ประดิษฐ สินธวณรงค์ อภิปรายเรื่องนโยบายสาธารณสุขของรัฐบาล โดยระบุว่านโยบายการรักษาพยาบาลฉุกเฉินไม่ถามสิทธิเป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพและช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มาก และยังหารือเรื่องความแออัดของสถานพยาบาล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเพิ่มสถานพยาบาลและหน่วยพยาบาลเพื่อรองรับความต้องการของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ตามที่มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาอภิปรายในเรื่องของ นโยบายสาธารณสุขของทางรัฐบาล กระผมอยากจะขอเรียนชี้แจงเพื่อทําความเข้าใจเกี่ยวกับ นโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลมาดังนี้ครับ
ในประเด็นแรก ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพูดถึงในเรื่องของ นโยบายเรื่องของการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธินะครับ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่นมา ซึ่งได้มีการอภิปรายถึงว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ล้มเหลวหรือไม่เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติ กระผมใคร่ขอชี้แจงมาดังนี้ครับ คือนโยบายดังกล่าวนั้นเป็นการทํางานตามนโยบาย ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นในเรื่องของการลดการเหลื่อมล้ําของสิทธิ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้น ประชาชนคนไทยนั้นยังมีสิทธิประโยชน์อยู่ในระบบประกันสุขภาพที่มีอยู่ ๓ อย่าง ก็คือข้าราชการ หรือประกันสังคม หรือสิทธิ ๓๐ บาท ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องสิทธิ การรักษาบ้าง ทําให้เกิดปัญหาได้เมื่อเข้าไปรับการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ทําให้มีการถามสิทธิก่อนว่าเป็นสิทธิอะไร เพราะจะมีความแตกต่างในเรื่องของสิทธิการรักษา หรือรูปแบบการรักษา รัฐบาลเห็นปัญหาในเรื่องนี้จึงได้มีการดําเนินการขึ้นมา ให้มีนโยบาย มาว่าทําให้ประชาชนเหล่านี้ เมื่อเข้าไปถึงโรงพยาบาลแล้วไม่จําเป็นต้องถูกถามสิทธิ เพราะกําลังเจ็บป่วยจะถึงชีวิตอยู่แล้ว ไม่ต้องมานั่งถูกถามสิทธิ ก็มีการดําเนินการในเรื่องนี้มา จากผลการดําเนินการที่ผ่านมาเป็นเวลาประมาณ ๑๕ เดือน ก็มีคนมาใช้บริการประมาณ ๓๓,๐๐๐ คน เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินถึงแก่ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน ทางกระผมเองก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็คงมีปัญหาเกิดขึ้น แต่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เราเห็นปัญหาและเราก็เข้าไป แก้ไขปัญหา ปัญหาต่าง ๆ นั้นเราก็พบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโรงพยาบาล โดยเฉพาะ โรงพยาบาลเอกชน มีความไม่มั่นใจว่าในเรื่องคําจํากัดความ ทําให้ประชาชนอาจจะมาใช้ สิทธิในกรณีที่ไม่เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ทําให้ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ ทําให้ โรงพยาบาลไม่กล้ารับรักษา หรือในเรื่องของตัวค่าอัตราตอบแทนนั้นอาจจะไม่สะท้อนถึง ต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชน ก็เป็นส่วนหนึ่ง ทําให้โรงพยาบาลเอกชนเกิดความลังเล ในเรื่องนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้มีการดําเนินการเข้าไปแก้ไขในเรื่องนี้ในแบบ ครบวงจร ก็คือ ๑. ก็ได้มีการเข้าไปทําในสิ่งที่ได้ทําไปแล้ว ก็คือมีการทําให้มีการอนุมัติก่อน ก็คือมีระบบพรี ออโธไรเซชัน (Pre-authorization) เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถ เข้ามาปรึกษาทางสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ว่าผู้ป่วยเหล่านี้เป็นผู้ป่วย ในลักษณะเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ก็จะได้รับการยืนยัน แล้วก็รับประกันว่าจะได้รับ การเบิกเงินแน่ ระหว่างนี้ก็มีการดําเนินการอยู่ในเรื่องของการปรับเรท (Rate) ค่าตอบแทน ให้เป็นอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งทําคําจํากัดความให้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ แล้วก็กําลังพิจารณาอยู่ในเรื่องจะใช้อํานาจตามกฎหมายที่จะทําให้การรักษาพยาบาล ในภาวะฉุกเฉินนั้นเป็นสิ่งที่ต้องให้การรักษาโดยไม่ต้องเรียกเงินก่อน และให้การเก็บเงิน มาผ่านคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งเป็นราคาที่ควบคุมได้ แต่อย่างไรก็ตามในการดําเนินงานดังกล่าวนั้น กระผมขอชี้แจงว่า ถึงแม้โครงการนี้อาจจะมีผู้ที่ถูกเรียกเก็บเงินตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวมา ก็อาจจะมีอยู่ส่วนหนึ่งในจํานวน ๓๐,๐๐๐ คนนะครับ แต่คนเหล่านี้ถ้าไม่มีโครงการเหล่านี้ ก็คงจะถูกเก็บเงินอยู่แล้ว แต่เพราะโครงการเหล่านี้มีคน ๓๐,๐๐๐ คนที่มาใช้บริการแล้ว ไม่ถูกเก็บ มีไม่ถูกเก็บเงิน แล้วมีคน ๑๐,๐๐๐ คน ที่เจ็บป่วยถึงแก่ชีวิตรอดชีวิตได้จาก โครงการเหล่านี้ หากแม้ไม่มีโครงการเหล่านี้ ผมก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าคน ๑๐,๐๐๐ คน ขณะนี้จะมีชีวิตหลงเหลืออยู่เท่าไร เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าใจถึงประโยชน์ของโครงการนี้และช่วยกันสนับสนุนให้ข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุงโครงการนี้ ต่อไป เพราะหากแม้ไม่มีโครงการอย่างนี้ ตามที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าเราก็คงไม่สามารถ คาดเดาได้ว่าประชาชนเหล่านี้ ๑๐,๐๐๐ คน จะมีชีวิตเป็นอย่างไรครับ
ในประเด็นต่อมาก็ได้มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในข้อกังวล ถึงความแออัดของสถานพยาบาลนะครับ ซึ่งกระผมเองก็ใคร่ขอชี้แจงอย่างนี้ครับว่า ความแออัดมันเป็นความแออัดที่เป็นจริงครับ เพราะว่าใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา จํานวนครั้งของ ประชาชนที่มารับบริการได้เพิ่มขึ้นจาก ๑๐๐ ล้านครั้ง มาเป็น ๑๖๐ ล้านครั้งต่อปีนะครับ ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเห็นได้ชัดเจน เรามีประชากรซึ่งสูงวัยขึ้น ตอนนี้มีอายุเกิน ๖๐ ปี ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์แล้ว เรามีอัตรา เรามีผู้ป่วยลักษณะของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโรคเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความดันสูง ซึ่งต้องการจะมาหาหมอมากขึ้นนะครับ สิ่งเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่ทําให้มีคนมาใช้บริการมากขึ้น แต่ก็เป็นความสําเร็จของระบบ ๓๐ บาท หลักประกันสุขภาพที่ทําให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการได้ เพราะหากแม้ไม่มีบริการ เหล่านี้ในอดีตคนเหล่านี้สามารถหาแพทย์ได้โดยเฉลี่ยแค่ ๑ ครั้งต่อปี จากปัจจุบันตอนนี้ เป็น ๓ ครั้งต่อปีนะครับแล้วก็ทางรัฐบาลเองก็ได้มีการดําเนินการในหลายขั้นตอน เช่น ใน การส่งเสริมป้องกันสุขภาพนะครับ ก็ได้มีการดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผลที่ผ่านมาก็พบว่า อย่างอัตราการเป็นโรคความดันโลหิตสูงก็ลดลงจากร้อยละ ที่คาดเดาไว้ว่าร้อยละ ๘ ก็เหลือประมาณร้อยละ ๔ ผู้ป่วยเบาหวานจากร้อยละ ๕.๖ ก็เหลือร้อยละ ๓.๐๖ นอกจากนี้ ในเรื่องกระบวนการคุณภาพการรักษาก็สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเบาหวาน จาก ปี ๒๕๕๔ จาก ๑๗.๔ ต่อ ๑๐๐,๐๐ เหลือ ๑๑ ต่อ ๑๐๐,๐๐ หรือเป็นการช่วยชีวิตคน ได้ถึง ๓,๔๕๒ คน หรือความดันโลหิตสูง จาก ๘.๔๔ ต่อ๑๐๐,๐๐ เหลือ ๕.๑๕ ต่อ๑๐๐,๐๐ หรือเท่ากับช่วยชีวิตคนได้ ๑,๙๕๓ คนนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามปรับปรุง แล้วก็ในเชิงของการสนับสนุนสถานบริการก็ได้มีการเพิ่มจํานวนต่าง ๆ โดยเฉพาะ โรงพยาบาลสุขภาพประจําตําบล ศูนย์สุขภาพในเมือง ก็มีจํานวนเกือบ ๑๐,๐๐๐ แห่ง ได้จัด ให้มีแพทย์เข้าไปตรวจเป็นเวลา ในเวลากลางวันเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลชุมชน นะครับ โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ต่าง ๆ เพราะโรคต่าง ๆ ที่เป็นโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ไม่มีความจําเป็นต้องไปที่โรงพยาบาลก็ได้มีการดําเนินการในเรื่องนี้มา ซึ่งปัญหาต่าง ๆ นี้ก็คาดว่าน่าจะทุเลาลงไป แต่อย่างไรก็ตาม ตามที่กระผมได้เรียนแล้วว่า สาเหตุปัจจุบันขณะนี้เป็นเรื่องของคนชรามีมากขึ้นเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น คือเบาหวาน ความดันโลหิต ซึ่งโรคเหล่านี้ก็เป็นปัญหาของคนในเขตเมืองมากขึ้น ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็นตัวแทนประชาชน ท่านก็ได้ให้ความกังวลในเรื่องนี้ ซึ่งผมก็เข้าใจดีเพราะทางรัฐบาลเองก็เข้าใจถึงปัญหาที่พื้นที่ของท่านก็คือพื้นที่เขต กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความกังวลมากเพราะขณะนี้คน กทม. เอง ไปหาหมอตามเฉลี่ย แค่ ๑ ครั้งต่อปีเท่านั้น ถ้าเทียบแล้วกับค่าเฉลี่ยของประเทศ ๓ ครั้ง อาจจะมีบางท่านบอกว่า การไปหาหมอน้อยอาจจะเป็นเรื่องของคนสุขภาพดีก็ได้ แต่ก็มีตัวเลขอันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่น่าสนใจคือคนกรุงเทพมหานครจากการสํารวจนี้ ร้อยละ ๗๒.๘ จะซื้อยากินเอง เวลาเจ็บป่วย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าไม่เจ็บป่วยร้ายแรงจะไม่ไปโรงพยาบาล นอกจากนี้ การสํารวจล่าสุดก็พบว่าในเด็กมีอัตราการได้รับวัคซีนแค่คัฟเวอเรจ (Coverage) หรือครอบคลุมแค่ร้อยละ ๗๐ ในเขตบางเขนก็มีโรคคอตีบ แล้วก็มีพาหะของคอตีบอยู่ ทางรัฐบาลเองก็ให้ความกังวลในเรื่องนี้ แล้วก็ดูว่าในสถานพยาบาลต่าง ๆ ใน กทม. เองนี้ ก็มีจํานวนจํากัด มีอยู่แค่ ๙ แห่ง แล้วก็ กทม. เองก็อาจจะมีความจํากัดในการขยายตัว ให้รองรับได้ รัฐบาลเองก็มีความเต็มใจที่จะเข้าไปร่วมกันแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ก็มีนโยบายอยู่ว่าจะเข้าไปเพิ่มหน่วยพยาบาลต่าง ๆ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ของคนกรุงเทพมหานคร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของทางรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะเข้าไปแก้ปัญหาประชาชนโดยไม่ได้ดูในเรื่อง ของปัญหาปัจจัยอื่น ๆ นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่กระผมใคร่จะขอชี้แจงท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ