สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือเรื่องนโยบายการต่างประเทศของประเทศไทย โดยระบุเป้าหมายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ และเสนอแนวทางเพื่อฟื้นความสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในไทย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผลงานของรัฐบาลที่ประสบความสําเร็จในหลายด้าน เช่น ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่ดีขึ้น การดําเนินการทางการทูตที่ช่วยสนับสนุนและขยายโอกาสของภาคเอกชนไทย การท่องเที่ยวที่ขยายตัวมากขึ้น และการให้ความช่วยเหลือคนไทยทั้งภายในประเทศและนอกประเทศที่ตกทุกข์ได้ยาก
ก็หลังจากที่ประเทศไทยมีปัญหาเราก็ได้เน้นนโยบาย ด้านการต่างประเทศคือนโยบายเร่งด่วน ข้อที่ ๑.๖ คือ เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือ กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ นอกจากนั้นนโยบายหลัก ข้อ ๗ เราก็ได้ดําเนินการ แถลงแล้วและผลงานก็จะตามออกมานะครับ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเราก็ทําได้ครบถ้วน นะครับ หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับตําแหน่งแล้วก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่านได้ให้แนวทางการดําเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศดังต่อไปนี้ครับ ตั้งเป้าเลยครับว่าจะเยือนประเทศอาเซียนและประเทศใหญ่ ๆ ในเอเชียก่อน จากนั้น ก็จะเยือนประเทศใหญ่ ๆ ในกลุ่มอียู (EU) และประเทศที่ร่ํารวยในตะวันออกกลาง แล้วก็เยือนประเทศที่มีแนวโน้มการค้ากับประเทศไทยเพิ่มขึ้น แล้วก็เป็นประเทศ ที่เป็นตลาดใหม่นะครับ ไม่ว่าจะอยู่ทางตะวันออกกลางหรืออียูหรือเอเชียใต้หรือแอฟริกา เป้าหมายท่านพูดชัดเจนให้กระทรวงการต่างประเทศไปดําเนินการ
เรื่องแรกครับ เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในไทย เพราะช่วงก่อนหน้านั้นเศรษฐกิจ ไม่ได้ดีครับถดถอย การค้าขายระหว่างประเทศน้อยลง เดี๋ยวผมจะแสดงตัวเลขให้เห็นครับ จากผลงานของรัฐบาล ผมแสดงไว้ชัดเจนเพื่อเปรียบเทียบว่ารัฐบาลที่แล้วกับรัฐบาลนี้ ๒ ปี มีมูลค่าการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะตัวเลขมันจะฟ้องความจริง ขึ้นมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ไปเยือนต่างประเทศเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ไม่ได้ไปเยือน อย่างที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะกล่าวหา ว่าเดินทางไปเยอะมาก แล้วก็ไม่ได้รับ ผลประโยชน์อะไร ผมก็จะนํามาเสนอให้ทุกท่านได้ฟังกันนะครับว่ารัฐบาลนี้ทําอะไรไป ประสบความสําเร็จอย่างไร ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วเรายังมีเป้าหมายที่จะไปหา มิตรประเทศ ที่จะจัดการให้เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไทยในแต่ละภูมิภาค หาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อขยายธุรกิจบริการของไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมของไทย ภัตตาคาร สปาของไทย ได้ไปลงทุนในแต่ละประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวเช่นกัน หาความร่วมมือด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ไปเรียนรู้จากเขา และสร้างความร่วมมือระหว่างกัน ขยายฐานการผลิตเครื่องประดับอัญมณี นํากลุ่มธุรกิจ เอสเอ็มอีไปสู่ตลาดโลก หาความรู้ด้านการเกษตร ปศุสัตว์ ผลไม้เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพ ของธุรกิจไทย หาแหล่งพลังงานเพื่อแลกกับสินค้าเกษตร แล้วก็หาแหล่งเงินทุนที่จะมาลงทุน ในประเทศไทยเพิ่มเติม แล้วก็เพื่อเป็นการขายการท่องเที่ยวของประเทศไทย เวลา ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไป ท่านประธานครับ คนก็จะรู้จักประเทศไทยมากขึ้น เราก็จะไป ขายเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ซึ่งเรามีโรงพยาบาล มีสถานพยาบาล ซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตา ของประเทศไทย เราก็นําสิ่งเหล่านี้ไปเสนอแก่เขา แสวงหาวิวัฒนาการด้านพลังงานทดแทน เพราะวันนี้ถ้าเราจะสร้างเขื่อนใช้พลังงานนิวเคลียร์คนไทยไม่ยอม เราก็ไปหาพลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อที่จะมาใช้ในอนาคตของประเทศไทย ท่านประธานครับ สิ่งที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาและก็ประสบความสําเร็จมีหลาย ๆ เรื่องนะครับ ผมจะสรุป ให้ฟังก่อน มีประมาณ ๖ เรื่อง แล้วผมจะมีรายละเอียดตามมา ความสัมพันธ์กับประเทศ เพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันดีขึ้น ดีขึ้นอย่างไรเดี๋ยวดูนะครับ ความสัมพันธ์กับประเทศ อาเซียนอื่น ๆ มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ผมก็จะมีข้อมูลมาชี้แจงให้ท่านฟัง ความสัมพันธ์กับ นานาประเทศรุดคืบหน้าไปอย่างมากในทุกภูมิภาคที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเยือน การดําเนินการทางการทูตใช้วิธีการรุกด้านเศรษฐกิจเพื่อช่วยสนับสนุนและขยายโอกาสของ ภาคเอกชนไทย ท่านนายกรัฐมนตรีถึงได้นํานักลงทุนไทยตามคณะไป และมีการส่งเสริม การค้าการลงทุนเกิดขึ้นมาก เพราะบีโอไอ (BOI) ตามไปด้วย นอกจากนั้นการท่องเที่ยว ก็ขยายตัวมากขึ้น เดี๋ยวผมจะมีตัวเลข ว่านักท่องเที่ยวมาประเทศไทยใน ๒ ปีที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ทํางานมาเป็นจํานวนเท่าไร การทูตเพื่อประชาชน ก็คือการให้ความช่วยเหลือ คนไทยทั้งภายในประเทศและนอกประเทศที่ตกทุกข์ได้ยาก เราได้อํานวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลืออย่างไรผมมีข้อมูล ท่านประธานครับ อย่างที่เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้กล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปเยือนประเทศต่าง ๆ ๒ ปี ครับ ท่านไป ๔๑ ประเทศ ผู้นํา ต่างประเทศมาเยือนประเทศไทย ๓๐ คนครับ เมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ต้องขออนุญาต เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นข้อมูลครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๒ ปี ๘ เดือน ไปเยือนและร่วมประชุมต่างประเทศ ๒๐ ประเทศ น้อยกว่าท่านนายกรัฐมนตรีครึ่งหนึ่ง ผู้นําต่างประเทศมาเยือนประเทศไทยแค่เพียง ๒๑ คน แต่มาเยือนอย่างเป็นทางการ คือมีการประชุมตกลงระหว่างผู้นําที่หารือแบบทวิภาคีเต็มคณะ ๘ คนแค่นั้นเอง ที่เหลือ มาร่วมประชุม ซึ่งไม่ใช่เป็นการเยือนนะครับ แต่สําหรับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้น ผู้นําต่างประเทศมาเยือนอย่างเป็นทางการ คือมาพูดคุยกัน มาหารือกัน ประกาศ ความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งหมด ๒๒ คน มาร่วมประชุมในเวทีอย่าง เดอะ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอร์รัม (The world economic forum) ที่มาจัดเมืองไทย ๘ คน ซึ่งจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีความแตกต่างก็เนื่องจากว่าท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประเทศไหนเป็นที่ยอมรับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองมีโอกาสได้ไปประเทศอินเดีย หลังจากที่ไปเยือนอาเซียนมาทั้งหมด ๙ ประเทศ ท่านได้มีโอกาสไปเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกที่นํานักธุรกิจไป แล้วเป็น นายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่ร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียในฐานะ แขกเกียรติยศ หรือภาษาฝรั่งครับ ชีฟ เกสท์ ออฟ ฮอนเนอร์ (Chief guest of honor) ของ รัฐบาลอินเดีย นอกจากนั้นแล้วในปีแรกท่านนายกรัฐมนตรีก็มีโอกาสได้ไปเยือนประเทศ เกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียประเทศใหญ่ ซึ่งเป็นครั้งแรกอีกที่นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือน ในรอบ ๙ ปี ไม่เคยมีรัฐมนตรีก่อนหน้านั้นไปครับ เพราะมีปัญหา เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่า ทําไมถึงไปเยือนเขาไม่ได้ เยือนประเทศญี่ปุ่นท่านนายกรัฐมนตรีไปเป็นครั้งแรกของ นายกรัฐมนตรีในรอบ ๕ ปี เยือนประเทศจีนเป็นครั้งแรกในรอบ ๒ ปี เยือนประเทศกาตาร์ ในรอบ ๓ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศเยอรมนีท่านประธาน ประเทศเยอรมนี เป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ ๑๗ ปี อันนี้แสดงว่าประเทศเยอรมนีไม่เคยเชิญ ประเทศไทยไปเลย เพิ่งมาเชิญท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี่ละครับ เยือนประเทศฝรั่งเศส ก็เป็นครั้งแรกอีกในรอบ ๗ ปี ทําไมประเทศเยอรมนีกับประเทศฝรั่งเศสถึงกลับมาเชิญ ท่านประธานผมต้องเล่าให้ฟังครับ เพราะว่าเหตุการณ์ของประเทศไทยที่ผ่านมามันไม่เกิด ความสงบ รัฐบาลส่วนหนึ่งก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง หลังจากที่ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนรัฐบาลมาจากความต้องการของ ประชาชนแล้ว สังคมโลกยอมรับเขาถึงได้เชิญเราไป ท่านประธานครับ นอกจากเขาเชิญเรา ไปแล้วเราเชิญเขามาเขาก็มา ท่านประธานครับ ผู้นําต่างประเทศที่มาเยือนประเทศไทย เป็นครั้งแรกในรอบหลาย ๆ ปีนายกรัฐมนตรีประเทศจีนครับ เยือนประเทศไทยครั้งแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ในรอบ ๑๐ ปีไม่เคยมา ประธานาธิบดีประเทศเกาหลีใต้เยือน ประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ครั้งแรกในรอบ ๓๑ ปี ประธานาธิบดีประเทศ สหรัฐอเมริกาเยือนประเทศไทยครั้งแรกในรอบ ๕ ปี และเลือกที่จะเยือนประเทศไทย เป็นชาติแรกหลังได้รับการเลือกตั้งสมัยที่ ๒ นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นเยือนประเทศไทย ครั้งแรกในรอบ ๑๑ ปี แล้วก็เลือกเยือนประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน นายกรัฐมนตรีประเทศอินเดียเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ ๑๐ ปี ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสังคมโลกให้การยอมรับประเทศไทยแล้ว