้วยเวลาอันจํากัดนี้ก็ยกตัวอย่างนะครับ เรื่องการจ่ายเงินกับเกษตรกรเรามี ใบประทวนใบประทวนไปยื่นที่ ธ.ก.ส. นะครับ ตอนนี้ระบบออนไลน์ (Online) ทั้งระบบ เพราะฉะนั้นข้อมูลจะต่อเชื่อมกัน ตรวจสอบได้ แล้วก็วิธีการจ่ายเงิน คือจ่ายเข้าบัญชี เกษตรกรชาวนา เพราะฉะนั้นไม่มีทางรั่วไหลครับ ชาวนาได้เงินแน่นอนเต็มจํานวนจาก ใบประทวน อันนี้ยกตัวอย่างคร่าว ๆ ด้วยเวลาอันจํากัด
อยากจะให้ดูชาร์ท (Chart) ต่อไป อันนี้ก็เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่เราจะใช้ ในปีนี้นะครับ ซึ่งจะทําระบบข้อมูลรวม ข้อมูลกลางข้อมูลเดียวใช้กับทุกหน่วยทุกงานเพื่อ การตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ําถึงปลายน้ํา ตั้งแต่จุดจดทะเบียนเกษตรกร ใบรับรองเกษตรกร จํานําข้าว ใบประทวน การจ่ายเงิน การควบคุมสต็อก (Stock) อยู่ในระบบนี้ทั้งหมดนะครับ เชื่อมโยงกันดูได้ทุกจุด ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ซึ่งจะดําเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้นะครับ
ต่อไปมีคําถามเรื่องจํานําข้าวมาแล้วเท่าไร ระบายไปแล้วเท่าไร อยากเรียน อย่างนี้ครับ เราจํานําข้าวตั้งแต่ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ นี้นะครับ รวมทั้งสิ้นข้าวเปลือก ๒๑.๘ ล้านตัน แปลงเป็นข้าวสารประมาณ ๑๓.๕ ล้านตัน ข้าวเปลือกในปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ๒๒ ล้านตันเศษ เป็นข้าวสารประมาณ ๑๓.๘๘ ล้านตัน อันนี้เป็นสูตรที่รู้ทั่วไป รวมแล้ว ข้าวเปลือกทั้งหมดตั้งแต่เราเข้ามาปี ๒๕๕๔ จนถึงบัดนี้ประมาณข้าวเปลือก ๔๔ ล้านตันเป็น ข้าวสาร ๒๗ ล้านตัน ส่วนการใช้เงินเฉลี่ยแล้วก็ปีละประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็ ตามสูตรที่เป็นราคาดังนั้น แล้วก็มีข้าวเฉลี่ยจากหลายชนิดก็ใช้เงินประมาณนั้น ส่วนการ ระบายนั้น ตอนนี้จนถึงบัดนี้เราระบายไปแล้วประมาณ ๑๑.๗ ล้านตันข้าวสารนะครับ จากจํานวนรวม ๒๗.๔ ล้านตัน เพราะฉะนั้นเรามีข้าวเหลืออยู่ประมาณ ๑๐.๘ ล้านตันนะครับ แต่ใน ๑๐.๘ ล้านตัน มีภาระผูกพันอยู่ ๕ ล้านตัน อันนี้ก็เป็นตัวเลขปัจจุบัน เราระบายโดย ผ่านวิธีการจีทูจี ประมูลขายทั่วไป ขายองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ใช้เอเฟท (AFET) ตลาดล่วงหน้า อันนี้ก็เป็นที่ทราบอยู่ อยากเรียนอย่างนี้ครับว่าด้วยสต็อก ๑๐ ล้านตัน ณ ปลายปี ๒๕๕๖ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเราจะมีขายอยู่ประมาณ ๑๐ ล้านตัน ระหว่างปี เราก็จะใช้อันนี้ไปขาย ขณะนี้ก็จะมีการลงนามสัญญาและเจรจาอยู่ที่ยังเพนดิ้ง (Pending) อยู่ที่กําลังทําอยู่ รวมทั้งของบริษัทที่ ๑.๒ ล้านตันนั้นที่กําลังจะเซ็นสัญญาภายในอาทิตย์ ๒ อาทิตย์นี้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าได้เซ็นสัญญาแล้ว ผมไปเจรจามาเองรู้อยู่แก่ใจพร้อม ทั้งคณะ เพราะฉะนั้นข่าวนั้นก็คงจะไม่ใช่นะครับ เราพูดกันมาก ๆ เรื่องข้าวเน่า ข้าวเสีย ข้าวมีพิษ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าผมไปขายในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศอิหร่าน ประเทศจีน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศฮ่องกงอะไร ทั้งหลาย การพูดกันมาก ๆ เรื่องข้าวเน่า ข้าวเสีย ข้าวมีพิษ ทราบกันทั่วโลกครับแม้เราจะพูด กันในห้องนี้หรือกับสื่อในประเทศ แต่ต่างประเทศทราบกันหมด และจะเรียนว่าราคาข้าวเรา ตกลง ๆ นะครับ ขายยากขึ้น อยากเรียนอย่างนั้น ก็ต้องขอความกรุณาว่าเรื่องพวกนี้มันก็ เป็นการทําลายอนาคตของข้าวไทยนะครับ
แผ่นต่อไปนะครับเป็นเรื่องราคาเมื่อมีการจํานําและไม่มีจํานํานะครับ มีราคา เปรียบเทียบนะครับ ในตรงกลางชาร์ทที่มีเส้นประเส้นเหลือง ๆ นั้นเป็นช่วงที่เป็นราคา ข้าวเปลือกก่อนการจํานํา ส่วนตรงที่เป็นบาร์คล้าย ๆ สนามรักบี้นั้นนะครับ ถ้าเป็นเส้น ขีดข้างบนนั้นคือราคาจํานําที่ ๑๔,๘๐๐ บาท ส่วนถ้าคุณไม่จํานําราคาข้าวก็สูงกว่าในสมัยที่ ไม่ได้จํานําข้าว ราคาที่ไม่ได้จํานํา ข้าวที่ไม่ได้จํานํากับเราวันนี้ ราคาสูงกว่าราคาข้าว เมื่อสมัยโน้นตามชาร์ทนั้น อันนี้เป็นสถิติข้อมูลที่ดูได้นะครับ เก็บโดยสํานักงานข้อมูล ทั้งหลายของกระทรวงพาณิชย์และของที่อื่นด้วยนะครับ เรื่องการจํานําข้าวนอกจากทําราคา ได้ดีอย่างนี้แล้ว ผมอยากจะเรียนว่าประโยชน์โดยตรงกับชาวนานะครับ
มีเรื่องที่จะชี้ให้ดูในชาร์ทต่อไปซึ่งได้มีการพูดกันอยู่บ้างแล้วนะครับว่าชาวนา มีเงินออมมากขึ้นนะครับ ในปี ๒๕๕๔ เฉลี่ยต่อบัญชีของเงินฝากมีประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท เฉลี่ยต่อบัญชีของชาวนานะครับ ปี ๒๕๕๕ มี ๑๔,๐๐๐ บาท ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๖ ๑๗,๐๐๐ บาทนะครับ สูงขึ้นเรื่อย ๆ และยอดบัญชีก็สูงขึ้น เงินออมของชาวนา ดีขึ้นครับ ราคาข้าวดี รายได้ของชาวนาดี เรื่องการจ่ายหนี้ครับ เมื่อมีเงินมาใช้ก็จ่ายหนี้ด้วย ชาวนาจ่ายหนี้ได้ดีขึ้น ปี ๒๕๕๔ จ่ายได้ ๙๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๕ จ่าย ๙๖ เปอร์เซ็นต์ ของหนี้นะครับ ปี ๒๕๕๖ จ่าย ๙๗ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวเลข ธ.ก.ส. เก็บมาจริง ๆ จาก บัญชีของชาวนานะครับ ผมอยากให้ดูอีกชาร์ทหนึ่งครับว่าสิ่งที่เราทําท่านเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ นี่คือตัวเลขที่ได้มาจากสภาพัฒน์ นี่คือตัวเลขจํานวนคนจนและสัดส่วนคนจน อยากเรียนว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดีนะครับว่าในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ นั้น จํานวนคนจนและอัตราคนจน ต่อคนรวยลดลง คนจนน้อยลง ในปี ๒๕๕๑ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๒ ๑๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๓ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๔ ๘.๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๕ ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงทุกปี อันนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์อีกอันหนึ่งว่าโครงการนี้น่าจะไปได้ดีนะครับ เป็นสิ่งที่ชาวนาต้องการ และช่วยเหลือชาวนาจริง ๆ
แผ่นต่อไปครับ เพื่อความรวดเร็วนะครับ สถานการณ์ข้าวโลก เราพูดกัน เรื่อย ๆ นะครับว่าไทยเป็นแชมป์ส่งออก ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าดูต้องดูอย่างนี้ว่าแต่ ละประเทศคู่แข่งเขาผลิตกันเท่าไร ใช้เท่าไร เหลือเท่าไร ขายเท่าไร อยากเรียนว่า สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในช่วง ๒ ปีนี้ เป็นเพราะประเทศอินเดียซึ่งส่งข้าวน้อยมาก ๒ ปีที่ ผ่านมาส่งข้าวประมาณปีละ ๙-๑๐ ตัน จากส่งที่ประมาณ ๓ ตันต่อปี เพราะฉะนั้นประเทศ อินเดียผลิตข้าวได้เยอะ ส่งออกเยอะ เมื่อไรก็ตามถ้าประเทศอินเดียมีนโยบายส่งออกข้าว อย่างนี้มาก ๆ เราเหนื่อยเพราะว่าข้าวเราผลิตเป็นอันดับ ๖ นะครับ ประเทศจีนอันดับ ๑ ๑๔๓ ตันต่อปีนะครับ ประเทศอินเดีย ๑๐๔ ประเทศอินโดนีเซีย ๓๖ ประเทศเวียดนาม ๒๗ ประเทศไทย ๒๐ ข้าวสารนะครับ แล้วก็ส่งออกของประเทศอินเดีย อย่างที่ผมเรียนปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ส่ง ๑๐ ล้านตัน ประเทศเวียดนาม ๗.๔ ประเทศไทย ๗.๐ มองจํานวนเราน้อย แต่ถ้ามองมูลค่าเงินเรายังมากกว่านะครับในปี ๒๕๕๕ แต่ในปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ นี้ เรา เชื่อมั่นว่าเราจะมีปริมาณที่สูงกว่าเวียดนามแต่ถามว่าเราจะสูงกว่าประเทศอินเดียไหม ผมเรียนว่ายากครับ เพราะเขายังส่ง ๑๐ ล้านตัน อันนี้ต้องยอมรับความจริงครับ อันนี้คือ การผลิตของเขา และการส่งออกของเขา เพราะฉะนั้นเราต้องดูความจริง ดูข้อมูล ดูสถิติด้วย
อีกชาร์ทหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอนะครับ เรื่องคอร์รัปชัน เราพูดกันมาก เรื่องคอร์รัปชัน ผมอยากจะเรียนในชาร์ทนี้นะครับ ผมเคยเอามาโชว์ มาแสดงที่สภาแห่งนี้ ๑ ครั้งแล้วนะครับ จะเห็นว่ากราฟเรื่องคอร์รัปชัน คะแนนที่เราได้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ตั้งแต่ ๓๒ ถึงประมาณ ๓๗-๓๘ ประเทศไทยสมัยที่คะแนนสูงที่สุดอยู่ในช่วงปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๙ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนะครับช่วงนั้น อยู่ที่ ๓๖ คะแนน ๓๘ คะแนน ๓๖ คะแนน ประมาณนี้ ๓๖-๓๘ แล้วหลังจากนั้นก็หล่นมาเรื่อย ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์นะครับเมื่อปี ๒๕๕๕ สถิติอยู่ที่ ๓๗ คะแนน ไล่เรียงแล้วนะครับ ๓๗ คะแนน อันนี้ เป็นข้อมูลจากสํานักงานต่างประเทศนะครับ ชื่อ ทรานส์พาเรนซ์ อินเตอร์เนชันแนล (Transparency International) อีกชาร์ทหนึ่งครับเรื่องคอร์รัปชันเหมือนกัน แต่ชาร์ทนี้ เขาวัดอีกทางหนึ่ง เขาวัดความโปร่งใสและคอร์รัปชัน โปร่งใสอยู่ข้างล่าง คอร์รัปชันอยู่ ข้างบน ประเทศไทยเราคะแนนคอร์รัปชันอยู่ที่ ๘ กว่า วิธีการต่างกันครับ ในช่วงปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ไล่ลงมา วันนี้อยากเรียนว่าคอร์รัปชัน อินเด็กซ์ (Corruption Index) ของเพิร์ค (PERK) เราดีขึ้นเยอะเลย อยู่ที่ ๖.๕๗ วิธีการนับต่างกันนะครับ ถ้าเลขสูง คอร์รัปชันเยอะ เลขต่ํา คอร์รัปชันน้อย อันนี้อีกแบบหนึ่ง ก็เพียงแต่เรียนยืนยันว่าสิ่งที่เราทํา สิ่งที่เราพยายามจะทํานี้นะครับ ด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ แล้วก็เป็นสิ่งซึ่งเราจะยืนยัน ที่จะทําต่อไป เพราะฉะนั้นผมก็ได้เรียนในหลายเรื่องที่เป็นคําถาม เป็นประเด็นที่ถามกันมา เมื่อ ๒ วันก่อนเกี่ยวกับเรื่องโครงการจํานําข้าวนะครับ อยากเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ สัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐวิสาหกิจชื่อเป่ยต้าฮวง มณฑลเฮยหลงเจียง จํานวน ๑.๒ ล้านตันนี้ เราจะลงนามกันใน ๑-๒ สัปดาห์ข้างหน้านะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการส่งออกนี้ครับ นิดเดียว ด้วยเวลาอันจํากัด ผมขออนุญาตนิดเดียวว่า เรื่องการส่งออกก็ต้องดูสภาพของโลกด้วยนะครับ ดูว่าโลกปัจจุบัน เป็นอย่างไร เศรษฐกิจเป็นอย่างไร เราทราบกันดีอยู่แล้วปีที่แล้วเศรษฐกิจของโลกไม่ดี ทั้งอียู (EU) ทั้งสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น ปีนี้หนักขึ้นก็คือประเทศจีน ซึ่งจีดีพีอยู่ที่ประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์มาเป็น ๑๐ ปีแล้ว ปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ ตกลงนะครับ ฉะนั้นจีดีพีลดลง สินค้าเข้าออก การส่งออกก็ลดลงด้วย อันนี้มีผลทั้งโลก จากชาร์ทที่มี นะครับ ผมขออนุญาตอาจจะดูไม่ชัดเจนนะครับ แต่ว่าอยากจะเรียนว่าอย่างนี้ครับ ส่งออก เทียบปี ๒๕๕๕ กับปี ๒๕๕๖ ในรอบ ๕ เดือนที่ผ่านมานี้นะครับ ประเทศสิงคโปร์ติดลบ ๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินเดียบวก ๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศบราซิลลบ ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียลบ ๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินโดนีเซียลบ ๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฟิลิปปินส์ ลบ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศศรีลังกาลบ ๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยน้อยนะครับ วันนี้อยู่ที่ ประมาณ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ณ ๕ เดือน วันนี้น้อยลงไปอีกนิดหนึ่ง แต่ว่าเท่าที่ทราบตัวเลข อย่างไม่เป็นทางการ เดือนสิงหาคมดีขึ้น เพราฉะนั้นเราคงจะอยู่ที่ ๑ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เพราะฉะนั้นเขาตกกันเยอะ ติดลบ เรายังรักษาตัวได้ดีพอสมควรนะครับ ถามว่ามาตรการ ของรัฐบาลได้ทําอะไรบ้างนะครับ มีมากมายนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเรามาจากทางธุรกิจ เราทราบดีเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เราทราบดีเรื่องการค้าการขาย เราได้เริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ปี ๒๕๕๕ เร่งรัดในการส่งออก ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทาง สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งการเจรจาเปิดเวทีการค้า การลงทุน และการบริการ พร้อมนักธุรกิจมากกว่า ๔๐ ประเทศนะครับ ทําให้เราสามารถที่จะทําเรื่อง เอฟทีเอ เรื่องเจรจาการค้าต่าง ๆ การไปก็มีฝ่ายส่งเสริมการค้าต่างประเทศ อะไรต่ออะไร ทั้งหลายก็ไปทําโรดโชว์ (Roadshow) ไปจัดแสดงนิทรรศการ จัดการเจรจาการค้าต่าง ๆ มากมายนะครับ เราทํามาอย่างต่อเนื่องนะครับ เมื่อสมัยมีเรื่องเกี่ยวกับน้ํามันแพง ต้นปีกับเรื่องแรงงานเราก็มีมาตรการในการช่วยเหลือพวกเอสเอ็มอี (SME) ตั้งคณะกรรมการ พิเศษขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอี อันนี้ก็เพื่อการส่งออกเช่นเดียวกัน เมื่อไม่นานนี้เมื่ออาทิตย์ก่อนหลังจากที่ได้ทําทุกอย่างมาแล้วเราก็มีการวางแผนการในเรื่อง ของการส่งออกในปีต่อไป ซึ่งอันนี้ก็เราได้ประชุมเวิร์คช็อป (Workshop) กับ ๖๐ สาขา พาณิชย์ สํานักงานสาขาพาณิชย์หรือเรียกว่าทูตพาณิชย์ ๖๒ แห่งทั่วโลกมาประชุมร่วมกัน เวิร์คช็อปร่วมกับทางภาคเอกชน ได้ผลดีนะครับ วางแผนสําหรับปีหน้าและดูว่าปีนี้ ใน ๓ เดือนข้างหน้าเราจะทําอะไรให้เร่งรัดเรื่องการส่งออกได้อีก อันนี้ก็เป็นคร่าว ๆ ที่ผม อยากจะเรียนเพิ่มเติม ชาร์ทข้อมูลอันดับสุดท้ายก็เพียงแต่รายงานว่า วันนี้เรามีเอฟทีเอ หรือตัวช่วยในการที่จะทําเรื่องเกี่ยวกับเรื่องภาษีก็ดี เรื่องมาตรการลดการผูกขาด เรื่องการค้านี้นะครับ เราได้ทําไว้หลายประเทศแล้วนะครับ เอฟทีเอทางด้านเออีซี (AEC) คือหมายความว่าอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ และประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ อีก เช่น ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดียและอาเซียน อื่น ๆ ก็ทําไปเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีเอฟทีเอที่กําลังทําอีกมากมาย เพราะฉะนั้นผมด้วยเวลาอันสั้นก็ขออนุญาตสรุปและรายงานตามนี้นะครับ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ