จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องการแถลงผลงานของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลง แต่ยังให้การยอมรับกับการทำงานของรัฐบาล และกล่าวถึงผลลัพธ์ที่ดีของนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะนโยบายการปราบปรามยาเสพติดและนโยบายค่าแรง 300 บาท นอกจากนี้ ยังมองว่านโยบายเหล่านี้เป็นมิติใหม่ทางการเมืองของไทยที่จะนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แข่งขันกันด้วยนโยบาย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อการแถลงผลงาน การดําเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น ผมต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าผมต้องชื่นชมรัฐบาลก่อนนะครับ
ประเด็นแรก วันนี้เป็นการอภิปรายที่แถลงผลงานที่อาจจะแตกต่างจาก ในอดีตที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลให้ความสําคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย วันนี้แบ่งสัดส่วนกันแล้ว ฝ่ายค้านได้อภิปรายถึง ๑๐ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลรวมกับรัฐบาลที่เป็น คณะรัฐมนตรีนั้นมีเวลา ๕ ชั่วโมง ผมต้องกราบเรียนครับ นี่เป็นสิ่งที่ดี เป็นมิติที่ดีทาง การเมืองที่เรารับฟังเสียงที่อาจจะแตกต่างนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมเองลงพื้นที่ กับเพื่อนสมาชิกนั่งคุยกันหลายคนที่อยู่รัฐบาล ในฐานะ ส.ส. รัฐบาลลงพื้นที่ แน่นอน พี่น้องประชาชนให้การชื่นชมกับท่านนายกรัฐมนตรี ชอบกับนโยบาย เห็นด้วยกับการทํางาน ของรัฐบาลว่าชีวิตความเป็นอยู่เขาดีขึ้น แต่วันนี้มาฟังอะไรที่มันแตกต่างว่าก็ดีครับ พวกผมก็ อดทนรับฟังแล้วก็ฟังดูว่าวันนี้อาจจะมีมุมมองที่บอกว่าราคาสินค้ามันแพง ราคาการจํานํา สินค้าเกษตรอาจจะไม่ชอบบ้าง มันก็แตกต่างกัน เป็นความสวยงามของประชาธิปไตย แต่วันนี้ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าการจะดูว่าสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ เป็นอย่างไร มันต้องดูองค์รวม มันจะมาดูว่าเดือนนี้ของปีที่แล้วกับเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ ราคาสินค้าตัวนี้ตัวนั้นมันขึ้นมันลงนี่ ผมกราบเรียนเลยว่าในข้อเท็จจริงมันมีหมดละครับ ทั้งขึ้นทั้งลง มันมีแพงขึ้น มันมีถูกลงเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเป็นไปตามภาวการณ์ทาง เศรษฐกิจที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย แต่วันนี้เมื่อมาดูองค์รวมแล้วผมต้องกราบเรียนว่า พี่น้องประชาชนยังให้การยอมรับกับการทํางานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้นโยบายลด รายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ผมกราบประธานอภัยท่านประธานด้วย ลดรายจ่าย นี่แน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกนโยบายประกันสุขภาพ นโยบายที่เข้ามา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี กองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษา การลดภาษีนิติบุคคล การออกนโยบายภาษีบ้านหลังแรก รถคันแรก เหล่านี้ เป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น และแน่นอนครับ วันนี้นโยบายหนึ่งที่สําคัญ ก็คือเรื่องของการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แต่การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค นั้นพี่น้องประชาชนเข้าใจครับ มันไม่ใช่ว่าเราจะไปควบคุมทั้งหมดให้มันถูกลง ถูกลง ถูกลง ตลอดเวลานี่ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ครับ วันนี้เราไม่ได้มีการประกันราคาสินค้าหรือจํานํา ราคาข้าวอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๑,๐๐๐ บาทเหมือนเมื่อก่อน วันนี้เราจํานําข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท จะไปทําให้ราคาข้าวมันถูกลงได้อย่างไร เรามีการจํานําราคาสินค้า มันสําปะหลัง มันจะไปถูกกว่าเก่าได้อย่างไรในเมื่อเพดานมันสูงขึ้น แน่นอนครับสินค้าอุปโภค บางประเภทมันจําเป็นต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรเขามีเป็นอยู่ที่ดีกว่าเก่า วันนี้ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่รัฐบาลทํานี่ถูกทางแล้ว นั่นคือควบคุมราคาสินค้า อุปโภคบริโภคให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง นั่นคือไม่เอาเปรียบพี่น้องประชาชนผู้บริโภคมาก เกินไป และให้พี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ผลิตอยู่ได้ การเพิ่มรายได้ครับ แน่นอนครับ ไม่ว่า จะเป็นนโยบายค่าจ้างขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท นโยบายเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุแบบขั้นบันได การจํานําสินค้าเกษตร การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวนะครับ เหล่านี้สร้างเงินรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การจํานํา บางคนอาจจะ ถกเถียงว่าชอบหรือไม่ชอบ นโยบายมันต่างกันได้ครับ ท่านอาจจะชอบการประกัน ผมอาจจะชอบการจํานํา บางคนบอกว่าจํานําแล้วเงินไม่ถึงมือพี่น้องประชาชน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าการจํานําราคา อย่างเช่น ข้าวนี้มันไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ เกิดมาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ผมเองตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยก็จํานํานี่ละครับ มาวันนี้ ก็จํานํากับพรรคเพื่อไทย ผมได้เป็น ส.ส. เพราะอะไร ก็เพราะจํานํานี่ละครับเอาข้าวไปจํานํา รัฐบาลออกนโยบายมา นี่คือนโยบายที่พี่น้องประชาชนให้การยอมรับและที่สําคัญที่สุดเขา เคยผ่านมาแล้วกับการจํานําหลายครั้ง หลายหน หลายรอบ เพราะฉะนั้นเขารู้ช่องทาง รู้เกม รู้กติกา นั่นคือไม่มีใครที่จะเข้าไปเอาเปรียบพี่น้องประชาชนได้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไป นั้นก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนั่นเอง ในด้านการขยายโอกาสครับไม่ว่าจะเป็น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนตั้งตัวได้ กองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล (SML) การแจก แท็บเล็ต (Tablet) สร้างโอกาสให้กับลูกหลานเยาวชน การสร้างความร่วมมือกับ นานาประเทศ เหล่านี้มันสร้างโอกาสให้กับธุรกิจไทยให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย การสร้าง ความร่วมมือให้กับนานาประเทศ ผมกราบเรียนเลยครับวันนี้เห็นได้ชัด หลายคนอาจจะมอง ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศทําไม ผมบอกก็ไปขายของครับ ไปขายข้าว ไปขายยางพารา ไปขายมันสําปะหลัง ไปเจรจาความการค้า สร้างโอกาสให้กับธุรกิจไทย และในที่สุดพี่น้องประชาชนคนไทยพี่น้องเกษตรกรไทยทุกคนถ้วนหน้าได้เท่ากันหมด นี่คือ การทํางานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
นอกจากนั้นผมต้องกราบเรียนว่านอกจากลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส วันนี้ยังมีต่ออีกอันหนึ่งที่พี่น้องประชาชนฝากมาบอก นั่นคือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ด้วยนโยบายของท่าน ท่านได้คืนชีวิตให้กับลูกหลานประชาชนคนไทยตาดํา ๆ อีกมหาศาล ด้วยนโยบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม วันนี้เราคืนลูก คืนพ่อ คืนพี่ คืนน้อง ให้กับประชาชน พี่น้องประชาชนตาดํา ๆ ฝากขอบคุณมาครับ วันนี้ท่านทําได้ดีแล้วจะ เห็นได้ชัดเลยวันนี้เรื่องนโยบายยาเสพติดจะไม่มีเสียงก่นด่า จะไม่มีเสียงการอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรในทางลบใด ๆ เราอาจจะได้ยินเรื่องนโยบายอื่น ๆ แต่เรื่องยาเสพติด แสดงว่าท่านทํามาถูกทางขอให้เดินต่อไป เพราะวันนี้อนาคตของชาติกําลังรอพึ่งพาท่านอยู่ ผมเองต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ วันนี้นโยบายใด ๆ มันอาจจะไม่ได้มีความสําคัญ แต่สิ่ง สําคัญที่สุดนั้นก็คือนโยบายที่รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนําของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ช่วงของการเลือกตั้ง วันนี้ท่านทําสําเร็จแล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่านมา ๒ ปีกว่า ๆ เท่านั้น ผมกราบเรียนว่าวันนี้มิติใหม่ทางการเมืองของไทยก็อาจจะเกิดขึ้น ท่านรู้หรือไม่ ท่านประธานครับ นโยบายค่าแรง ๓๐๐ บาท ค่าแรงขั้นต่ํามีประเทศเพื่อนบ้าน ที่ประเทศกัมพูชา อันนี้พูดได้ไม่เสียหาย มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายค้าน อยู่ตลอดเวลาของประเทศกัมพูชานํานโยบาย ๓๐๐ บาทไปปรับใช้ เขาบอกว่านโยบาย ค่าแรงขั้นต่ํา ๔,๕๐๐ บาทต่อเดือนยังไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่พลิกสถานะจากฝ่ายค้าน ที่ไม่เคยมีเสียงในสภาเลยเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงอยู่มากพอสมควรและสามารถแข่งขันได้ ในอนาคต อันนี้เป็นมิติที่ดี วันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองก็เห็นสิ่งดี ๆ ในประเทศไทยเหมือนกัน วันนี้รัฐบาลมีโครงการปี ๒๐๒๐ นั่นก็คือการทําโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านคมนาคมด้วยเงินลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ได้ยินจากฟากฝั่งตรงข้าม ออกนโยบายไทยเข้มแข็งปี ๒๐๒๐ อาจจะคล้ายบ้าง ต่างบ้าง อันนี้ไม่ว่ากัน แต่นี่คือ นิมิตหมายอันดีที่วันนี้ประเทศไทยเราจะก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แข่งกัน ด้วยนโยบาย ไม่ใช่แข่งกันด้วยการโจมตี ไม่ใช่แข่งกันด้วยการแข่งขันแบบซื้อเสียงซื้อคน แต่เราแข่งกันด้วยนโยบายอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมกราบเรียนเลยว่าเราเห็น นิมิตหมายที่ดีเกิดขึ้นนะครับ และผมมั่นใจในตัวท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรีชุดนี้ว่าเราจะนําพาประเทศไทยมุ่งเข้าไปสู่เออีซี (AEC) ในฐานะความเป็น ผู้นําอย่างเต็มภาคภูมิได้อีกครั้งครับ ขอบคุณครับ