สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

วราเทพ รัตนากร ยืนยันว่าโครงการรับจํานําข้าวเปลือกมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวนา โดยดำเนินการอย่างเปิดเผยและไม่โกงชาวนา รัฐบาลได้ประกาศราคาข้าวเปลือกไว้ที่ 15,000 บาทต่อตัน และชาวนาจะได้ราคาตามสภาพความชื้น นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยเน้นย้ำว่าเป็นการปรับมาตรการเพื่อให้ความถูกต้องและความยุติธรรมในการขึ้นทะเบียน

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประธานครับ มี ๒-๓ ประเด็นที่ผมคิดว่าอยากจะเพิ่มเติม จากท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงไปแล้วกับนโยบายของรัฐบาลในโครงการรับจํานํา ข้าวเปลือกนะครับ ประเด็นที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดถึงว่าการใช้ งบประมาณจํานวนมากในโครงการรับจํานําข้าวเปลือกนี้ แล้วก็เปรียบเทียบว่าถึงชาวนา เพียงครึ่งเดียวนี้นะครับ ประเด็นนี้อาจจะทําให้เกิดความสงสัยหรือว่าเข้าใจผิดได้ว่าการใช้ เม็ดเงินให้กับโครงการนี้ แล้วก็ถึงมือชาวนานั้นเป็นการที่พี่น้องชาวนาได้ถูกเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็มาเทียบโยงว่าเงินที่ใช้ไปนี้เหมือนกับว่าไปให้ชาวนาเพียงครึ่งเดียว ผมเรียนสั้น ๆ นะครับว่า โครงการรับจํานําข้าวเปลือกคงจะทราบเป็นอย่างดีว่าเราประกาศราคารับจํานํา ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตันในข้าวเปลือกเจ้า หรือ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ในข้าวหอมมะลิก็ตาม พี่น้องชาวนาที่เข้าร่วมโครงการและคนที่เกี่ยวข้องนี้ทราบดีครับว่า นั่นคือราคาที่เป็นราคาข้าวเปลือกไม่มีความชื้นหรือเรียกว่าเป็นราคาตั้ง ส่วนราคาจริงที่ พี่น้องนําข้าวเปลือกมานี้ก็คือข้าวเปลือกตามสภาพที่มีความชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ วิธีการเก็บเกี่ยวของพี่น้องเกษตรกรได้เปลี่ยนแปลงไปจากการที่เก็บเกี่ยวแล้วก็ตากข้าว เป็นการเก็บเกี่ยวสดแล้วก็นํามาจํานําทันทีนะครับ ส่วนการจํานําที่บอกว่าจะมีการถูกโกง ความชื้นหรือเอาเปรียบความชื้น อันนั้นก็ต้องไปว่ากัน แล้วรัฐบาลก็ต้องไปดําเนินการเพื่อให้ เกิดความเป็นธรรมกับพี่น้องชาวนานะครับ ดังนั้นราคา ๑๕,๐๐๐ บาทนี้ ราคาจริงพี่น้อง ชาวนาจะทราบดีว่าเขาจะได้ ๑๓,๐๐๐ บาท หรือจะได้ ๑๒,๐๐๐ บาทก็ตามสภาพความชื้น ของข้าวของแต่ละรายไป ส่วนเงินที่บอกว่าใช้เงินไปมากนี้ ผมคิดว่านั่นคือเงินที่รับซื้อข้าว ประทานโทษที่เรียกว่ารับจํานําข้าว ที่ท่านเรียกว่ารับซื้อข้าว เราเรียกว่าโครงการ รับจํานํา ไม่ใช่ว่าเป็นการเรียกมาใหม่นะครับ โครงการรับจํานํานี้ได้มีมานานแล้ว แล้วก็ วิธีการจํานําก็คล้ายคลึงกัน แต่ครั้งนี้จะต่างจากในอดีตก็คือว่าเราไม่รอให้ราคาข้าวตกแล้วไป ประกาศรับจํานําหรอกครับ ผมยืนพูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มา ๒๐ ปีที่แล้วในการ รับจํานํา หรือการไปประกัน หรือช่วยชาวนา คือชาวนาไม่รู้เลยพอปลูกข้าวเสร็จว่าจะได้ เท่าไร แต่วันนี้ชาวนาทราบเป็นอย่างดีว่ามีราคาที่รัฐบาลตั้งไว้ในเห็น นั่นคือการที่เราเรียกว่า โครงการรับจํานําในครั้งนี้ชาวนามีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดูแลถ้าหากราคาข้าวเขาขายแล้ว ขาดทุน เขามีความมั่นใจว่าเขาจะสามารถเอาไปจํานําแล้วมีราคาตั้งที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน หรือ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัน แล้วเมื่อมีการวัดความชื้นแล้วเขาเหลือไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท เขาก็พอใจ เพราะเขาได้ราคามากกว่าในอดีตไม่ว่าจะใช้นโยบายใด ๆ ก็ตามนะครับ เงินที่ใช้ไปก็ไปอยู่กับข้าว ซึ่งจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปดําเนินการขาย แล้วก็ให้ได้เงินกลับคืนมา จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะมีความสามารถในการ จะขายข้าวได้ราคาสูงหรือราคาต่ํา หรือจะขายได้เร็วหรือขายได้ช้า แต่ทั้งหมดนั้น เราจะเรียกว่าเป็นการขาดทุนก็อาจจะพูดได้ แต่หากจะพูดว่านั่นคือการลงทุนเพื่อชาวนา นั่นคือการชดเชยเพื่อชาวนาให้ชาวนาได้มีโอกาสได้ราคาข้าว ผมคิดว่ามันก็เป็นการดูแล พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาไม่ค่อยมีโอกาสได้ราคาดี ๆ มานานแล้วนะครับ ดังนั้นรัฐบาลทํามา ๒ ปีแล้วก็มาทบทวนกัน ท่านจะมาบอกว่านั่นไปลดราคาชาวนา วันนี้ยืนยันนะครับว่ายังไม่มีการใช้ราคาใหม่แต่อย่างใด ราคาในฤดูกาลใหม่นี้ ก็ยัง ๑๕,๐๐๐ บาทอยู่ ๑๓,๐๐๐ บาท เอาละครับ จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ให้ถึงฤดูกาลนั้นก่อน แต่ขณะนี้คือ ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ ท่านจะบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการไปลดราคา รัฐบาลก็ไม่เห็นด้วยครับ แต่ท่านเองก็เรียกร้องเหมือนกันว่าใช้เงินสูง ดังนั้นเราก็มาคิดกัน ดูว่านาปรังนี้ต้นทุนในการเพาะปลูกมันต่ํากว่านาปี แล้วก็นาปรังพี่น้องชาวนาทําไม่ได้ ทั่วทั้งประเทศพี่น้องชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือบางส่วนไม่ได้ทํานา ปรังครับ เขาก็ได้รอบเดียว คนที่ได้ ๒ รอบคือพี่น้องในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เราก็กําลังคิดกันดูว่าการดูแลช่วยเหลือพี่น้อง เราจะมีการปรับหลักเกณฑ์หรือไม่ แล้ววันนี้ ก็ได้ปรับไปบางส่วนว่าจากที่เราจํานํา ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย เมื่อปลายฤดูกาลที่ผ่านมา ก็เหลือ ๓๕๐,๐๐๐ บาทต่อราย ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องชาวนาจะเข้าใจแล้วก็ยอมรับได้ ไม่ได้เป็น การหลอกอะไรหรอกครับ พูดตรงไปตรงมา ดังนั้นผมไม่อยากให้เรานําเรื่องประเด็นเหล่านี้ มาพูดเป็นความขัดแย้งทางการเมืองมากนัก อยากให้พูดตรงไปตรงมานะครับ

มีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งคุณหมอวรงค์ ซึ่งจริง ๆ ท่านก็พูดเปรียบเปรย ผมไม่ถกเถียงนะครับ เหมือนกับว่าผมไม่ได้อยู่กับชาวนาหรือไม่รู้เรื่องชาวนา ผมก็เรียนว่าผม พูดเรื่องชาวนามาก่อนท่านหลายปี ก็คงไม่ต้องขึ้นมาโต้แย้งนะครับ มันเป็นเรื่องจริง เรื่องที่ ผมจะพูดก็คือ ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ไปสร้างความยุ่งยากให้กับชาวนามากขึ้น ไปเรียกร้อง เอกสารสิทธิที่ดิน เหมือนกลั่นแกล้ง อันนี้ถ้อยคําอาจจะไม่ตรงนัก แต่ผมคิดว่าไม่ผิดจากนี้ นะครับ ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่ว่าพืชอะไรก็ตาม หรือเรื่องของ การขึ้นทะเบียนชาวนา ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการที่ต้องการความถูกต้อง แล้วก็ ต้องการสิทธิที่แท้จริง ผมก็เชื่อมั่นว่าในโครงการในรัฐบาลในอดีตก็มีปัญหาในเรื่องการ ขึ้นทะเบียนประกันรายได้ เราก็อยากได้ความจริง เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้การปรับ การขึ้นทะเบียนชาวนานี้ก็ขึ้นความเข้มงวดขึ้นมาบ้าง อาจจะมีปัญหาพี่น้องชาวนาซึ่งมี ความรู้สึกว่ามันยุ่งยากขึ้น แต่เรียนว่าเราก็ต้องทําเพื่อความตรงไปตรงมา จริง ๆ ไม่ได้ยุ่งยาก อะไรมากเลยครับ ถ้าพี่น้องมีเอกสารสิทธิก็นําเอกสารสิทธินั้นมาขึ้นทะเบียน มีชาวนา บางส่วนผมยอมรับว่าเป็นความจริง จากประสบการณ์แล้วก็การลงไปดูพื้นที่ พี่น้องชาวนา ในภาคกลางไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ดินเป็นของคนที่ไม่ได้ปลูกข้าว ก็มีคน ที่ไปเช่านา พอไปเช่านาก็มีบางเจ้าของไม่ให้หรอกครับกรรมสิทธิ์ ด้วยเหตุอะไรก็ตาม เพราะ อาจจะมองว่าถ้าให้ไปแล้วอาจจะมีการถูกมองว่าเป็นเจ้าของที่ดิน จะถูกเจ้าหน้าที่ มาตรวจสอบอย่างไรหรือไม่ก็ตาม เราก็อนุโลมกันมานะครับว่าถ้าไม่มีสัญญาเช่าที่ดิน อย่างน้อยก็ต้องมีกํานันหรือผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองว่ามีการเช่าที่ดินจริง แล้วเราก็ไปทํา ประชาคมแล้วก็ตรวจสภาพพื้นที่ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ มีการรับรองกัน ดังนั้นจริง ๆ ยังไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้นะครับ อาจจะมีการสับสนในระดับปฏิบัติมากบ้างในขณะนี้ เนื่องจากว่าเราต้องการจะทําให้ทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้นนะครับ จึงเรียนว่าไม่ได้มีการไป กลั่นแกล้งชาวนาให้ยุ่งยากมากขึ้น ผมเรียนว่าใครได้สิทธิอย่างไรแล้วเขาก็ควรได้สิทธิอย่างนั้นต่อ เมื่อสักครู่เราก็ประชุมหารือกัน ใครได้สิทธิอย่างไรก็ควรได้สิทธิอย่างนั้นต่อ แต่ต้องเป็นสิทธิ ที่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ไม่ใช่เป็นสิทธิที่เคยได้แล้วเป็นสิทธิที่ไม่ถูกต้อง แล้วจะใช้สิทธิ ที่ไม่ถูกต้องนั้นต่อไป ก็เรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าโครงการนี้ดูแลในเรื่องของพี่น้องชาวนา แล้วไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งหรือไปทําให้พี่น้องชาวนาได้ประสบปัญหามากขึ้นแต่อย่างใด แล้วผลกระทบกับพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการที่ทําตรงไปตรงมานี้ไม่มีอะไรเลยนะครับ มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับพี่น้องเกษตรกรชาวนา ด้วยซ้ําไป พูดอย่างนี้แล้วอาจจะมีความรู้สึกว่าทําไมมาเข้มงวดกับพี่น้องชาวนาเท่านั้นหรือ โครงการใหม่จะมีการปรับมาตรการในเรื่องการดําเนินการ อย่างที่ท่านเรียกร้องละครับ อาจจะถามว่าทําไมเพิ่งมาทําตอนนี้ ผมเชื่อมั่นว่าเขาก็คงทํากันมาตั้งแต่ต้น ถึงแม้ผมจะเข้า มาในระยะ ๒ เดือนเศษในเรื่องของการดูแลโครงการรับจํานําข้าว เขาก็คงทํามาตลอด แต่คนอย่างที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้บอกไปแล้วว่าก็คงจะมีคนที่ พยายามหาช่องโหว่มาแสวงในเรื่องของการเอาประโยชน์ ตรงนี้เราต้องช่วยกันจัดการครับ ผมเชื่อมั่นว่าท่านเป็นฝ่ายค้านท่านก็อยากจะจัดการ ผมเป็นรัฐบาลผมก็อยากจะจัดการ โครงการนี้มีคนเข้าร่วมจํานวนมาก ไม่ว่าเป็นชาวนา โรงสี หรือเซอร์เวเยอร์ หรือใครก็ตาม ที่เกี่ยวข้องทุกกระบวนการ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ เราจัดการคนที่ทําไม่ถูกต้องครับ แต่ไม่ใช่ หมายความว่ามีการทําไม่ถูกต้องแล้วมาเหมารวมว่าทั้งโครงการนั้นเสียหาย ผมก็อยากจะ เรียนว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลยังมีความประสงค์ที่จะต้องดําเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ขอบพระคุณครับ