พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล หารือเรื่องพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อลดราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมต้องขอประทานอภัยที่เมื่อวานนี้ ผมไม่ได้มานั่งบัลลังก์ เพราะว่าไม่สบายแต่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนะครับ แล้วก็นอนฟัง หลายท่านได้อภิปรายเรื่องกระทรวงพลังงาน ด้วยความขอบคุณที่ท่านเสนอแนะ แนะนํา ติชม ในหลาย ๆ เรื่อง แต่หลาย ๆ เรื่องก็มีประเด็นสําคัญ สรุปว่ามีเรื่องพลังงานทดแทน เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ เรื่องของกองทุนน้ํามันแล้วก็การขึ้นราคาแอลพีจี ซึ่งหลายท่าน ได้มาแตะนิดแตะหน่อยแล้วก็ไป ผมขอตอบในเรื่องแรกคือเรื่องพลังงานทดแทน หรือพลังงานแสงอาทิตย์นะครับ พลังงานแสงอาทิตย์เป็นสิ่งที่เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยคณะปฏิวัติ โดยรัฐมนตรีปิยะสวัสดิ์ซึ่งก็ได้เป็นคนคิดค้นเริ่มต้นขึ้น ซึ่งในช่วงนั้นมีการให้พลังงาน แสงอาทิตย์ ๒ แบบ แบบหนึ่งคือเทอร์มอล (Thermal) แบบหนึ่งคือ พีวี (PV) ในราคาที่ แอดเดอร์ (Adder) ๘ บาท คําว่า แอดเดอร์ ๘ บาท หมายความว่าราคาไฟฟ้ามาตรฐาน เท่าไรให้บวกไปอีก ๘ บาท ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็ได้ลดราคาลงมาเหลือ ๖.๕๐ บาท เนื่องจากโครงสร้างราคานั้นเปลี่ยนแปลงไป ในปลาย รัฐบาลที่แล้วก็มีการประกาศให้หยุดรับซื้อ แล้วก็เร่งรัดให้มีการให้เร่งดําเนินการให้ผู้ที่ขอ ไฟนั้นทําการที่จะส่งขายไฟให้ส่ง เพราะว่าในช่วงแรกที่จดทะเบียนนั้นได้กําหนดจุดรับซื้อ ขายไฟ นี่เป็นที่มาของไฟฟ้า ฉะนั้นก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มามีจํานวนไฟฟ้าทั้งหมดที่รับคําขอ ๓,๓๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่านั้นนิดหน่อย ประเด็นสําคัญก็คือว่าท่านได้บอกว่า มีการซื้อขายไฟในรัฐบาลนี้ มีการร่ําลือกัน ใช้คําว่า ร่ําลือนะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐบาลนี้ มีการร่ําลือกัน ใช้คําว่า ร่ําลือ นะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เรา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่ ความร่ําลือมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง เป็นสิ่งที่คนเล่าว่า ถ้าพูดกันคนเล่าว่านี่มันเล่าได้ทุกรูปแบบ และมันเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยไม่จําเป็น ผมเองก็ได้ยินมา คําร่ําลือได้ยินมาก่อนเป็นรัฐมนตรีเหมือนกันว่ารัฐบาลที่เขาออกอนุมัติไฟ ๓,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์นี้ มีการให้สินบนรางวัลแก่ผู้อนุญาตไปแบ่งกัน ๓ ฝ่าย เมกะวัตต์ละ ๑๐ ล้านบาท เป็นเงินตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมไม่เชื่อ เพราะผมเป็นวิญญูชนที่คิด ตรึกตรองว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เงินถึง ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท มาดูข้อเท็จจริงครับ ว่าเป็นอย่างไร หลายคนที่ได้ใบอนุญาตมาเป็นคนไม่มีศักยภาพในการทํางาน บางคน เป็นคนธรรมดาเป็นขออนุญาตไฟ เขาขอก็ขอตามไป เสร็จแล้วไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่ต่อเชื่อมไฟ ไม่มีเงินลงทุน คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะติดตั้งไฟฟ้าโซล่าเซลล์ได้ คนที่มีศักยภาพนั้น จึงทําได้ ในปลายรัฐบาลที่แล้วจึงประกาศว่าต้องเร่งรัดในการที่จํากัดคนเหล่านี้ให้ขายไฟ ให้แก่รัฐให้เร็วที่สุด ซึ่งประเด็นสําคัญก็คือว่าการซื้อขายไฟนั้น ทางคณะกรรมการ จึงพิจารณาว่าจะออกมาตรการอย่างไรจึงจะให้รัดกุมนะครับ ทางคณะกรรมการ จึงกําหนดว่าคุณสมบัติของคนที่จะดูนี้นะครับ ต้องดูสาระสําคัญคือ ๓ อย่าง ในการดูว่า คนที่ทําสัญญากับการไฟฟ้าแล้วนั่นคือทําพีพีเอ (PPA) แล้ว ต้องดู ๑. ปริมาณการเสนอขาย ๒. ดูว่าสถานที่ตั้ง ๓. เรื่องเทคโนโลยี อันนี้เป็นสิ่งที่ห้ามเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญในการแก้ไข สัญญาพีพีเอ แต่บางคนเขียนคําขอไว้แล้วนะครับ การไฟฟ้าตอบรับแล้วยังไม่ทําสัญญาพีพีเอ อย่างเช่น ตระกูลมาลีนนท์เขาขอโซล่าเทอร์มอล (Solar Thermal) แล้วเขาก็บอกว่า เขายัง ไม่ได้ทําสัญญาพีพีเอ เขาเปลี่ยนสาระสําคัญคือว่าพีพีเอนั้นทําแล้วยังอาจจะไม่เวิร์ก (Work) เขาขอเปลี่ยนเป็นพีวี (PV) แต่พีวีในราคาตอนนั้นขอได้ ๘ บาท เฮดเดอร์ (Header) ๘ บาท เขาจึงขอเป็น ๖ บาท ทางคณะกรรมการก็จึงพิจารณาให้เปลี่ยนแปลงแล้วจึงไป ทําสัญญาพีพีเอกับทางไฟฟ้า แต่เปลี่ยนราคาด้วยนะครับ จาก ๘ บาท เหลือ ๖.๕๐ บาท ซึ่งราคาก็ลดลงนะครับ ซึ่งตรงนั้นเราคงไม่เกี่ยวพันเกี่ยวกับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ และอีกสิ่งหนึ่งที่กล่าวว่ามีการร่ําลือว่าผู้หนึ่งที่มีผลประโยชน์ คือคนที่มีนามสกุล ชินวัตร ซึ่งอันนี้ก็ไม่มีหลักฐาน แต่พูดไปแล้วก็เสียหายไปแล้วนะครับ ซึ่งผมเองก็รู้จักตระกูลชินวัตร เป็นอย่างดี รู้จักทุกคน ตลอดเวลาที่เป็นรัฐมนตรีมายังไม่มีตระกูลชินวัตรคนไหนมาขอไฟฟ้า จากผมอันนี้ยืนยันได้ แล้วผมก็ตรวจสอบเช็คเมื่อวานนี้ ทั้งเมื่อเช้านี้ ว่ามีรายใดบ้าง เป็นนายหน้าหรือไม่ ปรากฏไม่มีครับ เพราะอะไรที่ไม่มีครับ ท่านประธานครับ เพราะไฟฟ้า จํานวน ๓,๓๐๐ เมกะวัตต์ที่มีอยู่นั้นเป็นของคนเดิมทั้งหมด แล้วก็เป็นอย่างไรก็อย่างนั้น ซึ่งไม่มีการขับเคลื่อน ผมมีตารางนะครับ อยากจะให้ทางฝ่ายคอมพิวเตอร์ช่วยขึ้นตาราง ที่เมื่อวานคุณอานิกโชว์นะครับ มาโชว์ดูนี้กระทรวงพลังงานผมอ่านดู เมื่อวานผมก็พยายามดู นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชั่น)
ก็ไม่ค่อยสบายเป็นไข้ด้วย ก็ดูไม่เห็นว่าตัวหนังสือเป็นอะไร วันนี้มาดูละเอียดจากซีร็อกซ์ (Xerox) มา ดูเหมือนกับเป็นเอกสารที่จะเป็นค่าผลักดันการสมัครจนได้มาซึ่งพีพีเอ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่วงกลมแดง ๆ นั้นครับ ผมว่าหลักฐานตรงนี้มันเกิดอย่างไร ถ้าเกิดว่ามีจริงถูกต้องน่าจะไปแจ้งความตํารวจ แล้วก็แจ้ง ป.ป.ช. หรือแจ้งใครที่ดําเนินการ หรือส่งให้ผมก็ได้ จะดําเนินการแทนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นเอกสารได้ เพราะตัวหนังสือก็กํากวม ในตารางนี้ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกถึงซึ่งเป็น ข้อเท็จจริง ซึ่งอันนี้ผมก็อยากจะเรียนทุกท่านให้ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ผมคิดว่าในสภาผู้แทนราษฎร ของเรานั้นไม่น่าจะใช้ในการอภิปรายนะครับ เป็นการพิจารณาผลงานของรัฐบาลก็ตามแต่ ในปัจจุบันเองในเรื่องการขออนุญาตไฟฟ้าพลังงานทดแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลาร์เซลล์ผม เองเข้ามาก็พยายามจะให้ช่วยเหลืออํานวยความสะดวกทุกรายที่ได้รับอนุญาตทําแผงโซลาร์ เซลล์ แม้กระทั่งหลายคนเก่าเขามีอุปสรรคปัญหาใด ๆ เราก็พยายามช่วยเหลือแต่ว่าปัญหา อย่างนั้นอาจจะเกิดที่กระทรวงอื่นซึ่งผมไม่สามารถที่จะก้าวก่ายได้ก็เป็นของอีกกระทรวง หนึ่ง แต่ส่วนปัญหาใหม่สิ่งใหม่ ๆ ที่ทําก็คือ โซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) โซลาร์ต่าง ๆ ให้กับกองทุนหมู่บ้านกองทุนเมืองเหล่านี้เราก็ให้ทาง ก.พ. ออกระเบียบใหม่ให้ผ่อนปรน ไม่ต้องขออนุญาตเพียงแต่ให้วิศวกรเซ็นรับรองความมั่นคงแข็งแรงก็สามารถใช้งานได้เลย ซึ่งต่อไปท่านจะเห็นว่าการทํางานเหล่านี้จะมีความสะดวกรวดเร็ว แล้วก็ยืนยันว่าทุกอย่าง ไม่ว่าโซลาร์ รูฟท็อป คนอาจจะแอบอ้างไปเก็บค่าหัวคิวอะไรไม่มีนะครับ มาฟ้องได้ แล้วก็ ยืนยันแม้ค่าธรรมเนียมของการไฟฟ้าเองก็ยังไม่ให้เก็บ กระทรวงพลังงานเรายินดีบริการให้ ประชาชนทุกอย่างมาร้องเรียนที่ผมได้ผมยืนยันว่าจะดําเนินการกับสิ่งที่เกี่ยวข้องทุกราย สิ่งที่สําคัญที่สุดในสังคมมนุษย์มีคนไม่เหมือนกันตลอดทุกคนบางคนเป็นพ่อค้าตั้งใจทํางาน แต่บางคนเป็นพ่อค้าที่หลอกลวงก็มี ดังนั้นการกําหนดสเปค (Spec) โซลาร์ใหม่เราจึงกําหนด ว่าคุณสมบัติของสินค้าที่เป็นแผงโซลาร์นั้นจะต้องรับประกันโดยบุคคลที่ ๓ นั่นก็คือว่า รับประกันโดยธนาคารหรือบริษัทประกันภัยตลอดอายุเวลาใช้งานคือ ๒๕ ปี นั่นหมายความ ว่าถ้าท่านติดโซลาร์ รูฟท็อปแล้วหรือทําโซล่าฟาร์มแล้วจะต้องไม่เสียหาย เพราะในอดีตที่ ผ่านมานั้นการติดโซล่าไปในชุมชนต่าง ๆ บางโรงเรียนพอ ๓ ปีเสร็จใช้งานไม่ได้เพราะ อุปกรณ์บางอย่างขัดข้องเสียหายก็ใช้ไม่ได้ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องจําเป็น ดังนั้นสเปคตรงนี้อาจจะ ทําให้ผู้ที่ติดตั้งนั้นอาจจะโวยวายก็ตามแต่ แต่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนแล้วก็ธนาคาร หรือบริษัทประกันนั้นเขาจะดูเองว่าสินค้าใดได้มาตรฐาน สินค้าใครที่ควรจะรับรองหรือ บริษัทนั้นมีเงินทุนมากที่จะยอมเปลี่ยนแปลงสินค้าได้ตลอดเวลาเขาก็จะออกการันตี (Guarantee) ให้ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ เรื่องที่ ๒ คือเรื่องกองทุนน้ํามัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กองทุนน้ํามันนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศว่าจะยกเลิกกองทุนน้ํามันพอ เข้ามาก็ได้ดําเนินการหลายอย่าง กองทุนน้ํามันถ้าพูดภาพคือการเก็บเงินจากน้ํามันมาดูแล เพื่อจะให้มีเสถียรภาพของราคาน้ํามันในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เข้ามานั้นมี ราคาแก๊สแอลพีจีนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่ามีการเกิดพายุเกิดอุทกภัยเขาเรียก สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นเสียหายทําให้ประเทศญี่ปุ่นสั่งนําเข้า แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทําให้ราคาแก๊สแอลพีจีพุ่งไปถึง ๑,๒๐๐ เหรียญต่อตัน กองทุนน้ํามันซึ่งเป็นบวกอยู่ขณะนั้น ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลดลงทันทีติดลบไปถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไป-กลับทันทีซึ่งทําให้สภาพกองทุนนั้นติดลบ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้กองทุน น้ํามันก็เหมือนโครงการหนึ่งของรัฐที่รัฐบาลพยายามจะยกเลิกแล้วก็ยังตั้งใจทําอยู่ ถามว่า ตั้งใจอยู่ทําอย่างไรครับ โครงการเหล่านี้เหมือนโครงการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงหรือ รถไฟฟ้ารางคู่ โครงการแต่ละโครงการต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง ๕ ปี ๖ ปี หรือ ๗ ปี โครงการยกเลิกกองทุนน้ํามันก็เหมือนกันครับ สิ่งที่ทําอันแรกก็คือว่าทําอย่างไรกองทุนน้ํามัน จะไม่ต้องซับซิดี้ (Subsidy) เรื่องแก๊สแอลพีจี เพราะฉะนั้นสิ่งนี้รัฐบาลที่แล้วก็พยายามจะขึ้น ราคาแอลพีจีเพื่อจะให้เป็นไปตามราคาตลาด ยังโชคดีว่าเรื่องน้ํามันนั้นสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ก็ได้ขึ้นราคาเพื่อให้ น้ํามันนั้นเป็นไปตามกลไกตามตลาดแล้ว ทําให้รัฐบาลต่อ ๆ มาก็ต้องผ่อนคลาย ไม่ต้องไป กดดันเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นแอลพีจีเป็นสิ่งที่พยายามทํามาหลายรัฐบาล แล้วก็ทําแล้วก็ถูก ต่อต้าน ช่วงที่ผมเข้ามารับตําแหน่งหรือรัฐบาลนี้เข้ามารับตําแหน่ง พยายามจะขึ้นแอลพีจีก็มี การต่อต้าน ดังนั้นเมื่อผมรับตําแหน่งแล้ว ผมถึงต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนว่าแอลพีจี นั้นคืออะไร ปกติแอลพีจีในประเทศทั่วโลกกัน เขามีสาร ซี๒ ซี๓ ซึ่งใช้ประโยชน์ ในเรื่องเปโตรเคมีคอล เขาทําเป็นพลาสติก เม็ดพลาสติกเป็นต้นกําเนิดแปรงสีฟัน ปากกา ที่เราใช้ทุกวัน อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับพลาสติกทั้งหมด อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เราเติบโตมาก็มา เกิดจากโอเลฟินส์ (Olefins) พวกนี้เรามาทําเม็ดพลาสติก ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่พอ ทําเชื้อเพลิงเราเผาไปเฉย ๆ จึงไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะหมุนเน้น หลายประเทศเขาใช้แก๊สเอ็นจีวีไปเป็นแก๊สเชื้อเพลิง แต่เราใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นการขึ้นราคาสิ่งที่เราเรียนรู้ให้ประชาชนก็คือว่าต้นทุนราคาแก๊สแอลพีจีกับ ต้นทุนอาหาร มีเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ผมมีได้การสํารวจ ไม่ว่าทางสถาบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หรือแม้ว่าตัวผมเองก็ไปสํารวจตามตลาดตามร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าตลาดใหญ่ตลาดเล็กก็ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ก็ยืนยันว่าไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเพื่อผ่อนคลายความเดือดร้อนประชาชน ผมจึงขึ้นราคาแอลพีจีโดยให้ผู้มี รายได้น้อยใช้แก๊สในราคาเดิม ผู้มีรายได้น้อยเราพิจารณาอย่างไรครับ เราดูว่าผู้ใช้ไฟต่ํากว่า ๙๐ หน่วยต่อเดือน ผมเอาราคาเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ มาเฉลี่ยกัน มีทั้งหมดรวมทั้งผู้ไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วย รวมทั้งหมดมีทั้งหมด ๗,๖๑๗,๔๖๑ ครัวเรือน จากทั้งหมดเกือบ ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ ล้านครัวเรือน ซึ่งก็กินพื้นที่ไปถึงเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคนจนเหล่านี้จะได้รับการดูแลไม่ต้องขึ้นค่าแก๊สแอลพีจี ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลังจากให้จดทะเบียนส่งเลขผู้มีสิทธิใช้แก๊สแอลพีจีไป ท่านทราบไหมครับมี การจดทะเบียนเพียง ๕๕,๐๐๐ ราย เท่านั้นเอง ท่านฟังนะครับ ๕๕,๐๐๐ ราย ผมก็สงสัย ครับว่าข้อมูลเหล่านี้ ตัวเลขใช้สิทธินี้ไม่ถึงหรือไม่ ระหว่างนี้ก็มีการสํารวจครับ คนจนเขา บอกว่าเขาไม่อยากจด เพราะว่าเขาใช้แก๊สถังหนึ่ง ๑๕ กิโลกรัม เขาใช้ ๓ เดือน เดือนหนึ่งขึ้น ๕๐ สตางค์ ก็เท่ากับ ๗ บาท มันก็ขึ้นแค่เดือนละ ๒ บาท เขาไม่เดือดร้อน เขาไม่เดือดร้อน ครับ เขาบอกเขาไม่เดือดร้อน ทั้งที่เราไปแค่แนะนําไปสํารวจ นี่จํานวนมากนะครับ ทุกจังหวัดรายงานมาตรงกัน เราก็ไม่รู้จะทําอย่างไร เขาบอกว่าโทรศัพท์เข้าไปจดทะเบียน อาจจะแพงกว่า ๓ บาท ก็ยังให้เจ้าหน้าที่รายงานไป ทุกอย่างเราโฆษณาไป การโทรศัพท์ขอ จดทะเบียนไม่เสียสตางค์ ผู้ค้ามาตรา ๗ เป็นคนออกให้ แม้ไม่วายว่าเราชี้แจงว่าที่โทรศัพท์ ๓ บาท ไม่เสียสตางค์ เขาก็ไม่จด แม่ค้าหาบเร่แผงลอย ทั้งหมด ๑๖๘,๐๐๐ ราย ท่านทราบ ไหมครับจดทะเบียนเพียง ๕,๐๐๐ รายเท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่แปลกมา ไปสํารวจยอมให้ชื่อให้ อะไรต่าง ๆ มา ถึงเวลาไปจดทะเบียนใช้แก๊สฟรีเดือนละ ๑๕๐ กิโลกรัม เขาไม่จดทะเบียน เขาบอกว่าเขาขอให้แต่ละวันขายอาหารให้หมดหน้าร้านเขาพอใจแล้ว เพราะว่าราคาแก๊ส ที่ขึ้นมานี้ไม่กระทบต่อเขา วัตถุดิบต่างหากที่มีผลกระทบต่อค่าอาหาร เช่น ไก่ พริก ผัก ต่าง ๆ หรืออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญว่าที่เป็นที่มาที่มันแปลกใจมาก ทีนี้ คนรวยที่เหลืออยู่ นอกจาก ๗.๖ ล้านครัวเรือนนี้ เขามีผลกระทบไหม ยิ่งคนรวยยิ่งไม่มี ผลกระทบใหญ่เพราะว่าค่าเปอร์เซ็นต์เทจ (Percentage) ในการที่ต้นทุนมาหารนั้นเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือใครเดือดร้อนครับ คนเดือดร้อนผมเข้าใจว่าคนที่ขโมยแก๊สไปขายครับ เพราะโครงสร้างของแก๊สแอลพีจี มันแตกต่างกัน ในเมื่อแก๊สหุงต้มขายราคา ๑๘.๑๓ บาท โครงสร้างแก๊สรถยนต์ขาย ๒๑ บาท ฉะนั้นคนก็จะเอาแก๊สหุงต้มไปขายเป็นแก๊สรถยนต์ และยิ่งไปขายแก๊สอุตสาหกรรมนี่ราคา ๓๐ บาทนะครับ ซึ่งราคาแก๊สเป็นสิ่งที่กองทุนน้ํามัน ต้องไปอุ้ม ฉะนั้นการยกเลิกกองทุนน้ํามันได้ ราคาแก็สต้องขึ้นไปจนกระทั่งกองทุนน้ํามัน ไม่ต้องไปซับซิดี้ทุกวันนี้เราต้องเอาเงินกองทุนไปชดเชยแก๊สแอสพีจีประมาณวันละ ๑๐๐ ล้านบาท วันละ ๑๐๐ ล้านบาท ท่านดูครับ ปีหนึ่งประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และเราซับซิดี้มาแล้วทั้งหมด ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นการวางแผนโรดแมป (Roadmap) ตรงนี้สําคัญที่สุด
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องดีเซล (Diesel) ดีเซลนี่ครับ เราปล่อยเสรีตั้งแต่ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน มา แล้วเราก็พยายามที่จะยกเลิกกองทุนน้ํามัน เพื่อจะลดราคาน้ํามันลงมา ดังนั้นตอนนี้เราให้กําหนดราคา ๓๐ บาท โดยการลดภาษี สรรพสามิต เพื่อจะให้ราคาน้ํามันต่ํากว่า ๓๐ บาท เราจึงต้องมาวางแผน รัฐบาลก็กําลังดูว่า สิ่งที่ทําอยู่นี้จะทําอย่างไรที่จะให้ราคาค่าขนส่ง ค่าครองชีพถูกลง เราจึงคิดโครงการรถไฟ รางคู่เพื่อขนส่งสินค้า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะเปลี่ยนโหมดชิพ (Mode ship) จากการขนส่งรถยนต์มาสู่ระบบราง เมื่อขนส่งระบบรางได้ ราคาน้ํามัน ราคาอะไรต่าง ๆ ถูกต้อง ฉะนั้นดีเซลก็จะขึ้นไปตามปกติก็ขายตามท้องตลาด เพราะประเทศเราประเทศไทยนี่ จะเข้าสู่ร่วมในอาเซียนในอีก ๒ ปีข้างหน้า ฉะนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ผมก็คงมีอธิบายเพียงเท่านี้ ก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกหลายท่านนะครับ ที่ให้ความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะครับ ขอบคุณครับ