สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการชี้นำข้าวในตลาดโลก และวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวของโครงการรับจํานําข้าวของรัฐบาล รวมถึงการถูกเอาเปรียบชาวนา และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับข้อเท็จจริงและเปลี่ยนนโยบาย

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ขออนุญาตฝากเตือนไปยังทาง เจ้าหน้าที่ที่เตรียมเพาเวอร์พอยท์ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะสับสนนิดหนึ่ง ผมขอเริ่มเลยนะครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายคําแถลงผลงานของรัฐบาล ๑ ปี แต่ก่อนที่จะเข้าสู่สาระ ที่ผมจะคุยด้วย อย่างน้อยต้องขอบคุณท่านทีมงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ผมรู้สึกมั่นใจว่านโยบายไข่ชั่งกิโลกรัมของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีราคาถูกกว่าขาย ของนายกรัฐมนตรีปูครับ คือของพวกนี้บางครั้งมันต้องดูกันนาน ๆ ท่านประธานครับ ผ่านมา ๒ ปี ได้มีการเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากการชั่งกิโลกรัมของไข่ ไม่มีความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการขายไข่ชั่งกิโลกรัมราคาถูกกว่าของไข่ นายกรัฐมนตรีปูในชุดปัจจุบันนี้ แล้วผมก็แปลกใจท่านประธาน ผมกําลังจะโยงเข้าสู่สาระ ที่ผมกําลังจะพูดถึง เพราะผมเชื่อว่าทุกท่านคงเดาถูกว่าผมจะคุยเรื่องโครงการรับจํานําข้าว ท่านประธานคงจําได้ไหมครับว่าตอนรัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นทําโครงการรับจํานําข้าวดูบูม (Boom) มาก ดูยิ่งใหญ่ดูมโหฬาร ทุกคนพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจว่าชีวิตชาวนาจะดีขึ้น เกษตรกรจะดีขึ้น รัฐบาลชุดนี้กล้าชี้นําตลาดโลก บอกว่าเราจะชี้นําข้าวในตลาดโลกเพราะถือว่าเราเป็นประเทศ ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ มีรัฐมนตรีบางคนบอกว่าให้เขาขายราคาถูกไปก่อน และหลังจากนั้น เราจะขายราคาแพง ก็มีนักวิชาการหลายคนรวมทั้งพวกผมฝ่ายค้านก็บอกว่าแนวคิดนั้น มันเป็นไปไม่ได้ แนวคิดที่ท่านจะชี้นําราคาข้าวในตลาดโลกมันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากว่าข้าว เป็นสินค้าเกษตร ท่านปล่อยให้คนอื่นขายไปก่อน แล้วกว่าเราจะขายข้าวเรา ราคา ไม่ใช่ราคาเสียนะ มันเก็บไว้นาน ๆ ไม่ได้มันเน่า แล้วถ้ามันทําได้จริงการร่วมไม้ร่วมมือ ในประเทศที่ค้าข้าวคุยกันมา ๒๐-๓๐ ปี และมันทําไปแล้ว แล้วพวกท่านวันนั้น ตอนเริ่มต้นนโยบายท่านก็พูดด้วยความมั่นอกมั่นใจ โดยบทหลักทักษิณคิดเพื่อไทยทํา ท่านประธานสังเกตเห็นไหมครับ วันนี้การคุยเรื่องนโยบายจํานําข้าว คุยน้อยนะครับ แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านรัฐมนตรีนิวัฒน์ธํารง หรือแม้แต่ ท่านรัฐมนตรียรรยงเอง ดูแต่ละท่านไม่ค่อยมั่นอกมั่นใจเหมือนกับจะยอมรับกลาย ๆ ว่า ขณะนี้โครงการนี้พูดมากก็เข้าเนื้อมันกําลังทําท่าจะไปไม่รอด ผมกําลังจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้ เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า นโยบายโครงการรับจํานําข้าวของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง คําถามถามว่าล้มเหลว เพราะอะไรครับ ผมเอาดัชนีชี้วัดอยู่ ๒ ตัวครับ ท่านประธาน ๑. ล้มเหลวในเชิงนโยบาย และข้อที่ ๒ ก็คือล้มเหลวเพราะ เป็นนโยบายที่เอื้อให้มีการทุจริตทุกขั้นตอนครับ เรามาดูประเด็นแรกว่าการล้มเหลว ในเชิงหลักคิดครับ ท่านบอกว่าจะชี้นําราคาข้าวในตลาดโลก ตอนสมัยแรก ๆ พูดอย่างไร ท่านก็ไม่ฟัง แต่บังเอิญผ่านมา ๒ ปีแล้วมันมีข้อมูลของสื่อต่างประเทศออกมาเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมขออนุญาต อันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานแล้ว แต่เนื่องจากว่าผมทําเป็นเพาเวอร์พอยท์ ที่จะสื่อให้กับทางรัฐบาลได้เห็นพร้อม ๆ กันครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ นี่คือเว็บไซต์ โอเรซ่า ดอทคอม (Oraza.com) ซึ่งในวงการข้าวทั่วโลกรู้จักหมดครับ ลงเมื่อประมาณ เดือนที่ผ่านมา เขาเอาตัวเลขราคาขายของข้าวในตลาดโลกออกมาทําเป็นกราฟ (Graph) ผมตัดประเทศอื่นออก เอาเฉพาะคู่แข่งเราที่เด่น ๆ ก็มีประเทศเวียดนาม ประเทศอินเดีย และประเทศไทย ของประเทศไทยเส้นสีแดงข้างบนครับ ของประเทศเวียดนามเส้นสีน้ําเงิน แล้วของประเทศอินเดียเส้นสีเขียว เส้นบนนี่ผมทําเพิ่มขึ้นมาคือราคาตั้งเป้าของเราคือ ๘๐๐ เหรียญ เพราะเนื่องจากว่าเราจะชี้นําตลาดโลก จํานําข้าวเปลือกราคา ๑๕,๐๐๐ บาท เท่ากับว่าราคาข้าวสารต้องขายประมาณ ๘๐๐ เหรียญ เราเริ่มต้นลองดูช่วงแรก ๆ สิครับ ที่เป็นกราฟพุ่งในทางจิตวิทยาเราขึ้นจริง ๆ ท่านประธาน เพราะคนตกใจ บอกประเทศ ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่จะกําหนดชี้นําข้าวในตลาดโลก ขณะนั้นประมาณเดือนตุลาคม ท่านอาจจะมองไม่เห็น ถ้าผมชี้ก็คือกราฟที่พุ่งสุดอันแรก ตอนนั้นประมาณเดือนตุลาคม รัฐบาลของท่านเริ่มโครงการรับจํานําข้าววันที่ ๗ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ ก็ตกประมาณเดือนตุลาคม ปี ๒๐๑๑ ขึ้นไป ๖๐๐ กว่าเหรียญครับ มันก็เลยทําให้ข้าวอินเดีย ข้าวเวียดนามสูงขึ้น ตามไปด้วย และหลังจากนั้นไม่นานราคาข้าวก็ค่อย ๆ สวิง (Swing) สวิง สวิงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ท่านประธานดูนะครับ เดือนสิงหาคมปีนี้ก็คือเส้นสุดท้ายเลย เป็นเดือนสิงหาคม ก็คือเดือน ๘ ปี ๒๐๑๓ ก็คือเดือนสิงหาคมปี ๒๕๕๖ ท่านประธานเป็นอย่างไรครับ สุดท้าย วันนี้พิสูจน์แล้วนะครับว่าความคิดของพวกท่านที่บอกว่าจะชี้นําข้าวในตลาดโลก มันเป็นไปไม่ได้ มันล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ล้มเหลวแบบสิ้นเชิง และบทที่น่าอายชาวโลก ก็คือว่าสุดท้ายข้าวไทยกับข้าวอินเดียราคามาตัดกัน มีในนิตยสารฉบับนี้ได้มีการเขียนไว้ ด้วยว่าบางช่วงข้าวอินเดียกลับสูงกว่าข้าวไทย จริงอยู่ผมเช็กราคาล่าสุดเอฟโอบี (FOB) ณ วันนี้เราตกประมาณสัก ๔๕๐ เหรียญ ประเทศอินเดียเขาประมาณ ๔๐๐ ๔๑๐ เหรียญ ประเทศเวียดนามก็ต้องหนีลงมาเหลือประมาณสัก ๓๖๐ ๓๗๐ เหรียญ เพราะว่าเขาไม่ยอม ที่จะเอามาราคาเท่าเรา เพราะรู้ว่าข้าวเราคุณภาพดีกว่า แต่เราดําเนินนโยบายผิดพลาด ในการชี้นําตลาดโลกและล้มเหลวไม่เป็นท่าทําให้ข้าวเราขายไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องขายตาม ราคาตลาดโลก ซึ่งจากนี้ไปผมว่าโอเคครับ มันก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะขายข้าวได้ถ้าเรา ไม่ยโสจนเกินไป เราขายแข่งกับต่างประเทศไม่ควรจะเกิน ๕๐ เหรียญ วงการผู้ส่งออก ทั่วโลกเลยบอกว่าราคาของต่างประเทศบวกเราไม่เกิน ๕๐ เหรียญเราขายได้ แต่ก่อนหน้านี้ ท่านบวกที ๑๕๐ เหรียญมันขายไม่ได้ ดังนั้นผมย้ํานะครับว่านโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทํา เพื่อชี้นําราคาข้าวในตลาดโลกล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แล้วผมก็แปลกใจ คนเคยเข้าใจว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทํา ทักษิณเก่ง สุดท้ายคือท่านก็เก่งเรื่องผูกขาด ท่านประธานลองนึกภาพ ดูว่าสิ่งที่พวกท่านประสบผลสําเร็จก็คือการผูกขาด แต่ถ้ามีการค้าขายในตลาดเสรี ท่านล้มเหลวไม่เป็นท่าฉะนั้นวันนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ แล้วผมถือว่ารัฐบาลต้องกล้ายอมรับ ข้อเท็จจริงในสังคมโลกเลยว่าวันนี้ท่านทําไม่ได้แล้ว ท่านล้มเหลวแล้ว และท่านจําเป็นต้องมา ขายข้าวเหมือนกับตลาดทั่วไป บวกสูงกว่าประเทศอินเดียหรือประเทศเวียดนามอย่างมากก็ ๔๐ ๕๐ เหรียญ ซึ่งอันนี้เราจะขายได้ และผมก็เชื่อว่าปลายปีนี้ราคาข้าวส่งออก ปริมาณ ส่งออกข้าวเราจะสูงขึ้น เพราะว่าราคาของเราขณะนี้ขยับลงมาตามภาวะกลไกตลาด นี่คือความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วผลพวง ของพวกท่านที่ท่านทําไว้มันสร้างปัญหาให้กับระบบข้าวประเทศเราอย่างมหาศาล อย่างไร ๆ ก็ต้องย้ํา เราเคยเป็นแชมป์โลกในวันส่งออกข้าวมา ๓๐-๔๐ ปี เราได้ทั้งแชมป์โลก ปริมาณ และเราได้ทั้งตัวเงินที่เข้ามา ตอนปี ๒๕๕๔ ยุคท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราส่งออกข้าว เป็นอันดับ ๑ ที่สูงมากเป็นประวัติการครับ ๑๐.๗ ล้านตัน คิดเป็นเงินบาทประมาณ ๑๙๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่หลังจากนโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทํา ชี้นําข้าวในตลาดโลก ล้มเหลวไม่เป็นท่าปุ๊บ เราส่งออกในปีถัดมาปี ๒๕๕๕ เหลือแค่ ๖.๙ ล้านตัน มีเงิน เข้าประเทศ ๑๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าสัดส่วนหายไปประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความล้มเหลวครับ แม้แต่ขณะนี้ผลพวงของการส่งออกมันยังตามมาถึงปัจจุบันครับ เนื่องจากว่าขณะนี้เราส่งออกได้แค่ประมาณ ๓.๖ ล้านตัน ประมาณ ๗ เดือนครับท่านประธาน มันก็ยังน้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วมันก็แย่อยู่แล้วครับ แล้วปริมาณเงินก็น้อยลง ครับท่านประธาน ฉะนั้นขณะนี้ผมคิดว่าถ้าท่านตั้งหลักใหม่ยอมรับกลไกตลาด ผมเชื่อว่า มันพอที่จะทําให้ข้าวเราสามารถที่จะส่งออกได้ ฉะนั้นผมย้ํานะครับ คนเราต้องยอมรับ ความผิดพลาด ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ท่านล้มเหลว แล้วผมเห็นคนหลายคนที่ชอบ ออกมาพูดว่าเราปล่อยให้คนอื่นค้าไปก่อนช่วงหลังเงียบกริบเลยท่านประธาน ดีแล้ว ไม่ว่ากัน ถ้าอย่างน้อยยอมรับความผิดพลาด ผมก็ให้อภัยได้ในเรื่องประเด็นนี้

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน เป็นประเด็นเรื่องการดําเนินนโยบายของ โครงการรับจํานําข้าว ถ้าจะพูดให้มันสมาร์ท (Smart) นิดหนึ่ง ผมขอเอาภาษาสมัยใหม่ มาพูดว่าเราต้องพูดเรื่องนี้อย่างบูรณาการครับ เราต้องบูรณาการต้นน้ํา กลางน้ํา แล้วก็ ปลายน้ํา การบูรณาการต้นน้ํา ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้เข้าใจครับ เพราะใช้ หลักคิดตรงกัน ต้นน้ํา หมายถึง ข้าวจากมือชาวนาถึงมือโรงสี ท่านประธานดูภาพนี้ครับ เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่ท่านเริ่มดําเนินการโครงการรับจํานําข้าว ผมย้ําอยู่เสมอว่า ชาวนาถูกเอาเปรียบ ช่วงนั้นผมลงทุนมากนะ ต้องการจะบอกให้กับพวกท่านรับรู้ว่าพวกผม คลุกกับชาวนา พวกท่านไม่ได้คลุกกับชาวนา เพราะฉะนั้นพวกผมพูดเรื่องพวกนี้ด้วยความ มั่นอกมั่นใจ ด้วยแววตาที่เราพูดแทนเกษตรกร นี่คือหลักฐานที่ผมไปตามวัดนะครับ ท่านประธาน ท่านจะเชื่อ ไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่ผมมั่นใจว่าผมทําถูกต้อง วัดความชื้น ได้ประมาณ ๒๐ ความชื้น ๒๐ ก็ตกประมาณ ๑๓,๖๐๐ บาท แต่เวลาไปถึงเข้าโรงสี ความชื้น กลับมา ๓๒ ชาวนารายนี้ถูกเอาเปรียบไป ความชื้น ๑๒ จุดครับ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๒๐๐ บาทเศษ ๆ เท่ากับรายนี้ถูกเอาเปรียบไป ๒,๔๐๐ กว่าบาท ๒,๕๐๐ บาท ถ้า ๓๐ เกวียนท่านก็คูณไปสิครับ มหาศาลเลย นี่คือการถูกเอาเปรียบของชาวนา ท่านประธานดูต่อนะครับ รูปต่อไปนี้ก็เป็นการถูกเอาเปรียบเรื่องความชื้น ขออนุญาต ภาพต่อไป ซึ่งเดี๋ยวจะเป็นคําตอบให้ท่านรัฐมนตรีวราเทพด้วย เพราะท่านเข้าใจผิดทั้งหมด เนื่องจากว่าท่านไม่ได้อยู่กับชาวนา ท่านเลยเข้าใจเรื่องข้าวไม่ถูกต้อง ท่านสังเกตไหมครับว่า ความชื้น ๓๘ เปอร์เซ็นต์ มีที่ไหนครับ เครื่องวัดความชื้นที่ไหนในโลกนี้วัดความชื้นได้ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ เครื่องวัดความชื้นมาตรฐานจะวัดความชื้นได้สูงสุดแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือ การโกงชาวนา แล้วหน่วยราชการก็รับนะท่านประธาน อีกฉบับหนึ่งความชื้น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ อีกรายหนึ่งความชื้นก็ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ อีกรายหนึ่งก็ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ อีกรายหนึ่งก็ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ มันไม่มีเครื่องวัดในโลกนี้ที่วัดความชื้นได้ถึง ๓๗-๓๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ค่ามันสูงสุดได้แค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นแล้วมันจะขึ้นเป็นค่าเอฟ (F) ก็คือไม่สามารถ จะอ่านค่าได้ แต่มีมติของคณะอนุกรรมการดําเนินโครงการรับจํานําข้าวเขียนไว้ชัดเจนครับ ท่านประธาน บอกว่าเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวนา ถ้าวัดความชื้นเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป ให้คิดความชื้นแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าตรงนี้ท่านจริงใจกับชาวนาจริง ๆ ชาวนาจะได้ เงินเยอะเลยครับ คนนี้เกิดถ้าความชื้น ๓๖ ๓๗ ๓๘ ก็ควรจะได้ ณ ความชื้น ๓๐ ซึ่งตัวเลข ณ ความชื้น ๓๐ มันตกประมาณ ๑๑,๖๐๐ กว่าบาทครับแต่ในข้อเท็จจริงไม่ใช่ ท่านประธานดูต่อครับ นี่คือหลักฐานที่เห็นแล้วก็น่าช้ําใจแทนเกษตรกรชาวนา เพราะ คือผลงานในรอบ ๑ ปีของท่าน หลักฐานชัด ๆ ครับ รายหนึ่งวัดโน่นวัดนี่ไปแล้วบอกได้ ๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียนครับท่านประธาน แล้วจะให้ทําอย่างไร รายนี้ ๘,๐๐๐ บาทต่อเกวียน รายขวาสุดนี่ ๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียนเยอะเลยครับ ที่ส่งเอกสาร มาร้องเรียนพวกเรา แล้วเราก็มาพูดแล้วพูดอีก พูดซ้ําแล้วแล้วก็ซ้ําอีก จนท่านบอกว่า เอาตํารวจไปประจําโรงสี ถามว่าเอาตํารวจไปตํารวจช่วยอะไรได้ ตํารวจไม่เข้าใจเรื่องข้าว ตํารวจเขาไปนั่งเฉย ๆ และรับเบี้ยเลี้ยงจากโรงสี ทําให้โรงสีต้องมีค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับพี่น้องข้าวเจ้า เป็นข้าวเปลือกเจ้า ในพื้นที่ภาคเหนือ ตอนล่าง ภาคกลางเท่านั้น พี่น้องทางอีสานก็ยังมีการร้องเรียนมาที่พรรคประชาธิปัตย์ นี่คือเอกสารของพี่น้องอีสาน คือมันเยอะมากท่านประธาน ผมจะสรุปสั้น ๆ สังเกตไหม ท่านประธานครับ ขอภาพต่อนะครับ รายซ้ายมือสุดเป็นข้าวหอมมะลิที่จังหวัดทางอีสาน แห่งหนึ่ง เบ็ดเสร็จแล้วท่านกําหนดไว้เกวียนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ขอภาพถัดไปเลยนะครับ ท่านกําหนดไว้เกวียนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ในเอกสารก็คือเกวียนละ ๑๓,๕๐๐ บาท เพราะอันนี้คิดเป็นกิโลกรัม ทางอีสาน ก็กิโลกรัมละ ๑๓.๕๐ บาท มันน้อยมากท่านประธาน ๒๐๐๐๐ บาท เหลือ ๑๓,๕๐๐ บาท แล้วคนอีสานท่านประธานก็รู้ดี เขาตากข้าว ทํานา ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ แล้วตากข้าวใส่กระสอบไป อย่างน้อยความชื้น ๑๕-๑๖ แน่นอน แต่เหลือ ๑๓,๕๐๐ บาท คนถัดมาเหลือ ๑๔ บาท ก็คือ ๑๔,๐๐๐ บาท คนถัดมา ๑๕.๒๐ บาท ก็คือ ๑๕,๒๐๐ บาทอย่างนี้ นี่คือหัวอกคนอีสานครับ มันถึงบอกว่ามันคือความล้มเหลว ท่านประธาน เป็นความล้มเหลวแบบไร้สิ้นเชิงในการแก้ไขครับ แล้วผมเชื่อว่าพวกท่าน ไม่ได้เอาจริงเอาจัง คือผมกล้าพูดครับ เพราะผมว่างเมื่อไรผมไปพบชาวนา เวลาไปพบชาวนา เขาเล่าถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเขามา แม้แต่วันนี้เองพี่น้องเกษตรกรชาวนาก็จะบอก เจ็บใจรัฐบาล ท่านฟังเลยนะครับเผื่อท่านไปแก้ไข ทุกทีเวลาลงทะเบียนการทํานารอบใหม่ ใช้ทําประชาคมได้ แต่รอบนี้ท่านไปเรียกร้องว่าจะต้องมีสําเนาโฉนดที่ดินที่มีเลขที่โฉนดที่ดิน แล้วเอาคนเช่า เอาบัตรประจําตัวประชาชนเขามาด้วย เขาบอกจะไปตามหาที่ไหน ยิ่งพื้นที่ แถวภาคกลางที่มันมีราคาแพง เจ้าของโฉนดก็กลัว แล้วเคยให้ไปแล้ว แล้วท่านก็ไม่ยอม ท่านก็มาสร้างเงื่อนไขใหม่ชาวนาก็บอกเขาก็เข้าโครงการลําบากในรอบใหม่ ผมก็บอกอย่างนี้ เป็นการกลั่นแกล้งชาวนาหรือไม่ ผมก็เรียนกับพี่น้องเกษตรกรชาวนาแถวภาคกลาง ที่ร้องเรียนผมมาในช่วง ๒ วันนี้ ผมได้ทําหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ท่านแล้ว ท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องนะครับ ถ้าอะไรอะลุ่มอล่วยได้ ท่านได้โปรดอะลุ่มอล่วยเขาเถอะครับ เพราะว่า ๒ ปีผ่านมาแล้ว ท่านควรจะมีประสบการณ์เยอะขึ้นแล้ว แต่ปรากฏว่า ๒ ปีผ่านไป ท่านกลับทําเรื่องนี้ได้ยุ่งยากและลําบากมากยิ่งขึ้น นี่คือในช่วงของต้นน้ําของการทุจริตครับ ท่านประธาน เรามาดูของการทุจริตของกลางน้ําท่านประธาน ซึ่งกลางน้ํานี้เป็นหัวใจที่ สําคัญมาก เพราะเมื่อไม่นานมานี้มีเจ้าของโรงสีแห่งหนึ่งที่จังหวัดพิจิตรได้ออกมาแฉ ข้อมูลตรงกับพวกผมพูดทุกอย่างครับ ถามว่าท่านได้แก้ไขอะไรบ้าง และท่านก็ฟังพวกนี้ เป็นแบบลอยลม มีเซอร์เวเยอร์ (Surveyor) เรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ โรงสีเอาข้าวที่ดี เรียก ๗ บาท แล้วตอนหลังเขาบอกเรียก ๑๐ บาทต่อกระสอบ ถ้าเอาข้าวเสื่อมคุณภาพ เอาข้าวเก่า ข้าวปี ๒๕๕๑ ที่ท่านขายไปไปเวียนเทียน เขาบอกเรียกเก็บกระสอบละ ๕๐ บาท ๘๐ บาท ข้าวเขมรก็ ๕๐ บาท ๘๐ บาท ถ้าเป็นข้าวมะลิทางภาคอีสานอาจจะสูงถึง ๒๐๐ บาท แล้วทุกท่านก็ไม่เคยมีการตอบสนองในสิ่งเหล่านี้ เราเคยร้องเรียนว่ารัฐบาล เหตุผลอันหนึ่งของข้าวที่มันมีปัญหาก็คือ มันมีข้าวเสื่อมสภาพที่อยู่ในโกดัง ท่านลองไป สุ่มไหม ถ้าสุ่มแล้ว