จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ อภิปรายเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตยในห้วงปีแรกของรัฐบาล ยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียงแต่ฟาดหัวผู้ชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น และไม่มีการดำเนินการใดๆ ในการฟื้นฟูประชาธิปไตย เขาแสดงความไม่พอใจต่อการดำเนินการของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหยิบยกรายงานของคอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) มาใช้เพื่อสนองความต้องการของรัฐบาล และการบิดเบือนข้อความของ คอป. เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานของรัฐบาล
ท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมจะอภิปรายเรื่องการแถลงผลงานรัฐบาลตาม นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในหัวข้อที่ ๑.๑ ครับ เรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ในห้วงปีแรกต้องยอมรับครับว่าการฟื้นฟู ประชาธิปไตยนี้ สําหรับรัฐบาลชุดนี้ ท่านทําอยู่เรื่องเดียวครับ คือใช้เงินฟาดหัวผู้ชุมนุม ทางการเมืองแล้วก็จบ แล้วก็ท่านไม่ทําอะไรเลย เรื่องการฟื้นฟูประชาธิปไตยนี้ครับ คนที่ควร ทําเป็นตัวอย่างมากที่สุดคือท่านนายกรัฐมนตรี ผมดูในสถิติครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๕ เดือนสิงหาคม ผมยกตัวอย่างเดือนเดียว มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ๙ ครั้ง ในเดือน สิงหาคม ปี ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีมาเซ็นชื่อ ๙ ครั้ง แต่ไม่ร่วมลงมติกับรัฐสภาแม้แต่ ครั้งเดียว มีการลงมติทั้งหมด ๕๕ ครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทําตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ร่วมลง มติเลยแม้แต่ครั้งเดียว ๕๕ ครั้งท่านประธานครับ นี่เราจะฟื้นฟูประชาธิปไตยได้อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีบอกมีอะไรมาพูดในสภา มาทําในสภา แต่นายกรัฐมนตรีไม่เข้าสภา มาเซ็นชื่อ แล้วออกไป นั่นคือ ๑ ตัวอย่างของผลงานรัฐบาลที่ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีต้องปรับปรุง ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีนี่ท่านอาจจะไม่มีความพร้อมในการเป็นนายกรัฐมนตรี ในห้วงปีแรก แต่จับพลัดจับผลูได้เป็นนายกรัฐมนตรี ปีแรก ๆ ก็เหมือนรัฐบาลทารกครับ อ้อแอ้ ๆ พูดถูกบ้างผิดบ้าง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งประเทศ มาวันนี้เปลี่ยนพี่เลี้ยงไปแล้ว ๕ ชุดครับ มาวันนี้เป็น ครม. ปู ๕ เรียกว่าเปลี่ยนพี่เลี้ยงไปแล้ว ๕ ชุด แต่ก็ยังพฤติกรรม เหมือนเดิม เมื่อวานก็พูดผิดพูดถูกอีก แถลงรัฐบาลผลงาน ๑ ปี นายกรัฐมนตรีมาพูด โครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อวาน ไม่ได้พูดเรื่องที่ทําในอดีต ก็เข้าใจครับ เพราะว่า ปีแรกนี่ท่านยังอ้อแอ้ ๆ อาจจะยังไม่มีผลงาน ท่านประธานครับ ผมจะอภิปราย ในส่วนของ คอป. หรือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ หรือมีชื่อย่อว่า ค. ควาย อ. อ่าง ป. ปลา คอป. เพื่อพี่น้องจะได้ติดตามและเข้าใจว่า คอป. หมายถึงอะไร ท่านประธานครับ คอป. นี่ครับ ตั้งสมัยเมื่อรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่รัฐบาลชุดนี้เห็นว่าความเห็นของ คอป. บางส่วนมีประโยชน์ที่จะนําไปสู่ ความปรองดองของคนในชาติ รัฐบาลชุดนี้เลยคิดว่า คอป. จะเป็นสิ่งที่นําไปสู่ความปรองดองได้ ก็เลยหยิบยกรายงานของ คอป. มา แล้วขอให้ คอป. ศึกษาต่อ และนํามารายงานในคณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เพื่อนําไปปฏิบัติ ท่านประธานครับ ในห้วงปีแรกของผลงานรัฐบาล คอป. เข้ามา รายงานใน ครม. เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ คอป. มารายงาน ๖ เรื่องครับ ผมไม่ลงลึก รายละเอียด ยกตัวอย่างเรื่องเดียวที่รัฐบาลหยิบนํามาใช้เพราะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล คือ จ่ายเงินเยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมือง แต่ท่านประธานครับ แม้กระทั่งหยิบยกมาเรื่องเดียว แต่ก็เอาเรื่องดังกล่าวมาบิดเบือน บิดเบือนอย่างไรครับ คอป. บอกว่าให้ชดเชยเยียวยาผู้ที่ ชุมนุมทางการเมืองให้ได้รับเงินชดเชย รายละ ๗,๙๕๐,๐๐๐ บาท ประเด็นก็คือ คอป. ขอให้ จ่ายเป็นรายเดือน ให้จ่ายเป็นรายเดือนเพื่อรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรจะได้สํานึกว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีการ ชุมนุมทางการเมือง เมื่อจะเอาเงินชดเชยไปจ่ายนี้ให้มาของบประมาณกับสภาผู้แทนราษฎร ให้รัฐบาลมาของบทุกปี ๆ จ่ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ ๗,๙๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อ สภาผู้แทนราษฎรจะได้ร่วมกันสํานึกครับ เพื่อต่อไปเราจะได้เลิก เผาเลยพี่น้องผมรับผิดชอบ เอง เผื่อมีการชุมนุมทางการเมืองจะมีการปราบปราม รัฐจะได้ไม่ใช้อาวุธเข้าไปปราบปราม ประชาชน และประชาชนเวลาชุมนุมก็อย่าพกอาวุธมายิงเจ้าหน้าที่ของรัฐ นี่คือเหตุผล คอป. จึงบอกว่าให้ผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน และให้มาของบจากสภาผู้แทนราษฎรทุกปี แต่รัฐบาลนี้ ทําหรือเปล่าครับ ไม่ครับ อนุมัติเงินก้อนเดียวฟาดหัวไปก่อนครับ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ อ้างว่าเยียวยาทางจิตใจ อีกส่วนหนึ่งก็ไปซื้อสลากออมสินโน่นนี่ ก็เรียกว่าทําตาม คอป. แต่ทําตามแค่ครึ่งเดียว ไม่ทําตามทั้งหมดจาก ๖ ข้อที่ คอป. เสนอมา นี่คือเหตุครับ ท่านประธาน มาวันนี้เราจึงมีปัญหาว่าม็อบบางส่วนที่ได้รับเงินชดเชยนี้ยังไม่เลิกพฤติกรรม ม็อบบางส่วนมีความรุนแรงขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะถึงทําความผิดแล้วก็ยังไม่ต้องถูก ดําเนินคดี เพราะทําความผิดแล้วก็ยังได้รับเงินชดเชยครับ กลายเป็นว่าม็อบรับจ้างนอกจาก ได้เงินนอกระบบแล้ว วันนี้มาได้เงินในระบบจากงบประมาณประจําปีด้วย อันนี้คือปัญหา ครับ ผมเลยเรียนมาวันนี้รัฐบาลนี้อยู่มาเกิน ๑ ปี มาเข้าสู่ปีที่ ๒ และเข้าปีที่ ๓ แล้ว มาวันนี้ ม็อบต่าง ๆ ก็ยังไม่เลิกพฤติกรรม สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือ มาวันนี้นายกรัฐมนตรีเป็น นายกรัฐมนตรีมา ๒ ปี เข้าสู่ปีที่ ๓ แทนที่ท่านจะพูดจาตักเตือน หรือชี้นําม็อบว่าอย่าทํา อย่างนั้นอย่างนี้ ท่านกับมาชี้นําให้ม็อบมาสร้างปัญหาทางการเมืองต่อ เช่น เมื่อมีเสื้อแดง ชุมนุม มีการไปก่อกวนเวทีผ่าความจริงที่จังหวัดลําพูน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าอะไรครับ เป็นสิทธิที่ม็อบจะไปชุมนุมได้ แต่เมื่อเกษตรกรชาวสวนยางพาราภาคใต้ชุมนุมเมื่อไม่กี่วัน ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีบอกเป็นม็อบการเมือง เกิดอะไรขึ้นครับ เพราะฉะนั้นม็อบ มันเลยไม่หยุดครับ ม็อบของพวกท่าน ท่านบอกเป็นสิทธิ พอม็อบอันอื่นที่ไม่ใช่พวกท่าน ไม่ใช่เสื้อแดง ท่านบอกเป็นม็อบการเมืองหมด ทั้ง ๆ ที่เขายืนยันแล้วไม่ใช่ม็อบการเมือง เป็นเรื่องของเกษตรกรที่เดือดร้อนจริง ท่านประธานครับ ปัญหาที่ตามมาคือนอกจาก ท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่ตรงไปตรงมาในเรื่องการชุมนุมทางการเมืองแล้ว ท่านยังใช้ คอป. เป็นเครื่องมือจัดงบประมาณให้เป็นงบ ๑๖๐ ล้านบาท ตอนแรกตั้งผ่านกระทรวงมหาดไทย ตั้งไปแค่ ๔๐ ล้านบาทครับ ตอนหลังกลัวจะไม่พอ กลัวว่าคําตอบจะไม่ได้อย่างใจเลยเพิ่มงบ ให้อีก ๑๒๐ ล้านบาท เป็น ๑๖๐ ล้านบาท เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ไปจัดทําเวทีพูดจาหาทางออก ประเทศไทยครับ ไปจัดเวทีเสวนาครับ ซึ่งมาคาบเกี่ยวกับรัฐบาลในปีที่ ๒ แต่การอนุมัติ เริ่มต้นอนุมัติในปีที่ ๑ ประเด็นก็คือเวทีพูดจาหาทางออกประเทศไทยนี้ ท่านให้ตั้งธงอยู่ ๒ เรื่องครับ ๑. เรื่องว่าปัญหาการเมืองทุกวันนี้มีขึ้นเพราะว่าไปยุบพรรคไทยรักไทยและ พรรคพลังประชาชน นั่นคือเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ เนื่องจากมีบางคนไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกเลือกปฏิบัติ ก็คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กระทําผิดและโดนกลั่นแกล้ง อันนี้ ผมไม่ได้พูดเองครับ อยู่ในรายงานฉบับนี้ หน้า ๖ เพราะว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กระทําความผิดอันขัดกับผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ นี่คือเหตุผลที่เรา มาเสวนากัน เสวนากันเพื่ออะไรครับ ๑. ต้องยกเลิกกฎหมายยุบพรรค ๒. พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่โดนตัดสินจําคุกนี้อ้างว่าเป็นการตัดสินโดยคดีทางการเมือง เพราะฉะนั้นมีการ เสวนาทั้งหมด ๑๐๘ เวทีทั่วประเทศไทยครับ แต่ผลปรากฏว่าหลังจากเสวนาเสร็จแล้ว ประชาชน ๗๕,๐๐๐ คนโดยประมาณที่เข้าร่วมเสวนาบอกว่าจะนิรโทษให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ จะต้องกลับมารับโทษตามปกติ เพราะมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่า เมื่อมีผลการเสวนามาเป็นอย่างนี้ รัฐบาลทําอย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีโยนรายงาน ฉบับนี้ลงถังขยะ ท่านไม่หยิบมาใช้ครับ ไม่หยิบมาใช้ไม่ว่าครับ วันนี้ท่านมาออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําผิดเนื่องจาก การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... เมื่อประชาชน ไม่เอาด้วย วันนี้ท่านใช้สภาบีบ ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําผิดเนื่องจาก การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ซึ่งกําลังเข้าสภา อยู่ในวาระที่สอง ขั้นกรรมาธิการอยู่ ณ วันนี้ อีกเรื่องคือท่านมาตั้งสภาปฏิรูป มาใช้ งบประมาณใหม่อีกรอบหนึ่งเพื่อจะหาคําตอบให้ตรงกับใจ ผมก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี เพราะอะไรครับ ท่านสวมหมวก ๒ ใบครับวันนี้ ๑. ในฐานะนายกรัฐมนตรี ๒. ในฐานะ น้องสาวผู้แสนดีที่ต้องการช่วยพี่อย่างเต็มกําลัง เพราะฉะนั้นหมวก ๒ ใบนี้มันซ้อนกันไม่ได้ ครับ ผมจึงเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเลือกสวมหมวกสักใบหนึ่งครับ ท่านสวม ๒ ใบ ไม่ได้ครับ ถ้าสวม ๒ ใบเมื่อไรประชาธิปไตยประเทศไทยก็เดินไม่ได้ การบริหารราชการ แผ่นดินก็เดินหน้าไม่ได้ ผมสรุปตรงนี้หวังว่าปีหน้าผมคงไม่ต้องมาอภิปรายเรื่องการใช้งบกับ สภาปฏิรูปให้สูญเสียประโยชน์เปล่าเหมือนกับงบประมาณ ๑๖๐ ล้านบาทที่ทํารายงานฉบับ นี้แล้วเอาไปโยนทิ้งถังขยะ สรุปสุดท้ายว่าไม่มีทางเข้าประเทศไทยแบบเท่ ๆ ให้พี่ชาย ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับวันนี้ ขอบคุณครับ