สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ พูดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ส่งเสริมและไม่สนับสนุนสิทธิของประชาชนและสื่อมวลชน

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในด้านของการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นด้านสุดท้ายที่อยู่ในรายงานเล่มนี้ แล้วก็ต้อง ถือว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสําคัญที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือไม่ หรือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วเมื่อ มีอํานาจในมือแล้วก็เอาอํานาจนั้นไว้ในมือแต่เพียงฝ่ายเดียว การเปิดโอกาสให้ประชาชน ในประเทศได้มีโอกาสได้ตรวจสอบ ได้เสนอแนะต่อโครงการของรัฐ รวมทั้งการแสดงออก ซึ่งสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่สําคัญ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ ระบุไว้ เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ท่านประธานครับ ผลงานที่รัฐบาลนี้นํามาแถลง กับสภาต้องถือว่าเป็นรายงานที่มีเนื้อหาเบาบางมากในเรื่องนี้ แทบจะจับต้องเป็นรูปธรรม ไม่ได้เลย การใช้สิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ในการชุมนุม ในการแสดง ความคิดเห็น ในการแสดงความเรียกร้องต้องการ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าถูกปิดกั้น รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ารับตําแหน่ง ท่านประธานครับ การถูกปิดกั้น ความเห็นที่แตกต่างกันนั้นสะท้อนออกมาตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ รายการผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นําเอาข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ตรงกับที่รัฐบาลพูด รัฐบาลคิดไปบอกกับพี่น้องประชาชน แต่เราไม่ได้รับโอกาสอันนั้นอย่างมีเสรี ถูกข่มขู่ ถูกคุกคาม ถูกมวลชนจัดตั้งที่เป็นเครื่องมือที่มาสนับสนุนรัฐบาลกระทําต่อพวกเราอย่าง ท้าทายต่อกฎหมายตลอดมา ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง การชุมนุมของพี่น้องเกษตรกร ที่มีความเดือดร้อน อย่างกรณียางพาราตกต่ําตั้งแต่ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ และต่อเนื่องมาจนถึง บัดนี้นะครับ วันนี้ก็ยังถูกปฏิบัติจากรัฐอย่างไม่เป็นธรรมและมองไม่เห็นความเป็นมิตร ระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องเกษตรกรผู้เดือดร้อน วันนี้การสลายการชุมนุมได้กลายเป็นบาดแผล เป็นรอยร้าวลึกระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพี่น้องเกษตรกร นี่เป็นผลพวงมาจากการ ที่ไม่ยอมรับแล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้แสดงออกตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นแยกไม่ออกจากบทบาทของ สื่อสารมวลชนที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ การคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในรูปแบบต่าง ๆ เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงที่สุดเช่นกัน เพราะนี่เป็นยุคสมัยที่มีการจัดการ ต่อสื่อมวลชนอย่างเข้มข้นที่สุดเท่าที่ผมเคยประสบมา รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายบอกว่า จะส่งเสริมพัฒนากิจการสื่อสารมวลชนทั้งด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทําหน้าที่ ส่งเสริมให้สื่อมวลชนร่วมเป็นผู้นําในการแก้ไขและ พัฒนาประเทศ ไม่ได้ทําเลย ไม่เห็นเลย เรื่องของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครือข่ายนั้น กลายเป็นบทบาทของ กสทช. ไปแล้ว รัฐบาลเองไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องนี้ รัฐบาล เขียนไว้ในนโยบายบอกว่าจะส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนทุกประเภทมีอิสระและเสรีภาพในการ เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและตระหนักต่อจรรยาบรรณของ สถาบันสื่อสารมวลชน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการสร้างดุลยภาพของข่าวสาร อยู่ตรงไหนครับ ดุลยภาพที่ว่านั้น รัฐบาลทําในสิ่งที่ตรงข้าม ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจด้วยซ้ํา วันนี้เปลี่ยนรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่มาดูแลเรื่องสื่อนับคนไม่ถ้วนแล้วครับ ตั้งแต่ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ท่านกฤษณา สีหลักษณ์ ท่านศันสนีย์ นาคพงศ์ ท่านนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล ท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล มาถึงท่านวราเทพ รัตนากร วันนี้คนแทบจะจับจ้องไม่ได้เลยว่าท่านทําอะไรกับการส่งเสริมกิจการสื่อสารมวลชน ตามนโยบายรัฐบาล เรื่องการสร้างดุลยภาพของข้อมูลข่าวสาร ไม่เห็นเลย ท่านประธาน ที่เคารพครับ มาดูสื่อมวลชนของรัฐเถอะครับ เวลานี้เป็นอย่างไร ช่อง ๑๑ นี่ละครับ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด วันนี้เราก็เห็นรูปธรรมแล้วว่าเป็นเครื่องมือในการสนองตอบ ในการเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลและพรรครัฐบาลเพียงอย่างเดียว การที่นายกรัฐมนตรี ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสภา และเอาช่อง ๑๑ ตามไปถ่ายทอดสดด้วย นี่เป็นการสะท้อน ให้เห็นชัดเจนว่าท่านใช้สื่อมวลชนของรัฐเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าเฉพาะตัวของรัฐบาลเอง เท่านั้นเองนะครับ และในภาวะที่เป็นภาวะวิกฤติ ท่านก็ใช้สื่อมวลชนที่เป็นช่อง ๑๑ ที่เป็นของรัฐนี่ละครับ ใช้ในการเป็นกระบอกเสียงให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติ ฝ่ายเดียว ในการสร้างกระแสในการสร้างลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่องนี้อยู่ตลอดเวลา เราเคยเรียกร้องนะครับว่าช่อง ๑๑ ถ้าเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐก็น่า ที่จะเปิดเวที เปิดโอกาสให้ส่วนที่มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ใช้พื้นที่ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ หรือสื่อในเครือของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อที่จะให้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสแสดงออก แต่ไม่ได้ รับการสนองตอบครับ ฝ่ายการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านไม่มีโอกาสได้ไปแสดงทัศนะความคิดเห็น ผ่านทางช่อง ๑๑ ต้องไปหาสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอาเอง ต้องไปพึ่งพาสถานีโทรทัศน์ สาธารณะหรือสถานีโทรทัศน์เอกชนอื่น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อครั้งที่ช่อง ๑๑ ถูกใช้ในการตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลท่านจะเห็น ช่วงน้ําท่วม ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ท่านนําผลงานมาแถลงนี้ครับ สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ถูกใช้เพื่อโหมประโคมให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่ารัฐบาลแก้ปัญหาน้ําท่วมได้ เอาอยู่ แล้วเป็นอย่างไรครับ พยายามที่จะบอกกับประชาชนทั้งประเทศในเวลานั้นว่า น้ําไม่ท่วม แล้วเป็นอย่างไร ก็หนียะย่ายพ่ายจะแจ กลับมาดอนเมืองกลับมาจนถึงห้าแยก ลาดพร้าว แล้วก็ตอบคําถามกับสังคมไม่ได้ว่าท่านได้ใช้สื่อสารมวลชนของรัฐในเวลานั้น ในการปกป้องภัยพิบัติธรรมชาติได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ต้องเรียนกับ ท่านประธานด้วยความกังวลใจจริง ๆ ว่ารัฐบาลใช้สื่อมวลชนของรัฐเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพียงฝ่ายเดียว และไม่เปิดพื้นที่ให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ช่อง ๑๑ วันนี้ก็เลยกลายเป็น สถานีโทรทัศน์ที่ปฏิเสธการเป็นสื่อสาธารณะ ปฏิเสธการเปิดพื้นที่ให้กับคนทุกกลุ่มได้ใช้สื่อ ของรัฐ แม้กระทั่งดูตัวอย่างเช่น การชุมนุมของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ควนหนองหงษ์ อําเภอชะอวด แทนที่จะใช้เวทีของสื่อมวลชนของรัฐมานั่งพูดคุยกัน เอาความเห็นที่แตกต่าง กันมาออกโทรทัศน์กัน มาโต้เถียงกัน มาเอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน ท่านก็ไม่ทํา กรณี ความขัดแย้งเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งวันนี้ก็สมควรที่จะต้องมีการมาพูดจากัน สังคมโซเชียล มีเดีย (Social Media) เขาเรียกร้องว่าให้รองนายกรัฐมนตรีกับฝ่ายที่คัดค้านมาดีเบต (Debate) กันในสถานีโทรทัศน์ แต่ช่อง ๑๑ ไม่ได้แสดงบทบาทตรงนี้เลย ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือภาพกว้างที่ทําให้เห็นว่าสื่อมวลชนของรัฐ ที่รัฐบาลดูแลอยู่ ไม่ตอบสนอง และยังคงใช้สื่ออื่น ๆ ที่เป็นสื่ออิสระอื่น ๆ เข้าไปครอบงําเข้าไปแทรกแซงกลายเป็นสื่อที่ รับใช้รัฐบาลเพียงด้านเดียวในเกือบทุกสมรภูมิข่าว ท่านประธานครับ วันนี้ประชาชน ทั้งประเทศกําลังจับตาดูอยู่ว่าเขาจะสามารถพึ่งพาสื่อมวลชนที่พอจะเป็นอิสระ พอที่จะเป็น ปากกระบอกเสียงให้กับพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้สังกัดรัฐ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐนี้ได้อย่างไร นี่เป็นคําถามที่ส่งไปถึงท่านประธานและก็รัฐบาลว่าจําเป็นที่จะต้องทบทวน ไม่เช่นนั้นแล้ว ดุลยภาพของข่าวสารที่คุยโม้โอ้อวดไว้ในนโยบายรัฐบาลก็ไม่มีทางเป็นจริงหรอกครับ กราบขอบพระคุณครับ