อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงการประเมินผลการดำเนินการของรัฐบาล การปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางเศรษฐกิจของประเทศ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นหารือท่านประธานก่อนนะครับ ก่อนที่จะนับเวลา
ประการแรก ก็คือผมได้ขออนุญาตใช้แผ่นภาพเพาเวอร์พอยท์ (Power Point)ซึ่งท่านประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ
ประการที่ ๒ รายงานการแสดงผลการดําเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ปกติแล้วก็จะเป็นการมาแถลงผลงานเพื่อที่จะให้รัฐสภา ได้เห็นว่าได้มีการดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งปรากฏอยู่เป็นรายมาตรา อย่างไร บังเอิญรายงานของรัฐบาลฉบับนี้จะมีการพูดถึงเรื่องของนโยบายเร่งด่วน ๑ ปี เข้ามาด้วย แล้วเวลาที่เรามาอภิปรายกันในวันนี้ก็ล่วงเลยมาคือรัฐบาลได้ทํางานมา ๒ ปีเศษ ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานว่าข้อมูลและสิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้น ก็คงต้องเกินเลยกรอบเวลา ๑ ปีอยู่บ้าง เพื่อให้เห็นภาพของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ ดําเนินการในปีแรกของรัฐบาลหรือตั้งทิศทางของกรอบนโยบาย อันนี้หารือท่านประธานไว้ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาเมื่อได้ดําเนินการในการอภิปรายครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้พวกเรามาทําหน้าที่ในการติดตามประเมินผล ของการดําเนินการของรัฐบาล ซึ่งหลักแล้วอย่างที่ผมได้กราบเรียน คือว่าได้มีการปฏิบัติตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ว่ารายงานของรัฐบาลจะนํา เรื่องนี้บวกเข้าไปกับเรื่องของการดําเนินนโยบายตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แล้วก็ ที่สําคัญก็คือว่าในรายงานฉบับนี้ก็เป็นเรื่องที่มักจะไม่ได้ทํากันมาก่อน ก็คือจะมีการบรรยาย ถึงภาพที่อ้างว่าเป็นภาพของการประเมินเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก่อนที่รัฐบาลนี้จะ เข้ามาบริหารประเทศ แต่ก็ดีครับ เป็นการทําให้เห็นว่าโจทย์ที่รัฐบาลตั้งไว้แล้วก็ที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าต้องการที่จะทํา ๓ อย่าง คือทําเศรษฐกิจให้สมดุล ทําสังคมให้มีความเชื่อมั่นในเรื่องของการปรองดองแล้วก็เตรียมความพร้อมไปสู่การเป็น ส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ก็ถือเป็นโจทย์สําคัญที่เราจะได้ใช้ในการประเมินรัฐบาลด้วย ท่านประธานครับ ถ้าวันนี้เราจะมาประเมินกัน ผมก็เชื่อว่าถ้าฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นแล้วก็ประเมิน ก็คงจะสามารถบรรยายว่าได้ดําเนินการอะไรไปแล้วบ้าง เพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลเองก็คงจะ ได้มีโอกาสพูดถึงความสําเร็จของงานหลายอย่าง ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็คงจะได้ชี้ให้เห็นถึง ปัญหาที่เป็นจุดอ่อนหรือความล้มเหลว ผมจึงอยากจะเริ่มต้นจากการประเมินโดยคนกลางว่า ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากให้ประเทศมีความก้าวหน้า เศรษฐกิจมีความ เข้มแข็ง สังคมมีความปรองดอง เราจะมีขีดความสามารถการแข่งขัน คนกลาง คนนอกเขา ประเมินกันอย่างไร ผมจึงขอเริ่มต้นด้วยการให้ท่านได้เห็นการประเมินขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งประเมินโดยไอเอ็มดี (IMD)
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมได้ใช้สี เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจนะครับคือในช่วงปี ๒๕๕๓ คือปีสุดท้ายที่รัฐบาลที่แล้ว บริหารเต็มปี ผมใช้สีฟ้า ปี ๒๕๕๔ ก็แบ่งกันก็เป็นสีขาว ส่วนปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ก็เป็นสีแดง สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นก็คือว่าไม่ว่าจะเป็นอันดับโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพของภาครัฐ หรือไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง พื้นฐานครับ ไม่มีข้อไหนที่อันดับของประเทศไทยในปี ๒๕๕๖ ดีกว่าปี ๒๕๕๓ ตรงกันข้าม อันดับได้ตกลงในทุกด้านที่หยิบมาซึ่งเป็นด้านหลักในการประเมินของไอเอ็มดี ผมเอง อยากจะใช้ตัวเลขปี ๒๕๕๖ เพราะให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลในปี ๒๕๕๕ เนื่องจากว่า ในปี ๒๕๕๕ นั้นได้รับผลกระทบรุนแรงจากเรื่องของน้ําท่วมใหญ่ ดังนั้นอันดับโดยรวมนั้น เทียบกับปี ๒๕๕๓ ลดลงจาก ๒๖ เป็น ๒๗ สมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลงจากอันดับ ๖ เป็นอันดับ ๙ ประสิทธิภาพของภาครัฐลดลงจากอันดับ ๑๘ เป็นอันดับ ๒๒ และโครงสร้างพื้นฐานลดลง จากอันดับ ๔๖ เป็นอันดับ ๔๘ นอกจากไอเอ็มดีครับ อีกหน่วยงานที่มีความสําคัญ หรือว่าใช้อ้างถึงกันก็คือดับเบิลยูอีเอส (WES) ตรงนี้ผมก็ให้พวกเราได้เห็นภาพครับ เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวถึงความพร้อมในการเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ว่าอันดับ ของประเทศไทยเทียบเคียงกับประเทศอื่น ๆ แล้วเป็นอย่างไร แล้วก็ที่น่าสนใจก็คือว่าตกลง จุดแข็ง จุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน ท่านก็จะเห็นครับว่าอันดับของเรา ไม่ว่าจะเป็นในด้านใด ก็ตามไม่สู้จะดีนักถ้าเทียบกับทั้ง ๑๐ ประเทศในกลุ่มอาเซียน แต่ผมอยากตั้งข้อสังเกต ไว้เบื้องต้นก็คือว่า ท่านจะดูนะครับว่าถ้าพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจมหภาค อันดับเราก็ดีพอสมควร คืออันดับ ๓๑ นะครับ ถ้าพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน อันดับ ๔๗ ครับ ซึ่งอันนี้รัฐบาลมักจะ อ้างอิงเสมอว่าจําเป็นจะต้องเร่งแก้ไขลงทุน แต่ถ้าท่านประธานดูต่อไปครับ จาก ๑๔๘ ประเทศ ถ้าเขาพูดถึงเรื่องของโครงสร้างสถาบันต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจของเรา เราอยู่อันดับที่ ๗๘ แล้วก็ระบบสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่านต้องกลับไปที่ตารางเดิมนิดหนึ่ง อยู่ที่อันดับ ๘๑ เพราะฉะนั้นจุดอ่อนของเราก็ยังไม่ได้รับการให้ความสําคัญในอันดับต้น ๆ ในการแก้ไข ทีนี้ถ้าเจาะลึกลงไปครับ ไปดูโครงสร้างทางสถาบันที่ว่านี้ แล้วก็เทียบเคียงกับ ด้านอื่น ๆ จะยิ่งเห็นชัดครับ ที่รัฐบาลบอกว่าประเทศไทยขาดเรื่องของถนน เรื่องของ ระบบราง อันดับเราอยู่ที่อันดับ ๔๒ กับอันดับ ๗๒ ครับ แต่ถ้าดูการศึกษา เราอยู่อันดับ ๗๘ ถ้าดูในเรื่องของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เราอยู่อันดับที่ ๘๐ ครับ แต่ท่านดูสิครับว่า จุดอ่อนของปัญหาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง สถาบันและการบริหารจัดการในภาครัฐเกือบทั้งสิ้นครับ เช่น เขาบอกว่ามีการใช้เงินทุน สาธารณะไปในทางที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีการเบี่ยงเบนหรือไม่ ปรากฏว่า เราอยู่ในอันดับที่ ๑๐๑ ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมือง เราอยู่อันดับที่ ๑๒๗ การใช้จ่ายของภาครัฐที่สูญเปล่าหรือเปล่าประโยชน์ เราอยู่ในอันดับที่ ๑๐๗ นะครับ และความน่าเชื่อถือของการทํางานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ อันดับ ๑๐๙ ครับ ผมกราบเรียน สิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะบอกกับท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลว่าถ้าเป้าหมายของเราต้องการที่จะ เป็นประเทศและเป็นเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง เราก็คงต้องไปดู รายละเอียดเหล่านี้ แล้วก็ปรับแก้ให้มันตรงจุดกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่เป็นไรครับ ผมกลับมาในเรื่องเศรษฐกิจก่อน เพื่อที่จะบอกว่านโยบายที่ท่านได้แถลงไปและย้ําเมื่อสักครู่ ว่ามีนโยบายเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย หรือขยายโอกาสก็ตาม สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จริง ๆ ที่เกิดขึ้นกับการบริหารเศรษฐกิจและการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เริ่มต้นนะครับ เอาง่าย ๆ เลยครับ เส้นสีฟ้าแสดงให้เห็นถึงอัตราการขยายตัวของการส่งออก จากปี ๒๕๕๓ เคยขยายตัวร้อยละ ๒๘ ครับ ลดลงมาเป็นร้อยละ ๑๗.๒ ลดลงมาเป็นร้อยละ ๓.๑ ลดลงมาเป็นร้อยละ ๐.๖ ผมเข้าใจครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเราจะลดความสําคัญ ของการส่งออก แต่แนวโน้มตรงนี้มันก็สะท้อนให้เห็นว่าขีดความสามารถของการแข่งขัน ของประเทศของเรา ของเศรษฐกิจเรานั้นถดถอยลงอย่างมาก และการส่งออกไม่สามารถ ที่จะเป็นเครื่องจักรที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจเรา ถ้าหันมาดูการขยายตัวของรายได้ประชาชาติ โดยรวมนะครับ ดูเส้นแดงนะครับ ยังเป็นภาพเดิมอยู่ เราก็จะพบนะครับว่าในปี ๒๕๕๓ นั้น เคยเติบโตร้อยละ ๗.๘ ก็มาทรุดลงในช่วงน้ําท่วม เหลือร้อยละ ๐.๑ ในปี ๒๕๕๔ แล้วฟื้น ขึ้นมาในปี ๒๕๕๕ ที่ร้อยละ ๖.๕ แต่ปี ๒๕๕๖ ก็มีแนวโน้มลดลงนะครับร้อยละ ๔.๑ ขณะนี้ ก็เป็นการประมาณการที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เพราะเริ่มมีหลายสถาบันออกมาบอกว่า อาจจะต่ํากว่านั้น อาจจะอยู่ที่เพียงร้อยละ ๒ ร้อยละ ๓ ท่านประธานครับ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราไปดูแนวโน้มเป็นรายไตรมาส เราก็จะพบความจริงครับว่า ๒ ไตรมาสสุดท้ายนี้ เศรษฐกิจขยายตัวติดลบครับ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ถือว่าในทางเทคนิคแปลว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ ภาวการณ์ถดถอย นี่คือสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดที่ผมคิดว่าเป็นสากลเป็นมาตรฐานที่ใช้วัดว่าตกลงแล้วผลของการ ดําเนินการในการบริหารเศรษฐกิจเป็นอย่างไร นอกจากนั้นในขณะที่เศรษฐกิจกําลังถดถอย อัตราการขยายตัวลดลงเราจะพบความจริงว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ก็ลดลงด้วย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกนะครับ เพราะปกติเวลาเศรษฐกิจขยายตัวน้อยแนวโน้มก็คือ ว่าดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะดีขึ้น ภาพต่อไปจะชี้ให้เห็นชัดเจนเลยว่าสัดส่วนดุลบัญชี เดินสะพัดต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมนั้น ได้ลดลงอย่างไรนะครับ โดยก่อนหน้านี้นั้นเราเคยเกินดุล อยู่ในอัตราร้อยละ ๓.๑ แต่ก็ถดถอยมาเป็นร้อยละ ๑.๗ และลงมาเป็นร้อยละ ๐.๗ ในปีล่าสุดที่มีการเก็บสถิติ ผมไม่ทราบว่าภาพตามทันไหมครับ ท่านประธานจะหยุดได้ไหมครับ ข้างบนภาพมีปัญหาครับ นี่ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงอย่างต่อเนื่องครับ แสดงให้เห็นว่าจุดแข็ง ของเศรษฐกิจไทยนะครับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือว่าเราเกินดุลมาต่อเนื่องยาวนานพอสมควร นับตั้งแต่วิกฤติต้มยํากุ้ง ขณะนี้เรากําลังจะก้าวสู่ภาวะที่เงินสํารองของเราก็ดี หรือว่า หนี้ต่างประเทศของเราก็ดีน่าจะมีแนวโน้มที่จะต้องเพิ่มขึ้นครับ
สุดท้ายในเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นตัวชี้วัดที่สําคัญ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ได้พูดถึงหนี้สาธารณะ แต่ตัวเลขจริง ๓ ปีจะเห็นชัดเจนครับ หนี้สาธารณะซึ่งมีแนวโน้มลดลง ในปลายรัฐบาลที่แล้ว เคยคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติอยู่ที่ร้อยละ ๔๒.๖ ปี ๒๕๕๕ ลดลงมาร้อยละ ๔๑.๖ แต่ว่าขณะนี้กระโดดขึ้นไปที่ร้อยละ ๔๔.๓ โดยยอดนี้ยังไม่รวม การกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลจะกู้เพิ่มเติม ผมกําลัง จะกราบเรียนแสดงให้เห็นว่าในช่วงปีแรกและต่อเนื่องมาของรัฐบาลนี้มีความพยายามที่จะ ทุ่มเทเงินของภาครัฐลงไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่บรรทัดสุดท้ายเราก็เห็นแล้วว่ามันไม่ได้ผล สิ่งที่เราจะต้องตามดูต่อไปก็คือว่าแล้วผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ที่ท่านบอกว่าลดรายจ่าย หรือว่าเพิ่มรายได้นี้มันเป็นอย่างไร เพียงแต่ผมอยากจะย้ําว่า แนวคิดรัฐบาลที่จะดําเนินการให้เรามีวินัยทางการเงินการคลังนั้นเป็นพันธะแล้วก็ข้อผู้พัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๕ ด้วย ทีนี้พอเรามาดูในเรื่องความเป็นจริงของประชาชนครับ นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๗ ที่รัฐบาลแถลงไว้ก็คือ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ํามันเชื้อเพลิง ท่านประธานครับ ๒ ปีที่ผ่านมาผมไปที่ไหน จังหวัดใดก็มีการพูดถึงปัญหาของแพง จริง ๆ เมื่อเช้าผมไปเยี่ยม พี่น้องประชาชนที่จังหวัดปราจีนบุรีครับ ไปลงพื้นที่เรื่องน้ําท่วมก่อนจะขึ้นรถ ชาวบ้าน วิ่งตามมาถึงประตูรถจะไม่ให้ขึ้นรถ แล้วก็ย้ําอย่างเดียวว่า บ่ายนี้ต้องพูดเรื่องของแพง เพราะจะไม่ไหวแล้ว ผมอยากจะเริ่มต้นจากสิ่งแรกก่อนว่าคํามั่นสัญญาที่ปรากฏอยู่ เป็นนโยบายหาเสียง และสิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้ หรือตัดสินใจได้ในทางนโยบายนี้ มาถึงวันนี้ รัฐบาลได้ซ้ําเติมประชาชนในแง่ของภาระค่าครองชีพอย่างไร ดูราคาน้ํามันครับ ราคาน้ํามันนั้น จากคําแถลงนโยบายว่าจะมีการยกเลิกกองทุนน้ํามัน ผมก็เทียบให้เห็นว่าคํามั่นสัญญา ก็แปลว่าเบนซิน ๙๕ จะต้องอยู่ที่ราคา ๓๙ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๑ ราคาอยู่ที่๓๔ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ราคาอยู่ที่ ๓๗ บาท และดีเซลอยู่ที่ ๒๗.๗๙ บาท แต่ราคาปัจจุบันทุกตัว แพงกว่าคํามั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้ เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกมาลงรายละเอียดในทุกเรื่องครับ ว่าผลที่เกิดขึ้นนี้มาจากนโยบาย การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันของรัฐบาลเอง ที่สําคัญครับ ดีเซลในรายงานเล่มนี้ ถ้าท่านประธานเปิดไปที่หน้าพลังงาน ก็จะบอกว่ารัฐบาลมีนโยบายตรึงไม่ให้เกิน ๓๐ บาท ซึ่งมาทําทีหลังครับ ช่วงแรกของรัฐบาลนี้ปล่อยดีเซลทะลุเกิน ๓๐ บาท จนทําให้ ภาคการขนส่งขอขึ้นราคาค่าบริการทั้งหมดครับ แล้วก็เลยจึงเป็นที่มาของการเพิ่มต้นทุน สินค้า ซึ่งแม้ต่อมาพอรัฐบาลกลับหลังหัน มาบอกว่าจะตรึงไม่ให้เกิน ๓๐ บาท ราคา ค่าขนส่งหรือราคาสินค้าก็ไม่ได้ลดลงมาให้แก่พี่น้องประชาชน นั่นเรื่องน้ํามันนะครับ
ไฟฟ้านะครับ รัฐบาลเข้ามาถึงงานแรกก็คือว่าประชาชนที่เคยใช้ไฟฟ้าฟรี ได้ถึง ๙๐ หน่วย ก็ลดเหลือ ๕๐ หน่วย ตรงนี้เท่ากับว่ามีพี่น้องประชาชนประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ซึ่งเดิมไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าก็ต้องมาเสียค่าไฟฟ้าเป็นการเพิ่มภาระ ค่าครองชีพ แล้วก็ล่าสุดครับ ค่าไฟฟ้าก็ได้ปรับขึ้นไปอีกหน่วยละ ๗ สตางค์
หันมาดูแก๊ส (Gas) ครับ เอ็นจีวี (NGV) รัฐบาลปรับขึ้น ๔ ครั้ง ขยับจาก ๘.๕๐ บาท เป็น ๑๐.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม แอลพีจี (LPG) ภาคขนส่งปรับขึ้น ๕ ครั้งครับ จาก ๑๑.๓๐ บาทต่อลิตร เป็น ๑๒.๘๐ บาทต่อลิตร แล้วก็สําคัญที่สุดเลยครับ แอลพีจี หรือแก๊สหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือนได้มีการปรับขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ขึ้นไป ๕๐ สตางค์ ต่อกิโลกรัม หรือประมาณ ๗.๕๐ บาทต่อถัง และท่านจะทําอย่างนี้ต่อเนื่องไปอีกทุกเดือน เป็นเวลา ๑ ปี ซึ่งจะทําให้แก๊สถังหนึ่งนั้นจะมีราคาสูงถึง ๓๘๐ บาท แพงกว่าเดิม ๒๙๐ บาท ถึง ๙๐ บาทด้วยกัน นี่คือความเป็นจริงของนโยบายลดรายจ่ายของรัฐบาลนะครับ
ผมเอาเริ่มต้นเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้ตัดสินใจด้วยนโยบาย แต่ถ้ามาดู สินค้าที่เอาราคาสินค้าตลาดไทขายส่ง เขาเทียบเป็นหมวด ๆ ว่าจากสิงหาคม ๒๕๕๔ มาถึงกรกฎาคม ๒๕๕๖ นั้น เพิ่มขึ้นไปทุกหมวด เฉลี่ยเพิ่มขึ้นไปร้อยละ ๒๕.๔ ผักเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๓๗.๒ ผลไม้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐.๕ มีข้าวสารถูกลงเล็กน้อยครับ เนื้อสัตว์แพงขึ้น ร้อยละ ๒๐.๙ ปลาร้อยละ ๑๔.๘ ดอกไม้ร้อยละ ๙.๑ ถ้าไล่ไปดูสินค้ารายตัวบางตัวนะครับ ไข่ไก่ เบอร์ ๓ จาก ๑.๖๐ บาท เป็น ๓.๐๕ บาท ไก่ กะหล่ําปลี คะน้า มะนาว เพิ่มขึ้นหมด ท่านเห็นไหมครับ บางตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ ๙๐ ร้อยละ ๘๐ หรือแม้กระทั่ง ๔ เท่า ๕ เท่า ที่จริงเขามีรายละเอียดเยอะมากครับ รวมทั้งราคาขายปลีกด้วย ท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะสนใจนะครับว่า ในตารางทั้งหมดสินค้าที่ราคาแพงขึ้นมากที่สุดตั้งแต่รัฐบาลนี้ เข้ามาคือปูครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่า ในขณะที่รายจ่าย เพิ่มขึ้น ของแพง เราก็ย้อนกลับมาดูว่ารายได้ของประชาชน จริงครับ รัฐบาลดําเนินนโยบาย ในเรื่องของค่าแรง แม้ว่าจะช้ากว่าคํามั่นสัญญาได้ทํา ๑๕,๐๐๐ บาท ในระบบราชการก็เติม เงินให้มันครบเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ยังไม่ใช่เป็นเงินเดือน แต่โครงการที่จะช่วยเหลือรายได้ ของเกษตรกรจริง ๆ ในที่สุด หรือแม้กระทั่งผู้ใช้แรงงาน ตัวเลขล่าสุดที่เป็นตัวเลขมหภาค ทางเศรษฐกิจ ก็บ่งบอกว่ากําลังซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น ที่ผมให้ดูเมื่อสักครู่ว่าเศรษฐกิจกําลังถดถอย นั่นมันไม่ใช่จากการส่งออกนะครับ มันมาจากการบริโภคและต่อเนื่องไปจนถึงความเชื่อมั่น ในการที่จะมีการลงทุนกําลังอยู่ในขาลง ลดลงอย่างน่าตกใจ ในเมื่อยุทธศาสตร์ของรัฐบาล คือบอกว่าได้อัดเงินเติมเงินเข้าไปในกระเป๋าของพี่น้อง แต่กําลังซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น ตรงกันข้าม หนี้สินกลับเพิ่มขึ้น แล้วก็มีการประเมินเป็นตัวเลขออกมาว่าหนี้สินครัวเรือนก็ดี หนี้สิน เกษตรกรก็ดี ล้วนแล้วแต่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับหนี้สินของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าไปดูในเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นโยบายข้อ ๑๑ ของรัฐบาล ก็บอกว่ายกระดับราคาสินค้าเกษตรให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ว่าวันนี้ครับ พี่น้องเกษตรกรที่ยังมีปัญหาเดือดร้อนมากที่สุด ก็ยังชุมนุมกันอยู่ที่ภาคใต้ ราคายางพาราครับ ท่านประธานจะเห็นครับ ยางพาราแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน ทุกตัวครับ เทียบปี ๒๕๕๔ ซึ่งอยู่ระดับ ๑๒๕-๑๓๑ บาท วันนี้อยู่แค่ ๗๐-๗๔ บาท ท่านประธานต้อง นึกภาพครับ เท่ากับว่ารายได้ของคนเหล่านี้ลดไปเกือบจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของ ๒ ปีที่แล้ว ในวันที่รัฐบาลนี้เข้ามา ที่จริงแล้วปัญหาของการชุมนุมนี้ผมยังเชื่อว่ามีแนวทางที่จะคลี่คลายได้ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนใจนะครับ อย่าพูดคําว่า ไม่มีความจําเป็น หรือว่าไม่มี สมควรที่จะเจรจาต่อไปแล้ว เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วการช่วยเหลือ ๒,๕๐๐ กว่าบาทต่อไร่ ยังมีปัญหาอยู่สําหรับเกษตรกรชาวสวนยางโดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งลักษณะการทําสวนยาง โครงสร้างต้นทุนและวิธีการแบ่งผลประโยชน์ไม่เหมือนกับภาคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ อยากให้ไปดูเพราะว่าจะมีชาวสวนจํานวนมากครับที่ไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือ ตามช่องทางนี้ การแบ่งปันผลประโยชน์ก็มีปัญหาและที่สําคัญครับ รัฐบาลเองเมื่อตัดสินใจ อย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีการชี้นําในเรื่องของการแทรกแซงตลาด หลังจากที่แทรกแซงแล้ว ล้มเหลวก่อนหน้านี้ ในช่วงที่มาสัญญาว่าจะทําให้ได้ถึง ๑๒๐ บาท กําลังจะส่งผลให้ ราคายางนั้นมันไม่ขยับขึ้นครับ แล้วก็จะไม่มีหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้นครับว่าถึงจะจ่าย ๒,๕๐๐ บาทแล้ว เกษตรกรจะได้รับราคาเท่ากับ ๙๐ บาท ท่านประธานครับในขณะที่ รัฐบาลจะอ้างราคาตลาดอ้างตลาดโลกสําหรับยางพารา เกษตรกรที่ปลูกข้าวกลับมีโครงการ ที่มาอีกลักษณะ ตรงกันข้าม จริง ๆ แล้วก็คือไม่ตรงจนกระทั่งมีบางฝ่ายมองว่าขัดกับ มาตรา ๘๔ ของรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐบาลนั้นต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรี และเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด ยกเว้นนะครับ เพื่อความจําเป็นในการที่จะรักษา ผลประโยชน์ส่วนรวม ผมมองว่ากรณียาง ถ้ารัฐบาลแทรกแซงตลาดและทําให้ราคายางขึ้นได้ และประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ผลิต ที่มีสัดส่วนสําคัญนะครับต่อการผลิตในโลก นั่นละครับ ประโยชน์ส่วนรวม เช่นเดียวกันผมก็ไม่ปฏิเสธถ้ารัฐบาลจะแทรกแซงกลไกตลาดเพื่อช่วย พี่น้องชาวนาให้ได้ราคาข้าวที่เป็นธรรม ที่ดีขึ้น แต่วิธีการที่ท่านทําภายใต้โครงการที่ท่านใช้ คําว่า จํานําข้าว เอาเข้าจริงมันไม่ใช่โครงการจํานํา มันคือการรับซื้อข้าวและการทําให้รัฐ เป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่รายเดียวในประเทศไทย ผลที่ตามมาคืออะไร เวลาที่ท่านบอก เกษตรกรได้ประโยชน์ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออย่างมากสุด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านต้อง ใช้เงินเท่าไร ยอดการขาดทุนจํานําข้าว๓ ฤดูกาล ยิ่งถ้ารวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ ธ.ก.ส. นะครับ อยู่ที่ประมาณ ๒๓๐,๐๐๐-๒๕๗,๐๐๐ ล้านบาทครับ เท่ากับเรากําลังเอาเงิน ไปใช้ทุกบาทเพื่อจะช่วยชาวนาเพียง ๕๐ สตางค์ แล้วสุดท้ายตัวเลขการขาดทุนนี้ก็กําลัง สร้างปัญหาให้กับฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองตอนนี้ ก็จะไม่กล้าพูดแล้วละครับว่าโครงการจํานําข้าว วงเงินมีแค่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะท่าน ใช้เกินไปแล้ว แล้วก็ที่ขาดทุนปีละประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กําลังจะทําให้สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีมายืนยันเมื่อสักครู่ว่าจะสามารถทําให้งบประมาณสมดุล ได้ภายในปี ๒๕๖๐ ก็จะไม่เป็นจริงเช่นเดียวกันครับ ผมได้กราบเรียนหลายครั้งครับว่า ผมจะ ไม่ว่าเลยถ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ถึงชาวนา แต่นี่ถึงแค่ครึ่งเดียวครับ อีกครึ่งหนึ่งซึ่งไม่ใช่ น้อย ๆ คือปีละเป็นแสนล้านบาท เรากําลังสูญเสียไปให้กับใครไม่ทราบ ซึ่งมันอาจจะเป็น ประโยชน์ทางการเมืองของท่านครับ แต่มันไม่ทําให้เศรษฐกิจมีความสมดุลหรือมีความ เข้มแข็ง หรือเป็นไปในลักษณะที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจ อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นครับ มันไม่ใช่แค่ขาดทุนครับ ถ้าไปดูการส่งออกข้าวไทยก็จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ หลังจากที่ได้ดําเนินการนโยบายนี้ไปแล้วก็ทําให้ประเทศไทยสูญเสียอันดับ ๑ ในเรื่องของ การส่งออกข้าว บนตารางท่านจะเห็นปี ๒๕๕๓ เราคืออันดับ ๑ ปี ๒๕๕๔ เรายังเป็นอันดับ ๑ ส่งออก ๑๐.๖๕ ล้านตัน แต่ขณะนี้เราเป็นอันดับ ๓ ทั้งปี ๒๕๕๕ และประมาณการ ปี ๒๕๕๖ ส่งออกอยู่ประมาณแค่ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นเองครับ ผมยังไม่กล่าวเลยไปถึง เรื่องคุณภาพข้าวที่เป็นปัญหามากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้กําลังทําลายตลาดและอนาคตของข้าวไทย ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องง่ายในการที่จะฟื้นฟูขึ้นมา ตรงนี้มันไม่ได้เป็นไปตามโจทย์ที่รัฐบาลตั้งไว้ ในเรื่องของความสมดุล หรือความเข้มแข็งในส่วนของการบริหารเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ เรื่องเศรษฐกิจก็จะมีเพื่อน ส.ส. อีกหลายท่านได้มาอภิปรายลึกลงไปในแต่ละด้าน ในรายละเอียด แต่ภาพรวมที่ผมได้นําเสนอมาเมื่อสักครู่ซึ่งเป็นตัวเลขสถิติทางการทั้งสิ้น หรือการประเมินจากองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือในระดับระหว่างประเทศทั้งสิ้น บ่งบอกว่า ท่านต้องทบทวนวิธีคิดในการบริหารเศรษฐกิจ นโยบายประชานิยมไม่ทํางาน นโยบาย ประชานิยมไม่ได้เพิ่มความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจครับ ในทางตรงกันข้ามกําลังสร้าง ความเสี่ยงในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง
ในเรื่องของการสะสมหนี้ทั้งของครัวเรือนและของประเทศ ก็บังเอิญครับ ในรายงานของท่านเนื่องจากว่าตามรัฐธรรมนูญจะพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ท่านก็เขียน เอาไว้ว่ามันมีปัญหาและอุปสรรค ท่านบอกว่าในเรื่องการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงยังคงมีอุปสรรคที่ทําให้กลุ่มเป้าหมายยังไม่เข้าใจหลักการและสาระของปรัชญา ที่ลึกซึ้ง ผมถามคําถามเดียวครับ กลุ่มเป้าหมายนี้รวมถึงรัฐบาลด้วยหรือเปล่าครับ ที่บริหาร ประเทศมาโดยการคิดว่าให้คนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทํานโยบายประชานิคมแบบฝืนตลาด สร้างอํานาจซื้อเทียม อย่างเช่นกรณีของโครงการรถคันแรก แล้วนําเศรษฐกิจเรามาสู่จุดนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการทบทวนแนวทางตรงนี้ครับทําอย่างไรบ้านเมืองเรา เศรษฐกิจ เราเข้มแข็งจริงนะครับด้วยการก้าวข้ามประชานิคม แล้วก็นําไปสู่การวางรากฐานที่มี ความจําเป็น ซึ่งกระผมก็ได้ชี้ให้เห็นว่าจากการประเมินของหลาย ๆ ฝ่ายมันไม่ใช่แค่เรื่อง รถไฟหรือถนนหนทางครับ แต่เป็นเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข และการปรับปรุง โครงสร้างที่เกี่ยวกับสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองของเรา ท่านประธานครับ มีเรื่อง ปลีกย่อยอื่น ๆ ที่ผมคงจะขอเกริ่นนําไว้เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้พูด แต่ผมก็ถือว่า เป็นเรื่องสําคัญที่ต้องจับตา บังเอิญความเดือดร้อนเร่งด่วนขณะนี้เรื่องหนึ่งก็ต้องไปดู นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๔ ของรัฐบาลก็คือส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการ และเร่งรัดขยายพื้นที่เขตชลประทาน อันนี้ก็เป็นไปตามมาตรา ๘๕ (๔) ด้วย ก็เรียนให้ ท่านประธานทราบครับว่าเมื่อเช้าผมก็ยังต้องไปดูปัญหาน้ําท่วมอยู่เลยครับ ๒ ภาพต่อไป ท่านจะเห็นครับ สภาพที่กําลังเกิดขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อําเภอศรีมหาโพธิ ตําบลท่าตูม ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าพื้นที่ตรงนี้ชาวบ้านบอกว่าระดับน้ําสูงกว่าปี ๒๕๕๔ แล้วยังจะมีน้ําที่มาจากจังหวัดสระแก้วที่จะมานะครับ แล้วยังมีจังหวัดอื่น ๆ ที่ผมก็ติดตาม รายงานอยู่ ไม่ใช่เฉพาะตามลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาในภาคกลางเท่านั้น จะเป็นจังหวัดพิจิตร จะเป็นจังหวัดอุบลราชธานี ปัญหาเหล่านี้ยังรุนแรง ผมยังได้คุยกับประชาชน แล้วก็ผู้ที่ เกี่ยวข้องในท้องถิ่น เขาก็บอกอย่างที่จังหวัดปราจีนบุรีบอก กบอ. เคยลงมาดูเหมือนกัน แต่ว่าจนถึงวันนี้ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งพูดมาสักครู่นะครับ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กับอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่านไป อะไรคือรูปธรรมที่เป็นความ เปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการเรื่องน้ําครับ
ท่านประธานครับ สําหรับประเด็นอื่น ๆ ที่ผมอยากจะให้ความสําคัญ เป็นพิเศษนะครับเพราะว่าเป็นเรื่องของรากฐานโครงสร้างในอนาคต เรื่องของปัญหาที่เป็น ปัญหาใหญ่ระดับชาติ เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการศึกษาแน่นอน ซึ่งมาตรา ๘๐ (๓) ก็กําหนดให้ เป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานจัดการศึกษาในทุกระดับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เพิ่งพูดไปว่าเป้าหมายสําคัญของรัฐบาลก็คือเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ผมก็ขอใช้แผ่นภาพเดียวครับเดี๋ยวจะมีคนมาลงรายละเอียดครับว่าที่เขา จัดอันดับคุณภาพการศึกษาในอาเซียน ล่าสุดครับเราอยู่อันดับ ๘ ในประเทศที่มีการจัด อันดับ ก็อยู่รั้งท้ายละนะครับ ผมกราบเรียนว่าวันนี้ผมทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี หลายครั้ง รัฐมนตรีท่านใหม่ก็เริ่มพูดถึงนโยบายใหม่ ๆ นะครับ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าการไป ยกเลิก ใบประกอบวิชาชีพครูก็ดี การจะให้เลิกสอบตรงเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาก็ดีจะเป็น ทิศทางที่ถูกต้อง แต่ที่แน่ ๆ การลงทุนการศึกษาไม่เพียงพอ และนี่คือสิ่งที่เราท้วงติงว่า เมื่อรัฐบาลกําลังนําพาประเทศลูกหลานเราไปเป็นหนี้อีก ๕๐ ปี เป็นไปได้อย่างไรว่า หนี้ก้อนใหญ่ก้อนนี้ไม่มีแม้แต่บาทเดียวมาลงทุนในเรื่องของคน ในเรื่องอนาคตของประเทศ ในเรื่องของการศึกษา ท่านประธานครับ สําหรับในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของการเมืองนะครับ ผมก็อยากจะย้ําเพียง ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ภาระผูกพันรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญก็มีมาตรา ๗๘ และมี มาตรา ๘๒ มาตรา ๗๘ บอกว่ารัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหลัก นิติธรรม มาตรา ๘๒ บอกรัฐบาลต้องปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตาม สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ผมกราบเรียนว่าเวลารายงานนี้พูดถึงเรื่องของปรองดอง นะครับ ก็อาจจะพูดถึงเรื่องของ คอป. หรือใครก็ตาม แต่วันนี้รัฐบาลไม่ได้ดําเนินการตาม นโยบายที่แถลงไว้ในเรื่องการสนับสนุนในการที่จะนําเอารายงาน คอป. มาใช้ และที่สําคัญ ก็คือว่าสิ่งที่มีการผลักดันอยู่ตลอดเวลาโดยคนของรัฐบาล แม้ไม่ใช่ในนามของคระรัฐมนตรี ก็คือเรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรม พันธะผูกพันเรื่องนิติธรรม การปฏิบัติตามสนธิสัญญา ด้านสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ขอให้รัฐบาลอย่าได้มองข้ามสิ่งที่ทางสหประชาชาติเขาเตือนเรา มานะครับในเรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะว่าเขาไม่ต้องการให้เห็นการนิรโทษกรรม ผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการจงใจไปประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น ไม่ว่าจะกระทําโดยฝ่ายใด คือฝ่ายรัฐหรือทางฝ่ายผู้ชุมนุมหรือชายชุดดํา หรือใครก็แล้วแต่ ที่สําคัญครับ ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องปฏิบัติ โดยเสมอกัน ถ้ายังมีการเลือกปฏิบัติทั้งในการพัฒนา ทั้งในเรื่องการใช้เสรีภาพทางการเมือง ความปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้ครับ นโยบายที่แถลงเอาไว้ว่าสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตย เป็นไปได้ยากครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังปล่อยให้ รองนายกรัฐมนตรีไปพูดได้ว่าจะไม่สร้างศูนย์ประชุมให้จังหวัดนั้น จังหวัดนี้ เพราะว่าเขา ยังไม่เลือกพรรคท่าน มันปรองดองยากนะครับ ไม่มีอารมณ์จะให้ เพราะยังไม่เห็นความดี ของเรา ถ้ายังปล่อยให้การบริหารคิดแบบนี้นะครับมันเป็นไปได้ยากที่จะเกิดความสมัครสมาน สามัคคีของคนในชาติ เพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลของคนทั้งชาติ ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกท่าน เช่นเดียวกันครับ ภาพที่จะปรากฏบนจอ ๒-๓ ภาพนี้ครับ ที่เราเห็นมาตลอด ๒ ปี มันทําให้การปรองดองเกิดขึ้นยากครับ เพราะมีกลุ่มคน ซึ่งสามารถไปข่มขู่คุกคามศาลบ้าง กลุ่มคนที่ไปก่อกวนการจัดกิจกรรมทางการเมือง ของคนอื่นบ้างอยู่ตลอดเวลา ผมทราบดีว่าคนเหล่านี้รัฐบาลอาจจะบอกว่าไม่ใช่รัฐบาล แต่ท่านยอมรับมาตลอดครับว่า เนื้อเดียวกัน แล้วไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวครับหลังจาก ที่มีการร้องขอแล้ว ที่บอกให้ท่านนายกรัฐมนตรีปรามสักนิด ท่านจะไปจัดกิจกรรมของท่าน ไม่ว่าครับ เห็นต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ เห็นต่างจากศาล ไม่ว่าครับ แต่ไม่ใช่ไปใช้สิทธิ ในลักษณะของการกดดัน ข่มขู่ คุกคาม ก่อกวน การทําหน้าที่หรือการใช้สิทธิเสรีภาพ ของคนอื่น นี่ยังไม่นับปรากฏการณ์อีกหลายปรากฏการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นกับสื่อมวลชนบ้าง กับนักธุรกิจบ้างที่เขาเห็นต่างจากรัฐบาล
เรื่องที่ ๒ ในทางการเมืองหรือความมั่นคง ก็คงจะพูดสั้น ๆ เพราะว่า จะมีสมาชิกลงรายละเอียด ก็คือนโยบายข้อ ๕ ของรัฐบาลที่บอกว่า เร่งนําสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วในรายงานนี้รัฐบาลก็เขียนว่า ปัญหาอุปสรรค ในเรื่องภาคใต้คือการประสานงาน บูรณาการ การทํางานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ผ่านมา ๒ ปีแล้วครับ ตกลงโครงสร้าง ท่านจะเอาอย่างไร พวกกระผมเคยแนะนําว่าความจริงกฎหมาย ศอ.บต. ที่เพิ่งออกมาใหม่ ในปลายรัฐบาลที่แล้วทํามันให้เป็นมรรคเป็นผลเถอะครับ แล้วมันจะเกิดการบูรณาการ แต่ท่านก็ไปตั้งองค์กรกรรมการซ้อนกันไปซ้อนกันมา แล้วยิ่งพอตัดสินใจว่าจะมีการพูดคุย แบบเปิดเผย ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ว่าจะต้องมาพิจารณาข้อเรียกร้อง ๕ ข้อ แล้วก็ปล่อย เลขาธิการ สมช. บ้าง รัฐมนตรีหรือคนอื่น ๆ บ้าง มาพูดกันไปคนละทิศละทางนี่ครับ มันไม่ได้เป็นผลดี ผมแค่มีภาพให้เห็นสั้น ๆ ถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ที่เขาจําแนก มาเป็นรายเดือน แล้วท่านประธานจะเห็นครับ ไม่ต้องไปดูในรายละเอียดของภาพหรอกครับ แต่เห็นได้ชัดว่าใน ๖ เดือนแรกของปี ๒๕๕๖ ครับ ดูทางด้านขวาของภาพครับ จะเห็นว่า ความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบมีแนวโน้มสูงขึ้นมากครับ ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนตรงนี้ นะครับ เพราะว่าถ้ายังเดินต่อไปในแนวทางนี้ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าจะสามารถที่จะ นําความสงบสุข สันติสุข ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
สุดท้ายการบริหารราชการแผ่นดิน สั้น ๆ มาตรา ๗๘ ที่บอกว่าท่านต้องเน้น เรื่องของการกระจายอํานาจ ผมก็เพียงจะชี้ให้ท่านเห็นครับว่าสัดส่วนงบประมาณ ของท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาลขยับขึ้นน้อยมาก ในภาวะซึ่งควรจะขยายได้มากกว่านี้ มีการฝาก เอานโยบายของรัฐบาลเข้าไปอยู่ในงานของท้องถิ่น แล้วที่สําคัญก็คือตัวเลขสุดท้ายรัฐบาล ก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญากับกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เขาเคยมาร้อง มาท้วงกับรัฐบาล เอาไว้ให้ได้ร้อยละ ๒๘ ซึ่งความจริงไม่ใช่เป็นข้อเรียกร้องที่มากเลย เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าทั้งหมดที่ผมนํามาเสนอนี่เพื่อเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า หลังจาก ๑ ปี และหลังจากที่ปีแรกท่านกําหนดทิศทางการบริหารเศรษฐกิจก็ดี สังคม การศึกษาก็ดี ความมั่นคงปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ดี ทิศทางเรื่องของการกระจาย อํานาจ การบริหารจัดการน้ํา สิ่งแวดล้อมก็ดี ผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้นที่ผมได้แสดงบ่งชี้ว่า ท่านต้องกลับไปทบทวน เพราะเดินตามทิศทางที่กําหนดไว้ในปีแรก ตัวเลขต่าง ๆ มันฟ้อง ว่ามันไม่ประสบความสําเร็จนะครับ
ส่วนนโยบายข้อสุดท้ายที่จําเป็นจะต้องพูดกันต่อไปก็คือเรื่องการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง ผมจะขอไปใช้สิทธิ ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ขอบพระคุณครับ