สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

ชนินทร์ รุ่งแสง อภิปรายผลงานของรัฐบาลใน 1 ปี โดยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ และการลดราคาน้ำมันเบนซินของรัฐบาลที่ไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นราคาค่าธรรมเนียมการบริการ นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์ความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาล

นายชนินทร์ รุ่งแสง กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของผลงานรัฐบาลใน ๑ ปี ซึ่งถือว่าเป็นการบ้าน ซึ่งถือว่า เป็นการตรวจการบ้านครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก็ต้องกราบเรียนว่าก็ต้องให้ตกในขั้นแรก นี่ละครับ เพราะว่าส่งการบ้านช้า ถือว่าขาดวินัยอย่างรุนแรงนะครับ แทนที่จะส่งภายใน ๑ ปี เข้ามาถึง ๒ ปี ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างมากในสายตาของผมแล้วก็หลาย ๆ คนนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการอภิปรายผลงานแน่นอนที่สุด เราก็ต้องพูดถึงเรื่องของสิ่งที่ รัฐบาลได้มีการสัญญาทั้งตอนในช่วงหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเรื่องของการที่จะไม่ก่อหนี้เพิ่ม จะชําระหนี้ให้กับประเทศ เรื่องสัญญาที่จะลดราคาน้ํามัน โดยยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุน น้ํามัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานครคน กทม. ก็รออยู่ว่า สัญญาว่ารถไฟฟ้า ๒๐ บาท ตลอดสายเมื่อไรจะเกิดขึ้น และที่สําคัญที่สุดที่คนเดือดร้อนมากที่สุดก็คือเรื่องของการกระชากค่าครองชีพ สัญญา เหล่านี้ละครับ แน่นอนที่สุดก็แปรมาเป็นนโยบายที่ท่านแถลงในเดือนสิงหาคม แต่วันนี้ได้มี การตรวจสอบและดูผลงานที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องบอกเลยว่ามันไม่ใช่เป็นไปตามสัญญา แล้วก็ประชาชนส่วนใหญ่ ผมเชื่อเหลือเกินครับทั้งประเทศก็ติดใจ แล้วก็เรียกว่าไม่พอใจ อย่างยิ่งกับการทํางานที่ไม่เป็นไปตามสัญญาของรัฐบาล สิ่งหนึ่งที่ผมจะต้องพูดถึงซึ่งถือว่า เป็นส่วนสําคัญก็คือเรื่องของปัญหาค่าครองชีพ รัฐบาลสัญญา แน่นอนที่สุดในการแถลง ผลงานบอกว่า ๑ ใน ๑๐ นโยบายแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ก็คือการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เนื่องจากเงินเฟ้อและราคาน้ํามัน เชื้อเพลิง ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นนะครับ ๒ ปีที่ผ่านมาประชาชน เดือดร้อนมากจริง ๆ ท่านประธานครับ สวนดุสิตโพล (Poll) เพิ่งสํารวจและเปิดเผยเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒-๓ วันที่ผ่านมานะครับ ประชาชนคนไทยมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกข์ใจ เรื่องข้าวของแพง รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นหนี้สินรุงรังพ้นตัว ตรงนี้สะท้อนครับว่า ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เดือดร้อนอยู่ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลสัญญาและตั้งใจที่จะทํา ท่านประธานครับ สิ่งที่ยืนยันนะครับ ตัวเลขที่เป็นทางการว่า ราคาหรือค่าครองชีพนั้นสูงขึ้น เอาตัวเลขที่เป็นทางการของกระทรวงพาณิชย์นี่นะครับ เมื่อสักครู่ท่านอภิรักษ์ก็ได้พูดถึงไปบางส่วนนะครับ ดัชนีราคาผู้บริโภค ๒ ปีเอาเป็นว่าปีที่แล้ว คือปี ๒๕๕๕ นี่นะครับ กลุ่มอาหารและพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสําคัญ จําเป็นต่อการดํารงชีพนะครับ ขึ้นไปถึง ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ และล่าสุดนะครับ ปี ๒๕๕๖ จากต้นปีมาจนถึงปัจจุบัน มาจนถึงเดือนสิงหาคมนี่นะครับ ขึ้นไปแล้ว ๕.๘๗ ตรงนี้ตัวเลข ที่เป็นทางการที่สะท้อนขึ้นมา แต่ว่าผมคิดว่าความเป็นจริงผมเป็นผู้แทนคนหนึ่งครับ ที่ลงพื้นที่และผมเชื่อเหลือเกินว่าผู้แทนหลายคนลงพื้นที่แล้วจะเจอกับความเป็นจริง ก็คือราคาสินค้าที่มันแพงกว่าสิ่งที่รัฐบาลประกาศและอ้างอิง แน่นอนที่สุดท่านประธานครับ ถ้าหากผมเองพูดเพราะว่าเป็นฝ่ายค้านนี่ ท่านก็จะหาว่ามีอคติหรือว่าดีแต่ค้าน เวลาประชาชน บอกว่าของแพง ท่านก็บอกว่าคิดไปเอง ท่านประธานครับ ผมมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นคนกลาง นี่นะครับ สื่อมวลชนนี่นะครับ เพิ่งไปสํารวจเช่นกันนะครับ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าทุกคนก็ควรจะให้ความเชื่อถือนะครับ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนะครับ ได้ไปสํารวจ ร้านค้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลหลายร้านค้า ราคาสินค้า ราคาอาหารจานหลักขึ้นไป อย่างมาก ๕ บาทถึง ๑๐ บาท ไม่ว่าจะเป็นข้าวกะเพราไข่เจียว ราคาสูงถึง ๔๕ บาทถึง ๕๕ บาท ข้าวผัดธรรมดา ๆ ไม่มีไข่นะครับ ๒๕ บาทถึง ๓๐ บาท ไปสํารวจร้านค้าหลาย ๆ ร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าข้าวแกงล็อค ๑๘ รามคําแหงหัวหมาก ศูนย์อาหารจานโปรดถนนนครไชยศรี เขตดุสิต ร้านอาหารตามสั่งก๋วยเตี๋ยวถนนสุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าวตรงนี้เป็นตัวอย่างนะครับ พูดเป็นเสียงเดียวกันครับโครงการที่ล้มเหลวโครงการหนึ่งคือโครงการธงฟ้าของรัฐบาลนั้น มีปัญหา ร้านค้าเหล่านี้เข้าโครงการตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แต่ว่าเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นจาก การสํารวจครั้งนี้ก็คือว่า ราคาสินค้าที่บอกว่าควบคุมได้นั้น ควบคุมไม่ได้ จํานวนสินค้า ไม่เพียงพอที่จะทําให้กับผู้บริโภค เมื่อรวมต้นทุนบวกค่าแรงที่เป็นนโยบายของรัฐบาลแล้ว ค่าขนส่ง ค่าเช่าต่าง ๆ แพงขึ้น แน่นอนที่สุดครับ เมื่อแก้ไขปัญหาขายของไม่ได้ตาม ความเป็นจริง บางส่วนก็อาศัยลดปริมาณอาหารลง ตรงนี้ครับเป็นสิ่งสําคัญที่สุดที่ผมคิดว่า สะท้อนถึงความเป็นจริงให้กับรัฐบาลว่าในการแก้ไขปัญหานั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา ปัญหาปากท้องค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งของ ความล้มเหลว ต้องยืนยันว่าเกิดจากการบริหารโครงการและใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ โครงการที่เรียกว่าเป็นยาสามัญประจําบ้านนะครับ ธงฟ้าหรือโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ ก็คือโครงการร้านค้าถูกใจ ซึ่งใช้งบประมาณถึง ๑,๓๒๐ ล้านบาท เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ รวมกับ ๓๐๐ ล้านบาท ที่ใช้ไปในปีที่ผ่านมากับโครงการธงฟ้าราคาประหยัด สิ่งที่ได้ ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้สํารวจ ตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอด และยืนยันได้ว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ล้มเหลว ผลาญงบประมาณและก็สร้างภาพอย่างแท้จริงท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้เขียนไว้ สวยหรูนะครับ มีร้านเข้าร่วมโครงการ ๑๓,๘๐๘ ร้านค้านะครับ จะใช้ไปรษณีย์ไทย ใช้องค์การคลังสินค้าในการวางระบบการซื้อขายและจัดจําหน่าย จัดส่ง สินค้า ท่านประธานครับ ความเป็นจริงผมคิดว่าเวลานี้วันนี้เดินไปที่ไหนครับ กระทรวง พาณิชย์ตั้งใจบอกว่ามีร้านค้า ๑๐,๐๐๐ กว่าร้านจะให้มีสินค้า ๒๐ รายการ ราคาสินค้า ถูกกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประหยัดเงินประชาชน ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่วันนี้พบว่าร้านค้า ทุกร้านเกือบจะทุกร้านมีสินค้าไม่ถึง ๒-๓ รายการหรอกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวเป็นเรื่อง ที่น่าสงสัยแคลงใจมากว่าเวลานี้ข้าวถุงที่ขายให้ถูกให้กับประชาชนนั้นมีการยกเลิก โดยคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะฉะนั้นร้านค้า ๑๐,๐๐๐ กว่าร้านร้านวันนี้ร้าง มีแต่ชั้นวางของว่างเปล่า มีแต่ป้ายชื่อร้าน แล้วก็รูป ท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรัฐมนตรีคนที่แล้วที่ทําโครงการนี้ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ เป็นโครงการหนึ่งซึ่งชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับพี่น้อง ประชาชน และที่สําคัญคือผลาญงบประมาณ สร้างภาพ เพราะมีการติดป้ายไว้ สร้างความหวังให้กับประชาชนค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ซ้ําเติม พี่น้องประชาชนโดยสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ซ้ําเติมไม่พูดไม่ได้ท่านประธาน ในขณะที่ภาวะข้าวของแพงรัฐบาลมีนโยบายท่านประธานครับ ขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ผมไม่ว่านะครับ ขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุน เป็นไปตามหลักการ แต่ผมถามว่าใครคิดครับว่าช่วงนี้ ชาวบ้านเดือดร้อน อาหารแพงขนาดนี้ยังมาซ้ําเติมประชาชน ที่สําคัญคือให้เหตุผลว่า ลดภาระกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ใช้น้ํามัน แก้ปัญหาการใช้ ผิดประเภท ปัญหาลักลอบขนส่ง แล้วก็เป็นข้ออ้างที่เรียกว่ายอดนิยมครับ เพื่อรองรับ การเปิดเออีซี (AEC) ท่านประธานครับ ๒ เรื่องนี้นะครับ ผมถามว่าเป็นปัญหาของใคร ปัญหาการใช้ผิดประเภท ปัญหาการลักลอบขนส่งออกผิดประเภท ตรงนี้เป็นความผิดของรัฐบาล แต่ว่าวันนี้คนรับกรรมรับเคราะห์คือประชาชน ท่านแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ท่านก็เลยมาขึ้น ราคาก๊าซแอลพีจีกับประชาชนหรือครับ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นความผิดพลาดนะครับ

อีกสิ่งหนึ่งมีคนเขาฝากถามนะครับ เขาบอกว่าสร้างความเป็นธรรมให้กับ ผู้ใช้น้ํามัน ผมถามว่าวันนี้ผู้ใช้น้ํามันเบนซินได้รับภาระที่มันลดน้อยลงมากน้อยหรือเปล่าครับ ยังเลยครับ จ่ายค่าน้ํามันเท่าเดิมกลับบ้านจ่ายค่าแก๊สแพงขึ้นอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็น สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการทํางานของรัฐบาลนั้นขาดความรับผิดชอบ ขาดประสิทธิภาพ และล้มเหลวโดยสิ้นเชิงครับ ทั้งหลายทั้งปวงด้วยเวลาอันจํากัด ท่านประธานครับ ผมคิดว่า วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามา แน่นอนที่สุดก็เป็นความหวังของคนไทย ฟังจากคําปราศรัย ที่มุ่งมั่นท่ามกลางสายฝนครับ แต่ท่านประธานครับ แต่จากผลงาน ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ล้มเหลวของรัฐบาล วันนั้นผู้นําที่สง่างาม วันนี้กลายเป็นผู้นําที่ขาดความน่าเชื่อถือ สัญญา หน้าฝนท่ามกลางสายฝนวันนั้นกลายเป็นลมปากตากฝนที่ปราศจากความเป็นจริง หลอกลวง ประชาชนโดยสิ้นเชิงครับ ขอบคุณมากครับ