สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

อภิรักษ์ โกษะโยธิน กล่าวถึงผลงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในช่วงหนึ่งปี และกล่าวถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในหลายด้าน เช่น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง การสนับสนุนภาคเอกชนการส่งออก การบริหารจัดการนโยบาย และการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าอาหารและน้ำมัน ซึ่งเกิดผลกระทบต่อประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อลดต้นทุน

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในเรื่องผลงานของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ในช่วง ๑ ปี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๕ จริง ๆ ก็เป็นประเด็นที่ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้แถลงให้กับสภาแห่งนี้เมื่อเข้ารับตําแหน่ง ในเรื่องของ แนวทางในการสร้างเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุล แล้วที่สําคัญก็คือในเรื่องของการที่จะ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง ๑ ปีแรกจะสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนแนวทางนโยบายของรัฐบาลที่พบกับ ความล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง และที่สําคัญก็คือในเรื่องของการสนับสนุนภาคเอกชนในเรื่องของการส่งออก ซึ่งรัฐบาล มักที่จะพูดอยู่ตลอดเวลาว่าภาคส่งออกมีความสําคัญถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ สิ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีความล้มเหลวในเรื่องของการบริหารจัดการนโยบาย หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแนวนโยบายในเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ซึ่งถือว่าเป็นการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด แล้วก็ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดกลาง ขนาดเล็ก แล้วที่สําคัญ ก็คือทําให้ค่าครองชีพมีการก้าวกระโดดขึ้นไปล่วงหน้า ทําให้พี่น้องประชาชนโดยรวมได้รับ ผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นก่อนที่รัฐบาลเองจะได้มีแนวทางในการที่จะปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ําด้วยซ้ําไป นอกจากนั้นก็จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องของโครงสร้างราคา พลังงานที่ทําให้ต้นทุนของราคาพลังงานไม่ว่าจะเป็นราคาก๊าซ ราคาน้ํามัน รวมไปถึง ก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้า ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนในเรื่องของการผลิตและการขนส่งสินค้าสูงขึ้น สุดท้ายก็จะเป็นในเรื่องของความล้มเหลวในเรื่องของการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ําท่วม ในปี ๒๕๕๔ ซึ่งธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท แล้วก็เป็นประเด็น ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโดยรวม ประเด็นที่ผมจะพูดมี ๓ เรื่อง ในเรื่องของความล้มเหลวของรัฐบาล

เรื่องที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าครองชีพในช่วง ๑ ปี ระหว่างเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ถึง ปี ๒๕๕๕ ถ้าท่านประธานจะจําได้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศที่จะกระชาก ค่าครองชีพด้วยการยกเลิกกองทุนน้ํามันตั้งแต่เดือนแรกในช่วงเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ และมีการลอยตัวก๊าซแอลพีและเอ็นจีวี ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง และการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการส่งสินค้าและมีผลกระทบในเรื่อง ของค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน รวมถึงทําให้น้ํามันดีเซลซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนหลักของ การขนส่งทะลุ ๓๐ บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ต่อมาในช่วงต้นปี ๒๕๕๕ รัฐบาลเองได้มีการปรับลดในเรื่องของค่าใช้จ่าย ที่ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนที่ยากจนในการใช้ไฟฟ้า ๙๐ หน่วย ซึ่งเคยใช้ไฟฟรีตั้งแต่ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ปรับลดเหลือไม่เกิน ๕๐ หน่วยต่อเดือน ทําให้พี่น้อง ประชาชนที่ยากจนที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ลดลงเหลือเพียง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ประเด็นที่สําคัญตรงนี้ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งจากการสํารวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนของพี่น้องประชาชน พบว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ของ ค่าใช้จ่ายครัวเรือนจะประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายทางด้านอาหาร ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายในเรื่องของสาธารณูปโภค ค่าน้ํา ค่าไฟฟ้า อีกประมาณ ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ รวมกันเป็นประมาณ ๖๓-๖๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมจะชี้ให้เห็น ถึงนโยบายที่ผิดพลาดใน ๓ เรื่องซึ่งทําให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนของพี่น้องประชาชนสูงขึ้น แซงทั้งในเรื่องของรายได้ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะมีการปรับขึ้นในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา หรือแม้แต่เงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี หลังจากนั้นรัฐบาลเองก็ได้มีการดําเนินนโยบายที่ผิดพลาดล้มเหลวในเรื่องของพลังงาน ทําให้รถโดยสารต้องปรับขึ้นค่าโดยสารอีกประมาณ ๘-๒๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถโดยสาร รถแท็กซี่ หรือแม้แต่วินมอเตอร์ไซค์ที่พี่น้องประชาชนใช้ในชีวิตประจําวัน รวมไปถึงในเดือนมิถุนายนก็มีการขึ้นค่าไฟฟ้าอีก ๓๐ สตางค์ รวมไปถึงแนวนโยบายที่ทําให้ พี่น้องประชาชนจะมีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ตลอดระยะเวลาในช่วง เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ในปี ๒๕๕๕ ในช่วงรอบเพียงเดือนครึ่งรัฐบาลมีการปรับขึ้น ค่าน้ํามันทั้งหมด ๑๑ ครั้ง ทําให้เบนซินสูงขึ้นประมาณ ๓.๓๐ บาทต่อลิตร รวมถึง แก๊สโซฮอล์อีกประมาณ ๒.๗๐ บาท และถ้าเราไปดูในเรื่องของกองทุนน้ํามันก็พบว่า ในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๕ ในช่วงครบ ๑ ปีของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ กองทุน น้ํามันติดลบถึง ๑๔,๕๕๐ ล้านบาท สุดท้ายก็คือในเดือนกันยายน พี่น้องประชาชนต้อง แบกภาระในเรื่องค่าไฟขึ้นอีก ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเล่าให้ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลได้ฟัง ถึงแนวทางที่รัฐบาลเองมีความล้มเหลวในเรื่องของการผลักดันแนวนโยบายในเรื่องของ พลังงานก็ส่งผลกระทบโดยตรงกับค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ทําให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาอาหารสด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะใช้จ่ายครอบคลุมได้ครบถ้วนในส่วนของการที่รัฐบาลเอง พยายามที่จะส่งเสริมในเรื่องของการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ถ้าท่านประธานจะไปสํารวจ ในเรื่องของราคาสินค้า ทั้งราคาอาหารสดในตลาดสด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านโชห่วย ในซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) รวมไปถึงในเรื่องของราคาก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ราคาข้าวแกง ซึ่งเป็นอาหารที่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่หาเช้ากินค่ํา ต้องพึ่งพาในชีวิตประจําวัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็จะมาเล่าลงรายละเอียดให้ท่านประธานได้ฟัง ต่อไป แต่ผมเองจะขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างในบางรายการ ซึ่งถือว่าอาจจะเป็นดัชนีชี้วัด ผู้บริโภคโดยตรง ก็คือในเรื่องของราคาไข่ไก่ ราคาเนื้อหมู ซึ่งที่ผ่านมาในช่วง ๑ ปีก็จะพบว่า มีการปรับขึ้นในเรื่องของราคาไข่ไก่ต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่ไก่เบอร์ ๓ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้ในเรื่องของการทอดเป็นไข่เจียวหรือเป็นไข่ดาวสําหรับอาหารตามสั่ง แล้วก็ไข่เบอร์ ๑ หรือเบอร์ ๐ ซึ่งเป็นเบอร์ที่ขนาดใหญ่กว่า ที่พี่น้องประชาชนหรือแม่บ้าน ซื้อไปทอดไข่บริโภคในครัวเรือน ก็จะพบว่าราคาไข่ไก่จะสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณมากกว่า ๓ บาท ถึง ๓.๕๐ บาทสําหรับไข่ไก่เบอร์ ๓ แล้วก็ต่อเนื่องสูงขึ้นจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ราคาขึ้นไป ถึงประมาณ ๓.๗๐-๓.๘๐ บาท ถ้าเป็นเบอร์ ๐ ก็จะขึ้นไปถึงประมาณ ๔.๕๐-๕.๐๐ บาท โดยประมาณ ส่วนราคาเนื้อหมูที่รัฐบาลพยายามที่จะควบคุมอยู่ที่ประมาณ ๑๒๐-๑๓๐ บาท หรือแม้แต่ในช่วงหลังอาจจะขึ้นไปถึงประมาณ ๑๓๐-๑๓๕ บาท แต่ราคาจริงก็จะเพิ่มขึ้น สูงถึงประมาณ ๑๔๐-๑๔๕ บาท ไม่นับราคาอาหารตามสั่งซึ่งสูงขึ้นอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ ๓๐-๓๕ บาท ถ้าบวกไข่ดาว ๑ ฟองก็จะบวกไปอีก ๑๐ บาท ทําให้พี่น้องประชาชนต้องซื้อ รับประทานในราคาประมาณ ๓๕-๔๕ บาท แต่ว่ารัฐบาลเอง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการ ผลักดันนโยบายที่ประกาศว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน โดยการผลักดัน โครงการร้านถูกใจ เมื่อช่วงต้นปี ๒๕๕๕ แล้วก็ประกาศว่าจะเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูง ถึงประมาณ ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท เป็นโครงการที่จะมีการจําหน่ายสินค้า ๒๐ รายการ ราคาถูกกว่าท้องตลาดประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะประกอบด้วยราคาสินค้า อุปโภคบริโภคที่จําเป็นในชีวิตประจําวัน เช่น ข้าวสาร น้ํามันพืช สบู่ ยาสีฟัน หรือแม้แต่ ในช่วงแรกก็พูดถึงในเรื่องของเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือไข่ไก่ด้วย แต่เอาเข้าจริงต้องใช้ระยะเวลา หลายเดือนกว่าที่จะสํารวจหาร้านเข้าร่วมโครงการ ไม่นับว่าผ่านไปแล้ว ๓ เดือน ๖ เดือน ก็ยังไม่สามารถที่จะมีสินค้าครบรายการ จนกระทั่งต้องมีการปรับปรุงในเรื่องของการเปลี่ยน บริษัทที่จะส่งของ กระจายสินค้าทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งในช่วงแรกก็เสนอว่า จะให้ใช้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด จนกระทั่งช่วงหลังก็ต้องเปลี่ยนมาให้บริษัทเอกชน ผ่านไประยะเวลาครบ ๑ ปีก็พบว่ารายละเอียดของสินค้าทั้ง ๒๐ รายการที่เคยประกาศว่า จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถทําได้ครบตามที่เคยประกาศไว้ รวมไปถึงโครงการ ร้านธงฟ้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นโครงการหลักที่ทางกระทรวงพาณิชย์เองมีความตั้งใจที่จะขายสินค้า ราคาถูกให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารธงฟ้า ไข่ธงฟ้า ข้าวสารธงฟ้า น้ํามันพืชธงฟ้า หรือการทําคาราวานธงฟ้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนพี่น้องประชาชน ที่มีโอกาสได้ซื้อสินค้าธงฟ้าก็จะได้บริโภคสินค้าที่ราคาถูกจริง แต่ว่าเป็นการแก้ไขปัญหา ปลายเหตุ ไม่ได้เป็นการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ต้องไปซื้อของทุกวัน ที่จะต้อง แบกภาระในการซื้อสินค้าที่ราคายังแพงอยู่ แล้วก็นอกจากนั้นก็มีแนวนโยบายที่จะผลักดันในเรื่องของการควบคุมราคาอาหารจานด่วน หรืออาหารตามสั่งให้อยู่ที่ราคาประมาณ ๒๐-๒๕ บาท ซึ่งข้อเท็จจริงผมได้มีโอกาส ได้ลงพื้นที่กับเพื่อนสมาชิกในหลายพื้นที่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถหาร้านค้าที่ขายอาหาร ธงฟ้าในราคาดังกล่าว หรือแม้แต่ถ้าจะขายก็มีปริมาณที่น้อย ซึ่งบางครั้งผู้บริโภคก็ไม่สามารถ ที่จะรับประทานได้ ๑ อิ่ม อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากกราบเรียนท่านประธานในส่วนที่ เกี่ยวข้องโดยตรงในแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของรัฐบาล

เรื่องที่ ๒ ที่มีความสําคัญที่รัฐบาลมักจะประกาศว่าเป็นเครื่องจักรที่จะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักประเทศ ซึ่งสูงถึงประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็พบว่าในส่วนนี้ ทางรัฐบาลเองก็ประสบปัญหาทั้งในเรื่องของการที่จะดูในเรื่องของตัวเลขดัชนีผู้บริโภค ซึ่งถือว่ากระทรวงพาณิชย์เองในฐานะที่เป็นกระทรวงหลักในการที่จะดูแลแก้ไขสินค้า ทั้งในเรื่องของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวม ผมเองนําตัวเลขในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่ใช้ แล้วก็ในทุกครั้งที่กรรมาธิการพัฒนา เศรษฐกิจได้เรียนเชิญท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เรียนเชิญท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์มา ส่วนใหญ่ก็จะใช้ดัชนีผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก ปกติเองกระทรวงก็มักจะ แถลงว่าส่วนใหญ่แล้วค่าเฉลี่ยดัชนีนี้จะสูงไม่เกิน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๕ สูงประมาณ ๓.๖๓ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๔ แต่ว่ารัฐบาลโดยกระทรวง พาณิชย์ไม่ได้ดูในรายละเอียดหรือไม่ประกาศให้พี่น้องประชาชนรู้ หรือถ้ารู้แล้วก็ไม่มี นโยบายที่จะไปแก้ไขปัญหาโดยตรง ผมยกตัวอย่างบางรายการนะครับ เช่น ในเรื่องของดัชนี กลุ่มอาหารสดและพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มีความสําคัญ ซึ่งพบว่าค่าเฉลี่ยที่เมื่อสักครู่ ผมพูดถึง ๓.๖๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ากลุ่มอาหารสดและพลังงานนี้สูงขึ้น ๘.๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพลังงานสูงขึ้น ๑๕.๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอาหารสดสูงประมาณ ๔.๙๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่าผัก ผลไม้สูงขึ้นประมาณ ๑๖.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ผักสด ๒๗.๔๑ เปอร์เซ็นต์ ผลไม้สด ๑๓.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นในเรื่อง ของน้ํามันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ๑๔.๔๐ เปอร์เซ็นต์ และถ้าเป็นในส่วนของอาหารบริโภคในบ้าน ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ ๖.๘๘ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่าเวลารัฐบาลแถลงตัวเลขดัชนีของรัฐบาลเอง แล้วก็บอกว่าราคาไม่สูง ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์นี้ รัฐบาลหลอกตัวเอง แล้วก็บอกว่า ผู้บริโภคไม่รู้สึก รู้สึกไปเองของแพง แต่จริง ๆ แล้วถ้าท่านมาดูในรายละเอียดในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายทางด้านการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหารสด ค่าใช้จ่ายในเรื่องของอาหาร ที่ผู้บริโภคต้องไปจ่ายซื้อของในตลาดสด หรือแม้แต่กินอาหารตามสั่งนี้จะพบว่ามันสูงขึ้นกว่า ค่าเฉลี่ย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มักที่จะใช้อยู่

เรื่องสุดท้ายที่มีความสําคัญก็คือในเรื่องของการส่งออก ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาล เคยตั้งเป้าการส่งออกสูงขึ้นถึงประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๕ แล้วในช่วงแรก ก็บอกว่าผลกระทบในเรื่องของวิกฤติหนี้ยุโรป วิกฤติการเงินยุโรปนี้ส่งผลกระทบน้อย เพราะเราส่งไปยุโรปน้อย เราส่งไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเทศจีน เป็นประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ว่าท่านลืมไปว่าผลกระทบจริง ๆ แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็นประเทศคู่ค้าที่ส่งไปยุโรปในอัตราที่สูง แล้วถ้า ดูตัวเลขในเรื่องของการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งผมให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล ผมหยิบมา เฉพาะตัวเลขเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ จะพบว่ามีบางเซคเตอร์ (Sector) ที่ถ้าเราดูค่าเฉลี่ยบอกว่าส่งออกนี้ตั้งเป้าไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วสูงขึ้นแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ามีหลายรายการที่รัฐบาลไม่ได้แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ลดลง ๒๑.๕๕ เปอร์เซ็นต์ ยางพาราลดลง ๒๖.๐๙ เปอร์เซ็นต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนประกอบอื่น ลดลง ๑๐.๒๗ เปอร์เซ็นต์ อัญมณีและเครื่องประดับลดลง ๑๓.๔๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่สําคัญที่อยากชี้ให้รัฐบาลเห็นว่า ถ้ารัฐบาลจะดูตัวเลข หรือแถลงตัวเลขต้องลงไปดู ในรายละเอียด แล้วถ้าดูในเรื่องของรายเซคเตอร์ที่มีความสําคัญเกี่ยวโยงกับสินค้าเกษตร ซึ่งเพื่อนสมาชิกจะได้อภิปรายต่อทั้งในเรื่องของราคายางพาราตกต่ํา ผลกระทบในเรื่องของ การส่งออก ผลกระทบในเรื่องของการลดลงของการส่งออกข้าวก็จะพบว่ามีสินค้าเกษตร หลายรายการในช่วงครึ่งปีแรก หรือประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๕ ยางพารา ซึ่งส่งออกเป็นอันดับ ๕ ของสินค้าทั้งหมดนี้ตกลงประมาณ ๒๖.๐๙ เปอร์เซ็นต์ แผงวงจรไฟฟ้าตกลง ๒๑.๕๕ เปอร์เซ็นต์ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งส่งออกเป็นอันดับ ๔ ตกลงประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้ารวมไปถึงสินค้าเกษตรกรรม ทางด้านสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ ประมง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าที่มีความสําคัญกับพี่น้องเกษตรกร ลดลงถึงประมาณ ๑๖.๓๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลว หรือแม้แต่ การทํางานที่ขาดประสิทธิภาพของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ให้กับพี่น้องประชาชนและการส่งออก

สุดท้ายก็คือในเรื่องสิ่งที่เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลพูดถึงในเรื่องของ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งรัฐบาลพูดมาตลอดตั้งแต่วันแรกจนกระทั่ง ถึงปัจจุบัน พบว่าการเตรียมความพร้อมใน ๔ ประเด็นที่มีความสําคัญ ประเด็นแรกก็คือ ในเรื่องของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ก็จะพบว่าในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย ทั้งในเรื่องของการส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช การส่งเสริมในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การส่งเสริมทั้งในเรื่องของการวางแผนทางด้านการตลาด ซึ่งปกติรัฐบาลจะทราบอยู่แล้วนะครับ ว่าช่วงไหนเป็นช่วงที่เราเรียกกันว่าเป็นซีเซินนาลิตี (Seasonality) หรือช่วงที่จะมีผลผลิต ออกมาสูง เพราะฉะนั้นเราจะพบว่าเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวนที่ปลูกผักผลไม้เองก็จะพบ ปัญหาในเรื่องของสินค้าล้นตลาดหรือแม้แต่ราคาตกต่ําต้องออกมาประท้วงรัฐบาล รัฐบาล ก็มาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุทุกครั้ง อันนี้ก็เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากฝากรัฐบาลในเรื่องของ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซคเตอร์ ที่เกี่ยวข้องทางด้านเกษตรและเกษตรแปรรูป

ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งก็ถือว่าได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น แล้วถ้าเราไปดูดัชนีในเรื่องของ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันไอเอ็มดีก็ดี หรือดับเบิ้ลยูอีเอฟ (WEF) ก็จะพบว่าขีดความสามารถในส่วนของเอสเอ็มอีนี้จะต่ํามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ มาตรฐานฝีมือแรงงาน แล้วถ้ายิ่งต้นทุนในเรื่องค่าแรงซึ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเคยเป็นในเรื่องของ คัมเพททิทิฟ เอจ (Competitive Age) ของประเทศไทยในเรื่องของการแข่งขันได้ นี่ก็จะ พบว่าเดี๋ยวนี้ก็จะไม่เป็นแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ต้องฝากรัฐบาลในเรื่องของ แนวนโยบายในเรื่องของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ประการที่ ๓ ก็คือในเรื่องวิชาชีพ ผมยังไม่เคยได้ยินรัฐบาลพูดถึงการเตรียม ความพร้อมในเรื่องของ ๘ วิชาชีพ ที่จะต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพ ทางด้านแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักสํารวจ นักบัญชี และนักท่องเที่ยว

สุดท้ายก็คือในเรื่องของอุตสาหกรรมทางด้านท่องเที่ยวและบริการ เพียงแต่ว่า โชคดีครับที่ประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ในเรื่องของวัฒนธรรม ในเรื่องของ ศิลปะชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือแม้แต่ในเรื่องของความสวยงามของธรรมชาติ ซึ่งก็ยัง ทําให้รายได้ทางด้านการท่องเที่ยวนี้สูงขึ้น แต่ว่าเวลาเปิดตลาดอาเซียนแล้วก็จะมีผลกระทบ ในเรื่องของอุตสาหกรรมการบริการ ซึ่งรวมไปถึงในเรื่องอุตสาหกรรมโรงแรม การให้บริการ อุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมในเรื่องของโลจิสติกส์ ซึ่งผมอยากเห็นรัฐบาลที่ผ่านมาแล้ว จริง ๆ แล้วก็ ๒ ปีกว่าแล้ว ได้มีแนวนโยบายมีแนวทางที่ชัดเจนที่จะชี้ให้เห็นว่าเป็น ๑ ใน ๓ นโยบายที่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้แถลงตั้งแต่วันแรก หรือเมื่อสักครู่ตอนที่เรามีการเปิดอภิปราย เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ผมอยากสะท้อนให้รัฐบาล ได้เห็นว่าในช่วง ๑ ปีแรก แล้วก็ต่อเนื่องมาถึงในปีที่ ๒ ในวันนี้รัฐบาลยังจมอยู่กับปัญหา ในเรื่องของประสิทธิภาพในการที่จะขับเคลื่อนแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ