ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อภิปรายผลงานรัฐบาล 1 ปี และเรียกร้องป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือของกระทรวงต่างๆ และการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ ผมขอขอบพระคุณท่านประธานสภาและท่านประธานวิปฝ่ายค้านนะครับ ที่ได้กรุณาจัดเวลาให้ผมได้ร่วมอภิปราย ผลงานรอบ ๑ ปีของรัฐบาลในวันนี้ เพื่อให้ ประหยัดเวลาและไม่ซ้ําซ้อนกับสมาชิกท่านอื่น ผมจะมุ่งอภิปรายเฉพาะเรื่องการป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐบาล ซึ่งจัดอยู่ภายใต้แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม และ วัฒนธรรม ตามรายงานแสดงผลงานดําเนินการของคณะรัฐมนตรีหน้า ๑๖๑-๑๖๒ ท่านประธานครับ การค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมเลวร้ายและรุนแรงที่กระทําต่อประเทศชาติ จนกลายเป็นการค้าทาสในรูปแบบใหม่ ที่ประเทศทั้งหลายทั่วโลกและองค์การสหประชาชาติ ประณาม รวมทั้งเข้มงวดกวดขันในการป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์มีความชั่วร้าย เลวทรามในระดับเดียวกับการค้ายาเสพติด แต่การสืบสวน สอบสวน ดําเนินคดี พิพากษาคดี ยากลําบากกว่าคดียาเสพติด รวมทั้งสร้างผลกระทบในทางลบต่อประเทศไทยเป็นหลายเท่า ทวีคูณในหลากหลายมติยิ่งกว่าคดียาเสพติด ประเทศไทยยังได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ เพื่อครอบคลุม การค้ามนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ เป็นต้นว่า
๑. เพศพาณิชย์หรือบังคับค้าประเวณี
๒. บังคับใช้แรงงานในเรือประมง ในโรงงาน ในฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตรกรรม
๓. บังคับขอทาน
๔. บังคับตัดอวัยวะ และ
๕. บังคับตั้งครรภ์
การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จึงต้องอาศัยความร่วมมือของ หลายกระทรวงทํางานด้วยกันแบบบูรณาการ หรือภาษาอังกฤษใช้คําว่า อินทิเกรชัน (Integration) กฎหมายจึงกําหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือเรียกย่อ ๆ ว่าคณะกรรมการ ปคม. เป็นหลักทางด้านนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน นอกจากนั้นยังมี รัฐมนตรีอีก ๗ กระทรวงเป็นกรรมการ ซึ่งผมขออนุญาตร่ายยาวสักนิดหนึ่ง ก็คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น มีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๔ คน มีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการ ปคม. ชุดนี้ละครับมีอํานาจหน้าที่ ทุกด้านที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งในทางปฏิบัติควรจะจัดประชุม ทุกเดือน แต่ในความเป็นจริงนั้นก็มีการประชุมตามอัธยาศัย คือประชุมบ้าง ไม่ประชุมบ้าง คณะกรรมการชุดที่ ๒ หรือที่เรียกว่า คณะกรรมการประสานและกํากับการดําเนินงาน ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า คณะกรรมการ ปกค. ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงอีก ๘ กระทรวง มีอธิบดีและเลขาธิการ อีก ๘ กรม มีผู้สงวนอีก ๘ คน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการกํากับดําเนินการตาม นโยบายและแผนงานของชุดแรก รวมทั้งติดตามประเมินผล ท่านประธานครับ ความเป็นจริง ในทางปฏิบัติ การทํางานของคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุดไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม รายงานของ กระทรวงการต่างประเทศของไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ ระบุว่าทหารเรือไทย ได้ขึ้นตรวจเรือประมงไทย รวม ๖๐๘ ครั้ง แต่ไม่พบการกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์ บนเรือประมงไทยแม้แต่สักครั้งเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็คงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และประเทศไทย ก็คงน่าจะหลุดพ้นจากการถูกตราหน้าระดับโลกว่าเป็นต้นทาง กลางทาง และปลายทางของ การค้ามนุษย์ แต่จากข้อมูลของทิป รีพอร์ต (TIP Report) หรือแทรฟฟิกกิ้ง อิน เพอร์ซัน รีพอร์ต (Trafficking in person report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอ้างอิงผลการวิจัยพบว่า เหยื่อการค้ามนุษย์ชาวพม่าและกัมพูชากว่า ๑๕๐ คน ได้รับการช่วยเหลือจากการถูกบังคับ ให้ทํางานในเรือประมงไทยในน่านน้ําประเทศต่าง ๆ ทั้งเวียดนาม ติมอร์ตะวันออก มาเลเซีย อินโดนีเซีย ครั้งล่าสุดเรือไทยถูกจับโดยตํารวจอินโดนีเซียในน่านน้ําอินโดนีเซีย ได้มี การบังคับใช้แรงงานลูกเรือชาวกัมพูชา ซึ่งอินโดนีเซียได้ส่งกลับประเทศกัมพูชาโดยตรง คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ของสภาผู้แทนราษฎร ได้ไปเยี่ยมดู งานตํารวจน้ํา ได้เชิญกรมเจ้าท่า เชิญกรมประมงเชิญกระทรวงแรงงาน เชิญกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ก็ได้พบความจริงที่น่าเศร้าว่ากรมเจ้าท่าสนใจแต่การตรวจเรือและทะเบียนเรือ กรมประมง สนใจแต่การตรวจอุปกรณ์ประมง กระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงแต่ไม่มีเรือออกตรวจ ตํารวจน้ํามีเรือ แต่ไม่มี น้ํามันเรือ ทหารเรือมาช่วยตรวจแต่ก็ไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย และไม่มีความรู้ ทางด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เรือที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยขึ้นตรวจก็มีขนาด ตั้งแต่ ๖๐ ตันกรอสส์ (Gross) ขึ้นไป ส่วนเรือขนาด ๓๐ ถึง ๕๙ ตันกรอสส์ ซึ่งเป็นขนาด เรือประมงส่วนใหญ่ ไม่มีการตรวจแต่ประการใด ในการตรวจเรือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไม่สนใจ จะตรวจสมุดประจําตัวลูกเรือ หรือภาษาอังกฤษใช้คําว่า ซีแมนบุ๊ก (Seaman book) ซึ่งจริง ๆ ก็คือเหมือนพาสปอร์ต (Passport) ของลูกเรือประมง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับผู้ ปฏิบัติกําลังพยายามบูรณาการฝ่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกันในการตรวจเรือประมงไทย หรืออาจ นําร่องใน ๒ จังหวัดภาคตะวันออก และอีก ๓ จังหวัดในภาคใต้ แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่ม โครงการทดลองนี้ได้ สิ่งที่น่าเศร้า เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีงบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานครับ ประเทศของเราช่างน่าสงสารเหลือเกิน เรามีงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีนี้ คือปี ๒๕๕๖ อีก ๒.๕ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๗ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกลับไม่ได้รับ การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาที่เราถูกจับตามองระดับโลก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน กลุ่ม ๒.๕ หรือเรียกว่า เทล ทู วอช ริส (Tell to watch risk) มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ที่ผ่านมาตลอด ๔ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ พ.ศ. ๒๕๕๔ พ.ศ. ๒๕๕๕ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในการ มาเยือนในประเทศไทยเมื่อปีนี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้ฝากความห่วงใยถึงปัญหา การค้ามนุษย์ต่อรัฐบาลไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอเมริกันหรือคุณแทมมี่ก็ได้ฝากขอให้ รัฐบาลไทยให้ความสําคัญกับการค้ามนุษย์ในระดับสากล แต่ตลอด ๔ ปีที่ผ่านมา ผลการประเมินสถานะของประเทศไทยจากทิป รีพอร์ต ของสหรัฐอเมริกากลับไม่มีอะไรดีขึ้น ในปี ๒๕๕๗ มีแนวโน้มว่าประเทศไทยอาจจะต้องผจญกับความเสี่ยงครั้งสําคัญที่อาจจะ ตกลงไปอยู่ในกลุ่มที่ ๓ ที่เรียกว่าเทียร์ ทรี (Tier Tree) ถ้าเป็นเช่นนั้นผมขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการ ปคม. และคณะกรรมการ ปกค. ว่าผลกระทบต่อประเทศไทยที่จะติดตามอย่างรุนแรงก็คือ
ประการที่ ๑ การถูกตัดความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ประเทศไทย เคยได้รับอย่างต่อเนื่องในหลายโครงการ
ประการที่ ๒ การงดสั่งซื้อและไม่นําเข้าสินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับ การใช้แรงงานการค้ามนุษย์ เป็นต้นว่าสินค้าประมง กุ้ง หอย ปู ปลา ละครับ สินค้าสิ่งทอ และสินค้าอุตสาหกรรมอีกหลายรายการ
ประการที่ ๓ การไม่ลงทุนและยกเลิกการลงทุนของชาติพัฒนาแล้วที่ใช้ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
ประการที่ ๔ การเดินทางของคนไทย ผู้ใช้หนังสือเดินทางไทยในต่างประเทศ จะประสบความยากลําบากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันสตรีผู้ใช้หนังสือเดินทางเล่มสีน้ําตาลไปยัง ต่างประเทศ ทั้งที่ทําวีซ่า (Visa) เข้าประเทศนั้น ๆ แล้ว หลายรายกับไม่สามารถเข้าประเทศ ปลายทางและถูกส่งกลับประเทศไทยทําให้เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึก เราในฐานะคนไทยกําลังถูกเกียรติภูมิอย่างยิ่งในประชาคมโลก แต่ประเทศที่ตั้งเงื่อนไข การตรวจสอบหนังสือเดินทางไกลอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้นก็มาจากพื้นฐานข้อมูลที่ส่วนหนึ่งมาจาก การค้ามนุษย์นั้นเอง เพราะผู้หญิงไทยจํานวนไม่น้อยถูกหลอกลวงไปค้าบริการทางเพศ ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถึง ๒๐ ประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศ ญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศบาเรนห์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศเยอรมนี ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นต้น ท้ายที่สุดผมฝากข้อสังเกตว่าขณะรัฐบาลไทยเน้นย้ําว่า พยายามจะทําอะไร เช่น ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ปคม. จังหวัด ตั้งศูนย์ประสานงานแรงงาน ประมง ทําแผนปฏิบัติการป้องการและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่ประเทศผู้ประเมินตามที่ ปรากฏในทิป รีพอร์ตให้ความสําคัญที่ผลลัพธ์ ผลงาน ผลกระทบ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้ประเมิน นั้นก็ประเมินผลงาน ไม่ใช่เพียงแค่โครงการและแผนงาน ผมจึงขอคําตอบจากรัฐบาลด้วยว่า มีแนวทางอย่างไรที่จะหลีกเลี่ยงการตกเป็นเทียร์ ทรี หรือกลุ่มที่ ๓ ของการค้ามนุษย์ ในปีหน้า ปี ๒๕๕๗ ขอบคุณครับ