ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระบุความท้าทายในการบริหารประเทศโดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายใน การลดช่องว่างรายได้ และการแก้ปัญหาหนี้สิน ยาเสพติด และความเหลื่อมล้ำทางสังคม พร้อมทั้งเรียกร้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และสรุปความคืบหน้าการฟื้นฟูหลังอุทกภัยปี ๒๕๕๔ โดยเน้นมาตรการงบประมาณและการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ยืนยันความสำเร็จในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผ่านนโยบายเร่งด่วน 16 ข้อ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งในอาเซียนและมหาอำนาจ พร้อมทั้งหารือเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมเสนอแนวทางขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอเรียนท่านสมาชิกที่เคารพว่า ดิฉันเองขออนุญาตใช้เวลาอันเล็กน้อย ในเบื้องต้นในการกล่าวถึงภาพรวมของผลการดําเนินงาน ๑ ปีของรัฐบาลต่อรัฐสภา แห่งนี้นะคะ เรียนว่าตั้งแต่วันแรกที่รัฐบาลนี้ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานั้น ท่านคงทราบดีว่า บนบรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ แล้วก็ปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่ยัง มีปัญหาในเรื่องของยาเสพติด ปัญหาต่าง ๆ ที่ยังเกิดขึ้นอยู่ แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของ อุทกภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ และในช่วงจังหวะเดียวกันนั้นรัฐบาล ก็ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยได้ยึดหลัก ใน ๓ จุดมุ่งหมาย ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก ก็คือการสร้างเศรษฐกิจสมดุลเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ในประเทศ
ประการที่ ๒ ก็คือการสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นที่จะมุ่งไปสู่สังคมของ การปรองดองบนหลักของความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
ประการที่ ๓ ก็คือการเตรียมพร้อมในการก้าวสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน
ดังนั้นในส่วนของการบริหารงานของรัฐบาลก็ขอเรียนท่านสมาชิกในส่วนของ ความท้าทายในการบริหารประเทศที่เข้ามาของรัฐบาลใน ๑ ปีแรกนั้นจะเห็นว่าโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ ในส่วนของจีดีพี (GDP) ของภาครัฐ หรือรายได้ของภาครัฐนั้นเรายังพึ่งพา การส่งออกอยู่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การเติบโตในประเทศนั้นต้องมีการพัฒนา ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ จึงเป็นที่มาของ การที่เราแถลงไว้ต่อรัฐสภานั้นว่า เราอยากเห็นในการที่จะช่วยกันในการที่จะปรับปรุงพัฒนา เพื่อให้เกิดความสมดุล แล้วก็เสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรง ถ้าเรามาดูในส่วน ของรายได้ครัวเรือนก็จะเห็นว่า ถ้าดูจากอัตราการกระจายตัวของผู้ที่มีรายได้น้อยเทียบกับ ผู้ที่มีรายได้สูงนั้นยังมีช่องว่างที่ยังมากอยู่ ดังนั้น ถ้าเรากลับไปดูในรายได้ในรายตัวของพี่น้อง ประชาชนต่อรายครัวเรือนนั้นก็จะเห็นว่ามีจํานวนหนี้นอกระบบเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องพยายามช่วยกันแก้ก็คือว่า ทําอย่างไรให้พี่น้องประชาชน ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นต้นทุนถูก อันนี้ก็จะทําให้ลดในเรื่องของค่าใช้จ่ายไปได้ ขณะนั้น ปัญหายาเสพติดก็เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมืองก็จึงเป็นวาระที่รัฐบาลได้เสนอเป็นวาระแห่งชาติ ในการที่เราจะได้ร่วมมือร่วมใจกันกับทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหายาเสพติด แล้วก็ส่วนความ เหลื่อมล้ําทางสังคมนั้นก็ยังมีอยู่ ก็จะมีทั้งความเหลื่อมล้ําทางด้านของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนของสาธารณูปโภค แล้วก็ในส่วนของคมนาคม การศึกษา การสาธารณสุข แล้วก็สังคม ดังนั้นโจทย์ก็จึงเป็นความท้าทายที่ว่าเราจะทําอย่างไรให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับสิทธิ อย่างเท่าเทียมกัน แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ําโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่อยู่ในจังหวัดห่างไกล ต่าง ๆ นั้น ถ้าเรามาช่วยกันในการบูรณาการส่วนตรงนี้นะคะ แล้วก็นอกจากนั้นการขาด ความต่อเนื่องในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แน่นอนค่ะ ความผันแปรทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการบริหารอย่างบ่อยครั้งก็มีผลทําให้การต่อเนื่องของการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานนั้นอาจจะขาดการติดต่อ ดังนั้นประเทศเรายังไม่เคยมีการลงทุนครั้งใหญ่ เป็นเวลา ๗ ปี ก็ทําให้แน่นอนที่เราจะเห็นในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคมหรือเรื่องอื่น ๆ นั้นเราก็คงต้องการการพัฒนา อย่างต่อเนื่องแล้วก็เป็นรูปธรรมค่ะ
สําหรับการเปลี่ยนแปลงถ้าเราดูจากระดับในประเทศไปแล้ว ส่วนการ เปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกนั้นก็จะเห็นว่า วันนี้เศรษฐกิจโลกนั้นมีความ ผันผวน แล้วก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันโอกาสในการเติบโตนั้นก็ก้าวเข้าสู่ ภูมิภาคเอเชีย แล้วก็ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคก็มีความ เปลี่ยนแปลงที่พิถีพิถัน แล้วก็ซับซ้อนคํานึงถึงสุขภาพ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ วันนี้หลายครั้งที่เรา เริ่มพูดกันในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาสุขภาพ แล้วก็สุขภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ นี่ก็เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เราต้องคํานึงถึงในเรื่องของความท้าทายในการที่จะนําเข้ามา สะท้อนในการบริหารประเทศด้วยนะคะ
โครงสร้างการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ มีเทคโนโลยีต่าง ๆ เกิดขึ้น มากมาย ก็มีผลในเรื่องของภัยคุกคามใหม่ ๆ และเทคโนโลยีนี้ก็มีผลทางด้านการใช้ ชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะในเรื่องของการทํางานต่าง ๆ วันนี้ก็เปลี่ยน จากโครงสร้างที่เคย เป็นระบบเทคโนโลยีที่อยู่ตามออฟฟิศ (Office) ก็เปลี่ยนมาเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ล้อมรอบ ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแท็บเล็ต พีซี (Tablet PC) หรือมือถือต่าง ๆ นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นพัฒนาการมากขึ้นเพื่อให้คนนั้นได้สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองกับ ชีวิตประจําวันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทําให้มีผลกับบางอุตสาหกรรมที่จะต้องปรับตัวในเรื่อง ของเทคโนโลยี อย่างเช่น ยกตัวอย่างทางด้านของอุตสาหกรรมต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น คอมพิวเตอร์เมื่อก่อนอาจจะเป็นลักษณะของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเป็นเดสก์ทอป (Desktop) แต่ต่อไปก็เปลี่ยนเป็นมือถือ เป็นแท็บเล็ต เป็นไอแพด (IPad) ต่าง ๆ มากขึ้น นี่คือหนึ่งในวิธี ในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่รัฐบาลก็ต้องนําเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ความท้าทายที่เกิด จากปัจจัยภายนอกนั้นมา ถ้าเรามาดูเรื่องของโครงสร้างประชากร โครงสร้างประชากรนั้น ถ้าเราดูในระยะยาวนะคะ ประเทศไทยก็จะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุนะคะก็จะเห็นว่า การเตรียมต่าง ๆ มิติต่าง ๆ ที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุไม่ว่าจะเป็นการที่จะเสริม โดยเฉพาะ ส่วนของฝีมือแรงงานหรือการฝึกแรงงาน หรือการที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุ วิธีการอย่างไรนั้น ก็คงจะต้องมาสะท้อนในส่วนนี้ด้วยนะคะ
สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๘ ก็คือการรวมตัวที่จะ ก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนค่ะ จากความท้าทายต่าง ๆ นั้น มาถึงในส่วนของเริ่มปีแรกของ การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้นะคะ รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเราคงไม่ต้องพูดซ้ําว่าขณะที่เข้ามา นั้นเราเผชิญกับปัญหาภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ รัฐบาลก็ได้มีการประกาศ ตั้งศูนย์ ศปภ. ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการเพื่อที่จะเชื่อมโยงในการแก้ปัญหาโครงสร้าง ซึ่งขณะนั้น ถ้าท่านสมาชิกคงจําได้ว่าในวันนั้นเมื่อปี ๒๕๕๔ เป็นช่วงที่รัฐบาลนี้ต้องจัดทํางบประมาณ ปี ๒๕๕๕ วันนั้นเราไม่มีใครรู้ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นเท่าไร ไม่มีใครรู้ว่าเราจะต้องดูแล พี่น้องประชาชนอย่างไร เราทราบแต่เพียงว่ารัฐบาลต้องหางบประมาณในการจัดสรรดูแล เพื่อช่วยเหลือเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุทกภัย ไม่ว่าจะต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สิน แล้วก็ ทรัพย์ในสินของราชการ เราจึงตัดสินใจในการที่จะขอตัดงบประมาณในส่วนของงบประมาณ ปกติจากทุกกระทรวงลงเพื่อที่จะมาเป็นงบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นเองที่ท่านได้รับทราบอยู่ ตลอดเวลา สําหรับในงบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็จะเป็นงบประมาณที่เราใช้เพื่อ การดูแลเยียวยาความเสียหายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ไร่นา ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมถึง ภาครัฐ ดังนั้นเงินในส่วนนี้มีเพียงประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ใช้เพื่อการป้องกันอุทกภัย ไว้ระดับหนึ่งเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในปีต่อ ๆ ไป เพื่ออย่างน้อยชะลอในส่วนของการที่จะต้อง ทําในเรื่องของสิ่งก่อสร้างที่จะป้องกันเพื่อไม่ให้น้ําไหลเข้าสู่ปลายน้ําอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ พื้นที่เศรษฐกิจ นอกจากนี้เราก็ได้มีการเสนอออก พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะ แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ําอย่างยั่งยืน ซึ่งวันนั้นถ้าเราไม่มีการประกาศ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เราก็เชื่อว่าความมั่นใจของนักลงทุนก็จะขาดความมั่นใจ เพราะ นักลงทุนเองก็ต้องการเห็นความชัดเจนจากรัฐบาลว่าเราจะดูแลปกป้อง โดยเฉพาะพื้นที่ เศรษฐกิจหรือการลงทุน วันนั้นเราตัดสินใจเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้นักลงทุนในการย้ายฐาน การผลิต เราก็มีการบูรณาการในการแก้ไขข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้เป็นเอกภาพ มีการจัดตั้ง กบอ. เพื่อที่จะทําให้เป็นศูนย์วิเคราะห์ในการสั่งการให้เป็นจุดเดียว รวมถึงการปรับปรุง บูรณาการข้อกฎหมายต่าง ๆ และขณะนี้เวลานี้ที่ประเทศไทยกําลังประสบอุทกภัยอีก เราก็ได้ใช้ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ําที่เรามี เรียกว่า กบอ. หรือศูนย์ซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) ในการประกาศเป็นศูนย์ส่วนหน้าที่จะคอยดูแลช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชน อันนี้ก็เป็นเนื้อหาทั้งหมดในส่วนของการแก้ไขและป้องกันในช่วงของการเริ่มต้น แต่ขณะเดียวกันก็ด้วยความที่เราก็ได้ร่วมมือร่วมใจกัน ก็ทําให้รัฐบาลนี้สามารถที่จะผ่านพ้น วิกฤติไปได้นะคะ ถ้าดูจากจีดีพี (GDP) ก็จะเห็นว่าตัวเลขการเติบโตของจีดีพี ในปี ๒๕๕๔ ขณะที่เกิดวิกฤตินั้นก็ถดถอยลงไป เป็นลบ ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ และขณะเดียวกันก็กลับขึ้นมา ใช้เวลาประมาณ ๓-๖ เดือน ถ้าดูจากผลภาพรวมของจีดีพีนั้นก็อยู่ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์กว่า ในปี ๒๕๕๕ ด้วยการที่ประเทศต้องฟื้นฟูวิกฤติหลังอุทกภัย เวลาของรัฐบาลที่ควรจะต้อง แก้ปัญหานั้นก็ต้องแก้ปัญหาในเรื่องของอุทกภัยไป ก็หายไปแล้วประมาณ ๕-๖ เดือนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลนี้ก็ยังมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาในการสร้างความเชื่อมั่น แล้วก็การเร่ง ในเรื่องของนโยบาย ๑๖ ข้อที่ได้มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา
สําหรับเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นนั้นเราก็ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในประเทศ โดยการเร่งในการออกนโยบายเร่งด่วนทั้งหมด ๑๖ ข้อนี้นะคะ เพื่อที่จะ เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง แล้วก็ที่สําคัญค่ะ พื้นฐานของความสงบ แล้วก็พื้นฐาน ของการแก้ปัญหาในประเทศก็เป็นพื้นฐานของการเติบโตของเศรษฐกิจร่วมกันในการที่จะ สร้างบรรยากาศของการปรองดองและไม่ตอบโต้ รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ทางด้านอุทกภัย ทางด้านของภาวะอุทกภัย และภัยทางการเมืองด้วย
สําหรับต่างประเทศแน่นอนว่าเราเองเราก็ต้องเร่งในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มอาเซียน (ASEAN) หรือพันธมิตรต่าง ๆ แล้วรวมถึง การแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้มีการเร่งในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
ในกลุ่มแรกรัฐบาลก็ได้เร่งในการสร้างความเชื่อมั่นแล้วก็สร้างความสัมพันธ์ ด้วยการเยือนในกลุ่มของอาเซียนและคู่เจรจา การเยือนนี้ก็เพื่อที่จะลดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ หรือแก้ไขปัญหาในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ซึ่งวันนี้อัตราการเติบโตของการค้าระหว่างอาเซียนนั้น ก็มีอัตราในการเติบโตที่สูงขึ้นนะคะ
ขณะเดียวกันในกลุ่มต่อไปก็ได้มียุทธศาสตร์ในการเยือนในกลุ่มประเทศ มหาอํานาจเพื่อที่จะกระชับความสัมพันธ์และรักษาฐานของเราให้คงอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นฐาน สําคัญ และในการหารือที่จะเพิ่มจํานวนตัวเลขในเรื่องของการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ให้สูงขึ้น ก็ต้องเรียกว่า ๑. สร้างความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมนั้น หรือข้อขัดแย้งเก่านั้นให้หมดไป ๒. รักษาฐานในฐานใหญ่ ๆ ของประเทศ เพื่อที่จะให้คงอยู่ ขณะที่เศรษฐกิจต่าง ๆ มีความ ผันผวน นอกจากนั้นเราก็เสริมในเรื่องของฐานใหม่ อย่างเช่น กลุ่มของประเทศในกลุ่ม แอฟริกาก็ถือว่าเป็นตลาดใหม่นะคะ การที่เราจะไปเปิดตลาดใหม่นั้นแน่นอน การที่เข้าไป เริ่มต้น ก็ต้องเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ เริ่มจากการให้ความช่วยเหลือ แล้วถึงจะเป็น เรื่องของการเปิดช่องทางในการที่จะมีการติดต่อระหว่างภาครัฐ เอกชน แล้วก็ความร่วมมือ ระหว่างภาคประชาชน ดังนั้นลําดับจึงเป็นแบบนี้นะคะ
แล้วนอกจากนั้นในเรื่องของการเยือนหรือการสร้างความเชื่อมั่นนั้นก็ยังมี หลาย ๆ ประเทศที่ต้องการการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศ แล้วก็กระบวนการต่าง ๆ ของประเทศนั้นว่าเรามีความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็น หลาย ๆ ประเทศในยุโรป หรือว่าในประเทศกลุ่มใหญ่ ๆ นั้นเราก็ได้มีการสร้างความเชื่อมั่น ทางด้านการเป็นประชาธิปไตยด้วยนะคะ หรือแม้กระทั่งกลุ่มคณะมนตรีความมั่นคง รัฐอ่าวอาหรับนะคะ กลุ่มกราฟฟ็ คันทรี นั้นก็จะเป็นกลุ่มที่เราต้องสร้างความมั่นคง ทางพลังงาน เพื่อที่จะเสริมสร้างกับจุดยุทธศาสตร์ของเรา ก็คือความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นจึงเป็นแนวทางของรัฐบาลที่จะต้องมองในเรื่องของมิติทั้งในเรื่องของการสร้าง ความเชื่อมั่นในประเทศ แล้วทําอย่างไรที่จะเสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรง และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่ต้องเริ่มจากประเทศในกลุ่มที่ใกล้ชิด เรามากที่สุด แล้วก็กลุ่มที่มีการค้ากับเรามากที่สุด ขณะเดียวกันการค้าต่าง ๆ กลุ่มประเทศ ใหญ่ ๆ นั้น จํานวนอัตราการเศรษฐกิจลดถดถอยลง ก็ต้องหาฐานใหม่จึงเป็นที่มาของ ยุทธศาสตร์ในการเยือนของต่างประเทศทั้งหมดค่ะ ก็ขออนุญาตท่านประธานและสมาชิก ในการกล่าวเรียนภาพรวมเบื้องต้นดังนี้นะคะ แล้วก็คณะรัฐมนตรีก็พร้อมในการที่จะให้ รายละเอียด แล้วก็ชี้แจงต่อท่านสมาชิกค่ะ ขอบพระคุณค่ะ