สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

ธีรภัทร พริ้งศุลกะ พูดถึงการยกระดับสินค้าการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา โดยวิพากษ์วิจารณ์ความไม่สำเร็จในการแก้ไขปัญหานี้ของรัฐบาล

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สุราษฏร์ธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฏร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เดี๋ยวกระผมจะพูดในส่วนของกรอบเฉพาะรายงานแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะครับ ในประเด็นข้อ ๑.๑๑ การยกระดับสินค้าการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ตัวเลขคร่าว ๆ ฝากไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้นะครับประเทศไทยมีจังหวัดที่ปลูกยางพาราถึง ๕๕ จังหวัด มีพื้นที่ประมาณ ๑๖ ล้านไร่ มีครอบครัวที่เกี่ยวข้องจํานวน ๑.๕ ล้านครัวเรือน มีผลผลิต ปีหนึ่ง ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ทํารายได้เข้าสู่ประเทศปีละ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้จําตัวเลขนี้ไว้แล้วก็จะได้ไม่พูดผิดและเข้าใจผิด ในภายหลัง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกยางพารามากที่สุด และเป็นประเทศ ที่ผลิตยางพารามากที่สุดด้วยครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ นี่คือคําแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงต่อรัฐสภา และในช่วง สุดท้ายของการแถลงนโยบายของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้เปรียบเทียบว่า ท่านกําลังทําข้อสอบ แล้วท่านก็กล่าวว่าท่านมั่นใจว่าท่านสามารถทําข้อสอบได้ผ่าน แล้วหลังจากนั้นครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ปรบมือให้กําลังใจท่านนายกรัฐมนตรี แต่ผมคิดว่าเป็นการปรบมือที่เร็วเกินไป และเดี๋ยวผมจะลําดับให้ฟังครับว่า ภายในระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาเราจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลได้ผ่านข้อสอบที่ท่านตั้งสมมุติฐาน ไว้หรือไม่ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ เมื่อช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นราคายางพารายังอยู่ที่ ๑๒๕ บาท ในช่วงระยะเวลา ๓ เดือน ต่อจากนั้นเองครับ ไม่ทราบเลยครับเกิดเป็นหายนะอะไรเกิดขึ้นแม้จะมีรัฐมนตรีที่เข้ามา รับผิดชอบ ๑ ท่าน คือท่านพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ราคายางพาราก็ยังตกต่ําต่อเนื่องภายใน ระยะช่วงเวลาแค่ ๓ เดือนเท่านั้น ราคายางพาราหายไปถึง ๓๐ บาท ช่วงเดือนตุลาคมเริ่มมี การประท้วง เริ่มมีการชุมนุมของเกษตรกรในจังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ รัฐบาลก็ไม่ได้สะท้อนในวิธีการแก้ปัญหาแต่อย่างไร ล่วงเลยจนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ขณะนั้น พวกเราฝ่ายค้านได้เสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ปัญหาราคา ยางพาราตกต่ําแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นเพื่อนสมาชิก ในฝั่งรัฐบาลหลายท่านได้ยื่นญัตติมาเทียบเคียงมากับพวกฝ่ายของกระผมด้วยซ้ําว่า ขอให้มี การสนับสนุนปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นในพื้นที่อีกหลายจังหวัด นั่นละครับแสดงว่าทุกคนยังมอง ว่าสถานการณ์ของยางพารานั้นยังอยู่ในภาวะปกติ และสามารถที่จะทําราคาได้กลับมาถึง ๑๒๐ บาท ล่วงเลยมาจนถึงเดือนธันวาคมครับ ท่านรัฐมนตรีได้เดินทางไปเซ็นสัญญาในราคา ๑๐๕ บาท เป็นการส่งสัญญาณที่ผิดครับ แล้วทําให้ราคายางพาราตกต่ําลงมาจากราคาเดิม ที่เคยยืน ๙๐ บาท กลับลงมา ๘๐ บาทด้วยซ้ําทําให้ปีใหม่ปีนั้นครับชาวสวนยางพารา ต้องฉลองปีใหม่ด้วยน้ําตา ผ่านมาจนถึงวันที่ ๑๗ มกราคมครับ เป็นครั้งแรกที่ได้มี การประชุมนโยบายของคณะกรรมการนโยบายหรือยางพารา หรือ กนอ. ซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีจริง ๆ แล้วเป็นประธานด้วยซ้ํา แต่ท่านได้มอบหมายให้ท่านรองกิตติรัตน์ เข้ามาดูแล วันนั้นได้มีการอนุมัติเงินจํานวน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนในการรักษา เสถียรภาพราคายางพาราและขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีจากท่านพรศักดิ์มาเป็น รัฐมนตรีท่านใหม่ คือท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นคนใต้ ในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากนั้น มีการเพิ่มเงินเข้ามาในระบบ ทุกคนก็คิดว่าสามารถที่จะทําให้ราคากลับมายืนในราคา ๑๒๐ บาทได้ เพราะท่านรัฐมนตรีเองท่านก็ยืนยันว่าท่านสามารถทําได้ ภายในระยะเวลาช่วง ๓ เดือนนั้น เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน ท่านยังให้ความมั่นใจด้วยซ้ําว่า ภายใน ๓ ปี ท่านจะผลักดันให้มูลค่าของยางพาราซึ่งมีราคาประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สามารถขึ้นได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจะส่งเสริมด้วยซ้ําให้มีการปลูกยางพารา เพิ่มขึ้นอีกถึง ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ นี่คือช่วงฮันนีมูนของท่านรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ ช่วง ๓ เดือนต่อจากนั้นไม่ได้มีอะไรคืบหน้าเพิ่มเติมเลย เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และสุดท้ายเดือนกรกฎาคม รัฐบาลออกมายอมรับว่านโยบายที่แทรกแซงและชี้นําราคานั้น ไม่ได้ผล สุดท้ายราคาเหลืออยู่เพียงแค่ ๑๐๐ บาทเท่านั้น ท่านประธานครับ ๓ เดือน ต่อจากนั้น เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เดือนตุลาคม ท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิจากกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ไปอย่างหงอย ๆ เท่ากับว่าในช่วงเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาของการเป็นรัฐบาลนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง ๒ ท่าน มีหน้าที่ช่วยอย่างเดียวครับ คือช่วยทําให้ราคาของสินค้าการเกษตรตกลง สินค้าที่เป็นพืชหลักทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ากว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านทําให้หายไปถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นี่ล่ะครับ คือทําให้เหตุผลนี้ว่าทําไมรัฐบาลถึงไม่สามารถแก้ปัญหาและสะท้อนถึงปัญหา ในช่วงระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาได้ ผมถึงได้เรียนผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า ท่านเองนั้นแม้จะให้ความมั่นใจพวกเราในช่วงที่ท่านเข้ามารับอาสาดํารงตําแหน่ง แต่ผม ได้เรียนเลยครับว่า การมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านนั้น ไม่ได้ทําให้ข้อสอบของ ท่านได้ผ่านเลยครับ ตลอดช่วงเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ อภิปรายแล้วว่าการสอบของท่านนั้นเป็นการสอบตกครับ หรือแม้แต่วิชาที่ท่านถนัด อย่างเช่น การท่องเที่ยวหรือเสริมสวยท่านก็สอบตกครับ ผมยังอยากจะฝากไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ําว่า พวกเราพิจารณาแล้วว่าการดํารงคงอยู่ของท่านอีก ๒ ปี ไม่เหมาะสมเลย ท่านสมควรที่จะถูกพิจารณาให้ออกจากตําแหน่งด้วยซ้ํา ขอบพระคุณมากครับ