นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การค้าชายแดน และการประชุมระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่ารัฐบาลชุดก่อนดำเนินการได้ดีและปฏิเสธการบิดเบือนข้อมูล
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงไม่จําเป็นต้องจับเวลานะครับ เพราะว่าเป็น การใช้สิทธิพาดพิงครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงแล้วการอภิปราย ของพวกกระผมนี่ ก็อภิปรายอยู่ในกรอบ แน่นอนก็บางเรื่องเห็นความแตกต่างในแนวทาง การดําเนินการก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ว่าหลายเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีลุกขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ บางทีพวกผมก็ไม่ได้พูดครับ แต่กลับมาบอกว่าพวกท่านอย่างนั้นพวกท่านอย่างนี้ บางทีเป็นเรื่องที่วิจารณ์กันในสื่อมวลชน และก็ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าหลายเรื่องที่พยายาม ชี้แจง ท่านคงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าก็เป็นความพยายามจงใจที่จะโจมตีรัฐบาลที่แล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าหากว่ามันอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ผมก็ไม่ได้ตั้งใจฟังขนาดนั้นนะครับ แต่ว่าอยากจะขอใช้สิทธิพาดพิงในประเด็นหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
ประเด็นแรก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า นโยบาย การต่างประเทศนี้ครับ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน แล้วก็ทุกรัฐบาลเขาจะ พยายามที่จะสานงานให้เกิดความต่อเนื่อง แล้วก็ถ้าไม่โกหกตัวเองนะครับ จะพบ ความเป็นจริงว่าความสําเร็จของการทําข้อตกลงระหว่างประเทศต้องอาศัยระยะเวลา ซึ่งบ่อยครั้งเกินเลยกว่าอายุของหรือวาระของรัฐมนตรีท่านหนึ่งหรือรัฐบาลชุดหนึ่ง ความสําเร็จหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ความสําเร็จ ของรัฐบาลก่อนก็สืบเนื่องมาจากชุดก่อน ๆ นั้น แม้ว่าเราจะสลับสับเปลี่ยนกันไป เพราะฉะนั้นบางครั้งการพยายามมาพูดในลักษณะนี้ทําให้เกิดความเข้าใจผิด ในหมู่พี่น้องประชาชนนะครับ แล้วก็ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าจะทําให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ว่าตกลงประเทศไทยจะมาตอบโต้ ฟาดฟันกันในทางการเมืองกับเรื่องนโยบาย การต่างประเทศด้วยหรือ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะเตือนกลับไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ทีนี้ในประเด็นเฉพาะที่ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องชี้แจง เพราะว่าคงไม่ประสงค์ที่จะชี้แจงทั้งหมด นะครับ
ประเด็นเรื่องประเทศเพื่อนบ้านครับ เรื่องประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็กราบเรียน นะครับว่า หลายเรื่องที่ท่านพูดพยายามจะวาดภาพว่ามันเป็นปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติเลยครับ ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านความร่วมมือในกรอบอาเซียน ก็ดําเนินไปด้วยดีครับในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ผมยกตัวอย่างกัมพูชานะครับ ทําไมท่านไม่พูด ละครับว่า อัตราการขยายตัวของการค้าชายแดนสมัยผมก็เพิ่มขึ้นไม่แพ้ท่านหรอกครับ ไปหยิบตัวเลขปีสุดท้ายมาแล้วก็บอกของท่านเพิ่มจากผม ของผมก็เพิ่มจากปีก่อน เหมือนกันครับ เพราะสิ่งที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปตกลงกันว่าความขัดแย้ง ในกรณีประสาทพระวิหารหรือกรณีอื่น จะไม่ให้มากระทบกับเรื่องความร่วมมือทางการค้า ผมก็พูด นายกรัฐมนตรีฮุนเซนก็พูดก็พูดกับผม เหมือนกันครับ เพียงแต่ท่านไม่รู้ ท่านก็เลยรู้ครึ่งเดียว ก็เลยมาพูดจาเสมือนโอ้อวดว่าเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่ครับ การค้าชายแดน มาเลเซีย การค้าชายแดนพม่า เช่นเดียวกันครับ แต่ยอมรับว่าปัญหา เงื่อนไขที่จะเกิดขึ้น กระทบกระทั่งกันระหว่างประเทศที่อยู่ติดกัน ท่านประธานก็ทราบดี เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถามว่ารัฐบาลนี้มีช่วงไหนไหมที่มีการปะทะกันชายแดนไทย-กัมพูชา มีครับ มีการยิงกันไหม มีการฝังระเบิดไหม มีครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศแย่ขนาด ที่เราบอกว่าใครเป็นรัฐบาลต่อไปต้องมาฟื้นฟู ปัญหาการปิดด่านแม่สอดมีที่มาที่ไปครับ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนผมไม่พูดถึง แต่ถามว่าที่เปิด เปิดเพราะอะไรครับ ใครที่มีความรู้เรื่อง การเมืองระหว่างประเทศสักนิดจะทราบครับ ตอนนั้นเป็นจังหวะเวลาที่มีความจําเป็นทาง การเมืองของทางฝ่ายพม่าที่เขาต้องเปิด เพราะมันมีเรื่องการจะเป็นประธานอาเซียนกับ ความพยายามในการที่จะแสดงให้เห็นว่าการเจรจากับชนกลุ่มน้อยบรรลุข้อตกลงไป ระดับหนึ่ง ส่วนข้อห่วงใยที่เขาฝากรัฐบาลกับผมมา ผมก็รับมาดําเนินการก็คงมาเสร็จ ในรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่บอกว่ารัฐบาลหนึ่งแล้วมีปัญหา อีกรัฐบาลหนึ่งไม่มีปัญหาเลย ไม่ใช่ครับ นี่คือเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านที่ผมอยากจะยืนยัน เรื่องการประชุมนานาชาติ ผมก็ยังนึกอยู่ในใจนะครับ ที่ท่านโฆษณาว่าตอนที่มีผู้นําสําคัญ ๆ เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมาประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) นึกว่าจะพูด ความจริงกับประชาชนด้วยว่ารัฐบาลผมครับที่ ไปดําเนินการให้เขามาจัดที่นี่ครับ เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมเช่นนี้ หลังจากที่ เขาสลับสับเปลี่ยนฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม ประเทศต่าง ๆ อยู่เกือบ ๒๐ ปีครับ ผมพยายามอยู่ ๒-๓ ปี จนในที่สุดเขาตกลง แต่นึกไม่ถึงว่ารัฐมนตรีนอกจากจะไม่บอก ความจริงตรงนี้กับประชาชนแล้วยังมาอวดอ้างและทํานองโจมตีรัฐบาลที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ ข้อเท็จจริงตรงกันข้าม การประชุมนานาชาติท่านถามว่า ผมเคยไปเสนออะไรไหม ท่านพยายามวาดภาพว่าไม่รู้ไปฟังจากใคร ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้รับการยอมรับในขณะนั้น ไม่ใช่หรอกครับ ถ้ารัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับในขณะนั้นผมก็คงไม่ไปปรากฏตัวที่ สหประชาชาติได้หรอกครับ ถ้ารัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับในขณะนั้น ผมคงไม่สามารถเดินทาง ไปเยือนประเทศต่าง ๆ อย่างเป็นทางการได้ แล้วผมกราบเรียนครับ จริงครับ ผมยอมรับว่า ผมตัดสินใจที่จะไม่เดินทางเยือนหลายประเทศอย่างเป็นทางการ เพราะการเยือน อย่างเป็นทางการใช้เวลามากครับ ผมตัดสินใจด้วยตัวเองว่าขณะนั้นผมเห็นว่าปัญหา ในประเทศหนักกว่าและต้องดูแลที่นี่ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ทํางานต่างประเทศ ถ้าท่านถามว่ามีอะไรไหมเป็นความริเริ่ม ท่านทราบไหมครับ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ภายในเดือนหนึ่ง เดือนแรกนี้ผมเดินทางไปประชุมเวิลด์ อีโคนามิค ฟอรัมครับ จากการไปแสดงความคิดเห็นวันนั้นประธานจี ๒๐ (G ๒๐) จึงได้ตัดสินใจเชิญผมไปอีกครั้ง ที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็ตัดสินใจให้อาเซียนมีคนเข้าร่วมประชุมจี ๒๐ นี่คือเรื่องจริงครับ แต่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบมานั่งสาธยายเรื่องเหล่านี้ครับ เพราะผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ผมก็ทําไปครับ แต่การที่จะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาใช้ไม่ได้ครับ ส่วนถามว่า แขกต่างประเทศมาประเทศเราน้อยไหม ผมยอมรับครับว่าน้อย เรียนท่านประธานตรง ๆ นะครับ หลังจากที่เสื้อแดงบุกประชุมอาเซียนที่พัทยา พวกผมมีปัญหาจริง ๆ นะครับ เพราะผมไม่รู้ว่าเชิญเขามาแล้ว เขาจะเจอกับอะไร ในทางตรงกันข้ามนะครับ วันนี้ถามว่า ผมร่วมมือกับรัฐบาลในการทํางานไหม หลังน้ําท่วมผมจัดคณะไปญี่ปุ่นนะครับ ผมไปช่วยพูดให้ประเทศนะครับ ผมไม่เคยเกี่ยงเลยว่าเป็นรัฐบาลชุดไหนครับไปคุยกับนัก ลงทุนด้วย เขาจะได้มั่นใจว่ามันไม่ใช่เรื่องรัฐบาลหรือเรื่องฝ่ายค้าน แต่นักการเมือง พรรคการเมืองไทยทุกพรรคทุกคนสนับสนุนให้ญี่ปุ่นลงทุนในประเทศเราต่อเนื่องครับ นี่คือความแตกต่าง ผมจึงอยากจะกราบเรียนให้เห็นนะครับว่านี่คือสิ่งที่ท่านรัฐมนตรี เข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง แล้วก็ไม่พูดความจริงกับประชาชน ท่านประธานครับอีก ๒ เรื่องเท่านั้น ครับ ตัวเลขการค้าทั้งหลาย รวมทั้งตัวเลขการลงทุน ท่านก็ไม่พูดให้ชัดว่าท่านใช้วิธีไหนนับ แต่ถ้าตัวเลขการลงทุนดีขนาดนั้น ทําไมเศรษฐกิจถดถอยได้ครับ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ นักเศรษฐกิจก็ต้องรู้ครับ แล้วก็ตัวเลขการค้าที่ขยายตัวมากยิ่งน่าตกใจท่านประธาน ที่มาโฆษณาว่าการค้ากับประเทศหลัก ๆ ขยายตัวมาก แต่ปรากฏว่าการส่งออกหด แปลว่าอะไรครับที่ขยายตัวมากคือขยายตัวจากการที่เรานําเข้าเพิ่มขึ้นครับ แปลว่า ท่านเจรจาเก่งมากของเราขายได้น้อยลง เราซื้อของเขามากขึ้นอย่างเดียว นี่ใบเสร็จเลยครับ ฟ้องเลยครับ ที่ท่านบอกจะไปลงนามเอ็มโอยู จะไปตกลงอะไรไม่สําคัญเท่ากับผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมก็ให้ท่านประธานได้ดูตัวเลขตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นเช่นนั้น
ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ท่านพูดถึงกรณีของสหประชาชาติ ผมย้ําครับ ผมยึดเอาคําแถลงของโฆษกของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่บอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรมที่นิรโทษกรรมการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่รัฐและคนอื่น ๆ จะใช้ภาษาอังกฤษหรือจะใช้ภาษาไทยอ่านเป็นอื่นไม่ได้ครับ เขาไม่ต้องการที่จะนิรโทษกรรมให้กับฝ่ายใดก็ตามที่จงใจละเมิดสิทธิมนุษยชน คือ การประทุษร้ายต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของคนอื่น ไม่ใช่การแสดงออกทางการเมือง ตามปกติ และผมก็เชื่อนะครับว่าไม่ใช่เฉพาะสหประชาชาตินะครับ แต่องค์กรเอกชน ด้านสิทธิมนุษยชนต่างประเทศหลายองค์กรก็พูดทํานองเดียวกัน ผมไม่เชื่อนะครับว่า เขาเข้าใจผิดหมดครับ เขาได้อ่านว่ากฎหมายนิรโทษกรรมที่เสนอเข้ามาเป็นอย่างไร ผมไม่อยากรบกวนเวลาสภามากไปกว่านี้ครับ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าที่ท่านบรรยายมาทั้งหมด ผมว่าท่านเข้าใจเอาเอง คิดเอาเองครับ แล้วต้องย้อนกลับไปดูนะครับเพราะว่าความสําเร็จ จริง ๆ จะวัดกันตรงที่ว่าตกลงขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศเราไปถึงไหน อย่างไร ซึ่งผมได้แสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นแล้วขอบพระคุณครับ