สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

ชุมพล จุลใส หารือเรื่องหนี้สินของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น 11% ในรอบ 1 ปี ของรัฐบาลนี้ และเรียกร้องการปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ในการหาเสียง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องราคาปาล์มมันและยางพาราที่ลดลงอย่างมากในช่วงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรรายได้

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชุมพร ท่านประธาน ที่เคารพครับ รัฐบาลนี้ โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศไว้เมื่อตอนหาเสียง เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ว่า บอกพี่น้องประชาชนว่า เลือกเราเข้ามาเป็นรัฐบาล จะล้างหนี้ ให้ประเทศ สร้างรายได้ให้กับประชาชน คืนความสุขให้กับคนไทย ๑ ปีผ่านไป รัฐบาลนี้ ไม่ได้ล้างหนี้ให้กับประเทศเลย แต่มีการกู้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ท่านประธานครับ หนี้ครัวเรือน ภาระหนี้สินเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ในรอบ ๑ ปี ของรัฐบาลนี้ ปี ๒๕๕๔ เข้ามา เกษตรกรมีภาระหนี้สินอยู่ที่ ๑๐๓,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ปี ๒๕๕๕ เกษตรกรมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ๑๑๔,๓๐๐ บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นถึง ๑๑,๓๐๐ บาทต่อครัวเรือนต่อปี เท่ากับว่ามีหนี้เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ ๙๕๐ บาทต่อครัวเรือน รัฐบาลนี้พูดได้อย่างไรว่าล้างหนี้ให้กับประชาชน สร้างรายได้ให้กับประเทศ ท่านประธานครับ รัฐบาลมีนโยบายไว้ว่าจะยกระดับราคาสินค้าเกษตร แต่ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง ๆ นั้น ไม่เป็นจริงตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ ผมจะไม่พูดถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในเรื่อง การแก้ไขราคาข้าว ที่ทําให้เกิดภาวการณ์ขาดทุนมากมายถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็น การทุจริตฉ้อโกงกันมากมาย เสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์ แต่ที่ผมจะขอพูดถึง ราคาสินค้าเกษตรที่สําคัญของพี่น้องประชาชน ชาวภาคใต้ คือราคายางพาราและราคาปาล์มน้ํามัน

เรื่องแรกครับท่านประธาน ราคาปาล์มน้ํามัน ในช่วงปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ ช่วงที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ชาวสวนปาล์มสามารถขายผลปาล์มสด ได้ราคาเฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ ๖ บาท ในช่วงที่ราคาสูงสุด สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ ๙ บาท ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ ชาวสวนปาล์ม ขายผลปาล์มได้ในราคาเพียงกิโลกรัมละ ๓ บาทเศษ ๆ เท่านั้น นี่ก็แปลว่าในสมัยรัฐบาลนี้ ชาวสวนปาล์มรายได้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากที่เคยได้รับในช่วงของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านประธานครับ ชาวสวนปาล์มที่มีที่ดินขนาดเล็ก ประมาณ ๕ ไร่ รายได้ของครอบครัวจะขาดหายไปประมาณ ๔๕,๐๐๐ บาทต่อปี หรือเดือนละ ประมาณเกือบ ๔,๐๐๐ บาท เป็นความทุกข์ยากลําบากอันแสนสาหัสสําหรับชาวสวนปาล์ม ขนาดเล็กทั้งหลาย รายได้หายไปเกือบเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ ที่แพงขึ้น จนกระทั่งบัดนี้ผมยังไม่ได้รับคํายืนยันเลยว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร รัฐบาลยังคงเดินหน้าอนุมัติให้มีการนําเข้าน้ํามันปาล์มจากต่างประเทศครั้งละหลายหมื่นตัน โดยต่อเนื่อง ผมเห็นว่าการนําเข้าน้ํามันปาล์มจากต่างประเทศนั้นเป็นการซ้ําเติมพี่น้อง ชาวสวนปาล์มในประเทศไทยอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ วันนี้นั้นชาวสวนปาล์มยังมี ความทุกข์ยังลําบาก แต่ไม่มีคําตอบใด ๆ จากรัฐบาลชุดนี้ในด้านยางพาราซึ่งเป็น พื้นเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่เฉพาะแต่ภาคใต้เท่านั้นภาคอีกสาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ชาวสวนยางพาราขายยางพารา ได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท ถึงแม้ราคายางพาราจะมีการเคลื่อนไหวขึ้นลง ตามภาวะตลาดโลก แต่ในสมัยนั้นยางพาราที่ชาวสวนขายได้เฉลี่ยทั้งปีประมาณ ๑๔๐ บาท ต่อกิโลกรัม สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชาวสวนยางขายยางพาราได้ในราคาที่ต่ําว่า ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ยางพารากิโลกรัมละ ๗๐ บาท โดยเฉลี่ย แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าเกษตรกรชาวสวนยางพารารายได้ลดลงกว่าเดิม กว่าในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์มาก ไม่ใช่ลดลงน้อย ๆ ครับ ลดลงมากกว่าครึ่งของรายได้ทั้ง ๆ ที่เคยได้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจไม่ทราบว่าเกษตรกรชาวสวนยางพาราส่วนใหญ่ที่มีที่ดินทําสวนยาง เพียง ๕-๗ ไร่เท่านั้น นอกจากนั้นยังมีผู้ประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา ซึ่งมีจํานวน มากกว่าเจ้าของสวนยางพารา รายได้ของคนกรีดยางพาราก็ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน รัฐบาลนี้เคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือยกระดับราคายางพาราให้กับชาวสวน อ้างว่าเป็นเรื่องของ ตลาดโลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยประกาศว่าจะช่วยให้ ชาวสวนยางพารา ขายยางพาราได้ในราคากิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท เอาเงินงบประมาณ แผ่นดินไปใช้แล้วเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ราคายางพาราตกต่ําลงทุกวัน ชาวสวนยางพารา เดินขบวนชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลแทนที่จะช่วยเหลือแก้ไขยกระดับราคายางพารา แต่รัฐบาลนี้กลับช่วยค่าปุ๋ยไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท แล้วก็ไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยว่า ผู้ที่ไม่มีเอกสิทธิ ไม่มีใบที่แสดงสิทธิจะได้หรือไม่ได้ อันนี้ผมก็นําเรียนท่านประธานไปยัง รัฐบาล ว่าท่านมีความจริงใจขนาดไหน ชาวสวนอาจได้ประโยชน์บ้างครับใน ๒,๕๒๐ บาทนี้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ในเมื่อราคายางก็ตกลงทุกวัน ส่วนคนรับจ้างกรีดยางพารา ไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ จากมาตรการนี้เลยครับท่านประธาน ฉะนั้นที่รัฐบาลนี้ได้แถลงนโยบาย ไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ว่าจะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้มีราคานั้น เป็นเรื่อง ที่ไม่จริงแต่อย่างไรทั้งสิ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน