รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันอังคารที่ ๑๖ และวันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ วันนี้เรา นัดประชุมรัฐสภา เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกานะครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อแล้วทั้งหมด ๑๙๕ คนครับ องค์ประชุมวันนี้ต้อง ๓๖๒ คน ฉะนั้นสมาชิกที่มาแล้วกรุณาลงชื่อนะครับ เมื่อองค์ประชุม ครบแล้ว ผมจะมาดำเนินการต่อไปครับ
จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๙๐ คน
จำนวนสมาชิกรัฐสภาที่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ในวันนี้ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๗๕ คนนะครับ เป็นสมาชิกวุฒิสภา ๒๔๘ คน รวมสมาชิกรัฐสภาที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๗๒๓ คน ขณะนี้กึ่งหนึ่งก็คือ ๓๖๒ คน ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อแล้ว ๓๗๗ คน ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุมครับ ขออนุญาตไปตามลำดับของวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม
ผมคิดว่ามีเรื่องเกี่ยวกับแนวทางในการประชุมวันนี้ แต่ว่าจะขออนุญาตว่า สมาชิกเราจะได้เข้ามามากขึ้น ก็จะได้รายงานให้ทราบตอนไปถึงเรื่องด่วนนะครับ ก็ผ่านวาระ เรื่องที่ประธานแจ้งที่ประชุมนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ก่อนที่จะเข้าเรื่องด่วน ผมขออนุญาตรายงานให้สมาชิกรัฐสภาได้รับทราบถึง ข้อตกลงของกรรมการประสานงานทั้ง ๓ ฝ่าย เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยจะ ขอให้ทั้ง ๓ ฝ่าย ได้รายงานให้ที่ประชุมได้รับทราบโดยย่อ ๆ นะครับว่า ข้อตกลงนั้น เป็นอย่างไร ขอเชิญผู้ประสานงานฝ่ายรัฐบาลก่อนครับ แล้วเดี๋ยวฝ่ายค้านนะครับ และเดี๋ยว วุฒิสมาชิกได้กรุณารายงาน เชิญนะครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูง ผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าจากการประชุมหารือวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ซึ่งได้รับความกรุณาจากท่านประธานได้เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือร่วมกัน ปรากฏว่าในที่ประชุมได้พิจารณาว่าเพื่อให้การพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เสนอต่อรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถมี การแสดงความคิดเห็นอภิปรายและลงมติต่อไป โดยมีข้อสรุปหารือดังนี้ ก็คือจะเริ่ม การประชุมในเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาของวันอังคารที่ ๑๖ คือวันนี้ แล้วก็จะดำเนินการประชุม ต่อเนื่องไป โดยได้จัดสรรเวลาเพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม ก็คือผู้เสนอร่างใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง ผู้อภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นจากสมาชิกวุฒิสภา ๕ ชั่วโมง จากสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาล ๕ ชั่วโมง จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วม ฝ่ายค้าน ๕ ชั่วโมง รวม ๑๘ ชั่วโมงโดยประมาณ เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้เวลาตั้งแต่ ๐๙.๐๐ นาฬิกา จนถึงประมาณ ๐๓.๐๐ นาฬิกาของวันพรุ่งนี้ และเพื่อให้การลงมติได้เป็นไป ด้วยความเรียบร้อยและสมาชิกมาร่วมลงมติโดยพร้อมเพรียง เพราะว่าการลงมติในกรณี ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น กำหนดให้ใช้วิธีขานชื่อ เพราะฉะนั้นก็จะต้องใช้เวลา ในการลงมติประมาณ ๓ ชั่วโมง ก็เลยกำหนดว่าหลังจาก ๓ นาฬิกาแล้ว ก็จะพักการประชุม แล้วก็จะเริ่มประชุมเพื่อลงมติในเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาของวันพุธที่ ๑๗ โดยข้อสรุปที่ตกลง ร่วมกันเป็นดังนี้ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ
ขอบพระคุณท่านวิเชียรครับ ผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้าน เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้าน ตามที่ตัวแทนของวิป (Whip) ทางรัฐบาล ได้นำเรียนต่อที่ประชุมนั้นก็เป็นความเข้าใจและข้อมูลที่ตรงกัน แต่กราบเรียนเพิ่มเติม นิดหนึ่งว่า ถ้าโดยความประสงค์และความต้องการจริง ๆ ของฝ่ายค้านนั้น ก็อยากจะได้เวลา มากกว่านั้น แต่ว่าด้วยข้อจำกัดอย่างที่ประชุมกันก็ต้องยอมรับตามนั้น แต่ถ้าหากว่าจะมีการ ยืดหยุ่นได้บ้างก็ขอฝากท่านประธานได้พิจารณา
อีกประเด็นหนึ่ง ที่เพื่อนสมาชิกฝากมา อาจจะด้วยความไม่เข้าใจ หรืออาจจะ ด้วยความไม่ถ่องแท้ในข้อบังคับหรือรัฐธรรมนูญ ก็คือถ้าเราอภิปรายกันไปจบในหลัง เที่ยงคืนวันนี้ ถ้าโดยกฎหมายก็ต้องข้ามไปอีกวันหนึ่ง หลายคนก็ไม่แน่ใจว่ามันจะต้องเป็น วันพฤหัสบดีหรือเป็นวันพุธ แต่ก็ฝากท่านประธาน ก็เชื่อว่าในข้อกฎหมายแล้วสามารถทำได้ ทั้งหลายทั้งปวงก็คือสมาชิกประสงค์จะลงคะแนนให้จบในเช้าวันพุธ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผู้ควบคุมเสียงของ วุฒิสภา ขอเชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในที่ประชุม วิป (Whip) ๓ ฝ่าย กระผมขอเรียนยืนยันว่าสิ่งที่ฝ่ายผู้แทนรัฐบาลก็ดี ผู้แทนฝ่ายค้านก็ดี ได้แถลงนั้นตรงตามข้อตกลงที่เราได้คุยกันมาทุกประการ แต่ว่าผมใคร่ที่จะขอเพิ่มเติม เพื่อความชัดเจนในการบริหารเวลาและการดำเนินการประชุมให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และเป็นไปตามข้อตกลงที่เรายืนยันกันมาในที่ประชุม ก็คือวันนี้ทุกฝ่ายจะใช้เวลาที่ แบ่งได้ฝ่ายละ ๕ ชั่วโมงนั้นโดยเคร่งครัด แล้วก็จะอภิปรายไปโดยไม่มีการหยุด แม้จะหลังเที่ยง คืนวันนี้ก็ต้องปฏิบัติ เมื่อมีการยุติหรือพักการประชุมในวันนี้แล้ว พรุ่งนี้เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา จะมีการนัดประชุมเพื่อลงมติสถานเดียว ไม่มีการอภิปรายใด ๆ อีกต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วย เงื่อนเวลาที่ตอนบ่ายโมงครึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องใช้สถานที่ในการประชุม ตามระเบียบวาระปกติของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป จึงกราบเรียนมาด้วยความเคารพครับ
ขอบพระคุณทั้ง ๓ ฝ่าย โดยสรุปก็ จัดสรรเวลาให้ผู้เสนอ ๓ ชั่วโมง ผู้เสนอจะมีผู้อภิปรายที่เสนอชื่อมา ๕ ท่าน ใครจะอภิปราย มากน้อยเป็นสิทธิของผู้เสนอ แต่ต้องบริหารเวลา ๓ ชั่วโมง ทั้งการเสนอ ตอบคำถาม และสรุป อันนี้เป็นข้อตกลง ส่วนสมาชิกฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสมาชิกนั้น ฝ่ายละ ๕ ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าบังคับต้องครบ ๕ ชั่วโมง ถ้าฝ่ายใดไม่มีความประสงค์อภิปรายก็ เป็นสิทธิของฝ่ายนั้น อันนี้เป็นแนวทางที่ตกลง และเราตกลงว่าจะถึงเวลาใดก็ตาม การลงมติ ก็เป็นเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน เรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบ
ต่อไปก็จะเข้าสู่ระเบียบวาระเรื่องด่วน
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (ยกเลิกมาตรา ๖๕ แก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๗ มาตรา ๑๕๙ วรรคแรก เพิ่มมาตรา ๑๙๓/๑ มาตรา ๑๙๓/๒ แก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๑ หมวด ๑๒ มาตรา ๒๕๖ หมวด ๑๖ ยกเลิกมาตรา ๒๖๙ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙) (นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คนเป็นผู้เสนอ)
นี่เป็นตัวชื่อของร่างกฎหมายที่เสนอ ในวันนี้ ซึ่งนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คน เป็นผู้เสนอ ผมขอทำความเข้าใจว่า โดยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญนั้นสภาจะต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในการเสนอรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กล่าวคือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและ ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมฉบับนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติตามมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ และเลขาธิการรัฐสภาได้จัดทำรายงานผลการดำเนินการของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ วรรคหนึ่ง แล้ว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดให้ สมาชิกแล้วนะครับ ผมขอเรียนว่าในการอภิปรายขอได้กรุณายึดมั่นในข้อบังคับการประชุม รัฐสภา กล่าวคือในการอภิปรายนั้นผู้อภิปรายก่อนเป็นลำดับแรกคือ ผู้เสนอ แล้วจะต้อง อภิปรายสลับกันกับฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน แต่จะไม่เคร่งครัดเรื่องนี้หากว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีผู้อภิปราย การอภิปรายในกรณีนี้ขอได้ยึดข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ถึงแม้เราจะ กำหนดเวลาไปแต่ละฝ่ายบริหารเองแล้วก็ตาม โดยประธานจะไม่ไปกำหนดว่าแต่ละท่าน กี่นาที ท่านบริหารเวลาด้วยตัวเองภายใต้ข้อตกลงฝ่ายละไม่เกิน ๕ ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตาม ในข้อบังคับก็กำหนดว่า การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษา กันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามนำเอกสารใดมาอ่าน ในที่ประชุมรัฐสภาโดยไม่จำเป็น และห้ามนำวัตถุใด ๆ เข้ามาในที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ เว้นแต่ ประธานอนุญาต ซึ่งในวรรคสองของข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกริยา หรือใช้ วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ ออกชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ก็เรียนพวกเราโดยเฉพาะข้อ ๔๕ วรรคสองนี้ ขอได้เคร่งครัดเพื่อลดความขัดแย้งในที่ประชุมนะครับ เรียนที่ประชุมได้รับทราบแนวทาง ที่เราจะปฏิบัติต่อไป สำหรับเรื่องการอ่านเอกสารนั้นโดยทั่วไปก็ห้ามนะครับ แต่ผมอนุโลม เพราะว่าขณะนี้สมาชิกส่วนใหญ่จะอ่านด้วยเครื่องโทรศัพท์ ไอแพด (iPad) ไอโฟน (iPhone) ซึ่งก็อนุโลมอยู่ เพราะว่าหลายท่านก็ไม่เคยชินกับการพูดปากเปล่าโดยไม่อ่านเอกสารนะครับ แต่ว่าขอให้มีความพอดี ต่อไปขอเชิญท่านผู้เสนอเข้ามาทุกท่านนะครับ ท่านขจิตรเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลา ๒-๓ นาที เพื่อแสดงความเห็น แตกต่างจากมติของวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่าย ผมเคารพครับผมยินดีปฏิบัติตาม แต่ผม ขออนุญาตแสดงความเห็นว่า การเสนอรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีการแก้ไข ๕-๖ หลักการ ทั่วทั้งฉบับของรัฐธรรมนูญ ความพยายามของประชาชน ๑๕๐,๐๐๐ คน กว่าจะเสนอได้ ผ่านขั้นตอนมากมาย ผมคิดว่าโดยเนื้อหาควรจะใช้เวลา ๓ วัน ๓ คืนถึงจะเหมาะสม กับการแก้ไขนี้ ผมจึงขอแสดงความเห็น ไม่เห็นด้วยกับมติของวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่าย แต่ด้วย ความเคารพผมยินดีปฏิบัติตาม แต่ผมคิดว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายที่เข้ามา ในวาระนั้นไม่ได้สำคัญกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นก็ขอแสดงความเห็นแตกต่างไว้ ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณครับ
ครับ ไม่เป็นไรครับ ความจริงแล้ว ในที่ประชุมความเห็นหลากหลายมากกว่าที่คุณขจิตรคิดนะครับ มีการเสนอ ๗ ชั่วโมง ผู้เสนอให้ ๒ ชั่วโมง แล้วต่อรองไป ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง เป็น ๕ ชั่วโมงครับ เพราะฉะนั้นอีกฝ่ายหนึ่งเสนอ ๓ วัน แต่ว่าในที่สุดผมก็ชื่นชมความมีวุฒิภาวะของตัวแทน ๓ ฝ่าย ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีข้อยุติ เพื่อไม่ให้มีปัญหาก็จบลงแค่นี้นะครับ ต่อไปเพื่อไม่ให้ เสียเวลา ผมขอเรียนเชิญท่านผู้เสนอและผู้ที่มีความประสงค์อภิปรายได้ส่งรายชื่อมาแล้ว ขณะนี้ ๗ ท่านนะครับ แต่ว่าจะให้ผู้เสนอได้เสนอโดยครบถ้วนก่อน เพราะฉะนั้นท่านผู้เสนอ ผู้ใดจะเสนอก่อนก็เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิก รัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะตัวแทนของประชาชน ๑๓๕,๒๔๗ คน ที่ลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราฉบับนี้ และในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง ที่อยากเห็นประเทศไทยเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบปกติ และระบบการเมือง ที่เป็นธรรมกับทุกความฝันของทุกคนในประเทศ ผมขออนุญาตเริ่มต้นวันนี้ด้วยการชี้แจงถึง การบริหารจัดการเวลา ๓ ชั่วโมง ที่คณะผู้ชี้แจงมีในการอภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาในวันนี้ ในเมื่อเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของเรามีเนื้อหาที่ค่อนข้างเยอะ เราจึงจะ ขออนุญาตแบ่งเวลาดังนี้ จะขออนุญาตใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมงเศษ ๆ ในการอภิปรายแล้วก็อธิบายถึงหลักการและเหตุผลเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยจะมีผู้อภิปราย ๒ ท่าน มีกระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในช่วงครึ่งแรก และมีอาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล ในช่วงที่ ๒ ก่อนที่เราจะเปิดรับฟังการอภิปรายจาก สมาชิกรัฐสภาทุกท่านแล้วก็ลุกขึ้นมาตอบคำถามและข้อโต้แย้ง
คุณพริษฐ์อย่าลืมเวลา ๓ ชั่วโมง ทั้งหมดนะครับ
ครับ ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาสูงสุด ของประเทศ การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จำเป็น ที่จะต้องเริ่มต้นจากการอภิปรายให้เห็นถึงปัญหาในภาพรวมของประเทศ และทำให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นเป็นอุปสรรคอย่างไรต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ผมจึง อยากจะเริ่มต้นวันนี้ด้วยการเล่าถึงผู้ป่วยคนหนึ่งที่ชื่อว่าประเทศไทย ผู้ป่วยคนนี้ผมเชื่อว่า เป็นผู้ป่วยที่ทุกท่านในที่นี้รัก เป็นห่วง แล้วก็อยากจะรักษาให้เขาหายดีขึ้น ปัจจุบันถึงแม้ ผู้ป่วยคนนี้กำลังจะฟื้นฟูจากโรคโควิด (COVID) แต่ผู้ป่วยคนนี้ยังต้องประสบกับอีก ๓ โรค ร้ายแรงในร่างกายเขา ที่เขาติดมาตั้งแต่ก่อนโควิด (COVID) ที่โควิด (COVID) มาซ้ำเติมให้ อาการเขาทรุดหนักลง แล้วที่เขายังต้องเผชิญอยู่ถึงแม้โควิด (COVID) จะหายไป
โรคที่ ๑ คือโรคเศรษฐกิจอ่อนแอที่ทำให้ประเทศเรานั้นมีอัตราการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้ากว่าเพื่อนบ้านมาหลายปี
โรคที่ ๒ คือโรคของความเหลื่อมล้ำเรื้อรังที่ทำให้โอกาสในชีวิตของคน แต่ละคนในประเทศนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตามากกว่าความสามารถ
โรคที่ ๓ หรือโรคสุดท้ายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญก็คือ โรคประชาธิปไตย หลอกลวง ที่เป็นประชาธิปไตยเพียงแค่ในนาม แต่ไม่ใช่ในการปฏิบัติจริง แต่หมายถึงโครงสร้างและกลไกที่ พลเอก ประยุทธ์และเครือข่ายได้สร้างขึ้นตลอด ๗ ปี ที่ผ่านมา และควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของกันและกัน แน่นอนครับว่าเกราะกายสิทธิ์ชิ้นพิเศษที่ค้ำจุนระบอบประยุทธ์ให้ยังสามารถอยู่ในอำนาจได้ ไม่ว่าเขาจะบริหารประเทศจนป่วยแค่ไหน ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ ที่ทางกลุ่มเราต้องการจะเสนอให้มีการแก้ไขในวันนี้ ถ้าเกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย คือรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้เป็น อะไรที่ซับซ้อนไปกว่ารัฐธรรมนูญของระบอบประยุทธ์ เพื่อระบอบประยุทธ์ โดยระบอบ ประยุทธ์ หากเราวิเคราะห์ตั้งแต่ที่มา กระบวนการและเนื้อหา เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อประวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือการสืบทอดอำนาจของ ระบอบประยุทธ์ ถ้าเรามาดูในส่วนของที่มาเราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นถูกเขียน โดยคนไม่กี่คนของ คสช. โดยไม่ได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนในวงกว้าง ถ้าเรา อยากจะวิเคราะห์ถึงเจตนา ผมก็อยากจะหยิบยกคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ของประเทศเราที่เคยป่าวประกาศไว้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกดีไซน์ (Design) มาเพื่อพวกเรา
ในส่วนของกระบวนการจริงอยู่นะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการผ่าน การรับรองโดยประชามติเมื่อปี ๒๕๕๙ แต่การจัดทำประชามติในครั้งนั้นก็ไม่ได้เป็นการ จัดทำประชามติที่เสรีและเป็นธรรม ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นสามารถรณรงค์ได้อย่างเท่าเทียมกัน บนกติกาที่เป็นธรรม ฝ่ายที่สนับสนุนแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เพราะว่าทางหน่วยงาน ของรัฐนั้นมีการสรุปข้อดีของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นส่งไปถึงที่บ้านของประชาชนทุกคน ทั่วประเทศ แต่ฝ่ายที่ต้องการจะคัดค้านหรือรณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็แทบจะทำ อะไรไม่ได้ เพราะเพียงแค่ออกมารณรงค์นั้นก็ทำให้ประชาชนเกือบ ๒๐๐ คนถูกจับกุม แล้วก็ดำเนินคดี แม้กระทั่งคำถามพ่วงที่นำมาสู่ปัญหา ณ ปัจจุบันของการที่เรามี ส.ว. ที่มา จากการแต่งตั้ง มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีก็ถูกเขียนให้ซับซ้อนแล้วก็ชี้นำ ถ้าใครในที่นี้ยังคิด จะหยิบยกตัวเลข ๑๖ ล้านเสียงที่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นข้ออ้างในการสกัดกั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมอยากจะเตือนแบบนี้นะครับ ท่านอย่าลืมว่า ๑๖ ล้านคน ที่ลงคะแนนในวันนั้นก็ไม่ได้เห็นชอบกับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปตลอดการ แต่เห็นชอบ กับมาตรา ๒๕๖ ที่อนุญาตให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ท่านอย่าลืมว่าท่านเองก็ไม่ได้ ขัดขวางอะไร เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วมีการให้เสนอให้แก้ไขระบบเลือกตั้งที่บรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ และท่านก็อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอในประชามติวันนั้นก็ ไม่ใช่ร่างเดียวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ ที่ถูกประกาศใช้
ถ้าเรามาในส่วนสุดท้ายคือส่วนของเนื้อหา เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ก็ได้ขยายอำนาจของหลาย ๆ สถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ระบอบ ประยุทธ์สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ หรือว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี การเขียนรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการ พยายามย้อนเข็มนาฬิกาของประชาธิปไตย แต่เป็นการพยายามจะสกัดการแข่งขัน และผูกขาดอำนาจทางการเมืองไว้กับฝ่ายเดียว ที่ทำให้ไม่ว่าเขาจะบริหารประเทศได้ดี หรือไม่ดีแค่ไหนก็สามารถรักษาอำนาจไว้ได้ เปรียบเสมือนกับนักมวยคนหนึ่งที่จะต่อยพลาด แค่ไหน กรรมการก็ตัดสินให้ชนะได้ในทุกยก แต่เราก็รู้ดีครับว่ากว่าวัคซีนเข็มที่ ๒ นั้นจะมามันก็อาจจะต้องใช้เวลา เพราะถึงแม้เราจะไม่มี สมาชิกรัฐสภาท่านไหนมาสกัดกั้นกระบวนการนั้น กระบวนการนี้ก็ต้องอาศัยการที่ประชาชน นั้นต้องเข้าคูหาทั้งหมด ๓ ครั้ง ๑ ครั้ง เพื่อรับรองให้มีการแต่งตั้ง ส.ส.ร. ๑ ครั้ง เพื่อไปเลือก สมาชิกที่จะไปนั่งอยู่ใน ส.ส.ร. และอีก ๑ ครั้ง เพื่อมารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกร่าง โดย ส.ส.ร. ที่มาจากเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของกลุ่ม รี-โซลูชัน (Re-Solution) เช่นในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนเข็มที่ ๑ ให้กับ ประเทศไทย แน่นอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะไม่สามารถแก้ทุกปัญหาของ รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ ได้ แต่เราสังเกตเห็นว่าปัญหาที่ใหญ่หลวงที่สุดของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของระบอบประยุทธ์ ในเมื่อปัญหา หลักของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือการสืบทอดอำนาจตรงนี้ ทางเราเลยเสนอเนื้อหาที่จะเป็น การพยายามจะปลดอาวุธ ๔ อย่าง ที่ระบอบประยุทธ์ใช้ในการสืบทอดอำนาจ โดยผมนั้นจะ เป็นผู้ชี้แจงทั้งหมด ๒ ข้อเสนอ และอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล จะเป็นผู้ชี้แจง อีก ๒ ข้อเสนอ
มาเริ่มกันที่ข้อเสนอที่ ๑ คือ การยกเลิกวุฒิสภา เพื่อปรับระบบรัฐสภามาเป็น ระบบสภาเดี่ยวที่มีแต่สภาผู้แทนราษฎร การผลักดันข้อเสนอนี้มันต้องอาศัยการที่เราเห็น ตรงกัน เห็นพ้องต้องกันใน ๒ ประเด็น เปรียบเสมือน ๒ ขั้นบันไดที่ผมอยากจะเชิญ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นมาร่วมพร้อมเดินไปกับผมในวันนี้ ขั้นบันไดที่ ๑ ที่จะก้าวขึ้นมา พร้อมกัน คือการยอมรับให้ตรงกันว่าวุฒิสภาที่เป็นอยู่ปัจจุบันขาดความชอบธรรมในเชิง ประชาธิปไตย จริงอยู่ถ้าเราสังเกตวุฒิสภาในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลก ก็จะมี บางแห่งที่มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ก็จะมีบางแห่งที่มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สมการที่สำคัญที่สุดในการออกแบบวุฒิสภาให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจของวุฒิสภาต้องสอดคล้องกับที่มา ถ้าวุฒิสภาที่ไหนจะมีอำนาจสูง ที่มาก็ต้องมี ความยึดโยงกับประชาชนสูง หรือว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าวุฒิสภาที่ไหนจะมาจาก การแต่งตั้ง ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนสูง อำนาจที่วุฒิสภานั้นมีก็จะสูงไม่ได้เช่นกัน ถ้าเราเหลือบไปมองที่สหราชอาณาจักรหรือว่าอังกฤษ เราจะเห็นว่าถึงแม้วุฒิสภาของเขาจะ มาจากการแต่งตั้งแต่อำนาจของวุฒิสภามีไม่เยอะ ทำได้มากสุดคือกลั่นกรองกฎหมาย หรือว่าชะลอด้านกฎหมายไว้แค่ ๑ ปี ถ้าเราเหลือบไปมองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เราก็จะ เห็นว่าวุฒิสภาของเขามีอำนาจเยอะมาก ถึงขั้นสามารถถอดถอนประธานาธิบดีได้ แต่ที่เขา ทำอย่างนั้นได้ ก็เป็นเพราะว่าเขามีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พอเรามองย้อนกลับมาดู ที่วุฒิสภาของไทยปัจจุบัน เราจะเห็นว่าโครงสร้างอำนาจและที่มาของวุฒิสภา ณ ปัจจุบัน ไม่ได้สอดคล้องกับหลักการนี้ เพราะในขณะที่วุฒิสภาของเรามีอำนาจล้นฟ้า แต่กลับมีที่มา ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ถ้าเรามาดูในส่วนของอำนาจก่อน เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ให้อำนาจวุฒิสภาเยอะกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อาจจะเป็นที่ยอมรับในวงการของท่านก็ได้ แต่ไม่ว่าท่านจะเก่งแค่ไหน หรือมีเจตนาดีแค่ไหน ข้อเท็จจริงที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ ก็คือท่านไม่ได้ที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน และเต็มไปด้วย ผลประโยชน์ทับซ้อน จาก ๒๕๐ คน มี ๒๔๔ ท่าน ในวุฒิสภาที่มาจากการจิ้มเลือกไม่ โดยตรง ก็โดยอ้อม จาก คสช. เพื่อให้เข้ามาในสภานี้แล้วโหวตให้หัวหน้า คสช. กลับมาเป็น นายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง อีก ๖ คน อาจจะมาอยู่ในที่นี้ได้ เพราะว่าเป็น ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งก็ตั้งคำถามสารพัดว่า มันเหมาะสมไหมที่เรามีข้าราชการประจำที่มาควบตำแหน่ง ในนิติบัญญัติด้วย แต่นอกจากที่มาของ ๒๕๐ คนนี้ อีกความวิปริตหนึ่งที่เราเห็น ก็คือการตั้ง คณะกรรมการสรรหา ๑๐ คน เพื่อมาสรรหา ส.ว. ๒๕๐ คนนี้ ใช้งบประมาณประเทศ ไป ๑,๓๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไปดูรายชื่อของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ๑๐ คนนะครับ เราจะ ค้นพบครับว่า ๓ ใน ๑๐ นั้น แต่งตั้งพี่หรือว่าน้องตัวเองมาเป็น ส.ว. แต่สมาชิกท่านใดที่ฟัง อยู่และยังรู้สึกดีนะครับว่าอย่างน้อยก็ยังมีอีก ๗ คนที่ไม่ได้แต่งตั้งพี่น้องตัวเองมาเป็น ส.ว. อย่าเพิ่งดีใจนะครับ เพราะใน ๗ คนที่เหลือนั้นมี ๖ คนที่ไม่ได้แต่งตั้งที่น้องมาเป็น ส.ว. ก็จริง แต่แต่งตั้งตัวเองมาเป็น ส.ว. เลย ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ชัดเจนไปกว่านี้แล้วนะครับ ถึงปัญหาของเรื่องระบอบอุปถัมภ์ และผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผมมักได้ยินสมาชิกวุฒิสภา หลายคนอภิปรายว่าอยากจะให้ความสำคัญ ด้วยอำนาจที่ล้นฟ้าและที่มาที่มีข้อกังขา ขนาดนี้นะครับ ผมเลยอยากจะเชิญชวนทุกคนให้เรายอมรับก่อนในขั้นบันไดแรกว่าวุฒิสภา ที่มีโครงสร้างอำนาจและที่มาแบบนี้ไม่ควรจะมีที่ยืนอยู่ในประเทศที่อ้างว่าปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตย พอเรายอมรับตรงนี้กันแล้ว เราจึงไปสู่ประเด็นที่ ๒ หรือว่า บันไดขั้นที่สอง ก็คือการมาเห็นตรงกันว่ารัฐสภาที่ดีที่สุด คือ รัฐสภาที่ไม่มีวุฒิสภา ผมก็ได้ฟัง การอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นความพยายาม ของหลายฝ่ายในที่นี้ที่พยายามจะเสนอแนวทางเพื่อปรับวุฒิสภาของเราให้มีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น หลายฝ่ายก็เสนอให้มีการลดอำนาจ แต่คงไว้ถึงสถานะของการเป็น ส.ว. แต่งตั้ง ในขณะที่บางฝ่ายก็เสนอให้คงอำนาจหลายส่วนไว้ แต่ไปปรับให้ที่มานั้นมาจาก การเลือกตั้ง แต่ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเสนอทางไหน ผมก็ไม่เห็นวุฒิสภารับสักข้อเสนอเลย วันนี้ ผมเลยกลับมาอีกข้อเสนอหนึ่งครับ เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอคติที่มีต่อวุฒิสภา ชุดนี้เป็นการส่วนตัว แต่เป็นข้อเสนอด้วยหลักการที่ต้องการจะออกแบบโครงสร้างการ เมืองไทยให้กระชับ ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวทางที่ว่านี้คือ แนวทางของการ หันมาใช้ระบบสภาเดี่ยวที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภาเลย แต่เหลือแค่เพียงสภาผู้แทนราษฎรที่มา จากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าแนวทางสภาเดี่ยวนั้นมีข้อดีหลัก ๆ แบ่งเป็น ๓ ประการที่ผมสรุป ไว้ว่า เป็นรัฐสภาที่จะถูกกว่า เรียบง่ายกว่าและทันสมัยกว่า
ข้อดีประการที่หนึ่งของแนวทางสภาเดี่ยว คือ การช่วยประหยัดงบประมาณ ของประเทศ ผมก็ลองไปคำนวณดูนะครับว่าถ้าเราเอาแค่เฉพาะเงินเดือนก่อน แค่เงินเดือน ของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน บวกกับเงินเดือนของคณะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยหรือผู้ชำนาญการ เราจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการมีวุฒิสภาอยู่จะอยู่ที่ประมาณ ๘๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าเรารวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารจัดเลี้ยง ค่าประชุมกรรมาธิการ รวมถึง ค่าเดินทางเข้าไป ผมมั่นใจครับว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างไรก็ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ผมคงไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะมาตัดสินแทนพี่น้องประชาชนนะครับว่า ๑,๐๐๐ ล้าบาท ต่อปีนั้นคุ้มค่าสำหรับการมีอยู่ของวุฒิสภาหรือเปล่า แต่ผมก็รู้สึกตื่นเต้นครับที่จะได้มาฟัง การอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภาในวันนี้ ที่พยายามจะโน้มน้าวให้ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน เห็นว่าทำไมเขาถึงต้องยอมจ่าย ๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพื่อให้เรามีวุฒิสภานั้นคงอยู่
ข้อดีประกันที่ ๒ ของแนวทางสภาเดี่ยวนะครับ คือความเรียบง่าย การใช้ระบบสภาเดี่ยวนั้นจะเป็นทางออกที่เรียบง่ายและปกติที่สุด ในการทำให้รัฐสภานั้น มีความยึดโยงกับประชาชนในกรอบของประชาธิปไตย ต้องยอมรับครับว่าถ้าเราต้องการจะมี วุฒิสภานั้นการพยายามจะหาสมดุลระหว่างอำนาจและที่มาที่ผมได้กล่าวไว้เป็นเรื่องที่ ท้าทายมาก ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือว่าในไทย ประเทศนิวซีแลนด์ก็พยายามจะมีวุฒิสภา ที่มาจากการแต่งตั้งและมีอำนาจน้อย แต่พอทำไปทำมาเขาก็ค้นพบว่าการหากระบวนการ แต่งตั้งที่ได้คนที่เป็นกลางทางการเมืองจริงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เขาก็เลยตัดสินใจยกเลิก วุฒิสภาไปในปี ๑๙๕๑ ประเทศสวีเดนก็พยายามคล้าย ๆ กัน คือการคงไว้ซึ่งวุฒิสภา ที่มีอำนาจสูงแต่มาจากการเลือกตั้ง แต่เขาก็ค้นพบครับว่าเลือกตั้งไปเลือกตั้งมาหน้าตา ของวุฒิสภากับหน้าตาของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้แตกต่างกันมาก เขาก็เลยตัดสินใจ ยุบวุฒิสภาไปในปีพุทธศักราช ๑๙๗๐ แม้กระทั่งในไทยเองการออกแบบวุฒิสภาให้มีอำนาจ และที่มาที่สอดคล้องกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งที่เราจะมาใกล้เคียงที่สุดอาจจะเป็นตอน รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่วุฒิสภาชุดนั้นก็หนีไม่พ้นข้อครหาว่า เป็นตัวแทนที่มาจากกลุ่มการเมืองเดียวกันกับกลุ่มที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนี้นะครับ ถึงแม้อาจจะไม่ได้ไปทำให้วุฒิสภานั้นขาดความชอบธรรมในความเป็นประชาธิปไตย แต่มันก็ชวนให้เรามานั่งคิดว่าถ้ามันเหมือนกันแล้วเราจะมี ๒ สภาไปทำไม การใช้ระบบ สภาเดี่ยวจึงเป็นทางเลือกที่เรียบง่าย และทำให้เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการหาสมดุล กับสิ่งที่เราพยายามหามาหลายสิบปีแต่ก็ไม่เคยหาเจอ
ข้อดีข้อสุดท้ายประการที่ ๓ ของแนวทางสภาเดี่ยว คือสภาเดี่ยวจะเป็น การออกแบบกระบวนการนิติบัญญัติที่ทันสมัย และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มากกว่า การคงไว้ซึ่งกระบวนการนิติบัญญัติที่ต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อาจจะทำให้กฎหมายหลายตัวของประเทศไม่มีความคล่องตัว เพียงพอในการปรับเปลี่ยน ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ในบรรยากาศที่เทคโนโลยีนั้นถูกคิดค้น ถูกเผยแพร่ และถูกทำลายล้างในอัตราที่รวดเร็วขึ้น แต่ผมเชื่อครับว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านในที่นี้ก็เห็นตรงกันกับผมถึงประโยชน์ที่จะได้ จากการมีกระบวนการนิติบัญญัติที่รวดเร็วและกระชับ แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ เอง ก็กำหนดให้กฎหมายสำคัญ ๆ อย่างเช่น การปฏิรูปประเทศหรือแม้กระทั่งการแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้ก็ถูกพิจารณาโดย ๒ สภาร่วมกันทีเดียวเสร็จ แทนที่จะแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน สภาล่างก่อนไปสภาสูง ความผิดปกติของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มันไม่ใช่ การพยายามจะทำให้กระบวนการออกกฎหมายมันมีความกระชับหรือว่ารวดเร็วขึ้น แต่ความผิดปกติของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือการที่เรามี ๒๕๐ คน ที่มาจากการแต่งตั้งที่นั่ง อยู่ในห้องนี้ปัจจุบัน
แต่นอกจากข้อดี ๓ ข้อนี้แล้วนะครับ ผมก็ได้มีโอกาสรับฟังถึงข้อกังวล ที่หลายท่านมีนะครับ เพราะถ้าหากยกเลิกวุฒิสภาไปแล้ว บทบาทที่วุฒิสภาเคยทำ ใครจะมา เป็นคนทำ ผมก็เลยอยากจะขอใช้เวลาอีกสักนิดหนึ่งในการพยายามจะคลี่คลาย หรือทำให้ท่านสบายใจกับข้อกังวลเหล่านั้น เพราะหากพิจารณาแล้วเราจะเห็นว่าแต่ละสิ่ง ที่ท่านกังวลว่าเราจะสูญเสียไปหากจะไม่มีวุฒิสภา ผมรับประกันเลยครับว่าเรามีกลไกอื่น ที่สามารถมาทดแทนได้และเผลอ ๆ อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วยซ้ำ บางท่านที่กังวล ว่าการมีอยู่ของวุฒิสภาจำเป็นเพื่อจะเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพ มาออกความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ผมก็เสนอครับว่าถ้าเราอยากอัดฉีดความเชี่ยวชาญ ของคนในแต่ละสาขาอาชีพจริง ๆ ทำไมเราไม่ไปเพิ่มพื้นที่ในกรรมาธิการระดับ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้เข้ามาร่วมในกระบวนการ ออกกฎหมายตั้งแต่ต้น แทนที่จะมาปิดท้ายในกระบวนการกลั่นกรองกฎหมายของวุฒิสภา ปัจจุบัน หลายท่านที่กังวลว่าวุฒิสภาควรจะมีอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของจังหวัดหลายจังหวัด ที่อาจจะมีจำนวนประชากรน้อยและอาจจะมีจำนวน ส.ส. น้อย ผมก็รับประกันเลยครับ หลังจากที่พูดคุยกับพี่น้องประชาชนหลายคนว่า สิ่งที่หลายจังหวัดต้องการไม่ใช่การมี ส.ว. เพิ่มขึ้นอีก ๑-๒ คนมานั่งอยู่ในที่นี้ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ไปสู่ท้องถิ่น ให้เขามีผู้ว่าราชการจังหวัดที่สามารถเลือกด้วยตัวเองได้ ให้จังหวัดของเขานั้น มีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองได้ และถ้าหากท่านใดที่กังวลว่าวุฒิสภานั้นควรจะมีอยู่ เพื่อมาถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายรัฐบาล ทางกลุ่มรีโซเลชัน (Re-Solation) เราเองก็มีการเสนอ ให้เพิ่มกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจโดยการไปเพิ่มอำนาจของ ส.ส. ฝ่ายค้านที่ต้องมี หน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของรองประธานสภา ๑ ตำแหน่ง หรือว่าตำแหน่งประธานกรรมาธิการที่มีความสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล อย่างเช่น ประธานกรรมาธิการงบประมาณ ยิ่งไปกว่านั้นครับในโลกที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารได้อย่างกว้างขวางขึ้น มันก็ชวนคิดนะครับว่ากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด มันอาจจะไม่ใช่การที่เราไปหวังพึ่งบุคคล ๒๐๐ คน ในสภาอีกต่อไปแล้ว แต่การที่เราไปติดอาวุธประชาชนโดยตรงให้สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลการดำเนินงานของรัฐที่ละเอียดอ่อนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองคนที่ออกมากล้าเปิดโปงการทุจริต หรือว่า ความไม่ชอบธรรมของรัฐ ท่านสังเกตไหมครับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในแต่ละครั้งที่รัฐบาล ชุดปัจจุบันมีการถอยเรื่องร่างกฎหมายหรือว่าเรื่องนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชะลอ การซื้อเรือดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเกณฑ์การกระจายวัคซีนไฟเซอร์ (Vaccine Pfizer) ที่ได้รับการบริจาคจากประเทศสหรัฐอเมริกา มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการทักท้วงของสมาชิก วุฒิสภาในที่นี้นะครับ มันเกิดขึ้นจากการทักท้วงของประชาชนบนท้องถนนและในโลก ออนไลน์ (Online) ที่มันเสียงดังจนรัฐบาลนั้นไม่สามารถเพิกเฉยได้ เพราะฉะนั้นข้อกังวล เหล่านี้เป็นข้อกังวลที่ทางผมและทีมนั้นก็ยินดีรับฟัง แล้วก็ยินดีทำทุกวิถีทางที่พยายามจะ คลี่คลาย แต่ผมก็อยากจะเชิญชวนประชาชนให้จับตาดูความจริงใจของสมาชิกวุฒิสภาบาง คนที่จะหยิบยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา ใครก็ตามนะครับที่หยิบยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา แต่ยังออก ตัวปกป้องวุฒิสภาในรูปแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ผมขออนุญาตตั้งคำถามดูความจริงใจของท่าน เพราะถ้าหากท่านอ้างว่าประเทศเราต้องมี ส.ว. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละสาขา วิชาชีพ แล้วท่านรับได้อย่างไรกับวุฒิสภาปัจจุบันที่ใน ๒๕๐ คน มีเกือบครึ่งที่ประกอบแค่ ๒ อาชีพ ก็คือทหาร แล้วก็ตำรวจ ถ้าท่านจะอ้างว่าประเทศเราต้องมี ส.ว. เพื่อให้เป็นตัวแทน ของจังหวัดที่มีประชากรน้อย แล้วท่านรับได้อย่างไรกับวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่ออกโรงปกป้อง รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่ไม่มีการพูดถึงการกระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว หรือถ้าท่านอ้างว่า ประเทศเราต้องมี ส.ว. เพื่อมาถ่วงดุลรัฐบาล ก็ต้องถามกลับไปครับว่าท่านรับได้อย่างไร กับวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่ให้ท้ายและรับรองแทบจะทุกการกระทำและทุกมติของรัฐบาลชุดนี้ ครั้งเดียวที่ผมจำได้ถึงการลุกฮือของสมาชิกวุฒิสภาในการถ่วงดุลรัฐบาล คือตอนที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ส. ฝ่ายค้านร่วมกันเสนอให้ตัดอำนาจของท่านในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยสรุปแล้วแม้ข้อสรุปเรื่องการยกเลิกวุฒิสภาและการหันมาใช้ระบบเดี่ยว อาจจะฟังดูเป็น อะไรที่แปลกใหม่ในรัฐสภาไทย แต่หากดูบริบทโลกเราจะเห็นได้นะครับ ว่าระบบสภาเดี่ยว เป็นสิ่งที่ปกติมาก และมีข้อดีที่ถูกพิสูจน์มาแล้วในหลากหลายประเทศ ถ้าเราสำรวจประเทศ ทั่วโลกที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐเดี่ยวนะครับ ไม่ได้เป็นสหพันธ์รัฐ และเป็นระบบรัฐสภา ที่ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี เราจะเห็นครับว่าในบรรดาประเทศเหล่านี้ ๒ ใน ๓ ของประเทศ เหล่านั้นก็เลือกใช้ระบบสภาเดี่ยว สภาเดี่ยวจึงเป็นทางเลือกหลัก สภาคู่ต่างหากครับ ที่เป็นทางเลือกรอง เพราะฉะนั้นคำถามที่เราต้องมาพิสูจน์กันในวันนี้ มันอาจจะไม่ใช่คำถาม ที่ผมต้องมาตอบว่าทำไมถึงต้องยกเลิก ส.ว. แต่มันเป็นคำถามที่สมาชิกรัฐสภาคนไหน ที่ต้องการจะคงไว้ถึงวุฒิสภาต้องตอบต่างหากว่า ทำไมถึงต้องมี ส.ว.
มาในส่วนข้อเสนอที่ ๒ ครับ ข้อเสนอที่ ๒ นั้นคือ การยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ ชาติ ๒๐ ปี และแผนปฏิรูปประเทศ การเสนอให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผน ปฏิรูปประเทศ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นประโยชน์ของการดำเนินนโยบายที่มีความ ต่อเนื่อง หรือการบริหารประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ แต่หากผมจะขออนุญาตยืมคำพูดของ นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งมานะครับ ท่านได้กล่าวไว้ว่าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เปรียบเสมือนกับยุทธศาสตร์ที่ทำตามก็พัง ไม่ทำตามก็ผิดครับ ทำตามก็พังอย่างไร การที่เราบอกว่าการเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี จะทำให้ประเทศพัง ไม่ได้เป็นการดูถูก ดูแคลนผู้เชี่ยวชาญที่ออกแบบ หรือว่าเขียนแผนนี้ขึ้นมา จริงอยู่นะครับว่าองค์ประกอบของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช. ก็มีหลายส่วนครับที่สมควรจะถูก วิจารณ์ เพราะว่าใน ๓๕ คนที่อยู่ในคณะกรรมการนั้น มีถึง ๑๑ คนที่เป็นทหารหรือตำรวจ มีภาคธุรกิจอีก ๙ คน แต่แทบจะไม่มีตัวแทนของฝ่ายภาคประชาชน หรือฝ่ายวิชาการเลย จริงอยู่นะครับว่ากระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนก็ถูกรวบรัด ถึงขั้นที่ว่าเรามี กฎหมาย พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมาในปี ๒๕๖๐ ที่ระบุเอาไว้ในมาตรา ๒๘ ให้ถือว่า ยุทธศาสตร์ชาตินั้นได้รับฟังความคิดเห็นเป็นที่เรียบร้อย โดยการอ้างอิงกระบวนการรับฟัง ความเห็นที่เกิดขึ้น ๒ ปีก่อนกฎหมายจะออกมาด้วยซ้ำ แล้วก็จริงอยู่ครับว่าเนื้อหาของแผน ก็มีหลายส่วนที่อาจจะชวนตั้งคำถามได้ ไม่ว่าจะเป็นขาดการจัดลำดับความสำคัญของสิ่ง ที่ควรจะทำก่อนทำหลัง หรือการขาดความกล้าหาญ และความทะเยอทะยานที่จะ ตั้งเป้าหมายตัวชี้วัดให้กับประเทศ ที่มันไปไกลกว่าสิ่งที่ประเทศไทยเราเคยทำมาได้แล้ว แต่ผมเรียนแบบนี้นะครับว่า ถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการจะเก่งกาจแค่ไหน ถึงกระบวนการรับฟังความเห็นจะกว้างขวางแค่ไหน หรือเนื้อหาของแผนจะดีเลิศแค่ไหน การพยายามจะกำหนดเส้นทางของประเทศไว้ล่วงหน้าถึง ๒๐ ปี ในโลกที่มีแต่ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยครับ อย่าว่าแต่ ๒๐ ปี แค่ ๒ ปี ผมว่าก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เมื่อ ๒ ปีที่แล้วใครจะคิดครับว่าโลกเราจะ เผชิญวิกฤติโควิด (COVID) ที่มาสร้างความสูญเสียให้กับประเทศเรา และชีวิตของประชาชน ได้ขนาดนี้ เมื่อเรามาคำนึงถึงทรัพยากรที่เราต้องอัดฉีดเข้าไป เพื่อให้เรามีแผนยุทธศาสตร์ ชาติ ๒๐ ปี ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำ ค่าใช้จ่ายด้านธุรการ หรือว่ามันสมองและแรง ของข้าราชการเก่ง ๆ หลาย ๆ คนที่ต้องเสียไปกับภารกิจตรงนี้ ผมจึงเกรงครับว่าการมี ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีอยู่นั้น เป็นอะไรที่ได้ไม่คุ้มเสีย แต่ถึงแม้จะมีใครในที่นี้มองต่างจากผม แต่เห็นว่าการเดินตามยุทธศาสตร์ชาติจะทำให้ประเทศไม่พัง สิ่งที่น่ากังวลกว่าก็คือ ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เป็นยุทธศาสตร์ที่ถ้าไม่ทำตามแล้วผิด ถ้ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นสิ่งที่มีอยู่เฉย ๆ แต่เปล่าประโยชน์ ผมก็คงไม่กังวลขนาดนี้ครับ เพราะเราเสียมากที่สุด ก็คือเสียแรงและเสียเวลา แต่สิ่งที่มันน่ากลัวกว่าคือการที่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ และกฎหมายที่ตามมานั้นไปเปิดช่องให้เราสามารถลงโทษรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งได้ หากไม่กระทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ถึงขั้นที่สามารถขับรัฐมนตรีออกจาก ตำแหน่งได้ ถ้าเรามองลึกเข้าไปกลไกนี้อีก เราจะค้นพบครับว่าองคาพยพที่ถือดาบ ในการสามารถยื่นฟ้องร้อง หรือว่าพิพากษาว่าใครทำตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่นั้น ก็ล้วนเป็นสถานบันทางการเมืองที่ปัจจุบันนั้น ระบอบประยุทธ์สามารถควบคุมได้ไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ตอนแรกดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์ ก็ดูมีประโยชน์ขึ้นมาทันทีเลย แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับการออกแบบนโยบายให้ก้าวทันโลกนะครับ แต่เป็นประโยชน์ ในฐานะเครื่องมือของระบอบประยุทธ์ในการสืบทอดอำนาจ และการเล่นงานคู่แข่ง ทางการเมือง การมีอยู่ของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี จึงเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่กำลังล็อกคอ ประเทศ การยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีจะไม่ทำให้ประเทศนั้น โกลาหลหรือไร้ทิศทาง แต่จะทำให้รัฐบาลนั้นมีความยืดหยุ่น ในการออกแบบแล้วก็นำเสนอนโยบายที่สอดรับ กับสถานการณ์และวิกฤติในแต่ละช่วงเวลา และเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคุณภาพของนโยบายผ่านสนามเลือกตั้ง ในส่วนของข้อเสนอ อีก ๒ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นข้อ ๓ เรื่องศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ หรือว่าข้อที่ ๔ เรื่อง มาตรการในการป้องกันการรัฐประหาร ผมจะขออนุญาตให้ผู้ชี้แจงอีกท่านหนึ่งลง รายละเอียด แต่ผมเพียงอยากจะย้ำว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้ ทั้งข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ไม่ได้ เป็นข้อเสนอที่สุดโต่งครับ แต่เป็นข้อเสนอที่ปกติมากในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย
- ๑ ๑ /๑
ก่อนจะทิ้งท้ายผมอยากจะชี้แจงอีกประเด็นหนึ่งที่ผมทราบมา หลายท่าน อาจจะมีความกังวลว่าในเมื่อเรามีร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขระบบเลือกตั้งไปเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว ที่รอลงพระปรมาภิไธยอยู่ แล้วเหลือบมาเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นยังเขียนถึง ระบบเลือกตั้งที่เป็นระบบเลือกตั้งที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เวอร์ชัน (Version) เก่าอยู่ ผมอยากจะให้ท่านสบายใจได้นะครับว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะปรับระบบเลือกตั้ง เพียงแต่ว่า เราร่างรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นมาก่อนที่จะมีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งโดยรัฐสภาในที่นี้ เพราะฉะนั้น ทางเราในเชิงหลักการก็ยินดีครับที่จะแก้ไขระบบเลือกตั้งในวาระที่ ๒ ในชั้นกรรมาธิการ ให้เป็นเหมือนกับร่างระบบเลือกตั้งที่แต่ละท่านนั้นได้โหวตผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
ท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ทางเราขอปิดท้ายด้วยการย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่า ๔ ข้อเสนอนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แน่นอน แต่เป็นเหมือนกับวัคซีนเข็มที่ ๑ ที่พยายามจะแก้ประเด็นที่เร่งด่วนที่สุดที่ปัจจุบันทำ ให้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของระบอบประยุทธ์ ผมเชื่อว่าตลอดวันนี้จะมีสมาชิกรัฐสภาบางท่านที่จะพยายามทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ เรานั้นมันดูสุดโต่ง มันดูน่ากลัว มันดูเป็นเหมือนการพยายามจะเอาชนะทางการเมือง แต่ผม อยากให้ทุกท่านลองสังเกตและเปิดใจดูดี ๆ นะครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นไม่ได้ ต้องการโจมตีใครในฐานะตัวบุคคล เราแค่ต้องการรื้อระบบที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคม ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของเราไม่ได้พยายามจะทำให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่เพียงต้องการทำให้ ไม่มีประชาชนคนไหนต้องเสียเปรียบเลยสักคน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเราไม่ได้ต้องการจะ ตอบสนองฝ่ายซ้ายหรือว่าฝ่ายขวา แต่เราต้องการสร้างระบบการเมืองที่เป็นกลางกับทุก ความฝัน ระบบที่เป็นกลางที่ทุกคนไม่ว่าจะเกิดมาเป็นใครก็มีหนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียงในการ กำหนดอนาคตของประเทศตัวเอง ระบบที่เป็นกลางที่ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะฝักใฝ่ อุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหนก็มีโอกาสเท่าเทียมกันในการแข่งขันเพื่อเอาชนะใจ ประชาชนแล้วเข้ามาบริหารประเทศ ระบบที่เป็นกลางที่ทุกคนไม่ว่าจะมีอำนาจมากน้อย แค่ไหนก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่เป็นกลางจริง และระบบที่เป็นกลางที่ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในประเทศนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ ของกฎหมายทุกฉบับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน การกระทำของรัฐบาลในช่วงภายใต้ระบอบประยุทธ์ที่ผ่านมาที่พยายามจะทำลายระบบ ที่เป็นกลางแบบนี้ ก็ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและ ความศรัทธาต่อสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ข้อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้นะครับ จึงไม่ได้เป็นการทำลายล้างสถาบันทางการเมืองใด ๆ ที่ท่านหวงแหน แต่กลับจะเป็นการ พยายามคืนศักดิ์ศรีให้กับสถาบันเหล่านั้น การปรับสู่ระบบสภาเดี่ยวไม่ได้จะทำลายกลไก การตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐสภา แต่กลับจะทำให้รัฐสภานั้นกลับมาเป็นความหวังของ ประชาชนอีกครั้งหนึ่งในการนำพาการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ จะทำลายความเป็นอิสระของระบบตุลาการ แต่จะทำให้ประชาชนนั้นกลับมาเชื่อมั่นในความ เป็นกลางของคำวินิจฉัยศาลอีกครั้งหนึ่ง การปฏิรูปองค์กรอิสระก็ไม่ได้ทำให้ กกต. หรือ ป.ป.ช. นั้นไร้น้ำยา แต่จะทำให้องค์กรอิสระเหล่านี้มีความกล้าหาญมากขึ้นในการตรวจสอบ รัฐบาลทุกฝ่าย การยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็ไม่ได้จะทำให้ข้าราชการขาดทิศทาง ในการทำงาน แต่จะทำให้ข้าราชการนั้นมีเวลาและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า แม้กระทั่งการตั้งผู้ตรวจการกองทัพก็ไม่ได้จะทำให้กองทัพนั้นขาดเกียรติยศ แต่จะทำให้กองทัพนั้นได้มีโอกาสพิสูจน์กับประชาชนครับว่าเขาสามารถดำเนินการได้อย่าง มืออาชีพโดยไม่ถูกแทรกแซงจากการเมือง และถ้าพูดให้ถึงที่สุดแม้กระทั่งการรื้อระบอบ ประยุทธ์ก็ไม่ได้ทำให้ พลเอก ประยุทธ์นั้นหมดอนาคต แต่จะเปิดโอกาสให้เขาสามารถ กลับมาเป็นนายกได้อย่างสง่าผ่าเผยมากขึ้นถ้าเขาสามารถชนะได้ในการเลือกตั้งที่เสรีและ เป็นธรรมจริง ความจริงแล้วการรักษาศรัทธาในสถาบันทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม มันไม่ สามารถเกิดขึ้นได้หรอกครับจากการหยุดอยู่กับที่ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสถาบันนั้น ก้าวเดินไปพร้อมกับเข็มนาฬิกาที่หมุนไปตามความต้องการของประชาชน แต่นอกจากจะคืน ศักดิ์ศรีกับสถาบันทางการเมืองแล้ว หัวใจสำคัญจริง ๆ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการ ต้องการสร้างระบบการเมืองที่ไว้วางใจประชาชน ระบบที่ไว้วางใจประชาชนให้เขามีสิทธิ เลือกผู้นำของตัวเองโดยไม่ต้องมี ส.ว. ๒๕๐ คนเข้ามาร่วมเลือกด้วย ระบบที่ไว้ใจประชาชน ให้เขาเลือกนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอเอง และลงโทษพรรคการเมืองเองถ้าเกิด ว่าไม่สามารถทำตามนั้นได้จริง ระบบที่ไว้วางใจประชาชนให้เขามาแก้ทุกวิกฤติทางการเมือง ด้วยกันเองผ่านกลไกรัฐสภา โดยไม่ต้องให้ทหารนั้นเข้ามายึดอำนาจ และอ้างว่าที่ทำมา ทั้งหมดนั้นเพื่อจะแก้ปัญหาให้กับประชาชน ผมเลยอยากปิดท้ายในการเชิญชวนสมาชิก รัฐสภาทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะไว้วางใจผมหรือไม่ ไม่ว่าท่านจะไว้วางใจผู้สนับสนุนท่านอื่น หรือไม่ ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญเลยครับ สิ่งที่สำคัญในวันนี้คือการที่ท่านไว้วางใจประชาชน และโหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อสร้างระบบการเมืองที่ไว้วางใจ ประชาชน และถึงแม้ท่านอาจจะยังไม่เห็นด้วยกับผมว่าระบบการเมืองที่เราพยายามจะนำเสนอนั้น อยู่บนพื้นฐานของการไว้วางใจประชาชน ผมขอเถอะครับ ท่านเลือกไว้วางใจประชาชน แค่ครั้งเดียวก็พอ ให้เขาสามารถตัดสินเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ด้วยเสียงของ เขาเองในการจัดทำประชามติ ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วครับว่าจากมาตรา ๒๕๖ วรรคแปด ก็กำหนดไว้อยู่แล้วว่าถ้าเกิดร่างนี้สามารถผ่านการพิจารณา ๓ วาระของรัฐสภา ได้อย่างไรก็ต้องมีการจัดทำประชามติให้คนไทยทั่วประเทศสามารถลงคะแนนเสียงได้ว่า สนับสนุน เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขนี้ ถ้าท่านคิดว่าร่างแก้ไขนี้มันเลวร้ายจริง มันแย่จริง ผมขอเถอะครับ ท่านไว้วางใจประชาชนเถอะครับ ถ้ามันแย่ขนาดนั้นจริง พวกเขาก็จะคว่ำร่างนี้ด้วยเสียงของเขาเอง จะเห็นนะครับว่าตลอดการอภิปรายที่ผ่านมา ผมไม่เคยแม้แต่สักครั้งเดียวที่จะหยิบยกตัวเลข ๑๓๕,๒๔๗ ที่เราได้เมื่อ ๕ เดือนที่แล้วมาอ้าง ว่าตัวเลขนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ผมก็ขอเหมือนกันครับว่าตลอดการอภิปราย ในวันนี้ท่านก็ควรจะหยุดหยิบยกตัวเลข ๑๖ ล้านเสียง จากประชามติเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว มาบอกว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศในวันนี้เช่นเดียวกัน ถ้าท่านอยากจะวัดกันจริง ๆ ว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศคิดกันอย่างไร ทางเดียวที่ท่านจะวัดได้คือการรับหลักการ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วไปดูผลการลงประชามติที่จะต้องเกิดขึ้น หากท่านฟังเช่นนี้ แล้วท่านยังเลือกที่จะตัดหน้าประชาชน แล้วก็มาโหวตไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แทนที่จะไปวัดกันที่ประชามติ การอภิปรายของท่านในวันนี้จะถูกจดจำ จะถูกบันทึก ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ใช่ในฐานะส่วนหนึ่งของการอภิปรายคัดค้านร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของกลุ่มรีโซลูชัน (Re-Solution) แต่การอภิปรายของท่านในวันนี้จะถูกบันทึก และจะถูกจดจำในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ครับ
เชิญท่านผู้เสนอท่านต่อไปนะครับ ขอเรียนย้ำว่าอะไรที่ท่านพูดไปอีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิที่จะชี้แจงและอภิปรายได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการเสียดสี หรือหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ไม่สุภาพนะครับ ขอเชิญท่าน ผู้เสนอต่อไปครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คน ในส่วนของผมจะชี้แจงใน ๒ ประเด็นที่เหลืออยู่ นั่นก็คือเรื่องของการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และเรื่องของการลบล้างผลพวง รัฐประหารและการป้องกันรัฐประหารครับ แต่ก่อนจะอภิปรายถึง ๒ ประเด็นที่เหลือนั้น ผมขอเสนอเพิ่มเติมส่วนที่ผู้อภิปรายท่านแรกสักเล็กน้อยครับ นั่นก็คือเรื่องของการเพิ่มเติม บทบาทของฝ่ายค้านและบทบาทของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อข้อเสนอของเรา ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ยืนยันให้ประเทศไทยควรจะใช้ระบบสภาเดียว ยกเลิกวุฒิสภาไป เหลือแต่สภาผู้แทนราษฎร นั่นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับที่จำเป็นจะต้องมี ระบบตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม เพราะในเมื่อวุฒิสภาหายไปแล้ว ใครจะเป็นคนทำ หน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล นั่นจึงเป็นที่มาของการเพิ่มเติมบทบาทของฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎร และเพิ่มเติมบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ยกตัวอย่างครับ เช่น ข้อที่ ๑ เรากำหนดเอาไว้ว่ารองประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๑ ท่าน จะต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากฝ่ายค้าน ข้อที่ ๒ เรากำหนดเอาไว้ว่า ประธานกรรมาธิการสามัญในคณะสำคัญ ๆ ที่มีบทบาทในการตรวจสอบการบริหารราชการ แผ่นดินอย่างน้อย ๕ คณะ จะต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากฝ่ายค้าน ข้อที่ ๓ การแบ่งสรรปันส่วนประธานกรรมาธิการวิสามัญจำเป็นต้องแบ่งสัดส่วนให้กับ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วเรายังเสนอให้มีการยกเลิกร่างพระราชบัญญัติว่า ด้วยการเงิน ประเด็นตรงนี้มีความสำคัญครับ เพื่อนสมาชิกทุกท่านคงทราบดีครับว่าเมื่อไร ก็ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องด้วยกับการเงิน เมื่อไร จะต้องได้ลายเซ็น ลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรีในการรับรอง หากไม่ผ่าน หากไม่มี ร่างนั้นก็จะไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา เรื่องนี้กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับครับ แต่ว่าเขามีเหตุผลของเขาอยู่ แต่ผมคิดว่า เหตุผลในยุคปัจจุบันนี้มันใช้การไม่ได้แล้ว เหตุผลในอดีตนั่นก็คือเรามองกันครับว่า นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารย่อมรู้ดีครับว่า งบประมาณแผ่นดิน เงินในกระเป๋าของ รัฐบาลเหลือเท่าไร ดังนั้นหาก ส.ส. เสนอกฎหมายอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย ควรต้องถามนายกรัฐมนตรีสักคำหนึ่ง แต่เมื่อเราใช้ไปเรื่อย ๆ ทำไปทำมาครับ เรากลับ เปิดช่องทางให้นายกรัฐมนตรีบุคคลเพียงคนเดียวสามารถคว่ำร่างพระราชบัญญัติที่ ส.ส. เขาเสนอกันขึ้นมา จริง ๆ แล้วถ้าหากปล่อยร่างนี้ผ่านไปเข้าสู่สภาไป แล้วฝ่ายบริหาร ไม่เห็นด้วย คุณก็มีเสียง ส.ส. เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วที่จะคว่ำไปได้อยู่ดี ดังนั้นเราจึงเห็นว่าควรยกเลิกร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยกับการเงินครับ แล้วเปิดโอกาสให้ สภาผู้แทนราษฎรได้เป็นผู้พิจารณากันเอง
ต่อไปครับ นั่นก็คือกลับมาใช้บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็ น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นนี้ผมเข้าใจดีครับว่า ระบบรัฐสภาทั่วโลกเขาไม่ได้บังคับ หรอกครับว่านายกฯ ต้องเป็น ส.ส. แต่โดยปฏิบัติแล้วส่วนใหญ่ ส.ส. เขาก็จะโหวต (Vote) เลือก ส.ส. คนหนึ่งนั่นละขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วหากเราไม่เขียนบังคับเอาไว้อย่างนี้ ประสบการณ์ก็แสดงให้เห็นอยู่ตลอดครับว่าเราจะได้นายทหาร เราจะได้คนทำรัฐประหาร เราจะได้คนสืบทอดอำนาจโผล่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีทุกครั้งไป ดังนั้นควรกำหนดเอาไว้ให้ ชัดเจน นอกจากนั้นครับ เรายังเพิ่มบทบาทของประชาชนครับ ส่งเสริมเรื่องประชาธิปไตย ทางตรง ส่งเสริมเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มไปครับว่าต่อไปนี้ ให้บุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ทั้งร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเฉพาะหมวด ๓ สิทธิและ เสรีภาพ หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ หมายความว่าต่อไปนี้ประชาชน ๒๐,๐๐๐ คนขึ้นไป เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้ ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนขึ้นไป สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ทั้งหมดเลย โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ หมวดใด นอกจากนั้นแล้วเราเสนอให้มีการตั้งคณะผู้ตรวจการกองทัพขึ้นมาครับ คณะ ผู้ตรวจการกองทัพก็จะมาจากการแบ่งสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นธรรมครับ แบ่งเป็น ส.ส. ซีกรัฐบาล ๕ ท่าน แบ่งเป็น ส.ส. ซีกฝ่ายค้านอีก ๕ ท่าน ทำหน้าที่อะไรครับ หลักการ เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาจากเราเคารพเรื่องหลักรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ ซึ่งเป็นหลักการ ที่ใช้กันในประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก หมายความว่ากองทัพ นั่นก็คือส่วนหนึ่ง ของระบบราชการนั่นเอง ดังนั้นกองทัพจึงต้องขึ้นกับรัฐบาลพลเรือน จึงต้องขึ้นกับ สภาผู้แทนราษฎร คณะผู้ตรวจการกองทัพเช่นว่านี้ทำหน้าที่อะไรครับ นั่นก็คือเข้าไป ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณต่าง ๆ ของกองทัพ ตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับการหารายได้ต่าง ๆ ของกองทัพ และที่สำคัญครับ ยังเป็น หลักประกันที่ให้นายทหารชั้นผู้น้อย ให้บรรดาทหารเกณฑ์ นายทหารที่ยศลดหลั่นลงไปนั้น ได้มีโอกาสร้องเรียนเรื่องทางวินัยต่อคณะผู้ตรวจการกองทัพ เพราะหากใช้อย่างที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน นายทหารชั้นผู้น้อยจะไม่มีระบบสร้างหลักประกันให้เขาเลยครับ เพราะว่าเวลาเขา ร้องเรียนนั้น เขาร้องเรียนกันภายในองค์กรและจะมีโอกาสยากมากที่นายทหารชั้นผู้น้อย ร้องเรียนเรื่องวินัยของตนเอง แล้วจะสามารถสำเร็จได้ เพราะว่าผู้พิจารณาเป็นนายทหาร ระดับผู้บังคับบัญชาของเขานั่นเอง เราจึงเสนอว่าควรจะต้องมีสภาผู้แทนราษฎร เข้ามามี บทบาทเรื่องนี้ นอกจากนั้นเรายังเสนอว่าผู้ตรวจการกองทัพนี้ให้แบ่งสัดส่วนเข้าไป ส.ส. ฝ่ายค้าน ๑ คน รัฐบาล ๑ คน เข้าไปนั่งอยู่ในสภากลาโหม ๒ คน เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่มาก เลยครับ เพราะสภากลาโหมปัจจุบันมีถึง ๒๘ คน เป็นนายทหารทั้งหมด ดังนั้นแค่เอา ส.ส. รัฐบาล ๑ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๑ คน เข้าไปนั่งไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรต่อสภากลาโหม ต่อความมั่นคงหรอกครับ ตรงกันข้ามครับ มันยิ่งดีเสียอีกครับที่ผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งเขาจะได้เข้าไปเป็นหูเป็นตา ไปดูว่าคุณพิจารณาอะไรกันในสภากลาโหม นี่คือสิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้าไปนะครับ ในส่วนของผู้อภิปรายท่านแรก
มาถึงในส่วนของผมเองครับ ผมจะอภิปรายในส่วนเกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระและเรื่องของการลบล้างผลพวงรัฐประหารครับ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มต้นจากกรณีของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเสียก่อน เริ่มต้นที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เข้ามาสู่ในแวดวงการเมือง ก่อนปี ๒๕๔๐ ท่านประธานเองเข้ามาสู่วงการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ ก่อนหน้านั้นเราไม่รู้จัก หรอกครับว่า ศาลรัฐธรรมนูญคืออะไร เราไม่รู้จักหรอกครับว่า องค์กรอิสระคืออะไร แต่แล้วอยู่ดี ๆ ก็โผล่เข้ามาในประเทศไทย และเข้ามามีอำนาจ เข้ามามีบทบาทอย่างมาก มันเริ่มเมื่อตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ครับ สาเหตุของการสร้างศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ที่เข้ามาในปี ๒๕๔๐ นั้น เริ่มต้นจากการปฏิรูปการเมืองนั่นเอง ความคิดหลักของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่เราเรียกกันว่าปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็เป็นดอกผลของการต่อสู้เรื่องการปฏิรูปการเมืองมาตั้งแต่ ๒๕๓๐ ผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม ทมิฬ ๒๕๓๕ และในท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งการออกแบบรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เจตนารมณ์สำคัญ ๆ ของมันมีอยู่ ๓ ข้อครับ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ๑. ก็คือต้องการให้การเมือง ต้องการให้รัฐบาลมี เสถียรภาพ และเมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพจึงมีเจตนารมณ์ข้อที่ ๒ ตามมาครับ ต้องมีระบบ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาล และสุดท้ายก็คือเรื่องของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน นี่จึงเป็นที่มาของการออกแบบองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมด หลายเรื่องเรานำเข้ามาจากรูปแบบของต่างประเทศ หลายเรื่องเรานำเข้ามาแล้วปรับปรุง ปรุงแต่งให้เป็นแบบของเรา หลายเรื่องมาจากงานศึกษาวิจัยทางวิชาการนะครับ ทั้งชุดที่คุณ หมอประเวศ วะสี เป็นประธาน หลายเรื่องเป็นการผลักดันความคิดต่อจากอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ และเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อยู่ในห้องนี้ก็เคยมีบทบาทในการรณรงค์เรื่อง เหล่านี้ทั้งนั้น แต่ตรงกันข้ามครับ พอใช้มาใช้ไป ใช้ไปใช้มามันเกิดปัญหาขึ้นมา เกิดปัญหา อย่างไรครับ ตอนเราออกแบบศาลรัฐธรรมนูญ ออกแบบองค์กรอิสระนั้น เราต้องการให้ที่มา นั้นหลุดไปจาก ส.ส. โดยที่ให้ ส.ส. เข้าไปมีส่วนเฉพาะกรรมการสรรหาเท่านั้นนะครับ เราจะออกแบบมีกรรมการสรรหามาเสนอชื่อมา ๒ เท่า เสร็จแล้วส่งให้วุฒิสภา ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งเป็นคนให้ความเห็นชอบจนเหลือตามจำนวนที่กำหนด นี่คือแบบที่เป็นมา ในอดีต สภาผู้แทนราษฎรของเรามีบทบาทได้เข้าไปเพียง ๑. ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ๒. คือผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น ที่เข้าไปมีส่วนในการสรรหา แต่คนเคาะคนสุดท้ายคือ วุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ความฝันตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเราได้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เราได้องค์กรอิสระที่มีความเป็นกลาง และความเป็นอิสระอย่างแท้จริง จะสามารถทำให้ การเมืองไทยพัฒนาต่อยอดไปได้ เราจะมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง พร้อม ๆ กับมีระบบ การตรวจสอบที่เข็มแข็งด้วยเช่นเดียวกัน แต่เมื่อใช้ไปสักพักครับ ก็มีข้อกล่าวหาหนึ่ง เกิดขึ้นมาครับว่าทางรัฐบาลไปครอบงำวุฒิสภา ในเวลานั้นก็มีข้อกล่าวหาว่าไปครอบงำวุฒิสภา เพื่อที่จะมาครอบงำที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอีกทีหนึ่ง เป็นข้อกล่าวหา อุกฉกรรจ์พอสมควรนะครับ จนนายพลคนหนึ่งเอาเรื่องนี้ไปแอบอ้างใช้ทำรัฐประหาร ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หลังจากนั้นพอรัฐประหารเกิดขึ้น ก็มีการทำรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็เลยปรับปรุงที่มาเสียใหม่ มันยังคล้าย ๆ อยู่แบบเดิมครับ แต่มันสำคัญตรงที่ว่าวุฒิสภา ที่เป็นคนเคาะคนสุดท้ายมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง แต่งตั้งครึ่งหนึ่ง และเรายังเพิ่มบทบาท ตุลาการ ศาลปกครอง ผู้พิพากษาศาลฎีกา เข้ามามีส่วนในการคัดเลือกหรือเข้ามานั่งอยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมากยิ่งขึ้น ๆ สุดท้ายครับ เราเกิดรัฐประหารปี ๒๕๕๗ อีก แล้วก็นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ฉบับนี้ คราวนี้ไปกันใหญ่เลยครับ วุฒิสภาที่จะเป็นคนเคาะ คนสุดท้ายว่าใครได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ใครได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ นั่นก็คือวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันนี้ ๒๕๐ คนมาจากการแต่งตั้งของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. แล้วก็มีผู้ดำรงตำแหน่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกหลายท่าน ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอีกหลายคนที่มาจากความเห็นชอบของสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ หรือ สนช. ในสมัยที่ คสช. ยึดอำนาจมา นี่ย่อมแสดงให้เห็นชัดครับว่าต่อให้ คุณอมพระมาพูด ต่อให้คุณพูดทุกวันว่าคุณเป็นกลาง ต่อให้คุณพูดทุกวันว่าเป็นอิสระ ต่อให้รัฐธรรมนูญเขียนว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลางและอิสระ ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนว่า องค์กรอิสระมีความเป็นกลางและอิสระ แต่ข้อเท็จจริงมันปรากฏให้เห็นอย่างเป็นที่ ประจักษ์ชัดครับว่า คนพูดให้ตายอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อครับ เพราะที่มานั้นมันไปเชื่อมโยง กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งของคุณประยุทธ์ ที่มานั้นมันไปเชื่อมโยง กับสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ที่ไปเชื่อมโยงกับหัวหน้า คสช. คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง ดังนั้นครับ ผลงานที่ผ่านมาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจึงทำให้เกิดปัญหา ผมอาจจะไม่ต้องกล่าวย้ำถึงทุกเรื่องนะครับ แต่เรามีคำวินิจฉัยคำตัดสินการชี้ขาดหลายเรื่อง ที่เกิดประเด็นปัญหากับสังคม มีการตั้งคำถามจากพี่น้องประชาชนคนทั่วไป และในท้ายที่สุด คนก็ตั้งคำถามว่าสุดท้ายแล้วเรามีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบ หรือ สุดท้ายจะกลายเป็นเครื่องมือให้ฝักฝ่ายทางการเมืองเข้าไปช่วงชิงกันหรือไม่อย่างไร ผมเรียน มาถึงตรงนี้ ท่านประธานครับ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เป็นแบบนี้ นะครับ หลากหลายประเทศในโลกใบนี้ที่มีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ก็ประสบปัญหา คล้าย ๆ กันกับเราครับ นั่นก็เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่านับตั้งแต่เราคิดค้นการมีศาล รัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระขึ้นมาเราไปเพิ่มอำนาจให้มันมากขึ้น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จน สามารถชี้ชะตาทางการเมือง ชี้ชะตากรรมของนักการเมืองจำนวนมากได้ ในท้ายที่สุดครับ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ทุกฝักฝ่ายทางการเมืองประสงค์จะเข้ามาช่วงชิง เข้ามาครอบงำตรงนี้ ไม่ว่าจะมาจากเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมาจากรัฐประหารก็จะพยายามเข้ามาช่วงชิงตรงนี้ เข้ามาช่วง ชิงตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะเขาเล็งเห็นแล้วครับว่าองค์กรนี้ให้คุณให้โทษในทางการเมือง ได้อย่างมากมายมหาศาล ดังนั้นผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นจะต้องยอมรับข้อเท็จจริง ตรงนี้ว่าในเมื่อฝ่ายการเมืองอยากจะเข้ามาครอบงำ อยากจะเข้ามามีส่วนในการกำหนด แล้วต่อให้คุณไปออกแบบให้วุฒิสภามาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบก็ตามคุณก็หนีการครอบงำ ในทางการเมืองไปไม่พ้น เพียงแต่คนครอบงำนั้นเป็น ส.ว. แต่งตั้งเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงเป็น ที่มาที่เราเสนอว่ายอมรับความจริงตรงนี้แล้วแบ่งสรรปันส่วนเรื่องอำนาจให้เท่าเทียมกัน ข้อเสนอของเราเป็นดังนี้ครับ ในกรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรามี ๙ คนเหมือนเดิม แล้วก็ให้สัดส่วนหนึ่งมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ คัดเลือกมา โดยเสนอชื่อมา ๖ ท่าน ส.ส. ฝ่ายค้านเสนอมาอีก ๖ ท่าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสนอ มาอีก ๖ ท่าน รวมแล้วเป็น ๑๘ เสร็จแล้วเอาเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือก ๖ : ๖ : ๖ ให้เหลือ ๓ : ๓ : ๓ ด้วยมติที่สูงครับ คือ ๒ ใน ๓ ทำไมเราถึงกำหนดเช่นนั้นครับ ที่มาที่ไป ไม่ใช่อะไรอื่นใดเลยครับ ป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรยึดองค์กรอิสระ ยึดศาลรัฐธรรมนูญได้ เมื่อเรากำหนดแบบนี้สัดส่วนมันจะสมดุลมากคือจะมีตัวแทนที่ที่ ประชุมใหญ่ศาลเป็นคน คัดเลือกมา ๓ คน จะมีสัดส่วนที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเลือกมา ๓ คน และ ส.ส. ฝ่ายค้านเลือกมา ๓ คน และ ๓ : ๓ : ๓ นี้จะมาจากการเห็นพ้องต้องกันของทั้งสภาครับ เพราะเสียงเกินกึ่งหนึ่ง โหวตไม่พอครับ เสียงต้องใช้ถึง ๒ ใน ๓ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ ส.ส. จะต้องนั่งคุยกัน ส.ส. จะต้องหารือกัน ส.ส. จะหักดิบกวาดทั้งหมดไปแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ นี่ คือสมดุลดุลยภาพที่เกิดขึ้น ความคิดแบบนี้ผมเอามาจากไหนครับ ก็เอามาจากต้นตำรับของ ศาลรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นที่ประเทศออสเตรียและประเทศเยอรมนีนั่นเอง คนที่คิดเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจนเป็นที่ใช้แพร่หลายไปทั่วโลก นั่นก็คือนักกฎหมายที่ชื่อว่า ฮันส์ เคลเซ่น เขา บอกเลยครับว่าถ้าคุณต้องมีศาลรัฐธรรมนูญคุณจำเป็นต้องสร้างความชอบธรรมทาง ประชาธิปไตยให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจแล้ว เผชิญหน้ากับอำนาจนิติบัญญัติ ในขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเขามาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นคน ที่มาเป็นศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยพอฟัดพอเหวี่ยง กัน นี่จึงเป็นที่มาที่เขาออกแบบให้ ส.ส. เข้ามามีบทบาทในการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเขาก็เล็งเห็นครับว่ากลัว ส.ส. เสียงข้างมากยึดไปได้หมดก็ใช้มติที่สูง ๒ ใน ๓ บ้าง ๓ ใน ๔ บ้าง เราก็จะได้องค์กรออกมาที่ได้อย่างดุลยภาพ นี่คือข้อเสนอของเรา องค์กรอิสระก็ เช่นเดียวกันทำนองเดียวกัน เราก็แบ่งสัดส่วนว่าส่วนหนึ่งมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด ส่วนหนึ่งมาจาก ส.ส. รัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน เสร็จแล้วก็เอารายชื่อมาให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบคัดเลือกโดยต้องใช้มติ ๒ ใน ๓ ท่านประธานครับ ประเด็นถัดไปที่ผมจะเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กร อิสระ ในอดีตที่ผ่านมาเราสร้างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา หลักใหญ่ใจความของอำนาจหลัก ๆ ของ ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานั้นขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ มันสืบเนื่องมาจากหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญครับ เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดแล้วอย่างนี้ถ้ามี พ.ร.บ. ขัดรัฐธรรมนูญ จะทำอย่างไร เมื่อก่อนเรานำเข้ามาตอนปี ๒๔๘๙ เราใช้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ต่อมาเป็น ศาลรัฐธรรมนูญแบบปัจจุบัน วัตถุประสงค์หลักของมันก็คือเรื่องตรวจสอบกฎหมายว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ปรากฏว่านานวันเข้า นานวันเข้า เราไปเพิ่มอำนาจแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่ไปพัวพันกับ เรื่องการเมืองเข้ามามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยุบพรรค การตัดสิทธิ ส.ส. การตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ส.ส. การตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ของรัฐมนตรี เรื่องของแสดงบัญชีทรัพย์สินก็มีในช่วงเวลารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ยังมีเรื่องของ การยุบพรรคการเมือง ยังมีเรื่องของการดูว่าการกระทำของบุคคลใดเป็นการล้มล้าง การปกครองหรือไม่ เราเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่หัวใจสำคัญของการมีศาลรัฐธรรมนูญ คือการดูว่า พ.ร.บ. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ พอมีอำนาจเพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง เราจึงหลีกหนีไม่พ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปมีบทบาทในทางการเมืองได้มากยิ่งขึ้น เมื่อมีบทบาทในทางการเมืองจึงจำเป็นต้องสร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลให้ได้สมดุลกัน นั่นจึงเป็นที่มาของข้อเสนอของเราว่านอกจากจะแก้ไขเรื่ององค์ประกอบที่มาแล้ว จะต้องแก้ เรื่องอำนาจ จะต้องแก้เรื่องการตรวจสอบองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญด้วย
ในส่วนของอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญครับ คงเหลือเฉพาะเรื่องสำคัญ ๆ เท่านั้น นั่นก็คือเรื่องของการตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดว่า เวลาองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายหากขัดแย้งกันเรื่องอำนาจหน้าที่ เถียงกันว่าอำนาจนี้ เป็นของฉัน อำนาจนั้นเป็นของเธอ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาด และต้องเป็น ความขัดแย้งระหว่าง ๒ องค์กร มิใช่ทำแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีความขัดแย้งเลย แค่เราสงสัยว่าเรามีอำนาจไหม เราก็ร้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ นานวันเข้าศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐสภาไป เรายังไม่มีข้อขัดแย้งอะไรกันเลย หลายเรื่อง ก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด แล้วพอชี้ขาดแล้วก็เป็นที่สุด ผูกพันทุกองค์กร เรายังให้ โอกาสศาลรัฐธรรมนูญมาตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญอีก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าวันหนึ่ง สภาแห่งนี้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วไปเลิกศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็ส่งไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าให้เลิกไหมครับ เพราะฉะนั้นมันจึง ขัดแย้งโดยตัวมันเอง ก็เสนอให้มีการยกเลิกอำนาจการตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญไปด้วย
นอกจากนั้นเรายังเล็งเห็นอีกครับว่า ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อสร้างความเป็นกลางและความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถตอบ พี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวพันสัมพันธ์อะไร กับการรัฐประหารเราเสนอว่าบรรดาผู้ดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กร อิสระทั้งหลายจะต้องไม่เคยเป็นคนที่เคยดำรงตำแหน่งจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ คนกลุ่มนี้ดำรงตำแหน่งมานานเพียงพอแล้ว คุณให้คณะรัฐประหาร แต่งตั้งมานานเพียงพอแล้ว ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรจะหมดออกไป แล้วก็เริ่มต้นสร้าง ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่เป็นกลางและอิสระเสียใหม่ ซึ่งจะมีตุลาการศาล เข้ามานั่งอยู่ในนี้ด้วยร่วมกับ ส.ส. เสร็จแล้ววินิจฉัยออกมามติสูงมาก ไม่ใช่แค่กึ่งหนึ่งแล้วถอดได้นะครับ จะต้องใช้มติสูงมาก เสร็จแล้วถ้ายกคำร้องก็ยกคำร้องไป แต่ถ้าบอกว่าถอดถอนก็จะกลับมาโอเวอร์ รูล (Over rule) กันที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้องใช้ มติสูงมากถึง ๓ ใน ๔ ๓ ใน ๔ นี่ไม่ได้มาง่าย ๆ นะครับ ดังนั้นถ้าท่านสมาชิกท่านใดกังวลใจว่า เอาระบบถอดถอนมาแล้วเดี๋ยวจะเป็นเรื่องเป็นราวจะมาครอบงำ ผมคิดว่าเราออกแบบนี้มา มันไม่ใช่ถอดถอนกันง่าย ๆ มันจะต้องเป็นเหตุที่มันโจ่งแจ้งจริง ๆ ยกตัวอย่าง ระบบ การถอดถอนที่ผมว่ามานี้ ผมหยิบยืมมาจากประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นกระบวนการถอดถอน ประธานาธิบดีเขา เขามีการถ่วงดุลซ้อนกันไปซ้อนกันมาหลายชั้น เสร็จแล้วก็กลับมาให้สภา ลงมติได้อีกครั้งหนึ่ง การถอดถอนที่ว่านี้จะทำให้เราสร้างการยับยั้งชั่งใจการใช้อำนาจแก่ บรรดาตุลาการและองค์กรอิสระได้ เพราะทุกวันนี้ปัญหาที่เราต้องขบคิดกัน เราสร้าง ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมาเป็นองค์กรตรวจสอบ แต่คำถามที่ต้องคิดกันต่อแล้วใคร ตรวจสอบองค์กรตรวจสอบ ถ้าหากเราไม่มีคนมาตรวจสอบองค์กรตรวจสอบ องค์กร ตรวจสอบก็มีโอกาสใช้อำนาจโดยมิชอบได้เช่นเดียวกัน มันเป็นหลักธรรมดาครับ นักปรัชญา การเมืองชื่อดังคนหนึ่งคือ ลอร์ด แอกตัน ก็พูดอันนี้ไว้อยู่แล้วครับ อำนาจไปรวมอยู่ที่ไหนมาก อำนาจใดที่ไปอยู่ที่คนใดมากโดยไม่มีการตรวจสอบ ก็มีโอกาสที่จะใช้อำนาจนั้นโดยมิชอบ อยู่แล้ว นี่ก็เช่นเดียวกันในเมื่อเรามอบภารกิจการตรวจสอบให้องค์กรเหล่านี้ คุณก็ต้องถูก ตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน และนี่ก็คือระบบที่มาในการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน นอกจากนั้น แล้วก็มีเรื่องของผู้ตรวจการศาล และผู้ตรวจการองค์กรอิสระ ตรงนี้ผมคิดจากอะไรครับ หลักการง่าย ๆ เลยครับก็คือการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการ ก่อนหน้า นั้นฝ่ายตุลาการและฝ่ายองค์กรอิสระไม่ได้อิสระถึงขนาดที่ทำอะไรก็ได้นะครับ มันเป็นอิสระ ภายใต้กฎหมาย เราเพิ่งจะให้สำนักงานของพวกเขาออกไปเป็นอิสระก็ตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นี่เอง ก่อนหน้านั้นพวกสำนักงานพวกนี้สังกัดกระทรวงยุติธรรมด้วยซ้ำ แต่คราวนี้ โอเค (OK) คุณเป็นอิสระในการบริหารได้ แต่ในท้ายที่สุดมันต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งกันและกัน เราเสนอให้มีผู้ตรวจการนี้เช่นกันครับ มาจาก ส.ส. รัฐบาล ๕ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๕ คน แต่อำนาจที่พวกเขามีไม่ได้ไป โอเวอร์ รูล (Over rule) การตัดสินของศาล ไม่ได้ไป โอเวอร์ รูล (Over rule) การตัดสินขององค์กรอิสระนะครับ ศาลพิพากษา ในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์แล้วก็มีผลทางกฎหมาย องค์กรอิสระวินิจฉัยชี้ขาดแล้วก็ มีผลทางกฎหมาย ผู้ตรวจการทำได้แต่เพียงเอาคำวินิจฉัยคำพิพากษาเหล่านี้มาศึกษา วิเคราะห์และประเมินผลกระทบต่าง ๆ แล้วก็ทำเป็นรายงานเสนอต่อประชาชน ผู้ตรวจการ เหล่านี้ทำได้เพียงเสนอแนะเรื่องการบริหารงานไปที่ประธานศาลเท่านั้น ประธานศาลจะฟัง ไม่ฟัง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผู้ตรวจการเหล่านี้ได้เข้าไปมีโอกาสในการนั่งอยู่ใน คณะกรรมการตุลาการและคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองสูงสุด ๑ คนเท่านั้น ในขณะ ที่ตัว กต. และ ก.ศป. มี ๑๕ คน มี ๑๓ คน ซึ่งมาจากผู้พิพากษาทั้งนั้น เราแค่เอา ส.ส. ไปนั่ง แค่ ๑ คนเท่านั้น ลงมติอย่างไรก็แพ้ครับ แต่อย่างน้อยที่สุดมันเป็นจุดเกาะเกี่ยวว่า อำนาจ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้เข้าไปอยู่ในการบริหารงานบุคคลของศาลด้วย เข้าไปดูด้วย นี่จึงเป็นที่มาของการออกแบบให้มันถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ดังนั้นเพื่อนสมาชิกครับ ท่านไม่ต้องกังวลใจไปว่า ส.ส. จะไปครอบงำศาล ส.ส. จะไปครอบงำองค์กรอิสระ เราเพียงแต่ออกแบบให้มันมีการถ่วงดุลให้ได้ดุลยภาพ อย่างน้อยผู้แทนประชาชนจะได้ มีโอกาสรู้บ้างว่า การบริหารงานในศาลเขาเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดเมื่อพิพากษามาแล้ว หากมีผลกระทบใด ๆ เกิดขึ้นเขาก็เอามาศึกษาวิเคราะห์กัน เขาไม่ได้ไปเปลี่ยน เขาไม่ได้ ไปกลับคำพิพากษาแต่อย่างใด
ต่อไปประเด็นสุดท้าย เรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร เรื่องนี้เราเขียน อยู่ในหมวดสุดท้ายของรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้คงไม่มีใคร เห็นด้วยกับการรัฐประหารทั้งสิ้น เราอาจจะถกเถียงกันครับว่ารัฐประหารเกิดจากอะไร ใครเป็นมูลเหตุทำให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจ แต่ในท้ายที่สุดไม่มีใครเห็นด้วยกับ รัฐประหารแน่ ๆ ดังนั้นเมื่อเพื่อนสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ไม่มีใครเห็นด้วยกับ การรัฐประหารแน่ ๆ ผมจึงไม่เห็นเหตุผลอะไรอื่นครับที่จะไม่เห็นด้วยกับการลบล้างผลพวง รัฐประหารและการป้องกันรัฐประหารต่อไป ทุกท่านครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอ มีดังต่อไปนี้ครับ
ประการที่ ๑ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๗๙ คือมาตรา ที่ว่าด้วยรับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่ง คสช. และการกระทำที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมดชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ การเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้สร้างหลุมดำให้กับระบบรัฐธรรมนูญ สร้างจุดด่างพร้อยให้กับหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมหมายถึงอะไร ผมหมายความว่าบรรดาการใช้อำนาจต่าง ๆขององค์กรของรัฐไม่ว่าจะมาในรูปแบบของ พระราชบัญญัติ มาในรูปแบบกฎหมายลำดับรอง มาในรูปแบบของประกาศคำสั่ง ทางปกครอง หรือการใช้อำนาจโดยทั่ว ๆ ไปของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายทั้งปวง ห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญ บุคคลใดที่เล็งเห็นว่าการกระทำเหล่านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะร้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ปรากฏว่าเขียนรัฐธรรมนูญแบบ มาตรา ๒๗๙ ทำให้มีการกระทำการใช้อำนาจอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถโต้แย้งได้เลยว่า มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ การกระทำเหล่านั้นก็คือ การใช้อำนาจของ คสช. นั่นเอง เราอาจจะบอกกันครับว่าก็หนีบรัฐประหารมา ก็ต้องเข้าอกเข้าใจกันหน่อย แต่มันควรจะ ได้รับข้อยกเว้นเฉพาะในช่วงที่ยังใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว มันควรได้รับข้อยกเว้นเฉพาะในช่วง ที่ยังอยู่ในระบบรัฐประหาร แต่เมื่อวันนี้กลับมาสู่ระบบรัฐธรรมนูญตามปกติ จำเป็นอย่างยิ่งครับ เราเขียนคุ้มครองแบบนี้ไม่ได้ เพราะถ้าเขียนคุ้มครองแบบนี้เราจะยอมให้ประเทศนี้ มีกฎหมาย ๒ ระบบครับ ระบบที่ ๑ คือทั่วไป ทุกอย่างคุณถูกโต้แย้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ หมด อาจจะขัดรัฐธรรมนูญได้ แต่อีกอันหนึ่งคือบรรดาอำนาจของ คสช. ประกาศ คำสั่ง คสช. ที่จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไปชั่วกัลปาวสาน คือเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้เป็น เรื่องประหลาดอย่างยิ่งครับ คือคุณเขียนสิ่งที่เกี่ยวเนื่องไปในอนาคต สิ่งที่ยังไม่เกิดให้มันชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญได้ด้วย คุณเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว และคุณก็ลากมาชอบกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ได้ด้วย เพราะฉะนั้นผมถามเพื่อนสมาชิก เรียนถามท่านประธานรัฐสภาตรงไปตรงมาครับ อะไรที่มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญมันย่อมชอบด้วยตัวมันเอง ยิ่งคุณเขียนแล้วบอกว่าให้ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญนั่นละ แสดงว่ามันไม่ชอบครับ คุณรู้อยู่แก่ใจว่าคุณใช้อำนาจที่ผ่านมาอาจจะ ขัดรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คุณเลยเขียนเอาไว้ด้วยความกังวลใจ แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าการใช้อำนาจ ของคุณถูกต้องทั้งหมด คุณจะกลัวอะไรครับ ผมก็ได้ยินนายกรัฐมนตรีท่านพูดอยู่บ่อยครั้ง ด้วยว่า ไม่ทำผิดกลัวอะไร ต้องเคารพกฎหมาย นี่ละครับตัวอย่างของการเคารพกฎหมาย อันแรกครับ คือยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ไปเสีย
ประการถัดมาครับ เกี่ยวกับเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ทุกท่าน คงทราบดีใช่ไหมครับ เราพูดกันว่าคณะรัฐประหารเกิดขึ้น ถ้าทำสำเร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่ถ้าแพ้เมื่อไรก็เป็นกบฏ ก็โดนดำเนินคดีตาม ป. อาญา มาตรา ๑๑๓ ดังนั้นเมื่อไรก็ตาม ที่พวกเขาทำสำเร็จ เขายึดอำนาจ เขาตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แล้วเขาก็นิรโทษกรรมตัวเองว่า การใช้อำนาจของพวกเขานั้นอะไรที่ผิดกฎหมายบอกว่าไม่ผิด เมื่อเขียนกันแบบนี้ ทำกันเป็น แบบนี้จนเป็นประเพณี จึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับว่านายทหารแต่ละคน แต่ละคน วันใด คันไม้คันมืออยากจะยึดอำนาจ อยากจะรัฐประหารก็ทำได้ เพราะอะไรครับ เพราะเขารู้ อยู่แล้วถ้าเขายึดสำเร็จ เขาจะไม่มีวันถูกลงโทษ เขาจะไม่มีวันถูกดำเนินคดี แต่ถ้าเมื่อไร ก็ตามเขารู้ว่าถ้าเขาทำ เขามีความผิด เขาก็จะไม่กล้าทำ นี่จึงเป็นที่มาของการประกาศ ให้การนิรโทษกรรมรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เป็นโมฆะ เสียเปล่า ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลย เมื่อเป็นโมฆะหมายความว่าอะไร ก็คือไม่มีนิรโทษกรรม เมื่อไม่มีนิรโทษกรรม หมายความว่าอะไร การยึดอำนาจในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นความผิดฐานกบฏ ก็ไปดำเนินคดีกันต่อ พูดแบบนี้ไม่ใช่คิดล้างแค้นอะไรนะครับ แต่นี่คือป้องกันไม่ให้นายทหาร รุ่นหลัง ๆ มาทำรัฐประหารอีกครับ เพราะเมื่อไรก็ตามหากมีนายทหารที่ทำรัฐประหาร สักคนหนึ่งถูกดำเนินคดี ผมเชื่อว่านายทหารรุ่นต่อ ๆ ไปจะไม่กล้าทำรัฐประหารอีกแล้ว
ข้อถัดไปครับ เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เราเขียน เอาไว้ว่าให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ด้วยนะครับในการต่อต้านการรัฐประหารใน ทุกวิธีการ พร้อมกันนั้นบรรดาข้าราชการทั้งทหาร ทั้งตำรวจ ทั้งข้าราชการพลเรือนมีหน้าที่ ในการไม่ฟังคำสั่งของคนทำรัฐประหาร พร้อมกันนั้นเรายังเขียนออกไปอีกว่าที่ผ่านมา เรามักจะเห็นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาใช่ไหมครับว่าศาลฎีกาจะรับรองความสำเร็จ ความสมบูรณ์ของการรัฐประหารอยู่ทุกครั้งไป จนเป็นแนวบรรทัดฐานต่อเนื่องกันมา ดังนั้นเขียนใส่ในรัฐธรรมนูญไปว่า ห้ามมิให้ศาลพิพากษาในลักษณะที่เป็นการยอมรับรัฐประหาร ทั้งหลายทั้งปวงนี่คือข้อเสนอ เกี่ยวกับเรื่องของการลบล้างผลพวงรัฐประหาร และเรื่องของการป้องกันการรัฐประหารที่จะ เกิดขึ้นได้ต่อไปในอนาคต ท่านประธานครับ ๒ ประเด็นที่ผมพูดไปทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า มันไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของฝักฝ่ายทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะผมเชื่อมั่นว่า การเขียนรัฐธรรมนูญที่ดี การออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นการออกแบบในลักษณะที่ คุณสร้างกติกาที่เป็นกลาง ไม่ให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบไปกว่ากัน เพื่อนสมาชิกทุกท่าน เมื่อพิจารณาเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเราอาจจะเป็นฝ่ายค้าน วันหนึ่งเรา อาจจะกลายมาเป็นรัฐบาล และวันหนึ่งเราก็อาจจะกลับมาเป็นฝ่ายค้านอีก ดังนั้นการเขียน รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องสร้างกติกาการเมืองในลักษณะที่ไม่ใช่เขียนเพื่อตัวเองแต่เพียงผู้เดียว เราต้องคิดว่าวันหนึ่งเราอาจจะเป็นฝ่ายแพ้ก็ได้ แล้ววันหนึ่งเราอาจจะกลับมาเป็นฝ่ายชนะ ก็ได้ ไม่ใช่เขียนกติกาในฐานะคนชนะ แล้วก็กำราบฝ่ายแพ้ให้ราบคาบ แล้วพอวันหนึ่งคุณคิด ว่าวันหนึ่งคุณจะเป็นฝ่ายแพ้ คุณเลยเขียนกติกาเอื้ออำนวยกับฝ่ายแพ้เอาไว้ก่อน ดังนั้นกติกา รัฐธรรมนูญมันคือการเขียนกติกาที่มีความเป็นกลาง ไม่ให้ใครต่อใครได้เปรียบกัน แล้วมาสู้ กันในทางการเมืองแบบกติกาที่เป็นกลางแบบนี้ ผมอภิปรายมาถึงตรงนี้จึงไม่เห็นเหตุผล อื่นใดที่สมาชิกรัฐสภาจะไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่พี่น้องประชาชน ร่วมกันเข้าชื่อเสนอมา หากเพื่อนสมาชิกให้ความเห็นชอบในร่างเหล่านี้ผ่านไปในวาระที่ ๑ รายละเอียดปลีกย่อย ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างเพื่อนสมาชิก เรายังมีโอกาสในการ ปรับปรุงแก้ไขในวาระที่ ๒ และในท้ายที่สุดถ้ามันผ่านวาระที่ ๓ ไปได้จริงพวกท่านก็ยังมี หนทางไปร้องศาลรัฐธรรมนูญได้อีก และยังต้องไปทำประชามติตอนจบอีกด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญมันต่อเนื่องยาวนาน ผมจึงขอความเห็นชอบจากเพื่อน สมาชิกทุกท่านครับ ลงมติรับหลักการวาระที่ ๑ ไปก่อน อย่างน้อย ๆ ที่สุดการลงมติรับ หลักการวาระที่ ๑ นี้ก็เป็นการแสดงออกว่าพวกท่านไม่ได้ปิดประตูใส่พี่น้องประชาชนที่ เข้าชื่อเสนอกันมา รายละเอียดปรับปรุงได้ครับ มีหลายเรื่องที่ท่านอาจจะเห็นด้วย เห็นต่าง ท่านอาจจะเห็นไปไกลกว่าพวกผมอีก เราก็มาถกเถียงพิจารณากันต่อไปได้ แต่ถ้าร่างนี้ผ่าน ไปได้ นั่นก็คือเป็นประตูบานแรกที่ท่านแสดงออกว่าท่านพร้อมรับฟังร่างที่ประชาชนเสนอมา หากร่างนี้ผ่านไปได้ในท้ายที่สุดบังคับใช้ได้จริง เราจะได้ศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักประกันของระบอบเสรีประชาธิปไตย ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะไม่มีศาลรัฐธรรมนูญที่รับรอง รัฐประหาร เราจะไม่มีศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินโดยเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เราจะไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญที่นำมาซึ่งการก่อวิกฤตการณ์ในทางการเมือง หากร่างนี้ผ่านไปได้ใช้บังคับได้ จริง เราจะมีองค์กรอิสระที่มีความเป็นกลางและความเป็นอิสระ และได้ดุลยภาพในทุก อำนาจ ทุกฝักฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดตรงนี้ด้วยกัน เราจะไม่มีองค์กรอิสระที่ถูกใช้ เป็นเครื่องมือของทุกฝักฝ่ายในทางการเมือง ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน คนทำรัฐประหาร จะต้องถูกดำเนินคดี และการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ ร่วมกันของประเทศชาติและประชาชน ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ช่วยกัน ลงมติรับหลักการในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ครับ ขอบคุณนะครับ ท่านผู้เสนอ ท่านที่ ๓ เสนอเลยไหมครับ หรือว่าจะรอให้อภิปราย
การชี้แจงนำเสนอร่างมีเท่านี้ครับ ท่านประธานครับ แล้วเดี๋ยวขออนุญาตถ้าเพื่อนสมาชิกอภิปรายแล้วมีข้อซักถาม ตอบข้อ สงสัย เดี๋ยวจะขอชี้แจง
เสนอ ๒ เท่านี้ก่อนใช่ไหมครับ
ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ผมขออนุญาต ถ้าอย่างนั้นขอเรียนว่า มีท่านสมาชิกได้เสนอชื่อมาแล้ว ๑๑ ท่านนะครับ เป็นฝ่ายค้าน ๔ ท่าน เป็นรัฐบาล ๒ ท่าน แล้วก็เป็นวุฒิสมาชิก ๕ ท่าน ผมขออนุญาตไปตามลำดับนะครับ ผู้นำฝ่ายค้าน คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขออภิปราย ๒๕ นาที แต่ว่าเวลาคุณหมอก็บริหารเองนะครับ หลังจากนั้นก็จะเป็น คุณวีระกร คำประกอบ แล้วก็จะเป็นท่านวุฒิสมาชิก พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเชิญ นายแพทย์ชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน หัวหน้า พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้กระผมได้ทำหน้าที่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมฉบับของพี่น้องประชาชน รีโซลูชัน (Re-solution) ที่ได้นำเสนอต่อรัฐสภาเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพว่า สิ่งที่เราได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้เป็นการแก้ไข รายมาตรา เน้นย้ำขีดเส้นใต้ เป็นการแก้ไขรายมาตรา หลังจากได้ฟังหลักการ เหตุผล ของผู้แถลงแล้ว มติของพรรคร่วมฝ่ายค้านเรา ตลอดจนที่ประชุมพรรคของพรรคร่วม ฝ่ายค้านของเราทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคพลังปวงชนไทย แล้วก็พรรคไทยศรีวิไลย์ที่มาร่วม กับเรา มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า เราจะรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ อย่างเป็นเอกฉันท์ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นชอบ กับการรับหลักการในวาระที่ ๑ ด้วยเหตุผลที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพต่อไป ขอกราบเรียนท่านประธาน ในเรื่องการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมของพรรคร่วมฝ่ายค้านเรา เรามีสมาชิกที่จะทำหน้าที่ในการพิจารณา ตัวกระผมเอง ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะได้อภิปรายภาพกว้างทั้งหมด เรื่องของหลักการ เหตุผล สาระสำคัญและเหตุผลที่สำคัญที่ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ หลังจากนั้นท่าน หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน และเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านจะได้อภิปรายเจาะลึกไปใน เหตุผลที่เป็นหลักการและสาระสำคัญในแต่ละเรื่อง เพื่อให้ท่านประธานและท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านได้เห็นพ้องต้องกับเราว่า ต้องรับหลักการในวาระที่ ๑ ครับท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลสำคัญอยู่ ๔ เรื่องที่ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับพี่น้องประชาชนที่เข้าชื่อกัน ๑๓๕,๒๔๗ ราย ส่งมาให้สภาเรา มันเป็นโอกาสบนวิกฤติ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสนอมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว ได้มีโอกาสบรรจุในสมัยนี้ ก็ถือว่าเป็นโอกาสบนวิกฤติที่เราประสบพบอยู่ขณะนี้ มันเป็นการประจวบเหมาะมาก ท่านประธานครับ ที่รัฐสภาของเราจะต้องมาช่วยกัน ให้เหตุให้ผลใช้สติปัญญาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ต้องใช้สติปัญญาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้เลย เพราะฉะนั้นสมาชิก พรรคร่วมฝ่ายค้านเราก็จะบอกเหตุบอกผลในการใช้เหตุใช้ผล ใช้สติปัญญาอย่างรอบคอบ เพื่อกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้เห็นพ้องต้องกับเรา เหตุผล ๔ ประการ ที่ผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ
เรื่องที่ ๑ ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากหลักการและเหตุผล สาระสำคัญที่ผู้นำเสนอ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนได้นำเสนอกฎหมายฉบับนี้ต่อรัฐสภาเรา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตลงรายละเอียดเบื้องต้นในเรื่องของหลักการ เหตุผล แล้วก็สาระสำคัญ ผมสรุป เป็นทั้งหมด ๑๐ ประเด็น ซึ่งใน ๑๐ ประเด็นนี้ เพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านของผม จะได้อภิปรายในรายละเอียดต่อไป จากหลักการ แล้วก็สาระสำคัญที่ผู้แถลงได้ชี้แจง ต่อรัฐสภาแห่งนี้
ประเด็นที่ ๑ คือการยกเลิกมาตรา ๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีใช้อยู่ปัจจุบันที่ออกเมื่อปี ๒๕๖๐ ที่ว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องนี้มีคนอภิปราย ในรายละเอียด
- ๒ ๑ /๑
ประการที่ ๒ เป็นการยกเลิกหมวด ๗ ที่ว่าด้วยรัฐสภา แล้วบัญญัติใหม่เป็น หมวด ๗ ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร มีมาตราที่เกี่ยวข้องตั้งแต่มาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๑๕๗ บัญญัติใหม่ขึ้นมาเป็นหมวดของสภาผู้แทนราษฎรทดแทนของเดิม ใช้ตัวเลขมาตราเดียว ก็คือมาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๑๔๑ ยกเลิกอันเดิมบัญญัติใหม่ ความหมายคือ เปลี่ยนจากระบบ รัฐสภามาเป็นสภาเดียว คือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีรายละเอียดเพิ่มเยอะมากครับ เพื่อนสมาชิกผมจะได้อภิปราย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มเติมการตรวจสอบเสียงข้างมาก ที่มีข้อเสนอที่ชัดเจน รองประธานสภา ประธานกรรมาธิการที่สำคัญในการตรวจสอบ เสียงข้างมาก ตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล ก็ขอมาให้อยู่ซีกเสียงกลางน้อยหรือพรรค ที่ไม่มีสมาชิกเป็นประธานสภา ไม่เป็นรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่แทน มีการตั้งผู้ตรวจการอยู่ ๓ คณะนะครับ ซึ่งรายละเอียดผมจะขออนุญาตท่านประธานไม่ลงนะครับ มันก็มีประเด็นอยู่ พอสมควรที่เราจะต้องพิจารณากัน แต่รายละเอียดทั้งหมดหลักการไม่ได้เขียนไว้อยู่ในตัวบท เราสามารถไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมได้ในชั้นของกรรมาธิการ หรือชั้นแปรญัตติของ เพื่อนสมาชิก
ประการต่อไป ประการที่ ๓ เป็นแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙ ว่าด้วย ผู้ที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี บทมาตราเดิมครับ แต่เพิ่มเรื่องสำคัญคือ ขอให้เป็นผู้ที่มาจาก ส.ส. เท่านั้น คือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เสนอชื่อได้ ในแต่ละพรรคการเมือง ๓ ชื่อ แต่ต้องเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้นตรงนี้ก็เป็นรายละเอียดปฏิบัติ ก็ไปดูกันต่อไปว่าจะมีบทบัญญัติมารองรับอย่างไร กรณีผู้ถูกเสนอชื่อไม่ได้เป็นผู้แทน ก็ถูกขาดคุณสมบัติไป
ประการต่อไป ท่านประธานครับ ประการที่ ๔ เพิ่มมาตรา ๑๙๓/๑ มาตรา ๑๙๓/๒ อันนี้เป็นเรื่องใหม่ เป็นการกำหนดให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายที่เป็น ศาลหรือฝ่ายตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด บัญญัติไว้ นี่เป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจมากครับ
ท่านประธานครับ ประการที่ ๕ เรื่องของการยกเลิกหมวด ๑๑ ที่ว่าด้วยศาล รัฐธรรมนูญและบัญญัติขึ้นมาใหม่ทดแทน แล้วก็ยกเลิกหมวด ๑๒ ที่ว่าด้วยองค์กรอิสระ ก็บัญญัติหมวด ๑๒ ใหม่ขึ้นมาทดแทน เน้นใช้คำว่า ปฏิรูป ที่มาขององค์กรอิสระคือบุคคล ที่จะมาทำหน้าที่ เน้นที่มาตรงนั้นให้ชัดเจน เรื่องหน้าที่และอำนาจและระบบการตรวจสอบ เหตุที่เน้นให้ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยที่เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศที่เป็นของ ปวงชนชาวไทย เน้นให้มาจากประชาชน
ประการต่อไป เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และ วิธีการการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แน่นอนครับ เขียนล้อเลียนไปกับเรื่อง ของการมีสภาเดียว คือมีสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร เพิ่มเรื่องของ เสียงที่จะใช้ในการแก้ แล้วก็ยังคงบทมาตราที่ว่าด้วยการทำประชามติ เช่น ถ้ามีแก้ไข หมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้ไปทำประชามติ
ประการที่ ๗ เป็นการยกเลิกหมวด ๑๖ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศทั้งหมวด เปลี่ยนชื่อหมวดใหม่เลย หมวดนี้น่าสนใจมาก ท่านประธานครับ เป็นหมวดที่ว่าด้วยการ ลบล้างผลพวงรัฐประหารเมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๗ ป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีบทมาตรารองรับโดยเฉพาะ ผลพวงจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว มาตรา ๔๘ ที่ออกเมื่อปี ๒๕๑๗ นิรโทษกรรมผู้ทำการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร ไม่ให้เป็นความผิด ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้เป็นโมฆะครับ ไม่มีผลบังคับใช้ทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลต่อไปในมาตรา ๒๗๙ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนท่านประธานต่อไป
ท่านประธานครับ ประการที่ ๙ เป็นการยกเลิกมาตราที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ หน้าที่ของท่านสมาชิกวุฒิสภาที่เขียนไว้ในบทเฉพาะกาล ในมาตรา ๒๖๙ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๒ ครับ
และประการสุดท้าย ประการที่ ๑๐ คือยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ที่รองรับ การกระทำของผู้ยึดอำนาจ คสช. หรือหัวหน้า คสช. ให้ชอบดัวยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือประกาศคำสั่งที่ออกมาในอดีต ปัจจุบัน แล้วก็เกิดขึ้นในอนาคต ให้ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็เป็นสาระสำคัญที่เพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผมจะได้อภิปรายเจาะลึกลงไปในรายละเอียด
ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า อยากให้พรรคร่วมรัฐบาล ขีดเส้นใต้ พรรคร่วม รัฐบาลและท่านสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาไตร่ตรองด้วยวิจารณญาณเห็นความสำคัญ ของประเทศชาติบ้านเมือง มันเป็นเรื่องของวิกฤติบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกเมื่อปี ๒๕๖๐ ใช้มาถึงขณะนี้ ๔ ปี ผลพวงของ การบังคับใช้ สร้างวิกฤตการณ์ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะวิกฤติ ทางการเมือง กระทบต่อเนื่องไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องมิติเชิงสังคม เรื่องปากเรื่องท้อง ของพี่น้องประชาชน เป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้มีวัตถุประสงค์เป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะเรื่องของการสืบทอดอำนาจ รัฐประหารมาแล้วไม่เสียของ ก็รองรับด้วยบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ในช่วงแรกที่มีการใช้บทเฉพาะกาล แล้วก็มีการใช้บทเฉพาะกาลต่อมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ๑ ฉบับที่มีรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ๒ ฉบับในฉบับเดียวกัน เห็นได้อย่างเด่นชัด เพราะฉะนั้นประเด็นที่เป็นวิกฤติบทบัญญัตินี้ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่า ตัวอย่างเช่น บทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตย ยกตัวอย่างง่าย ๆ มาตรา ๓ พระมหากษัตริย์องค์พระประมุขของประเทศเป็นผู้ทรงใช้ อำนาจอธิปไตยผ่านสภา ผ่านศาล ผ่านคณะรัฐมนตรี ท่านก็ไปเขียนบทบัญญัติมารองรับใน บทเฉพาะกาล มาตรา ๔๔ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอำนาจเผด็จการ หัวหน้า คสช. คสช. ใช้อำนาจ นี้แต่ผู้เดียว เขียนมาได้อย่างไร ท่านประธานครับ วิกฤติมาก วิกฤติจนวิบัติเลยนะครับ ขออนุญาตท่านประธานถ้าไม่สุภาพผมขอถอน อันนี้คือตัวอย่างที่ไม่สอดคล้องกับหลัก ประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักของความเป็นสากล ไม่ยอมรับ ความเป็นสากลในระบอบประชาธิปไตยไม่พอ ท่านประธานครับ ผู้นำประเทศยังบอกว่า ก็ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ พูดอย่างนี้ไม่ได้ยกย่องประเทศตัวเองครับ กลับด้อยค่าของ ประเทศตัวเองลงไปอีก ไม่มีจิตสำนึกสำเหนียกในสิ่งที่จะต้องรับผิดชอบต่อประเทศชาติ บ้านเมือง ตัวอย่างอย่างนี้ท่านประธานครับ มันจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ท่านประธาน ที่สำคัญครับ มีกลไกที่เขียนไว้ชัดเจนในการสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นระบบของการเข้าสู่ อำนาจ คือการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนก็ไปดัดไปแปลงเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ดูเหมือน จะดีครับ ผ่านประชามติ ๑๖ ล้านเสียง เวลามาใช้จริงไปคิดวิธีการคำนวณแม้กระทั่งปัดเศษ ผู้แทน เรื่องเหล่านี้ท่านประธานครับ มันเป็นเรื่องที่ได้ถูกสร้างเป็นกลไกไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าเราจะคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป อันนี้เฉพาะวิกฤติตัวบทนะครับ ยังไม่ใช่วิกฤติผล การใช้นะครับ มันก็เลยมีความจำเป็นท่านประธานที่จะต้องแก้ไข แก้ไขทั้งฉบับไม่ได้ รายมาตรานี้ก็ดีที่สุดนะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วท่านประธานสังเกตครับ พี่น้องประชาชน ผมมั่นใจว่า ๑๖ ล้านเสียงออกเสียงไปโดยที่ยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง ผมไม่โทษพี่น้องประชาชนครับ ทำประชามติภายใต้กฎอัยการศึก ใครไปรณรงค์ก็โดนคดี ส.ส. ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ พรรคเพื่อไทยโดนคดีครับ เพียงแต่ไปรณรงค์ช่วยเรื่องของ การออกเสียงประชามติเป็นคดี อันนี้คือวิกฤติแค่ตัวบทบัญญัติท่านประธานครับ แต่สิ่งที่ผม จะกราบเรียนเป็นเหตุผลเรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ถ้าพวกเรารัฐสภาไม่ได้เห็นความสำคัญ เรื่องนี้ ไม่ใช้เวทีรัฐสภาเป็นเวทีที่ปลอดภัยในการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ คือวิกฤติ ทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น วิกฤติการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้ารัฐสภาของเราเองไม่ได้ ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไม่ใช้โอกาสนี้ รับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เข้าสู่กรรมาธิการ แล้วไปพิจารณาวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ตลอดจนทำประชามติถ้าผ่านนะครับ โอกาสที่จะเกิด วิกฤติทางการเมืองสูงมาก ท่านประธานครับ น่าเป็นห่วงครับ พรรคร่วมฝ่ายค้านเราได้แสดง ท่าทีไปชัดเจนว่าเราเป็นห่วงมาก ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องความ เสมอภาค เรื่องภราดรภาพ เรื่องการปฏิรูป เรื่องรัฐธรรมนูญ และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตรงนั้นเองท่านประธาน รัฐธรรมนูญเราบอกว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรต้องนำสู่ปฏิบัติ การนำสู่ปฏิบัติท่านประธานครับ มันจะเป็นเชื้อเป็นมูลเหตุของความรุนแรง ไม่ได้พูดธรรมดา ท่านประธานครับ ตัวอย่างเกิดขึ้นจากการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๔ ผู้ชุมนุมถูกกระสุน ๓ คน โชคดีที่เราช่วยไว้ทัน ไม่ถึงแก่ชีวิต ลักษณะอย่างนี้ท่านประธานครับ มันได้อาณัติ หรือเหมือนกับได้รัฐธรรมนูญรับรองว่าฉันกระทำได้ ในการที่จะรุกไล่ ในการที่จะปราบปราม หรือแม้กระทั่งเจตนาที่เข่นฆ่าพี่น้องคนไทยด้วยกัน มันจะเกิดขึ้น มันก็จะลุกลามบานปลาย เกิดวิกฤติทางการเมืองแน่ครับ เพราะอะไรท่านประธานครับ หลังจากคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว นักวิชาการ องค์กรนิสิตนักศึกษา พี่น้องประชาชนทั่วไป ออกมาต่อต้าน ออกมาแสดงความเห็นที่ไม่เห็นด้วย ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับว่า ไม่เห็นด้วยในประเด็นไหนอย่างไร แต่โดยรวมแล้วเป็นการลิดรอนสิทธิในการที่จะต่อสู้คดี ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการจะชุมนุมโดยความสงบ สร้างบรรทัดฐานในการที่จะทำลาย ทำร้ายพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับวันที่ ๑๔ คือตัวอย่าง อย่าให้ลักษณะอย่างนี้ เกิดขึ้น ถ้าเราไม่อาศัยโอกาสวันนี้ปลดวิกฤติ เรารับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ไป และไปพิจารณาในวาระที่ ๒ ผมว่าประเทศเราผ่อนคลายมาก ช่วยทุกองคาพยพครับ จะเป็นเวทีที่ปลอดภัยทุกฝ่าย ทุกคนมาหาทางออกร่วมกัน ผมเรียกร้องไปยังท่านสมาชิก วุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ ขอเถอะครับ ๘๔ เสียงท่านเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าเราตัดสินใจ พลาดวันนี้แน่นอนครับ รัฐสภาไม่เป็นที่พึ่งที่หวัง เวทีต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นคือท้องถนนครับ ท้องถนนเป็นอะไรครับ เป็นเหยื่อของผู้มีอำนาจที่วางกับดักเอาไว้ว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้ ฉันยึดอำนาจเข้าวงจรอุบาทว์ เราจะส่งเสริมให้มีวงจรอุบาทว์ในประเทศเราอย่างนี้อีกหรือ เป็นครั้งที่ ๑๔ หรือครับ อย่าตัดสินบนท้องถนนเลย ผมเชื่อนะครับการที่มีวิธีการอย่างนี้ เขาย่อมมีเป้าหมายที่ชัด สุกงอม สมอ้าง สมเหตุในการยึดอำนาจก็ยึดอำนาจไปอีกยาว เวลาผมอยู่ในสภาผมได้เห็นหน้าท่านประธานผมมีความสุขมากครับ ความสุขที่เรื่องของท่าน เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นนะครับ ผมจะเสียใจเป็นที่สุดเลย อย่าให้มันเกิดขึ้นเราช่วยกันเถอะครับ ช่วยปลดวิกฤติโดยการลง
หมอครับ หมออย่าให้เพื่อน หมั่นไส้ผมครับ
ขอบคุณท่านประธาน ครับ ผมต้องกราบขออภัยท่านประธานครับที่ได้กรุณายกตัวอย่าง ก็เป็นตัวอย่างที่เกิดจาก ความจริงใจที่ผมได้กราบเรียนจริง ๆ ช่วยกันปลดวิกฤตินี้ครับ โดยการร่วมกันรับหลักการ ในวาระที่ ๑ มีหลายเรื่องที่ต้องไปแก้ไข เช่น ระบบเลือกตั้งที่เราเพิ่งผ่านร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมไป ที่อยู่ในขั้นตอนของการลงพระปรมาภิไธย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นประเด็น สาระสำคัญครับ เพราะหลักการเขียนไว้กว้างมาก เราก็ใช้เสียงข้างมากของพวกเรา หรือข้อเสนอของพวกเราไปปรับแก้ให้มันสมบูรณ์ก็ได้ อาจจะไม่ใช่ ๒ ใบ อาจจะมาใช้ ใบเดียวแบบเอ็มเอ็มเอ (MMA) แบบนี้นะครับ นี่คือจัดสรรปันส่วนผสมยังกลับมาอยู่ ปัดเศษ ยังกลับเข้ามาอยู่ ซึ่งมีข้อด้อยมาก มันอาจจะคิดระบบเลือกตั้งใหม่ก็ได้ครับ กรรมาธิการ ไปว่ากัน พรรคเพื่อไทยเรายินดีครับ ขณะนี้เรายังเห็นว่าง่ายที่สุดก็คือบัตร ๒ ใบ แต่เมื่อมี ผ่านกระบวนการการคิดค้นที่ดีแล้ว ระบบเลือกตั้งที่ดีมาทดแทนแล้ว นั่นคืออนาคตที่เราต้อง พูดกัน ถ้าร่างนี้ผ่านนะครับมันแก้ไขได้หมด แม้กระทั่งที่ท่านเสนอผู้ตรวจการเข้ามา ๓ คณะ หลายท่านอาจจะแย้งบอกว่าเอาฝ่ายนิติบัญญัติไปอยู่ในฝ่ายบริหารได้อย่างไร ซึ่งเราเอง ยึดมั่นในหลักการแบ่งแยกอำนาจ อันนี้อาจจะต้องไปดูในรายละเอียด เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้ ส.ส. แม้ไปเป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการของฝ่ายบริหารถูกถอดถอนครับ รัฐธรรมนูญจะขัดแย้งกันเองก็ต้องไปดูในรายละเอียดสิ่งเหล่านี้ ท่านประธานครับ นี่คือ ๓ เหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานไป เหตุผลสุดท้ายครับ ผมยังมีเวลาอีก ๒ นาที เราใช้รัฐธรรมนูญจัดให้มีการเลือกตั้ง แล้วป่าวประกาศว่าฉันเป็นประชาธิปไตย ท่านประธาน ครับ เรารู้อยู่แก่ใจ พวกผมถูกบังคับเข้ามาสู่ในภาคการเมืองแบบนี้ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเข้ามานี่ แทบทำอะไรไม่ได้เลย เป็นพรรคการเมืองเสนอนโยบายก็ไม่ได้ ขายอุดมการณ์ ขายความฝัน ขายจินตนาการให้กับพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้ เพราะเลือกไปแล้วทำไม่ได้ เพราะถูกกำกับด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ แล้วจะเลือกไปทำไมครับ มันก็เลยมีกลไกว่าไม่ต้องไปดูนโยบาย เราไม่ต้อง ผลิตนโยบาย นโยบายที่นำเสนอก็ไม่ต้องทำ แต่วิธีการได้มาซึ่งคะแนนทำง่าย ใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจการจัดการ มาหมดท่านประธาน เพราะฉะนั้นความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น ในระบอบประชาธิปไตยเรานี้แม้ในประเทศยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญเราต้องสร้าง ความเชื่อมั่นกับนานาอารยประเทศ วันที่ ๑๐ ไปรายงานทบทวนเรื่องของสิทธิมนุษยชน ๑๓ ประเทศ ประเทศภาคีสมาชิกต่อคณะมนตรีสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เขาฝากคำถามมาเยอะมากเรื่องของสิทธิมนุษยชน ตรงนี้ครับท่านประธานจะเป็น ผลพวงกลับมาทำให้ประเทศเราไม่มีที่อยู่ที่ยืนในโลกนี้ เราต้องช่วยกันครับท่านประธาน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้กราบเรียนไป เหตุผลที่จำเป็นอย่างมากที่ต้องรับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ช่วงสุดท้ายท่านประธานครับ ผมมั่นใจว่าสมาชิกรัฐสภาพรรคร่วม ฝ่ายค้านเราทุกคะแนน เว้นแต่ป่วย จะลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ก็วิงวอนไปยังท่านสมาชิกวุฒิสภา วิงวอนไปยังพรรคร่วมรัฐบาล โปรดเห็นแก่บ้านแก่เมือง เห็นแก่พี่น้องประชาชน และเห็นแก่ตัวท่านเองด้วยนะครับ ถ้าถูกยึดอำนาจไปพวกเราก็ไม่มี ที่อยู่ที่ยืน ถูกนโยบาย ๑ ครัวเรือน ๑ ข้าราชการประกบติดอยู่ตลอด ข้าราชการนั้นคือ ข้าราชการทหาร ๑ ครัวเรือนประกบติดครับ ผมก็โดนแน่นอน ทุกท่านโดนแน่นอน อย่าให้ เกิดอย่างนั้นครับท่าน นโยบายนี้ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศไปแล้วครับ ประกาศไปแล้ว ยินดีรับด้วยความเต็มใจแล้วก็พยายามร้องขอไปยังท่านสมาชิกวุฒิสภา พรรคร่วมรัฐบาลได้โปรดให้ความสำคัญ ผมมีข้อเสนอสุดท้ายนิดเดียวครับท่านประธาน สิ่งที่ อาจจะมีความจำเป็น เช่น กรรมาธิการอาจจะไปเขียนบทเฉพาะกาลรองรับบางเรื่อง ผมก็ เห็นใจสมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาสู่วาระ ผมรู้จักเกือบทั้งหมดแต่ละท่าน แต่ละคนเป็นนัมเบอร์ วัน (Number One) ไม่เกิน ทอป เทน (Top Ten) ไม่เกิน ๑ ใน ๑๐ ที่เป็นครีม (Cream) ของประเทศ เป็นมันสมองของประเทศเข้ามา แต่บังเอิญท่านเข้ามาด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เท่านั้นเอง ทุกท่านมีความรู้ความสามารถที่เก่งมาก ถ้าเราเขียนบทเฉพาะกาล เราไม่หักดิบให้ท่านทำหน้าที่ต่อ แต่จำกัดกรอบหน้าที่และอำนาจให้ชัด อยู่ให้หมดวาระ ท่านไป ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะว่าช่วงนี้มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แน่นอนครับ หน้าที่และ อำนาจก็ไปเขียนให้เหมาะสมสอดคล้องว่าให้ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ไม่ย้อนแย้งกับสิ่งที่ ท่านยกเลิกไป
เรื่องที่ ๒ ผมจะเสนอญัตติ จริง ๆ อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ท่านประธานใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๕๐ ไปยกเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๒๓ ถ้าท่านประธานไม่ใช้ ไม่ปรึกษาหารือกับสภา ผมจะขออนุญาตเสนอเป็นญัตติ ถ้าผ่านนะครับ มีผู้รับรองเพียง ๒๐ ท่านเองครับ เราเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๒๓ ทำไมต้องเว้นครับ เพราะข้อ ๑๒๓ ว่าด้วยการตั้งกรรมาธิการไปพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ ๒ ต้องมาจาก สมาชิกรัฐสภาเท่านั้น แต่เราเห็นความสำคัญครับ ตัวแทนภาคประชาชนเสนอเข้ามา เขาไม่มี โอกาสเลยท่านประธานครับที่จะไปเป็นกรรมาธิการในการที่จะไปดูในรายละเอียด ยกเว้นข้อบังคับข้อนี้ครับ ข้อบังคับประชุมรัฐสภาเราดีกว่าข้อบังคับประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ระบุจำนวนเสียง เพียงแต่รัฐสภาเห็นชอบให้ยกเว้นก็ยกเว้นได้เป็นบางกรณี บางเรื่อง หรือบางข้อได้ จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไว้ครับ ในโอกาสสุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ควรหรือต้องผ่านรัฐสภาครับ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติชาติและทำให้ รัฐธรรมนูญมันเป็นประชาธิปไตยหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ พี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ข้อเสนอคุณหมอ ต้องผ่านกระบวนการรับหลักการนะครับ ต่อไปเป็นท่านวีระกร คำประกอบ ครับ
กราบ เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ ที่ได้ทำกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา โดยมีพี่น้อง ประชาชนร่วมลงชื่อถึง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งถือได้ว่าเป็นความพยายามและเป็นความตั้งใจ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน แต่ก็น่าเสียดายว่าการแก้ไขฐ ธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการที่ผมเองอาจจะรับไม่ได้เยอะครับ แม้ว่าบางเรื่องก็เห็นด้วยนะครับ เช่น ในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญเป็นต้น ไหน ๆ ก็นั่นแล้วก็ขอพูดเรื่องศาลรัฐธรรมนูญก่อนเลยนะ ครับ ในการแก้ไขปัญหาศาลรัฐธรรมนูญถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญใหญ่เท่า ๆ รัฐธรรมนูญ เหมือนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ดังที่ท่านเขียนครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วย ก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีหน้าที่เพียงอย่างเดียวครับ เมื่อเรามีปัญหาที่เราถกเถียงกันในสภา ในการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันจะเป็นฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น เช่นนั้น เราก็ส่งให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเขาตีความครับ ซึ่งเมื่อออกมาผลปรากฏอย่างไร เราก็เอาตามนั้น ซึ่งผมถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมนะครับ แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ความตั้งใจก็ดีครับ อยากให้มีองค์กรตรวจสอบ ไม่อยากให้ นักการเมืองเข้าไปมีบทบาทอะไรมากมายนัก อยากให้มีศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนี่ไม่ใช่พิจารณาแต่การแก้ไขความเห็นไม่สอดคล้องกันในเรื่องการตีความ กฎหมายเท่านั้น แต่ยังไปถึงเรื่องพิจารณาคนนั้นผิด คนนั้นถูก คนนี้ต้องติดคุกติดตะราง มันไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วครับ อันนี้ผมว่ามันเพี้ยนไปเยอะ ศาลรัฐธรรมนูญนี่ผมเห็นด้วย กับท่านเลยนะครับ ในการแก้ไขเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญนี่แล้วก็เห็นด้วยวิธีการได้มา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญที่ท่านได้เขียนไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเอาจากที่ประชุมใหญ่ของ ศาลฎีกาหรือศาลปกครอง ๖ คน มาให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกด้วยเสียง ๒ ใน ๓ เหลือ ๓ คน ฝ่ายค้าน ๖ คน เลือกกันมานะครับ เลือกผู้เชี่ยวชาญด้านที่จะมาเป็นคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ๖ คน แล้วก็ใช้เสียงสภาผู้แทนราษฎร ๒ ใน ๓ เลือกเหลือ ๓ คน เห็นด้วย หรือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเหมือนกัน ๖ คน แล้วก็คัดให้เหลือ ๓ คน ก็จะได้ ๙ คน ซึ่งเรื่อง อย่างนี้ผมเห็นด้วยเลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรไปยุ่งเลอะไปหมด วันนี้ ผมว่าเลอะไปหมดแล้ว กลายเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านได้เขียนไว้นี่ผมเห็นด้วยเลย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ มีหลายเรื่องที่อาจจะรับได้ยาก เช่น ในมาตรา ๗๙ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร คือตัดหมวดที่ว่าด้วยรัฐสภาไปทั้งหมดเลย แล้วก็ย่นย่อเหลือเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คน ซึ่งปรากฏว่าท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็แปลกใจ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ได้เห็นชอบกับการแก้ไขให้กลับไปเป็น ลักษณะของบัตรใบเดียว ซึ่งถ้าจะอ่านลงลึกในรายละเอียด ท่านประธานครับ ฉบับนี้ได้ไป ก็อปปี้ เอามาตรา ๘๗ โดยก็อปปี้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ มาทั้งมาตราเลยครับ วิธีการคำนวณ บัตรใบเดียวเหมือนกันทุกตัวอักษรเลย เหลือบัตรใบเดียว การคำนวณก็จะเป็นเรื่องของ แล้วแต่ใครจะคิดคำนวณอย่างไร ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากในเวลาที่เกิดขึ้นนะครับ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเรามีปัญหามาก ในเรื่องของบัตรใบเดียว สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จึงได้คิดแก้ไขกัน ซึ่งเมื่อการพิจารณาของรัฐสภาในคราวที่แล้วนี้ ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะประเด็นนี้ประเด็นเดียวนะครับ พิจารณาเยอะเลย ซึ่งผมก็ได้อภิปรายเยอะในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน เช่น แม้กระทั่งในเรื่อง ของวุฒิสภาควรจะลดอำนาจไม่ให้วุฒิสภาโดยบทเฉพาะกาลยกมือลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าอยู่ ๆ ท่านเล่นตัดวุฒิสภาไปเลยครับ รัฐสภาประกอบด้วย สภาเดี่ยว สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านประธานก็อยู่สภานี้มานาน ผมเองอยู่น้อง ๆ ท่านหลายปี ด้วยกัน ผมเข้าปี ๒๕๒๖ ท่านเข้าปี ๒๕๑๒ เรามีสภา ๒ สภามาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๗๕ วันที่ ๑๐ มิถุนายน เป็นสภาคู่มาโดยตลอด เมื่อก่อนเรียก พฤฒิสภา แล้วต่อมาก็เรียก วุฒิสภา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเมื่อก่อนก็มาจากการแต่งตั้ง ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๐ เข้าใจว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ก่อนหน้าปี ๒๕๔๐ ก่อนที่จะมีวุฒิสภา ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง หรือหลังปี ๒๕๔๐ ก็ดี จะเห็น ชัดเจนว่าวุฒิสภานั้นมีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้นเองครับ ทำเช่นนี้มาโดยตลอด และท่านประธานก็ต้องยอมรับกับผมว่าสภาผู้แทนราษฎรบางครั้งเราลืมบ้าง เราผิดพลาดบ้าง มีข้อบกพร่องบ้าง ออกกฎหมายไปเพื่อที่จะไปใช้บังคับกับประชาชนทั้งประเทศเกือบ ๗๐ ล้านคน เราทำอย่างนั้นไม่ได้ครับ บางครั้งออกไปเราตกใจเหมือนกัน ออกไปได้อย่างไร ในที่สุดวุฒิสมาชิก แก้ไขกลับมา มีหลายครั้งครับที่วุฒิสมาชิกช่วยแก้ไขกฎหมายที่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น อย่างยิ่งยวด เพราะสภาผู้แทนราษฎรบางครั้งก็พลาดครับ จะไปบอกสภาเดี่ยวไม่พลาด เป็นไปไม่ได้ครับ ต้องมีพลาด แล้วเมื่อมีพลาดใครล่ะครับที่จะช่วยแก้ไขหรือปรับปรุง หรือคอยกลั่นกรองให้เรา วุฒิสภาคือสภาที่คอยกลั่นกรองกฎหมายครับ ได้ทำเช่นนี้ มาโดยตลอด แม้ว่าท่านผู้เสนอกฎหมายจะได้พูดถึงการประหยัดงบประมาณถึงปีละประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองคิดว่าถ้าหากว่าท่านเสนอมาเป็นแต่เพียงลดจำนวนก็ดี หรือลด เลขานุการท่านวุฒิสมาชิกบ้างก็ดี ซึ่งอาจจะไม่ค่อยจำเป็นมากนัก เนื่องจากว่าไม่ได้ออกพื้นที่ เหมือนกับ ส.ส. ก็อาจจะทำให้ผมเห็นชอบกับท่านในการลดอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา บางเรื่อง เช่น ในเรื่องของการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ผมเห็นด้วยกับท่านว่ามันต้องเป็นเรื่องของ สภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ แต่ว่าในหลักการของท่านตามมาตราที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วนี้ ท่านตัดไปหมดเลยครับ มาตรา ๗๙ รัฐสภาประกอบด้วยสภาเดียว อันนี้ผมเห็นว่า เป็นอันตราย กฎหมายที่จะออกไปใช้โดยไม่มีวุฒิสภาท่านกลั่นกรอง ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าท่านเขียนมาในเรื่องของที่มาของวุฒิสภา ท่านจะเอาอย่างไรนะครับ เพราะว่าในอดีต มีทั้งเลือกมีทั้งแต่งตั้งทั้งหมดนะครับ หรือว่าเลือกสรรทั้งหมดนะครับ สรรหาทั้งหมด บางส่วน ก็สรรหา บางส่วนก็เลือกตั้งก็มี ในปี ๒๕๔๐ ใช้การเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านเขียนมา ว่าวุฒิสภาควรมีที่มาอย่างไร กำหนดจำนวนอาจจะเหลือ ๑๐๐ คนนะครับ เหมือนใน บางประเทศ กำหนดอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ให้ลดมาเหลือเพียงการกลั่นกรองกฎหมาย ลดงบประมาณลง ลดเลขานุการลงนะครับ อย่างนี้ผมเชื่อว่าสภาเราเห็นด้วยแน่ ที่พูดนี้ อยากให้กำลังใจผู้เสนอด้วยนะครับ แม้วันนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านก็ดี แต่ถ้าท่านนำเสนอมาใหม่ โดยการปรับปรุง อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่าครับ ถ้าท่านหักไปหมดเลย หายหมดเลย วุฒิสภาไม่มี แล้วใครกลั่นกรองกฎหมายล่ะครับ บ้านเมืองนี้อย่างที่บอกแล้วครับ สภาเดียว ไม่ใช่ไม่เคยพลาด ท่านประธานชวน ประทานโทษที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านอยู่ก่อนผมนาน ท่านก็คงเห็นว่าหลายครั้งครับ สภาทำไปผิดครับ เขียนไปผิด ทำไปผิดพลาด มีโอกาสพลาด ถ้าไม่มีวุฒิสภา กฎหมายออกไปใช้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วทำอย่างไรครับ มันก็แก้ไม่ได้ครับ กว่าจะกลับมาแก้ ไม่รู้เกิดความเสียหายสักเท่าไร
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นถัดมา ซึ่งผมอยากจะกราบเรียน ในเรื่องของการเลือกตั้งบัตรใบเดียว บัตร ๒ ใบ ผมจำได้ว่าพรรคเพื่อไทย ประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านเห็นด้วยกับบัตร ๒ ใบ ท่านน่าจะเป็นผู้นำแถวหน้าเลยครับในการขอให้ มีการเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ ๔๐๐ เป็น ส.ส. เขต ๑๐๐ เป็น ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) หรือบัตรใบที่ ๒ ตามเสียงที่พึงได้รับ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย รัฐสภาแห่งนี้เห็นด้วยหมดเลยครับ พวกเรายกมือสนับสนุนด้วยเสียงส่วนใหญ่ให้มีบัตร ๒ ใบ ขณะนี้เรื่องราวก็ยาวไปจนถึง อยู่ในขั้นตอนของการพระราชทานเพื่อลงพระปรมาภิไธย ซึ่งในส่วนนี้ เราจะกลับมาเป็น บัตรใบเดียว เราจะกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ ที่ท่านว่าไม่ดี เอามาคำนวณสรรหา สมาชิกแบบบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมืองตามมาตรา ๙๑ โดยท่านใช้มาตรา ๘๗ ลอกเขามาทั้งดุ้นเลยครับ ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าโดยความเห็นของผมและ พรรคพลังประชารัฐแล้ว เราเห็นด้วยไปแล้ว ผมว่าเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เองนะครับ แล้ววันนี้เราจะมากลับความคิดเห็นของเรากลับไปเป็นบัตรใบเดียว แล้วใช้การคำนวณ ส.ส. พึงได้ พึงประเมิน พึงมี เอากันอีกแล้วหรือ คราวที่แล้วนี้ยังไม่เข็ดกันอีกหรือครับ ส.ส. พึงมีไม่ได้ตรงกับที่เราคิดหรือเราคำนวณตามแบบที่ท่านเขียนในรัฐธรรมนูญเลย ออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย กลายเป็นว่าพรรคการเมืองที่มีเศษจำนวนมากกว่า ๔๐,๐๐๐ ไม่สามารถได้รับเลือกตั้งเพิ่มเติมในส่วนนี้ แต่กลายเป็นว่า ส.ส. พึงมีของบางพรรค ซึ่งมีจำนวนน้อยได้รับคะแนนเสียงน้อยแต่ก็ได้รับ ส.ส. พึงมี อย่างนี้เป็นต้น วิธีการคำนวณ อ่านอย่างไรต่อให้จบอะไรมาก็งงครับ นักคำนวณ นักคณิตศาสตร์ เซียนของ ประเทศไทยอ่านมาตรา ๙๑ แล้วถ้าคำนวณตรงกับที่ กกต. ท่านคำนวณ ผมว่าท่านต้องเป็น ระดับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เลยนะครับ ท่านต้องคำนวณเก่งมาก วิธีการคำนวณงงมาก จนทำให้รัฐสภาแห่งนี้ได้มีความเห็นร่วมกันว่าถ้าอย่างนั้น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อก็ทำไม เราไม่เป็นบัตร ๒ ใบล่ะ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยท่านก็พยายามสนับสนุน ประเด็นนี้เต็มที่ พรรคเราก็เห็นด้วยครับ ทางวุฒิสมาชิกเกิน ๘๐ กว่าเสียงท่านก็เห็นด้วย ได้ลงมติเห็นชอบจนผ่านไปถึงขั้นจะลงพระปรมาภิไธยแล้ว ผมว่าผมเองคงจะรับไม่ได้ที่เราจะ ย้อนกลับมาเป็นบัตรใบเดียวแล้วใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๙๑ ทั้งดุ้นเลยมาใช้ คำนวณหาจำนวน ส.ส. ในระบบปาร์ตีลิสต์ (Party-list) ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วน ของการยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๖๕๐ แล้วท่านคิดว่าจะแก้ไข รัฐประหารได้ ผมเองก็อยู่ในสภานี้ ๓๙ ปี สิ้นปีนี้ ๓๙ ปีแล้วครับท่านประธาน ปี ๒๕๒๖ ผมได้รับเลือกตั้งเดือนมกราคม ผมเองนั่งคิดแล้วผมก็เชื่อว่าท่านประธานก็คิด เหมือนผม เราจะทำอย่างไรไม่ให้มีการรัฐประหารได้ ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลองทุกครั้ง เมื่อมีการรัฐประหาร เศรษฐกิจอ่อนตัวยวบทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ประเทศในโลกนี้ ไม่ยอมรับการรัฐประหาร การเจรจาต่อรองใด ๆ กับนานาอารยประเทศเขาไม่ยอมรับเราจะ ทำอย่างไรครับท่านประธาน ขออนุญาตใช้เวลาเพิ่มนิดครับ ท่านประธานครับ การยกเลิก รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ คือยกเลิกการนิรโทษกรรมให้กับคณะ คสช. ก็ดี นอกเหนือจาก ผมว่ามันไม่ได้ช่วยให้เขาไม่รัฐประหารนะ ผมพยายามคิดเหมือนกันแต่ผมมานั่งคิดดูแล้ว ทำไมไม่เขียนลงในรัฐธรรมนูญ ผมคิดมาก่อนท่านประมาณ ๓๕ ปี แต่ท่านประธานครับ สิ่งแรกที่คณะรัฐประหารทุกคณะทำก็คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เอารัฐธรรมนูญ เอาธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมาใช้ ก็แปลว่ายกเลิกรัฐธรรมนูญ ผมว่าทำ อย่างไรจะไม่ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญต่างหากล่ะ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ไม่ให้มีการ ยกเลิก หรือมีวิธีการใดก็ตามที่ไม่ให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันในการ รัฐประหาร ผมคิดว่าท่านก็จะต้องเก่งมาก ๆ ที่ท่านจะหาวิธีการไม่ให้มีการรัฐประหารได้ ผม นี่คิดมา ๓๙ ปีแล้วหัวจะพังเหมือนกันว่าทำอย่างไร เพราะบางครั้งผมอยู่ในสภาแป๊บเดียว เขารัฐประหารกันแล้ว เข้ามาแป๊บเดียวได้ ๑ สมัยก็จริงครับ แต่ว่าแป๊บเดียวจริง ๆ ยังไม่ทัน ทำอะไรเลยครับ ยังไม่ทันเสนอกฎหมาย ยังไม่ทันเสนอญัตติอะไรเลยครับ รัฐประหาร อีกแล้ว อันนี้ผมถึงเรียนว่าถ้าหากว่าการเสนอครั้งนี้ท่านจะผ่านก็ดี ไม่ผ่านก็ดี ท่านช่วยคิด ให้ผมที ท่านผู้เสนอครับ ผมเองเห็นชอบกับท่านแล้วก็ชื่นชมท่านที่ท่านได้กรุณาเสนอ กฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นมา ผมเห็นด้วยกับท่าน แต่ว่าท่านทำอะไรที่แยบยลกว่านี้ หรือว่ามีวิธีการใด ๆ ที่จะไม่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญตามที่ คณะรัฐประหารทุกคณะเขาจะทำกัน ประกาศคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ ๑) ก็เขียนแล้วครับ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... เขาเตรียมไว้หมดแล้ว และท่านจะ แก้ไขอย่างไร เมื่อเขายกเลิกไปต่อให้ท่านเขียนอย่างไรในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แก้ไข เพิ่มเติมอย่างที่ท่านต้องการก็ไม่สามารถที่จะทำให้เขาไม่ปฏิวัติรัฐประหารได้ แต่ตรงกันข้าม กฎหมายที่ออกในช่วง คสช. มีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง คสช. กฎระเบียบต่าง ๆ กฎหมายต่าง ๆ ที่ออกในช่วง คสช. ท่านประธานครับ ถ้าเราไปยกเลิกมาตรา ๒๗๙ เลย มันก็จะยุ่งกันใหญ่ มันจะมีกฎหมายที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เยอะหมดเลย แล้วการ บังคับใช้กฎหมายจะทำอย่างไรละครับ ก็เรายกเลิกไปแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ ปี ๒๕๖๐ ถ้าเรายกเลิกปุ๊บ มีกฎหมายเยอะแยะเลยที่ออก ระเบียบ คำสั่ง คสช. ออกมาเยอะ เลยในช่วงนั้น ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่าสภาแห่งนี้ โดยสภาผู้แทนราษฎรเราได้ตั้ง คณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาว่ามีระเบียบ คสช. คำสั่ง คสช. ใดบ้าง ที่เราควรจะต้องยกเลิก อันนี้เราทำอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นว่าเราควรจะต้องยกเลิกคำสั่ง คสช. หลายฉบับ หลายเรื่องนะครับ ไม่ใช่ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทยได้ตระหนัก ถึงปัญหานี้เหมือนท่าน เราตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อจะยกเลิกกฎหมาย ซึ่งก็ได้ยกเลิกไปผมว่า หลายเรื่องแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้อยู่ ๆ ยกเลิก มาตรา ๒๗๙ ไป โดยไม่คำนึงถึงคอนซีเควนซ์ (Consequence) หรือผลที่จะตามมา ผมว่ามันอาจจะไม่ค่อยถูกเท่าไร เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมก็จะไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น อยากเรียนกับท่านประธานว่าไม่ว่าจะเป็นบัตรเรื่อง ๒ ใบ เหลือเป็นบัตรใบเดียว คือตอนนี้ มันก็ยังบัตรใบเดียวอยู่ แต่ว่าถ้าทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วบัตร ๒ ใบนี่ ซึ่งผมเห็นด้วย คงไม่พูดในรายละเอียดอีกครั้ง อันนี้ผมก็คงจะรับไม่ได้
ในส่วนของการไม่มี ส.ว. มีสภาเดียว แม้ว่าท่านผู้เสนอจะได้พูดถึง การประหยัดงบประมาณ พูดถึงความเรียบง่ายการที่สภาผู้แทนราษฎรมาจากประชาชน มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นควรจะเป็นสภาเดียว แต่ถ้ากฎหมายออกไป มีข้อผิดพลาดละครับ ใครจะเป็นผู้กลั่นกรอง การจะย้อนกลับมาพิจารณากฎหมายกันใหม่ มันก็ต้องเข้าตามระเบียบวาระ แล้วผลเกิดขึ้นจะตามมาใครจะแก้ไขสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎร สภาเดี่ยว ไม่มีวุฒิสมาชิกคอยปรับปรุง แก้ไข กลั่นกรองให้เรา เกิดออกไปแล้วมันเกิด ผลกระทบอย่างรุนแรงกับสังคมจะทำอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระเป็นประเด็นที่ผม เห็นด้วยกับท่านล้านเปอร์เซ็นต์เลยครับ ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไขทั้งที่มา ทั้งอำนาจหน้าที่ จะต้องจำกัดอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์นะครับ ในส่วน ของการยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าไม่น่าจะมีผลในการที่ทำให้ คณะรัฐประหารเขาชั่งใจว่าจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติ เพราะว่าประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑ อย่างไรท่านก็ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว ดังนั้นด้วยเหตุผลที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานมานี้ แม้จะเห็นด้วยเป็นบางเรื่อง แม้จะเห็นด้วยในความอุตสาหะ วิริยะที่ท่านได้กรุณารวบรวมเสียงของพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าเสียง ผมเห็นในความพยายามของท่านเป็นอย่างสูง หวังว่าไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านกรุณา เสนอเข้ามาใหม่ แต่ว่าลงในรายละเอียดท่าน ถ้าท่านเล่นเรื่องใหญ่ไปเลยโดยไม่พิจารณา เรื่องที่มีข้อบกพร่องแต่เพียงอย่างเดียว ผมว่ารัฐสภานี่จะผ่านยากนะครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป คือ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช หลังจากนั้นก็จะเป็นสมาชิก คุณธีรัจชัย พันธุมาศ เป็น คุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ แล้วก็จะเป็นคุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เรียนไว้ล่วงหน้า เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่นำเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ ขอภาพฉายด้วยครับ ได้ขออนุมัติไว้แล้ว
(เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดพรีเซนเทชัน)
ไปแผ่นที่ ๒ เลยครับ ในแผ่นฉายก็เป็นการทบทวนสาระสำคัญของร่าง ผมคงจะไม่ลงรายละเอียด เพราะว่า ท่านผู้เสนอร่างและเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ในหน้าแรกนี้ก็อยู่มี ๔ ข้อ เชิญไปหน้า ๒ ตรงนี้ก็มีอีก ๕ ข้อนะครับที่เป็นประเด็นสำคัญ ๆ ของการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ในฉบับนี้ ซึ่งกระผมคิดว่าก็เป็นความเห็นของผู้เสนอร่าง อันที่จริงการเสนอร่างฉบับนี้ ก็คล้าย ๆ กับการยกร่างใหม่ เพียงแต่ท่านเลี่ยงเพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ไว้แล้วว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่สามารถกระทำได้ก่อนที่จะมีการกระทำ ประชามติ ถามประชาชนเสียก่อนนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายเป็นพิเศษคือ การเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองของรัฐสภาที่ใช้มาเป็นระยะเวลานาน คือระบบสภาคู่ให้เป็น สภาเดี่ยวหรือสภาเดียว ซึ่งมีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะด้วยเวลาที่จำกัด แต่ก่อนอื่นก็ขอชื่นชมคณะผู้ร่างที่สามารถหาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ถึง ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคน มาเข้าชื่อเสนอร่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ขั้นต่ำรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพียง ๕๐,๐๐๐ คน ส่วนที่ว่าผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายทั้ง ๑๓๐,๐๐๐ คนนี้ จะได้อ่านได้ศึกษาหรือมีความเข้าใจ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากน้อยเพียงใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะรวมความยาวของรัฐธรรมนูญ ที่ท่านเสนอมาทั้งหน้าหลักการ และสาระสำคัญและตัวร่างเอง ผมนับดูแล้วมีประมาณ ๗๐ หน้าเอ ๔ (A4) นะครับ ผมเองก็เคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน ก็ต้องขอชื่นชมในการยกร่างรัฐธรรมนูญของท่านที่ทำได้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ แล้วก็มีการโยง เข้ามาหากันได้อย่างถูกต้องครบถ้วน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของร่างรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง ที่คิดว่ายกร่างมาได้ดี แต่เรื่องเนื้อหาสาระนั้นก็ว่ากันไปอีกทีหนึ่ง เนื่องจาก ๒ ท่าน ที่อภิปรายก่อนผมได้พูดถึงประเด็นสำคัญเกือบทั้งหมดแล้ว ทั้งข้อดีและข้อด้อย ผมก็จะขอ อนุญาตพูดถึงเรื่องสภาเดี่ยว ซึ่งตอนที่ผมร่างรัฐธรรมนูญมาครั้งที่แล้วนั้นก็ได้ไปศึกษา รายละเอียดของการมี ๒ สภาหรือสภาเดียวว่าอันไหนจะดีกว่ากัน เพราะในร่างรัฐธรรมนูญ ของท่านไม่เพียงแต่จะเสนอให้มีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ยกเลิกมาตรา ๒๖๙ ถึงมาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาล เมื่อวุฒิสภาชุดปัจจุบันพ้นสภาพไป แต่ท่านยังได้แก้ไข ในหมวด ๗ ซึ่งเป็นหมวดรัฐสภา ให้เปลี่ยนเป็น หมวด ๗ สภาผู้แทนราษฎร คือท่านมุ่งไปสู่ การมีสภาเดียวอย่างถาวรในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ และที่สำคัญก็คือสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านเสนอมาในร่างฉบับนี้ มีอำนาจผมใช้คำว่า ล้นฟ้าเลย แม้กระทั่งตัวแทนเข้าไปนั่ง ในคณะกรรมการของศาล ของศาลปกครองและในสภากลาโหมถึง ๒ คน ท่านผู้ร่างบอกแค่ ๒ คน ผมบอกว่าถึง ๒ คนนะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดว่าทหารอยู่ใต้พลเรือน ซึ่งในบางประเทศเขาก็ใช้คำว่า ซิวิเลียน ซูพรีมาซี (Civilian supremacy) อันนี้ก็เป็น ความคิดของแต่ละคนแต่ละฝ่ายที่สามารถคิดได้นะครับ ผมอยากจะเรียนพิจารณาถึงว่า ควรจะให้วุฒิสภาหรือไม่ ต้องพิจารณาการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน การถ่วงดุลในกรณีที่จะเกิดขึ้นในประเทศที่ใช้ระบบสภานิติบัญญัติแบบ ๒ สภาหรือสภาคู่ คือสภาผู้แทนกับวุฒิสภานั้น ในสภาร่างเรากำหนดให้สภาที่ ๒ มีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ ผ่านความเห็นชอบของสภาที่ ๑ มาแล้ว ผมเองสมัยเป็น ส.ว. เมื่อปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ได้ร่วมกับเพื่อน ๆ ส.ว. ในสมัยนั้นยับยั้งร่างของสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อส่งกลับไปที่ สภาผู้แทนราษฎรเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เราได้ดำเนินการ ฉบับนั้นก็เลยไม่ผ่านสภา อันนี้เป็นตัวอย่างจริง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งด้วย
อีกประเด็นหนึ่งคือการกำหนดให้การยืนยันร่างกฎหมายที่สภาที่ ๒ ไม่เห็นชอบ หรือร่างกฎหมายที่ยับยั้งไว้มีคะแนนเสียงมากเป็นพิเศษ มากกว่าสภาที่ ๑ เช่น ๒ ใน ๓ ของคะแนนเสียงทั้งหมด หรือมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมด อันนี้ก็เป็นการถ่วงดุลในสภาที่ ๑ การถ่วงดุลในสภาที่ ๒ นั้นกำหนดไว้ให้สภาที่ ๒ มีอำนาจ ยับยั้งร่างกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือจะมีอำนาจยับยั้งเพียงชั่วคราว ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดแล้วสภาร่างหรือสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถหยิบขึ้นมาพิจารณายืนยันเป็น ร่างกฎหมายได้ ผมจะขออนุญาตอธิบายกับผู้ที่เขาจะเสนอร่าง ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งอาจจะยังไม่ได้ศึกษาในเรื่องของการถ่วงดุลในสภานิติบัญญัติเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านนับแสนคนที่นั่งฟังการอภิปรายของรัฐสภาในวันนี้ด้วยความ ตั้งอกตั้งใจ การปกครองในระบบรัฐสภานั้นรัฐสภาถือเป็นองค์กรสูงสุด อันเป็นที่รวม เจตจำนงของประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศ และเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง การปกครอง โดยโครงสร้างหรือรูปแบบของรัฐสภาหมายถึงจำนวนสภาที่จะประกอบกัน เป็นรัฐสภานั้นอาจจะแบ่งเป็น ๒ ระบบคือ ระบบสภาเดี่ยว และระบบสภาคู่ หรือระบบ สองสภา ระบบสภาเดี่ยวมักจะพบเห็นกันในประเทศที่มีขนาดเล็ก เช่น ในประเทศ คอสตาริกาในอเมริกากลาง นอร์เวย์ แอลเบเนีย และบูกาเรีย เป็นต้น มีอยู่ไม่กี่ประเทศ หรอกครับในโลกนี้ที่ใช้ระบบสภาเดี่ยว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สภาเดี่ยวทำหน้าที่ เป็นผู้วางนโยบายของประเทศ โดยเหตุผลที่ประเทศที่นิยมระบบรัฐสภาเดี่ยวมักจะกล่าวอ้าง คือ สภาเดี่ยวนั้นเป็นสภาของผู้แทนราษฎรของประชาชนที่แท้จริง และตรงไปตรงมา และเมื่อเป็นสภาของประชาชนแล้วต้องไม่เป็นการสมควรที่จะถูกควบคุมและถ่วงดุล โดยสภาอื่น ส่วนระบบสองสภานั้น หรือระบบสภาคู่ ที่มีทั้งสภาล่างและสภาสูง ให้สภาล่าง มีบทบาทอย่างแท้จริงในการตรากฎหมาย ส่วนสภาสูงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา กลั่นกรองและ ยับยั้งการใช้อำนาจของสภาล่าง ขออนุญาตไปในสไลด์แผ่นถัดไปครับ ข้อพิจารณาของระบบ สภาเดี่ยวแผ่นที่ ๔ การมีสภานิติบัญญัติสภาเดียวจะเป็นการแสดงถึงความมีเอกภาพ ที่เราเรียกว่า ยูนิตี้ (Unity) แต่ถ้ามีสภานิติบัญญัติ ๒ สภาก็จะเกิดความขัดแย้งได้ ดังนั้นสภานิติบัญญัติซึ่งทำหน้าที่แสดงเจตจำนงในการบัญญัติกฎหมายจึงควรมีสภาเดียว อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภาเดียวเท่านั้นก็อาจจะเกิดข้อบกพร่อง และกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้เนื่องจากระบบสภาเดี่ยวไม่มีสภาอื่น เข้ามาตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจ รัฐสภาจึงอาจจะตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับได้ ตามอำเภอใจ นั่นเป็นข้อพิจารณาในเรื่องของสภาเดี่ยว มาดูแผ่นถัดไปครับ เป็นข้อพิจารณา ของระบบสองสภา การมีสภาที่ ๒ เป็นการตรวจสอบ การบัญญัติกฎหมายมิได้เป็นไป โดยรีบเร่งนะครับ ขาดความละเอียดรอบคอบ เพราะมีกรณีที่สภานิติบัญญัติได้ออกกฎหมาย ภายใต้ความเร่งรีบของสถานการณ์บางอย่าง หรือขาดความระมัดระวัง ดังนั้นการมีสภาที่ ๒ เพื่อตรวจสอบ จะเรียกว่า เช็ค แอนด์ บาลานซ์ (check and balance) จะเกิดผลดีในการแก้ไข ความผิดพลาด การมี ๒ สภาเป็นการถ่วงดุลอำนาจของสภาที่ ๑ บาลานซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Balance of power) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจโดยไม่เหมาะสม เพราะการมีสภา เดียวอาจจะมีการใช้อำนาจบาตรใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน และกรณี ที่มีสภาที่ ๒ เป็นการเปิดโอกาสให้มีตัวแทนของประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น รูปแบบและโครงสร้างของรัฐสภาไทยตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นว่ามีถึง ๑๐ ฉบับนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ขอไปแผ่นถัดไปเลยครับ ผมจะให้ดูสัก ๒-๓ ฉบับนะครับ ให้ท่านที่เสนอร่างนี้ได้เห็นว่า วิวัฒนาการของร่างรัฐธรรมนูญของไทยในเรื่องส่วนของ ๒ สภาหรือสภาเดียวนั้น เรามี รัฐธรรมนูญมาแล้วมา ๒๐ ฉบับจนถึงปี ๒๕๖๐ ๑๐ ฉบับที่ใช้สภาคู่ ส่วนที่เหลือนั้น ส่วนใหญ่เป็นธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ก็จึงมีสภาเดี่ยวก่อนที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ถาวรต่อไป ดูของปี ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นฉบับแรกเลยนะครับที่กำหนดให้มีพฤฒิสภามี ๘๐ คน อำนาจหน้าที่ก็ยังไม่มากนัก ตอนนั้นตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีต่าง ๆ ถัดไปครับ ขอแผ่นถัดไปครับ ฉบับปี ๒๔๙๒ คือฉบับที่ ๕ มีวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๑๐๐ คน มาจากการ เลือกและแต่งตั้งจากผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำนาจหน้าที่ก็ กลั่นกรองกฎหมาย ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ จากนั้นก็จะ มีฉบับที่ ๘ ฉบับที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑๕ จนมาถึงฉบับที่ ๑๖ ซึ่งเป็นฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เราเรียกว่าฉบับประชาชน ก็มี ๒ สภา อันนั้นประชาชนช่วยกันร่างขึ้นมาในความคิดของ พวกเรา ส.ว. มี ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็เกิดปัญหาในเรื่องของหน้าตา เหมือนกับ ส.ส. แล้วก็มีการทำให้องค์กรอิสระนั้นเกิดความบิดเบือนไปนะครับ ในปี ๒๕๕๐ ขอดูแผ่นถัดไปครับ ในปี ๒๕๕๐ นั้นฉบับที่ ๑๘ ก็เป็นฉบับที่วุฒิสภามี ๑๕๐ คน พ.ศ. อาจจะ ผิดไปนิดหนึ่งนะครับ เป็นปี ๒๕๕๐ ตรงนี้ก็แก้ให้มีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัด และที่เหลือก็เป็นสรรหา ก็กลายเป็นปลา ๒ น้ำอีก มีปัญหาขัดแย้งกัน ฉบับถัดมาเป็นฉบับ ปัจจุบันนี้ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งได้แก้วุฒิสภามี ๒๕๐ คนสำหรับชุดแรกคือชุดปัจจุบันนี้ แต่เมื่อ ครบกำหนดอีก ๒ ปีเศษ ก็จะเป็น ๒๐๐ คนที่มาจากการเลือกกันเองตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญก็พยายามคิดว่าทำอย่างไรจะได้ ส.ว. ที่มาทำหน้าที่ให้เป็นสภากลั่นกรองยับยั้งกฎหมายได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมีการเลือกตั้งก็มี ปัญหา สรรหาก็มีปัญหา สุดท้ายก็จึงมาให้เลือกกันเองอย่างฉบับปี ๒๕๖๐ จะดีหรือไม่ดีก็ ต้องทดลองดูนะครับ ผมก็เป็น ๑ ใน ๕๐ คนที่มาจากการเลือกกันเองทั่วประเทศ อย่างน้อย ที่สุดเท่าที่ผมดูแล้วระบบวิธีเลือกกันเองจะยากมากที่จะกำหนดตัวบุคคลหรือที่จะล็อกโหวตได้ หรือจะซื้อโหวตได้ เพราะมีการโหวตไขว้ ๕ กลุ่มนะครับ แต่ว่าจะได้คนที่มีคุณภาพขนาดไหน นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็เรียนชี้แจงให้พี่น้องประชาชนที่ร่วมเสนอร่างนี้ให้เข้าใจถึงระบบสภาคู่ ว่าได้เกิดขึ้นและมีประโยชน์อะไร และจะตอบคำถามสุดท้ายต่อท่านอาจารย์ปิยบุตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ว่าทำไมเขาจึงไม่ให้วุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีหน้าที่ถอดถอน ก็เนื่องจากว่าเป็นวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อำนาจถอดถอนก็จึงไม่เหมาะสมที่จะมอบให้กับวุฒิสภาชุดใหม่นี้ ก็จึงยกไปให้กับ ป.ป.ช. และศาลฎีกา เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องการถอดถอน ก็ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ตอนนี้ทางผู้เสนอร่างจะขอชี้แจง ผมขอตั้งข้อสังเกตนิดนะครับ ต้องระวังการใช้เวลาของท่าน ผมเป็นห่วงนะครับ เพราะว่าคงจะมีการอภิปรายที่ต้องชี้แจงอีกหลายเรื่อง เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภาและสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านนะครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ชี้แจง ขอใช้เวลาไม่นานครับในการจะชี้แจงประเด็น ที่มีพูดถึงการอภิปรายเมื่อสักครู่เกี่ยวกับเรื่องของระบบเลือกตั้ง ความจริงประเด็นนี้ ก็เป็นประเด็นที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วในรอบแรกที่มีการอธิบายถึงหลักการและเหตุผล แต่ก็อยากจะชี้แจงให้ชัดครบทุกประเด็น เพื่อที่ว่าท่านใดที่เตรียมอภิปรายเรื่องระบบเลือกตั้ง จะได้ประหยัดเวลาในส่วนนี้ได้นะครับ ผมมี ๔ ประเด็นคร่าว ๆ ครับ
ประเด็นแรก ถ้าเราลองลำดับเหตุการณ์ในการกำเนิดของร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับรีซูโลชัน (Re-solution) ที่กำลังถูกพิจารณาในวันนี้ ถ้าเราลำดับเหตุการณ์ เราจะเห็นว่าร่างที่เรามีการนำเสนอในวันนี้ถูกร่างขึ้นมาก่อนที่รัฐสภานั้นจะมีการพิจารณา แก้ไขเรื่องของระบบเลือกตั้งในวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ถ้าจะเอาวันที่ อย่างเป๊ะ ๆ เรามีการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราฉบับรีโซลูชัน (Re-solution) ขึ้นมา ในวันที่ ๑ เมษายน ต้องเดินทางมาถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ถึงจะมีการพิจารณาวาระที่ ๑ ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับเรื่องระบบเลือกตั้ง วาระที่ ๒ ก็อยู่ที่ วันที่ ๒๔ สิงหาคม แล้วก็วาระที่ ๓ อยู่วันที่ ๑๐ กันยายน ฉะนั้นจะเห็นว่าดั้งเดิมเราร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ขึ้นมาก่อนที่จะมีการพูดถึงประเด็นเรื่องของระบบเลือกตั้ง และในเมื่อ การร่างของเรามันจำเป็นที่จะต้องเขียนหมวดของรัฐสภา หรือว่าหมวดของสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมาใหม่ มันก็เลยจำเป็นต้องไปกระทบกับเรื่องตรงนี้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าถ้าเราย้อนไปดูแม้กระทั่งตัวหลักการและเหตุผลที่เขียน ไว้ในร่างเราไม่ได้มีเจตนาที่จะไปแก้ไขระบบเลือกตั้ง เหตุผลที่เราตัดสินใจก๊อบปี้ หรือเอา ข้อความที่เป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ มาแปะไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรา ก็เพราะว่าเรามีหลักการว่าในการแก้ไขรายมาตราครั้งนี้ เรายังไม่ต้องการจะไปแตะเรื่องของ ระบบเลือกตั้ง เพราะว่าในมุมหนึ่งระบบเลือกตั้งอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดที่ต้อง ได้รับการแก้ไข เพราะอาจจะไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจ เท่ากับเรื่องอื่น ๆ ที่เรามีการแตะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวุฒิสภา เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็องค์กรอิสระ แต่ในมุมที่ ๒ เราก็มองว่าในเมื่อระบบเลือกตั้ง แน่นอนครับ มันปฏิเสธ ไม่ได้ว่าการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบหนึ่งก็จะมีพรรคการเมืองที่อาจจะ ได้ประโยชน์ หรือว่าเสียประโยชน์ เราก็มองว่าทางออกที่น่าจะดีที่สุดในการให้คนมากำหนด ว่าประเทศเราควรใช้ระบบเลือกตั้งแบบไหน คือการที่เรามี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนทั่วประเทศ ที่จะมาถกเถียงแล้วก็กำหนดระบบเลือกตั้งในวาระนั้น เพราะฉะนั้นเจตนาของเราไม่ได้ต้องการมีการแก้ไขระบบเลือกตั้ง
ประเด็นที่ ๓ ในเมื่อลำดับเหตุการณ์เป็นเช่นนี้และในเมื่อเราไม่ได้มีเจตนา ที่จะแก้ไขระบบเลือกตั้ง แล้วก็ไม่ได้ใส่ไว้ในหลักการ หากว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านวาระที่ ๑ ไป เรื่องระบบเลือกตั้งสามารถเป็นสิ่งที่เราแก้ไขได้ในวาระที่ ๒ และอันนี้ ผมก็เป็นคำมั่นสัญญาที่ให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน หากว่าร่างแก้ไขเลือกตั้งปัจจุบันที่ เปลี่ยนจากบัตร ๑ ใบไปเป็นบัตร ๒ ใบ คำนวณคู่ขนานเหมือนกับปี ๒๕๔๐ ถูกลง พระปรมาภิไธยลงมา ก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเราในวาระที่ ๒ เราก็ยินดีแก้ข้อความให้เหมือนกับร่างฉบับใหม่ทุกถ้อยคำ
ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมก็ฝากทิ้งท้ายไว้ อย่างที่ท่านวีระกร ขออภัยที่เอ่ย นาม ได้กล่าวไว้ว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของระบบเลือกตั้งที่ถูกนำมาใช้ในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ คือการตีความสูตรคำนวณของ กกต. ที่เป็นการบิดวิธีการคำนวณจนทำให้ผลเลือกตั้งพลิก จากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมก็เห็นด้วยว่าตรงนี้เป็นปัญหาที่ร้ายแรง แล้วในเมื่อตรงนี้เป็น ปัญหา ผมยิ่งเห็นถึงความจำเป็นที่สมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้น จะต้องรับหลักการร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญรายมาตราของเราในวันนี้ เพราะว่าเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะไปแก้ประเด็น เรื่องที่มาของ กกต. แล้วกระบวนการสรรหา เพื่อให้มีความเป็นกลาง แล้วก็ยึดโยงกับ ประชาชนมากขึ้น เพื่อจะป้องกันให้ไม่มีบิดสูตรคำนวณบัญชีรายชื่อที่อาจจะไปเข้าทางฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ขอชี้แจงเรื่องประเด็นระบบเลือกตั้งไว้ประมาณนี้ แล้วก็หวังว่าจะ ชัดเจน ครบถ้วนทุกประเด็นครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นชุดต่อไปเริ่มด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ฝ่ายค้าน แล้วก็ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ฝ่ายรัฐบาล แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เชิญท่านธีรัจชัย ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับแบบรายมาตรา ที่ภาคประชาชนได้เสนอเข้ามา ๑๓๕,๐๔๗ คนนั้น ผมถือว่าเป็นร่างที่มีคุณค่าและตัวผมเอง รวมถึงพรรคก้าวไกล พร้อมให้การสนับสนุน ขอเรียนอย่างนี้การที่จะมีคนมาสนับสนุน เป็นแสนคนในระบอบการเมืองของประเทศไทยไม่ง่ายที่เสนอกฎหมาย เหตุที่เสนอแบบนี้ ก็เพราะว่าความมีปัญหาของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกฝ่ายรัฐบาล และท่าน สมาชิกวุฒิสภาติดใจในเรื่องของทำไมถึงต้องมีสภาเดี่ยว ผมเรียนอย่างนี้ คร่าว ๆ สั้น ๆ ก็คือว่าในส่วนสภาเดี่ยวที่ทำไมต้องมี ก็เพราะว่าในระบบของประเทศไทยการใช้วุฒิสมาชิก ส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้ง เคยมีครั้งหนึ่งตอนหลังปี ๒๕๔๐ เลือกตั้ง ก็ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นปี ๒๕๖๐ ก็แต่งตั้ง เราไม่เคยมีการแต่งตั้งแบบของอังกฤษ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ ของขุนนางต่าง ๆ ตัวแทนศาสนจักรต่าง ๆ เข้ามาเป็นตัวแทน และอำนาจน้อย อำนาจกลั่นกรองกฎหมายเพียงแค่ถ่วงกฎหมายได้เล็กน้อยเท่านั้น เหมือนเป็นพิธีกรรม เท่านั้น เราต่างกัน เราไม่ได้มีบริบทเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ซึ่งเป็นตัวแทนมลรัฐ แต่ละรัฐเข้ามาเป็นสภาสูงของรัฐของสหพันธรัฐประเทศสหรัฐอเมริกา เราต่างกันตรงนี้ครับ แต่วุฒิสมาชิกของเรานั้นส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่การเลือกตั้งหลังปี ๒๕๔๐ มาจากหลัง การรัฐประหาร ๒๔๙๐ เรื่อยมาตรงนี้ครับ แล้วก็ตั้งขึ้นมาส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้ง แล้วขยับอำนาจจากแค่กลั่นกรองกฎหมาย ไม่ใช่แค่เสนอกฎหมายอย่างที่ท่านได้อภิปราย มาเพิ่มมาก โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการ ๑. มาเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีได้ ๒๕๐ มีเสียงตุนอยู่แล้ว ๒. สามารถที่จะมาโหวตจะให้ผ่านรัฐธรรมนูญหรือไม่ผ่านรัฐธรรมนูญก็ได้ ขึ้นอยู่กับวุฒิสมาชิก ๓. กรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติปฏิรูปประเทศ วุฒิสมาชิก ๔. กฎหมายปฏิรูปประเทศต้องเข้ารัฐสภามาก ต้องผ่านวุฒิสมาชิกมาร่วมโหวตด้วย เหล่านี้ อำนาจมันมากแต่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร จะบอกว่ามีการเลือกตั้งในเขต สุดท้ายก็คือแต่งตั้งจากการรัฐประหาร ตรงนี้จึงไม่สามารถที่จะให้มีอยู่ได้ และประโยชน์ผล จากการทำงานที่ผ่านมาในอดีตการโหวต การลงมติต่าง ๆ เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ หรือเอื้อต่อรัฐบาลซึ่งมาจากการรัฐประหารทั้งสิ้น นี่คือเหตุ ผมเชื่อว่าเหตุที่คณะผู้ร่างกฎหมาย ของภาคประชาชนเสนอมาน่าจะเป็นเช่นนี้ และจะไม่มีทางเหมือนกับประเทศอังกฤษเลยที่ แค่กลั่นกรองแล้วก็ยับยั้งกฎหมายได้เพียงระยะเวลาสั้นเท่านั้น นี่ประเด็นหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับสิ่งที่ผมจะพูดมันมีอยู่หลายประเด็น แต่ว่าในขณะนี้ผมจะพูดเฉพาะ เรื่องเดียวคือเรื่องของอำนาจตุลาการ ในส่วนอำนาจตุลาการของประเทศเราก็เป็น ๑ ใน ๓ อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อำนาจตุลาการของเรานับแต่การเปลี่ยนแปลง การปกครอง ปี ๒๔๗๕ ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎร ก็คือของประชาชนนั่นเอง อำนาจ ตุลาการเราไม่เคยเปลี่ยนแปลงตาม เราเปลี่ยนแต่อำนาจนิติบัญญัติกับบริหารมีการเลือกตั้ง บางทีถูกรัฐประหารเปลี่ยนขึ้นมาครอบครอง แต่อำนาจตุลาการมาจากระบบเดิม นั่นคือ ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด อำนาจตุลาการเราเคยถูก การสถาปนา ถูกสร้างขึ้นมาให้เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะอภิปรายไม่ได้ จะเตือนตรวจสอบไม่ได้ แม้กระทั่งสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากประชาชนไม่สามารถไปตรวจสอบได้ ตรงนี้ในเชิงของ โครงสร้างอำนาจผมเชื่อว่ามันไม่ใช่อำนาจที่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง มันเหลือเพียงแค่ อำนาจเดียวเท่านั้นนะครับ อำนาจตุลาการมีบทบาทเยอะ หลังปี ๒๕๔๐ เดิมมีศาลเดียว คือ ศาลยุติธรรม แต่หลังจากนั้นมีเพิ่มมาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองขึ้นมา แต่ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม มาจากการสอบคัดเลือกเข้ามาโดยองค์กรภายใน ศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่แล้ว มาจากการแต่งตั้ง ตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ อาจจะมีตัวแทนจากสภาไปตั้งบ้าง เนื่องจาก สภานั้นมาจากการเลือกตั้งในส่วนวุฒิ ในส่วนนี้ขึ้นมา แต่หลังจากนั้น ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๖๐ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมาจากการคัดสรรแต่งตั้งโดยเครือข่ายของ คสช. โดยเฉพาะ ปี ๒๕๖๐ การเลือกตั้งคัดสรรมาจากอะไรครับ มาจากองค์กรอิสระ ๖ องค์กร บวกประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่คัดสรรขึ้นมา ซึ่งองค์กรอิสระนั้นเป็นส่วนน้อย องค์กรอิสระนั้นมาจากอะไรครับ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง คสช. แล้วมาเลือก เลือกเสร็จก็มาเป็นองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยตัดสิน กรณีอย่างนี้ถามว่ามันเป็นองค์กรที่ยึดโยงประชาชนไหมครับ อำนาจตุลาการที่ดี ที่พึงปรารถนาของคนทั่วโลกว่าจะได้รับความยุติธรรม ก็คือ ๑. ต้องมีความอิสระ ๒. ต้องมี ความเป็นกลาง ๓. ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ความอิสระ ความเป็นกลาง เกี่ยวข้องกับ การเมืองด้วยนะครับ ถ้ามาจากการเมืองของรัฐประหารเข้ามา อิสระเป็นกลางไม่มีครับ เมื่อสักครู่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เสนอ บอกว่า เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าการเมือง ต้องมาเกี่ยวข้องในส่วนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมเราไม่จัดองค์กร องค์ประกอบ ให้เป็นธรรมละครับ องค์ประกอบทำไมลำเอียงไปถึงคณะรัฐประหารเท่านั้นที่มีสิทธิในการตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญแล้วมาตัดสินออกมาเยอะแยะ สร้างความไม่สบายใจ สร้างปัญหา หรือบางครั้งเขาเรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ ๒๕๔๙ ตุลาการภิวัตน์มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญจริง ๆ แค่ตีความตีความกฎหมายว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พ.ร.บ. ขัดหรือไม่ แต่เพิ่มมาเป็นยุบพรรคได้ ถอดถอนได้ ทำให้คนนั้นล้มล้างได้ ล้มล้าง การปกครองได้ ทำให้สุญญากาศทางการเมืองได้ หรือตั้งเรื่องไว้ให้นักร้องต่าง ๆ องค์กรอื่น มารับไปเพื่อจะให้ศาลอื่นวินิจฉัย ทำลายนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยได้ อย่างนี้หรือครับ ถึงเป็นองค์กรที่เป็นธรรม การที่ภาคประชาชนได้เสนอมาให้มีการตั้งศาลรัฐธรรมนูญ แบ่งไปเลยครับ ฝ่ายรัฐบาลเอามา ๖ คัดเหลือ ๓ ฝ่ายค้านเอามา ๖ คัดเหลือ ๓ ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลปกครองคัดเหลือ ๓ ที่มาเป็นธรรมยอมรับว่ามีการเมืองจริง ให้ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายเป็นกลางสมดุลกันมาตัดสินคดี แต่ไม่ใช่อำนาจมากมาตัดสิน ยุ่งไปหมด ให้เฉพาะตัดสินคดีความชอบของกฎหมายก็พอแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เคยจะ เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ให้มาเป็นแบบปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ผมเรียนว่าถ้าเราปล่อยแบบนี้ไป ประเทศเราจะเกิดวิกฤติมาก ล่าสุด ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาก็วินิจฉัยเรื่องหนึ่ง เรื่องการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา กิจกรรมของเขา แล้วบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือไม่ เราได้ดูเนื้อแท้ของการตัดสิน ไม่ให้เขาชี้แจงครับ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ มาเตรียม และอีกท่านหนึ่งพยานมาเตรียมจะชี้แจง ไม่ให้ชี้แจง ตัด แล้วก็บอกว่าพยานหลักฐานพอแล้ว พอคืออะไรครับ พอคือในแง่ของทัศนคติของตัวผู้ตัดสินหรือไม่ ทำไมไม่ให้สิทธิในการต่อสู้คดี อย่างคดีที่จะตั้งว่าเขาเป็นคนล้มล้างการปกครองหรือไม่ ไม่ให้ ข้อเท็จจริงที่จะระบุไว้ชัดว่า เขาผิดอะไร เป็นการล้มล้างแค่ไหนไม่ปรากฏในคำพิพากษา เดี๋ยวตัวจริงตัวใหญ่มาผมฝากไป ยังศาลรัฐธรรมนูญช่วยอธิบายให้ละเอียดด้วยนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างคลุมเครือ ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาเหมือนจะสามารถตีความได้หมด องค์กรเครือข่ายอาจจะร่วมกัน ล้มล้างอย่างนี้ มีการตัดสินไปถึงอนาคตด้วยในส่วนตรงนี้ ถามว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ศาลพึงจะ กระทำให้เกิดความยุติธรรมและเกิดความสมัครสมานสามัคคี หรือกรณีของการที่วางระบบ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตย มีความแตกต่างอย่างไร ไม่เคยอธิบายครับ สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็คือ สถาบันที่มีอำนาจสิทธิเด็ดขาด อำนาจมาจากเทวโองการ แต่ของระบอบประชาธิปไตยสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อยู่นอกเหนือจากการเมืองสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะในส่วนนี้ และส่วนใหญ่จะถูกยึดโยง จากประชาชน ทำไมไม่อธิบายอย่างนี้ แล้วไปสร้างความแตกแยกขึ้นมา การปักหมุด เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ผมจะรอดูคำพิพากษาฉบับเต็มว่าเป็นอย่างไรบ้าง อย่างน้อย ๆ ความรุนแรงจากวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ มันบอกแล้วว่าถึงแม้จะทำให้ รู้สึกเหมือนว่าจะให้กลัว แต่มันไม่มีคนกลัว อย่างน้อย ๆ เป็นการแบ่งระหว่างฝ่ายอนุรักษ์ ซึ่งมีผู้สูงอายุกับฝ่ายเสรีนิยมซึ่งเป็นเด็ก เจนเอ็กซ์ (Gen X) เจนวาย (Gen Y) เจนแซด (Gen Z) มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน อย่างน้อย ๆ ตรงนี้เหมือนกับมีการชักธงรบว่า จากการ ใช้กฎหมาย ใช้อำนาจแข็ง ใช้กฎหมาย อาจจะถึงขั้นใช้อาวุธก็ใช้มาแล้วนะครับ มีการถูกยิง ไม่ว่าอาวุธอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งในการปราบปรามถามว่ามันเป็นเรื่องของความคิด ความรู้ ไปเปลี่ยนให้เขาคิดอย่างอื่นได้หรือ มีแต่มาก มันไม่ใช่เหมือนยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีทีวี ๓ ๕ ๗ ๙ มีในส่วนของตัวหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับก็รับรู้ด้านเดียว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เด็ก ๆ ไม่มีใครที่สามารถไปคุยชักนำได้เลย เขาคิดได้ด้วยตัวเอง ผมเรียนว่าข้อแก้ไข รัฐธรรมนูญที่แก้ไข ไม่ว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน มาจากการเมืองที่ชัดเจน เป็นธรรม ข้อแก้ไขที่มีการตรวจสอบเป็นการตั้ง เขาเรียกว่าผู้ตรวจการศาล ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา องค์กรอิสระ ผมคิดว่าสิ่งนี้หรือกองทัพเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมคิดว่าให้อำนาจสภา ซึ่งเป็นอำนาจประชาชนนั้นสามารถที่จะปลดให้พ้นจากตำแหน่งของประธานศาลฎีกา ศาลปกครอง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ศาลปกครองต่าง ๆ โดยมีองค์คณะที่มีหลากหลาย และมีกระบวนการที่สามารถที่จะตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปลดง่าย ๆ เป็นสิ่งที่ควรกระทำและให้ อำนาจประชาชนเหนือกว่าอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน สิ่งนี้ผมจึงวอนให้กับท่านสมาชิก ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสมาชิก ได้โปรดให้โอกาสประชาชนได้นำร่างนี้ผ่านวาระที่ ๑ ไปใช้ ไปพิจารณา อันไหนที่จะปรับเราไปปรับกันได้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทางออกประเทศ เพื่อจะให้มันเกิดวิกฤติทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นอันใกล้นี้ครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ถือว่าเป็น วันสำคัญอีกวันหนึ่งของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ที่จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูงต่อการ เสนอร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ ซึ่งมีพี่น้อง ประชาชนเข้าชื่อกว่า ๑๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ของท่านนะครับ ที่ให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และตอนนี้ผมก็ได้ทำ กฎหมายรองที่จะให้ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น ได้มี ประสิทธิภาพขึ้น เพราะเป็นหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องให้ประชาชน มีส่วนร่วม ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมมีความจำเป็นที่จะเรียนอย่างตรงไปตรงมาก็คือว่า ผมได้ศึกษาข้อเสนอของร่างภาคประชาชนมาเป็นลำดับ เพราะในบางครั้งผมก็มีโอกาสเข้าไป มีส่วนร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประชาธิปไตยมายิ่งขึ้น ซึ่งก็มีหลายภาคส่วนที่รวมอยู่ในนั้น แต่ว่าหลักคิดของผมก็คือว่า ผมคิดว่าถ้าเราต่างคน ต่างเป็นนักประชาธิปไตย เราก็ต้องเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพราะการเคารพ ความคิดเห็นซึ่งกันและกันเป็นสิทธิเบื้องต้นของแต่ละคน เพราะฉะนั้นผมจะไม่กล่าวหา ใครนะครับว่า องค์กรไหนหรือใครทำให้ระบบประชาธิปไตยของเราเสียหาย ขอประทานโทษ มีบางท่านได้เอ่ยถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นตัวจำกัดในเรื่องของ ความไม่เป็นธรรม หรือทำลายระบอบประชาธิปไตย อันนี้ก็แล้วแต่มุมมอง ผมก็ไม่อยากจะ เลียนแบบความขัดแย้ง แต่ผมอยากจะปกป้องว่าองค์กรแต่ละองค์กรเขาก็มีหน้าที่ในการที่จะ ทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อที่จะรักษาบรรทัดฐานของบ้านเมืองเอาไว้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในบางเรื่องเราจะไปใช้ความรู้สึก ในการที่จะวินิจฉัยในเรื่องที่มีความสำคัญไม่ได้ ผมก็ถือ โอกาสนี้เป็นเบื้องแรกก่อนครับ
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าวันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องกลับมาพูดถึงหลักการ ในเรื่องระบอบประชาธิปไตยกันอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธาน บังเอิญก่อนหน้านี้ผมได้อ่าน หนังสือสังคมภิวัตน์ ที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้เขียนเอาไว้ ในปี ๒๔๙๒ ว่าเราได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ๒๐ ปีแล้ว แต่วันนี้บ้านเมืองเรา ยังมีคำถามอยู่อีกว่า เราจะใช้ระบบสภาคู่ หรือเราจะใช้ระบบสภาเดี่ยว หรือเราจะจัด โครงสร้างเชิงอำนาจให้ยึดโยงกับประชาชนอย่างไร ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นคำถามเชิงหลักการ ในระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน นั่นคือระบอบประชาธิปไตยนั้นเราก็มีความเชื่อ เหมือนที่ผู้เสนอได้พูดถึงลอร์ด แอกตัน ว่าที่ใดมีอำนาจที่นั้นก็ย่อมมีการฉ้อฉล มันจึงมีระบบความคิดของมองแเต็สกีเยอว่าเราจะต้องแบ่งแยกและตรวจสอบอำนาจ ถ่วงดุล อำนาจซึ่งกันและกัน ในระบอบประชาธิปไตยเราถือว่าในโลกนี้ก็มี ๒ ระบบใหญ่ ๆ ครับ ท่านประธาน คือระบบประธานาธิบดี คือผู้นำแห่งรัฐกับประมุขแห่งรัฐเป็นคน ๆ เดียวกัน กับของเราคือระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขครับท่านประธาน แนวความคิด เหล่านี้ก็ยังมีอยู่ และมีความขัดแย้งกันอยู่ว่าเราจะใช้กลไกใดที่ให้สอดรับกับรากเหง้า และบริบทของบ้านเมืองของเรา บางครั้งไม่ใช่เฉพาะประเทศเรา แม้แต่ในสากลโลก เช่น ประเทศเยอรมัน เมื่อมีการรวมประเทศกันใหม่ ๆ ระหว่างเยอรมันตะวันตกกับเยอรมัน ตะวันออก ซึ่งเขาทำลายกำแพงเบอร์ลินโดยการที่ตกลงร่วมกันว่าจะปกครองประเทศ โดยระบบสหพันธรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน ผมไม่ได้เป็นนักเรียนนอกครับ แต่ว่าผม อ่านหนังสือ และต่อมาก็มีกลุ่มบางกลุ่มที่ยังติดอยู่ในอำนาจเดิมก็เสนอตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันก็เลยตัดสินว่าการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายแห่งรัฐ หลังจากนั้นประเทศเยอรมนีก็ได้เดินหน้าการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่เป็นสากล และวันนี้ได้ชื่อว่าเข้มแข็งที่สุดประเทศหนึ่ง ผมจึงอยากจะ กราบเรียนว่าระบบประชาธิปไตยนอกจากจะตรวจสอบอำนาจแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เราต้องปกครองด้วยกฎหมายครับท่านประธาน ผมจำคำพูดของท่านชวน หลีกภัย ท่านประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านพูดอยู่เสมอว่าถ้าเราเป็นนักประชาธิปไตย เราต้องยอมรับการปกครองโดยกฎหมาย เราไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนมีฐานะเท่ากันได้ แต่เราต้องทำให้คนทุกคนได้รับการคุ้มครองและเสมอภาคตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราถกเถียงกันเรื่องหลักการเราก็ต้องถกเถียงกันตลอดไปครับ วันนี้ ๘๙ ปี ของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เรามาขอเชิญชวนกันว่าเราจะหาพื้นที่ที่เป็น ดุลยภาพที่เป็นกลางสำหรับบ้านเมืองเราที่ดีที่สุด ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นควรจะเป็นอย่างไรครับ ผมคิดว่าถ้าเราตกผลึกและยุติ ความคิดเชิงหลักการนี้ได้ การเมืองของเราก็จะมีดุลยภาพ จริง ๆ ไม่เฉพาะการเมือง หรอกครับท่านประธาน โดยหลักกายภาพ หลักฟิสิคอล (Physical) ทั่วไป สิ่งใดที่ไม่มี ดุลภาพก็อยู่ไม่ได้ครับ เมื่อมีดุลยภาพก็จะเกิดเสถียรภาพ ถ้าเกิดเสถียรภาพการบริหาร ราชการแผ่นดินก็จะมีประสิทธิภาพ อันนี้จึงเป็นเรื่องแรกที่ผมอยากจะเกริ่นเพื่อชี้ให้ พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าวันนี้มาถึงจุดที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมาย แต่ควรจะมาถึงจุดที่เราจะต้องไม่ชี้หน้าเข้าหากันว่าฝ่ายนั้นคิดอย่างนั้น เพราะอนุรักษ์ เพราะยึดถือผู้มีอำนาจ เพราะไม่มีความคิดก้าวหน้า ถ้าเรายอมรับว่าเราเป็นนักประชาธิปไตย เราก็ต้องเคารพสิทธิของทุกคนว่าต่างคนต่างเป็นนักประชาธิปไตย เราก็จะเดินหน้าต่อไป
ส่วนที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า สำหรับต่อประเด็น ในเรื่องของร่างการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น พรรคประชาธิปัตย์ของผมมีจุดยืนอย่างไร ผมคิดว่าท่านประธานคงจะได้ครับว่าในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ เรามี เงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ๓ ข้อครับ ข้อที่ ๑ ก็คือว่าเรายึดหลักในเรื่องของการดูแลปากท้อง ของพี่น้องประชาชน เหมือนผู้เสนอได้พูดถึงโรค ๓ โรค เราตระหนักในเรื่องนี้นะครับ ท่านเพิ่งคิดไปหาหมอแต่พวกผมเยียวยาแล้วครับ ก็คือว่า จะต้องดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร อันที่ ๒ คือต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตว์สุจริต และอันที่ ๓ คือหัวใจที่จะพูด ในวันนี้ ก็คือว่าเราจะต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ในช่วงแรก ๆ ของสภาชุดนี้เมื่อพวกผมพูดถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมีบางคนมาต่อว่าเลย ไม่มีเรื่องอื่นที่จะทำแล้วหรือ เราบอกว่านี่คือสลักสำคัญของประเทศ เราต้องถอดสลักนี้ออก เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กฎหมายหลักของประเทศนั้นเปิดกว้างในการสร้างดุลยภาพในทาง การเมืองที่ดีที่สุดให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นที่สุด เราจึงสามารถที่จะแก้ไขปัญหาทางการ เมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ และวันนี้ทุกคนยอมรับว่าเราจะต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์จึงได้มีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเพื่อแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญครับ ประกอบด้วยเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ เราศึกษากันเกือบ ๑ ปี ได้ประเด็นมา ๒๕ ประเด็น เสนอต่อรัฐสภา และต่อมาจึงมี ข้อเรียกร้องว่าเราควรที่จะได้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืน ในสภานี้แล้วประกาศว่าถ้าเราต้องการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วไม่ให้ติดยึดกับฝ่าย ใด เราก็ควรที่จะได้เลือก ส.ส.ร. จากพี่น้องประชาชนโดยตรงมายกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ แก้ไขทั้งฉบับ นี่คือหลักคิดข้อแรกของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเราต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็น ที่ยอมรับของประชาชนเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ท่านประธานครับ ก็เดินไปถึงจุด สุดท้ายไม่ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่มีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าแพ้เสียง ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ไม่ได้สิ้นความพยายามครับ เราก็เสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจำได้ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืนยันว่า วันนี้เมื่อเราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะต้องทำประชามติ แม้แต่ฉบับที่ ประชาชนร่างมานี้ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ครับว่าต้องทำประชามติหรือไม่ แต่ผมก็ดีใจ ที่ประธานได้วินิจฉัยให้ความสำคัญกับการเสนอกฎหมายของภาคประชาชนให้เข้ามา พิจารณาในรัฐสภาในวันนี้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับท่านประธาน ส่วนปัญหาในอนาคตจะเป็น อย่างไรต้องว่ากันในสาระสำคัญต่อไป เราได้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๘ มาตราครับ
ประเด็นแรกคือ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในเรื่อง ขั้นพื้นฐานต่าง ๆ สิทธิเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม สิทธิเกี่ยวกับเรื่องบุคคล สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค เราได้มีการแก้ไขตรวจสอบ การตรวจสอบอำนาจรัฐให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. เราได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมหมวดการกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการออกกฎหมายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และแผนขั้นตอนในการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นครับท่านประธาน เราได้ขอแก้ไขในเรื่อง ของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ เราได้มีการแก้ไขหลักประกันรายได้ ที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า นี่ละครับที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ กินได้ครับ เราขอแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น เดี๋ยวผมจะพูด ต่อไปว่าเมื่อเรายังไม่ได้แก้ไขตรงนั้นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของฉบับภาคประชาชนก็อยู่ที่ตรงนี้ ด้วยครับ และเราแก้ไขในเรื่องของการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่มุ่งเน้นว่านายกรัฐมนตรีต้อง มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมาจากการเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ได้มีการแก้ไข มาแล้ว และมีการแก้ไขในเรื่องของการตัดอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีอำนาจ ในกรอบที่เป็นสภาคู่ ก็คือมีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมายและตรวจสอบอำนาจรัฐ ในบางกรณีเท่านั้น แต่ไม่ควรมีอำนาจในการที่จะมาเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในบทเฉพาะกาลก็ได้มีพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว
และประการสุดท้าย สำเร็จประการเดียวคือระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เป็น ระบบบัตร ๒ ใบ ที่มีบางท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้เกี่ยวกับระบบบัตรเลือกตั้งที่ภาคประชาชน เสนอมา แต่ผมไม่ติดใจ ผมถือว่าในขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่เพียงฉบับเดียวก็ทำให้ พวกผมได้มีความมั่นใจและเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าอย่างน้อยที่สุดก็นำไปสู่การแก้ไข บริบทในทางการเมืองอีกบริบทหนึ่งที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งในอนาคตว่าประชาชนมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะเลือกได้ทั้งคนและพรรค ประชาธิปไตยมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ มันอยู่ที่ว่า ประชาชนได้รับอะไรจากการที่เราแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดครับ ข้อเสนอ ดังกล่าวนี้วันนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่รอประกาศใช้ ซึ่งพวกผมก็เตรียมกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญและเตรียมกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งไว้ เพื่อที่จะทำให้การ เลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรม ตามเป้าหมายที่เราต้องการ ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานครับว่า เมื่อมาดูรายละเอียดของร่างภาคประชาชน มีหลายประเด็นนะครับ ก็ตรงกับที่ผมพูดไปแล้ว ผมก็ไม่ต้องพูดซ้ำ แต่มีบางประเด็นที่ผมคิดว่าเราต้องยอมรับ ความจริงว่าจะต้องมีการซักถามเพิ่มเติมละครับ ผมเข้าใจทั้งสองท่านอธิบายได้ดีมากครับ แต่ว่าท่านก็อธิบายทางทฤษฎี เพราะผมยอมรับความเชี่ยวชาญของท่าน แต่ว่าในทางปฏิบัติ จริง ๆ เหมือนที่ผมได้เกริ่นไว้เบื้องต้นแล้วว่าเราจะหาจุดที่เป็นดุลยภาพ เราจะหาพื้นที่ ที่ทุกฝ่ายรับได้ได้อย่างไรครับ
ประเด็นแรก ที่จะเป็นคำถาม ก็คือว่าท่านจะยกเลิก ส.ว. ท่านจะให้มี สภาเดียว ในขณะสิ่งที่ท่านกำลังยื่นเข้ามานั้นคนที่จะลงมติก็คือเพื่อน ส.ว. ของผมที่นั่งอยู่ ในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านหาพื้นที่ตรงกลางตามที่ผมเรียกร้องตรงไหนละครับ แล้วเมื่อไม่มีพื้นที่ ตรงกลาง ท่านจะเดินข้ามไปได้อย่างไร ผมไม่พูดถึงว่าพรรคประชาธิปัตย์ของผมยืนยัน ในอุดมการณ์ตลอดมาว่าเราเห็นด้วยกับระบบสภาคู่ และตลอดที่บ้านเมืองของเราเป็น ประชาธิปไตยเราก็มีระบบสภาคู่มาโดยตลอด มีบางช่วงสั้น ๆ ที่เป็นช่วงปฏิวัติเผด็จการ เท่านั้นที่มีสภาเดี่ยว นอกนั้นก็จะมีสภาคู่เท่านั้น เพราะเมื่อเรามีการเลือกตั้งจาก สภาผู้แทนราษฎร ผมยอมรับว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องมีอำนาจเต็มตามฉันทานุมัติของ พี่น้องประชาชน ส.ว. ถ้าไม่มาจากการเลือกตั้งก็ควรจะมีอำนาจในด้านการกลั่นกรอง กฎหมายเท่านั้น และผมยอมรับว่า ส.ว. หลายสมัยที่ผ่านมาท่านก็ทำหน้าที่ของท่านในส่วนนี้ และแน่นอนในระบบการเมืองไทยบางช่วงก็ไปทำหน้าที่ในฐานะที่ต้องไปค้ำจุนเสถียรภาพ ของรัฐบาล แต่นั่นก็คือบริบทไปในแต่ละช่วง แต่ว่าสิ่งที่เราจะช่วยกันทำต่อไปนี้เราจะทำ รัฐธรรมนูญ เพื่ออนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไรครับ ผมอยู่ในสภานี้มาเป็น ส.ส. เขตที่อาวุโสที่สุด ผมอยู่กับพี่น้องประชาชน ผมหวังเห็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้า ในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมาตอบคำถามในเชิงหลักการแบบนี้ และคิดแบบสุดโต่ง ไม่กลับมาหาพื้นที่ตรงกลางที่ให้ทุกฝ่ายสามารถที่จะเดินเข้าไปสู่ทางออกในระบอบ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมเชื่อมั่นคนที่เขาออกแบบในระบอบประชาธิปไตยนั้น เขาต้องการ ที่จะเห็นสังคมส่งทอดต่ออำนาจด้วยสันติวิธี ด้วยระบบการเลือกตั้งที่สุจริต
ประการที่ ๒ ที่ผมจะต้องตั้งคำถามและท่านช่วยอธิบาย ก็คือระบบในเรื่อง ของผู้ตรวจการของท่าน ดูเหมือนดีครับว่ายึดโยงกับประชาชน แต่ท่านต้องยอมรับว่าเมื่อไร ในระบบสภาเดี่ยวที่จะประกอบด้วยพรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองพรรคนั้นมีเสียงข้างมาก เด็ดขาด และพรรคการเมืองข้างนั้นใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม เมื่อองค์ประกอบของ ผู้ตรวจการ ท่านไปตรวจการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกลไกใหม่ผมยอมรับตามที่ท่านว่า ว่าเพิ่งเกิดมา ที่ทำไมเพิ่งเกิดมา เพราะมันสลับซับซ้อนมากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่แต่ละองค์กรมีมากขึ้น เราก็ต้องมีองค์กร กลางที่จะต้องมาตัดสิน แต่แน่นอนองค์ประกอบเราจะปรับปรุงอย่างไรผมไม่ขัดข้องครับ แต่ว่าอย่าไปกล่าวหาเอาโดยความรู้สึกของตัวเองว่าองค์กรนั้น องค์กรนี้ไม่มีความเป็นธรรม ผมขอเวลาเพิ่มอีกนิดครับ ใช้สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า เพราะฉะนั้นการที่จะมาตั้งผู้ตรวจการ ประเด็นแรกที่เป็นคำถามสำคัญก็คือว่า เป็นการตั้ง อำนาจซ้อนอำนาจอธิปไตยหรือไม่ ประการที่ ๒ ท่านมีหลักประกันได้อย่างไรครับว่า กระบวนการในการที่มีองค์ประกอบตามที่ท่านร่างมานั้น จะเป็นองค์ประกอบที่สร้าง ความยุติธรรมและไม่สร้างความแตกแยกเพิ่มเติมขึ้นมา ประการที่ ๓ ครับ ที่อยากจะตั้ง คำถาม และให้ท่านได้ชี้แจงในสภา นั่นก็คือประเด็นในเรื่องที่ท่านต้องการจะดำเนินการ ในการที่จะล้ม ยกเลิกอำนาจที่เป็นอธิปัตย์จากการรัฐประหาร ซึ่งแน่นอนพวกผมไม่เห็นด้วย กับการรัฐประหารครับ ผมก็เคยต่อสู้มาตั้งแต่ ๑๖ ตุลาคมครับ ท่านประธานครับ เราก็ไม่ชอบ เผด็จการครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่าการแก้ไขการรัฐประหารที่ดีที่สุดก็คือว่าการที่เราจะต้อง ทำบ้านเมืองของเราให้เป็นประชาธิปไตย ผมอยากเรียนถามท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงครับว่า ทำไมสมัยท่านชวน หลีกภัย ไม่เคยถูกปฏิวัติรัฐประหาร ทำไมสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงไม่ถูกรัฐประหาร เพราะฉะนั้นการรัฐประหาร นอกจากเราจะป้องกันด้วยกฎหมายนั้นส่วนหนึ่ง ที่เราจะต้องมาปรับปรุงให้เป็นการปกครองโดยระบบนิติธรรมจริง ๆ แต่อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็น พฤติกรรมของคนครับ พฤติกรรมของนักการเมืองครับ เพราะฉะนั้นเราต้องมาช่วยกัน ในการสร้างพฤติกรรมของนักการเมือง นักการเมืองนั่นเองครับที่ต้องไม่ไปแบ่งแยกคนในสังคม นักการเมืองนั่นเองครับที่ต้องเคารพในระบบนิติธรรมอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ นักการเมือง นั่นเองครับที่เมื่อมามีอำนาจแล้วต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าเมื่อไรเราทุจริตคอร์รัปชัน ท่านจะเขียนไว้ในมาตราไหนล่ะครับที่จะป้องกันได้ ยกเว้นว่าพี่น้องประชาชนทั้งหลายเราเห็นว่า การปฏิวัติรัฐประหารไม่ชอบธรรม ลุกขึ้นมาต่อสู้เลยครับ ผมก็อายุมากแล้ว ถ้าลุกขึ้นมาต่อสู้ อีกสักครั้ง ผมก็เอาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานรัฐสภาครับว่า วันนี้ผมก็พยายามเปิดใจกว้างที่สุด แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของท่าน แต่ว่าอยากจะกราบเรียน กับพี่น้องประชาชนและท่านประธานรัฐสภาว่า เนื่องจากในวาระนี้เป็นวาระรับหลักการ ถึงแม้ว่าจะมีหลายมาตราที่ท่านร่างมาตรง เป็นประเด็นที่พวกผมเคยเสนอขอแก้ไขแล้ว แต่ถ้าบางมาตราที่ผมพูดถึงสั้น ๆ นี้ เวลาจำกัดไม่อยากลงรายละเอียดมากกว่านี้ ท่านกรุณา ตอบให้ชัดเจนนะครับ เพราะเราจะได้ใช้ในการประกอบการตัดสินใจในวันพรุ่งนี้ต่อไป และผมมั่นใจว่าสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ต่างคนต่างมีเอกสิทธิ์ ต่างคนต่างเป็นตัวแทนของปวง ชนชาวไทย ผมมั่นใจว่าเรารับผิดชอบได้อย่างเต็มปากว่าเราเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย เรายินดีรับฟังตัวแทนของภาคประชาชนที่เข้าชื่อกันมา ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคน ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นะครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วในปี ค.ศ. ๑๘๘๗ ลอร์ด แอกตัน ได้เขียนหนังสือถึงบิชอป ไครตัน ว่าอำนาจมีแนวโน้มนำไปสู่การฉ้อฉล อำนาจเบ็ดเสร็จนำไปสู่การฉ้อฉลอำนาจเบ็ดเสร็จ คำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวที่มีมาก่อนหน้านั้นในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้อยคำของลอร์ด แอกตัน ที่ใช้นั้นเป็นถ้อยคำที่ทรงพลังและนำไปใช้อ้างอิงกันโดยทั่วไป ถ้อยคำดังกล่าวนั้นเป็นถ้อยคำ ที่ป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นถ้อยคำที่แสดงว่าถ้ามองในหลักของ ประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ดังที่ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น แห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ เมืองเกตตีสเบิร์ก มลรัฐเพนซินเวเนีย เมืองเกตตีสเบิร์ก เป็นเมืองที่สำคัญ เป็นจุดหักเหทางประวัติศาสตร์ของสงครามการเมืองของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้กล่าวอมตะวาจาในเรื่องหลักการปกครองแบบ ประชาธิปไตยที่ได้นำไปใช้อ้างอิงกันโดยทั่วไปว่า ประเทศนี้ภายใต้พระเจ้าจะเป็นประเทศ ที่ปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ที่จะไม่สูญสลายไปจากโลกนี้ หลักอธิปไตยเป็นของประชาชนนี้เอง เป็นหลักของประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยที่ว่าเป็น ของประชาชนนั้นมีอำนาจเดียว เพียงแต่แบ่งอำนาจหน้าที่ไปใช้ ๓ ทางด้วยกัน ทางแรกก็คือ อำนาจหน้าที่ทางนิติบัญญัติ ทางที่ ๒ คืออำนาจหน้าที่ทางบริหาร ทางที่ ๓ คืออำนาจหน้าที่ ทางตุลาการ แต่ท่านประธานที่เคารพ อำนาจหน้าที่เหล่านี้ องค์กรที่ใช้อำนาจเหล่านี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นองค์กรเดียว ยกตัวอย่าง อำนาจหน้าที่ทางตุลาการนั้นไม่จำเป็นจะต้องมี เฉพาะศาลยุติธรรมที่วินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมาย แต่ยังมีศาลปกครองที่วินิจฉัยข้อพิพาท ในเรื่องกฎหมายมหาชน ยังมีศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยข้อพิพาทการขัดกันของกฎหมายที่มีต่อ รัฐธรรมนูญ ในฝ่ายบริหารเองรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเป็นหลักของฝ่ายบริหาร แต่พัฒนาการ ของฝ่ายบริหารในระยะต่อมานั้นยังมีฝ่ายบริหารที่อยู่นอกรัฐบาล หรือที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรียกว่าองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซง ในการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ชาติ เพื่อไม่ให้แทรกแซง การวินิจฉัยในเรื่องของการทุจริต คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อจะได้ดูแลในเรื่องบัญชีแผ่นดินโดยอิสระ เป็นต้น ทางด้านนิติบัญญัติมีสภาผู้แทนราษฎร มีวุฒิสภา ต่างทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป การแบ่ง อำนาจหน้าที่ออกไป ๓ ทางนี้เอง ที่เป็นหลักคิดมาจากการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งได้มีการ กล่าวถึงมาเป็นเวลานาน แต่ที่กล่าวถึงและได้รับการอ้างอิงมากที่สุดก็คือการกล่าวถึงของ มงแต็สกีเยอนักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อเจตนารมณ์ แห่งกฎหมาย และได้กล่าวว่าจะไม่มีเสรีภาพ ถ้าหากอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจหน้าที่ทาง บริหารอยู่ในสถาบันเดียวกัน และจะไม่มีเสรีภาพ ถ้าหากว่าอำนาจหน้าที่ทางตุลาการไม่ได้ แยกมาจากอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยเหตุนี้เองจึงจำเป็นจะต้อง แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนในทางนิติบัญญัติ คือการบัญญัติกฎหมาย ในทางบริหารคือ การใช้บังคับกฎหมาย ในทางตุลาการคือการวินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมาย แต่ทั้งนี้และ ทั้งนั้น ทั้ง ๓ อำนาจหน้าที่ต้องมีการคานและดุลหรือมีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ในระบบรัฐสภารวมถึงของประเทศไทย ฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากมีหน้าที่ในการบัญญัติ กฎหมายแล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีสามารถถ่วงดุลอำนาจได้ด้วยการยุบสภา
อำนาจนิติบัญญัติของวุฒิสภานั้น ครอบคลุมไปถึงการถ่วงดุลอำนาจ ฝ่ายบริหาร ด้วยการมีอำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบขององค์กรบริหารที่เป็นอิสระ จากรัฐบาล มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ดำรง ตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งศาลปกครองสูงสุด ผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เองการแบ่งแยกอำนาจ และการถ่วงดุลอำนาจจึงเป็น หลักการสำคัญที่สุดของประชาธิปไตย วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นวุฒิสภาที่สมาชิก มาจากการเลือกตั้งกันเองของกลุ่มอาชีพแตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นตัวแทนของ ผลประโยชน์ของแต่ละวิชาชีพ เพื่อเป็นตัวแทนของความเชี่ยวชาญแต่ละวิชาชีพที่จะมา สนับสนุนงานของสภาผู้แทนราษฎรในการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ ทางนิติบัญญัติ และยังมีอำนาจหน้าที่ในการถ่วงดุลฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการดังที่ได้กล่าวแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ กงล้อประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยประเทศไทย กำลังเดินไปข้างหน้า บทเฉพาะกาลของวุฒิสมาชิกจะสิ้นผลไปในอีก ๒ ปีข้างหน้า ถึงเวลานั้น วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกของกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ โดยประชาชนจึงทำให้อำนาจ ของวุฒิสภาเมื่อถึงเวลานั้นเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน แล้วก็ได้ใช้อำนาจนี้ในทาง นิติบัญญัติด้วยการกลั่นกรองกฎหมาย ใช้อำนาจนี้ในการถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารและ ฝ่ายตุลาการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่เป็นระบอบที่ดีที่สุด แต่เป็นระบอบที่เลวน้อยที่สุด เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่แบ่งแยกอำนาจและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน เมื่อถึงเวลาที่บทเฉพาะกาลสิ้นผลแล้ว ณ เวลานั้นวุฒิสภาจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วย สนับสนุนให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยได้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ ครับ ก่อนที่จะชุดต่อไปนะครับ ทางผู้เสนอร่างจะขอใช้เวลาอภิปรายชี้แจง เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ชี้แจงแทนผู้มีสิทธิเข้าชื่อ ๑๓๕,๒๔๗ รายชื่อที่เข้าชื่อ ร่วมกันในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้ซักถามเพิ่มเติมมานะครับ ผมขออนุญาตไล่เรียงไปทีละประเด็น ดังต่อไปนี้นะครับ
เรื่องแรกเกี่ยวกับเรื่องความจำเป็นของการคงอยู่ของวุฒิสภา มีเพื่อนสมาชิก หลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับใช้ระบบสภาเดี่ยว ไม่ว่าจะเป็นท่านวีระกร คำประกอบ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช และอีกหลายท่าน ผมขออนุญาตชี้แจงแบบนี้นะครับว่า ประเทศไทยนับตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ มา เราไม่ได้มีสภาคู่ มาโดยตลอดนะครับ สภาคู่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๘๙ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๓ รัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับแรก ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ และ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่มีระบบสภาเดี่ยว นอกจากนั้นแล้วในช่วงยามที่คณะรัฐประหาร ครองแผ่นดินอยู่ก็เป็นสภาเดี่ยวเช่นเดียวกัน คือเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั่นหมายความว่า ประเทศนี้เคยมีช่วงเวลายาวนานพอสมควร อาจจะเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียวครับที่เราใช้ ระบบสภาเดี่ยว เช่นเดียวกันครับในทางหลักสากลก็ไม่มีที่ไหนบังคับว่า ระบบรัฐสภา จำเป็นต้องมี ๒ สภา มีหลาย ๆ ประเทศที่เป็นสภาเดี่ยวครับ แล้วแนวโน้มมีแต่จะเปลี่ยนเป็น สภาเดี่ยวมากยิ่งขึ้น ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยครับ สมัยตอนผมเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปีที่ ๒ เมื่อปี ๒๕๔๑ เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ข้อสอบออกเรื่องนี้เลยครับ เรื่องให้แสดงเหตุผลสนับสนุนระบบสภาเดี่ยวกับสภาคู่ ในเวลานั้น ผมจำได้ดีเลยครับว่าตัวเลขของประเทศที่ใช้ระบบสภาคู่มีเยอะกว่าครับ แต่ ณ วันนี้ ๒๕๖๔ จำนวนประเทศที่ใช้ระบบสภาเดี่ยวกลับมีมากกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่าทิศทางแนวโน้ม ของโลกเขาเล็งเห็นถึงความไม่จำเป็นของการคงไว้ซึ่งวุฒิสภามากยิ่งขึ้น
ประการถัดไปครับ เรื่องเกี่ยวกับความจำเป็นต้องมีวุฒิสภาเพื่อจะเอาไว้คอย ตรวจสอบถ่วงดุลสภาผู้แทนราษฎร จะเอาไว้คอยตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ตรงนี้ผมอยากจะ ชี้แจงแบบนี้นะครับว่า เหตุผลที่เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภาก็ได้ นั่นก็คือผลงานของวุฒิสภาชุดนี้ครับ ผมค้นมาดูครับเอาแค่คร่าว ๆ ร่างพระราชบัญญัติใด ก็ตามที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเข้ามา เมื่อผ่าน สภาผู้แทนราษฎรไป เราจะเห็นว่ามีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายไม่เห็นด้วย แต่เมื่อไปถึงวุฒิสภา เมื่อไรก็ตาม จะเห็นด้วยเกือบทั้งหมดครับ เท่าที่ผมค้นมาไม่ว่าจะเป็นพระราชกำหนดกู้เงิน โควิด-๑๙ (COVID-19) ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ พระราชกำหนดแก้ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ พระราชกำหนดโอนกำลังพล พระราชบัญญัติกองทุนเกษตร พระราชบัญญัติ ยุบเลิกบรรษัท พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ เห็นด้วยเกือบทั้งหมดนะครับ อาจจะมีงดออกเสียงบ้าง มีเพียงฉบับเดียวเท่านั้นครับที่มีวุฒิสภาไม่เห็นด้วยค่อนข้างเยอะ นั่นก็คือพระราชบัญญัติจราจรทางบก ๑๐๖ : ๖๒ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่ผมตู่ ผมทึกทัก เอาเองนี่คือข้อเท็จจริงที่มาจากผลงานของท่าน ตรงไหนละครับที่บอกว่าวุฒิสภาทำหน้าที่ ถ่วงดุล กลั่นกรองกฎหมาย ไม่มีเลยครับ เช่นเดียวกันครับ คำถามถัดไปเกี่ยวกับเรื่องของ
ท่านประธานครับ
มีผู้ประท้วง หรือครับ เชิญครับท่านผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้ที่กำลัง ไม่อยากจะพูดว่า ชี้แจงเท็จ ในการที่ ส.ว. ทำหน้าที่ อย่างน้อย ส.ว. มาตามรัฐธรรมนูญ แต่คนที่กำลังอภิปรายนั้นไม่สมควรที่จะมาชี้แจงรัฐธรรมนูญ หรือมาเสนอรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นคนเนรคุณแผ่นดิน
ผมขออนุญาตครับ ขอเชิญท่านนั่ง
ผมประท้วงครับท่านประธาน
ไม่ต้อง ประท้วงแล้ว ผมให้เขานั่งแล้วครับ
ผิดข้อบังคับข้อไหนก็ไม่ยอมบอกนะครับ เป็น ส.ว. เสียเปล่า
เชิญท่านนั่ง แล้วกัน เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านกิตติศักดิ์ท่านนั่งก่อน
ท่านประธานครับ ท่านให้ผมนั่งเพราะว่าผมพูดคำไหนครับท่านประธาน
ผมสั่งให้ ท่านนั่ง ขอให้ท่านนั่งครับ
ผมประท้วงท่านประธาน ข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ
ไม่ต้อง ประท้วงครับ
ต้องประท้วงครับท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ท่าน ส.ว. ใช้คำได้รุนแรงมาก เนรคุณแผ่นดิน ต้องถอนครับ คำพูดนี้ต้องถอนครับท่านประธาน
ผมให้เขานั่ง ก่อนแล้วผมจะวินิจฉัย
แต่อย่างไรต้องถอนนะครับ เพราะว่าอยู่ ๆ ปกติการประท้วงต้องบอกว่าผิดข้อบังคับไหน สิ่งที่ท่าน ส.ว. กำลังพูดนี้เป็นการแสดงความคิดเห็น เป็นการอภิปราย ท่านประธานต้อง ควบคุมการประชุมให้อยู่ในความเรียบร้อย นี่คือหน้าที่ของท่าน
เข้าใจครับ ท่านนั่งได้
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ มาตรา ๔๕ วรรคสองครับ
ผมให้นั่ง แล้วครับ
ผมประท้วงต่อครับ ท่านประธาน ประท้วงผู้ที่ประท้วงผมครับ
เดี๋ยว ยัง ไม่จบเรื่องแรกนะครับท่านกิตติศักดิ์ เรื่องแรกท่านกล่าวถ้อยคำนั้น ขอให้ถอนนะครับ เชิญก่อนครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ขอถอนคำว่าผู้ที่นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญนั้น จาก เนรคุณแผ่นดิน เป็นคนที่ต้องการล้มสถาบัน
ผมขอท่าน ไปใหญ่แล้วครับ ขออนุญาตครับ ท่านไม่ต้องประท้วง ผมจัดการเขาแล้วนะครับ เชิญท่าน
ท่านประธานครับต้องถอนประโยคเมื่อสักครู่นี้ใหม่เลย
ทั้งสอง ประโยคครับ
ท่านประธานต้องวินิจฉัยให้ถอนนะครับ
วินิจฉัย ให้ถอนครับ เชิญท่านกิตติศักดิ์ยืนขึ้นแล้วถอนประโยคนั้น ทั้งสองประโยคนะครับ
ประโยคไหนครับ ท่านประธานครับ
ประโยค ที่ท่านพูดผมยังจำไม่ได้เลย ผมรู้สึกว่าไม่สมควร
ผมก็แทบจำไม่ได้ว่า ผมประท้วง
ท่านต้อง จำได้ครับ ท่านเป็นคนประท้วง
ถอนก็ได้ ถอนคำว่า ผู้ที่ต้องการจะล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ครับ
ท่านถอน นะครับ จบแล้วนะครับ คราวนี้ผมจะวินิจฉัยที่ท่านมาห้ามผู้อภิปรายนะครับ ผู้อภิปรายกำลัง ชี้แจงสิ่งที่ท่านสมาชิกสอบถาม ดังนั้นไม่มีอะไรผิดข้อบังคับนะครับ เชิญท่านต่อครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ก็เพิ่งเคยเห็นประวัติศาสตร์การประชุมสภาว่ามีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นประท้วงผู้ชี้แจง กล่าวหากัน อย่างนี้ไม่เป็นไรครับ ผมถือคติมาโดยตลอดว่า ชีวิตนี้ไม่เคยฟ้องหมิ่นประมาทดูหมิ่นใครทั้งสิ้นครับ เชิญวิพากษ์วิจารณ์เต็มที่ครับ แล้วเดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะวินิจฉัยเองครับว่ามีวุฒิสภา มี ส.ว. แบบนี้ สมควรที่จะต้องเป็นสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ต่อไปครับ
ขออนุญาตชี้แจงต่อนะครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ก็คือเพื่อจะแสดงข้อเท็จจริง ว่าที่เราหวังกันว่าจะมีวุฒิสภาเพื่อกลั่นกรองกฎหมายแล้ว ในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง ปรากฏ ว่าไม่ได้มีการกลั่นกรองกฎหมายอย่างที่เราพูดกัน ประเด็นที่ซักถามผมต่อมานะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ คือท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ถามมาทั้งหมด ๓ ประเด็น คำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการหยิบยกอ้างถึงคำพูดหนังสือของท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ จริง ๆ ถ้าเราไปสืบค้นวิธีคิดของท่านปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่เริ่มต้น ท่านเป็นฝ่ายสนับสนุนสภาเดี่ยวตลอดมานะครับ แล้วท่านยอมให้มี สภาคู่เมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๓ ทั้ง ๆ ที่ต้นร่างที่ท่านเริ่มต้นมีสภาเดี่ยว แต่อันนั้นมาจากการสนับสนุนการเสนอของท่านหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมทย์ ที่อยากเห็น ประเทศไทยมี ๒ สภา นั่นจึงเป็นที่มาของพฤฒิสภา ดังนั้นถ้าเราลองดูงานเขียนของท่านปรีดี พนมยงค์ในปี ๒๕๑๗ ขออนุญาตโค้ด (Code) นะครับ เผื่อเพื่อนสมาชิกไปหาอ่านหนังสื่อชื่อ ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบื้องต้นกับการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านเขียนเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๗ ยืนยันชัดเจนว่า ท่านเห็นว่าถ้าหากมี ๒ สภา แล้ววุฒิสภามาจาก การแต่งตั้งแสดงว่าไม่เป็นประชาธิปไตย
ประเด็นถัดมาครับ ที่ท่านชินวรณ์เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านถามขึ้นมาก็คือว่า กรณีเกี่ยวกับเรื่องการที่ ส.ส. ไปมีบทบาทในการแต่งตั้งที่มา ต่าง ๆ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ รวมทั้งเรื่องของผู้ตรวจการ ตรงนี้ผม เรียนแบบนี้ว่า ถ้าเราลองดูขอบอำนาจให้ชัดเจนของผู้ตรวจการจะพบว่าเราไม่ได้ให้อำนาจ มากมายนะครับ เราให้อำนาจแต่เพียงเข้าไปศึกษาผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจาก คำพิพากษา คำวินิจฉัย และศึกษามันก็เป็นผลงานในทางวิชาการเพื่อเผยแพร่เป็นรายงาน ต่อไป เราให้อำนาจแต่เพียงเข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณต่าง ๆ ของสำนักงานศาล ยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอำนาจในการโอเวอร์รูล (Overrule) ไม่มีอำนาจใน การไปกลับคำพิพากษาใด ๆ เลย ดังนั้นหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างนิติบัญญัติกับ ตุลาการก็ยังคงอยู่ ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเรื่องการตัดสินของศาลแต่อย่างใด
ในส่วนของประเด็นที่เข้าไปมีส่วนร่วมนั่งอยู่ใน ก.ต. และ ก.ศป. ที่เราเสนอ ว่าให้มี ส.ส. ฝ่ายค้าน ๑ คน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๑ คน เข้าไปนั่งใน ก.ต. ก.ศป. ถือว่าเข้าไป เป็นส่วนน้อยนะครับ ปัจจุบัน ก.ต. มี ๑๕ ท่าน เราเอา ส.ส. เข้าไปนั่งเป็น ก.ต. ด้วย ๑ ท่าน เท่านั้นเอง ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร เช่นเดียวกับ ก.ศป. ปัจจุบันมี ๑๓ ท่าน เราเอา ส.ส. ไปนั่งเพียง ๑ คนเท่านั้นเอง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรนะครับ
ประเด็นถัดมานะครับ เรื่องเกี่ยวกับในทางปฏิบัติเราเสนอสิ่งที่สุดโต่ง ไปหรือไม่ เพราะว่าเรากำลังจะเสนอให้เป็นสภาเดียวยกเลิกวุฒิสภา แต่กำลังเอาเข้ามาแก้ รัฐธรรมนูญในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งต้องขอความเห็นชอบจากวุฒิสภาอย่างน้อย ๘๔ เสียงด้วย นี่ละครับตรงนี้จะเป็นปัญหาครับ คำถามตรงนี้เองสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติในการ ออกแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตั้งแต่แรก นั่นก็คือว่า การแก้รัฐธรรมนูญใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากเราไม่มี ส.ว. คอยช่วยเหลือเลยร่างนั้นก็จะไม่มีทางผ่าน นั่นเท่ากับว่า ส.ว. กลายเป็น ผู้ออกใบอนุญาตทุกครั้งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดจะแก้ได้หรือไม่ อย่างไร แต่ผมก็เชื่อว่าจะมี เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สมาชิกวุฒิสภา ผู้ทรงเกียรติหลายท่านที่เล็งเห็นประเด็นถึงสำคัญ กับเรื่องเหล่านี้ จริง ๆ แล้วเรามีตัวแบบตั้งหลายที่นะครับ อนาคตอาจจะปรับปรุงเพิ่มเติม ก็ได้ว่าถ้าประเทศไทยเป็นสภาเดี่ยวเราอาจจะสร้างอีกสักสภาหนึ่ง แต่ไม่ใช่อยู่ใน กระบวนการนิติบัญญัติ เป็นสภาที่ปรึกษาเหมือนที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เคยทำ นั่นก็คือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็คือนำเอาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปอยู่ในนี้ ก็ได้ แต่ขอบอำนาจหน้าที่จะไม่ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ นั่นก็คือทำหน้าที่เสนอ รายงานความคิดเห็น อันนั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง หรือหลายท่านก็สามารถเข้าไปดำรงตำแหน่ง ในกรรมาธิการ ในสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรก็ได้
สุดท้ายนะครับ กรณีเรื่องของหลักการแบ่งแยกอำนาจ ที่เมื่อสักครู่สมาชิก วุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ ท่านอาจารย์สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ผมในวิชากฎหมาย ศุลกากรตอนเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านสถิตได้ยกถึงหนังสือของ มงแต็สกีเยอ ท่านสถิตย์ได้พูดถึงลอร์ด แอกตัน จริง ๆ หลักการแบ่งแยกอำนาจของมงแต็สกีเยอ เขาไม่ได้บอกว่าต้องแบ่งแยกอำนาจแบบเด็ดขาด แบบไม่ยุ่งเกี่ยวกันเลยนะครับ มันจะต้องมี การสัมพันธ์ถ่วงดุลกันบ้าง ผมยกตัวอย่างเช่นง่าย ๆ เลยครับ ระบบรัฐสภาเรานี่ละ คือการ แบ่งแยกอำนาจแบบไม่เด็ดขาดครับ เพราะนิติบัญญัติกับบริหารมันเกี่ยวกันอยู่ มันเกี่ยวกัน อยู่ตรงไหนครับ ก็นายกรัฐมนตรีก็มาจากความเห็นชอบของสภา เช่นเดียวกันนายกรัฐมนตรี ก็มีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นคำว่า แบ่งแยกอำนาจ มันไม่ได้หมายความว่าแยกกัน เด็ดขาดโดยไม่ข้องเกี่ยวกันเลย แต่มันสามารถถ่วงดุลตรวจสอบซึ่งกันและกัน ซึ่งข้อเสนอ ทางของพวกเรานั้นยืนยันว่าเป็นเพียงการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ได้เข้าไป แทรกแซงการทำงานใด ๆ ขององค์กรตุลาการ แล้วก็องค์กรอิสระครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นชุดที่ ๓ นะครับ มีท่านวิรัตน์ วรศสิริน และตามด้วยท่านกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา แล้วก็นายแพทย์นายเจตน์ ศิรธรานนท์ เชิญท่านวิรัตน์ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัตน์ วรศสิริน ครับ พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ ขออภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ หัวหน้าพรรคผม ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ท่านเคยอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้ ในวันที่ภาค ประชาชนได้รวบรวมรายชื่อแสนรายชื่อมาเพื่อเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ แต่ร่างในวันนั้นได้ถูกตีตกไป พร้อมกับร่างของฝ่ายค้าน และวันนี้ภาคประชาชนได้นำรายชื่อ ๑๓๕,๒๔๗ รายชื่อ มายื่นเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง กระผมได้อ่านและพิจารณาเนื้อหาทั้งหมดทุกมาตราแล้ว เห็นว่าเนื้อหาโดยรวม เป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องเป็นที่สุดแล้ว กระผมขอไล่เรียง ให้ท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้โปรดพิจารณาตามลำดับ ดังนี้ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ อันที่จริงแล้ว ท่านประธานครับ มันไม่ควรจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่าฉบับใดก็ตาม การมี ข้อกำหนดมิให้มีผลผูกพันบังคับให้รัฐบาลต่อ ๆ ไปต้องนำไปปฏิบัติ ถ้าไม่ทำตามต้องถูก ลงโทษติดคุกติดตะรางได้นั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหล ไม่เข้าท่า มันไม่ควรมีอยู่ใน ระบอบที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าคนที่เลือกพรรคผม พรรคเสรีร่วมไทย เขาย่อมอยากจะได้แผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาที่พรรคผมไปเสนอเมื่อตอน หาเสียง เขาไม่ต้องการใช้แผนของคณะปฏิวัติ แผนคณะรัฐประหารที่มายัดเยียดให้กับ ประชาชน เพราะว่าเขาไม่ได้เลือกนะครับ ท่านประธาน ดังนั้นท่านประธานการยกเลิกจึงสม ด้วยเหตุด้วยผล ทั้งในเชิงหลักการและความชอบธรรม มาตรา ๗๙ สภาประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาให้เหลือเพียงสภาเดียวนั้น หัวหน้าพรรคผมเช่นกัน ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เคยอภิปรายไล่เรียงวงจรอำนาจของอดีตหัวหน้า คสช. ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา ก็พร้อมใจกันลงมติเห็นชอบให้ท่านกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ๒๕๖๒ นี้ ท่านเสรีพิศุทธ์ใช้คำว่า ระบบต่างตอบแทน นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่ มีเสียเลยจะดีกว่า ท่านประธานครับ แต่อย่างไรก็ดี กระผมมีความเห็นว่า ในอนาคตหากจะ ให้มีสมาชิกวุฒิสภาแล้วละก็ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว หากที่มาและอำนาจมี ความสัมพันธ์กับประชาชนแบบอารยะประเทศ แต่ต้องไม่ใช่แบบปัจจุบันทั้งที่มาก็ไม่ยึดโยง กับประชาชน แต่กลับมีอำนาจยิ่งกว่าที่ประชาชนเลือกตั้งมาเสียอีก ต่อไป มาตรา ๑๐๘ เรื่องการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้าน ในกรณีที่พรรคการเมืองมีจำนวน ส.ส. เท่ากันให้ใช้วิธี จับสลาก เรื่องนี้เรียนท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ในเมื่อระบบเลือกตั้งนี้เป็นระบบสัดส่วน ผสมปันส่วนผสม จึงควรพิจารณาจาก จำนวน ส.ส. และประกอบกับคะแนนพรรคที่ได้รับ เพื่อนำมาทดแทนการจับสลาก มาตรา ๑๑๘ ให้คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสารหรือ เรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นในกิจการที่กระทำ หรือเรื่องที่พิจารณานั้น ได้ เรื่องนี้สำคัญที่สุดท่านประธาน เพราะหลังจากศาลรัฐธรรมนูญว่าวินิจฉัย พ.ร.บ. คำสั่ง เรียกขัดรัฐธรรมนูญคณะกรรมาธิการจึงมีอำนาจเพียงเรียก ไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งเรียก ตามรัฐธรรมนูญที่โฆษณาว่าปราบโกง ๒๕๖๐ นี้ ต่อไปมาตรา ๒๐๑ ให้ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ๙ คน มาจากการเสนอชื่อของ ส.ส. ฝ่ายค้าน ส.ส. รัฐบาล และศาลส่งมาให้สภา คัดเลือกเป็นที่ถกเถียงกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญควรจะมีอยู่ต่อไปหรือไม่ เมื่อก่อนเราไม่มีศาล รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในทางรัฐธรรมนูญเราก็ใช้ช่องทางทางศาลยุติธรรม ซึ่งก็ไม่เคยมีเสียงครหาใด ๆ ในอดีต แต่ปัจจุบันตั้งแต่มีการสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดของศาลในหลาย ๆ คดีเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย เป็นที่ติฉินนินทาครหากันไปทั่ว ทำไมตัดสินอย่างนี้อย่างนั้น ชาวบ้านคิดไปต่าง ๆ นานา เพราะที่มาหรือ หรือว่าเพราะ คสช. ตั้งมา หรือเพราะรองนายกรัฐมนตรีคนนี้ไปสนิทกับ ศาลคนนั้น อะไรต่าง ๆ นานา ท่านประธานครับ เรื่องอย่างนี้ชาวบ้านห้ามเขาคิดไม่ได้ หรอกครับ ในเมื่อถ้าต้นไม้พิษก็ย่อมจะออกผลไม้ที่เป็นพิษอยู่นั่นละครับ ในความเห็น ของผมแล้วปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นองค์กรที่มิใช่เพียงตีความวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ แต่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญเสียอีก คำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กร รวมถึงศาลยุติธรรมด้วย อันเป็นที่พึ่งสุดท้ายของความยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ ดังนั้นแนวทาง ที่เสนอมาในร่างนี้แม้จะคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม แต่พรรคเสรีรวมไทยโดยหัวหน้าพรรคผม พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีความเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรไปขึ้นกับศาลยุติธรรม เป็นแผนกหนึ่งในศาลฎีกา อย่างเช่นแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น และเมื่อมีคดีเข้ามาที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็จะประชุมคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษา เช่น ๙ คน เพื่อมาพิจารณาแต่ละคดี ๆ องค์คณะแต่ละคดีก็จะไม่ซ้ำกัน จึงไม่มีการผูกขาดความ ถูกต้อง ผูกขาดความผิด คนนี้ผิดเสมอ ฝ่ายนั้นผิดเสมอ ฝ่ายนี้ถูกเสมอ ก็จะได้ไม่มี เสียงครหาอย่างเช่นในปัจจุบันนี้นะครับ มาตรา ๑๒๒ ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งผู้ตรวจการศาล ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑๐ คน อย่างน้อย ๕ คน เป็นพรรคฝ่ายค้าน และให้มีคณะตรวจการเป็นกรรมการศาลโดยตำแหน่งด้วย ท่านประธานครับ มาตรานี้ เกี่ยวกับศาลส่วนตัวผมเห็นว่า ศาลเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจอธิปไตย การแต่งตั้งคณะตรวจสอบ มีความจำเป็นถึงขนาดนั้นไหม การแต่งตั้ง ส.ส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาล นานวันก็เกรงว่า สภาจะมี ส.ส. ผู้มีอำนาจในศาลหรือไม่ กลับจะกลายเป็นปัญหาในสภาผู้แทนราษฎรไป หรือไม่ครับท่านประธาน ดังนั้นกระผมเสนอให้ใช้อำนาจตรวจสอบในช่องทางตามมาตรา ๑๑๘ ในร่างนี้นะครับ ให้อำนาจคณะกรรมาธิการให้เต็มที่ไปในการตรวจสอบ จะเพิ่มอำนาจ อย่างไร เรียกเอกสารอย่างไร หรืออื่น ๆ อย่างไรนะครับ กระผมเห็นว่าน่าจะเหมาะสมกว่า ที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาลโดยตรง ด้วยเหตุผลเชิงหลักการดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดนี้ กระผมเห็นว่าให้รัฐสภาได้รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้พิจารณารายละเอียดกันต่อไป ก่อนนะครับ แต่หากสภามีมติไม่รับเรื่องนี้ ติดเงื่อนไข ๘๔ คนของสมาชิกวุฒิสภาที่ คสช. เป็นผู้แต่งตั้งนั้น กระผมก็อยากให้เสนอต่อไปว่าให้คณะรัฐมนตรีลงประชามติให้ประชาชน ออกความเห็นไปเลยนะครับ รัฐธรรมนูญที่มาจากเลือกตั้งของประชาชนเพื่อความสง่างาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ วันนี้ดิฉันเอง ได้มาขอร่วมอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งก็จะมีอยู่ประมาณ ๒-๓ ประเด็น ที่ดิฉันอยากจะขออภิปรายนะคะ เริ่มจากในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพราะว่าที่ผ่านมาปัญหาประเทศของเราก็คือจะมี ในส่วนของแผน ๕ ปีที่ทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทำมาโดยตลอดนะคะ ซึ่งบางครั้งมันก็เกิดปัญหาว่าไม่ต่อเนื่อง ๕ ปีทำที ๕ ปีเปลี่ยนครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จะไม่มีจุดหมาย ไม่มีทิศทางที่ถูกต้อง ไม่มีหมุดหมายของการที่จะพัฒนาประเทศ ไม่ชัดเจนแล้วก็ไม่ต่อเนื่อง ค่ะท่านประธาน อย่างเช่นดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างว่าทำไมแผนพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของ ชาติจึงจำเป็น ยกตัวอย่างของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศที่เขามีวิสัยทัศน์แล้วก็เจริญ แล้วอย่างสิงคโปร์ เขาก็จะมีแผนพัฒนาประเทศของเขา ๓๐ ปี ตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่าอีก ๓๐ ปี ข้างหน้าในอนาคตประเทศของเขาจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบใด เป้าหมายที่วางเอาไว้ ตรงหรือไม่ หรือแม้ประเทศจีนนะคะ ก็จะมีการตั้งเป้าเอาไว้ว่า ๑๕ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี หน้าตาของประเทศของเขาในอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วก็ทำการบริหารประเทศ ให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันค่ะ ที่เรามีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็เพื่อที่จะเอาสรรพกำลัง ของเราที่เรามีทั้งหมด ทรัพยากรที่เรามีจำกัดทุ่มเทไปในทิศทางที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ท่านประธานคะ ภาคเอกชนและต่างชาติที่มาลงทุนก็จะมาร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจก็จะ สามารถที่จะเห็นได้ชัดเจนว่า มันจะมีความมั่นคงและสบายใจที่จะมาลงทุนอย่างไร เพราะว่า เป้าหมายในอนาคตที่อยากจะให้ประเทศไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ได้วางเอาไว้มันก็จะชัดขึ้น ท่านประธานคะ
ส่วนแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่เรามีนี่นะคะ ก็เพื่อที่จะขับเคลื่อน การพัฒนาและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์และความก้าวหน้าของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็น แผนการพัฒนาที่จะกำหนดกรอบและแนวทางการพัฒนาให้หน่วยงานของรัฐและ ทุกภาคส่วนจัดทำแผนขึ้นมา แล้วก็ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้วางไว้และบูรณาการ ร่วมกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังในการที่จะผลักดันให้ไปสู่เป้าหมายนั้น แล้วก็หลักการและ เป้าหมายต้องชัดเจนด้วยนะคะ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางเอาไว้ด้วย โดยการ พัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้นะคะท่านผู้นำเสนอก็ได้บอกว่าให้ยกเลิก ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพราะอะไรและเพื่ออะไรคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าที่มามันไม่ได้ เกิดขึ้นอย่างที่หลาย ๆ คนได้กล่าวหา เพราะว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย กระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็ได้มีผลบังคับใช้แล้ว นอกจากให้ประชาชนได้มามีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็นและยังมีหน่วยงานราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแสดง ความคิดเห็นด้วยเช่นกันค่ะ กระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมามันก็สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ว่าเราสามารถที่จะปักหมุดหมายอนาคตของประเทศของเราไปในทิศทางไหน เราอยากจะ เห็นแล้วก็อยากให้เป็นไปอย่างไร บางคนอาจจะไม่ชอบว่าเป้าหมายเหล่านี้อาจจะมีปัญหา เห็นต่างแล้วก็มีวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นแตกต่างกัน ซึ่งสามารถจะมาปรับแล้วก็มา จูน (Tune) แล้วก็มาแก้ปัญหากันได้นะคะ เพราะว่าสถานการณ์ของโลกมันเปลี่ยนไปอยู่ ตลอดเวลาค่ะ ท่านประธานคะ ทุกอย่างมันมีทั้งผลบวกแล้วก็ทางผลลบ แต่หากว่ามันมี ทางบวกมากกว่าเราก็ควรจะคงไว้ไหมคะ และหากว่ามีทางลบเราก็ค่อยมาปรับมาแก้กัน แต่เป้าหมายต้องคงไว้ค่ะ วิธีการอาจจะต้องปรับเปลี่ยนได้ สำคัญที่สุดดิฉันยังยืนยันว่า ประเทศต้องมีหมุดหมายที่ชัดเจนในอนาคตของชาติระยะยาว เป็นสิ่งจำเป็นมากค่ะ ท่านประธานคะ เช่นเดียวกับอารยประเทศทั้งหลายที่เขาทำกันทั้งหมดนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากจะอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการเสนอให้มีสภาเดี่ยวแล้ว ก็ยุบ ส.ว. ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าผู้เสนอได้กล่าวในรัฐสภาแห่งนี้ว่า สภาเดี่ยวนี้เป็น สภาหลักที่เขาใช้กัน สภาคู่นี้เป็นสภารองที่คนจะใช้น้อยกว่า และคนกำลังจะเปลี่ยนจากสภา คู่ไปเป็นสภาเดี่ยวกันแล้ว แต่ดิฉันอยากจะบอกว่าประเทศที่เลือกใช้สภาคู่นี้มีอยู่หลาย ประเทศมากเลยนะคะ อย่างเช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศ ไทยค่ะ ซึ่งก็เป็นประเทศที่เป็นมหาอำนาจและเป็นประเทศที่อยู่ชั้นนำระดับโลกทั้งสิ้น ถ้าไม่ดีจริงเขาคงไม่นำมาบริหารประเทศหรอกนะคะ แล้วก็ท่านบอกว่าหลายประเทศมี แนวโน้มที่จะเปลี่ยนมาใช้สภาเดี่ยวแล้ว แต่ตอนนี้ปัจจุบันนี้ดิฉันก็ยังเห็นเขาใช้สภาคู่อยู่เลย นะคะ ถ้า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งท่านคิดดูนะคะว่า ถ้าท่านใช้สภาเดี่ยวมาบริหารประเทศ ไทย จากสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง มีความเห็นต่าง ถ้า ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งได้เสียง ข้างมากในสภามาบริหารประเทศมาออกกฎหมายโดยไม่มีสภาสูงหรือวุฒิสภาคอยกลั่นกรอง กฎหมายให้อีกชั้นหนึ่งให้รอบคอบมากขึ้น ผลเสียก็จะตกกับประเทศของเรานะคะ แล้วก็ อาจจะเกิดระบบเผด็จการในสภาที่เคยเป็นมาได้ เพราะว่าไม่มีวุฒิสภาคอยถ่วงดุลอำนาจ เอาไว้ค่ะ ถ้าท่านติดใจในหน้าที่และที่มาของ ส.ว. ดิฉันคิดว่าท่านควรจะปรับแก้เฉพาะเป็น เรื่อง ๆ ไป แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ก็จะมายกเลิก ส.ว. แต่ถ้าหากว่าท่านติดใจเรื่องอำนาจหน้าที่ ที่มาของ ส.ว. ก็มาว่ากันนะคะ อะไรที่เป็น หลักประกันว่าท่านเปลี่ยนและท่านยุบ ส.ว. ไปแล้ว ท่านไม่เอาสภาคู่แล้ว จะเป็น หลักประกันว่าจะไม่มีปัญหาในอนาคตแล้วมันจะดีกว่า การที่เราบริหารประเทศ อย่าง ๒ สภาที่ผ่านมาได้ ดิฉันจึงเห็นว่า ๒ สภาก็ยังเหมาะสมกับสังคมไทยอยู่นะคะ ท่านประธาน ส่วนเรื่องที่จะมีผู้ตรวจการกองทัพ ดิฉันขอออกตัวก่อนนะคะว่า ดิฉันพูดวันนี้ คือไม่ได้เอาใจทหาร แล้วก็ไม่ได้เอาใจใครทั้งสิ้น แต่พูดเพื่อที่จะยึดในส่วนของผลประโยชน์ ของชาติเป็นที่ตั้ง เรื่องที่ท่านจะให้มีผู้ตรวจการกองทัพ และให้พลเรือนมามีอำนาจเหนือทหาร เอาการเมืองมาแทรกแซงกองทัพ ทำแบบนี้จะทำให้กองทัพอ่อนแอ แล้วก็ล้าหลัง กำลังพล ก็จะขาดวินัย ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในอนาคตใครจะมาปกป้องอธิปไตย ของชาติได้ อย่าลืมว่าเราเองมีสงครามกับเพื่อนบ้านล่าสุดไปเมื่อประมาณ ๑๑ ปีที่แล้ว และซึ่งเวลานี้ก็ยังมีปัญหาในส่วนของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ตลอดเวลา ยังมีคน บาดเจ็บล้มตายกันอยู่ และยังมีพื้นที่ปัญหาในเรื่องของการทับซ้อนของประเทศเพื่อนบ้านอีก ทั้งทางบกแล้วก็ทางทะเล ถ้าทำแบบนี้ดิฉันคิดว่าวันข้างหน้าถ้าการทหารเราไม่แข็งแรง อ่อนแอ เราอาจจะเสียอธิปไตยของชาติไทยเราไปได้ในอนาคต
ลำดับต่อไปดิฉันอยากจะพูดถึงในเรื่องของการตรวจสอบ ในส่วนของศาล และองค์กรอิสระที่ท่านได้นำเสนอ อำนาจอธิปไตยก็คือ ๓ ฝ่ายที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการเราแบ่งแยกอำนาจกันชัดเจนนะคะท่านประธาน ไม่ก้าวก่ายกัน และท่านกำลังจะไปแทรกแซงในส่วนของอำนาจตุลาการ โดยการจะเอาฝ่าย บริหารมาแทรกแซงตุลาการด้วย ดิฉันเห็นว่ามันผิดหลักการในการแบ่งแยกอำนาจกันนะคะ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าควรจะต้องกลับไปพิจารณาใหม่ว่าจริง ๆ สิ่งที่ผู้เสนอและมีประชาชน จำนวน ๑๓๕,๐๐๐ กว่าคน ที่ได้นำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา ดิฉันถือว่ารับ ฟังแล้วก็ไม่ได้คัดค้าน เพียงแต่ว่าท่านก็ต้องเห็นด้วยว่าดิฉันก็เป็นตัวแทนของประชาชนคน ไทยคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่สภา แล้วก็มีสิทธิมีเสียงในการที่จะยกมือว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ดิฉันเองก็ต้องแคร์ (Care) ในส่วนของ ๑๖ ล้านเสียง ที่ได้ช่วยกันผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ของปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งตรงนี้เขาจะยอมรับกับการแก้ไขหรือเปล่า ดิฉันว่า ก็น่าจะถามดูว่า ๑๖ ล้านเสียงเขาจะยอมรับหรือไม่ ดิฉันขออนุญาตแนะนำนิดหนึ่งนะคะว่า ถ้าผู้เสนอออกจากกับดักความคิดของตนเอง ปล่อยวาง อยู่กับปัจจุบัน คิดทำในสิ่งที่เป็นไปได้ และเหมาะสมกับความเป็นไทย เรามีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรม มีประเพณี มีรากเหง้าของ ตนเอง เรานำความคิดแบบตะวันตกมาใช้กับสังคมการเมืองการปกครองของไทยบางอย่าง สุ่มเสี่ยง แล้วมันก็จะสร้างความแตกแยกในสังคมด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ถ้าเป็นแบบนี้ก็ยาก ที่จะยอมรับ การที่ท่านสรุปปิดท้ายว่าการที่จะมีผู้อภิปรายคัดค้านหรือลงมติ ไม่รับหลักการนั้น เป็นการไม่ไว้วางใจประชาชน ดิฉันว่าแบบนี้มันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย เลยนะคะ ส่วนข้อเสนอที่ท่านเข้าสู่สภาในครั้งนี้ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ดิฉันเชื่อว่าในสภาแห่งนี้ยินดีที่จะสนับสนุน แต่ถ้าหากว่าอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์และสุ่มเสี่ยง ที่จะสร้างความแตกแยก ดิฉันว่าเอาไปคิดอย่างอื่นดูแลช่วยเหลือประชาชนจะดีกว่าค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีหลักการและเหตุผลให้ อำนาจอธิปไตย รวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะยึดโยงกับประชาชน ผมเรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ รีพรีเซนเททีฟ โซเวอเรนตี (House of Representatives Sovereignty) หรือรัฏฐาธิปัตย์ โดยสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมอ้างมี ๗ ข้อ ตามร่างที่เสนอแก้ไขเพิ่มเติมมา ข้อที่ ๑ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น ข้อนี้ต้องเอาไปรวมกับอีก ๖ ข้อด้วยนะครับ ข้อที่ ๒ ยุบเลิกวุฒิสภาให้เป็นสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสภาเดี่ยว อันนี้ก็สมาชิกมากมายที่อภิปราย ไปแล้ว ข้อ ๓ มีอำนาจโดยเสียงข้างมากในการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๐๑ โดย ๑ ใน ๓ หรือ ๓ คนมาจาก ส.ส. ฝั่งรัฐบาล ๓ คนมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน และอีก ๓ คนมาจากทั้งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุด โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกจาก ๖ เหลือ ๓ ก็เท่ากับมีอำนาจ ๒ ใน ๓ แล้วก็เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ก็มีโครงสร้างในลักษณะแบบนี้เช่นเดียวกัน ข้อ ๔ มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ ทั้ง กกต. ป.ป.ช. คตง. และ กสม. โดยยุบเลิกผู้ตรวจการแผ่นดินไปอย่างถาวร ท่านประธานครับ ในกรณีของกรรมการองค์กรอิสระแตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ตรงที่เหลือ ๗ คน ก็ใช้สัดส่วน ๒ : ๒ : ๓ ก็ยังเป็นในลักษณะเดิมอยู่ ก็คือสภาผู้แทนราษฎรก็ครองเสียง ข้างมากอยู่ดี แล้วก็ในการยุบผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างถาวร ก็ยุบเอาไปรวมทั้งกรรมการ เลขาธิการ และสำนักงาน ไปรวมด้วย อันนี้ก็เปลี่ยนโครงสร้างจากศาลฎีกาและศาลปกครอง ไปเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนและมหาวิทยาลัยที่สอนด้านนี้ ซึ่งก็จะมีกรรมการจากองค์กรละ ๗ คน ข้อ ๕ นอกจากอำนาจในการแต่งตั้งแล้วยังมีอำนาจถอดถอนอีกด้วย เพราะครองเสียง ข้างมาก จากองค์คณะพิจารณาถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการ และผู้พิพากษาศาลฎีกา หากมี ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือ ประชาชนอย่างน้อย ๒๐,๐๐๐ ชื่อเข้าชื่อ โดยมีผู้แทนศาลทั้ง ๓ มาจาก ๓ ศาล ศาลละ ๑ คน แต่มี ส.ส. ถึง ๔ คน บัญญัติกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ใช้ ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือประชาชน ๒๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อเสนอ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา และให้ ส.ส. ๑ ใน ๑๐ เข้าชื่อเสนอให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่ง กรณีขาด คุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และถอดถอน ส.ส. ที่ทำผิดจริยธรรมต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของ ส.ส. ที่มีทั้งหมด ข้อ ๖ ๖.๑ มีคณะผู้ตรวจการ ๓ ชุด คณะผู้ตรวจการศาลและ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะผู้ตรวจการกองทัพ คณะผู้ตรวจการองค์อิสระ ทำไมท่านไม่เสนอให้มี คณะผู้ตรวจการสภาผู้แทนราษฎร ขอคำตอบตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าในกรณีนี้สมาชิก ก็อภิปรายไปมากแล้วว่า นอกจากมีคณะผู้ตรวจการต่าง ๆ แล้วยังมี ส.ส. ที่จะเข้าไปเป็น ก.ต. เข้าไปเป็น ก.ศป. และอีก ๒ คนเข้าไปอยู่ในสภากลาโหม ท่านครับ การมีส่วนร่วมเป็น สิ่งที่ดี แต่การแทรกแซงเป็นสิ่งที่พึงระวัง ข้อ ๗ มีอำนาจเพิ่มในการตรวจสอบการบริหาร ราชการแผ่นดินของ ครม. ตรวจสอบโครงการที่ใช้งบประมาณสูงเมื่อเทียบกับโครงการอื่น โดยคณะกรรมาธิการอย่างน้อย ๕ คณะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ท่านมีอำนาจเรียกเอกสารจาก บุคคลใด หรือบุคคลใดมาชี้แจงในเรื่องที่สอบข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่ได้ ปัญหาที่มันเกิดขึ้น คณะกรรมาธิการมีหนังสือเรียกนายกรัฐมนตรี มีหนังสือเรียกประธาน ศาลต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านลองคิดภาพมันออกมาว่ามันจะยุ่งเหยิงกันขนาดไหน เขาก็ทำงานไม่ได้ เพราะว่ามันมีอำนาจของ ส.ส. อยู่เหนือองค์กรอิสระ ทั้ง ๗ ข้อนี้จึงทำให้ ส.ส. มีอำนาจล้นฟ้า ท่านครับ แอบโซลูต เพาเวอร์ อีส แอบโซลูต คอร์รัปต์ (Absolute power is absolute corrupt) เป็นประเด็นที่เป็นหลักการพื้นฐาน ท่านประธานครับ หลักการของรัฐธรรมนูญทุกฉบับต้องมีการถ่วงดุลของ ๓ อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระก็เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการถ่วงดุลนี้ด้วย เพราะเน้นโครงสร้างให้อิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจ รัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่องค์กรที่ใช้อำนาจยุติธรรม เพราะถ้าหากว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์การที่ใช้อำนาจยุติธรรมก็จะไม่ใช้วิธีการถูกหรือผิด ก็จะเป็นกรณีที่ ใช้โหวต เอามติเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมยึดหลักของมงเต็สกีเยอ ที่อธิบายว่าการ รวมศูนย์อำนาจไว้กับคนหรือองค์กรเดียวจะเป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพและ การปกครองที่มีประสิทธิภาพ จึงควรแยกจากกันอย่างเป็นระบบและมีการตรวจสอบถ่วงดุล ท่านประธานครับ ในหลัก ๕ ข้อของท่านก็มีเรื่องของ พีเพิล โซเวอเรนตี (People sovereignty) ข้อ ๒ หลักสิทธิเสรีภาพ ข้อ ๓ หลักการแบ่งแยกอำนาจที่มี เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) และข้อ ๔ หลักความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ ข้อ ๕ หลักรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร อันนี้ก็เป็นหลักการพื้นฐานโดยทั่ว ๆ ไป แต่ผมขอเน้นหลักข้อที่ ๓ กับหลักข้อที่ ๔ หลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักความเป็นอิสระ ของฝ่ายตุลาการ ท่านพูดตลอดเวลาว่าร่างที่เสนอมามีการตรวจสอบถ่วงดุลแล้วระหว่าง รัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ใช่ครับ มันต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจทั้ง ๓ แล้วก็มี องค์กรอิสระเป็นตัวเสริมที่จะเข้าไปตรวจสอบอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท่านก็เสนอให้ยกเลิก ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี คือเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาประเทศทบทวนได้ทุก ๕ ปี หรือสถานการณ์ เปลี่ยนแปลง เช่น กรณีของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในปัจจุบันนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาปัญหาคือรัฐบาลเปลี่ยนบ่อย หลายครั้งเปลี่ยนจากรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านนโยบายจึงไม่ต่อเนื่อง เมื่อมีการเชิญชวนให้ ต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยก็อาจจะเป็นเพียงการรับปากของรัฐบาลหนึ่ง แต่เมื่อ เปลี่ยนเป็นรัฐบาลใหม่นโยบายก็ต้องเปลี่ยนแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เพราะเมื่อยุทธศาสตร์ชาติยังอยู่ ทุกอย่างก็ยังอยู่ เว้นแต่รัฐบาลนั้นจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเปลี่ยนได้ครับ แต่เปลี่ยนยาก โดยเฉพาะนักลงทุนเขาต้องการอะไร เขาต้องการความมั่นใจ ซึ่งความมั่นใจที่ดีที่สุดคืออะไร ความมั่นใจที่ดีที่สุดก็คือยุทธศาสตร์ เพราะจะได้รู้ว่าเป้าหมายการพัฒนาของประเทศจะเดิน ไปอย่างไร จะมีหลักอะไรที่จะประกันว่าถ้ารัฐบาลเปลี่ยนแล้วสิ่งนั้นจะยังอยู่ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่เขาก็ถามว่าแผนมีอายุอยู่กี่ปี เราเคยมีนายกรัฐมนตรีมาจาก ภาคอีสานก็มีแผนพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ หรืออีสานเขียว เมื่อมีนายกรัฐมนตรีมาจากภาคเหนือ แผนพัฒนาก็เปลี่ยนเป็นการพัฒนาภาคเหนือแทน อย่างนี้มันไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ควรจะเป็น แผนยุทธศาสตร์ชาติก็มีเป้าหมายของยุทธศาสตร์ คือแผนการปฏิรูปประเทศ ที่มี ๑๑ ด้าน ภายหลังเปลี่ยนเป็น ๑๓ ด้าน เชื่อว่าทุกรัฐบาลตั้งใจดี แต่ทำไมจึงทำอะไร ให้สำเร็จได้ยาก นั่นก็เพราะ ๑. เวลาน้อยไป ช่วงหนึ่งของการเป็น ส.ส. ก็คือ ๔ ปี ๒. ความร่วมมือจากประชาชนน้อย ๓. รัฐบาลเลือกตั้งต้องฟังเสียงประชาชน พอฟังก็กลัว กลัวแล้วก็หยุดทำ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นทิศทางแล้วก็เป็นความจำเป็น แล้วข้อที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลควรจะมีความต่อเนื่อง แล้วก็ในสมัย สนช. ผมเองก็มีส่วนที่เข้าไปตรากฎหมายถึง ๔๔๗ ฉบับ กฎหมายนั้น เป็นเครื่องมือในการทำงานของหน่วยงานของรัฐ มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้น กฎหมายที่อาศัยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ผ่านมา น้อยมาก ตัวเลขเป็น หลักสิบเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ส.ว. ชุดที่อยู่ในรัฐธรรมนูญหลักของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยมี ๒๐๐ คนนะครับ ไม่ใช่ ๒๕๐ คน เหมือนบทเฉพาะกาล ข้อสำคัญ ที่สุด ก็คือใน ส.ว. ที่เป็นบทหลัก ๒๐๐ คน อีก ๒ ปีครึ่งนี่ก็จะถึงที่จะมี ส.ว. มาจาก บทหลักแล้ว มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม โดยประชาชน ๒๐ กลุ่ม ถ้าหากว่าท่านยุบเลิก ส.ว. เกิดอะไรขึ้นครับ ชนกลุ่มน้อยประชาชนที่เป็นกลุ่มน้อยที่เป็นกลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืช ล้มลุก ทำสวนทำป่าไม้ ปศุสัตว์ หรือประมง พนักงานหรือลูกจ้าง กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ที่เป็นคนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ๆ ที่ท่านพูดในสภานี้บ่อย ๆ ว่าเป็น แอลจีบีทีคิว (LGBTQ) นะครับ กลุ่มศิลปวัฒนธรรม ดนตรี การแสดงบันเทิง กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ เขาจะมีโอกาสไหนที่จะเข้ามาในสภานี้ เพราะว่าจะไปสมัคร รับเลือกตั้งมันก็สู้ไม่ได้ เพราะว่าการเลือกตั้งยังต้องใช้เงินเป็นปัจจัย ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทั้งโลกไม่มีแบบสำเร็จรูปนะครับ แล้วท่านก็พูดว่ารัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีเป็นรัฐธรรมนูญเดี่ยว ผมต้องขอบคุณท่าน ส.ส. กรณิศที่อภิปราย ซึ่งมันตรง กับผมตรงกับใจเลยว่ารัฐธรรมนูญของประเทศที่อ้าง อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย ล้วนแล้วแต่มีวุฒิสภาทั้งสิ้น ถ้าหากว่าท่านคิดว่าหรืออภิปรายว่ารัฐธรรมนูญมีแนวโน้มจะเป็น สภาเดี่ยวมากขึ้น ท่านช่วยบอกหน่อยว่าแล้วประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ ซึ่งเป็นต้นแบบของ ประชาธิปไตย ทำไมเขายังคงมีวุฒิสภาอยู่นะครับ เพราะว่าวุฒิสภามีประโยชน์อย่างยิ่ง นะครับ ก็คงจะเป็นสิ่งที่จะต้องฝากไว้ ผลสุดท้าย ผมคิดว่าในกรณีของการเสนอร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีประเด็นอะไรที่ซ่อนเร้นไว้อยู่หรือไม่ มีเฉพาะแค่การเสนอ โดยร่างประชาชนนี้เข้ามาหรือเปล่า อย่าลืมนะครับว่าในกรณีนี้มันก็ยังมีประชาชนอีกจำนวน มากซึ่งเขาก็เงียบไปเป็น ไซเลนต์ มาจอริตี ( Silent Majority) ก็ไม่ได้มีสิทธิมีเสียงนะครับ ผมยอมรับนะครับ ถ้าเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ๑๓๕,๐๐๐ คน เรียกได้ครับ แต่ก็มีประชาชนอีกจำนวนมากที่บอกว่าในการรับรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ๑๖ ล้านเสียง ก็ยังมีประชาชนที่เขาไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ขอฝากไว้ และผมคิดว่าถ้าหากว่าท่านกลับไปตั้งหลักดี ๆ แล้วเสนอเข้ามาใหม่นะครับ โดยที่ว่าไม่มี อะไรซ่อนเร้นแล้ว มันเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ และผมเชื่อว่าสภานี้ในอนาคตข้างหน้าก็อาจจะรับ ในสิ่งที่ท่านเสนอมา โดยเฉพาะการแก้เป็นรายมาตรา ที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ขอบคุณครับ
ครับ ต่อไป เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ และตามด้วยท่านวันชัย สอนศิริ ครับ ท่านนิคม บุญวิเศษ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปราย สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และทีมงานคณะกรรมการทุกท่านที่มา ในวันนี้ รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อ ๑๓๕,๒๔๗ คน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายครับที่กฎหมายภาคประชาชนจะเข้าสู่สภา ผมคิดว่าครั้งนี้เป็นนิมิตใหม่ที่ดี ที่พวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาที่จะช่วยกันพิจารณาแล้วก็ให้ความสำคัญ ความต้องการ ของประชาชนทั้งประเทศ ผมคิดว่าหลายร่าง หลายข้อที่เสนอเข้ามานั้น ผมได้มีการศึกษาแล้ว เป็นร่างที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน ผมขอ ยกตัวอย่างคร่าว ๆ นะครับ โดยเฉพาะการยกเลิกหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ผมคิดว่ามันเป็นปัญหา เนื่องจากว่าการที่เราไปกำหนดแนวทางการบริหารประเทศล่วงหน้า ๒๐ ปี ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เหตุผลก็คือว่าเมื่อมีการยุบสภาหรือมีการเลือกตั้ง ควรจะ ให้พรรคการเมืองทุกพรรคมีการเสนอนโยบายใหม่ ๆ เป็นนโยบายที่สามารถทำได้ เป็นนโยบายที่ทันสมัย เป็นนโยบายที่สามารถที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้ เป็นที่ ถูกอกถูกใจของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นควรจะให้อิสระพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการนำเสนอ นโยบายที่อาจจะต้องแตกต่างกันไป ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้อง หรืออยู่ในการ ปฏิรูปประเทศตามที่ท่านเขียนมา เพราะโลกยุคใหม่สมัยใหม่นี้มันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ท่านประธานครับ ถ้าเรามาขีดเส้นตีกรอบ ให้ทุกพรรคการเมือง หรือให้อนาคตของประเทศไทย ต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ผมคิดว่ามันจะล้าหลังไปนะครับ ประเด็นนี้ควรจะมีการแก้ไข หรือมีการยกเลิก ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ แล้วก็มีการยกเลิกการสืบทอดอำนาจครับ และที่สำคัญนะครับ อำนาจขององค์กรอิสระที่พวกเราได้มีการอภิปรายกันหลากหลายนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ขององค์กรอิสระนะครับ ผมคิดว่ายังไม่มี การยึดโยงกับพี่น้องประชาชน องค์กรอิสระเหล่านี้ควรจะมีที่มา โดยการมาตรวจสอบการทำ หน้าที่ของนักการเมือง การทำหน้าที่ของรัฐบาล ฉะนั้นการตรวจสอบก็ควรจะเป็นหน้าที่ของ ประชาชน ประชาชนเลือกตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้ามานี้ เนื่องจากว่าประชาชนทั้งหมด ๖๐ ล้านคนไม่สามารถเข้ามานั่งในสภาได้ จึงควรจะมีการเลือกตัวแทน ซึ่งเราเรียกว่าเป็น องค์กรอิสระ เข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่ที่ผ่านมามันไม่เป็นอย่างนั้นครับท่าน ประธานครับ องค์กรอิสระตามที่ท่านได้ทราบดีว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เกิดจากการยึดอำนาจของ คสช. แล้วก็มีการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา ซึ่งไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองนะครับ อาจจะทำ ให้ความได้เปรียบของพรรคการเมืองบางพรรคที่เป็นพรรครัฐบาล บางพรรคที่ยึดอำนาจมา แล้วใช้องค์กรอิสระเหล่านี้กลั่นแกล้งพรรคการเมืองอื่นก็เป็นไปได้ ผมจึงคิดว่าควรจะมี การปฏิรูปองค์กรอิสระเหล่านี้ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจ แล้วก็ให้นานาอารยประเทศ เขามีความมั่นใจในความยุติธรรมขององค์กรอิสระเหล่านี้ และ
ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ เป็นประเด็นที่สำคัญมากครับก็คือ ในหมวดที่ ๑๖ การลบล้างผลพวง การรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ในมาตรา ๒๕๗ นะครับ เสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้น และไม่มีผลใด ๆ ในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ส่วนมาตรา ๒๕๘ ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้าน โดยวิธีการใด ๆ ต่อการ รัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ และการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน ถ้าเราเขียนไว้ อย่างนี้ครับ อนาคตข้างหน้าเราป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารอีก ประเทศไทย มีการรัฐประหารกันมาหลายครั้ง จึงทำให้ประเทศเราไม่มีการพัฒนา พัฒนาไม่ทันกับ นานาอารยประเทศที่เขาพัฒนาไปแล้ว เนื่องจากว่าเรามีการรัฐประหารกัน ท่านอย่าลืม นะครับว่าที่ผ่านมามันมีคำหนึ่งที่เป็นวลีที่เคยพูดในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่สมัยยุคของ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมานั่งในสภาจำนวนมาก แต่กลับมีคำพูดที่บอกว่าพวกมากลากไป นะครับ ผมคิดว่าคำพูดคำนี้ไม่ควรจะใช้คำพูดว่า พวกมากลากไป พวกมากก็คือคนที่ประชาชน เลือกมา ก็คือประชาธิปไตยสามารถลากไปได้ แต่ปัจจุบันนี้มันกลายเป็นว่าพวกน้อยลาก พวกมากไปลงเหว พวกน้อยคืออะไรครับ พวกน้อยคือพวกที่มีอำนาจ มีเผด็จการ ยกตัวอย่าง คสช. มายึดอำนาจก็คือพวกน้อย แล้วสุดท้ายท่านมาตั้ง ส.ว. ขึ้นมา องค์กรอิสระขึ้นมา สุดท้าย ส.ว. ก็มีอำนาจมาเลือกหัวหน้า คสช. มาเป็นนายกรัฐมนตรีถามว่าพวกน้อยหรือพวก มากครับ ผมคิดว่าคนเหล่านี้เป็นพวกน้อยครับ พวกเผด็จการนี่ก็คือพวกน้อย แล้วมาลาก ประชาชนทั้งหมดที่ไม่เห็นด้วยไปไหนครับ ไปลงเหว เศรษฐกิจเป็นอย่างไรครับ เศรษฐกิจพัง พินาศทุกวันนี้ การบริหารจัดการ การบริหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวเรื่องอะไรทั้งหลาย น้ำมันแพง ถามว่าคนเหล่านี้ทำเพื่อคนส่วนมากของประชาชนหรือไม่ ของประเทศหรือไม่ เพราะอะไรครับ เพราะคนส่วนมากไม่ได้เลือกพวกนี้มา คนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกอีก พรรคหนึ่งมา แต่ปรากฏว่าพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดกลับไม่ได้เป็นรัฐบาล กลับไม่ได้เป็น นายกรัฐมนตรี เขาเรียกว่าพวกน้อยลากไปหรือเปล่าครับ ผมก็เลยคิดว่าวลีคำว่า พวกมาก ลากไปไม่ควรจะมาใช้ในยุคนี้ ควรจะใช้คำว่า พวกน้อยลากพวกมากไปลงเหวมากกว่า มีหลายข้อที่ผมเห็นด้วยแต่จะมีข้อเสนอเพิ่มเติมเล็กน้อยก็คือคำว่าที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มาของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่าจะต้องเป็น ส.ส. จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผม เห็นด้วย แต่ถ้าจะให้ดีผมอยากให้บัญญัติไว้ว่า จะต้องเป็น ส.ส. ที่มาจากพรรคการเมือง ที่ประชาชนเลือกตั้งมามากที่สุด นั่นหมายความว่าพรรคใดที่ประชาชนเลือก ส.ส. มา มากที่สุด ควรจะให้พรรคนั้นเสนอนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่พรรคใดก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ มันจะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
อีกประการหนึ่ง เรื่องการเสนอนโยบายต่าง ๆ ที่ผมคิดว่าเป็นนโยบาย ที่รัฐบาลใดก็ตามถ้ามีการประกาศนโยบายไปแล้ว มีการหาเสียงไปแล้ว ถ้าไม่มาทำตาม นโยบายที่ตัวเองหาเสียงควรจะมีบทลงโทษอย่างไร อาจจะมีการถอดถอนหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าถ้าเราไปพูดสัจจะกับประชาชน หาเสียงแล้วแต่ไม่ทำตามหาเสียงต้องมีบทลงโทษ ผมอยากให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้า ใคร ๆ ก็สามารถหาเสียงได้ แต่หาเสียงแล้วกลายเป็นการไปโกหกพี่น้องประชาชน ผมไม่อยากให้ เกิดขึ้นกับสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ผมคิดว่า การทำงานในสภาผมตั้งใจมาทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ผมไม่อยากให้มีการเมือง แบบเดิม ๆ ใครก็ได้ที่เข้ามาแล้วมาแสวงหาผลประโยชน์ แล้วไม่ทำตามกติกา ไม่ทำตามที่ ท่านพูดไว้กับพี่น้องประชาชน คนเหล่านี้จะต้องเอาผิดให้ได้ โดยเฉพาะอาจจะให้ประชาชน สามารถมีอำนาจในการถอดถอนได้ ผมจึงเห็นว่าคณะของภาคประชาชนที่มีการเสนอร่าง เข้ามาผมอยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายครับ ช่วยกันพิจารณาให้ความสำคัญกับภาคประชาชน เพราะว่ากว่าที่ภาคประชาชนจะลงชื่อกัน มา ๑๓๐,๐๐๐ รายชื่อไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ แล้วก็สิ่งที่ท่านได้ร่างขึ้นมานี้ผมได้นั่งอ่านแล้ว เพียงแต่ว่าเวลามันน้อยครับ หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วมีประเด็นหลายประเด็นที่ถูกอกถูกใจ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทางบ้านเขาพยายามลุ้นอยู่ว่าจะผ่านวาระแรกหรือไม่ จึงขอวิงวอน ให้พี่น้องสมาชิกทุกท่านในรัฐสภาแห่งนี้ ช่วยกันเห็นความสำคัญของร่างของภาคประชาชน ถ้าประชาชนเห็นว่าใครก็ตามพรรคการเมืองใดไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน ประชาชนจงบันทึกไว้นะครับว่าเป็นพรรคใดบ้าง เป็นใครบ้าง แล้วก็ครั้งหน้าไม่ต้องเลือกมา ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ท่านนิคม ต่อไปเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนสิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะไม่ขอลงในรายละเอียดของหลายมาตรา เพราะว่าผู้เสนอร่างแก้ไขในครั้งนี้ มีรายละเอียดของมาตราย่อยมากมาย แต่จะขอพูดภาพรวมในบางเรื่องบางประเด็นที่เห็นว่า สำคัญ ผมขออนุญาตนำข้อสรุปบางประการที่ท่าน ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ได้สรุปไว้ทั้งหมด ๑๕ ประการด้วยกัน ขอนำมาเพียง ๒ ประการครับท่านประธาน เพื่อจะได้อภิปราย ในภาพรวมของ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ นี้ ที่ท่านสรุปไว้เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างเสนอมา
๑. รวมศูนย์อำนาจของประเทศไว้ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยโอนอำนาจของ รัฐสภามาไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งอำนาจที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้โดยกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะผู้ตรวจการ ๓ ชุด คือ คณะผู้ตรวจการกองทัพ คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ และคณะผู้ตรวจการ องค์กรอิสระ และแต่ละคณะประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑๐ คน ย่อ ๆ พอได้ความว่าให้ ส.ส. เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ในรายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากัน
ประการที่ ๒ ที่ท่าน ส.ว. คำนูณสรุปไว้ ลดทอนความเป็นอิสระของศาล โดยมีบทบัญญัติห้ามศาลรัฐธรรมนูญและศาลทั้งปวงวินิจฉัยหรือพิพากษารับรองการ รัฐประหาร และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร และห้ามศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขัดขวางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากพอสมควร แปลว่า ให้ ส.ส. เข้าไปเป็นกรรมการในศาลยุติธรรม ไปตุลาการศาลปกครอง รวมทั้งเป็นผู้ตรวจการ ศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ ดังที่ผมกราบเรียนและ มีเพื่อนสมาชิกจากซีก ส.ว. ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ถ้าเรามาดูเอกสาร ท่านประธานครับ เอกสารประกอบการเสนอร่างของคณะผู้เสนอ เขาเขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านสมาชิกทั้งหลายได้มีโอกาสอ่านจะเห็นเจตจำนงความประสงค์ของคณะผู้เสนอร่างพุ่ง เป้าตรงไปที่ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เพื่อรื้อระบอบประยุทธ์ ใช้คำว่า ๕ ล ลิง ท่านประธาน ล้มวุฒิสภาเดินหน้าสภาเดี่ยว ได้อภิปรายกันไปแล้ว โละศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ปฏิรูปที่มาอำนาจการตรวจสอบ เลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนปฏิรูปปลดโซ่ตรวจอนาคต ประเทศ ล้างครับท่านประธาน ล้างมรดกรัฐประหาร หยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย นี่คือ ๕ ล ลิง ท่านประธาน ผมอ่านทั้งมวลแล้วจากข้อสรุปของเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่ทำ ความเข้าใจกัน ได้ใจความจากการเสนอร่างของคณะผู้เสนอนั้น มีด้วยกัน ๕ ก ไก่ ครับ ท่านประธาน การเสนอร่างดังกล่าวมานั้น ๑. มาจากการเกลียด ๒. มาจากการโกรธ ๓. มาจากการกลัว และสุดท้าย เกิน การร่างดังกล่าวนั้นเกินไป เกินกว่าความเป็นจริง เกินลงกาครับท่านประธาน ทำไมผมพูดอย่างนั้นครับท่านประธาน คำว่า เกลียด นั้นแปลว่า เอาล่ะ ผมจะไม่พูดถึง ส.ว. ที่ผมดำรงตำแหน่งโดยตรง ท่านจะมองอย่างไรท่านว่ากันไปแล้ว แต่การเสนอดังกล่าวนั้น เสนอมาจากการเกลียด ส.ว. เครือข่ายของประยุทธ์ที่ท่านใช้คำว่า อย่างนั้นนะครับ และคนที่ตั้ง ส.ว. โกรธ ผมขออนุญาตว่าที่ท่านเสนอมาอย่างนี้เป็นตรรกะ ที่มาจากความโกรธ ศาลรัฐธรรมนูญทำไมตัดสินคดีพรรคพวกตัวเองโดนอย่างนี้ แต่ถ้าไม่ใช่ พรรคพวกของตัวเองเป็นเครือข่ายของอีกฝ่ายหนึ่งจะโดนอีกอย่างหนึ่ง ที่อภิปรายกันมา เมื่อสักครู่นี้แม้แต่ล่าสุด กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านดูแล้วซ่อนลึกของเจตนานั้น มาจากความโกรธ กลัว ถามว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีมาพูดกันอยู่อย่างนั้น เขาก็บอกว่ามัน แก้ได้ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะไปผูกมัดรัดคอกันไว้ ๒๐ ปี เราพูดกันอยู่อย่างนั้น ความจริง เขาบอกแก้ได้ตามสถานการณ์ ถ้าท่านได้อ่านและฟังจากการชี้แจงแถลงมา ดูจากกฎหมาย ท่านก็ไปสร้างความกลัวกับโซ่ตรวนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนปฏิรูปประเทศ ล้าง อันนี้ผมใช้ คำว่า เกินไป แน่นอนครับมรดกรัฐประหารถ้ามันเลวร้ายเราก็ควรจะล้าง แต่สิ่งที่ท่านกำลัง จะเสนอมานั้นต้องการล้างทั้งคน ทั้งการกระทำและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น ท่านใช้คำว่า เป็นมรดก ผมว่าประเทศนี้ถ้าเอาความคิดอย่างนี้มาใช้กันอาจจะต้องฆ่ากัน ล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งหมด เพราะตลอดระยะเวลา ๗ ปี แต่ละคนที่ดำรงตำแหน่งอธิบดี ปลัดกระทรวง เครือข่ายที่ท่านพูด บางยุคบางสมัยคนหนึ่งเป็นรัฐบาลก็มีเครือข่ายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ พยายามที่จะสืบทอดกันมา แบ่งสีแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน เกินไปหรือเปล่า เอาล่ะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าข้อเสนอรัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอมาฉบับนี้มาจากชุดความคิด ๒ ประการครับท่านประธาน ประการแรก ชุดความคิดที่ว่าคนที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มาจาก ประชาชนเป็นคนดีที่สุด และคนที่มาจากการเลือกตั้งที่ท่านบอกว่าเป็นคนดีที่สุดนั้น ต้องเป็น ใหญ่ในแผ่นดินนี้ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในแผ่นดินนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเรื่อง นะครับ แต่ตามที่ท่านเสนอมานั่นละ ชุดความคิดที่ ๒ ครับท่านประธาน คนที่ทำการปฏิวัติ รัฐประหารเป็นคนเลว ต้องล้มล้างไปให้หมด ต้องปฏิเสธ ศาลต้องปฏิเสธ ประชาชนต้องลุก กันขึ้นมาต่อต้าน ทุกภาคส่วนต้องปฏิเสธและเหยียบย่ำไปให้ในที่สุด นี่ชุดความคิด ๒ ความคิดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้เสนอกฎหมายที่มาชี้แจงนี้ ด้วยความเคารพ ครับ ผมไม่มีเจตนาที่จะไปโต้แย้งต่อแนวความคิดของท่าน แต่เรามาพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ผมว่าท่านมองโลกท่านมองด้านเดียวครับท่านประธาน เรียนผู้เสนอเลยครับว่าท่านมอง มุมเดียว มองด้านเดียว มองโลกสวย มองบริบททางการเมืองแบบอุดมการณ์เกินจริง ถ้าเป็น สินค้าเรียกว่าโฆษณาเกินจริง มิใช่บริบททางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และ
ประการต่อมาครับท่านประธาน การที่มองว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. อบต. อบจ. เทศบาลหรือองค์กรใดก็ตามที่มาจากการเลือกตั้ง ในความเห็น ของคณะผู้เสนอเห็นว่าดี เป็นใหญ่ได้ เพราะมาจากประชาชนจึงต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ได้ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมเห็นด้วยต่อแนวคิดนี้ว่าคนที่มา จากการเลือกตั้งต้องเป็นใหญ่ แต่ท่านไม่ได้มองให้ครบถ้วนรอบด้าน บริบทในสังคมไทย บริบททางการเมืองไทยในขณะนี้มันบริสุทธิ์ผุดผ่องนวลละอองดังทองที่ท่านคิดหรือเปล่า ผมว่าท่านมาจากการเลือกตั้ง ผู้เสนอบางท่าน ท่านอาจจะรู้ว่าเบื้องหลังของคนที่ลงเลือกตั้ง ด้วยกันนี้มาอย่างไร ขออนุญาตผมไม่ได้ตำหนิผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในสภานี้ มีการกล่าวหากัน มีการฟ้องร้องกัน มีการพูดกันในสภาทั้งในและนอกว่าคนนั้นมาจาก อิทธิพล คนนั้นมาจากเงินทอง คนนั้นมาจากอำนาจ คนนี้มาจากธุรกิจการเมือง ที่กล่าวหา ฟ้องร้องกันตั้งแต่เลือกตั้งคราวที่แล้ว ขณะนี้ที่คดีก็ยังคาอยู่ที่ ป.ป.ช. หรือที่ศาลก็มี ท่านประธานครับ การใช้อำนาจของผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกระดับที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมกินเวลาของพวกเราเองครับ
สรุปได้แล้ว ครับ
ท่านประธานอย่าเพิ่งเตือน ผมเลยก็ได้ เพราะเวลาของพวกเราเอง ทราบว่ามีเพื่อนบางท่านก็บอกคุณวันชัยเอาเวลา ผมไปได้
ครับ เชิญต่อครับ
เพราะเรามี ๕ ชั่วโมงครับ การใช้อำนาจก็มีให้เห็นครับท่านประธาน คนที่มาจากการเลือกตั้ง อบต. อบจ. เทศบาล เยอะมากครับคดีที่มีการทุจริต ระดับรัฐมนตรีก็ติดคุกติดตะรางกันเยอะนะครับ ปัจจุบัน ก็ยังติดคุกกันอยู่ก็มีนะครับ นี่คือเรามองบริบทด้านเดียวว่าคนที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งที่สุจริต การใช้อำนาจที่สุจริตรัฐธรรมนูญฉบับของผู้ที่เสนอมานี้ถูกต้อง ใช้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกชุดความคิดหนึ่ง บอกว่าคนที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารนั้นเป็นคนเลว เป็นคนชั่ว ต้องล้มล้าง ต้องเหยียบย่ำ ต้องไม่ให้มีที่ยืน ผมเห็นด้วยครับท่านประธาน ว่าอยู่ ๆ แล้วคุณ ไปลากปืน ลากรถถังมาปฏิวัติมายึดอำนาจมันเป็นเรื่องไม่ถูกต้องครับท่านประธาน แต่เรารู้ เบื้องหลังไหมครับท่านประธาน เราดูมูลเหตุของการปฏิวัติรัฐประหารกันบ้างหรือเปล่า เราอย่ามองแต่ภาพที่เห็นครับ สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่เห็นเป็นดังที่เราเห็นครับ ทำไมต้องปฏิวัติ ทำไมใครให้ปฏิวัติ ผมว่าถ้าการเมืองเราเข้มแข็ง การเมืองเรามีเสถียรภาพ ไม่มีการโกง ไม่มีการทุจริต ไม่มีการกระทำใดที่ผิดกฎหมายใช้อำนาจในการแสวงหาประโยชน์ คณะทหาร ที่ไหนกล้าปฏิวัติ ผมอยากจะดูครับ คณะทหารที่ไหนกล้าปฏิวัติ บางประเทศ ท่านประธานเห็นใช่ไหมครับ แค่ปฏิวัตินี่ได้ไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมง เผ่นแล้วครับท่านประธาน ต้องทิ้งทั้งรถถัง ต้องทิ้งทั้งปืน แล้วบ้านเรานี่ละครับท่านประธาน ถ้าประชาชนไม่ยอมให้ ปฏิวัติ เพราะการเมืองเราแข็ง การเมืองเราดี ไม่มีทางหรอกครับ นี่คือเรามองมุมเดียว แล้วแม้กระทั่งเรามองถึงการสืบทอดอำนาจท่านประธาน อย่างที่เราเห็นเป็นปัจจุบัน ในขณะนี้ก็อยู่ได้เพราะประชาชนครับ ถ้า ส.ส. พรรคการเมืองไม่เอาตูมไม่มีทางหรอกครับ ส.ว. จะไปทำอะไรได้ คิดดูให้ดีครับทั้งหมดมาจากประชาชนให้อยู่ มาจากประชาชนให้สืบ ทอดอำนาจ ถ้าท่านอยากจะพูดกันอย่างนั้น แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้า ส.ส. ไม่ยอม เสียอย่างครับก็อยู่ไม่ได้ นั่นแปลว่าประชาชนเขายอมให้มีการกระทำอย่างนี้ และจนกระทั่ง มาถึงปัจจุบันนี้ อย่ามองเฉพาะการกระทำต่อหน้าแล้วท่านว่าเลว ชั่ว
ท่านวันชัยครับ คือที่สมาชิกอภิปรายไปทุกท่านเกินเวลาทั้งนั้นนะครับ ผมกลัวว่าถ้าเกินเวลา มาก ๆ คนข้างหลังอาจจะไม่ได้นะครับ เพราะเข้าชื่อกันเยอะมากนะครับ ท่านสรุปได้แล้วครับ
ถ้าท่านประธานไม่เตือน ผมจะสรุปพอดีเลย
ครับ ขอบคุณครับ
ด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ อารมณ์กำลังไปเลย ท่านประธานครับ ถ้าเราพิจารณากันต่อข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและบริบททางการเมือง ดังที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานมาจะเห็นว่า การเสนอแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ของคณะผู้เสนอนั้น มองไม่ครบวง มองไม่รอบด้าน แล้วก็มอง เพียงด้านเดียว มุมเดียวเท่านั้น มันใช่เวลานี้ไหม มันใช่กับสถานการณ์ตอนนี้ไหม ผมว่า ควรเสนอแก้แบบไร้อคติ เอาบริบททางการเมืองเป็นตัวตั้ง แน่นอนท่านอาจจะบอกว่าเป็นวัคซีนชุด ๑ ชุด ๒ ชุด ๓ อะไรก็ตาม แต่วัคซีนที่เสนอมานั้น มันเป็นวัคซีนที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนี้ เพราะเป็นข้อเสนอที่เต็มไป ด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ ผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นประการสุดท้ายว่า แม้ท่านจะเสนอ ให้ ส.ว. ชุดนี้อยู่ต่อไปก็ตามในรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ ผมก็มิอาจที่จะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้ ด้วยเหตุผลดังที่ผมกราบเรียนมาตั้งแต่ต้น กราบขอบพระคุณครับ
ครับ ขอบคุณครับ ท่านวันชัย สอนศิริ เชิญชุดต่อไปท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ แล้วก็ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน เชิญท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ก่อนครับ แล้วก็ตามด้วยท่านคำนูณ สิทธิสมาน
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ นราธิวาส ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในฐานะที่พรรคประชาชาติ เราอยู่ ฝ่ายค้าน แล้วก็เมื่อเช้าท่านนายแพทย์ชลน่านก็ได้อภิปรายแสดงจุดยืนของ พรรคร่วมฝ่ายค้านมาแล้วว่า มติของพรรคร่วมฝ่ายค้านเราเห็นด้วยในชั้นรับหลักการ ให้สภามีการรับร่างญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ผมฟังเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่าน ท่านที่เห็นด้วย แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนนี้ แล้ว ผมยังมองว่า ความเห็นหลาย ๆ ความเห็น สามารถที่จะไปแก้ไขหรือแสดงความเห็นได้ ในชั้นกรรมาธิการ สำคัญที่สุดก็คือวาระที่ ๑ สภาต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ ผมอยู่ในสภาแห่งนี้มาเกือบ ๓ ปี น้อยครั้งที่สภาจะได้มีการพิจารณากฎหมายที่มาจาก ภาคประชาชนจริง ๆ น้อยครั้งที่เราจะเห็นกฎหมายที่บัญญัติตามรัฐธรรมนูญจะเห็น เป็นรูปธรรม นั่นก็คือว่ารัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติเราไม่ค่อยเห็นนัก เพราะฉะนั้นตามจุดยืนของพรรคประชาชาติ ผมมีเวลาน้อย เมื่อเช้าผมได้ฟังทางฝ่ายผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว หลายมาตรา หลายประเด็นแม้บางข้อบางประเด็น ผมอาจจะเห็นต่างบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ผมเห็นด้วยในชั้นรับหลักการ แล้วก็เชื่อว่าสามารถแก้ไขได้ในชั้นกรรมาธิการ แต่ด้วยเวลา ๗ นาทีที่ผมได้รับ ผมขอลงรายละเอียดสนับสนุนในเรื่องหลักการและเหตุผล การแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๕ นั่นก็คือยกเลิกทั้งมาตรา ท่านประธานครับ เหตุผลนอกจากที่ทาง ฝ่ายผู้เสนอได้อภิปรายในสภาแห่งนี้เมื่อเช้าว่า ยุทธศาสตร์แห่งชาติ เหตุผลที่ต้องยกเลิก เพราะว่าที่มาของยุทธศาสตร์แห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ชอบมาพากล ด้วยคณะกรรมการที่กำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติ และไปผูกโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายในมาตรา ๑๔๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมขอลงรายละเอียดเหตุผลที่ผมจะสนับสนุนว่า ทำไมต้องมีการยกเลิก ยุทธศาสตร์แห่งชาติ เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ซึ่งมีทั้งหมด ๑๕ แนวทาง ผมขอหยิบยกเฉพาะแนวทางการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวตั้งว่าทุกวันนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดในปี ๒๕๘๐ เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ การแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ได้กำหนดยุทธศาสตร์ งบประมาณลดลงร้อยละ ๑๐ ทุกปี เหตุการณ์ตัวชี้วัด ในการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงร้อยละ ๒๐ ทุกปี ปรากฏว่าอย่างไรครับ สภาของเรานี้นะครับ ๓ ปีพิจารณางบประมาณเกี่ยวกับบูรณาการ การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมานั่งดูงบประมาณอภิปรายทุกปี ปรากฏจิ้ม ตัวเลขเป๊ะ ๆ เลยครับ ลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป๊ะเลยครับ ทุกปี ๓ ปีรวด โดยไม่ได้มองถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงว่าเป็นอย่างไร ๒. จำนวนสถิติที่ลดลงในเหตุการณ์ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ตอนนี้ฝ่ายบริหารกำลังชื่นชมกับตัวเลขยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าเหตุการณ์ลดลงจริง แต่ตัวชี้วัดอื่นที่ไม่ได้กำหนดในยุทธศาสตร์ แห่งชาติไม่ได้ลดลงตาม ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับ เหตุการณ์ปี ๒๕๖๔ ตัวชี้วัดที่ ยุทธศาสตร์แห่งชาติกำหนดว่าลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เขามองฝ่ายตรงกันข้ามที่เห็นต่างกับรัฐ ลดความรุนแรงลง เหตุการณ์ลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เขากำหนดตัวชี้วัดฝ่ายเดียวด้านเดียว ปี ๒๕๖๔ ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เสียชีวิตไป ๒๐ ศพ มันเกิดปรากฏการณ์ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตลอดระยะเวลา ๑๗-๑๘ ปี กับเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย ถ้าท่านเอาตัวชี้วัด ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ตามที่เป็นข่าว ถ้าท่านประธานได้ติดตามข่าว ก็คือยุทธการปิดล้อมยูแตฮือลอ ตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ปิดล้อม ๒ อาทิตย์ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็สูญเสีย ฝ่ายผู้เห็นต่างก็ เสียชีวิต ๖ ศพ ๑๔ วัน ในการปิดล้อมปรากฏว่าวันสุดท้ายของที่มีการพบศพผู้เห็นต่างศพที่ ๖ ท่านเชื่อไหมครับว่าในการจัดการงานศพของผู้เห็นต่างมีคนรุ่นใหม่ มีคนที่ไปร่วมงานศพ เกือบพันคน มีการแห่ศพแสดงความเคารพกับศพจำนวนมาก ฝ่ายรัฐมองว่าเขาคือโจร แต่คนเหล่านี้ที่ไปร่วมงานศพกลับมองเขาเป็นวีรบุรุษ ถามว่าการแก้ปัญหา ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ลักษณะเหตุการณ์ปรากฏการณ์เช่นนี้ยุทธศาสตร์แห่งชาติตอบโจทย์หรือไม่ ผมถึงบอกว่าหากยังมียุทธศาสตร์แห่งชาติตามมาตรา ๖๕ อยู่ ฝ่ายบริหารที่จะมีขึ้นในวัน ข้างหน้าในการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่นะครับ เหมือนกับเขาถูกผูกโซ่ตรวนไว้ เขาจะต้องเดินตามยุทธศาสตร์แห่งชาติโดยไม่ได้มองถึงสภาพความเป็นจริง และผมเชื่อว่า แผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หากยังเดินตามยุทธศาสตร์ แห่งชาติตามมาตรา ๖๕ ตามมาตรา ๑๔๒ ของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายแต่ละปี ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังอีกนานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านกมลศักดิ์ ต่อไปเชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สภาสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า ขอชื่นชมในวิธีการร่างของคณะผู้ยกร่าง ที่เสนอเข้ามา ที่ท่านสามารถจะนำเสนอแนวความคิดของท่านมาเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ ได้อย่างน่าพิจารณาอย่างยิ่ง แล้วก็คงไม่ใช่เพียงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ก็อย่างที่ ท่านกล่าวเมื่อเช้า นี่อาจจะเป็นเพียงโดส (Dose) ที่ ๑ ยังจะมีโดส (Dose) ที่ ๒ และอาจจะมีโดส (Dose) ที่ ๓ ตามมา นั่นคืออาจจะมีการแก้ไขให้มี สสร. หรืออาจจะมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แบบรายมาตราในก้าวต่อไป กระผมใช้เวลาในการพิจารณา อ่านร่างรัฐธรรมนูญของท่าน และขอกล่าวเป็นสัตย์ ณ ที่นี้ว่าจะขออภิปรายแต่เฉพาะ ในเนื้อหาที่กระผมเป็นห่วงนะครับ กระผมให้สมญาว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือฉบับปฏิวัติ จะไม่พูดถึงข้อเท็จจริง ๑๕ ประการ ที่ได้เคยกล่าวไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่จะพูดรวบยอดว่าลักษณะปฏิวัตินี้มีอะไรบ้าง สั้น ๆ ย่อ ๆ ครับ ๑ รวมศูนย์ ๒ บั่นทอน และ ๔ ควบคุม รวมศูนย์ ก็คือ รวมศูนย์อำนาจ ของประเทศไว้ที่สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน ทั้งนี้ ก็ต้อง ชื่นชมท่านว่าโดยออกแบบระบบเลือกตั้งเป็นแบบรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก่อนแก้ไข และที่สำคัญก็คือเพิ่มมาตรการบางประการเพื่อเสริมระบบตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร และเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด ให้ประธานคณะกรรมาธิการสามัญชุดสำคัญ ๕ ชุดต้องเป็นฝ่ายค้าน หรือเลิกระบบ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเงินและอื่น ๆ อีกบางประการ
อีกด้านหนึ่งครับที่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึง เพราะเป็นความห่วงใยและเป็นจุด ที่ทำให้กระผมตัดสินใจ ก็คือ ๒ บั่นทอน บั่นทอนอะไรบ้างครับ บั่นทอนที่ ๑ ก็คือ บั่นทอน ความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล บั่นทอนที่ ๒ ก็คือ บั่นทอน การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจโดยศาลและองค์กรอิสระ เฉพาะใน ๒ บั่นทอนนี้ เดี๋ยวกระผมจะกล่าวเป็นตัวอย่างสัก ๑๒-๑๓ ประการ เพื่อให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ได้เห็น ทั้ง ๑๒ และ ๑๓ ประการนี้ พอจะสรุปรวมได้เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) ๔ ควบคุม ควบคุมที่ ๑ ก็คือ ควบคุมงบประมาณ สามารถแยกเป็นทั้งการตั้งงบประมาณและการใช้จ่าย งบประมาณ ควบคุมที่ ๒ ก็คือ ควบคุมคน ทั้งกำหนดโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ และกระบวนการเลือกบุคคลเข้าไปในตำแหน่งนั้น ควบคุมที่ ๓ ก็คือ ควบคุมคำวินิจฉัยโดยคำพิพากษา และควบคุมที่ ๔ ก็คือ ควบคุมระบบการถอดถอน ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตไล่เรียงนะครับ ตัวอย่าง ๑๒-๑๓ ประการที่จะกล่าว ต่อไปนี้ว่า มันมีลักษณะ ๒ บั่นทอนอย่างไร และเราสมควรที่จะรับไว้เพื่อพิจารณา ในวาระที่ ๒ หรือไม่ ถ้าท่านสมาชิกจะเปิดตามไปดูนะครับ กระผมใช้เอกสารที่ทางสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำมา เป็นเอกสารทางขวางที่เปรียบเทียบมาตราต่าง ๆ นะครับ จะขอยกตัวอย่างเป็นบางประการ ประการหนึ่ง ก็คือการห้ามศาลพิพากษาบางประการ ที่เกี่ยวกับการรัฐประหารและผลของการรัฐประหาร ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑ มาตราย่อย ๒๕๙ อยู่ในหน้า ๑-๑๐๒ ประการต่อมา ก็คือห้ามศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการใด ๆ ขัดขวางการแก้ รัฐธรรมนูญ ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๑ มาตราย่อยที่ ๒๑๕ อยู่ในหน้าเอกสารทางขวาง ที่ ๑-๕๗ ประการที่ ๓ นี่เป็นประการสำคัญ ก็คือการให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรสามารถ ที่จะโอเวอร์รูล (Overrule) คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง กรณีไม่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ ประเด็นนี้สำคัญครับอยู่ในมาตรา ๑๓ มาตราย่อยที่ ๒๔๗/๒๙ วรรคสอง อยู่ในเอกสารทางขวางที่หน้า ๑-๙๑ ท่านผู้เสนอร่างก็ได้ปฏิเสธมา ๒-๓ ครั้งว่าร่างนี้ไม่ได้มี เจตนาที่จะให้สภาผู้แทนราษฎร โอเวอร์รูล (Overrule) คำวินิจฉัยของศาล เพียงแต่ว่า ให้ศึกษาวิเคราะห์แล้วรายงานเท่านั้น อันนั้นใช่ครับกระผมยอมรับ แต่ว่าในมาตรานี้ ถ้าท่านสมาชิกจะตามผมไปดู เปิดไปที่หน้า ๑-๙๑ ก็จะพบกระบวนการอยู่ในส่วนที่ ๕ การตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ท่านออกแบบไว้ดีครับว่าจะถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระสิทธิริเริ่มมาจากประชาชน ๒๐,๐๐๐ คน หรือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๑ ใน ๔ และต้องผ่านมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓ ใน ๕ แล้วส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้ดีครับ สภาผู้แทนราษฎรไม่ตัดสินเองเหมือนกรณีถอดถอนประธานศาลสูง ๓ ศาล ซึ่งเดี๋ยวกระผม จะกล่าวต่อไปนะครับ ทีนี้ปัญหามันอยู่ในมาตรา ๒๔๗/๒๙ วรรคสี่ ก็คือว่าถ้าศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยให้ถอดถอนไม่เป็นปัญหา ก็ให้ผู้นั้น พ้นจากตำแหน่ง แต่ในวรรคสี่กล่าวว่า ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง วินิจฉัยให้ยกคำร้องให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอนได้อีกครั้ง โดยมติให้ ถอดถอนให้ถือเอาคะแนน ๓ ใน ๔ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ อย่างนี้เรียกว่า โอเวอร์รูล (Overrule) หรือไม่ครับ นี่เป็นตัวอย่างที่ ๓ นะครับ ตัวอย่างที่ ๔ ไม่เป็นปัญหาครับ พูดภาษาชาวบ้านก็คือ เซตซีโร่ (Set Zero) ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหมด ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ให้พ้นตำแหน่งทันที สรรหาใหม่ภายใน ๓๐ วัน ต่อไปครับก็คือให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้คัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทุกแห่ง เลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร ต่อไปครับโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทุกแห่ง จะมีสัดส่วนของผู้ที่ได้รับ การเสนอชื่อและคัดเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นเสียงข้างมากทุกแห่งครับ ศาลรัฐธรรมนูญ มี ๙ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อโดย ส.ส. มี ๖ เป็น ๖ ใน ๙ องค์กรอิสระทุกแห่งมี ๗ ผู้ได้รับ การเสนอชื่อโดย ส.ส. มี ๔ ก็เป็น ๔ ใน ๗ เป็นเสียงข้างมากครับ แม้ว่าส่วนที่เสนอ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะแบ่งเป็นฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลคนละครึ่ง ซึ่งท่าน บอกว่าเป็นวิธีการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างหนึ่งนะครับ นอกจากนั้นก็คือการเพิ่มบทบัญญัติ ถอดถอนประธานศาลสูง ๓ ศาล ก็คือประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกาและตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด โดยผู้ริเริ่มก็คือ ส.ส. หรือประชาชน ๒๐,๐๐๐ คน แล้วให้ตัดสิน โดยองค์กรที่เรียกว่า องค์คณะผู้พิจารณาถอดถอน มี ๗ คนครับ ๓ คนก็มีที่มานอกสภา แต่ว่า ๔ คนมีที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือเป็นเสียงข้างมาก ๔ ใน ๗ แล้วยิ่งไปกว่านั้นถ้าองค์คณะไม่ถอดถอนหรือยกคำร้องสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถหยิบยก มาลงมติกันในสภาผู้แทนราษฎรได้อีก ถ้าได้มติ ๓ ใน ๔ ก็ถือว่าถอดถอนประธานศาลสูง ๓ ศาล ตุลาการศาลสูง ๓ ศาลได้ครับ เช่นเดียวกันกับเรื่องบทบัญญัติการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเมื่อสักครู่ผมพูด แล้วที่เป็นบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถโอเวอร์รูล (Overrule) ศาลสูง คือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ นอกจากนั้นก็กำหนดให้มีผู้ตรวจการศาล และศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการองค์กรอิสระ ท่านสามารถดูอำนาจและหน้าที่ได้ในมาตรา ๔ มาตราย่อยที่ ๑๒๑ ๑๒๒ และ ๑๒๓ นอกจากนั้นที่สำคัญพอกันก็คือตัดประเด็น การกำหนดให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ รวมทั้งสิทธิในการยื่นคำขอแปรญัตติต่อกรรมาธิการ พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีออกไป ท่านประธานครับ อันนี้ก็ต้องอ่านละเอียด สักนิดหนึ่ง ข้อนี้ผมก็เพิ่งมาเจอในท่านท้าย ๆ จะปรากฏอยู่ในเอกสารทางขวาง หน้า ๑-๔๐ อันนี้ที่ผมบอกว่าเป็นการคุมการเงินตั้งแต่การตั้งงบประมาณ เดิมรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ขออนุญาตท่านประธานกรุณาอย่าขัดจังหวัดผมนะครับ ได้กำหนดไว้ ในมาตรา ๑๔๑ วรรคสองว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่โดย อิสระของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ในกรณีที่เห็นว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรอาจ ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการจะยื่นคำขอ แปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการโดยตรงก็ได้ ความข้อนี้ถูกตัดออกไปจากมาตรา ๑๒๙ ซึ่งเป็น มาตราย่อยในมาตรา ๔ จากนั้นก็เป็นเรื่องของผู้ตรวจการศาล นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่า การตัดเรื่องนี้ออกไปก็เป็นการควบคุมการเงินตั้งแต่การตั้งงบประมาณ คือตั้งแล้วไม่พอ เขาขอไม่ได้ เขาแปรญัตติขอเพิ่มก็ไม่ได้ แล้วผู้ตรวจการยังไปควบคุมการใช้จ่ายของเขาได้อีก อันนี้ก็คือเป็นการควบคุมทั้งเรื่องการเงินใน ๔ ควบคุมที่กระผมพูดให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ นอกจากนั้นการเข้าไปเป็น ก.ต. หรือ ก.ศป. เพียง ๑ เสียง กระผมไม่ติดใจถ้าไม่มี มาตราอื่น ๆ ที่แวดล้อมดังที่กล่าวมา ทั้งสิ้นทั้งปวงมีอยู่อีกด้านหนึ่งที่จำเป็นต้องพูดถึงก็คือว่า กระผมไม่ติดใจนะครับ เราถกเถียงกันเรื่องมีสภาเดียวหรือ ๒ สภากันมายาวนานตั้งแต่ ผมเกิด แต่ปัญหาว่าถ้ามีสภาเดียวแล้วจะตรวจสอบควบคุมกันได้อย่างไร ท่านออกแบบ ระบบตรวจสอบควบคุมโดยการออกแบบให้มีการถอดถอนประธานศาล ๓ ศาล ผู้ดำรง ตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผมพยายามเปิดค้นหา ผมว่าท่านต้องมีใจเป็นธรรมแน่นอนที่จะต้อง เขียนบทถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่กระบวนการ เริ่มต้นได้ แต่ว่าจนใจครับด้วยเวลาจำกัดหาไม่เจอครับ ถ้าอยู่ตรงไหนท่านช่วยบอกผมด้วย เพราะว่ามันจะได้เป็นการสแควร์ (Square) กันระหว่าง ๒ ด้าน ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นด้านที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ถ้าประชาชนจะเห็นว่าเขาทำผิดสมควรถอดถอนต้องรอไปถึง การเลือกตั้งครั้งหน้า นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็น ยังมีอีกมากพอสมควรครับ แต่ว่าที่กระผมอยากจะกล่าว จะเกินเวลาไปไม่ให้มากกว่านี้มากนักก็คือว่า ท่านพยายาม บอกว่าท่านออกแบบระบบตรวจสอบถ่วงดุลเอาไว้ โดยใช้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลกันใน สภาผู้แทนราษฎร คือให้ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลด้วยมาตรการหลายมาตาการด้วยกัน ดังที่กระผมกล่าวมาแล้ว คำถามก็คือว่ามันเพียงพอไหมครับ แล้วมันเท่ากันไหมครับ ระหว่าง การตรวจสอบถ่วงดุลในองค์กรเดียวกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล กับการตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างผู้ถืออำนาจอธิปไตยที่อยู่ต่างองค์กร มันทดแทนกันได้หรือไม่ครับ ถ้าที่บั่นทอน เท่ากับด้านที่เพิ่มเติมเข้ามาหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ ผมชื่นชมท่านผู้นำเสนอ ทั้ง ๒ ท่าน ท่านหนึ่งในฐานะที่เป็นคนหนุ่มไฟแรง อีกท่านหนึ่งไม่เคยเสวนากับท่าน เป็นการส่วนตัว แต่นับถือท่านในฐานะที่เป็นกฎหมายมหาชนรุ่นใหม่ แม้ว่าในบางประการ ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับท่าน แต่ก็นับถือและเคารพ เมื่อเช้าท่านบัญญัติท่านร่ายให้ฟังถึง ความเป็นมาของประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยได้ดีมากพอสมควรครับ กระผมขออนุญาต พูดสักเล็กน้อยในช่วงท้ายนี้ว่า รัฐธรรมนูญหมายความว่าอะไร บางคนอาจจะบอกว่าคือ กฎหมายสูงสุด บางคนอาจจะบอกว่าคือสัญญาประชาคมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน และในช่วงปี ๒๕๓๗ ปี ๒๕๓๘ ที่มีการตั้งคณะกรรมการ คปป. ที่มี ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน แล้วตั้งแต่มีบทความประวัติศาสตร์ในวิชากฎหมาย มหาชนที่นักเรียนกฎหมายทุกวันนี้จะต้องอ่านเป็นเอกสารประกอบ ก็คือบทความ เรื่อง คอนสทิทิวชันนัลลิซึม (Constitutionalism) ทางออกของประเทศไทย โดยท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ ท่านให้ความหมายของรัฐธรรมนูญ สมัยใหม่ไว้ว่า คือกลไกทางกฎหมายในการจำกัดและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของผู้ใช้อำนาจ รัฐที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน เพราะว่านับตั้งแต่มีระบบพรรคการเมืองเกิดขึ้น ในโลกนี้ ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล โดยสภาผู้แทนราษฎรมันไม่สู้จะเวิร์ค (Work) อีกต่อไป เพราะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐบาลก็คือพวกเดียวกัน มาตรการ อย่างเช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เคยทำได้สำเร็จ และที่สำคัญก็คือประเทศไทยอาจจะ เป็นประเทศที่เหลือไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่บังคับให้ผู้ที่จะสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้อง สังกัดพรรคการเมือง ต้องเคารพวินัยพรรค กฎเกณฑ์กติกาของพรรค เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ เราจึงเดินตามนัยที่ ๓ ของความหมายของรัฐธรรมนูญ โดยการออกแบบองค์กร อิสระขึ้นมา เอาละครับ ถึงวันนี้มันอาจจะบิดเบนเบี่ยงเบนไปเยอะจากที่มาของวุฒิสภา ที่แตกต่างกันไป ท่านก็แก้เฉพาะจุดนั้นไม่ได้หรือครับ การแก้ไขชนิดที่เรียกว่าแขนซ้าย เขาบาดเจ็บท่านต้องตัดศีรษะเขาเลยหรือครับ ท่านต้องย้อนกลับไปโดยใช้ระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลภายในสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบรัฐบาลเท่านั้น ให้ฝ่ายค้าน ตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นมันเพียงพอหรือครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ผม ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเอาไว้ และสุดท้ายครับ ท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ ได้พูดไปบ้าง แล้วว่าการแก้ปัญหาด้านเดียวนั้นมันจะเป็นการแก้หรือเป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ เรามุ่ง แก้แต่ด้านรัฐประหาร แต่เราไม่พยายามมองไปถึงด้านสาเหตุของรัฐประหารที่เกิดจากปัญหา การเมือง บางครั้งก็เป็นการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร บางครั้งก็เป็นการเมืองที่เป็น พฤติกรรมของรัฐบาลในขณะนั้น ในที่สุดแล้วในทางทฤษฎีบางครั้ง ก็เป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองและทางเศรษฐกิจไว้ที่พรรคการเมืองเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ปัญหาด้านเดียวจะนำมาสู่อะไรครับ การแก้ปัญหาในด้านเผด็จการทหาร ในด้านผลพวงจากการรัฐประหาร โดยละเลยที่จะพูดถึง ปัญหาทางการเมืองก่อนหน้านั้น สิ่งที่จะได้มาแทนคืออะไรครับ ระบอบประชาธิปไตย สมบูรณ์กระนั้นหรือครับ หรือว่าจะเป็นสิ่งที่ในทางทฤษฎีกระผมไม่ได้หมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในทีนี้ทั้งหมดนะครับ หรือว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ระบอบเผด็จการโดยสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นสิ่งที่กระผมกังวลและกระผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดมีความกังวลและจะต้องใคร่ครวญให้หนัก ก่อนที่จะตัดสินใจโหวตในวันพรุ่งนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ชุดต่อไปนะครับ จะเป็นท่านสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย และท่านสุเนตตา แซ่โก๊ะ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ตามลำดับ ๓ ท่านนะครับ เชิญท่านสมคิด เชื้อคง ก่อนครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทยจากอุบลราชธานี ในรัฐสภาของเราแห่งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้วนะครับ ที่เราต้องมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ บางท่าน อาจจะบอกว่า เอ๊ะ ทำไมไม่จบไม่สิ้น หลายท่านบอกว่าผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภา ว่างงานนักหรืออย่างไร ชาวบ้านจะตายอยู่แล้วมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจก็แย่อยู่แล้ว ยังจะเอารัฐธรรมนูญอีกหรือ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเดียวกันกับ ปากท้องชาวบ้าน ไม่ได้ไกลเลยหากจะเทียบรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องของหัวใจ ถ้าหัวใจ ไม่มีเลือด ถ้าหัวใจไม่สูบฉีดมันก็ตายทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พูดกันอีก ๑ ครั้ง ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๓ ก็เรียนท่านประธานว่าความจำเป็นที่จะต้องบอกว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ วันนี้มาพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะ ซึ่งเสนอโดยภาคประชาชน ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ครั้งที่แล้ว ก็จะมีทีมไอลอว์ (iLaw) ก็เสนอมา แต่ก็ไม่ผ่านที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ มีหลายเรื่องที่บอกว่า รัฐธรรมนูญมันแก้ยาก ยอมรับครับ เพราะคนเขียนเขาไม่อยากให้แก้ ถ้าอยากให้แก้มันก็ ไม่ยากอย่างนี้ แต่ว่าถ้ายากทำไมไม่ท้อถอย ก็ไม่ท้อถอยหรอกครับ เพราะวิธีการการเมือง ระบบประชาธิปไตยมันก็ต้องสู้กันอย่างนี้ละ แนวความคิดแต่ละฝ่ายไม่เหมือนกัน ก็ไม่ต้องถึง ขนาดมากชกต่อยกันก็ได้ ก็ต่างคนต่างพูด หลายท่านอาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ประชามติมาตั้ง ๑๖ ล้านเสียง แหงละครับ ถ้าผมทำอาจจะได้ ๒๐ ล้านเสียงก็ได้ คืออ้างได้ว่า ๑๖ ล้านเสียง แต่ว่าถ้าพูดถึงจริง ๆ แล้วเพื่อนสมาชิกผมเมื่อเช้านี่ท่านหัวหน้าพรรคผม ก็เอ่ยไป ก็โดนคดีครับ ส.ส. เชียงใหม่ของผมนะ ตัวยิ่งเล็กอยู่ด้วย ท่าน ส.ส. ลำพูนก็โดนครับ ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ อดีต ส.ส. ลำปางก็โดน คุณสมโภช สายเทพ คุณทัศนีย์นี่ยิ่งน่าสงสาร เข้าไปนอนอยู่ในห้องขังนะครับ จากคนผอมอยู่แล้วผอมอีกนะ คือสรุปแล้วทำไมเราต้องแก้ เพราะเหตุผล ความจริงเหตุผลของท่านผู้เสนอนี่อ่านบรรทัดเดียวก็เข้าใจแล้วท่านประธาน โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีบทบัญญัติหลายมาตราที่ไม่สอดคล้องกับหลักการ ความเป็นประชาธิปไตย แค่นี้ก็พอเข้าใจแล้ว ส่วนหลักการอื่น ๆ เต็มไปหมด มาตราอื่น ๆ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกผมมาพูด ผมเห็นอีกมาตราหนึ่ง ซึ่งเขียนมาแล้ว ผมเองก็ชอบใจเรื่องของ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญหลายฉบับก็พอมี ทำไมผมถึงไปเน้นตัวนี้ เพราะว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ได้เป็น ส.ส. แล้วมันพูดอย่างไรก็ไม่เข้าใจกัน ผมไม่อยากเอ่ยถึงนายกรัฐมนตรีปัจจุบันหรอก เพราะท่านไม่เข้าใจอยู่แล้ว แต่วันนี้ทำไม ผมถึงสนับสนุนเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญทั่ว ๆ ไปนี่ละครับ มันมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๒๑ และรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ยุคนั้นได้ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มา ถัดลงมาก็ได้ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี สังเกตนะครับว่า รัฐธรรมนูญที่นายกรัฐมนตรีจากคนนอกนั้น นายกรัฐมนตรีจะอยู่นานเป็นพิเศษ มันเพราะอะไรก็ไม่รู้ บ้านนี้ เมืองนี้ แต่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งสักครู่เดียวไป มันเพราะอย่างนี้อย่างไรครับ ก็ต้องไปหาดูว่าทำไมเป็นเพราะอะไร ทำไมถึงอยากให้ นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง เพราะอย่างที่ผมพูดว่านายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้นำประเทศ ควรจะมาจากประชาชนโดยตรง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เขียนไว้จริงครับ ต้องเอาไปไว้ อยู่ในมาตรา ๘๘ ตะกร้า ๓ คน แต่มันก็มีช่องลอดอยู่ มันมีช่องว่างอยู่ครับท่านประธานครับ ช่องว่างก็คือมันมีมาตรา ๒๗๒ บอกว่าถ้าหาตรงนี้ไม่ได้ ก็ลอดออกมาตรงนี้ได้ ก็คือยกเว้น กฎหมายมาตรา ๑๕๙ อะไรนี้ แล้วก็ไปใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของรัฐสภาคือ ๕๐๐ เสียง เอาคนนอกมา ก็ได้ นี่อย่างไรที่ผมบอกว่ามันต้องแก้ แล้วคณะฉบับประชาชนก็มาแก้ถูกใจผมพอดี ไม่ใช่ว่า เลือกตั้งแล้วมันจะดีอย่างที่ว่าหรอก คนเลือกตั้งไม่ได้วิเศษมาจากไหน แต่วิเศษมาจาก พี่น้องประชาชนคัดมา แล้วคนที่มาจาก ส.ว. ก็ไม่ได้วิเศษมาจากไหน ท่านก็ไม่ได้มีความผิด อะไรอย่างที่ว่า ก็เพราะรัฐธรรมนูญให้ท่านมา แต่ให้มาแล้วนี้หน้าที่ท่านอย่างไรก็ว่าไป ไม่ใช่ให้มาแล้วมาดูถูกเย้ยหยันกันไปก็ไม่ใช่ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่ารัฐธรรมนูญที่กำหนด แบบนี้แล้ว ทางคณะเขาทำแล้ว ผมเห็นว่าสมควรที่จะต้องรับ มันมีอยู่หลายเรื่อง ไม่เกี่ยวกับว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. อย่างเดียว ยืนยันอีกครั้งนะครับ ส.ส. ไม่ใช่คนทำอะไรถูกทุกเรื่อง มีถูก มีผิดเป็นปกติ ส.ว. ก็เหมือนกันครับ วันนี้เราถึงอยากจะสนับสนุนเรื่องนี้
ผมเรียนอีกเรื่องหนึ่งนะครับท่านประธานครับ เห็นอย่างไรก็ต้องสนับสนุน ผมเคยพูดอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ครั้งนี้ครั้งที่ ๓ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ อันนี้บอกยกเลิก ผมไม่สนับสนุนงวดนี้จะไปสนับสนุนวันไหนล่ะครับ เพราะอะไรรู้หรือไม่ครับ คำสั่ง คสช. ซึ่งมีทุกอย่างเลย ทำนั้นทำนี่ ตอนที่ คสช. ครองอำนาจออกเป็นร้อย ๆ ฉบับ แม้กระทั่งบุญบั้งไฟยังห้ามเลย เอาขนาดนั้น ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าทำไม ต้องเห็นด้วย เพราะว่าคำสั่งนี้ทำให้กฎหมายฉบับอื่น ๆ ด้อยค่าไปเลย คสช. คิดไม่กี่คน อาจจะเป็นทีมที่ปรึกษาอะไรไม่ว่ากัน แต่พอออกมาแล้วเป็นกฎหมายพวกเราจะแก้ไข ไม่ได้ง่ายนะครับท่านประธาน เป็นปีเลย ท่านนั่งอยู่ ๓๐ นาทีเสร็จ แต่เวลาพวกผมทำปีหนึ่ง ยังไม่เสร็จเลย แล้วอย่างนี้ไม่ให้แก้ได้อย่างไร แก้เพื่อให้ทุกคนตรวจสอบกันได้ ดูแลกันได้ เพราะฉะนั้นเรื่องคำสั่ง คสช. มาตรา ๒๗๙ ที่นิรโทษกรรมตัวเองนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น ที่พวกเราคนไทยจะต้องรักษาสิทธิตัวเอง จะต้องดูตัวเองว่าคนที่มาบริหารประเทศ เราตรวจสอบอะไรเขาได้ เรื่องนี้ผมสนับสนุนเต็มที่
และเรียนท่านประธานอีกอย่างนะครับว่า เมื่อเช้านี้เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล บอกว่าพรรคเพื่อไทยกลืนน้ำลายตัวเองหรือ บัตรใบเดียวมาสนับสนุนหรือ ท่านผู้เสนอนี้เขาก็ บอกแล้ว พรรคเพื่อไทยก็ได้ทำเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับ ๒ ใบผ่านไป ก็รอโปรดเกล้าโปรดฯ เท่านั้นเอง ส่วนกรณีที่บอกว่าในร่างฉบับนี้มีระบบการเลือกตั้ง ถ้าผ่านก็ไปแก้ได้ครับ ก็ไปแปรญัตติสิครับ มันไม่เห็นจะต้องยุ่งยากอะไรเลย ถ้ามันซ้ำซ้อนกัน เพียงแต่ว่าเจตนานี้ จะให้เขาผ่านหรือเปล่า แต่ผมยังเรียนนะครับว่ารัฐธรรมนูญคนเขียน คนต้องแก้ได้ ไม่ให้ผีสางนางไม้ที่ไหนแก้หรอกครับ เอาพวกเราที่นี่ล่ะ ลองดูสิว่าเมืองไทยบ้านเมืองเรา มันจะพูดจากันอย่างไรรู้เรื่อง ผมก็เรียนนะครับว่าผู้เสนอท่านก็เป็นคนยุคใหม่ ผมอาจจะ เก่าไปหน่อย แต่ถึงเก่าอย่างไรเราก็เดินตามทันคนรุ่นใหม่ได้ ไม่เห็นแปลก ผู้ที่อาวุโสก็เดิน ตามคนรุ่นใหม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ว่าหรอกครับว่าใครจะเป็น ส.ว. หรือเดินมา จากทางไหน ขอให้เดินเข้ามาช่วยกันว่าอะไรที่ดีเราก็เอาอันนั้น อะไรที่ไม่ดีก็ไปแปรญัตติ ตัดออกตามที่ความพอใจท่าน เพราะในชั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากอย่างไรก็เป็นฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายที่ครองอยู่แล้ว สิ่งที่ดีไม่ดีทำไมเราจะทิ้งไปละครับ กว่าเขาจะได้คน ๑๕๐,๐๐๐ ผมเห็นรายชื่อ ๑๕๐,๐๐๐ กว่านะครับ ก็ตรวจสอบเหลือ ๑๓๐,๐๐๐ ไม่ใช่ง่ายนะครับ ให้ผมทำก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราเห็นว่าสำหรับประชาชนที่หวังเอาสภา เอารัฐสภาเป็นที่พึ่งก็ควรจะ เห็นเขา ก็ควรจะมองด้วยความเคารพว่าอย่างน้อย ๆ คนเหล่านั้นเสียภาษีให้เรามานั่งอยู่ ตรงนี้ ผมไม่อยากให้ใครปฏิเสธโดยที่ไม่ไตร่ตรอง ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ได้ไตร่ตรองแล้วก็กรุณาว่าถ้าวันที่ ๑๗ วันพรุ่งนี้ ๑๐.๐๐ นาฬิกา ก็ค่อยมาคุยกันว่าใครจะ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เรื่องนี้เราเคารพกติกาซึ่งกันและกัน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสุเนตรา แซ่โก๊ะ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสุเนตตา แซ่โก๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็น ของวุฒิสภาค่ะ เราควรจะมีวุฒิสภากันอยู่หรือไม่ วุฒิสภาที่เกิดขึ้นแรก ๆ ของโลกที่ประเทศ อังกฤษนั้นจะเป็นสภาของขุนนาง เป็นสภาของผู้ที่การศึกษา มีประสบการณ์ เหมือนกับว่า เป็นสภาที่คอยเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เราเลือก ผู้แทนเขตนั้นเขาก็อาจจะเป็นคนดี คนเก่งตามพื้นที่ของเขา ตามหมู่บ้านของเขา แต่จะให้เขา รู้เรื่องราวรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ หรือตอนนี้อาจจะเป็นนอกโลกแล้ว ก็ได้นะคะ ก็คงจะเป็นเรื่องยาก เราเลยมีสภาอีกสภาหนึ่งมาช่วยเติมเต็ม คำว่าวุฒิ ก็แปลว่า ความเป็นผู้ใหญ่ มีภูมิรู้ มีคุณวุฒิ มีวุฒิภาวะ มีความมีเหตุมีผลก็น่าจะเป็นรูปแบบของ ผู้ที่มีปัญหา มีสติปัญญาที่จะคอยมาเติมเต็มให้ ประเทศไทยมีคนเก่งคนดีที่ไปทำอะไรมา เยอะแยะในต่างแดนไปเด่นไปดัง หรือในวงการวิชาชีพต่าง ๆ ที่เราควรจะได้นำความรู้ ความเก่ง ความชำนาญของเขาเหล่านั้นมาช่วยกันพัฒนาประเทศ สร้างประเทศ คนเหล่านี้ เขาก็มีจิตใจรักประเทศเขาอยากจะเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า แต่จะให้เขาเข้ามา มาเข้า พรรคการเมือง มาสมัครเป็นผู้แทนราษฎรบางทีก็อาจจะไม่ใช่นะคะ ดังนั้นวุฒิสภานี้ละค่ะ ที่จะเป็นกลไกในการรวบรวมกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ดิฉันจะขอพูดถึงรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่งวุฒิสภา พุทธศักราช ๒๕๖๑ บทถาวร ดิฉันคงไม่พูดถึงบทเฉพาะกาล เพราะบทเฉพาะกาลเกิดขึ้นแล้ว รับทราบกันแล้ว แล้วก็เป็นบทเฉพาะกาลที่มีกำหนดเวลา สิ้นสุด แต่บทถาวรนี้จะอยู่กับเราตลอดไปและก็ประชาชนหลาย ๆ คน แม้แต่เพื่อน ๆ ดิฉันก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบทถาวรมีอะไรบ้างเพราะไม่มีการพูดถึงกันเท่าไร รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๗ ระบุไว้ว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคน สามารถอยู่ในกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดได้ ก็ได้มีการแบ่งกลุ่มออกมาทั้งหมด ๒๐ กลุ่ม จริง ๆ ดิฉัน อยากจะอ่านให้ฟังว่า ๒๐ กลุ่มมีอะไรบ้างแต่เวลาคงจะไม่พอ แต่รับรองว่าทุกท่านจะต้องตก อยู่ในประเภทของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแน่นอน เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่ากลุ่มที่ ๒๐ คือ กลุ่มอื่น ๆ ถ้าท่านไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กลุ่มไหนท่านก็มาสมัครในกลุ่มที่ ๒๐ ได้คือกลุ่มอื่น ๆ หรือ ถ้าเราเป็นสตรีเรามีกลุ่มสตรีค่ะ ดังนั้นวุฒิสภาจึงเป็นเวทีที่เปิดกว้างให้กับทุกคนอายุ ๔๐ ปี ขึ้นไปที่ไม่อยู่ภายใต้อาณัติพรรคการเมืองใด ๆ เดินเข้ามาสมัครได้อย่างอิสระ ให้ทุกอาชีพ ทุกความชำนาญมาสมัคร และถ้าหากว่าท่านมีภาพของวุฒิสภาที่เป็นสภาของสามี ภรรยา สภาพ่อ แม่ ลูก สภาพรรคพวก สภาต่างตอบแทนหรืออะไรทำนองนั้น รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๘ ก็บัญญัติเด็ดขาดไว้ถึงลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สมาชิกวุฒิสภานะคะ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าลักษณะต้องห้ามนะคะ ห้ามเคยเป็นหรือเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ----------------------------- เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นมาแล้ว อย่างน้อย ๕ ปี ก็หมายความว่าท่านต้องเว้นวรรค ๕ ปี ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ห้ามเป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่ได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ห้ามเป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ห้ามเป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี นั่นหมายความว่าอย่างไรคะ หมายความว่า หากท่านเคย เข้ามามีบทบาททางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ท่านจะต้อง เว้นวรรค ๕ ปี ถึงจะมาสมัครสมาชิกวุฒิสภาได้ มาถึงข้อห้ามข้อต่อไป ห้ามเป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ การเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในคราวเดียวกัน หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ ตรงนี้ละค่ะที่จะ ไม่มีอีกแล้ว สภาสามี ภรรยา สภาพ่อ แม่ ลูก ดังนั้นบ้านหลังไหนที่มีสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ที่เหลือไม่ว่าสามี ภรรยา หรือลูก จะไปเป็น ส.ส. จะไปดำรงตำแหน่งสภาท้องถิ่นหรืออะไร ก็ไม่ได้นะคะ ท่านต้องเลือกแล้วในบ้านของท่านจะมีคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แค่ ผู้เดียวเท่านั้น และในบ้านของท่านจะมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาพร้อมกันมากกว่า ๑ คนก็ไม่ได้นะคะ
ข้อห้ามข้อต่อไปก็คือ ห้ามเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ หมายความว่าอย่างไรคะ หมายความว่าจากนี้ไปในชีวิตท่าน ถ้าท่านมาเป็นวุฒิสมาชิกแล้ว ท่านสามารถมาเป็นได้แค่ครั้งเดียว ชีวิตนี้ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้แค่ครั้งเดียว ดังนั้นหาก ท่านหุนหันพลันแล่นลาออกจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภา นั่นก็คือจบแล้วท่านไม่มีโอกาสจะ กลับมาเป็นอีกนะคะ
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้เพื่อป้องกันผลประโยชน์ต่างตอบแทนว่าชีวิต หลังจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ยังมีข้อห้าม ก็คือเช่น ห้ามจะไปเป็นรัฐมนตรีหรือไปเป็น ส.ส. ตรงนี้ท่านต้องเว้นวรรค ๒ ปี ดังนั้นหากท่านหุนหันพลันแล่นอีก ลาออกจากการเป็น สมาชิกวุฒิสภา และคิดว่าจะไปสมัคร ส.ส. ไปเป็น ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรีท่านต้องรอเวลา อย่างน้อย ๒ ปี เว้นวรรคไว้ก่อน ที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดนี้เพื่อที่จะให้ประชาชนได้รับทราบว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๖๐ ในหมวดวุฒิสภานั้นนำบทเรียนจากอดีต ของไทยมาเป็นข้อพิจารณา ให้เห็นว่าข้อบกพร่อง ข้อครหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในอดีตได้ถูก จัดการกำจัดออกไป เพื่อกลั่นกรองหาสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่มีการครอบงำโดยพรรคการเมือง ให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยเติมเต็ม ดิฉันทราบค่ะว่าท่านผู้เสนอร่างและ ประชาชนบางกลุ่มมีอคติกับรัฐบาล คสช. ดิฉันก็อยากจะขอให้ท่านวางอคติของท่านไว้ข้าง ๆ ก่อน แล้วพิจารณาในบริบทของประเทศไทยอีกครั้งควบคู่ไปกับสิ่งที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดว่า วุฒิสภาควรจะมีต่อไปอีกหรือไม่ สำหรับดิฉันแล้วดิฉันเห็นด้วยว่าในบริบทของประเทศไทย เรายังควรจะมีวุฒิสภากันอยู่ และดิฉันก็ต้องขอบอกว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านเสนอมาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็น คุณเฉลิมชัย เฟื่องคอน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่เสนอโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คน ซึ่งเป็นผู้เสนอ ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ การยกเลิกมาตรา ๖๕ เรื่องการให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ กระผมยังไม่เห็นด้วย ยุทธศาสตร์มี ๖ ด้าน ๒๓ ประเด็น ถ้าบทบัญญัติใดบกพร่อง หรือไม่สามารถปฏิบัติได้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้ในทุก ๕ ปี
ประเด็นที่ ๒ การกำหนดให้มีคณะผู้ตรวจการกองทัพตามมาตรา ๑๒๑ คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๒๒ และคณะผู้ตรวจการองค์กร อิสระตามมาตรา ๑๒๓ โดยให้มีองค์ประกอบประกอบไปด้วย ส.ส. ฝ่ายค้าน ๕ คน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๕ คน มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ การจัดซื้อจัดจ้างรวมทั้งของศาลและองค์กรอิสระ การจัดทำรายงานการปฏิรูปกองทัพ วิเคราะห์ ประเมินคุณภาพ ผลกระทบของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลยุติธรรมและศาลปกครอง และคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระ โดยให้ ผู้ตรวจการกองทัพคัดเลือกกันเอง ๒ คนไปเป็นสมาชิกสภากลาโหม ไปเป็นตุลาการ ศาลยุติธรรม ๑ คน และตุลาการศาลปกครองอีก ๑ ท่าน กระผมไม่เห็นด้วย โดยมีเหตุผลคือ อาจจะทำให้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติงานของกองทัพ และเข้าไปก้าวก่าย การปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและองค์กรอิสระ ผิดหลักการแบ่งแยกและ ถ่วงดุลอำนาจ การกำหนดเช่นนี้สภาผู้แทนราษฎรจะกลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด ในบ้านเมืองเป็นเผด็จการสภาผู้แทนราษฎรไป ในข้อเท็จจริงมีระบบการตรวจสอบของทุก หน่วยงานมีอยู่แล้ว เช่น สตง. ป.ป.ช. ตรวจสอบภายในของแต่ละหน่วยงาน รวมทั้ง การตรวจสอบการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๔ และมาตรา ๒๓๕
ประเด็นที่ ๓ การยกเลิกบทบัญญัติในหมวด ๗ รัฐสภา มาตรา ๗๙ ถึง มาตรา ๑๕๗ และเพิ่มบทบัญญัติใหม่เป็นหมวด ๗ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่มาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๑๔๑ แทน โดยใช้ระบบสภาเดียว คือสภาผู้แทนราษฎร ยกเลิกวุฒิสภา คงเหลือ แต่สภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็ยังไม่เห็นด้วย จะกลายเป็นเผด็จการโดยสภาเดียวคือ สภาผู้แทนราษฎร เป็นการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร การมีระบบ ๒ สภา คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว จะได้เป็นการตรวจสอบกลั่นกรอง การออกกฎหมายต่าง ๆ รอบคอบและรัดกุม และเป็นอันตรายที่สุดสำหรับบ้านเมืองถ้าให้มี สภาเดียว โดยไม่มีการกลั่นกรองกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง ท่านบอกว่ามีสภาเดียวหรือสภา ผู้แทนราษฎรทำให้ออกกฎหมายเรียบง่าย ทันสมัย รวดเร็ว คล่องตัว ผมก็อยากจะขอถามว่า มี สว. แล้วจะออกกฎหมายไม่ทันสมัยอย่างไร คำว่า รวดเร็ว ทำให้รอบคอบครับ กฎหมาย ออกมาใช้บังคับกับบุคคลทั่วไปต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหาย กับพี่น้องประชาชนได้ การมีสภาเดียวไม่ใช่ทางออกของประเทศแล้วครับ จะกลายเป็น เผด็จการ ควรมี สว. ซึ่งมีความรู้ความสามารถคอยกลั่นกรองการออกกฎหมายและเรื่อง อื่น ๆ จะดีกว่า ขอถามหน่อยว่าสภาเดียวแล้วใครจะมีอำนาจตรวจสอบกฎหมายต่าง ๆ ที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ประเด็นที่ ๔ เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๓/๑ และมาตรา ๑๙๓/๒ เพื่อกำหนดให้มี การถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกาและตุลาการศาลปกครองสูงสุด โดยองค์คณะ ผู้ไต่สวนในมาตรา ๑๙๓ กับมาตรา ๑๙๓/๒ กำหนดว่าให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๑ คน ผู้พิพากษาศาลฎีกา ๑ คน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ๑ คนและ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๒ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๒ คน ถ้าจะให้ผมเห็นด้วยจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์การได้มาขององค์คณะ พิจารณาถอดถอนให้มีความเหมาะสมถ่วงดุลกันทุกฝ่าย ควรแก้ไขให้สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรมีแค่ ๒ คน แต่อีก ๒ คนนั้นให้เป็นอำนาจของวุฒิสภา
ประเด็นที่ ๕ การยกเลิกหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญและยกเลิกหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ เพิ่มบทบัญญัติใหม่เพื่อปฏิรูปกระบวนการได้มาบทบาทอำนาจหน้าที่ และระบบการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เห็นด้วย แต่ว่าต้องกำหนด บทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระให้มีการคัดเลือกให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และมีการถ่วงดุล อำนาจกันอย่างสมเหตุสมผล
ประเด็นที่ ๖ ยกเลิกหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่มาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๖๑ เพื่อให้อำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศ รวมทั้งนโยบายต่าง ๆ เป็นของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมยังไม่เห็นด้วยนะครับ ขนาดมี ส.ส. ๒๕๐ คนคอยติดตามเสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศอยู่ทุก ๓ เดือน การปฏิรูป ประเทศ ๑๓ ด้านเป็นไปด้วยความล่าช้า ยังไปไม่ถึงไหนและไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามนะครับ ในการนำนโยบายของ พรรคการเมืองไปปฏิบัติในการบริหารประเทศ
ประเด็นที่ ๗ ยกเลิกมาตรา ๒๖๙ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ และ มาตรา ๒๗๒ เพื่อยกเลิกอำนาจของ สว. ตามบทเฉพาะกาลในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะมาตรา ๒๗๒ อำนาจของ สว. ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีเคยเสนอแก้ไข มาแล้ว ๒ ครั้ง ผมก็ลงมติเห็นด้วยทั้ง ๒ ครั้งให้ยกเลิก แต่ก็แพ้โหวต (Vote) ทุกครั้ง และคิดว่าผู้ที่เสนอร่าง แก้ไขอันนี้ก็คงจะต้องอดใจรอไว้สักหน่อยนะครับ อีก ๒ ปีครึ่ง ส.ว. ชุดนี้ตามบทเฉพาะกาล ก็หมดวาระแล้ว โดยเฉพาะมาตรา ๒๖๙ เป็นการให้อำนาจ ส.ว. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ๕ ปี เท่านั้น
ประเด็นที่ ๘ เพิ่มเติมหมวด ๑๖ การลบล้างผลพวงรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และการป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร และการกำหนดให้การ รัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นโมฆะ โดยความเห็นของผมนะครับ การกำหนดให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นโมฆะ ผมก็ยังไม่เห็นด้วย เพราะคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ จะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย มีการฟ้องร้องกัน ไม่หยุดหย่อน ส่วนการป้องกันและต่อต้านการรัฐประหารที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๕๙ และ มาตรา ๒๖๐ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๙ ที่กำหนดไม่ให้ศาลวินิจฉัยหรือพิพากษารับรอง ความสำเร็จ ความสมบูรณ์ของการรัฐประหารนี้ ผมเห็นด้วย มาตรา ๒๖๐ กรณีมีการ รัฐประหารเกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงอำนาจจากประชาชนหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยไม่เป็นไปตาม วิถีทางที่กฎหมายกำหนด รัฐธรรมนูญกำหนดนะครับ ให้ดำเนินคดีต่อคณะบุคคลนั้น โดยทันทีและปราศจากอายุความ ซึ่งทั้งมาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๐ ผมเห็นด้วยนะครับ
ข้อสุดท้าย ประเด็นที่ ๙ ยกเลิกมาตรา ๒๗๙ คือยกเลิกการนิรโทษกรรม ให้ คสช. ที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คำสั่ง และการกระทำของ คสช. หรือหัวหน้า คสช. ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หรือที่จะออกใช้บังคับ ต่อมา อันนี้ไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะการปฏิบัติงานของ คสช. ที่ผ่านมา ๕ ปี มีการออก คำสั่งประกาศมากมายเกือบ ๑,๐๐๐ ฉบับ ถูกบ้างเป็นส่วนใหญ่ ผิดบ้างเป็นส่วนน้อย ที่กำลัง ถูกฟ้องร้องก็มีอยู่ ผมคิดว่าคงต้องลืมกันไปก่อนแล้วกลับมาตั้งต้นกันใหม่ว่า เมื่อมีรัฐบาลมา จากการเลือกตั้งแล้ว นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีควรปฏิบัติตัวปฏิบัติตนและปฏิบัติงาน อย่างไรไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสาเหตุในการอ้างการปฏิวัติทุกครั้ง ก็อยู่ที่พวกเรา ในรัฐสภาแห่งนี้ละครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นคุณปดิพัทธ์ สันติภาดา หลังจากนั้นก็จะเป็น คุณดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ขอเชิญคุณปดิพัทธ์ครับ
เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และเป็น ๑ ใน ๒๐ ของผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายนี้ ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย สนับสนุน และอยากจะเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ให้รับฟังแลกเปลี่ยนและใช้วิจารณญาณภายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อช่วยให้ประเทศนี้ได้ ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ของระบอบประยุทธ์ได้นะครับ เรื่องของรายละเอียดและข้อเสนอต่าง ๆ ผมเห็นว่ามีประโยชน์นะครับ และสมควรที่จะพูดกันในวาระ ๒ แต่ผมอยากจะยืนยันตรงนี้ เพื่อไม่ให้เจตจำนงที่แน่วแน่ของผู้เสนอกฎหมายนั้นถูกบิดเบือนนะครับ
ประการแรกก็คือ การยกเลิกวุฒิสภา ผมว่าเราเลิกพร้อมค้อมกันดีกว่า ถ้าเรา ไม่ยกเลิกวุฒิสภาชุดนี้นะครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นี้ เราไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกลับ ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ เราไม่ได้พูดว่าเราจะไม่มีวุฒิสภาไปตลอดนะครับ ถ้า สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมาพูดคุยกันว่าเราต้องการความรอบคอบในการกลั่นกรองกฎหมาย เราต้องการการถ่วงดุลอำนาจที่ไม่ได้เป็นข้อเสนอของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ก็ยัง สามารถทำได้ แต่ว่าถ้าจะให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพื่อจะให้ ส.ว. ชุดนี้ยอมรับ ผมคิดว่าไม่ต้องเสนอดีกว่า เพราะว่ามันเหมือนกับไม่มีการแก้ไข เพราะไม่ได้ไปแตะที่หัวใจ ของอำนาจของการสืบทอดอำนาจของ คสช. เลย ท่านประธานครับ
การบิดเบือนที่ ๒ ก็คือเรื่องนี้เราไม่ได้มาพูดเรื่องของระบบการเลือกตั้งกัน นะครับ หลายท่านได้ชี้แจงไปแล้วผมไม่ขอกล่าวซ้ำ แต่ว่าเรื่องนี้เราพร้อมเดินหน้า พรรคก้าวไกล พร้อมเดินหน้าไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องของระบบเลือกตั้งที่เราได้ผ่านรัฐสภาไปแล้ว
การบิดเบือนที่ ๓ ก็คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอนครับ มีการเพิ่มอำนาจ ให้กับตัวแทนของประชาชนก็คือสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจไม่ใช่ ในความหมายที่ ส.ว. หลายท่านพยายามอธิบาย เพราะจริง ๆ แล้วคนที่รวมศูนย์อำนาจ บั่นทอนและควบคุมทุกอย่างตอนนี้ก็คือวุฒิสมาชิกนั่นเอง วุฒิสภานั่นเองนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วคนที่รวมศูนย์อำนาจ บั่นทอนและควบคุมทุกอย่างตอนนี้ก็คือวุฒิสภา นั่นเองนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนโดยการเริ่มถามสมาชิกรัฐสภาทุกท่านแห่งนี้ว่า เราเชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ หรือเปล่า ที่บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของ รัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ท่านประธานครับ เราใช้ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ มา ๔ ปีแล้ว แล้วตอนนี้ผลมันออกมาชัดเจนแล้วว่ารัฐสภาที่ไม่ใช่มา จากอำนาจอธิปไตยของประชาชน รัฐสภาแห่งนี้มีอำนาจจากการเลือกตั้งน้อยเหลือเกิน แต่อำนาจจากการแต่งตั้งนั้นครอบคลุมสภาแห่งนี้ ทำให้สภาแห่งนี้อยู่ในจุดที่ตกต่ำ ขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ของประเทศได้เลย ทุกวันนี้เราชัดเจนแล้วว่าองค์กรอิสระที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมายและ หลักนิติธรรม ทำให้ชีวิตอนาคตและผลประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของ ประชาชนแย่ลงขนาดไหน คำวินิจฉัยล่าสุดก่อให้เกิดความสับสนแตกแยกในประเทศนี้ว่า ประเทศนี้จะปกครองกันด้วยระบอบอะไร อาจารย์นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ทั่วประเทศเข้าชื่อ เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้เราชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งโดย กกต. ที่มาจาก คสช. ทำให้เราได้การเลือกตั้งที่มีความหมายน้อยเหลือเกิน เพราะเสียงของ ประชาชนไม่ได้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดรัฐสภา มีการปกปิดข้อมูลการเลือกตั้งหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของการรายงานผลคะแนนดิบ การตรวจสอบความถูกต้องของการเลือกตั้ง เป็นไปได้ยากเหลือเกิน จนองค์กรสังเกตการเลือกตั้งนานาชาติเรียกว่า เป็นความสูญหาย หรือหล่นหายไปของการกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
สุดท้ายการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมของคณะ คสช. ระบอบประยุทธ์ที่ อยากจะอยู่ต่อโดยที่ไม่ต้องอับอายประเทศชาติ แต่เรื่องนี้ไม่สามารถปกปิดได้ ทุกวันนี้ชัดเจน แล้วว่ารัฐมนตรีหลายท่านไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล ป.ป.ช. ไม่มีรายงาน นาฬิกาของคุณประวิตร ศาลรัฐธรรมนูญรับรองสถานะของรัฐมนตรีที่ถูกข้อหาค้ายาเสพติด ศาลรัฐธรรมนูญรับรองสถานะของ ส.ส. ที่ยุบพรรคตัวเอง แล้วก็ไปอยู่กับพรรคที่สนับสนุน คุณประยุทธ์โดยไม่รู้ว่าเป็นลำดับปาร์ตี้ ลิสต์ (Party-list) ลำดับที่เท่าไร ทั้งหมดเหล่านี้ครับ ท่านประธาน นี่คือสิ่งที่พวกเราอยากเห็นเกิดขึ้นจริง ๆ หรือครับ ผมถามสมาชิกวุฒิสภาว่า นี่คือภาพที่ คสช. ไปเชิญท่านมาปฏิรูปประเทศหรือครับ จนได้ประเทศหน้าตาแบบนี้ หลักนิติธรรมสูญหายไปหมด วิกฤตการณ์ของประเทศแก้ไขไม่ได้ ความขัดแย้งเต็มไปอยู่ที่ ท้องถนน นี่คือภาพความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนที่ คสช. ไปเชิญท่านมานั่งเป็นวุฒิสภาหรือครับ ท่านประธานครับ ระบบการเมืองแบบนี้เอาประเทศออกจากวิกฤติไม่ได้ แล้วประชาชน จำนวนมากยืนยันแล้วว่าการปล่อยให้ระบอบประยุทธ์ยังอยู่ต่อไปนั้น ยิ่งนำพาประเทศไปถึง จุดตกต่ำในเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเหลื่อมล้ำทุกมิติ คนจำนวนมากโดยเฉพาะ คนรุ่นใหม่มีความหวัง มีความฝันจะให้ประเทศนี้ดีขึ้น แต่ถ้าเขาสูญเสียความฝันนั้นไปสิ่งที่ เกิดขึ้นก็คือเขาจะทิ้งประเทศนี้ ปล่อยให้ประเทศนี้เป็นเรื่องของคนรุ่นเก่า แล้วก็มีประเทศที่ ด้อยพัฒนาแบบนี้ต่อไป แต่ถ้าเรื่องไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด แต่ความขัดแย้งมันสูงขึ้นก็จะ กลายเป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะเขาไม่สามารถอยู่ในประเทศที่ไม่มีความยุติธรรมได้ เพราะฉะนั้นชัดเจนแล้วว่ากลไกที่ทางผู้ร่างเสนอเป็นการถอยกลับไปครับ ยังไม่ได้พูดถึงว่า ใครจะเป็นรัฐบาลในรอบหน้า ยังไม่ได้พูดถึงมาตราปลีกย่อยอีกหลายอย่างในรัฐธรรมนูญที่ ต้องมีการแก้ไข และผมว่าข้อเสนอทุกอย่างมันก็ฟังเข้าท่าต้องไปคุยกันต่อ แต่วันนี้เราต้อง เอาระบอบประยุทธ์ออกไปก่อนครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นประเทศมันเดินต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ขอบเขตอำนาจการปฏิบัติกับหน้าที่ขององค์กรอิสระที่ทำลายล้าง พรรคการเมืองที่ต่อต้านการรัฐประหาร คำวินิจฉัยครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทำให้ตอนนี้เราไม่มี เครดิตเหลือแล้วให้กับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ในโลกเก่านะครับ เราเชื่อเรื่องการมี กลุ่มคนดี มีความสามารถ มีความเป็นกลางมาถ่วงดุลตรวจสอบฝ่ายการเมือง และ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ นั้นมีเจตจำนงที่จะสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ก็เลยสร้างองค์กรอิสระ ที่มีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลได้ แต่เราลองใช้มา ๒๔ ปีแล้ว ตอนนี้ระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลของเรายิ่งพังพินาศไปกันใหญ่ เพราะบทบาทขององค์กรอิสระเหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในโลกยุคใหม่ที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย ผู้ร่างนี้ ความเป็นกลางนั้นเกิดจากการมีตัวแทนของคนทุกกลุ่มเข้าไปในสัดส่วนที่ พอ ๆ กัน ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระเกิดจากการที่เขาต้องฟังประชาชนมากกว่าผู้มี อำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะสั่งการพวกเขา แน่นอนครับเวลาเขาฟังประชาชนเขาฟังจาก โซเชียล มีเดีย (Social media) ก็ได้ แต่ว่าพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นรับ ฉันทามติมาจากประชาชน เพราะฉะนั้นเราใช้อำนาจแทนประชาชนและประชาชนก็จะ ตรวจสอบผู้แทนของพวกเขา ถ้าเราจัดการเรื่องที่มาและขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระได้ พรรคก้าวไกลเสนอว่าเราจะผลักดันให้เกิดระบบของรัฐเปิดเผยหรือโอเพน กัฟเวิร์นเมนท์ (Open Government) ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่ใช่แค่องค์กรใดองค์กรหนึ่งมาตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจ แต่จะเป็นประชาชน ๖๐ ล้านคนที่เข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ การตรวจสอบจะ เข้มข้นกว้างขวางลึกซึ้งมหาศาล นักการเมืองจะเปิดเผย กลัวที่จะปกปิด ไม่ใช่นักการเมือง ตอนนี้ที่ต้องวิ่งหาหลักสูตรระดับสูงสร้างคอนเนกชัน (Connection) กับศาลและองค์กร อิสระเพื่อรอดพ้นจากการตรวจสอบ และนี่เป็นการส่งเสริมระบอบอุปถัมภ์ที่พวกท่านรังเกียจ กันนักกันหนา ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่หรือครับ คือการตรวจสอบถ่วงดุลให้อำนาจกลับไป ที่ประชาชน นี่คือยุคสมัยที่ประชาชนต้องการอำนาจและการเข้าถึงข้อมูลได้ เราไม่ต้องกลัว ประชาชนไม่ตรวจสอบนะครับ ประชาชนจะตรวจสอบอย่างแน่นอน ผมเป็น ส.ส. ที่มาจาก การเลือกตั้ง แอกเคานต์ทาบิลิตี (Accountability) ของผมคือความรับผิดชอบของผมต่อคน ที่โหวต (Vote) ผมมา คนที่สนับสนุนผมก็จะเป็นคนเดียวกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมและ ตรวจสอบผม ผมไม่สามารถกินร้านก๋วยเตี๋ยวที่จังหวัดพิษณุโลกได้ถ้าผมตระบัดสัตย์ ไม่ทำ ตามสิ่งที่ผมหาเสียงมา และผมเชิญนะครับคนจังหวัดพิษณุโลกอย่างเช่น พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา ท่านลงเลือกตั้งเลย ถ้าท่านชนะเลือกตั้งผมยอมให้เป็นฉันทามติว่าท่านเป็น ตัวแทนของคนจังหวัดพิษณุโลก เพราะฉะนั้นเราต้องจริงใจที่สุดครับท่านประธาน ให้อำนาจ กลับไปสู่ประชาชนทุกกลุ่ม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็นการเอาอำนาจกลับไปที่ประชาชน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะครับท่านประธานครับ แต่เป็นการเอาอำนาจกลับไปที่ประชาชนทุกกลุ่ม ให้ความแตกต่างหลากหลายให้ปัญหาที่อยู่ในประเทศนี้นั้นถูกกลับมาพูดคุยกันในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งสมการนี้เป็นไปไม่ได้ถ้าระบอบประยุทธ์ยังอยู่และมีการเลือกตั้งโดยอำนาจ ของ ส.ว. ยังอยู่ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่ทำในวันนี้เราจะไม่มีทางมีรัฐบาลชุดใหม่ที่ยึดโยง กับประชาชน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติสาธารณสุขและเศรษฐกิจได้ และเราไม่มีทางที่จะ มี สสร. ที่จะเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถ้า ส.ว. ชุดนี้และระบอบประยุทธ์ยังอยู่ อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นทุกพรรคการเมืองครับ ผมขอความร่วมมือกันและ ส.ว. ในฐานะ ของวิญญูชน ปัจเจกชน ขอความร่วมมือในการลงมติรับหลักการนี้ครับ และข้อเสนอในการ ปรับปรุงหลายอย่างไปว่ากันในวาระ ๒ ผมขอเสนอต่อท่านประธานรัฐสภาครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็น คุณดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอบคุณมากสำหรับท่านที่ยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และมาเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ ท่านชี้แจงได้ดีมากทั้ง ๒ ท่านให้เห็นเจตนารมณ์อะไรต่าง ๆ ขอบคุณที่ท่านใช้ระบบรัฐสภา เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาและเอาปัญหา เอาข้อคิดเห็นมาเสนอสภาเพื่อใช้อำนาจหน้าที่ของ รัฐสภา ผมจะไม่พูดซ้ำกับท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ท่านได้แจกแจงรายละเอียด รายมาตรา ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมจะพูดถึงหลักการใหญ่ที่เป็นเกณฑ์การใช้ดุลพินิจ ของผมนะครับ ในข้อเสนอแก้ไขนี้ผมจำเป็นต้องอ่านเหตุผลในร่างที่เสนอแก้ไขมา เพราะมัน คือหัวใจ มันคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศนี้ ท่านมีเจตจำนงที่ดีมาก ท่านบอกว่า รัฐธรรมนูญของเรามีหลายมาตราไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย หลักแบ่งแยกอำนาจ ให้ได้ดุลยภาพ มันไม่ทันสมัย มันไม่สอดคล้องกับหลักการสากลของนานาอารยะประเทศ เป็นกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช. ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือกระทบต่อ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภาตลอดจนปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ ชีวิตประจำวัน จึงต้องแก้ไขในหลาย ประเด็น ผมมีเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจตามที่ท่านเชิญชวนให้เราร่วมผ่านร่างฉบับนี้ไปสู่ กระบวนการในวาระ ๒ วาระ ๓ไปให้ประชาชนลงมติ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ผมมีเกณฑ์ในการ วินิจฉัยจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับท่านอยู่ ๓ ข้อครับ ผมจะเห็นด้วยถ้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจะเห็นด้วย จะเห็นด้วยถ้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้ไขแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้น และผมจะเห็นด้วยถ้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมขอให้ข้อคิดเห็นในแต่ละเกณฑ์ ดังต่อไปนี้นะครับ ในเรื่องของการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นที่ท่านได้อธิบายมาว่าบทบัญญัติที่ขอแก้นั้นมันจะ ทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แล้วท่านก็ได้ยกตัวอย่างหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ท่านบอกว่าใน หลาย ๆ ประเทศจำนวนมากและมากกว่าด้วยซ้ำไป ก็คือว่าเขาใช้ระบบสภาเดี่ยวนะครับ แล้วก็ประเทศเรา พูดเหมือนว่าถ้าทั่วโลกเขาเป็นสากลเขาใช้สภาเดี่ยว ทำไมเรามาใช้สภาคู่ หรือมี ๒ สภา เรื่องนี้ผมไม่ได้ติติง แต่บอกว่าท่านให้ข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วน เพราะว่า นานาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นเรามีระบบการใช้อำนาจที่ต่างกันหลายประเทศเป็น ระบบประธานาธิบดี หลายประเทศเป็นระบบกึ่งรัฐสภาประธานาธิบดี หลายประเทศแน่นอน เป็นระบบรัฐสภานะครับ แล้วก็ที่ท่านยกตัวอย่างก็รวม ๆ กันบางประเทศก็เป็นสมาพันธรัฐ สหพันธรัฐ มีมลรัฐ และก็บางประเทศก็เป็นรัฐเดี่ยว ที่ยังไม่ได้แจกแจงก็คือว่าประเทศที่เป็น รัฐเดี่ยวที่เป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเขา มีกี่สภา เป็นต้น ที่ผมพูดมาไม่ได้มีนัยอะไรเลย เพียงแต่ว่ากำลังจะบอกว่าการที่มีหลาย ประเทศเขาใช้สภาเดี่ยวก็ไม่จำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องใช้สภาเดี่ยวและแต่ละประเทศ เขาจะมีบริบทของเขา เขาจะมีความจำเป็นของประเทศนั้น ๆ ที่เราจะพัฒนาระบบของเราที่ เหมาะสม บริบทของประเทศไทยเป็นบริบททางการเมืองที่น่าสนใจครับและเราไม่เหมือนใคร ในโลกนี้ เรามีปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น คือปัญหาการใช้อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ผมใช้ อย่างนี้เลยนะครับ เพราะที่ผ่านมาถ้าท่านไปดูวุฒิสภาที่มีในรัฐธรรมนูญล้วนถูกออกแบบ ขึ้นมาแก้ปัญหา มาถ่วงดุลการใช้อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรผมไปค้นดูรัฐธรรมนูญประเทศไทย ๑๑ ฉบับ ที่ไม่มี ๒ สภา หรือไม่มีวุฒิสภามีแค่ ๒ ฉบับเท่านั้นเอง คือ ปี ๒๔๗๕ และ ปี ๒๔๙๕ นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นปี ๒๔๘๙ ปี ๒๔๙๒ปี ๒๕๑๑ ปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ล้วนมี ๒ สภาทั้งนั้น มันเกิดขึ้นจากความจำเป็นจากบริบทไทย ประเด็นของเราก็คือ บริบทไทยก็คือประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้าใจอย่างไร เข้าใจจนกระทั่งเป็น วิถีชีวิตที่จะถือปฏิบัติอย่างเป็นธรรมชาติเป็นวิถีชีวิต ประเทศไทยเรามี ๒ เรื่องเท่านั้นเองครับ จากการศึกษาวิจัยของสถาบันที่เกี่ยวข้องและ กรรมาธิการของวุฒิสภาก็คือเราไม่เคารพสิทธิคนอื่นและละเมิดสิทธิคนอื่นเป็นเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรายังขาดจิตสำนึกสาธารณะหรือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่ง ๒ เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน ที่เรียกว่าเป็นต้นแบบ มีความมั่นคง ประชาชนมีวินัย รักชาติ เขามีกันครับ และ ๒ เรื่องนี้มันส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการ เมืองไทย เด็กไทยไม่เคยขึ้นไปดูการทำงานของเทศบาลเลย สภาเทศบาลเขาว่ากัน อย่างไร อบต. เป็นอย่างไร พ่อแม่เราไม่เคยจูงเราไปดูเลย เด็กไทยไม่เคยเรียนในโรงเรียน และเอาปัญหาหมู่บ้านไปถกแถลงกัน ไปดูว่าเขาแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้นนะครับ แต่เด็กไทยเหล่านั้นก็มาเรียกร้องทางการเมืองระดับชาติ ผมกำลังเชื่อมโยงให้เห็นว่าปัญหานี้เป็น ปัญหาใหญ่ บริบทไทยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ พรรคการเมืองของเรายังไม่พัฒนาเป็น พรรคการเมืองของประชาชน ดูจากอะไร กฎหมายพรรคการเมืองที่อยากให้เป็นของ ประชาชนให้ร่วมกันเสียค่าสมัครสมาชิกให้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ให้มีส่วนออกเสียงในการ กำหนดนโยบายบริหารให้มีส่วนในการเลือกผู้แทนที่จะมาเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง ไปดูสิครับว่าเรื่องเหล่านี้ทำไม่ครบถ้วน ทำผิดกฎหมายยังอยู่หลายพรรคการเมือง บางพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งเลยไม่ได้ให้ความสนใจกับเงินของสมาชิกที่จะให้เขารู้สึกเป็น เจ้าของต้องใช้เงินของผู้บริหารพรรค ไม่ว่าจะเป็นอะไรผมไม่อธิบาย เป็นต้นนะครับ ประเด็น นี้ก็ทำให้รัฐสภาของเรามิได้เป็นไปตามหลักการ และยิ่งในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอมา ผมคิดว่ามีปัญหาในเรื่องใหญ่ ๆ ได้แก่ ๑. ในหลักการเสียงข้างมากที่ต้องรับฟังเสียงข้างน้อย ไม่ได้แก้ละครับ ถ้าให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมาก ๆ เป็นที่รวมศูนย์อำนาจ มีความสัมพันธ์ในการที่จะให้คุณให้โทษไปกำกับดูแลหรือแม้กระทั่งมีส่วนในการที่ให้ได้มาซึ่ง ศาลและองค์กรอิสระอื่นนะครับ ผมยังคิดว่าถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านการเลือกตั้ง และต้องสังกัดพรรคการเมืองในกฎหมายบริบทแบบนี้ มีแนวโน้มที่เสียงข้างมากจะลากไป เสียงข้างมากที่เป็นพวกเดียวกันกับรัฐบาล ผมใช้คำนี้ตามท่านอมร จันทรสมบูรณ์ เสียงข้างมากที่เป็นพวกเดียวกันกับฝ่ายบริหาร เสียงข้างมากที่เกาะเกี่ยวยึดโยงให้คุณให้โทษ ได้กับศาลและองค์กรอิสระ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะมีปัญหา
ประเด็นที่ ๒ ถือว่าในร่างนี้จะมีปัญหาในเรื่องของการแบ่งแยกอำนาจและ ถ่วงดุลอำนาจ เพราะว่าเราให้อำนาจที่เราได้มาจากประชาชนนั้นหลักแบ่งแยกอำนาจ เพื่อไม่ให้ใครอ้างอำนาจประชาชนและไปใช้อำนาจแบบเผด็จการ ถ้าเราเป็นนิติบัญญัติ เข้าแทรกแซงศาลได้ เข้าแทรกแซงองค์กรอิสระได้ ถามว่าศาลและองค์กรอิสระที่จะต้องมา ตรวจสอบเราจะทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องของการออกแบบ ให้มีสภาคู่ ไม่ได้เป็นความไม่เหมาะสมกับบ้านเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในแต่ละห้วงเวลา ที่ผ่านมาก็ดีหรือจะมีต่อไปก็ดีนะครับ ผมอยากให้มองว่าไม่ใช่สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้อย่างเดียว เพราะว่าสิ่งที่ท่านจะออกแบบเป็นเรื่องถาวร ชุดปัจจุบันเราเป็นแค่ครั้งเดียวในชีวิตของเรา เรามาเพื่อแก้ปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรามาแล้วก็จะหมดวาระอีกแค่ ๒ ปีเป็นต้น เพราะฉะนั้นอาจจะมองไปข้างหน้า ถ้าหากว่าหน้าที่และอำนาจไม่เหมาะสมท่านก็ปรับปรุงได้ หรือหน้าที่และอำนาจไม่เหมาะสม ที่จะปรับปรุงได้แล้วที่มาควรจะเกาะเกี่ยวกับภาคประชาชนก็ไม่มีปัญหาครับ ผมก็รับ หลักการเหล่านี้ได้แล้วก็มาแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ประเด็นถัดมานะครับ ผมมีเวลาน้อยขอใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาทีก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นนะครับ ที่สำคัญปัญหาของ เราที่เรามีสภาเป็นเสียงข้างมากเป็นพวกเดียวกับรัฐบาล ก็คือว่าเราต้องแก้ปัญหาการทำ ทุจริตและปัญหาความเหลื่อมล้ำนั่นก็คือว่าฝ่ายบริหาร กับเสียงข้างมากในสภาทำอย่างไร จะจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม ไม่มีการทุจริตได้ ซึ่งตรงนี้ผมมีข้อกังวลว่าการแก้ปัญหาและ ให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมากยิ่งขึ้น อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งยังมีการลดทอน อำนาจองค์กรอิสระ องค์กรตรวจสอบด้วย ผมก็มีความกังวลว่าไม่น่าที่จะบรรลุเป้าหมาย ตามหลักการเหตุผลได้
ข้อสุดท้ายผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องเป็น การแก้เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ผมมีข้อกังวลว่าจากการที่ท่านขยับปรับเปลี่ยนการใช้อำนาจอธิปไตยที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญ สถาบันองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผมมีความกังวลใจมากว่าความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ที่ใช้อำนาจอธิปไตย กับสถาบันที่เป็นประมุขของประเทศจะเปลี่ยนไปหรือไม่ การให้สภา ผู้แทนราษฎรมีอำนาจสูงสุด แต่งตั้งอำนาจอื่นได้ กำกับอำนาจอื่นได้ รวมศูนย์อยู่ที่เดียว จะมีผลเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ ตามรัฐธรรมนูญของเราที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ใช้อำนาจปวงชนชาวไทยผ่าน ๓ องค์กรหรือไม่ เรามีข้อกังวลเพราะว่าขณะนี้มีเรื่อง ขอแก้ไข ป. วิอาญามาตรา ๑๑๒ และแนวความคิดเหล่านั้นกับหลายท่านที่เสนอขอแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมยังเกรงว่าถ้าความคิดของท่านมีความเบ็ดเสร็จ ความคิดของท่าน ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ผมอยากให้ท่านอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนครับ เพราะมีผลต่อ การตัดสินใจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือจะรับหลักการหรือไม่ของกระผมครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านผู้เสนอขออนุญาต ชี้แจง หลังจากนั้นจะเป็นคุณไชยา พรหมา และคุณมณเฑียร บุญตัน เรียนเพื่อล่วงหน้า ขอเชิญนะครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ชี้แจงครับ ขออนุญาตลุกขึ้นอภิปรายชี้แจง ตอบคำถาม ในประเด็นคำถามของเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิก วุฒิสภาท่านคำนูณ สิทธิสมาน เข้าใจว่าท่านยังอยู่ในห้องประชุมนะครับ จริง ๆ ผมก็เป็น แฟนคอลัมน์ท่านมาตั้งแต่สมัยท่านเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนะครับ จนกระทั่ง ติดตามผลงานท่านมาโดยตลอด ก็มีความยินดีที่ได้ตอบคำถามที่ท่านตั้งเอาไว้ ผมเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ไม่ใช่ปฏิวัติแบบที่ท่านตั้ง ข้อสังเกตไว้ครับ เพราะปฏิวัติหมายถึงต้องล้มรัฐธรรมนูญทิ้งไปทั้งฉบับ และเขียนขึ้นมาใหม่ ในลักษณะที่มันไม่มีเค้าร่างเค้ารางแบบเดิมเลย แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ คือการปฏิรูปครับ เราไม่ได้ไปทำลายรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ เราแก้ไขรายมาตราในประเด็น ที่เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แล้วก็ยังคงเหลือเค้ารางแบบเดิมทั้งหมด ประเทศไทยยังเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบเดิม ทั้งหมด
ประการถัดไปครับ ท่านสมาชิกได้กรุณาตั้งข้อสังเกตว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมฉบับนี้ มีเนื้อหาที่เป็นการบั่นทอนความเป็นอิสระของศาล ท่านไล่เรียงไปทีละ ประเด็น ๆ ครับ ผมขอชี้แจงดังต่อไปนี้ครับ กรณีที่เราเขียนเอาไว้ว่าห้ามศาลใด ๆ ก็ตาม รับรองรัฐประหาร อันนี้ไม่ใช่เหตุผลอะไรอื่นใดเลยครับ ก็เพื่อให้ศาลจะได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ไปใช้อ้าง ในการวินิจฉัย ในการพิพากษาคดีว่าต่อไปนี้ถ้ามีรัฐประหารสำเร็จศาลจะไม่รับรอง รัฐประหารอีกแล้ว หลายครั้งหลายตอนผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้พิพากษา ตุลาการ ท่านก็บอกว่าจะให้ท่านทำอย่างไร ก็ในเมื่อกฎหมายเขียนแบบนี้ ในเมื่อแนวคำพิพากษา ศาลฎีกาเป็นแบบนี้ วางกันมาตั้งแต่ ๒๔๙๐ ว่าถ้ารัฐประหารสำเร็จแล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมมีอำนาจขีดเขียนรัฐธรรมนูญกฎหมายได้เอง ก็ในเมื่อนิรโทษกรรมตัวเองแล้วก็ ไม่สามารถทำอะไรได้ มันเป็นแบบนี้มาโดยตลอด ตุลาการ ผู้พิพากษาหลายท่านบอกว่า อยากจะตัดสินใจจะขาดว่าไม่รับรองรัฐประหาร แต่มันไม่มีตัวบทอะไรให้อ้างอิงครับ ถ้าเรา เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญแบบนี้ ต่อไปผู้พิพากษา ตุลาการก็จะสามารถนำมาใช้และไม่ยอมรับ รัฐประหารได้ ตรงนี้ไม่ใช่ละเมิดความเป็นอิสระของตุลาการเลยครับ ตรงกันข้ามจะทำให้ศาล สูงเด่นขึ้นไปอีกในฐานะองค์กรที่จะปกป้องประชาธิปไตยและก็ร่วมกันในการต่อต้าน รัฐประหาร
ประเด็นถัดมาเกี่ยวกับกรณีที่เราเขียนเอาไว้ว่าห้ามศาลรัฐธรรมนูญ เข้าไปขัดขวางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเรียนแบบนี้ครับ เรื่องนี้อาจจะสลับซับซ้อน สักเล็กน้อย มันเป็นเรื่องของอำนาจของ ๒ อำนาจที่เผชิญหน้ากัน คือศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ คือถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญก็ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นอำนาจ ทุกอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้คือรับมาจากรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจแก้รัฐธรรมนูญใหญ่กว่า อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญครับ เราเรียกกันว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ๒ ระดับ ระดับแรก ต้นกำเนิด คือเขียนใหม่ทั้งฉบับ กับลำดับที่ ๒ คือเข้าไปแก้ ดังนั้นอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญย่อมใหญ่กว่าอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ว่าเราดันไปเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้ามาตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญ สมัย ๒๕๔๐ ไม่เคยเขียน สมัย ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้เขียน แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้ช่อง เรื่องร้องเรียน เรื่องล้มล้างการปกครองเข้าไปตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญแทน พอมาฉบับนี้ เลยเขียนเอาไว้ให้ชัด ตรงนี้มันกระทบต่อเรื่องการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่าง ๒ อำนาจ ๒ ชนิด ระหว่างอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่รับจาก รัฐธรรมนูญมาอีกทีหนึ่ง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้อยากจะแก้รัฐธรรมนูญยกเลิก ศาลรัฐธรรมนูญล่ะครับ ให้กลับไปใช้ก่อนปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยไม่ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ เกิดมี ส.ส. ส.ว. ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรครับ นี่คือตัวอย่างให้เห็นได้ชัด ดังนั้นตรงนี้คือจัดการเรื่องการสมดุลอำนาจกันระหว่างรัฐสภา แล้วก็อำนาจการแก้รัฐธรรมนูญ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีได้เพราะรัฐธรรมนูญให้มา
ประการถัดไปครับ เรื่องของการถอดถอนที่ท่านสมาชิกหลายท่านกังวลใจ จนราวกับว่าถ้าหากมีการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา และองค์กรอิสระต่าง ๆ แล้วจะกระทบกระเทือนต่อความเป็นอิสระของศาลและองค์กรอิสระ ผมเรียนอย่างนี้ครับ รูปแบบการถอดถอนที่ผมยกร่างขึ้นมาผมไม่ได้เอามาจากที่ไหนเลยครับ ผมคิดมาจาก รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ของเรานี่แหละ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เอาเรื่องกระบวนการถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งมาใช้ตั้งแต่มาตรา ๓๐๓ และบุคคลที่จะถูกถอดถอนได้ก็มีพวกประธานศาล มีพวกองค์กรอิสระอยู่ด้วย แต่ตอนนั้นเขาให้ ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อกัน แล้วก็เริ่มมาที่ ป.ป.ช. ครับ ป.ป.ช. จะไต่สวนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะส่งมาให้ วุฒิสภาถอดถอน โดยใช้มติ ถ้าผมจำไม่ผิดมติตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ใช้ถึง ๓ ใน ๕ เมื่อสักครู่นี้ค้นมาเรียบร้อยแล้ว ส.ว. จะถอดได้ต้องใช้ ๓ ใน ๕ ดังนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมาจาก ที่อื่นใดเลยครับ อันนี้เอามาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ครับ และรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มันเลิก ตรงนี้ไป เมื่อสักครู่มีท่านผู้อภิปรายท่านหนึ่งบอกว่าที่เลิกไปก็เพราะว่า ส.ว. ไม่ได้มาจากการ เลือกตั้ง ก็เลยไม่ได้ให้มาถอดถอน ก็เช่นเดียวกันครับ ร่างฉบับนี้ก็เลยยกเลิก ส.ว. ไปและมี แต่ ส.ส. ส.ส. มาจากการเลือกตั้งก็เลยให้เขามามีอำนาจถอดถอน ดังนั้นกลไกต่าง ๆ ไม่ได้ ต่างอะไรกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพียงเปลี่ยนนิดเดียวว่าคนถอดถอนเปลี่ยนจาก ส.ว. มาเป็น ส.ส. เพราะร่างของเรานั้นจะไม่มีวุฒิสภาแล้ว เช่นเดียวกันครับท่านตั้งคำถามเอาไว้ว่า การที่ให้ ส.ส. สามารถมาโอเวอร์รูล (Overrule) ถ้าหากองค์คณะถอดถอนหรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติยกคำร้อง ถ้ายกคำร้องขึ้นมาแล้วทำไมถึงให้ ส.ส. กลับมาโอเวอร์รูล (Overrule) ได้อีกทีหนึ่ง อย่างนี้เป็นการแทรกแซงคำพิพากษา หรือไม่ ผมชี้แจง ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ การกระทำที่เป็นการถอดถอนไม่ใช่การใช้อำนาจตุลาการครับ การใช้อำนาจตุลาการคือการวินิจฉัยชี้ขาดคดี มันจะต้องมีข้อพิพาทเกิดขึ้น มันจะต้องมีโจทย์ มีจำเลย มีผู้ร้อง ผู้ถูกร้องกันอยู่ในศาล นี่ไม่ใช่การใช้อำนาจทางตุลาการครับ การถอดถอน เราหยิบยืมมาจากสหรัฐอเมริกา เราหยิบยืมมาจากเกาหลีใต้ ในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า อิมพีชเมนท์ (Impeachment) ดังนั้นเวลาพิจารณา อิมพีชเมนท์ (Impeachment) มันคือเอาองค์กรทางการเมือง หรือองค์กรตุลาการบางส่วนเข้ามาผสมกับองค์กรทางการเมือง แล้วมาถอดถอนคนออกจาก ตำแหน่ง ส่วนจะโดนคดีอาญา คดีอะไรหรือไม่นั่นไปว่าที่ศาลในระบบปกติ ดังนั้นตรงนี้ไม่ใช่ เรื่องของการเข้าไปทบทวนใหม่ของคำพิพากษา นี่เหตุผลประการแรก
เหตุผลประการที่ ๒ ผมก็เอามาโดยล้อมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ คือตอนนั้น รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้ ป.ป.ช. เริ่มก่อนครับ เสร็จแล้วก็มาจบที่ ส.ว. แต่งวดนี้ ผมเห็นว่าเพื่อให้ศาลได้เข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้นองค์คณะถอดถอนบรรดาองค์กรอิสระ ก็ให้ศาลฎีกามาเป็นคนพิจารณาก่อน เสร็จแล้วหากจะยกคำร้องก็ให้ ส.ส. มาลงมติอีกทีหนึ่ง ตรงนี้เป็นส่วนที่เห็นแตกต่างกัน
ในประการถัดไป เรื่องของการควบคุม ท่านตั้งข้อสังเกตว่าจะมี ความพยายามในการเข้าไปควบคุมงบประมาณ ควบคุมคน ควบคุมคำพิพากษา เรื่องการ ควบคุมงบประมาณท่านบอกว่าสมาชิกอาจจะไม่เห็นเหมือนกับเขียนแล้วซ่อนเอาไว้อยู่ จริงครับ จริงอย่างที่ท่านพูดมาครับ ก็คือว่าเราตัดตรงนี้ออกไปจริง ๆ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เขียนเอาไว้ว่าให้ศาลและองค์กรอิสระมีโอกาสในการแปรญัตติ มีโอกาสของบประมาณเข้ามาได้ และเป็นหน้าที่ของสภาที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ ให้พอเพียงเพื่อประกันความเป็นกลางและความเป็นอิสระ เห็นท่านพูดเรื่องการแบ่งแยก อำนาจหลายครั้งหลายหนว่า ส.ส. ไปแทรกแซงองค์กรตุลากร องค์กรอิสระ เขียนแบบ ๒๕๖๐ แบบ ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันครับ ให้องค์กรตุลาการเข้ามาแทรกแซงนิติบัญญัติและ บริหารครับ แทรกแซงตรงไหนครับ เรื่องการอนุมัติงบประมาณ การเสนองบประมาณ การพิจารณางบประมาณเป็นเรื่องของสภาครับ การบริหารการใช้งบประมาณเป็นเรื่องของ ฝ่ายบริหาร การตั้งงบประมาณ การให้ความเห็นชอบงบประมาณเป็นเรื่องของ ส.ส. ส.ว. ไม่ใช่เรื่องอะไรของศาลเลย เราเอาความคิดนี้เข้ามาตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วก็มาใช้ตอน ๒๕๖๐ ทีแบบนี้เราไม่บอกบ้างละครับว่าศาลและองค์กรอิสระเข้ามายุ่งงานของ นิติบัญญัติทำไม ทีแบบนี้เราไม่บอกบ้างละครับว่าศาลและองค์กรอิสระเข้ามายุ่งกับการ จัดการงบประมาณต่าง ๆ การบริหารงบประมาณของฝ่ายบริหารทำไม เช่นเดียวกันครับ มันเกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างหน่วยงานครับ ทุกหน่วยงานในประเทศนี้ที่รับงบประมาณ แผ่นดินไปใช้จ่ายเราเรียกกันว่าหน่วยรับงบประมาณ หน่วยรับงบประมาณทุกองค์กรไม่มี องค์กรไหนมีอภิสิทธิ์เหมือนกับศาลและองค์กรอิสระ ทุกองค์กรถ้าถูกตัดก็ต้องยอมถูกตัด ครับ แต่ทำไมกรณีศาลและองค์กรอิสระถึงได้รับข้อยกเว้นนี้ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ผมจึง ยืนยันว่านี่ไม่ใช่เข้าไปควบคุมงบประมาณเลย แล้วเท่าที่ผ่านมาเอาเป็นว่าก่อนที่จะใช้ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก่อนหน้านั้นเวลาศาลเสนออะไรมาองค์กรอิสระ เสนออะไรมา ผมก็ไม่เห็น ส.ส. ส.ว. เขาจะไปตัด ไปแตะ ไปต้องอะไรเท่าไร พูดกัน ตรงไปตรงมา ส.ส. โดยทั่วไปมาจากการเลือกตั้งเขาไม่อยากทะเลาะกับศาลหรอกครับ เพราะคดีหลายเรื่องของเขาต้องไปขึ้นศาล ใครมาริอาจตัดงบประมาณศาลละครับ ผมเพียงแต่ว่าต่อไปนี้อย่าเพิ่มอภิสิทธิ์ให้กับหน่วยรับงบประมาณแบบศาลและองค์กรอิสระ ทำไมทำเหมือนองค์กรอื่นไม่ได้ แล้วถ้าทำแบบนี้เราจะไม่เรียกว่าแทรกแซงนิติบัญญัติ และแทรกแซงบริหารหรือครับ
ประการถัดไปครับ เรื่องของการเข้าไปมีโอกาสควบคุมคน ควบคุมที่มาต่าง ๆ ผมยืนยันครับว่านี่คือหลักการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และแบ่งให้ชัดเจนครับว่าจะไม่มีเสียง ข้างมากฝ่ายไหนยึดศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้อีกต่อไป แต่มาจากการ แบ่งสันปันส่วนที่ยุติธรรมที่สุด นั่นก็คือรัฐบาลศาล ๓ ฝ่ายค้าน ๓ และผู้พิพากษาตุลาการอีก ๓ ท่านอาจจะคลางแคลงใจว่ามัน ๖ ต่อ ๓ มัน ๔ ต่อ ๓ อย่างนี้ทำไมถึงให้ผู้พิพากษา น้อยกว่า ส.ส. คำตอบสั้น ๆ มีง่าย ๆ ครับ ก็เวลาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีท่านเผชิญหน้า กับใครครับ ท่านกำลังสู้กับอำนาจนิติบัญญัติใช่ไหม ว่าสภาเขาตรากฎหมายมานั้นมันไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านกำลังจะเข้าไปลบพระราชบัญญัติที่ออกกันมาใช่ไหม ดังนั้นท่านต้องหา ความชอบธรรมที่มันพอฟัดพอเหวี่ยงกันครับ นี่เป็นหลักการสากลครับ เป็นหลักการสากล เลยครับ ลองไปดูเลย ผมท้าเลยครับ ลองไปสำรวจศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกที่มีอยู่ตอนนี้ มีที่ไหนบ้างครับว่าไม่ให้ ส.ส. เข้าไปแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกที่มีหมดครับให้ ส.ส. เข้าไปแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศสหรัฐอเมริกาไปใหญ่เลยครับ ไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นให้ประธานาธิบดีคนเดียวเลยครับ เลือกผู้พิพากษาศาลฎีกาหมดเลย เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องปกติมากตรงนี้ แล้วผมยังร่าง ในลักษณะที่แบ่งให้มีผู้พิพากษาอาชีพเข้ามานั่งด้วยไม่ใช่ว่าฝ่ายการเมืองจะยึดไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นยืนยันว่าตรงนี้มันจะทำให้เกิดดุลยภาพกันไม่มีใครยึดศาลรัฐธรรมนูญและ องค์กรอิสระได้ พร้อมกันนั้นก็มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเชื่อมโยงกลับไปที่ สภาผู้แทนราษฎรด้วย อีกนิดหนึ่งครับ เรื่องเกี่ยวกับกรณีเข้ามาแทรกแซงต่าง ๆ ผมยืนยันครับ เวลาเราพูดว่าสภาเข้าไปแทรกแซงศาล แทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงอำนาจ ตุลาการบ้างละ อำนาจตุลาการกระทำการผ่านการกระทำอะไรบ้างครับ ๑. คือคำพิพากษา คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาล นั่นคือการใช้อำนาจตุลาการ ถ้าเราบอกว่าข้อเสนอของเรานั้น เข้าไปแทรกแซงอำนาจตุลาการผมอ่านทั้งหมดไม่มีตรงไหนบอกเลยครับว่าจะเข้าไปสั่งศาล ให้ตัดสินคดีได้ ไม่มีเลย ผมบอกเลยครับว่าอ่านทั้งหมดแล้วไม่มีตรงไหนบอกเลยครับว่าจะให้ ส.ส. มีมติกลับคำพิพากษาได้ ไม่มีเลยครับ ไม่มีแม้แต่น้อยเลย ไม่มีตรงไหนบอกเลยครับว่า ส.ส. จะเรียกผู้พิพากษามาแล้วมาสั่งการบอกเธอต้องกลับไปแก้คำพิพากษาเดี๋ยวนี้ ไม่มีเลยครับ เรามีแต่เพียงเอาคำพิพากษาต่าง ๆ เข้ามาศึกษาแล้วก็ทำเป็นรายงาน เท่านั้นเอง เรามีแต่เพียงส่งคนเข้าไปแค่ ๑ คนเท่านั้นเข้าไปนั่งอยู่ในกรรมการบริหารงาน บุคคลไม่มีวันแทรกแซงความเป็นอิสระได้อย่างแน่นอน
ประการถัดไป ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายทำราวกับว่าถ้าหาก ข้อเสนอนี้ผ่านประเทศนี้จะไม่มีระบบตรวจสอบนักการเมือง ผมเห็นตรงกันข้ามเลยครับ รัฐธรรมนูญไทยเป็นรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบนักการเมืองติดอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นรัฐธรรมนูญที่ล้อมคอกนักการเมืองเอาไว้จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนแทบจะไม่ได้เลย ท่านไม่ต้องกังวลหรอกครับ ถ้าร่างฉบับนี้ผ่านจริงคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังทำหน้าที่ จัดการการการเลือกตั้ง ยังมีอำนาจหน้าที่ในการออกใบเหลือง ใบแดงเหมือนเดิม ถ้าร่างฉบับนี้ผ่านจริงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังมีอำนาจในการตรวจสอบการทุจริต มีอำนาจตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน มีอำนาจตรวจสอบเรื่องกรณีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ราชการของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เหมือนเดิม แล้วก็ส่งไปที่ศาลฎีกาของแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งเหมือนเดิมทุกประการ ถ้าร่างฉบับนี้ผ่านคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ยัง มีอำนาจในการตรวจเงินแผ่นดินเหมือนเดิมทุกประการไม่ได้ไปยุ่งไปลดทอนอำนาจ อะไรเลยครับ ถ้าร่างนี้ผ่านจริงศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีอำนาจตรวจสอบพระราชบัญญัติ ไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีอำนาจยุบพรรคอยู่ครับ ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมี อำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ส.ส. นักการเมืองอีกจำนวนมาก ดังนั้นที่ท่าน ถามว่า อ้าว ถ้าผ่านขึ้นมาแล้วใครจะตรวจสอบ ส.ส. ล่ะ คำตอบคือ ส.ส. โดนตรวจสอบตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ เต็มไปหมดอยู่แล้วครับ ผมไม่ได้ไปยกเลิก อะไรเลยเพียงแค่สร้างระบบดุลยอำนาจว่าอย่างน้อยที่สุดคุณมาเกาะมาเกี่ยวกับ สภาผู้แทนราษฎรสักหน่อยได้ไหม มิฉะนั้นเราจะกลับไปสู่ปัญหาที่ผมตั้งแต่แรกว่า เราให้ องค์กรเหล่านี้มาตรวจสอบแล้วใครล่ะครับ จะเป็นคนตรวจสอบ คนตรวจสอบอีกที เรารู้ได้ อย่างไรครับว่าเขาจะใช้อำนาจโดยชอบด้วยเสมอ นี่คือประเด็นที่จะชี้แจง
สุดท้าย ผมเรียนว่าจริง ๆ ก็ลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันผมก็เรียนหนังสือ อ่านหนังสือท่านศาสตราจารย์
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
ท่านกิตติศักดิ์มีอะไร เชิญครับ
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ (๗) ว่า โปรดวินิจฉัยว่าสภาแห่งนี้ กำลังได้รับการชี้แจงโดยผู้รายงานนั้นถามท่านประธานเพื่อวินิจฉัยว่าผู้อภิปรายอ้างว่าเป็น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้างจากประเทศโน้นนี่นั้น แต่ว่าท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ ผู้อภิปรายถูกตัดสิทธิการเมือง ๑๐ ปีสามารถมาร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ครับท่านประธานครับ
ขอวินิจฉัยว่าไม่มีอะไรผิดข้อบังคับครับ เชิญต่อเลยครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ขออนุญาตไม่ชี้แจงนะครับว่าสิทธิที่ผมโดนตัดมีอะไรบ้างท่านไปเปิดรัฐธรรมนูญที่ท่าน ชื่นชอบนักท่านก็คงจะรู้ครับ ขออนุญาตต่อนะครับ ผมกำลังไปถึงอยู่ตรงนี้ครับว่าท่าน ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อาจารย์ท่านก็คนเดียวกับผม ผมก็เคยร่ำเรียนมา แล้วอ่านหนังสือมาของท่านเหมือนกัน นั่นก็คือ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ จริง ๆ ผมรู้จักงานของอาจารย์อมรก็จากคอลัมน์ของท่านคำนูณ ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ หลักใหญ่ใจความอันหนึ่งที่ท่านอาจารย์อมรพูดไว้นั่นก็คือเรื่องคอนสทิตทูชันนัลลิซึม (Constitutionalism) นะครับ หลักใหญ่ใจความอันหนึ่งก็คือเอารัฐธรรมนูญมาแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นในประเทศ เพียงแต่ว่าปัญหาในช่วงเวลาปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๓๕ จนไปถึงปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ จนถึงปี ๒๕๔๐ นี้ ประเทศไทยเรามีปัญหาคือเรามีรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นความคิดของท่านอาจารย์อมรก็คือเรื่องของการต้องมีสตรอง ไพรม์ มินิสเตอร์ (Strong prime minister) ฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง มีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง ท่านฝันอยากเห็น ประเทศไทยมีผู้นำ เป็นรัฐบุรุษแบบชาร์ล เดอะ โกล แล้วอีกอันหนึ่งเมื่อเราให้อำนาจ ให้เสถียรภาพเขาไปแล้ว เราก็ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่หลักใหญ่ ใจความอยู่ตรงที่ว่าเรามองรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของประเทศครับ ณ วันนี้เราผ่านรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาจนถึงตอนนี้ ๒๔ ปีแล้ว เราก็เล็งเห็นแล้วว่ามันมี ปัญหาที่เพิ่มไปมากกว่าเดิม ในช่วง ๒๔ ปีก่อน ช่วงเกือบ ๓๐ ปีก่อนมันคือปัญหาเรื่องของ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ปัญหาเรื่องระบบการตรวจสอบไม่ทำงาน แต่ตอนนี้โจทย์มันเป็นอีก โจทย์หนึ่งแล้วครับ มันเป็นอีกโจทย์ที่องค์กรตรวจสอบถูกฝักฝ่ายทางการเมืองต่าง ๆ เข้ามา ใช้เป็นเครื่องมือ มันเป็นเรื่องของการที่รัฐบาลสามารถล้มได้ทุกเมื่อเชื่อคราว เมื่อเจอองค์กร ตรวจสอบแบบที่เป็นอยู่แบบนี้ มันเป็นปัญหาเรื่องอำนาจที่สะท้อนผ่านผู้แทนราษฎรที่ผ่าน จากการเลือกตั้ง อำนาจในทางความเป็นจริงเขาเหลือน้อยลงทุกที ๆ ดังนั้นนี้จึงเป็นที่มาครับ ว่าทำไมผมถึงต้องมานั่งออกแบบยกร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ขึ้นมา เพื่อจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันนั่นเองครับ ท่านบอกว่าตอนนี้มันแค่แขนซ้ายบาดเจ็บ ทำไมเราต้องตัดหัวเลย ผมยืนยันครับ นี่ไม่ใช่การตัดหัวครับ เราเห็นว่าแขนซ้ายบาดเจ็บ เรากำลังจะเอาแขนขวาเข้า ไปรักษาแขนซ้ายไปสมานบาดแผลให้แขนซ้ายกลับมาเป็นแขนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบได้ อย่างเป็นกลาง ตรวจสอบได้อย่างเป็นกลาง ตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นเครื่องมือ ของฝักฝ่ายทางการเมืองใดฝ่ายการเมืองหนึ่ง สุดท้ายครับ ท่านบอกว่าร่างฉบับนี้ เป็นลักษณะที่เป็น ๑ รวมศูนย์ ๒. บั่นทอน ๔. ควบคุม ผมก็คิดว่าตัวรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี้ ๑. รวมศูนย์เช่นเดียวกันครับ ๑. รวมศูนย์อำนาจให้กับองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อำนาจที่สืบทอดมาจากคณะรัฐประหาร ๒. บั่นทอนครับ บั่นทอนอำนาจสภาผู้แทนราษฎร และบั่นทอนประชาธิปไตย ๔. ควบคุมครับ ควบคุม ส.ส. จนแทบกระดิกกระเดี้ยทำอะไร ไม่ได้เลยครับ ควบคุมประชาชนครับ การตัดสินใจใด ๆ ของประชาชนไม่เป็นไปตามนั้นจริง ครับ คุณเลือกตั้งเขามาให้เป็นที่ ๑ อย่างไรก็ตาม คุณก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะคุณเจอ ส.ว. ๒๕๐ คน มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ควบคุมอันที่ ๓ ครับ ควบคุมการตั้งรัฐบาลครับ พอมี ส.ว. แบบนี้ ตั้งรัฐบาลพรรคที่เขาได้อันดับ ๑ เขาก็ตั้งไม่ได้ครับ พรรคลำดับอื่น ๆ ก็จะไป ร่วมกับพรรคที่ได้อันดับ ๒ แทน เหมือนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และสุดท้ายควบคุมประเทศครับ ผ่านปฏิรูปประเทศ ผ่านแผนยุทธศาสตร์ เช่นเดียวกันครับ ผมปฏิเสธในสิ่งที่ท่านตั้งข้อสังเกต ไว้ว่าร่างนี้จะมารวมศูนย์ จะมาบั่นทอนควบคุม ตรงกันข้าม เรากำลังเข้าไปแก้ปัญหา เรื่องการรวมศูนย์อำนาจไว้กับองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เรากำลังเข้าไปแก้ปัญหา การบั่นทอนอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เรากำลังเข้าไปแก้ปัญหา การบั่นทอนประชาธิปไตย เรากำลังเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมกลไกต่าง ๆ จนมันไม่ สะท้อนกับเจตจำนงของประชาชน ผมปิดท้ายการอภิปรายชี้แจงรอบนี้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ ดูเวลา บริหารเวลา ด้วยนะครับ ต่อไปจะเป็นไชยา พรหมา นะครับ หลังจากนั้นจะเป็น มณเฑียร บุญตัน ขอเชิญ ไชยาครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ สาเหตุประการหนึ่งเกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แม้จะ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันก็ตาม ต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราต้องยอมรับ ประการหนึ่งครับว่าที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาที่ไม่เป็นไปตามประชาธิปไตยเป็น พื้นฐาน การยอมรับของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นภาวะจำยอมของประชาชน บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญที่เกิดจากกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญนั้นล้วนเกิดข้อถกเถียงที่แฝงด้วยความ สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่จะต้องให้เกิดมีการตีความของรัฐธรรมนูญ ต้นกำเนิดมาจากการทำ รัฐประหาร แทนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ของประเทศแต่กลับเพิ่มความขัดแย้งในสังคมรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ ร่างมาเพื่อการแก้ไขปัญหาแต่เป็นการร่างมาเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองของ คณะรัฐประหารมากกว่า ดังนั้นข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมีข้อถกเถียง ถึงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขแม้รัฐธรรมนูญจะถูกออกแบบมาให้แก้ไขยากก็ตาม เสมือนหนึ่งไม่ต้องการที่อยากจะให้แก้ไขด้วยซ้ำไป โดยการวางรากฐานอำนาจของ คณะรัฐประหารผ่านกลไกโดยที่มาของวุฒิสภา อีกทั้งถูกออกแบบมาให้มีส่วนในการคงไว้ ในการรักษาอำนาจอย่างชัดเจน เช่น การกำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นที่จะต้อง มาจากการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นที่จะต้องยึดโยงกับประชาชน หรือการมีส่วนร่วมในการเลือก นายกรัฐมนตรีของวุฒิสภาล้วนแล้วแต่เป็นเจตนารมณ์ที่คณะรัฐประหารต้องการครองอำนาจ ไว้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นำมา ซึ่งปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องจนต้องมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสียงของ ประชาชนทุกภาคส่วนเริ่มดังขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษา คนหนุ่มสาวซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ต่างเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าถึงเวลาแล้วและมีความจำเป็นแล้วที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการ แก้ไขในครั้งนี้ยิ่งเป็นการแก้ไขและการนำเสนอของภาคประชาชนด้วยแล้วรัฐสภาย่อมจะต้อง ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะภาคประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่าง แท้จริงเพื่อที่จะให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในการเขียนรัฐธรรมนูญเป็นไป ตามต้องการของประชาชน เหตุผลที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถ้าเกิดว่ามีความ บกพร่องในเนื้อหาสาระที่เป็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ เช่น
ประการที่ ๑ กระบวนการเข้าสู่อำนาจของผู้ปกครองเราเป็นที่ทราบกันดีแล้ว ครับว่า อำนาจของการเข้ามาสู่อำนาจของคนที่มาเป็นผู้ปกครองโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพียงแต่อาศัยการสนับสนุนของวุฒิสภาซึ่งมาจากอำนาจการแต่งตั้ง ของคณะรัฐประหารก็สามารถที่จะตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว
ประการที่ ๒ การสืบทอดอำนาจและการรักษาอำนาจ ยกตัวอย่าง เช่น การแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น การตั้งศาลรัฐธรรมนูญ การตั้ง ป.ป.ช. การตั้ง สมาชิกวุฒิสภา และการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นต้น การแก้ไขบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ภาคประชาชนได้ขอเสนอส่วนที่แก้ไขที่เป็นสาระสำคัญในส่วนที่ กระผมรับผิดชอบที่จะอภิปรายส่วนนี้คือการขอยกเลิกการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติและ แผนการปฏิรูปประเทศทั้งหมดไม่ควรที่จะถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ควรที่จะเป็นหน้าที่ ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตจะเป็นผู้ที่วางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ และทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต จะเห็นได้ว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมทุกภาคส่วนของประเทศไม่เว้นแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในอนาคต การให้แผนยุทธศาสตร์ชาติมาครอบคลุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะกลายเป็น ปัญหาในอนาคตว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะมีอิสระมากน้อยเพียงใดในเมื่อถูก ตีกรอบด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีไว้ล่วงหน้าแบบนี้ ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติจึงไม่ใช่เป็น เพียงแค่เครื่องมือทางการเมืองในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกของ คณะรัฐประหารที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูได้จากพระราชบัญญัติการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๐ ได้กำหนดไว้ในมาตรา ๕ ว่าหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน มีหน้าที่ในการที่จะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นการกำหนด นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ตลอดจนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีจะต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นหน้าที่ของคณะรัฐบาลที่จะต้องกำกับดูแลให้การสนับสนุนให้ทุกองคาพยพของ ประเทศนี้ดำเนินกันไปตามแผนยุทธศาสตร์ ดังนั้นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต แทบไม่มีโอกาสที่จะกำหนดนโยบายในการหาเสียงที่เป็นนโยบายใหม่ ๆ ได้เลย ซึ่งจะไม่ สอดคล้องกับโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่ารัฐบาลในอนาคตถูก มัดมือชก ทำนโยบายใหม่ ๆ ไม่ได้เลย และเสี่ยงที่จะถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะ ข้อกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตยสำหรับประเทศนี้ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้น สะท้อนให้เห็นถึง ความพยายามในการปกป้อง และโอบอุ้มกลุ่มทุนที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่งพากลุ่มทุนผ่านนโยบายประชารัฐ เท่ากับว่ากลุ่มทุนจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจรัฐ ในขณะที่รัฐนั้นจะกุมอำนาจเพียงด้านความมั่นคงเท่านั้น ดังนั้นการเติบโตของกลุ่มทุน เท่ากับจะสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในสังคม เกิดปรากฏการณ์รวยกระจุกจนกระจาย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศตกอยู่ในภาวะยากจนและรอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาล อย่างเดียวเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการขอแก้ไข ยกเลิก แผนยุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๕ และยกเลิกมาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๖๑ ในหมวด ๑๖ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ ชาติและทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป ท่านประธานครับ ปัญหาทางการเมืองใน วันนี้เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้เป็นอุปสรรคและเป็นบ่อเกิดของ ปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กลายเป็นอุปสรรค ได้กลายเป็น ขวากหนาม และได้กลายเป็นพันธนาการที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศไปเสียแล้ว เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ถูกออกแบบไว้ให้เข้าข้างกลุ่มผู้มีอำนาจปกครอง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจปกครองที่มาจากการรัฐประหาร โดยการวางกลไกตั้งแต่เริ่มต้นของ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนจงใจตั้งใจที่จะใช้กลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจของตนเองให้ยาวนานที่สุด ตลอดจนวางกับดักในการสืบทอดอำนาจ อย่างยาวนาน วันนี้ถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาของประชาชนแล้ว พรรคเพื่อไทยจึงไม่รีรอที่จะรับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในขั้นรับหลักการ เพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้เปิดเวทีให้เกิดการถกเถียง ร่วมกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง ร่วมเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ของประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่กำหนดร่วมกันของประชาชนที่พร้อมที่จะอยู่ ร่วมกันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม หากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในครั้งนี้ประสบ ความสำเร็จ จะเป็นฉันทามติครั้งแรกทั้งฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการ ผลักดันไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประเทศชาติสามารถที่จะเดินต่อไปได้โดยปราศจาก ความขัดแย้งของคนในชาติอย่างแท้จริง แม้จะมีบางมาตราในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีข้อ ถกเถียงอีกมากก็ตาม อย่างน้อยถ้าหากรัฐสภาแห่งนี้รับร่างหลักการของการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อให้รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จะเป็นการหาทางออกร่วมกัน และจะใช้กลไกของรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนให้มีการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และเพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้ดำเนินการไปตามกระบวนการ ในการตรากฎหมายต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมณเฑียร บุญตัน หลังจากนั้นจะเป็นคุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ และคุณอนุศักดิ์ คงมาลัย นะครับ เรียนไว้ ล่วงหน้า เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณคณะผู้ยื่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ไม่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบหรือไม่ก็ตาม ผมคิดว่ามันเป็นบรรยากาศที่สังคม นั้นเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียง แลกเปลี่ยน เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการบริหาร โครงสร้างการ ปกครอง ตลอดจนกติกาสูงสุดของประเทศที่จะสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาประเทศ ต่อไปในอนาคต ถ้าประเทศนี้เป็นประเทศซึ่งไม่มีความเป็นมาย้อนหลังเป็นหลายร้อยหรือ อาจจะเป็นพันปี ถ้าประเทศนี้กำลังจะจัดตั้งขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้บนเกาะสักแห่งหนึ่ง ทุกคนมี ที่มาแตกต่างกันแต่ว่าไปเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน ผมคิดว่าคงไม่เป็นการยากครับประธานที่ผมจะ สามารถบอกได้เลยว่า ผมยินดีที่จะรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมันจะไม่ได้ส่งผล กระทบถึงต้นทุนที่เรามีอยู่ในสังคม ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่า ผมเป็นคนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ อย่างเต็มที่ และเข้าไปมีส่วนในกระบวนการ แม้ว่าขณะนั้นไม่ได้เป็นคนที่มี ตำแหน่งแห่งหนอะไรมากมาย รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แม้ว่าผมเองจะไม่ได้เต็มใจรับเต็ม ร้อยด้วยบรรยากาศในขณะนั้น ก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้ลากยาวกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ผมก็ยอมที่จะเห็นชอบในกระบวนการประชามติ พอมาถึงฉบับปี ๒๕๖๐ จะมีข้อเสียจะมี อะไรต่าง ๆ นานาอย่างไร ผมก็ยังคิดในทำนองเดียวกันว่า ก็ดีกว่าฉบับชั่วคราวซึ่งเกิดจาก อุบัติเหตุหรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่พวกเราหลายท่านได้ประณามหยามเหยียดไปแล้วนะครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ยอมรับร่างในขณะนั้น อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน บรรยากาศ ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใด ๆ ผมได้เคยเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มันมีการสวิง (Swing) อย่างสุดขั้ว อย่างสุดโต่ง ผลที่ตามมามันมักจะไม่เป็นที่ ปรารถนา ในสังคมประชาธิปไตยเราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าไม่สามารถที่จะเสาะแสวงหาการเห็นพ้องจากทุกฝ่ายได้ มันจะมีปัญหา ตามมาเป็นอันมาก แม้ว่าเราจะใช้กระบวนการของรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในวันนี้ แต่ผมกำลังคิดว่าผลที่เกิดขึ้นแทบจะไม่ต่างกับการใช้กำลังอำนาจเพื่อยึด อำนาจ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองค่อนข้าง จะมีนัยสำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยพูดคุยกับเพื่อน ๆ หลายคนเหมือนกันว่า ถ้าเรามีสภาเดียวเหมือนกับประเทศเกาหลีใต้ก็ดี หรือประเทศในสแกนดิเนเวียบางแห่งก็ดี เหมือนกัน เกิดความคล่องตัวอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ทันท่วงทีตามสถานการณ์โลก แต่ท่านประธานครับ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เหตุปัจจัยแวดล้อมหรือปัจจัยพื้นฐานที่ทำ ให้ประเทศเหล่านั้นสามารถที่จะมีสภาเดียว มันเหมือนหรือคล้ายหรือแตกต่างจาก ปัจจัยพื้นฐานของบ้านเราขนาดไหน เขามีองค์กรสถาบันทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจที่ ล้มลุกคลุกคลานมีความสลับซับซ้อนมาเป็นร้อยเป็นพันปียากที่จะเปลี่ยนแปลงเหมือนบ้าน เราหรือเปล่า และการเข้าไปเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนในเวลาอันสั้น มันจะไม่ ก่อให้เกิดผลกระทบแบบตีกลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีกลับในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ ใช่หรือไม่ ถ้าเอาตามใจอยาก ผมก็อยากจะเห็นสิ่งที่ท่านอภิปรายมาตลอดตั้งแต่เช้านี้นะครับ แต่ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น ความจริงมันก็คือว่าเรามีสถาบันทางสังคม การเมือง หรือสถาบันต่าง ๆ ที่มีวิวัฒนาการมาตลอดเป็นร้อยเป็นพันปี ซึ่งมันยึดโยงไว้ด้วยประเพณี ด้วยวัฒนธรรม ด้วยความเชื่อที่แตกต่างอย่างมาก สยามเองก็เป็นดินแดนแห่งการอพยพ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่รักษาคนเหล่านี้ไว้ด้วยกันได้ก็คือการประนอมอำนาจซึ่งกันและกัน จะเห็นได้ว่าเราไม่เคยเห็นครั้งใดเลยที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะสามารถมีอำนาจโดยเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด โดยปราศจากการประนอมอำนาจกับฝ่ายอื่น ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้ว่าจะพยายามเสนอหลักการอย่างที่ผมเรียน แล้วว่าถ้าเป็นประเทศเกิดใหม่ ไม่มีต้นทุนทางสังคมที่สลับซับซ้อน และเข้าใจยากเหมือน บ้านเราก็คงจะเป็นการไม่ยากนักที่จะเห็นชอบ และถ้าผมจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ผมก็คงรับปากได้แต่ขั้นรับหลักการ เพื่อเป็นการให้เกียรติพี่น้องประชาชนที่เสนอร่าง เข้ามา มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในขั้นกรรมาธิการซึ่งผมก็ไม่มั่นใจและไม่อาจที่จะรับปาก ได้ว่าถ้ามันไปกระทบต่อโครงสร้างที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย มันจะมีผลในทางปฏิบัติ ได้จริงหรือเปล่า ผมก็เลยคิดว่าการจะนำเสนอเนื้อหาใดก็ตามคงจะอาศัยแต่เงื่อนไข ปัจจัย แวดล้อมเบื้องหน้าเราอย่างเดียวคงไม่ได้ คงจะต้องนำเอาวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นมาเป็นเครื่อง พิจารณาด้วย คงไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดถึงสาเหตุของการทำรัฐประหาร ๒ ครั้งที่ผ่านมา ถ้าเราประคับประคองรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ โดยที่บริหารจัดการการใช้อำนาจไม่ล้นเกินไป เราอาจจะไม่สูญเสียรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ไปก็ได้ แต่เราก็ดึงเวลากลับมาไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องเดินหน้าต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิเสธความเป็นจริง เพียงแค่ว่าเราต้องการเห็นสังคมเดินไปในทางที่เราคิดว่าดีที่สุด โดยที่เราอาจจะไม่ได้คิดว่า สังคมไทยนั้นประกอบขึ้นด้วยทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายเสรีนิยม และผู้ที่มีความเห็นสุดโต่ง ทั้งสองฝ่าย และเรายังมีกลุ่มที่เราอาจจะเรียกว่าเป็นพิเศษอีกก็คือ จารีต ใช้คำซ้อนไปเลยก็ ได้เป็นอนุรักษ์นิยมจารีต เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเหล่านี้ในสังคมร่วมกับเรา เพราะฉะนั้นการที่ เราจะเนรมิตสิ่งที่เราเสนอเข้ามานี่ผมไม่เชื่อว่าในทางปฏิบัติแล้วมันจะนำไปสู่การสถาปนา ประชาธิปไตยตามที่ได้อธิบายไว้ ผมก็ยังมีความไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นำเสนอ มานั้นจะสามารถปฏิบัติได้จริง ผมจึงขอวิงวอนนะครับว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่าน ความเห็นชอบจากสภานี้หรือไม่ก็ตาม ในขั้นกรรมาธิการถ้ามีนะครับท่านคงจะต้องกลับไป พิจารณาอย่างรอบคอบ บางครั้ง บางสังคมความคล่องตัวกับความรอบคอบมันต้องชั่งใจให้ดี ผมเข้าใจว่าสยามประเทศหรือประเทศไทยเรานั้นเลือกข้างรอบคอบแล้วก็สามารถจะ ประคับประคอง มันไม่มีความสมบูรณ์หรอกครับ มันไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปตามที่เรา ต้องการเต็มร้อย แต่ผมเข้าใจว่าโดยปัจจัยแวดล้อมและพื้นฐานที่เราประสบมาโดยตลอดจะเห็นได้ว่า ความคล่องตัวหรือการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดนะครับ แต่ว่า ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดนั้นได้ สหราชอาณาจักรใช้เวลา ๘๐๐ ปีกว่า จะมาถึงในวันนี้ แล้วเขาก็ยังรักษาระบบ ๒ สภาเอาไว้ได้นี่นะครับ แล้วก็มีหลายครั้งที่เขา หวุดหวิดจะเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน แต่ในท้ายที่สุดเขาก็เลือกหนทางรอบคอบ สหราชอาณาจักรน่าจะเป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับประเทศเราที่สุด เราคงต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยที่เราพูดกันถึงในทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็ได้รับแรงบันดาลใจก็ว่าได้หรือได้รับอิทธิพล มาจากสหราชอาณาจักร แต่เราใช้เวลาประมาณ ๘๐ ปีเศษ เราอาจจะเดินทางไปไม่ถึงสิ่งที่ หลายท่านต้องการ เราอาจจะใช้ยาสามัญประจำบ้านหรือยาปฏิชีวนะบ่อยเกินไปจนเกิด อาการดื้อยา แต่ผมคิดว่าเราน่าจะรู้วิธีการป้องกันไม่ให้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยโดยไม่สร้าง เงื่อนไขขึ้นเสียเอง ในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในการเมืองแม้ว่าจะยังไม่มีโอกาสได้อยู่ในการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งเต็มร้อยนะครับ ผมได้สังเกตเห็นว่าบรรยากาศทางการเมืองของเรา บางทีก็หลงลืม และก็ชอบสร้างเงื่อนไขให้เกิดอุบัติเหตุอยู่เรื่อย เราไม่ค่อยเรียนรู้และก็ทำผิด ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าเงื่อนไขบางประการพอทำไปแล้วมันจะเกิดส่งผลตามมาอย่าง ไม่น่าเลยเราก็ทำอีก ก็ขอขอบคุณนะครับ ถึงแม้ว่าผมเองในขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะตอบได้ ว่าจะสนับสนุนหรือไม่ และถ้าสนับสนุนก็คงรับปากแค่ได้ในระดับรับหลักการ เพราะไม่มั่นใจ ว่าในรายละเอียดซึ่งยังมีปัญหาอยู่พอสมควรท่านจะแก้ไปถึงขั้นไหน แต่ก็ต้องขอบคุณที่เสนอ เรื่องราวเหล่านี้เข้ามาให้เกิดการถกเถียงการแลกเปลี่ยนกันครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศิวิไลย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา วันนี้กระผมจะขออภิปรายการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไข เพิ่มเติม ซึ่งมีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนกว่า ๑๓๕,๒๔๗ รายชื่อ เข้าเสนอชื่อตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ มาอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งตามหลักการในการขอแก้ไขครั้งนี้ คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อยกเลิกมาตรา ๖๕ เพื่อยกเลิก บทบัญญัติในหมวด ๗ รัฐสภา มาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๑๕๗ และเพิ่มบทบัญญัติใหม่ในหมวด ๗ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๑๔๑ แทน เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙ เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๓/๑ มาตรา ๑๙๓/๒ เพื่อยกเลิกหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ มาตรา ๒๐๐ ถึงมาตรา ๒๑๔ และเพิ่มบทบัญญัติใหม่ในหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ มาตรา ๒๐๐ ถึงมาตรา ๒๑๕ แทน เพื่อยกเลิกหมวด ๑๒ องค์กรอิสระตั้งแต่มาตรา ๒๑๒ ถึงมาตรา ๒๔๗ และเพิ่มเติมบทบัญญัติเป็นหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ตั้งแต่มาตรา ๒๑๖ ถึง มาตรา ๒๔๗/๓๒ แทน เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ เพื่อยกเลิกหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศตั้งแต่มาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๖๑ เพื่อเพิ่มเติมหมวด ๑๖ การลบล้าง ผลพวงรัฐประหารตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และการป้องกันและการต่อต้าน รัฐประหาร ตั้งแต่มาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๖๑ เพื่อยกเลิกมาตรา ๒๖๙ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙ เราต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย ปี ๒๕๖๐ นี้มีต้นขั้วมาจากการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ๒ สมัย ซึ่งใกล้จะครบ ๘ ปีในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ ตั้งแต่ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นมา เพราะมีบทบัญญัติรองรับและรับรองการกระทำการเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ และได้นิรโทษกรรมตนเองกับพวกไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับชั่วคราว ในมาตรา ๔๘ รับรองและรองรับในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๒๗๙ ทั้งสิ้น ผมจะอภิปราย ในประเด็นส่วนของมาตรา ๒๗๒ นั้น สมควรยกเลิกเป็นอย่างมาก เพราะมีอย่างที่ไหน เอา ส.ว. ๒๕๐ คน ที่ตนเองเลือกมามือมาโหวตตนเองให้เป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอีก ๒๐๐ กว่าคน เดิมทีผมก็เห็นว่าประเทศไทยควรจะมีสมาชิกวุฒิสภาไว้ กลั่นกรองกฎหมายเพื่อความรอบคอบ เพราะบางที ส.ส. อาจจะไม่รอบคอบพอ แต่วุฒิสภา หมายถึงสภาที่มีแต่ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่มีเจ้าของ มีความเป็นอิสระทางการเมือง ที่สำคัญต้อง ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ ส.ว. ๒๕๐ คน ชุดปัจจุบันที่ยึดโยงกับหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ และ ส.ว. กลุ่มนี้มีความซื่อสัตย์ ภักดี กับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ มีการประชุมวุฒิสภา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ถาม ส.ว. ที่มาประชุม ๒๕๐ คนว่า ในที่นี่มีใครไม่เชื่อมั่นผม หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือเลย ถ้าอย่างนั้นผมจึงอยากเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลองไปถามประชาชนบางสิ หรือไม่ท่านก็เปิด คอมเมนต์ (Comment) เฟซบุ๊ก (Facebook) ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีก็จะรู้ว่า ประชาชนรักท่านแค่ไหน หากท่านนายกรัฐมนตรีกลัวว่า ลูกน้องจะโกหก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไปคนเดียวก็ได้ ไปที่ไหนหรือไปกับลูกน้องสัก ๒ คน ก็ได้นะครับ ไปตามชุมชน ไปนั่งรถเมล์ ไปไร่นา หรือไปตามบ้านประชาชนที่อยู่ริมตลิ่งน้ำ ท่วมทุกวันในจังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร จังหวัดชัยนาท หรือจังหวัดอื่น ๆ หรือไปตาม ตลาดหรือห้างก็ได้ ไปถามเขาว่า ยังสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนนี้ให้อยู่ยาวหรือไม่ ท่านก็จะรู้ คำตอบเอง ให้ไปฟังกับหู เชื่อกับตา และยอมรับว่ามันคือเรื่องจริง คนเรานั้นมีสูงย่อมมีต่ำ มีอำนาจย่อมหมดอำนาจ มีวาสนาก็ย่อมหมดวาสนา มีบุญก็ย่อมหมดบุญ อย่าฝืนต่อไปเรา จะได้เห็นว่า ส.ว. ๒๕๐ คนนี้ ไม่มีส่วนใดที่ยึดโยงกับประชาชนแม้แต่อย่างเดียว ถ้ามีแบบนี้ ผมก็มองว่า ร่างที่เขาเสนอมาให้ยกเลิกไปก็เห็นด้วย เพราะถือว่าเป็นการประหยัด งบประมาณอีกทางหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ดี ถ้ายกเลิกไปแล้ว ผมยังมีความคิดส่วนตัวว่าจะเพิ่ม ส.ส. อีกสัก ๒๕๐ คนก็ยังดีกว่า อย่างน้อยก็ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน
ประเด็นอีกอย่างหนึ่ง คือ ส.ว. ชุดปัจจุบันมีความสำคัญอย่างมากตรงที่ว่า เป็นคนรับรองการสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นกรรมการ ป.ป.ช. กรรมการ คตง. กรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อไม่ใช้ผลประโยชน์ทางการเมือง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อรักษาบ้านเมืองเอาไว้ ส่วนแผนยุทธศาสตร์ ชาติและการปฏิรูปประเทศแล้ว ดูแล้วไม่ทันกับสถานการณ์และเหตุการณ์ปัจจุบัน เพราะบุคคลที่เข้าไปดำรงตำแหน่งในกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และกรรมการปฏิรูปเป็น บุคคลที่ไม่หลากหลาย ไม่ครบถ้วนในช่วงวัย สมควรต้องปรับปรุงแก้ไขใช้คนถูกกับงาน เหมาะกับการกำหนดอนาคต ไม่ใช่เป็นการกำหนดอนาคตให้เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ส่วนการเพิ่มเติมหมวดที่ ๑๖ การลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และการป้องกันการต่อต้านการรัฐประหาร ถึงแม้ร่างนี้จะรับร่างไป ผ่านไป ถ้ามี กลุ่มทหารหรือกลุ่มบุคคลที่กระหายอำนาจกลัวว่าจะสูญเสียอำนาจอีก อีกทั้งกลุ่มทหาร กลุ่มนี้ยังมีอำนาจในการควบคุมอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐจำนวนมาก เขียนดีแค่ไหนก็ไม่ สามารถห้ามสันดานคนแบบนี้ได้ มีวิธีเดียวที่จะสามารถต่อต้านการรัฐประหารได้คือ ประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันไม่จ่ายภาษีทุกรูปแบบให้กับรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร ถึงอย่างไรสมมติถ้ามันไม่มีเงินมันก็อยู่ไม่ได้ ในการบริหารประเทศ หรืออีกวิธีหนึ่งก็จะใช้วิธี ในการอารยะขัดขืน อย่างเช่น ประชาชนมีรถยนต์ มีรถบรรทุก มีรถจักรยานยนต์ ถ้ามีการ รัฐประหารเมื่อไร ก็จอดรถไว้กลางถนน เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร ประท้วงให้ผู้นำ และทหารออกไป แค่นี้ทหารกลุ่มที่ยึดอำนาจก็กลับบ้านเก่าไปแน่นอน
- ๘ ๖ /๑ แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนแต่ก่อน สถานการณ์ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีหนี้สินจึง ประมาณ ๙.๓ ล้านล้านบาท หนี้สินประชาชนอีกประมาณ ๑๔.๔ ล้านล้านบาท ทุนสำรอง ประเทศเรามีแค่ ๘.๗ ล้านล้านบาทแค่นั้น มิหนำซ้ำประมาณเดือนหน้าหรือเดือนมะรืน รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มอีกประมาณ ๑.๐-๑.๕ ล้านล้านบาท ไม่รวมเงินกู้ที่ขาดดุลงบประมาณ ประจำปี ๘๐๐,๐๐๐-๑.๐ ล้านล้านบาทต่อปี แม้จะผ่านพระราชกำหนดกู้เงินหรือ พ.ร.บ. กู้เงินไป ก็เป็นการคาดการณ์ได้ยากมากว่าจะมีประชาชนนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาซื้อ พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะได้ดอกเบี้ยหรือเปล่า และจะได้ต้นคืนเมื่อใด นี่เป็นอีก เหตุผลหนึ่งที่หัวหน้าคณะรัฐประหารคนเดิมหรือคนต่อไปไม่กล้าที่จะมาบริหารประเทศต่อ หรือไม่กล้าทำต่อไป เพราะว่าปัญหาของบ้านเมืองมันเยอะเหลือเกิน การแก้ไขปัญหา ประเทศชาติและประชาชน การหาเงินเข้าประเทศเพื่อมาดูแลประชาชน การประกันรายได้ สินค้าเกษตร ณ ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังหาเงินมาดูแลเกษตรกรไม่ครบเลย ยังขาดอีกประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน หนี้เก่าก็เยอะสะสมเป็นจำนวนมาก ผู้นำประเทศคนใหม่จะต้องมี ความเสียสละจะต้องใช้สมองและสติปัญญาเป็นอย่างมาก ทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีรายได้ เข้ามาบริหารคนในประเทศและใช้หนี้เก่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้องเป็นเซลล์แมน (Salesman) ที่ดี และมีคุณสมบัติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้องไม่มีคุณสมบัติที่เป็น นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร เพราะว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร ๘ ปี ที่ผ่านมาเป็นนายกที่บริหารงานไม่เป็น กู้เงินเป็นอย่างเดียวมาแจกและซื้ออาวุธเป็น อย่างเดียวทางรอดของประเทศไทยคือต้องมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือน ที่เป็นพ่อค้า หรือเป็นอาชีพอื่นก็ได้ ยกเว้นทหาร เพราะถ้าเป็นทหารแล้วก็เป็นแบบนี้ ดังนั้นผมจึงเรียน มายังพี่น้องประชาชนให้สบายใจเรื่องรัฐประหารได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก อีกทั้งจะสังเกตได้ว่า เนื้อหาที่พี่น้องประชาชนเสนอมาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการแก้ไขครั้งนี้เป็นเนื้อหา ที่ดี ในมุมของผมผมอยากให้ผ่านวาระ ๑ ๒ ๓ ไป แต่หลังจากผ่านไปแล้วก็ต้องทำตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) เพราะต้องบริหารผ่านการประชามติ เพราะว่าการแก้ไข ดังกล่าวมีการแก้ไขที่มาของอำนาจ คุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐธรรมนูญหลายองค์กร ด้วยกัน แต่ผมเชื่อว่าประชาชนให้ผ่าน แต่ในรัฐสภาแห่งนี้ผมเชื่อมั่นว่า ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว. ชุดปัจจุบันเกือบทั้งหมดจะไม่ให้ผ่านตั้งแต่วาระแรก ส่วนตัวผมและพรรคไทยศรีวิไลย์ ให้ผ่านวาระแรก เพราะเป็นร่างของประชาชนที่เขามีเจตนาที่ดี เห็นแก่ประโยชน์บ้านเมือง ผมการันตีร่างฉบับนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณอนุศักดิ์ คงมาลัย นะครับ หลังจากนั้นก็จะเป็น นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา และก็คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ขอเชิญคุณอนุศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพยิ่งครับ กระผม อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คน ที่ได้ร่วมมีบทบาทในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๔ ล ฉบับนี้ นะครับ ความจริงแล้วประชาธิปไตยที่เรากำลังพูดถึงถ้าหากว่าเป็นของประชาชนก็คงจะต้อง เรียนถามว่าของประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มริเริ่ม ๑ ๒ หรือหลายคน เป็นนักวิชาการ นักกฎหมาย นักอะไรบ้างที่พอที่จะติดตามได้ ที่ใช้ชื่อว่า รีโซลูชัน (Re-Solution) ถ้าหากว่าเปลี่ยนตัวเอส (S) เป็นตัววี (V) จะเป็นอะไรก็ไม่ทราบนะครับ ดังนั้นในส่วนที่ถัดมา โดยประชาชนกลุ่มสนับสนุน ๑๓๕,๒๔๗ คนนั้น ก็เป็นจำนวน ๒๓ คน ต่อประชากร ๑,๐๐๐ คน เพราะเพื่อประชาชน ๖๖ ล้านคน ฉะนั้นก็ต้องขอขอบพระคุณทั้ง ๑๓๕,๐๐๐ กว่าคนนี้ ที่มีส่วนร่วมในการเป็น ตัวแทนของประชาชนในการนำเสนอ และเปิดโอกาสให้มีวันนี้ แต่คนที่น่าที่จะต้องขอบคุณ พี่น้องประชาชนกลุ่มนี้มากที่สุด คือท่านผู้มีเกียรติที่ได้มาเยือนรัฐสภาในวันนี้ นั่นก็คือ ทั้ง ๒ ท่านที่ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ด้วยมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นคุณูปการของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เปิด โอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ตรงนี้ชัดเจนครับ ท่านก็สามารถที่จะหาผู้คน ในห้วงเวลานั้นผมเชื่อว่าคงกำลังมีคนโกรธเกรี้ยวในเรื่องของวัคซีนก็ดี โกรธเกรี้ยวในเรื่อง ของปัญหาอื่น ๆ ก็ดี และปัญหารวมทั้งเรื่องของการที่จะพยายามไล่นายกรัฐมนตรีก็ดี ดังนั้น ก็อยากจะทราบว่า ๑๓๕,๒๔๗ คนนั้นมีพี่น้องของผมที่อยู่ในชนบทอยู่สักกี่คน เพราะพี่น้อง ของผมเขากำลังมีส่วนร่วมในการทำการปฏิรูปประเทศอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ โอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือข้อเสนอของผู้เสนอที่กำลัง เสนอเข้าสู่รัฐสภาในวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่พี่น้องสมาชิกรัฐสภาในวันนี้จะได้มีโอกาสในการ อภิปรายถกแถลงแลกเปลี่ยน แต่เวลานั้นก็มีค่า มีค่ามากพอที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน ดังนั้นสิ่งที่มีการอภิปรายกันมาก่อนล่วงหน้าที่ว่าข้อเสนอนี้จะไม่สุดโต่งนั้น นะครับ เป็นข้อเสนอปกติในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนนี้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยท่านคงไม่มีสิทธิและคงไม่มีเสรีภาพที่จะมายืนแล้วก็ที่จะชี้มา ทางมุมขวาของเวทีว่ากลุ่มสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๕๐ คน มาจากการแต่งตั้งของ พลเอก ประยุทธ์ หรือ คสช. ผมเองมาจากการเลือกกันเองจากต่างจังหวัด และที่สำคัญก็คือ เรามีพี่น้องที่อยู่ด้วยกัน ๕๐ คน ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียง ๑ ใน ๔ เมื่อทำงานร่วมกันเราก็พบว่า ๒๕๐ คน คือความจำเป็นของการที่จะต้องทำงานร่วมกันในช่วงของการปฏิรูปประเทศ ในช่วง ๕ ปีแรก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะมากล่าวหาว่ากระบวนการของการปฏิรูป ประเทศที่กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบัน เป็นการสืบทอดอำนาจ ถ้าหากว่าให้ผู้คนที่กำลังมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ในคณะรัฐบาลก็ดี แม้แต่พี่น้องที่เป็นข้าราชการ ในส่วนราชการต่าง ๆ ก็ดี ปัญหาทุกวันนี้มันเยอะ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาภายในประเทศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่คุกคาม รวมไปถึงเรื่องของปัญหาที่เกิดจากการแทรกแซงของ ต่างชาติที่เข้ามาสู่ประเทศเราอย่างสม่ำเสมอและตลอดมาตั้งแต่ในอดีตก่อนกรุงศรีอยุธยา ด้วยซ้ำไป จนวันนี้ผมก็ยังเชื่อว่ามีวิญญาณของคนเหล่านั้นมาแทรกซึมอยู่แถวนี้ด้วย เช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่จะมาบอกว่านี่คือไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่ครับ ท่านมีสิทธิ ตามกระบวนการและที่สำคัญก็คือถ้าท่านจะขอให้สมาชิกวุฒิสภาได้มีส่วนร่วมแม้เพียงสัก ๘๐ กว่าคนก็คงต้องคิดหนักอยู่เหมือนกันว่าจะร่วมมือกับท่านอย่างไร เพราะว่าก็มีคำขู่ ออกมาว่าโอกาสวิกฤติบ้านเมืองสูงมาก ถ้าหากว่าไม่ให้ช่วยผ่านในวาระ ๑ ไป เพราะยิ่งมี การอภิปรายไปก็ย้อนกลับไปอธิบายถึงเรื่องของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่กี่วัน ซึ่งมัน เป็นคนละเรื่องกันหรือโอกาสพอดีเลยที่กำลังจะมีคนเกรี้ยวกราดและมองเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ค่อนข้างจะรุนแรงแล้วก็ชัดเจนเฉียบขาดที่จะทำให้ผู้คน ที่ก่อความปั่นป่วนบนท้องถนนทุกวันนี้ ที่รัฐสภาแห่งนี้นะครับ ด้านหน้ามีสถานที่ที่เขา สามารถที่จะมารวมกันได้ เขาออกแบบไว้อย่างนั้นครับ เอาไว้ที่จะมานั่งใต้ต้นไม้ร่ม ๆ ใจเย็น ๆ พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนกันและเอาปัญหามาเสนอกัน เพราะปัญหาที่จะต้องเสนอ เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขด้วยความเยือกเย็นสุขุมสมกับเป็นที่นี่ที่เรียกว่า สัปปายะสภาสถาน ดังนั้นไม่ว่าโอกาสที่จะปลดวิกฤติผ่อนคลายที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน การที่จะชี้ไปบอกว่า ไม่เช่นนั้นและอีก ๒-๓ วัน จะมีคนลงบนท้องถนนนั้น ผมถือว่าเป็นเรื่องของการข่มขู่กัน และเป็นเรื่องของการเตือนกันในลักษณะที่แสดงชี้ให้เห็นว่ามีคนวางแผนเอาไว้หรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่จะพูดถึงเนื้อหาที่อยู่ในสาระสำคัญ น่าสนใจครับ เอกสารที่ทางสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักวิชาการ ได้รวบรวมเอาไว้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการอภิปรายอาจจะอยากอ่านก็น่าจะอ่านด้วยครับ เพราะว่ายิ่งอ่านเข้าไป ถ้ามี โอกาสได้เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีอยู่เดิมกับส่วนที่ผู้เสนอได้เสนอมาก็อาจจะมี บางส่วนที่พอที่จะเห็นด้วยได้ แต่โดยส่วนใหญ่เต็มไปด้วยอคติ โดยส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความ คาดคิดอยู่ที่เพียงแค่ว่ามาจากผลพวงของรัฐประหารเท่านั้นเอง โดยไม่ได้พูดถึงเหตุผล หลักการหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ดังนั้นในบทวิเคราะห์ ในส่วนที่ ๒ ซึ่งมีอยู่ประมาณทั้งหมด ๑๖ หน้าของบทวิเคราะห์ของสำนักวิชาการ เป็นเอกสารที่น่าสนใจ เอาตัวอย่างสั้น ๆ ที่พูดถึงว่าเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนระบบสภาเดี่ยว คือการมีทั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรส่งผลให้กระบวนการนิติบัญญัติ มีความ สลับซับซ้อน และดำเนินไปโดยล่าช้าเกินจำเป็น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือวุฒิสภาเป็นส่วนเกิน ของกระบวนการนิติบัญญัติ เนื่องจากการที่ต้องใช้องค์กรถึง ๒ องค์กรเพื่อพิจารณาเรื่อง เดียวกันถึง ๒ ครั้งเป็นอย่างน้อย ย่อมเป็นเรื่องเกินจำเป็น ประเด็นนี้จึงทำให้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศจึงต้องนำเข้าสู่รัฐสภา และมีการพูดถึงกันในที่ประชุมร่วม ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในขณะเดียวกันก็มีเหตุผลสำคัญของฝ่ายสนับสนุนระบบ สภาคู่ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในการกลั่นกรองการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือว่า เป็นเรื่องของบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองของสภาร่วมกัน ซึ่งตรงนี้ เป็นที่ถกแถลง ถกเถียงกันอยู่มากพอสมควรทีเดียว นอกเหนือไปจากนั้น เอกสารนี้ยังมีส่วน ที่ ๓ ที่เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาที่นำเอาเหตุผลที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เกี่ยวกับ เรื่องของสภาเดี่ยว เกี่ยวกับเรื่องของการยกเลิกอำนาจวุฒิสภา เกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไข เพิ่มเติมที่มา อำนาจในการตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็น รายละเอียดที่ค่อนข้างจะเป็นทางเทคนิคที่พี่น้องประชาชนอาจจะเข้าใจยาก แน่นอนคนที่ เป็นนักวิชาการ นักกฎหมาย ย่อมน่าจะมีโอกาสที่จะใช้วิจารณญาณในเชิงที่จะมองถึง ความจำเป็นหรือภูมิทัศน์ทางสังคมของประเทศไทยที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่ไปเอาของ ต่างประเทศ ยกประเทศโน้น ยกประเทศนี้มา แล้วก็จะไปเอาของดี ๆ ของทุกประเทศมา รวมกัน ทุกวันนี้ปัญหาก็มากพออยู่แล้ว และการเดินทางต่อไปในวันข้างหน้ากระบวนการ ต่าง ๆ ที่กำลังจะต้องได้รับการแก้ไข ก็ล้วนแต่จะเป็นปัญหาอีกมากมาย แน่นอนที่สุดตรงนี้ ละครับ ถึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ชาติ ท่านทราบไหมครับ ยุทธศาสตร์ชาติ มีกี่ข้อ มีอะไรบ้าง ท่านต้องการไหมครับ ประเทศชาติต้องมีความมั่นคง ท่านต้องการ ไหมครับ ประเทศชาติต้องสามารถแข่งขันได้ ท่านต้องการไหมครับประเทศชาติเราจะสร้างคน สร้างคนที่มีคุณสมบัติดี ๆ เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนนักเรียนนักศึกษาไปในทางที่ดี ไม่ใช่ ไปชักจูงในสิ่งที่เป็นเรื่องที่เก็บกดในความคิดของตัวเองมา
ในเรื่องที่ ๔ คือเรื่องสังคม โอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ต้องกำลัง กระจายลงไปสู่พี่น้องประชาชนจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบนและสิ่งแวดล้อม
ประเด็นที่ ๕ และรวมทั้งประเด็นสุดท้ายคือเรื่องสมดุลของรัฐ เรื่องสมดุล ของรัฐเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข และต้องแก้ไขอย่างมากมายเลยทีเดียว เรารู้ว่านี่คือปัญหาและ คือเรื่องที่นำไปสู่การปฏิรูป ๑๓ ประเด็น การปฏิรูปกำลังดำเนินอยู่ กำลังมีการติดตามแก้ไขอยู่ ท่านทราบบ้างหรือไม่ วุฒิสภาเอง ก็พยายามจะประชาสัมพันธ์ แต่ว่าไม่ได้ดรามา (Drama) ไม่ต้องแสดงอะไรออกไปให้เห็น มาก แต่พี่น้องประชาชนรากหญ้าเห็นและติดตามอยู่ในกระบวนการของสมาชิกวุฒิสภา พบประชาชน ดังนั้นผมถึงคิดว่าวันนี้น่าเสียดายสักนิดหนึ่ง ขอ ๑ นาทีนะครับ ท่านประธาน ที่ความคิดและเชิงอุดมการณ์ที่เป็นข้อมูลทางวิชาการที่น่าสนใจ เสมือนแนวคิด ในอุดมคติ และใฝ่ฝันว่าจะสร้างสรรค์ระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ก็คงอาจจะนำไปสู่กระบวนการหนึ่งที่อาจจะต้องมีการตรวจสอบสักนิดหนึ่งว่า สิ่งที่ท่าน กำลังจะเข้าไปแก้แล้วเหมือนกับลิงแก้แหนั้นมันจะเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ หรือเปล่าว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะ กระทำมิได้ รายละเอียดเหล่านั้นถ้านำไปสู่การถกแถลง การวิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างสร้างสรรค์ เรามาช่วยกันทำในโอกาสต่อไป แต่ผมไม่แน่ใจว่าวันนี้ผมจะเป็นจระเข้ ขวางคลองหรือไม่ เพราะผมเห็นจระเข้น้อยที่ฝังโคลนอยู่แถวนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปนางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ดิฉันจะต้องขอบอกก่อนว่า ส.ว. ในสภาเรานี้มีทั้งรุ่นพี่ ดิฉัน มีทั้งเพื่อนดิฉัน มีทั้งผู้ที่มีความเก่งกาจ มีความสามารถ ถ้าจะให้ได้เรียก ก็ต้องบอกว่ามี ความเป็นลายคราม แต่ความลายครามของเครื่องเบญจรงค์นั้นเป็นของมีตำหนิค่ะ มีตำหนิ เพราะว่าที่มาของพวกท่าน ที่ทำให้พวกท่านแทนที่จะมีคุณค่า ทรงคุณค่า แต่กลับกลาย เป็นว่าเป็นของมีตำหนิเสียอย่างนั้น เหตุผลที่ดิฉันจะสนับสนุนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนในประเด็นสภาเดี่ยว เนื่องจากว่า ส.ว. ลากตั้งไม่มีอะไรที่ยึดโยงกับประชาชนเลย นอกจากที่จะยึดโยงแต่กับพรรคพวกตัวเอง ญาติของตัวเอง เครือญาติ ยิ่งกว่าสภา สามีภรรยาที่ในยุคหนึ่งนักการเมืองถูกเรียกแบบนั้น แต่ยุคนั้นก็ยังดีที่ยังมีการเลือกตั้งเข้ามา ผ่านระบบประชาธิปไตยเข้ามา แต่ว่าพี่ ๆ ส.ว. ยุคนี้มีหน้าที่อะไรคะ ท่านโหวตตามใบสั่ง ที่ได้รับมาหรือไม่ อีกทั้ง ส.ว. บางท่านเดินตามนักการเมืองเสียอย่างนั้น ถ้าเป็นดิฉัน ดิฉันจะ ไม่ได้รับตำแหน่งหรอกนะคะเพราะว่ามันน่าละอายใจต่อประชาชน
คุณนภาพรต้องระวังเสียดสี เดี๋ยวก็ จะเป็นการโต้ตอบ ต้องระวังนิดนะครับ
ขอบพระคุณค่ะ เราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องยกเลิก ส.ว. ในทันทีก็ได้นะคะ เพราะ ส.ว. ที่ไหนที่จะยอมผ่านร่างนี้ให้กับเรา ถ้าหากว่าลุง ส.ว. คิดเองไม่ได้ เราก็ไม่จำเป็นที่จะไปหัก ด้ามพร้าด้วยเข่าหรอก เราสามารถที่จะเริ่มต้นให้เป็นพัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ ให้ ส.ว. ยังคงมีอยู่ได้ แต่ต้องมาจากการเลือกตั้งค่ะ ถ้าคิดว่าตนเองดีจริง แน่จริง ทำเพื่อ สังคมจริง ทำเพื่อประเทศชาติจริง ลงมาสมัครรับเลือกตั้งเลยค่ะ เป็นตัวแทนประชาชน ประจำจังหวัดไปเลยค่ะ แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ท่าน ส.ว. มีอยู่ขณะนี้ ดิฉันคิดว่ามีความจำเป็น ต่อระบอบรัฐสภาของเราคือน้อย พวกเรามั่นใจว่าการกลั่นกรองกฎหมายที่ออกโดยฝ่าย ส.ว. เรา เราตรวจสอบกันเองได้อย่างรอบคอบ โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาช่วยดับเบิลเช็ก (Double check) ท่าน ส.ว. ยังอ้างว่าอยู่เพื่อจะถ่วงดุลอำนาจ ส.ส. เราด้วย แต่พอครั้งนั้น นายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ไม่ครบก็เห็นเงียบกริบกันไปหมด ทั้งยังเป็นการขัดรัฐธรรมนูญในสิ่ง ที่พวกท่านอ้างนักหนาว่าต้องเคารพ หากเหลือสภาเดียวก็จะช่วยลดงบประมาณไปอีกได้มาก
ในประเด็นเรื่องของการยกเลิกองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญที่มาจาก คสช. จริง ๆ แล้วดิฉันคิดว่าองค์กรเหล่านั้นไม่ได้ผิดอะไร แต่มันผิดที่มันมีปัญหาที่ตัวบุคคล และที่มาของบุคคลเหล่านั้น เพราะสิ่งนั้นคือตัวสร้างปัญหา หลายท่านก็คงเห็นอยู่แล้ว แล้วก็ รู้แก่ใจดีด้วยว่าทำไมถึงเกิดความลำเอียง ทำไมมันถึงเกิดความไม่ยุติธรรมในสังคม มันมากมายขนาดนี้ หากจะไม่ให้มีการรื้อ ยกเลิก องค์กรเหล่านี้ ท่านก็ควรพิจารณาตัวเองว่าจะทำเช่นไร ก่อนที่จะถูกขับไล่เพื่อศักดิ์ศรีแห่งตัว ท่านเองด้วย ในประเด็นเรื่องการรัฐประหารมันเป็นความผิด ดิฉันเห็นด้วยเป็นความผิดที่เรา ไม่ควรที่จะให้มีอายุความ ควรที่จะปราศจากการนิรโทษกรรมด้วย เห็นด้วยหากท่านเป็นนัก ประชาธิปไตยจริงท่านจะต้องรับร่างนี้ หรือว่าท่านจะเป็นนักปฏิวัติกันแน่ที่ยังคงชื่นชอบ สนับสนุน ให้มีการปฏิวัติท่านถึงจะตั้งธงกันว่าจะไม่ให้ร่างนี้มันผ่าน เราต่างก็รู้ดีว่าร่างนี้ มันไม่ผ่านหรอก แต่เราแค่อยากจะบอกถึงสามัญสำนึกให้ลุง ๆ ส.ว. ให้องค์กรอิสระที่อาสา ชาวบ้านเข้ามาทำงาน เมื่อชาวบ้านเขามีความรู้สึกนึกคิดที่เขาไม่เอา ท่านก็ควรจะพิจารณา ตนเองว่าควรจะทำอย่างไรให้เป็นที่ชอบธรรมให้เข้ามาอย่างสง่างาม ไม่ใช่ว่าท่านเข้ามา โดยการแต่งตั้งของ คสช. แล้วก็มาช่วยต่ออายุให้ คสช. แปลงร่างมาอยู่ในร่างใหม่ สร้างปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชน ดิฉันจึงสนับสนุนร่างฉบับของประชาชนนี้โดยมี ประชาชนกลุ่มหนึ่งฝากดิฉันมานะคะว่า ประชาชนบอกว่า ประชาชนจงจดจำคำตัดสิน ของผู้แทนทั้งสิ้นอย่าสงสัย จังหวัดท่านเขตท่านบันทึกไป จดจำไว้จนขึ้นใจได้ทุกคน คอยเวลาเลือกตั้งในครั้งหน้า ใครไม่ทำเพื่อประชาอย่าสับสน ถึงเวลาคิดบัญชีกับทุกคน อย่าให้หลุดรอดพ้นเข้าสภา ประชาชนฝากดิฉันมาให้ทุกท่านในที่แห่งนี้รับทราบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
อันนี้ต้องเคารพดุลพินิจของ แต่ละฝ่ายนะครับ ผมขออนุญาตให้คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้อภิปราย เพราะได้ขานชื่อไปแล้ว นะครับ หลังจากนั้นผู้ชี้แจงจะขอชี้แจง ๓ ท่าน ท่านละ ๑๐ นาที ขอเชิญคุณชวลิตครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเสนอเข้าสู่การ พิจารณาของรัฐสภาในวันนี้มีประเด็นในการแก้ไขหลายประเด็น ในเวลาอันจำกัดกระผม ขอเสนอประเด็นที่สนใจก็คือ กลไกการต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งกระผมเห็นว่าเป็นประเด็น สำคัญยิ่งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประเด็นหนึ่ง ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม เป็น ส.ส. บ้านนอกมาจากจังหวัดนครพนมดินแดนแห่งการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ประชาชนรักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดต้น ๆ ที่ประชาชนแสดงตนอย่างชัดเจนในการต่อต้านการรัฐประหาร ต่อต้านเผด็จการ เห็นได้จาก ชาวนครพนมจะแสดงความเห็นในการออกไปใช้สิทธิทางการเมืองโหวตโน (Vote No) รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่ในลำดับต้น ๆ ของประเทศไม่แพ้จังหวัด ใด ๆ เสียงของประชาชนจึงสะท้อนมายัง ส.ส. คือตัวแทนของประชาชน จะต้องมีหน้าที่ ปกป้องอำนาจของประชาชนให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ขอให้ได้สู้ ให้เป็นที่ปรากฏชาวบ้านก็พึงพอใจ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ได้เสนอหมวด ๑๖ ใหม่ ชื่อว่า การลบล้างผลพวง รัฐประหาร มีสาระโดยสังเขป ก็คือ ๑. ให้ยกเลิกการนิรโทษกรรมตนเองของคณะรัฐประหาร ๒. กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านการรัฐประหาร ๓. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะที่ก่อการรัฐประหาร และ ๔. ห้ามมิให้ศาลพิพากษารับรองความสำเร็จของการรัฐประหาร กระผมเห็นด้วยกับ หมวดลบล้างผลพวงรัฐประหารทั้ง ๔ ประเด็นดังกล่าว โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้ครับ ท่านประธาน ๑. ประเทศไทยมีการรัฐประหารมาแล้วถึง ๑๓ ครั้ง มีกบฏ ๑๑ ครั้ง นับว่าเป็นสถิติที่ติด อันดับโลก แต่เป็นสถิติในทางที่เสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างยิ่ง ถ้าการรัฐประหาร ก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน ประเทศไทยก็คงเป็นมหาอำนาจของโลกไปนาน แล้ว ตรงกันข้ามหลังรัฐประหารคราใด ประเทศถอยหลังเข้าคลอง ประชาชนอดอยาก ยากจน การพัฒนาประเทศก็ตามเพื่อนบ้านไม่ทัน ในข้อ ๒ ผลเสียของการรัฐประหารมี มากมายจริง ๆ ครับท่านประธาน อาจจำแนกเป็นด้าน ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครองและการต่างประเทศ การรัฐประหารส่งผลให้ประชาชนและชาวโลก ขาดความเชื่อมั่นในระบบการเมืองการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุด กระทบต่อการค้าการลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยวอย่างชัดเจนครับท่านประธาน ดังที่ เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเกิดก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด (COVID) เสียอีก ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ในประเด็นการลบล้างผลพวงการรัฐประหาร กระผมให้ความสำคัญกับการ ห้ามมิให้ศาลพิพากษารับรองความสำเร็จของการรัฐประหารที่เรียกกันว่า รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมตามระบอบประชาธิปไตย การรัฐประหารเป็น การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ชัดเจนครับว่า เป็นความผิดต่อความมั่นคงของ รัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๓ มีข้อความว่าผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (๑) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (๒) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจ ดังกล่าวไม่ได้ หรือ (๓) แบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใด แห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ถ้าศาลซึ่งตัดสินคดีความใน พระปรมาภิไธย ได้ดำเนินการรักษากฎหมายด้วยการไม่ก้มหัวให้กับคณะรัฐประหาร เราคน ไทยและชาวโลก ก็จะไม่เห็นการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย ความศิวิไลซ์ ความเป็น อารยะก็จะเกิดขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับปัจจุบันนี้ เป็นอนารยะที่สังคมโลกเขามองประเทศเราอยู่ ความผิด ความถูกในระบอบประชาธิปไตย ประเทศที่เจริญแล้ว เขาให้ความสำคัญกับ ประชาชน ๔ ปี ก็เลือกผู้บริหารประเทศเสียที เขาให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่ง ที่นานาอารยประเทศเขาประพฤติปฏิบัติกัน แต่ของเราทำไมใช้กำลังเข้ามาตัดสิน ทำไม ไม่ไว้ใจพี่น้องประชาชนของเรา เราอ้างกับชาวโลกว่าเป็นประชาธิปไตย เพื่อคบหากับเขา แต่เนื้อแท้ไม่ใช่ประเทศไทยถึงไม่ได้รับความเชื่อมั่น เราถึงถอยหลังเข้าคลองมาจนทุกวันนี้ กระผมจึงอยากจะเห็นศาลได้จัดสัมมนาครั้งใหญ่กันเสียที ศาลควรรับรองการรัฐประหารอีก ต่อไปหรือไม่ ควรยกขึ้นมาเป็นประเด็นว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง โลกปัจจุบันนี้ไปไกลมากแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่ศาลจะจัดสัมมนาครั้งใหญ่ว่าควรรับรองการรัฐประหารอีกต่อไปหรือไม่ คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ ควรจะไม่มีอยู่ในมรดกทางการเมืองที่ไม่ดีอีกต่อไปหรือไม่ กระผมมีความเห็นว่าเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศครั้งสำคัญ ครั้งประวัติศาสตร์ ถึงเวลาแล้วที่ศาลควรที่จะพิจารณาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และในขณะเดียวกัน กองทัพซึ่งเป็น กองทัพของประชาชน เป็นกองทัพที่รักษาสถาบันหลักของชาติ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เวลาถวายสัตย์ปฏิญาณ เพิ่มอีกข้อได้หรือไม่ครับว่าจะไม่ก่อการรัฐประหาร ตรงนี้ผมมั่นใจว่าชะงัดเลยที่จะทำให้เลิกการรัฐประหารกันเสียทีนะครับ อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธาน ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านรัฐสภาหรือไม่ แต่ถ้าศาลหยิบยกประเด็นนี้ ในเรื่องการห้ามมิให้ศาลพิพากษารับรองความสำเร็จของการรัฐประหารไปสัมมนาใหญ่ กระผมก็มั่นใจว่าจะเป็นมิติใหม่ที่เป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับท่านประธานครับ ผมมีประเด็นเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านผู้ชี้แจง ๓ ท่าน เชิญนะครับ ขอเรียนไว้ล่วงหน้านะครับ เมื่อผู้ชี้แจงเสร็จแล้วก็จะเป็นคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แล้วก็จะเป็น พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ ครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ กระผม นายณัชปกร นามเมือง ก็จะขอตอบข้อชี้แจง ในประเด็นที่ท่านตั้งคำถามต่อข้อเสนอการยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงกลไก การปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นะครับ ผมได้ฟังที่ทุกท่านอภิปรายในประเด็นนี้นะครับ และหลายประเด็นนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ คือท่านมีความกังวลว่าถ้ายกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ ถ้ายกเลิกแผนปฏิรูปแล้วจะทำให้ประเทศไม่มีทิศทางหรือเปล่านะครับ รวมถึงท่านก็มีการ ยกว่าจริง ๆ แผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปในประเทศอื่น ๆ ก็มี สิ่งเหล่านี้ผมเห็นด้วยนะครับ คือผมเห็นว่าประเทศควรจะมียุทธศาสตร์ แต่สิ่งที่ไม่ควรจะมีในประเทศไทยก็คือยุทธศาสตร์ ของ คสช. นี่คือเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องเสนอให้มีการยกเลิกกลไกแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะเนื้อแท้แล้วไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ของชาติ แต่เป็นแผนยุทธศาสตร์ของ คสช. และแผน ปฏิรูปของ คสช. ที่ท่านได้พูดถึงประเด็นว่าในประเทศอื่น ๆ นั้นก็มีการทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ นะครับ ผมขอยกตัวอย่างสัก ๒ ประเทศนะครับ ประเทศหนึ่งก็คือประเทศเอสโตเนีย นะครับ ประเทศเอสโตเนียมีการทำแผนยุทธศาสตร์ชาตินะครับ เรียกว่าเอสโตเนียปี ๒๐๓๕ และอีกประเทศหนึ่งก็คือประเทศไอร์แลนด์นะครับ เรียกว่าโพรเจกต์ (Project) ไอร์แลนด์ ๒๐๔๐ สิ่งสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติของประเทศเอสโตเนียและ ประเทศไอร์แลนด์นะครับ ก็คือ ๑. แผนยุทธศาสตร์ชาติเหล่านี้ล้วนทำจากรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง เงื่อนไขที่ ๒ ที่ทำให้แผนยุทธศาสตร์ของประเทศเหล่านี้ได้ถูกพูดถึงก็คือมีการ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างประเทศเอสโตเนียมีการรับฟังความคิดเห็นมากถึง ๑๗,๐๐๐ คน รวมถึงมีช่องทางออนไลน์ (Online) ในการแสดงความคิดเห็นนะครับ และปัจจัยที่ ๓ ก็คือแผนยุทธศาสตร์ของทั้งประเทศไอร์แลนด์และทั้งประเทศเอสโตเนียนั้นเป็น วิสัยทัศน์นะครับ เป็นแผนวิสัยทัศน์ไม่มีสภาพบังคับ แต่ใช้กลไกของระบอบประชาธิปไตยในการ กำกับควบคุมรัฐบาลให้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทีนี้ถ้าท่านเห็นทั้งแผนยุทธศาสตร์ ชาติของประเทศเอสโตเนียก็ดี แผนยุทธศาสตร์ของประเทศไอร์แลนด์ก็ดี จะพบว่าพอมาดู แผนยุทธศาสตร์ของไทยหรือแผนยุทธศาสตร์ชาติของ คสช. นั้น มีความแตกต่างจากทั้ง ๓ ประเด็นที่ผมได้พูดมา ดูในแง่ของที่มาก่อนนะครับ ที่มาของแผนยุทธศาสตร์ชาติ คสช. นี้ นะครับ ขาดทั้งความชอบธรรม ไม่ยึดโยงกับประชาชน และขาดการมีส่วนร่วม เราไปดูกัน ตั้งแต่ที่มานะครับ ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงที่มาไปแล้วนะครับ แต่ผมขอเน้นย้ำอีกทีว่า ถ้าเราไปดูที่มาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์ คสช. นี้ จะพบว่ามาจาก การแต่งตั้งของรัฐบาล คสช. แต่งตั้งในยุค คสช. แทบทั้งสิ้นนะครับ แล้วถ้าดูสัดส่วน ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็จะพบว่าใน ๓๕ คนนี้ มีทหารมากถึง ๑๑ คนนะครับ และในจำนวนนี้ ๑๐ คนเป็นสมาชิกของ คสช. อีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้จึงเรียกได้ว่าแผนยุทธศาสตร์นี้เป็นแผนยุทธศาสตร์ของ คสช. และมันก็น่า ตั้งคำถามต่อไปอีกว่าและในบรรดาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แผนยุทธศาสตร์ที่จะมีผล ทั้งทางนโยบาย ทั้งทางงบประมาณและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ และต้องครอบคลุมไปถึงประเด็น ที่หลากหลาย แต่ทำไมที่มาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์กว่าครึ่ง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ กลับประกอบไปด้วยกลุ่มทหารและกลุ่มทุนเท่านั้น
ประเด็นถัดมาที่ท่านพูดกันว่าท่านพยายามปกปิดจุดอ่อนของแผน ยุทธศาสตร์ชาติท่านก็บอกว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติมีการรับฟังความคิดเห็นนะครับ ผมอยากจะชี้ให้ท่านดูใน พ.ร.บ. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๒๘ มีการเขียนแบบลักไก่ไว้ว่า กระบวนการที่มีการรับฟังความคิดเห็นก่อนกฎหมายฉบับนี้จะใช้ให้ถือว่าได้ดำเนินการรับฟัง ความคิดเห็นไปแล้ว นั่นแปลว่าอะไรครับ นั่นแปลว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ทำอยู่ อาจจะมีผลหรือไม่มีผลก็ได้ แต่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ คสช. ได้ดำเนินการไปแล้ว ก็เอามาใช้เลยแล้วก็เอามาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ มันไม่ได้เป็นการมีส่วนร่วมอย่าง กว้างขวางที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง อันนี้คือความไม่ชอบธรรมในแง่ของ ที่มา และเป็นเหตุผลว่าทำไมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีการเสนอให้ยกเลิก แผนยุทธศาสตร์ชาตินี้
ถัดมา มีสมาชิกบางท่านถามว่าได้ดูเนื้อหาของแผนยุทธศาสตร์ชาติไหม ผมก็ได้ดูทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติระดับใหญ่เราก็เห็นว่าหลายส่วนเขียนไว้ค่อนข้างกว้างมาก แล้วก็ยังมีคำถามตามมาต่อถึงความเป็นรูปธรรม ถ้าท่านไปดูในเนื้อหาท่านจะพบว่าแผนและ ตัวชี้วัดทั้งแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติมันไม่มีความชัดเจน และหนักหนากว่านั้นคือไม่มี การจัดลำดับความสำคัญ เราอ้างว่าเราจะปฏิรูปประเทศ แต่ลำดับความสำคัญว่าอะไรสำคัญ ก่อนสำคัญหลังซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปนั้นสำเร็จกลับไม่ได้ถูกระบุไว้ และใน ตัวชี้วัดที่ไม่ชัดเจนนั้นผมขออนุญาตยกตัวอย่างสัก ๑ อันนะครับ ในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ ชาติด้านความมั่นคง มีการกำหนดว่าปัญหาความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ปัญหายาเสพติด ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) การค้ามนุษย์ได้รับการแก้ไขจนไม่ส่งผลกระทบต่อการ บริหารและพัฒนาประเทศ ในแผนแม่บทนี้กำหนดตัวชี้วัดว่าให้ดูระดับความสำเร็จของ การแก้ไขปัญหาว่าดีขึ้นอย่างน้อยร้อยละ ๕๐ คำถามที่ตามมาก็คือว่าร้อยละ ๕๐ นี่ ร้อยละ ๕๐ จากอะไร จากตัวชี้วัดไหน สิ่งนี้ไม่ได้บ่งบอกอยู่ในแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็บอกไม่ได้ด้วยว่าดีขึ้นจากร้อยละ ๕๐ ถ้าสมมติว่าดีขึ้นจากอดีตแปลว่าดีขึ้น จริงหรือเปล่าก็ไม่สามารถชี้วัดได้อีกเช่นกัน
อีกอันหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติที่ไม่มีตัวชี้วัด ที่ชัดเจนก็คือแผนแม่บทในประเด็นการต่างประเทศกำหนดเป้าหมายว่าให้ประเทศไทย มีเกียรติภูมิ มีอำนาจต่อรอง และได้รับการยอมรับในสากลมากขึ้น ในแผนแม่บทฉบับนี้ มีการกำหนดตัวชี้วัดว่าให้ดูจากระดับความสำเร็จของไทยในการสร้างความเข้าใจ การยอมรับ ภาพลักษณ์ และความนิยมไทยในสากลด้วยอำนาจแบบนุ่มนวลของไทย ผมอ่านแล้วผมไม่เข้าใจว่าตัวชี้วัดนี้วัดอย่างไร ไม่รู้ว่าความสำเร็จนี้วัดอย่างไร
อีกประเด็นถัดมาที่ท่านพูดว่าถ้าเกิดแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่ดีก็สามารถจะ ทบทวนแก้ไขได้ ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติแก้ไขยากพอ ๆ กับแก้ไข รัฐธรรมนูญเลยครับ เพราะถ้าท่านไปดูใน พ.ร.บ. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ การที่ท่านจะแก้ไข แผนยุทธศาสตร์ชาติได้ขั้นแรกท่านต้องได้รับความยินยอมจากบอร์ด (Board) บอร์ด (Board) ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเขาต้องมีความเห็นว่าจะทบทวนแก้ไขเพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แปลว่าถ้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มาจากการ แต่งตั้ง คสช. ไม่เห็นด้วยด่านแรกท่านไม่ผ่าน ด่านที่ ๒ ต่อให้ผ่านจากบอร์ดคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติท่านก็ต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งอย่างที่เราก็พูดกันไปว่า รัฐสภานี้ท่านสมาชิกหลายท่านโดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาก็มาจากการแต่งตั้งของ คสช. หมายความว่าจะแก้ไขแผนยุทธศาสตร์ชาติได้ต้องได้รับความยินยอมจาก คสช. และตัวอย่าง ของสิ่งที่ท่านบอกว่าแก้ได้เราไปดูกันในส่วนของวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) โควิด-๑๙ (COVID-19) นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้หลาย ๆ ประเทศต้องทบทวนแผนยุทธศาสตร์ของ ตัวเองนะครับ แต่พอมาดูในกรณีของไทยที่ท่านบอกว่าปรับได้ ยืดหยุ่นได้ก็พบข้อเท็จจริง ที่ว่าเราไม่มีการปฏิรูปแผนยุทธศาสตร์ชาติเลย มีการเขียนแผนเพิ่มขึ้นมา ๑ แผนเรียกว่าแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็น ผลมาจากสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) และดำเนินการคู่ขนานไปกับแผนแม่บทอื่น ๆ แปลว่ามีสถานการณ์วิกฤติจริง สถานการณ์ในประเทศเปลี่ยนไป แผนยุทธศาสตร์ชาติ ต้องปรับ แต่ท่านแก้เพียงเล็กน้อย นี่คือเหตุผลว่าทำไมแผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือแผน ยุทธศาสตร์ คสช. ถึงไม่ประสบผลสำเร็จ
มาดูในส่วนของแผนปฏิรูปกันบ้าง แผนปฏิรูปนี้ไม่ได้ต่างจากแผนยุทธศาสตร์ ของ คสช. เลยนะครับ ถ้าไปดูในแง่ของที่มาเราก็จะพบว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หลายท่านก็เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา เพราะว่าหลายคนก็เป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ บางท่านก็มาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และบางคนก็ทำงานอยู่ใกล้ชิดกับ คสช. ก็มาทำงานในคณะกรรมการปฏิรูป และสัดส่วนที่ สำคัญก็คือว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเราพบว่าร้อยละ ๓๓ เป็นกลุ่มข้าราชการ ซึ่งพอ ที่มามาจากกลุ่มข้าราชการ มาจากบรรดาอดีต ทีมงานของ คสช. ก็ทำให้แผนปฏิรูปไม่ได้ต่าง จากแผนงานของราชการทั่วไป เรียกว่า แผนปฏิรูปเท่ากับแผนงานของราชการ เหตุผลที่ผม กล่าวเช่นนั้น เพราะว่าถ้าท่านไปดูเราจะพบว่าในรายงานซึ่งผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่านได้ เคยเปิดผ่านอยู่แล้วเป็น ๑ ในรายงานการประชุมของรัฐสภา ก็จะพบว่ามีการรายงาน ความคืบหน้าการปฏิรูปในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๓ ก็ระบุว่าให้ กสทช. ไปทำ หนังสั้น ๑ เรื่อง ชื่อเรื่องฝุ่นหรือหยดน้ำเป็นหนึ่งในแผนงานปฏิรูปประเทศ
๒. ในรายงานความคืบหน้าปฏิรูปเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๓ ระบุความคืบหน้าว่าให้ กกต. ไปทำแอปพลิเคชัน (Application) ฉลาดเลือก ให้ข้อมูล เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแผนงานพื้นฐานที่หน่วยงานข้างต้นต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่การปฏิรูปใหม่เลยนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเรามาดูในความคืบหน้าของแผนการปฏิรูป เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนเป็นรายงาน ๒ ฉบับ เราก็จะพบว่าแผนงานปฏิรูปในด้าน การเมือง กำหนดไว้ว่าให้ประเทศไทยต้องได้รับเดโมเครชี่ อินเด็กซ์ (Democracy Index) หรือดัชนีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ ๖.๗๕ การกำหนดค่าดัชนีประชาธิปไตยไว้ที่ ๖.๗๕ แปลว่าเราตั้งเป้าหมายไว้ในปี ๒๕๖๔ ว่า ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยแบบบกพร่อง นี่คือแผนปฏิรูปประเทศ กำหนดเป้าหมายของเราว่าในปี ๒๕๖๔ เราจะขยับจากประเทศ ประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยแบบบกพร่อง อันนี้เป็นการตั้งเป้าหมายที่ต่ำมาก และถ้าเราดูดัชนีประชาธิปไตยที่ผ่านมาเราก็จะพบว่า ๖.๗๕ เป็นดัชนีที่ต่ำมาก เพราะว่า ถ้าเราไปดูในปี ๒๕๕๔ ประเทศไทยมีดัชนีประชาธิปไตยอยู่ที่ ๖.๕๕ แล้วก็อยู่ในเรนจ์ (Range) นี้เรื่อยมาจนมีการรัฐประหาร ก็เลยทำให้ดัชนีนี้ตกลง เพราะฉะนั้นจริง ๆ ถ้าเรายึดตามแผน ปฏิรูปนี้ และตั้งเป้าหมายไว้ที่ เดโมเครชี่ อินเด็กซ์ (Democracy Index) ที่ ๖.๗๕ แปลว่า หลังจากนี้สมาชิก ส.ว. ทุกท่านที่ต้องติดตามการปฏิรูป ท่านต้องออกมาร่วมกันต่อต้านการ รัฐประหาร เพราะถ้ามีการรัฐประหารเมื่อไรแปลว่าเราปฏิรูปประเทศไม่สำเร็จ
ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงแผนการปฏิรูปของพวกเรา ก็คือว่า แผนปฏิรูปของ คสช. และแผนยุทธศาสตร์ชาติก็คือว่า มีหลายประเด็นเหลือเกินที่เป็นที่ ถกเถียงในสังคม แต่กลับไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิรูป ยกตัวอย่าง เช่น การปฏิรูปกองทัพ ผมมักจะพูดกับมิตรสหายอยู่บ่อยครั้งว่า จริง ๆ การปฏิรูปกองทัพหรือการยกเลิกการเกณฑ์ ทหารให้ไปใช้ระบบสมัครใจ ถ้าวันนี้เราไม่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา การปฏิรูปกองทัพและการยกเลิกการเกณฑ์ทหารอาจจะสำเร็จก็ได้ เพราะว่าร่างกฎหมายที่ เสนอให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหารถูกปัดตกไปด้วยอำนาจของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน แล้วก็ไม่รับคำร้อง ก็เลยทำให้ร่าง กฎหมายนี้ตกไป แต่ประเด็นนี้ก็ไม่อยู่ในแผนการปฏิรูป และไม่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ว่าจะมี การปฏิรูปกองทัพอย่างไร ทั้งที่ถ้าเราไปดูพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาแห่งนี้ มีพรรคการเมือง อย่างน้อย ๓ พรรค ที่เสนอเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ก็คือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถ้าดูที่นั่งของทั้ง ๓ พรรคนี้ จะพบว่าการผลักดันนโยบายนี้จะสำเร็จ ได้ แต่ก็ไม่อยู่ในแผนปฏิรูป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติและ แผนปฏิรูปที่กำหนดโดย คสช. สุดท้ายแล้วนอกจากไม่มีความชอบธรรมยังไม่สามารถนำไปสู่ การปฏิบัติที่แท้จริงได้แล้วนะครับ สุดท้ายแล้วแผนเหล่านี้มันมีไว้ทำไม สมาชิกหลายท่านได้ชี้แจงไปในเรื่องนี้แล้ว แต่ผมขอ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า สุดท้ายแล้วแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ท่านเขียนไว้ และการออก พ.ร.บ. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเมือง ถ้าหากไม่มีใครทำตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช. ได้ร่างไว้ ก็จะถูกตีความและมีความผิด ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทุจริต คอร์รัปชันแต่อย่างใด แค่ไม่ทำตามแผนก็มีสิทธิที่จะถูกตัดสินว่าผิดได้ และโทษสูงสุดถึงการ ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต นี่คือการเอาแผนยุทธศาสตร์ของ คสช. มาเพื่อ ประหัตประหารชีวิตทางการเมือง หากว่านักการเมืองหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนปฏิรูปที่ร่างโดย คสช. สุดท้ายนะครับ มีสมาชิก หลายท่านพูดว่า ข้อเสนอนี้ร่างอยู่บนความกลัวเรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นเพราะกลัว แผนยุทธศาสตร์ชาติกลัวการปฏิรูป ผมก็ขอเรียนตรง ๆ ว่ามันเป็นความหวาดกลัวจริง ๆ ครับ เพราะผมหวาดกลัวเหลือเกินว่าเรากำลังจะเอางบประมาณภาษีของประชาชนที่อ้างว่าเอามา ทำยุทธศาสตร์ชาติ เอามาทำการปฏิรูปนั้นเป็นเพียงแค่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และที่ เลวร้ายกว่านั้นคือเรากำลังเอางบประมาณเหล่านี้มาทำเป็นแผนและเป็นเครื่องมือทาง การเมืองเพื่อประหัตประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนถึงต้องเสนอให้มีการล้างกลไกที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ ชาติและแผนปฏิรูปของ คสช. ขอบคุณครับ
เนื่องจากได้ขอไว้ท่านละ ๑๐ นาที เพราะฉะนั้นต้องบริหารเองนะครับ ท่านได้ใช้ไปประมาณ ๑๕ นาที เชิญต่อเลยครับ ท่านที่ ๒ ครับ
เรียนประธานสภาและสมาชิกรัฐสภาที่ เคารพทุกท่านครับ กระผม เอกรินทร์ ต่วนศิริ ในฐานะตัวแทนของประชาชนที่ร่วมลงชื่อ สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผมขอขอบคุณสภาแห่งนี้ที่ให้สิทธิเสียงของ ประชาชนที่เอาเรื่องเอาราวกับเรื่องบ้านเมืองและเสนอเพื่อที่จะแสดงความเห็นว่า วิกฤติ ที่เราเจออยู่นี้เป็นวิกฤติที่มอบให้แก่รัฐสภาแห่งนี้ในการที่จะร่วมฟังและพิจารณา สภาแห่งนี้ เป็นสภาที่มีเกียรติ สภาแห่งนี้เป็นสภาที่สง่างาม ด้วยเหตุผลเดียวครับ เพราะว่าสภาแห่งนี้ ได้รับฉันทามติจากประชาชน เมื่อต้องอาศัยอำนาจนิติบัญญัติโดยผ่านรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้ รับร่างหลักการด้วยเสียงข้างมาก ด้วยเวลาอันน้อยนิดนี้ผมอยากจะให้เหตุผล ๓ ประการ ด้วยกัน
อย่างแรก การเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการเรียก ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของประชาชนที่จะมอบให้แก่รัฐสภาแห่งนี้อีกครั้ง ซึ่งก่อน หน้านี้มีแต่ความสงสัยและมีคำถามด้วยสามัญสำนึกต่อความสมเหตุสมผล ทั้งที่มาของสภา แห่งนี้และทั้งเนื้อหาของตัวรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหตุผลนี้เป็น เหตุผลที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องมาพูด ณ แห่งนี้ เหตุผลที่ ๒ คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมอยากจะพูดด้วยความรู้สึกส่วนตัวว่ามันเป็นโอกาส เป็นโอกาสที่สำคัญ เป็นโอกาสที่สำคัญในความหมายว่า ที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตย ที่จะรักษาสถาบัน การเมืองหลักของประเทศนี้ และที่เห็นอยู่เป็นรูปธรรมคือจะรักษาชีวิตและความรู้สึกของคน หนุ่มสาวจำนวนมากของประเทศนี้ที่หลายคนอาจจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ๆ ทั้งหลายในนี้ก็ได้ กระผมอยากจะเรียนว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ต้องเสียอะไรเลย ไม่ต้องเสียอะไรเลยถ้ารับร่างฉบับนี้ เพียงแต่ว่าจะไม่ได้สิ่งที่เป็นของประชาชน นั่นคือ ๑ สิทธิ ๑ เสียงเพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เสนอสภาเดี่ยว ซึ่งนั่นมันก็สะท้อนในหลักการ ที่ยังเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด เราไม่ต้องซับซ้อนเลย ตรงไปตรงมาที่สุด สมาชิก สภาทุกท่านครับ เราจะเห็นประชาชนกลับมาไว้วางใจสภาแห่งนี้ได้ก็คือ การพูดในสิ่งที่มัน เป็นจริงอยู่ในปัจจุบันนี้ สภาพการเมืองที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเรามีปัญหาอยู่ ๒-๓ ประการ
อย่างแรกเราเห็นว่าการเมืองของนอกสภาเป็นการเมืองแห่งความตีบตัน เป็นการเมืองที่ทำร้ายคนที่เห็นต่าง ความเห็นต่างมันไม่ควรมีใครที่จะต้องติดคุก เพราะพวก เขาพูดถึงเรื่องของบ้านเมือง ความตีบตันทำให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าปัญหา เหล่านี้จะสามารถแก้ไขได้ก็ต้องใช้สภาแห่งนี้พูดกันอย่างสันติ ตลอดช่วงเช้าจนถึง ณ ตอนนี้ ที่ผ่านมา ผมเห็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ผมเห็นว่านี่เป็นโอกาสครั้งแรกของผม แต่สิ่งที่ผมมานั่ง แล้วผมเห็นว่ามีการถ้อยทีถ้อยอาศัยและรับฟังกันมากขึ้น แน่นอนครับบางครั้งก็ต้องพูดกัน ตรง ๆ แต่การพูดกันตรง ๆ ก็ไม่มีใครต้องติดคุกและต้องตายหรือต้องเสียชีวิต คำถามก็คือว่า ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ถูกหยิบยกมาเป็นสิ่งที่เป็นบทสนทนาในช่วงที่ประเทศเราเกิดความขัดแย้ง เหล่านี้ เป็นบทสนทนาที่จะเชื้อเชิญให้คนที่เห็นต่างทางการเมืองได้เข้ามาร่วมเอนเกจ (Engage) ได้เข้ามามีส่วนร่วมกัน นี่คือมันจะเป็นมรดกของพวกเรา ณ วันนี้ ไม่ว่าท่านจะอยู่ ฝ่ายใดก็ตาม คำถามจึงมีอยู่ว่าแล้วรัฐธรรมนูญนี้ในปัญหาเชิงรูปธรรมมันคืออะไรบ้าง ผมคง ไม่ต้องตอบอีกต่อไปแล้ว เพราะคณะผู้ร่วมชี้แจงได้ตอบไปหมดแล้ว แต่อยากจะพูดเพื่อให้ เห็นในชีวิตที่ผมอยู่ต่างจังหวัด กรณีตัวอย่างเป็นต้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนเรื่องของ หลักการกระจายอำนาจเลย ซ้ำร้ายกว่านั้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเขียน แผนพัฒนาท้องถิ่นให้เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ถ้าไม่เขียนก็ยากที่จะได้งบ ถ้าไม่เขียน ก็อย่างที่เพื่อนผู้ร่วมอภิปรายว่าเผลอ ๆ อาจจะผิดด้วย ทั้ง ๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาจากประชาชนทั้งสิ้น เราเห็นว่าปัญหาทุกอย่างมากองอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เราไม่เคยไว้วางใจ ว่าคนต่างจังหวัดมีความคิดความฝันเหมือนกับคนที่นี่เหมือนกัน อย่าว่าแต่สภาแห่งนี้ หรือกรุงเทพฯ แห่งนี้จะแก้ไขปัญหาให้แก่ตัวเองได้เลย ก็ยังไม่มีผู้ว่าเป็นของตัวเองเลยที่จะ มาบริหารจัดการเรื่องฝุ่น จัดการเรื่องน้ำ แต่เมื่อระบบการกระจายอำนาจเมื่อมันไม่เกิดขึ้น ในจังหวัดต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดปัญหาในทางวิชาการเรียกว่ารัฐราชการรวมศูนย์ ซึ่งเป็นปัญหา ที่เราพูดในทางวิชาการมาไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี ๔ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมคิดว่าเวลาเราพูดถึงตัว ของรัฐธรรมนูญ
- ๙ ๗ /๑ เราต้องคิดถึงหน้าตาของคนในสังคมไทยที่แตกต่างกันด้วย ในความนี้หมายความว่าอย่างไร พูดให้สั้นก็คือว่า สมการของผู้ที่จะร่วมในการพัฒนาสังคมไทยมันมีหลากหลายมาก และก็ สิ่งที่สำคัญที่อยากจะพูดถึงก็คือว่า ตลอดที่ผมสอนหนังสือมา ๑๐ ปี ผมเห็นคนหนุ่มสาวมา โดยตลอด ในช่วง ๒-๓ ปีนี้ผมเห็นเขาหมดความหวัง ผมเห็นสิ่งที่อยากจะพูดก็คือ ใช่ละครับ ผมเห็นความโกรธ แต่ความโกรธนี้เขามีสิทธิโกรธไม่ใช่หรือครับ ถ้ามันไม่ได้ทำให้ชีวิตเขามันดี ขึ้น แต่ก็นับว่าน่าเสียดายที่ตลอดที่ผ่านมาสุดท้ายแล้ว ก็คือความผิดพลาดอย่างมหาศาลที่ทำ กับคนหนุ่มสาวก็คือ การที่รัฐกลับใช้อำนาจในการควบคุมกักขังชีวิตพวกเขาไม่ปล่อยให้ ความคิดของเขาออกมาสู่สาธารณะ และก็ฟังพวกเขาน้อยเกินไป แต่ตัดสินพวกเขาทุก ๆ การกระทำตลอดเวลา ดังกับพวกเขาไม่ใช่ลูกหลานของเรานะครับ ฉะนั้นเองผมคิดว่าศาสตร์ แห่งการปกครองที่ดีก็คือ การรับฟังและก็ถ้าพอจะเป็นไปได้นะครับ ผมก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติ อย่างยิ่งที่มาพูดแห่งนี้ แต่ถ้าเป็นไปได้ผมหวังว่าจะรับไมตรีจิตของผม ณ ช่วงเวลา ๙ นาที ที่พูดนี้ด้วยการพินิจพิเคราะห์ด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมาจากเพื่อนผู้ที่มาชี้แจงทั้งหมด สุดท้ายก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ด้วยความเคารพครับ สวัสดีครับ
ครับ ขอบคุณนะครับ ท่านที่ ๓ เชิญครับ
เรียนประธานรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว หนึ่งในตัวแทน ผู้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับรื้อระบอบประยุทธ์ วันนี้ดิฉันจะมาพูดใน ๒ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรก คือการลบล้างผลพวงรัฐประหาร และประเด็นที่ ๒ คือเรื่อง ของความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นะคะ การลบล้างผลพวงของการทำ รัฐประหารเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งค่ะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้ง และวิกฤติทางการเมืองไทยในปัจจุบันนี้ เพราะนับตั้งแต่คณะรัฐประหาร คสช. ซึ่งนำโดย พลเอก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจเข้ามาปกครองประเทศ สิ่งที่คณะรัฐประหาร มักกระทำราวกับว่าอยู่ในกมลสันดานนั่นก็คือ การหาทางที่จะให้ตัวเองสามารถใช้อำนาจ
ขออภัยนะครับคุณชลธิชา ไม่ได้ให้ ถอนครับ แต่ว่าสำหรับผู้มีวุฒิภาวะถ้อยคำอย่างนั้นไม่ควรใช้นะครับ
ค่ะ ต่อนะคะ นั่นคือการหาทางที่ตัวเอง จะใช้อำนาจได้ดั่งใจ และกันตัวเองออกไปจากความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้น เช่นกรณี ที่มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี ๒๕๕๗ ขึ้นมา มีมาตรา ๔๔ ที่กำหนดให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้งหรือกระทำการใด ๆ ก็ได้ โดยถือว่าคำสั่งและการกระทำ ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายด้วยรัฐธรรมนูญและถือว่าเป็นที่สุด มีมาตรา ๔๗ ที่รับรอง ความชอบธรรมของบรรดาประกาศคำสั่งของ คสช. และมาตรา ๔๔ ที่นิรโทษกรรมให้ตัวเอง หลังจากนั้นเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ประกาศใช้ขึ้นมาก็ยังมีมาตรา ๒๗๙ กำหนด ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เนื้อหาสาระไม่ต่างกันมากคือ การกำหนดให้ประกาศ คำสั่ง และการ กระทำใด ๆ ของ คสช. ทั้งในอดีตก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้และที่จะมีขึ้นต่อไป ในอนาคตนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนะคะ ผลของการให้อำนาจกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับหัวหน้าคณะรัฐประหารในการใช้ อำนาจตามอำเภอใจได้ โดยไม่คิดถึงเรื่องของความผิดชอบ ทำให้คณะรัฐประหารมักใช้ อำนาจด้วยความมักง่าย ไม่แยแสและสร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น
ขอเตือนอีกครั้งนะครับ เข้าใจดีว่า จดมาพูด แต่ว่าถ้อยคำบางอย่างถ้าเลี่ยงได้ต้องเลี่ยง กมลสันดานเอย มักง่ายอะไรเหล่านี้ ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในที่นี้นะครับ
และที่สำคัญเลยที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งคือ การตัดโอกาสของประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่จะอุทธรณ์ ร้องขอความเป็นธรรมจาก ผลกระทบจากกฎหมายและประกาศคำสั่งของ คสช. ต่าง ๆ โดยสถิติจากศูนย์ข้อมูลของ ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้บันทึกสถิติการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตลอด อายุเกือบ ๕ ปี ๒ เดือนของ คสช. ว่า มีผู้ที่ถูกรายงานตัว ถูกเรียกรายงานตัว ถูกควบคุมตัว ในค่ายทหารอย่างน้อยถึง ๙๓๐ คน ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านในที่นี้คือ ๑ ในนั้น มีผู้ที่ถูกข่มขู่ คุกคามติดตามจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย ๕๙๒ คนเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว มีกิจกรรมสาธารณะที่ถูกปิดกั้นแทรกแซงอย่างน้อย ๓๖๑ กิจกรรม ในขณะที่ยังมีอีกหลาย กิจกรรมที่เรายังไม่ทราบ มีผู้ที่ถูกร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐมากถึง ๑๘ คน อันนี้คือตัวเลขขั้นต่ำอย่างน้อย มีผู้ที่ถูกตั้งข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป อย่างน้อย ๕๙๒ คน ดิฉันเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนในที่นี้คือคนที่ถูก ดำเนินคดีด้วยคำสั่ง คสช. ฉบับนี้เช่นเดียวกัน และดิฉันเองก็เป็น ๑ ในนั้น มีผู้ที่ถูกตั้งข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยตัวเอ็มโอยู (MOU) ของ คสช. อย่างน้อยถึง ๓๑ คน และสุดท้ายที่สำคัญมาก ๆ คือมีพลเรือน ดิฉันขอย้ำว่า พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารอย่างน้อยถึง ๒,๔๐๘ คน การละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ทั้งหลายที่ว่ามา อย่างที่แจ้งไปหลายท่านในที่นี้คือคนที่ถูกกระทำ คือคนที่ได้รับผลกระทบ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างกฎหมายประกาศคำสั่ง คสช. บางฉบับขึ้นมา อย่างเช่น คำสั่งที่ ๓/๕๘ เรื่องของการห้ามชุมนุมตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป แล้วให้อำนาจทหารเข้าควบคุมตัวได้ ๗ วัน ประกาศที่ ๓๗/๒๕๕๗ ให้พลเรือนขึ้นศาลทหารได้ ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีการออกกฎหมาย เพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่งจำนวนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามยังเหลือกฎหมายอย่างน้อย ๒๐ ฉบับที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นอกจากนั้นยังมีประกาศที่ ๒๖/๒๕๕๗ ที่ให้ สามารถตั้งคณะทำงานสั่งบล็อก เว็บไซต์ (Block website) ได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล ไม่ใช่ แค่เพียงเรื่องของสิทธิและเสรีภาพเท่านั้น แต่ประเด็นเรื่องของสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมก็มี ปัญหาไม่ต่างกัน อย่างเช่น คำสั่ง ที่ ๔/๒๕๕๙ ยกเว้นการใช้ผังเมืองในการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากประกาศดังกล่าว คำสั่ง ที่ ๙/๒๕๕๙ ที่ลัด ขั้นตอนไปหาผู้รับเหมาโครงการก่อนผ่านอีไอเอ (EIA) อีกคำสั่งหนึ่งที่สำคัญและคิดว่า ไม่พูดไม่ได้คือ คำสั่ง ที่ ๗๒/๒๕๕๙ ที่ระงับการอนุญาตทำเหมืองทองโดยมาตรา ๔๔ แทนที่ จะใช้กระบวนการปกติจนทำให้เกิดการฟ้องร้องในกรณีเหมืองทองอัครา ที่หากรัฐบาลไทย แพ้ในคดีดังกล่าวจะต้องเสียค่าเสียหายหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่างบประมาณดังกล่าว เป็นงบประมาณจากภาษีของเรานะคะ
ประเด็นต่อมาที่ดิฉันอยากจะพูดต่อไปนะคะ คือกฎหมายที่ออกมาในยุคของ คสช. ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือผลพวงของการทำรัฐประหาร นี่คือมรดกของ คสช. ที่ควรจะ ถูกทบทวน เยียวยา ทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้กับประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิดหรือละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในยุคของ คสช. ดิฉันเชื่อว่าหลายคนยังจำได้ค่ะ ได้มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ขึ้นมา เพื่อร่างกฎหมาย เพื่อผ่านกฎหมาย เราพบว่ามีกฎหมายจำนวน ๔๔๔ ฉบับ ด้วยกันที่ผ่านโดย สนช. หลายท่านอาจจะมองว่าก็เป็นเรื่องดีหรือเปล่าที่มีการตั้ง สนช. ขึ้นมาทำงาน แต่ลองมองย้อนกลับไปนะคะ เราจะพบว่า สนช. ทุกคนล้วนแล้วแต่มาจากการ แต่งตั้งของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมี ปัญหาในเรื่องของความชอบธรรมทางประชาธิปไตย การขาดความยึดโยงกับประชาชน ซึ่งในบรรดากฎหมายดังกล่าวที่ออกมา จำนวนหนึ่งเลยพบว่ามีปัญหาในเรื่องของการละเมิด สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้แก่ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ. การออกเสียง ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๙ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฉบับที่ ๒ พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ (Cyber) กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกฎหมาย ที่ประชาชนได้รับผลกระทบและเป็นกฎหมายที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้ในช่วงเวลาที่มีการทำ รัฐประหาร นอกจากนั้นก็ยังมีกฎหมายอีกจำนวนหนึ่งที่ส่งผลกระทบในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เช่น พ.ร.บ. แร่ พ.ร.บ. แรงงาน เป็นต้น
อีกประเด็นหนึ่งเลยที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง สถาบันทางการเมือง เช่น พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาประชาชนคน หนุ่มสาวในนามราษฎรได้ออกมาต่อสู้เรียกร้องโดยเอาตัวเข้าเสี่ยง ทั้งเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง ทั้งทนายอานนท์ นำภา ไผ่ จตุภัทร์ เพนกวิน พริษฐ์ ไมค์ ภาณุพงศ์ เบนจา อะปัญ และล่าสุดเมื่อวานค่ะ รุ้ง ปนัสยา
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายครับ
ครับ
ผมครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปราย ในข้อ ๔๕ ครับ พูดวกวนไปมาและใส่ร้ายครับท่านประธาน
ที่จริงแล้วก็นอกประเด็นนะครับ แต่ผมให้เกียรติผู้ที่มาชี้แจง ผมอยากทักท้วงตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ว่าก็ให้เกียรติเพราะว่า ผู้เสนอร่างได้ขอนำตัวแทนเข้ามา ก็ให้เกียรติ ก็เตือนเฉพาะคำหยาบ คำที่ไม่เหมาะสม แต่ว่า นอกประเด็นนี้ก็ไม่ได้ท้วงอะไรนะครับ เพราะว่าให้เกียรติ เพราะว่าผู้ชี้แจงก็อาจจะ ยังเยาว์วัยในทั้งวัยวุฒิและประสบการณ์ ก็อาจจะเตรียมมาอย่างนั้น ซึ่งความจริงหลายเรื่อง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีความประสงค์จะอภิปรายก็คิดว่า เวลาหมดแล้วกระมัง ๙ นาทีแล้ว และประเด็นที่พูดตอนหลังก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องแก้ รัฐธรรมนูญนะครับ
ท่านประธานขออนุญาตครับ ผม รังสิมันต์ โรม
เอาอย่างนั้นนะครับ พอหรือยังครับ
ท่านประธานขออนุญาตครับ ขออนุญาตจริง ๆ
เชิญเลยครับ
เรียนท่าน ประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องประท้วงท่านประธานในข้อที่ ๕ จริง ๆ ต้องเรียนต่อท่าน ประธานว่า บรรยากาศเราก็ด้วยดีแล้ว แต่ผมก็อาจจะติดใจ ด้วยความเคารพนะครับท่าน ประธาน ผมติดใจกับคำว่า เยาว์วัย ผมคิดว่าประเด็นเรื่องเยาว์วัยไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการ ที่จะอภิปราย หรือทำหน้าที่ หรือชี้แจง ดังนั้นด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องเยาว์วัยไม่ใช่ประเด็นที่จะแสดงถึงวุฒิภาวะหรือความสามารถในการทำหน้าที่เลย ผมเองก็เป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งที่อายุน่าจะไม่ต่างกับผู้ชี้แจงหรอกครับ แต่ผมคิดว่าการ เยาว์วัยหรือไม่เยาว์วัยคงไม่ใช่สิ่งที่จะบอกถึงคุณค่าของเรา ก็อยากจะฝากท่านประธานว่า เรื่องนี้ไม่อยากให้เป็นประเด็นครับ ขอบคุณครับ
ยินดีรับฟังครับ ไม่ได้เป็นประเด็นเลย แต่ว่าให้เกียรติน้องเขา จึงไม่ได้ท้วงอะไร ปล่อยให้พูด ยกเว้นคำหยาบที่ใช้มาตอนต้น ก็ได้อภิปรายไปท่านละ ๑๐ นาที ท่านอภิปรายมาแล้ว ๙ นาทีเศษ จบหรือยังครับ
ดิฉันคิดว่าเรื่องของการเยาว์วัยไม่ใช่ ประเด็นนะคะ ในการเตรียมประเด็นเนื้อหาในวันนี้
ไม่ใช่ประเด็น แต่ว่าให้เกียรติหนู
และที่สำคัญคือดิฉันคิดว่าหากผู้ที่อยู่ใน ห้องประชุมครั้งนี้อดทนฟังต่ออีกสักนิดหนึ่งจะเข้าใจค่ะว่าทำไมดิฉันต้องพูดถึงกฎหมาย จำนวนหนึ่งที่ออกมาในยุคของ สนช. นะคะ เนื่องจากกระทบกับสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนค่ะ ขออนุญาตต่อนะคะ
ท่านประธานครับ
ท่านกิตติศักดิ์ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วให้เกียรติสุภาพสตรีนะครับ แต่บางครั้ง มันมีผลกระทบที่ผู้อภิปรายนั้นไม่ทราบข้อเท็จจริง อ่านโพย เพราะว่าผมเองนั้นเป็น สนช. หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยนะครับ ดังนั้นถ้าผู้อภิปรายนั้นได้ทราบข้อเท็จจริง ก็จะได้พูดในสิ่งที่เป็นจริง แต่นี่ผู้อภิปรายนั้นอ่านโพยตลอดนะครับ มีผู้พิมพ์โพยให้ อาจจะ อภิปรายไม่ตรงกับข้อเท็จจริงครับท่านประธานครับ
อย่าไปว่าเลยนะครับ เอาเป็นว่าผมได้ อนุญาตให้อนุญาตให้อภิปรายมาแล้ว ต่อไปครับ เชิญต่อ ไม่มีประท้วงแล้วครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
เชิญต่อครับ ไม่มีประท้วงนะครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เนื่องจากว่าท่านประธานต้องเคารพเรื่องของข้อบังคับที่จะต้อง ควบคุมดูแล ทีนี้ผู้ประท้วงเมื่อสักครู่เป็น ส.ว. แล้วก็ลุกขึ้นมาพูดก็ไม่อ้างว่าข้อบังคับผิด ข้อบังคับข้อไหนอย่างไรนะครับ ซึ่งผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ละเลยที่จะอ้างเรื่องข้อบังคับ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการฝ่าฝืนซึ่งประธานคนก่อนก็ได้เตือนไปแล้ว ก็ปรากฏว่ายังมีการลุกขึ้นมา พูดอีก ซึ่งพฤติกรรมของ ส.ว. ท่านนี้นะครับ บอกได้เลยนะครับว่า ขนาดวัดยังเข้าไม่ได้เลย ท่านประธานครับ โดนคดีนะครับ
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
โดนคดีครับ เป็น ส.ว. ทำผิดข้อบังคับนะครับ
คุณประเสริฐพงษ์ครับ
ผมอยากให้ท่านประธานห้ามแล้วแล้วก็เตือนแล้วนะครับ ผมคิดว่า ส.ว.
คุณประเสริฐพงษ์ครับ ถอนได้ไหมครับ ถอนคำว่า วัด ยังเข้าไม่ได้เลย ถอนเถอะครับ
เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงเดี๋ยวผมส่งหลักฐานให้ท่านประธานดูเลยครับ
ไม่เป็นไร แต่ถอนเถอะครับ
โดนคดีด้วยนะครับ ห้ามเข้าวัดที่บางคลานที่จังหวัดพิจิตรครับ
ถอนเถอะครับ
แล้วล่าสุดก็ไปรายงานตัว
กรุณาถอนนะครับ เพื่อการประชุม จะได้เป็นไปโดยราบรื่นครับ ถอนไหมครับ คุณประเสริฐพงษ์ถอนนะครับ ผมบอกให้ถอน ก็ถอนเถอะครับ ถอนไหมครับ
ท่านประธานครับ เสียหายครับ
ถอนนะครับ ประเสริฐพงษ์ครับ คำพูดที่ไม่ควรจะใช้ ประธานบอกให้ถอนก็ถอนเถอะครับ ถ้าไม่ถอน
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ
ผมขออนุญาตไม่ให้คุณประเสริฐพงษ์ อยู่ในห้องประชุมนี้นะครับ
ยินดีถอนครับท่านประธานครับ
ถอนนะครับ ก็จบ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับข้อที่ ๕ ครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ ชี้แจงก่อนท่านประธาน เสียหายครับ
คือผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า สิ่งที่ท่านประเสริฐพงษ์พูดมันมีคำพิพากษาชัดเจน ศาลยุติธรรมเมื่อได้อ่านคำพิพากษาเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๒ คดีแพ่งดำ ที่ ๘๖๔/๖๑ คดีแดง ที่ ๖๔๙/๖๒ ศาลยุติธรรมได้อ่านคำพิพากษาไว้ชัดเจนครับ
คุณวิโรจน์ครับ
เป็นข้อเท็จจริงครับท่านประธาน
คุณวิโรจน์ครับ จบเลยครับ ข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ว่าไม่กล่าวหาก็ถือว่าให้ถอนแล้วก็ถอนก็จบครับ
ไม่ใช่ข้อกล่าวหาครับ เพิ่มคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้วครับ
ใช่ครับ ถึงจะยืนยันข้อเท็จจริง แต่เมื่อประธานบอกว่าให้ถอนก็ถอนครับ
ท่านประธานครับ ขอชี้แจง กิตติศักดิ์ครับ เสียหายครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ครับ ขอชี้แจงอย่างนี้ว่า ผู้ประท้วงถ้าถอนแล้วก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ถอนจะดำเนินคดีเพราะว่าจริง ๆ แล้ว ส.ว. กิตติศักดิ์ ได้รับมอบหมายให้ไป ตรวจสอบที่วัดบางคลาน ปรากฏว่าพอไปตรวจสอบแล้วก็ถูกฟ้องว่าบุกรุก ไม่มีคำสั่งศาลไหน ว่าห้าม ส.ว. กิตติศักดิ์เข้าวัด วัดผู้ประท้วงอยู่ตรงไหนเดี๋ยวจะไป ไปได้ทุกวัดครับ
คุณกิตติศักดิ์ครับ จบแล้วครับ
ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกได้ถอนแล้ว เชิญต่อครับ อภิปรายอยู่ในประเด็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญครับ
ขออนุญาตต่อนะคะ ซึ่งกฎหมาย ดังกล่าวต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างสถาบันทางการเมือง ดังกล่าวนะคะ ต่อมาดิฉันขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าการลบล้างผลพวงรัฐประหารไม่ได้มี ความสำคัญ แค่เป็นเพียงการยกเลิก ประกาศคำสั่งของ คสช. แค่เพียงเท่านั้นนะคะ แต่ยัง รวมถึงการกลับไปทบทวนบรรดากฎหมายที่ออกโดย สนช. และการกระทำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในยุคของ คสช. ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อได้เลยหากยัง ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เรื่องต่าง ๆ ในระบอบ คสช. นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย นี่จึงเป็นเหตุที่จะต้องล้าง แล้วก็ลบล้างบรรดากฎหมายแล้วก็การกระทำดังกล่าว
ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของความชอบธรรมของ รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ หลายคนในที่นี้ที่อ้างถึงเรื่องของความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ ว่าผ่านการทำประชามติด้วยจำนวนเสียงกว่า ๑๖ ล้านคนที่มาลงประชามติ แต่ดิฉันอยากจะขอพาทุกคนย้อนกลับไปในช่วงที่มีการทำประชามติลงคะแนนกัน หลายท่านน่าจะทราบกันดีค่ะว่าการทำประชามติดังกล่าวไม่เสรีและไม่เป็นธรรม นี่ไม่ใช่ แค่เพียงคำกล่าวอ้างของดิฉันแค่เพียงอย่างเดียว มีหลายองค์กรค่ะ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรระหว่างประเทศหลาย ๆ องค์กรตั้งข้อสังเกต แม้กระทั่งสื่อ ไม่ใช่แค่เพียงสื่อ ในเมืองไทยเท่านั้นแต่รวมถึงสื่อนานาชาติก็ตั้งข้อสังเกตถึงการทำประชามติในครั้งนั้น ซึ่งการ ทำประชามติดังกล่าวที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรมจึงไม่อาจนำมาอ้างถึงความชอบธรรมของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ ดิฉันขอยกตัวอย่างจากข้อมูลของศูนย์ทนายความได้ระบุว่า มีผู้ที่ ถูกตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ. ประชามติ ฉบับปี ๒๕๕๙ เป็นจำนวนอย่างน้อยถึง ๕๐ คนด้วยกัน ซึ่งกรณีคดีดัง ๆ เด่น ๆ ก็ได้แก่คดีจดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จังหวัดเชียงใหม่และ กรณีของกระบวนการประชาธิปไตยใหม่ เอ็นดีเอ็ม (NDM) ที่ถูกจับกุมที่สมุทรปราการ ซึ่งในครั้งนั้นทำให้มีนักกิจกรรมนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ที่ถูกจับกุมและถูกคุมขังอยู่ข้างใน เรือนจำ และถ้าหากลองย้อนกลับไปดูอีกครั้งหนึ่งเราก็จะพบว่าในช่วงของการทำประชามติ ดังกล่าวมีแค่เพียงผู้ที่รณรงค์โหวตโน (Vote No) ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี ด้วย พ.ร.บ. ประชามติดังกล่าว ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งหรือฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ โดยหนึ่งในตัวการที่สำคัญ หนึ่งในกลไกที่สำคัญคือ กรธ. ชุดของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวขึ้นมาได้รับการยกเว้นโทษตาม พ.ร.บ. ประชามติมาตรา ๑๐ ให้สามารถดำเนินการได้ ให้สามารถดำเนินการใด ๆ ในการเผยแพร่ในการประชาสัมพันธ์ เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่ถือว่าเป็นการชักจูงประชาชนให้ ไปรับร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังกำหนดด้วยค่ะว่าหน่วยงานรัฐมีหน้าที่จะต้องคอยสนับสนุน ตามที่ กรธ. ร้องขอมานะคะ อันนี้เห็นได้เลยถึงความไม่แฟร์ (Fair) ที่เกิดขึ้น หรือในแง่ของ งบประมาณ ทรัพยากรนะคะ มีรายงานข่าวจาก กกต. ระบุว่าค่าวิทยากรกระบวนการระดับ ครู ก ข และ ค ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังที่สำคัญในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางของ กรธ. นั้นใช้วงเงินสูงมาก สูงถึง ๔๕๘ ล้านบาท และงบประมาณจ้างพิมพ์สรุปย่อสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนกว่า ๒๐ ล้านเล่ม เป็นวงเงินถึง ๑๑๓ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่สูงมากค่ะ แต่ถ้าลองมองดูนะคะว่างบประมาณ ที่ใช้สำหรับค่าอุปกรณ์ลงประชามติ เช่น หีบ สายรัด หรือคูหาต่าง ๆ รวมกันมีจำนวนอยู่ แค่เพียง ๓๗.๓ ล้านบาทเท่านั้น
อีกประเด็นหนึ่ง อยากจะชวนมาดูเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐ เรื่องที่น่ารู้ เล่มที่ ๒ มีตอนหนึ่งในนั้นที่โฆษณาถึงเรื่องของระบบเลือกตั้ง ด้วยว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ปล่อยให้คะแนนเสียงสูญเปล่า โดยจะใช้การเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม จะเห็นได้ชัดเลยว่าข้อความดังกล่าวมีลักษณะ ของการจูงใจให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นค่ะ คือระบบ เลือกตั้งที่โฆษณาไว้ กับที่กำลังจะถูกยกเลิกไปเนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดที่เอา ระบบเลือกตั้งแบบในอดีตกลับมาใช้แทน โดยผู้ที่โหวตให้ผ่านก็รวมถึง ส.ส. จากฝ่ายรัฐบาล และนั่นรวมถึง ส.ว. ด้วย ที่ครั้งหนึ่งก็เคยยกมือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ที่ดิฉันคิดว่าถ้าไม่ให้พูดเรื่องนี้ก็คงไม่ได้ เป็นเรื่องที่ ดิฉันคิดว่าในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่นั่งฟังในที่ประชุมแห่งนี้พบว่าหลายคนพยายามปกป้อง รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ โดยอ้างว่าผ่านการทำประชามติมา แต่ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้กันอยู่นี้ ฉบับ ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นฉบับเดียวกันกับ ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติมา เพราะในระหว่างทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว หลังจากที่เห็นชอบไปแล้วโดยคะแนนเสียงโหวตของประชาชนทั่วประเทศกว่า ๑๖ ล้านเสียง ได้ถูกแก้ไขขึ้นมาใหม่ในบางส่วนอีกรอบหนึ่ง โดยการริเริ่มหลังจากที่มีพระกระแสรับสั่งจาก ในหลวงโดยผ่านลงมายังองคมนตรีมายัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อช่วงเดือน มกราคม ๒๕๖๐ นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ในช่วงดังกล่าวมีสื่อหลายสำนักที่นำเสนอเรื่อง ดังกล่าว โดยให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ โดยมีเนื้อหาสำคัญ ๆ ได้แก่ การแก้มาตรา ๕ ซึ่งตัดรายละเอียดของกระบวนการวินิจฉัยประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และการแก้มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ เรื่องของการเปลี่ยนกฎเกณฑ์การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากเดิมต้อง แต่งตั้งเสมอเมื่อมีเหตุพระมหากษัตริย์ทรงไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือในกรณีที่ ทรงบริหารพระราชกรณียกิจไม่ได้ ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นจะแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งก็ได้แทน ในเวลานั้นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๕๕๗ กำหนดให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจเพียง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ทูลเกล้าฯ ขึ้นไปเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการ เสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาด้วย เมื่อมีพระราชกระแสรับสั่งลงมา สิ่งที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์ โอชา ทำก็คือการสั่งแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๕๕๗ เพื่อเปิดช่องให้เกิดการดำเนินการ แก้ร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งตามข้อสังเกตที่พระราชทานลงมาจนเสร็จสิ้น แต่หลังจากนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ได้จัดให้มีการทำประชามติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อถาม ประชาชนว่ารับหรือไม่รับกับเนื้อหาที่ถูกแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ดังนั้นดิฉัน จึงคิดว่าการอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ ที่เราใช้กันอยู่นั้น มีความชอบธรรมหรือการอ้างคะแนนเสียง ๑๖ ล้านเสียงจากประชาชนที่ลงคะแนน ประชามตินั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรถูกตั้งคำถามเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะอย่างที่แจ้งไปแล้วนะครับ ขอย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ฉบับเดียวกันหลังจากที่ถูก แก้ไขตามพระราชกระแสรับสั่งของในหลวง สิ่งเหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช. เองก็ไม่ได้ยึดถือในความสำคัญของการทำประชามติอย่างแท้จริง หากแต่เห็นว่าเป็นเพียงช่องทางในการที่จะนำประชาชนมาเป็นตราประทับให้กับการ ผ่านกฎหมายหรือร่างรัฐธรรมนูญของตัวเองเท่านั้นนะคะ โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าหลัง จากนั้นจะมีการแก้เนื้อหาดังกล่าวอย่างไรบ้าง ดิฉันจึงขอย้ำอีกครั้งหนึ่งค่ะว่า ตัวรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ เมื่อเป็นฉบับที่ควรจะถูกตั้งคำถามเรื่องของความชอบธรรมจากคะแนนเสียง ในช่วงของการทำประชามติ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติที่ไม่ฟรีและไม่แฟร์ (Fair) และ รวมถึงการถูกแก้เนื้อหาสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นแล้ว ในวันนี้ในวันที่ร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนถูกนำเสนอขึ้นมาในรัฐสภาแห่งนี้ ดิฉันจึงคิดว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล หรือ ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาจะไม่รับฟังเสียงของประชาชน จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ลงชื่อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบเวลาให้นะครับ เพราะว่าแต่ละฝ่ายเหลือเท่าไร เพราะฝ่ายผู้เสนอเองต้องกันเวลา ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสรุปอย่างที่ได้กล่าวไว้ด้วยครับ ต่อไปคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์
คุณสาทิตย์ครับ ผมขออภัยนะครับ เรียนให้พวกเราได้รับทราบเวลามาถึงตอนนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ใช้เวลาไป ๒ ชั่วโมงเศษ ยังเหลือเวลาอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง ๕๗ นาที เกือบ ๓ ชั่วโมง ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้ใช้เวลา ไป ๒ ชั่วโมง ๑๖ นาที ยังเหลือเวลาอยู่ ๒ ชั่วโมง ๔๓ นาที ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมง ๔ นาที ยังเหลือเวลาอยู่ ๓ ชั่วโมง ๕๕ นาที สำหรับผู้เสนอกฎหมายได้ใช้เวลาไป ๒ ชั่วโมง ๒๒ นาที ๕๔ วินาที เหลือเวลาอยู่ ๓๗ นาที ก็กันเวลาไว้สรุปด้วยครับ ขอเชิญ คุณสาทิตย์ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ก็เป็นผู้ที่เข้าร่วมในการเจรจา ๓ ฝ่าย แต่ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน ในการเจรจาของเราเรื่องของเวลาเป็นการเจรจาระหว่างฝ่ายวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) ฝ่ายค้าน แล้วก็ทางวุฒิสมาชิก ซึ่งเราก็มีข้อตกลงร่วมกันแล้วเราก็กัน เวลาให้กับผู้เสนอเป็นเวลา ๓ ชั่วโมง แต่ด้วยความเคารพครับท่านประธาน เราคงจะต้องมี ความอะลุ่มอล่วยในเรื่องเวลาของผู้เสนอ เพราะว่าดูจะใช้เวลามากกว่าที่เราคาดการณ์กันไว้ โดยที่เขาไม่ได้ร่วมประชุมกับเรา ก็ขอท่านประธานครับ ในกรณีที่มีคำถามที่ผู้เสนอ จำเป็นต้องตอบก็คงจะต้องให้สิทธิในการตอบกับผู้เสนอนะครับ แล้วเวลาสรุปก็คงจะกระชับ พอสมควรแต่อาจจะมีการเกินเวลาบ้าง ขอความกรุณาท่านประธาน
พยายามรักษาข้อตกลงไว้ ก็ต้อง ขอบคุณทุกฝ่ายที่พยายามควบคุมเวลาเองนะครับ เพราะอย่างที่เรียนแล้วว่าจะไม่ไปคุมว่า แต่ละท่านพูดเกินเวลาหรือไม่ เพราะว่าเป็นเรื่องต้องบริหารเวลาภายในข้อตกลงกัน เชิญท่านสมชายครับ
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะตัวแทนวิป (Whip) ที่เข้าร่วม ประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายกับท่านประธาน ความจริงข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันนั้น ได้ขยายเวลาให้กับผู้เสนอตั้งแต่ต้นแล้วนะครับ เดิมนั้นเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการได้ประสานว่าท่านขอ ๒ ชั่วโมง เราก็ขยายเวลาเพราะ ฝ่ายค้านขอ ๕ ชั่วโมง ตอนแรกจะขอ ๓ วัน ๓ คืน เราสรุปกันว่าฝ่ายละ ๕ ชั่วโมง และทุกคน จะต้องรักษาเวลา ส.ว. ก็รักษาเวลา รัฐบาลก็รักษาเวลา ฝ่ายค้านก็รักษาเวลา ผู้เสนอก็ต้อง รักษาเวลาครับ เพราะเราขยายให้ท่านเป็น ๓ ชั่วโมง ก็ขออนุญาตยืนตามสิ่งที่ได้ตกลงไว้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขณะนี้ยังไม่มีปัญหาอะไรครับ เชิญ ท่านสาทิตย์ต่อได้เลยครับ
ท่านประธานครับ พิจารณ์ครับ ขออนุญาตครับ
คุณพิจารณ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ร่วมในการประชุม (Whip) ๓ ฝ่าย นะครับ เพื่อตกลงเวลาในการอภิปรายในวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ก็ต้องเรียนต่อ ท่านประธานครับว่า ถูกต้องนะครับ ที่ทั้ง ๓ ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทาง ส.ว. ทาง ส.ส. รัฐบาล และ ส.ส. ฝ่ายค้านนี่เราหารือกันใช้เวลายาวนาน และตกลงกันที่ฝ่ายละ ๕ ชั่วโมง แต่ว่าเป็น ข้อเท็จจริงที่ทางผู้ชี้แจงนั้นไม่ได้เข้ามาร่วมประชุมร่วมหารือกับเราครับท่านประธานครับ และผมคิดว่าการที่ท่านประธานจะอะลุ่มอล่วยและให้มีการเกินเวลาไปสักเล็กน้อย เพื่อให้ ผู้ชี้แจงได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภาจนสิ้นกระบวนความน่าจะเป็นประโยชน์ในการ ที่จะพิจารณา เพื่อจะลงมติในวันพรุ่งนี้นะครับ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อพิจารณาแล้วก็เป็นประโยชน์และความสง่างามของสภาแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
รับทราบและเรียนท่านพิจารณ์ และพวกเราทราบด้วยครับ เมื่อเราตกลงอย่างไรนี่ผมให้ นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ เป็นที่ปรึกษาทำงานประสานกับท่านผู้เสนอ โดยละเอียดครับ รายงานให้ทราบทุกระยะว่า เวลาแต่เดิมนั้นเราจะให้เพียงชั่วโมงกว่าเหมือนสมัยฉบับประชาชนฉบับที่แล้ว แต่ตอนหลังก็ ด้วยความประสงค์ของทุกฝ่ายร่วมกันว่าให้ฝ่ายละ ๕ ชั่วโมง ผู้เสนอนั้นก็เพิ่มขึ้นเป็น ๓ ชั่วโมง และโทรศัพท์ไปเรียนให้ผู้เสนอได้ทราบทุกระยะครับว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจว่าเขาไม่ทราบนะครับ เขาทราบ แต่ว่าเนื่องจากว่าเวลาบางทีอาจจะไม่สามารถที่จะ คุมได้ เพราะว่าอย่างตอบเมื่อสักครู่นี้ได้ขอมามากพอตอบท่านแล้ว ๑๐ นาที แต่ว่าพอถึง เวลาจริง ๆ ผู้ตอบอาจจะไม่สามารถที่จะคุมเวลาได้ แต่ว่าเวลาก็ยังเหลืออยู่ แล้วก็เมื่อถึงเวลา วิกฤติตอนนั้นก็ค่อยว่าอีกทีครับ สาทิตย์ครับ ขออภัยด้วยครับ สาทิตย์ครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ซึ่งทาง คณะรีโซลูชั่น (Re-solution) ได้ร่วมกันเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้นั้น สำหรับผมแล้วถือว่าเป็น โจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งของสังคมไทย ไม่ว่าผลการลงมติในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร โจทย์ เช่นนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ในท่ามกลางสภาวการณ์ที่มีความเปราะบางในเรื่องของความคิดและ มีการแตกแยกทางด้านความคิดออกเป็นหลายขั้วอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมก็เรียน ท่านประธานครับว่าผมเองก็เช่นเดียวกันกับพวกเราในพรรคประชาธิปัตย์ ที่เมื่อมีการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับนี้ เราก็ได้มีการตั้งวงถกเถียงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นกัน โดยหยิบเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ในรัฐสภา วันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ บรรยากาศของการถกแถลงตั้งแต่เช้าเป็นต้นมาก็เป็นไป ด้วยเหตุด้วยผล เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะแสดงความคิดความเห็นต่อจากนี้ไป ก็เป็นเรื่องของ เหตุผลเช่นเดียวกัน หาใช่จะเป็นเรื่องที่จะมีอคติด้วยความคิดเห็นในเรื่องอื่นที่อาจจะแตกต่าง กันไม่ แต่ว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่าเป็นกฎหมายสูงสุด หรือสิ่งที่เรา เรียกกันว่าเป็นกติกาในการจัดวางความสัมพันธ์ดังอำนาจในบ้านเมืองนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ อำนาจของทุกฝ่าย แต่สิ่งที่ผมเป็นกังวล ก็คือว่าแนวคิดของการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะ เรียกได้ว่าเป็นความระหว่างบรรทัดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ถ้าฟังกันมาตั้งแต่เช้า ประกอบกับข้อมูลข่าวสารก่อนหน้านี้ มักจะมีการผูกโยงกับเหตุการณ์ ความขัดแย้งตลอดระยะเวลา ๗ ปีที่ผ่านมา หลังที่มีการยึดอำนาจ จึงได้มีการใช้คำว่า รื้อระบอบประยุทธ์ หรือใช้คำอื่น ๆ เช่น มีการรื้อองค์กรอิสระ รื้อเรื่องของกรณีเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้เป็นต้น ที่ผมเป็นห่วงในกรณีนี้ก็เพราะว่าความจริงแล้วความขัดแย้ง ในช่วง ๗ ปีที่ผ่านมา หาใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นไม่ แต่มันมีรากของความขัดแย้งที่งอก ต่อเนื่องกันมากว่า ๒๐ ปีแล้ว เมื่อนับยาวต่อเนื่องไปถึงประมาณช่วงปี ๒๕๔๔ เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจในเรื่องนี้นั้นมันก็จะสะท้อนกลับมาในตัวร่างของบทบัญญัติที่พวกท่านได้ เขียนเอาไว้ เพราะหลายเรื่องได้แสดงว่ายังไม่ได้คิดย้อนกลับไป หลังจากเหตุการณ์เมื่อ ๗ ปี ที่แล้วว่ามันเคยมีปัญหาอย่างไร ผมอยากจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อร่วมแลกเปลี่ยน ถกแถลงกับท่านผู้เสนอ รวมทั้งผมจะได้เสนอความคิดความเห็นของผมด้วย แรกเริ่มเดิม ทีเดียวนะครับ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นการออกแบบการจัดวางความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างสถาบันต่าง ๆ ทางการเมืองและฝ่ายอื่น การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนนั้น รัฐธรรมนูญทุกฉบับก็จะเขียนเหมือนกันนะครับ ในมาตรา ๓ ที่พูดถึงว่าอำนาจอธิปไตยเป็น ของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนและ เป็นที่เข้าใจกันก็คือว่า องค์อำนาจทั้ง ๓ นั้น จำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและ กัน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า ดุลยภาพ ในเหตุผลที่พวกท่านเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับ แก้ไขนั้น ท่านได้ให้เหตุผลในข้อ ๑ ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีบทบัญญัติหลาย มาตราที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพ ท่านให้เหตุผลว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพนั้นมีปัญหา เพราะฉะนั้นท่านเลย เสนอโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งข้อนี้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องดุลยภาพ แต่เมื่อท่านแก้มาแล้ว ผมกังวล ครับ ผมกังวลตรงไหนครับ ถ้าผมจะไล่เรียงประเด็นไปนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นเรื่องของวุฒิสภา คือเรื่องของสภาเดี่ยวครับ ท่านบอกว่าจะต้องตัดวุฒิสภานี้ออกไป เพราะมีปัญหาเรื่องความ ชอบธรรมเชิงประชาธิปไตย และเป็นกลไกการสืบทอดอำนาจ ซึ่งเฉพาะเหตุผลตรงข้อนี้ เรา ลืมดูไปครับว่ารากของแนวความคิดซึ่งมีวุฒิสภานั้น เป็นไปเป็นมาอย่างไร และอำนาจหน้าที่ ที่วุฒิสภามีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะมีบางเรื่องที่ท่านไม่ได้พูดถึงเอาไว้ ซึ่งผมจะ หยิบยกขึ้นมาถามท่านด้วยว่าจะทำอย่างไรในอนาคต แต่เมื่อท่านเสนอรูปแบบสภาเดี่ยว ตัดสภาผู้แทนราษฎร ตัดวุฒิสภาออกไป เหลือเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็เพิ่มกลไกที่ให้ อำนาจกับสภาผู้แทนราษฎรไว้ ตัวกลไกที่ท่านเพิ่มอำนาจมานี้ ท่านบอกว่าจะมีระบบตรวจสอบ ภายใน ท่านพูดถึงเรื่องฝ่ายค้านมาเป็นรองประธาน ท่านพูดถึงเรื่องของกรรมาธิการสามัญในสภา บางคณะ แต่การเพิ่มอำนาจของท่านนั้น เป็นข้อกังวลของผมว่ามันเป็นการขยายอำนาจของ ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร และเป็นการขยายจนอาจจะไปกระทบกับ ดุลยภาพของการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์อำนาจทั้ง ๓ เรื่องใหญ่นะครับ เพราะที่ผ่านมานั้น รัฐธรรมนูญก็เหมือนท่านได้พูดเอาไว้ เหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปมา ครั้งหนึ่งอาจจะให้อำนาจ ส.ส. แต่มีปัญหาก็ย้อนกลับมาหา ส.ว. เที่ยวนี้ก็มีแนวคิดกลับไปหา ส.ส. อีก แต่เที่ยวนี้ท่าน ออกแบบกลไกบางอย่าง ซึ่งอยากจะเรียนถามท่านด้วยว่า ท่านเห็นปัญหาหรือเปล่า นะครับ อันดับแรกสุดทีเดียวก็คือ กรณีที่เราพูดถึงการที่ท่านตั้งสิ่งที่เราเรียกว่าเป็น ผู้ตรวจการ ซึ่งผู้ตรวจการที่ท่านตั้งนี้ ท่านตั้งตามมาตรา ๑๒๑ เรื่องผู้ตรวจการกองทัพ ท่านตั้งผู้ตรวจการศาล และศาลรัฐธรรมนูญ แล้วท่านก็ไปตั้งคณะผู้ตรวจการองค์กรอิสระ ประเด็นของการตั้งคณะผู้ตรวจการมันมีประเด็นที่อาจจะเป็นปัญหาได้ครับ ที่ผมบอกว่า มันจะกระทบกับดุลยภาพ เพราะเราขยายอำนาจขอบเขตของ ส.ส. ที่ผ่านมานั้นเวลา เกาะเกี่ยวตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างศาลกับสภาผู้แทนราษฎรมันมีอยู่ ๒ ระดับ ระดับ ๑ คือระดับงบประมาณ งบประมาณที่รัฐบาลเสนอมามีส่วนของศาลอยู่ด้วย สภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปดูแลเรื่องงบประมาณนี่เป็นการตรวจสอบถ่วงดุลอย่าง หนึ่งครับ นอกจากนั้นก็มีประเด็นซึ่งต้องรายงานตามกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น กองทัพ ก็เช่นเดียวกันครับ แต่พอไปตั้งผู้ตรวจการกองทัพขึ้นมาก็ปรากฏว่ามันมีประเด็นของการเข้า ไปตรวจสอบเยอะแยะมากมายเลยครับ แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่าให้คณะผู้ตรวจการกองทัพ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านเขียนนี้บอกว่าผู้ตรวจการกองทัพประกอบไปด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑๐ คน ฝ่ายค้าน ๕ รัฐบาล ๕ แล้วท่านเขียนเอาไว้ว่าให้ คณะผู้ตรวจการกองทัพคัดเลือกกันเอง ๒ คนไปเป็นสมาชิกสภากลาโหมโดยตำแหน่ง ให้ ส.ส. เป็นสมาชิกสภากลาโหมโดยตำแหน่ง หลักที่เราเคยวางเอาไว้ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบรัฐบาลการบริหารราชการแผ่นดินโดยต้องไม่เข้าไปแทรกแซง แต่วันนี้ท่านขยาย อำนาจ ส.ส. เข้าไปเป็นสมาชิกสภากลาโหมครับ เราจะตอบประเด็นนี้อย่างไร แต่ที่กังวลกัน มากไปกว่านั้นก็คือกรณีผู้ตรวจการศาลและผู้ตรวจการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะนอกเหนือจาก เข้าไปตรวจสอบในหลายเรื่อง เช่น เรื่องการให้ความเห็นเรื่องแนวทางการบริหารซึ่งใครจะ บอกว่าไม่แทรกแซงไปดูความระหว่างบรรทัดนะครับ ให้ความคิดเห็นแนวทางการบริหาร ศาลทั้งการบริหารของศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการบริหารศาลยุติธรรมและ คณะกรรมการบริหารศาลปกครอง ใครไปเป็นครับ คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ส.ส. จำนวน ๑๐ คน มาจากฝ่ายค้าน ๕ มาจากฝ่ายรัฐบาล ๕ ความจริงผมเป็น ส.ส. ควร ดีใจนะครับ แต่ผมกังวลเพราะเราก็รู้ ใครที่อยู่ในสภามานานก็จะรู้ว่าในสภานั้นสมาชิกเอง ก็ประกอบไปด้วยสมาชิกหลาย ๆ แบบ ที่มาก็ต่างกัน เราจะรับประกันทุกคนอย่างไรว่าไป เป็นคณะกรรมการตรวจสอบต่าง ๆ เหล่านี้แล้วจะไม่มีอะไรบางอย่างที่เป็นข้อครหาได้ กระทั่งกรรมาธิการที่เป็นข่าวตำแหน่งที่ปรึกษาไม่มีอำนาจอะไรซื้อกัน ๕๐,๐๐๐ นะครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมกังวล และไม่มีระบบตรวจสอบเรื่องของผู้ตรวจการให้เราเห็น แต่อย่างใด นอกจากนั้นคณะผู้ตรวจการองค์กรอิสระกับศาลสามารถที่จะเข้าไปศึกษา วิเคราะห์ ประเมินคุณภาพผลกระทบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาศาลยุติธรรม และศาลปกครองในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายแก้ไขปรับปรุง รัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา บรรทัดฐาน แล้วเอาการศึกษาวิเคราะห์รายงานเสนอ อันนี้ก็เป็นข้อกังวลครับว่า การขยาย อำนาจของ ส.ส. ไปเช่นนี้มันกระทบดุลยภาพหรือไม่ ที่สำคัญท่านยังให้คณะผู้ตรวจการศาล และศาลรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งเป็น ส.ส. คัดเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นกรรมการตุลาการศาล ยุติธรรม อันนี้ที่ผมกังวลว่ามันเป็นการขยายอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรจนเกินขอบเขต และไปกระทบดุลยภาพก็กลับไปสู่ปัญหาอย่างท่านพูดถึงไว้ในตัวร่างรัฐธรรมนูญครับ นี่ตัวอย่างที่ผมยกกรณีของวุฒิสภานะครับ แต่ยังมีประเด็นที่ใหญ่กว่าครับ ถ้าท่านไปดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ส่วนที่ ๕ มาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๕๖ ของ รัฐธรรมนูญนั้นเขียนเรื่องการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หมายความว่าถ้าเกิดกรณีเข้าตาม ประเด็นเหล่านี้ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ ๑๖ วงเล็บ สภาต้องประชุมร่วมกัน (๑) การให้ความเห็นชอบ ในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๗ (๒) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๙ (๓) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติม กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบทอดสืบราชสันตติวงศ์ (๔) การรับทราบหรือให้ ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ผมยกตัวอย่าง ๔ ข้อแรก นอกจากนั้นใน (๑๓) การประชุมร่วมรัฐสภายังต้องให้ ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ๑๗๗ มันมีเหตุผลในตัวว่าทำไมต้อง ประชุมร่วม แล้วทำไมต้องมีวุฒิสภา ซึ่งแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมาแตกต่างกัน เราจะเอา วุฒิสภาในช่วง ๖-๗ ปีนี้ ๓-๔ ปีนี้มาเป็นตัวหลักในการคิด แล้วก็กลับไปสู่การล้มตรงนั้น กลับไปสร้างปัญหาอื่นไม่ได้ ประเด็นนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่พวกท่านเขียนเอาไว้ไม่ได้มี การเขียนประเด็นนี้เอาไว้ และเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อกังวล ประเด็นที่ค่อนข้าง อ่อนไหว อย่างประกาศสงครามก็ดี หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมได้พูดไปใน ๔ วงเล็บแรก เราจะให้การเมืองในสภา ซึ่งเราก็ทราบว่าขณะนี้สถานการณ์จริงเป็นอย่างไรมาตัดสินเรื่อง เช่นนี้เหมาะหรือเปล่า นี่คือปัญหาดุลยภาพขององค์อำนาจทั้ง ๓ ในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศไทย แต่สิ่งที่ผมกังวลมากไปกว่านั้น ก็คือเรื่องของการไปรื้อองค์กร อิสระ ในองค์กรอิสระเกือบจะทั้งหมดที่ท่านพูดถึงไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็นตัว ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นตัวของศาลรัฐธรรมนูญ หรือตัวขององค์กรอื่นอย่างกรรมการสิทธิมนุษยชน สตง. ก็ดี ตัวกรรมการเองนั้นจะไปจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักครับ ถ้ามี ๗ คน จากสภา ๔ จากองค์กรอื่น ๓ ก็เป็นเสียงข้างมาก ๔ ๓ มันมีข้อครหาอยู่แล้วครับ เพราะองค์กรอิสระนั้น ถูกสถาปนาหรือสร้างขึ้นมาในยุคปี ๒๕๔๐ เพราะรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นให้อำนาจ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีอำนาจเข้มแข็ง และปรากฏว่ามีการบิดเบือนการใช้อำนาจของตัว รัฐบาลนั้นเสียเอง ทั้ง ๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งจะต้องมีการตรวจสอบ เพราะ องค์กรตรวจสอบเท่าที่มีอยู่ในสภา เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่สามารถจะมีประสิทธิผลได้ เลยสร้างองค์กรอิสระขึ้นมา แต่เป็นองค์กรอิสระที่เป็นที่มาที่ต่างกับยุค ๔ ปีนี้ อย่าเอา ๔ ปีนี้ เป็นโมเดล (Model) แต่ย้อนกลับไปดูตรงนั้น องค์กรอิสระในยุคนั้นได้รับการยอมรับ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปกำหนดที่มากรรมการองค์กรอิสระเสียใหม่ให้มาจาก ส.ส. เป็นเสียง ข้างมาก ไม่ใช่ตัว ส.ส. เป็น แต่ ส.ส. ในสภาเป็นคนกำหนดไป ผมก็มีประเด็นที่กังวล เช่น กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมาคุมการเลือกตั้ง แต่เราให้คนของพรรคการเมือง คนของสภา คนที่มาจาก ส.ส. ไปคุมการเลือกตั้ง หลับตานึกดูครับว่า ความคาดหวัง กกต. ที่ต้องการให้ การเลือกตั้งเมืองไทยนั้นสุจริตเที่ยงธรรม ปัจจุบันขนาดว่ามีที่มาแบบนั้นยังมีข้อครหาว่า กกต. เองก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่เอาการเมือง คนของนักการเมือง คนของพรรคการเมือง คนของสภาไปคุมกติกาการเลือกตั้งเองจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านมั่นใจ หรือครับว่า สิ่งนี้มันจะมีประสิทธิภาพและแก้ปัญหาได้จริง ผมก็กังวลว่ามันอาจจะเกิด ปัญหาใหม่เกิดขึ้นได้ครับ แม้แต่กระทั่งเรื่องการถอดถอนท่านประธานครับ ท่าน ส.ว. ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ได้พูดเรื่องนี้เอาไว้ค่อนข้างชัด ทั้งรายการ ตอบโจทย์เมื่อคืนนี้ทางรายการไทยพีบีเอส (Thai PBS) และอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้
ประเด็นข้อกังวลของเรื่องการถอดถอน ท่านผู้มาชี้แจง ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านปิยบุตร ก็ชี้แจงว่า ท่านก็เอามาจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้อำนาจ ส.ส. ไว้เดิมนั่นละ แต่ท่านลืมไปแล้วหรือครับว่า ทำไมอำนาจถอดถอนซึ่งเคยมีอยู่กับ ส.ส. จะต้องถูกปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปโดยรัฐธรรมนูญในชั้นหลัง ก็เพราะมีการบิดเบือนการใช้อำนาจนั้นไปกำจัด คู่แข่งขันทางการเมืองอย่างที่ท่านกล่าวหาบางองค์กรเอาไว้นั่นละครับ ในที่สุดอำนาจนั้นก็ถูก เปลี่ยนแปลงไป การเขียนย้อนกลับไปในลักษณะอย่างนี้ แล้วเพิ่มอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่าย ส.ส. เราจะแก้ปัญหาได้จริงหรือครับ แล้วมันจะไม่เกิดปัญหาใหม่ซ้อนขึ้นมา สิ่งนี้ จะนำไปสู่การปฏิรูปได้จริงหรือครับ นี่ก็จะเป็นคำถาม
อีกคำถามหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามันมีความจำเป็นและมีความสำคัญมาก เพราะใน กระบวนการซึ่งท่านเขียนเรื่องการถอดถอนนอกเหนือจากที่ ส.ส. ลงชื่อกันจำนวน ที่กำหนด ประชาชนลงชื่อกันตามจำนวนที่กำหนด ส่งไปยังอย่างเช่น ศาลฎีกาแผนก คดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ถอดถอนตำแหน่งสำคัญ ๆ ที่มีการพูดถึง อย่างประธานศาลทั้งหลายแล้ว ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ยกคำร้อง ส.ส. สามารถจะลงมติ ถอดถอนได้เอง ท่านผู้ชี้แจงเพียงแต่อธิบายว่า อำนาจนั้นไม่ใช่เป็นการแทรกแซง คำพิพากษาเพราะคำพิพากษาเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ท่านอย่าลืมนะครับ เราตั้งองค์กรนั้น ขึ้นมาตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งประธานต่าง ๆ ที่สำคัญ มีการริเริ่มกระบวนการ มีการต่อสู้ตามกระบวนการแล้ว และกระบวนการนั้นจบด้วยการ ยกคำร้อง แต่กลับต้องมาตัดสินด้วยคะแนนเสียงทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มันใช่ หลักการถ่วงดุล หลักของดุลยภาพหรือครับ นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมมีความวิตกกังวลและ ผมคิดว่าผู้ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จำเป็นที่จะต้องมีคำตอบต่อประเด็นเหล่านี้ด้วย
นอกจากนั้นครับ ประเด็นอื่น ๆ ที่ท่านเขียนเอาไว้ผมอยากจะพูดถึงประเด็น ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของแผนปฏิรูปประเทศ ความจริงเรื่องแผนปฏิรูปประเทศถ้าพูดกัน ตรง ๆ นะครับ เป็น ๑ ในข้อเสนอของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างตรงกับความคิดผม นะครับ เพราะผมว่าแผนการปฏิรูปประเทศขาดความยืดหยุ่นจริง แต่เรามีวิธีการปรับที่ให้ มันไปในทิศทางที่มันควรจะเป็นมากกว่านี้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่าแผนปฏิรูป ประเทศนั้นมันถูกเขียนเอาไว้ ออกแบบเอาไว้เป็นครั้งแรก เพราะความที่การเมืองไทย มันไร้เสถียรภาพ ขาดความต่อเนื่อง กระบวนการของมัน มันเป็นกระบวนการของราชการ แท้ ๆ ที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ อันนั้นคือปัญหา เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง ของการปฏิรูป เรื่องของแผนปฏิรูปเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่ท่านเสนอแล้ว ท้าทายและน่าจะสนใจมาก
ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่องของการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ผมคิดว่า ประเด็นนี้ก็ท้าทายนะครับ แต่การเขียนประเด็นนี้โดยหยิบเอาเหตุการณ์เฉพาะใน ๗ ปีนี้ ขึ้นมา และนำมาสู่ความขัดแย้งทางความคิดในขณะนี้มาเป็นตัวตัดสินและย้อนกลับไปหา ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นเพื่อลบล้างว่า ไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นนั้น ลองย้อนกลับไปดูครับ ในอดีตการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น หลายครั้งไม่ใช่เกิดขึ้นมาเพราะคน ทำอยากจะทำอย่างเดียว แต่มันมีเหตุผลอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันด้วย ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้แปลว่า สนับสนุนให้มีปฏิวัติรัฐประหาร ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่เรียนในระดับมัธยมศึกษา มาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งจบออกมาก็เคยออกไปร่วมประท้วงกับเพื่อน ๆ กันในยุคของการ ที่จะมีการยึดอำนาจตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การลบล้าง ผลพวงของรัฐประหารด้วยวิธีการเขียนแบบนี้มันต้องย้อนกลับไปดู ๑ กับ ๒ ความเป็นไปได้ ถ้าเราเขียนว่าอันนี้จะต้องเป็นกฎหมายจารีตต่อไป มันก็จะมีคำถามในเชิงกฎหมาย เหมือนกันว่า มันมีสถานะบังคับเช่นนั้นจริงหรือ การให้สิทธิในการต่อต้านเป็นเรื่องธรรมดา ครับ แต่สิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะปฏิเสธผู้บังคับบัญชา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อาจจะต้อง ถกเถียงกันพอสมควรนะครับ เพราะฉะนั้นในทุกด้านทุกมุมของมัน มันมีที่มาที่ไป มันมีรากฐานของความคิด ผมถึงบอกว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถ้าเรายกเฉพาะเหตุการณ์ ๖-๗ ปีนี้และเอาเหตุการณ์เฉพาะหน้าของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางความคิดในปัจจุบัน มาเป็นตัวที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องบังคับใช้และอยู่ต่อไปจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงอีก มันเป็นเรื่องที่ต้องครุ่นคิดให้รอบคอบนะครับ ผมกังวลว่าถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นต้นจาก อคติแล้ว ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นนะครับ แต่คำบางอย่างมันจะบอก คำว่า รื้อ คำว่า ไล่ ต่าง ๆ ก็ดี มันจะบดบังความมีเหตุมีผลของ การวางรูปแบบหรือออกแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แล้วกลับกลายมาเป็นประเด็นอย่างที่ ผมว่าคือประเด็นของดุลยภาพ นี่เป็นการเสนออย่างมีเหตุมีผล และไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผมกับ ท่านผู้เสนออาจจะมีเห็นต่างกันในหลายเรื่อง แต่ถ้าเรื่องของบ้านเมืองผมว่าเป็นเรื่องของ ทุกคนผมไม่สบายใจนักที่หลายคนบอกว่ารับไปเถอะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่ากลัวว่า ข้างนอกจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น แต่ผมก็อยากจะ บอกว่าเราก็รักชาติบ้านเมืองเช่นเดียวกับทุกคน และกังวลเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ในสภานี้ รัฐสภานี้ซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยนั้นต้องเป็นตัวแทน ปวงชนชาวไทยทุกคนครับ ทั้งที่เห็นด้วยกับท่านหรืออาจจะไม่เห็นด้วยกับท่าน นี่เป็นเรื่อง ปกติธรรมดา เราจึงต้องตัดความรู้สึกส่วนนี้ออกไปครับ การตัดสินใจที่จะลงมติในวันพรุ่งนี้ ผมว่าเราอย่าเพิ่งไปคาดหมายล่วงหน้า กล่าวหากันด้วยอคติว่าคนนั้นคนนี้ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ จะต้องไม่รับแน่นอน ผมเชื่อในเรื่องของดุลพินิจของแต่ละฝ่าย เช่นเดียวกันกับใน พรรคประชาธิปัตย์ของผมครับ เราก็จะรับฟังคำชี้แจงของท่าน คำอภิปรายของเพื่อนสมาชิก แล้วทุกคนก็จะมีเอกสิทธิ์ในการที่จะลงมติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ สำหรับท่าน ผู้เสนอนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเกิดสมมติว่ามันเกิดตกไปจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมก็อยากจะให้ท่านได้ลองไปพิจารณาคิดทบทวน และเอาเหตุผลที่อภิปรายกันไปทั้งหลาย นั้นรับฟังไปด้วยอีกทางหนึ่ง และอาจจะมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรก็บอกว่ากันในอนาคตยัง พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของพวกท่านเสมอครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต่อไปเป็น พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ นะครับ และกลับมา พลตำรวจโท วิษณุ ม่วงแพรศรี เชิญพลตำรวจเอก พัลลภ ก่อนครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาสภาที่เคารพ กระผม พลเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ซึ่งก็เสนอให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหลายองค์กร ซึ่งทั้งองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ รวมถึง กิจกรรมสำคัญต่าง ๆ โดยที่ผู้เสนอได้อธิบายเหตุผลไว้ ๖ ประเด็น ทั้ง ๖ ประเด็นนี้ผมอ่าน แล้วก็ทำให้เข้าใจในเจตนารมณ์นะครับ และที่สำคัญก็อาจจะเป็นทัศนคติของคณะผู้เสนอ ได้ชัดเจน ในประเด็นข้อเสนอที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแก้ไของค์กรทั้งหลาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรณีที่กระผมมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงนั้นก็จะไม่ขอกล่าวถึง แต่มีคำตอบ ในใจอยู่แล้วครับ กระผมขอกล่าวเฉพาะประเด็นที่เสนอให้เลิกกิจกรรมสำคัญหนึ่งที่เกี่ยวข้อง และจะกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งก็เป็นประโยชน์สาธารณะ ก็คือในประเด็น ที่ท่านเสนอไว้เป็นประเด็นที่ ๔ ครับ ที่เสนอให้ยกเลิกการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนการ ปฏิรูปประเทศออกไปทั้งหมด ด้วยการยกเลิกมาตรา ๖๕ และหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ คณะผู้เสนอได้ให้เหตุผลถึงปัญหาและอุปสรรค ๓ ประการครับ ที่ทำให้ไม่ควรกำหนด ทั้ง ๒ เรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กระผมไม่เห็นด้วย ทั้ง ๓ ประการนี้ เมื่อได้ตัดประเด็น ความชอบไม่ชอบออก เหลือแต่ประเด็นที่ว่าด้วยเหตุและผลแล้ว ผมขอสรุปออกมาเป็น ประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ
ประเด็นแรกนั้นผู้เสนอเห็นว่าทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้น มีลักษณะเป็นนโยบาย ท่านให้คำพูดภาษาอังกฤษไว้ว่าโพลิซี (Policy) ไม่ใช่บรรทัดฐานทาง กฎหมาย ภาษาอังกฤษก็ลีเกิล นอร์ม (Legal norm) จึงไม่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ผมเห็นว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผล หลายข้อ
เหตุผลข้อแรกทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้นที่เขียนอยู่ใน รัฐธรรมนูญเป็นเพียงการบัญญัติชื่อเรียกเอกสารครับท่านประธาน หรือประเภทเอกสารไว้ใน รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำเนื้อหาสาระต่อไปเท่านั้นครับ ไม่ได้บัญญัติเนื้อหาสาระของ เอกสารทั้ง ๒ ฉบับไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ขออนุญาตยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ นะครับ เปรียบเทียบได้กับการกำหนดให้จัดทำวิทยานิพนธ์ หรือเอกสารวิจัย หรือเอกสารประจำภาคที่เขียนไว้ในระเบียบข้อบังคับ หรือประมวล การศึกษาหลักสูตรต่าง ๆ ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ นั้นเอง แต่เนื้อหาสาระของเอกสาร นั้นแยกจัดทำต่างหากครับ แล้วก็จะแตกต่างกันไปก็ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันใดจัดทำ ใครจัดทำ และมีวัตถุประสงค์อะไร และสถานการณ์เหตุการณ์ในช่วงนั้นเป็นอย่างไรถึงได้จัดทำเช่นนั้น อันนั้นเป็นเหตุผลข้อแรกครับ
เหตุผลข้อที่ ๒ ครับ เนื้อหาสาระของทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป ประเทศนั้นเป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศมีลักษณะเป็น นโยบายหรือโพลีซี (Policy) ถูกต้องแล้วครับ ตามที่ผู้เสนอให้เหตุผลไว้ ซึ่งเนื้อหาสาระนี้ก็จะ นำไปสู่การจัดทำแผนงานของทุกองค์กรเพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงสำคัญนะครับ ทั้งฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอัยการ และองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็เรียกได้ว่าทุกองค์กร ของประเทศนั้นครับ เพราะเป็นการขับเคลื่อนประเทศนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเป็นลักษณะเช่นนี้ ก็จึงจำเป็นต้องทำให้ทั้ง ๒ เรื่องนี้ คือทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศนั้นทำให้ เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายหรือลีเกิล นอร์ม (Legal norms) ซึ่งประเด็นนี้ผู้เสนอเห็นว่า ไม่ใช่ แต่ผมเห็นว่าใช่ครับ โดยจำเป็นต้องบัญญัติเฉพาะชื่อของเอกสารนี้ ต้องมีการจัดทำ ในกฎหมายสูงสุดของประเทศก็คือรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีผลผูกพันต่อทุกองค์กรนั่นเองในเชิง การปฏิบัติต่อไป ปัญหาต่าง ๆ ที่ทางคณะผู้เสนอได้นำเสนอมาเกี่ยวกับปัญหาด้านการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศที่ผู้เสนอได้ชี้แจงสักครู่นะครับ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในเนื้อหาสาระ ซึ่งก็จะมีตัวพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ ชาติและพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนั้นแก้ไขได้ นั่นเป็นเหตุผลข้อที่ ๒
เหตุผลข้อที่ ๓ ผมเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบัญญัติเรื่องการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิบัติรูปประเทศนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยปัจจุบัน สถานการณ์โลกนั้นซับซ้อนมากขึ้นครับ กฎหมายระหว่างประเทศที่ถือเป็นกฎกติกาสังคม โลกก็มีมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของสนธิสัญญา อนุสัญญาข้อตกลงและพิธีสารต่าง ๆ ซึ่งไทย ก็เข้าเป็นภาคีหลายฉบับ จึงมีพันธกรณีที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่าง ประเทศเหล่านี้ ท่านประธานน่าจะคุ้นชื่อในหลาย ๆ ชื่อมาตรการ ซึ่งถือเป็นกฎกติกาสังคม โลกผมขอยกตัวอย่างนะครับ เช่นมาตรการความปลอดภัยด้านการบินขององค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศหรือภาษาอังกฤษคุ้นเคยไอเคโอ (ICAO) มาตรการในการขจัด การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม ภาษาอังกฤษคือ ไอยูยู ฟิชชิง อิลีเกิล อันรีพอร์ตเท็ด แอนด์ อันรีกูเลเท็ด ฟิชชิง (IUU fishing illegal unreported and unregulated fishing) ซึ่งในประเด็นนี้สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) นั้น เข้มงวดเรื่องนี้มาก หรืออีกอันหนึ่งก็คือ มาตรการขจัดการค้ามนุษย์ ซึ่งหลายประเทศนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกานั้นนำมาใช้ประเมินประเทศต่าง ๆ ที่เรียกว่า ทริปรีพอร์ท (TIP report) ทีไอพี (TIP) แทรฟฟิก อิน เพอร์ซัน รีพอร์ต (Trafficking in Persons Report TIP Report) ซึ่งมาตรการเหล่านี้อยู่บนพื้นฐาน แล้วก็ออกมาเพื่อรองรับอนุสัญญา พิธีสารและข้อตกลงระหว่างประเทศที่จัดทำโดยองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่ไทยเราก็ เข้าเป็นภาคี แล้วก็มีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม และไทยควรจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติตามพันธกรณีเหล่านี้ ก็คือ ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศนั่นเอง ดังนั้นการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ จึงเป็นการแสดงออกว่าไทยเรามี กระบวนการและเครื่องมือกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน โปร่งใส ประชาชน มีส่วนร่วม และที่สำคัญคือสอดคล้องกับกฎกติกาสังคมโลก จะสร้างความเชื่อมั่น แก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนต่างประเทศและในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ด้วย ด้วยเหตุผลสำคัญเหล่านี้ผมเองจึงเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบัญญัติเรื่องการจัดทำ ทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นั่นเป็น เหตุผลประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ผู้เสนอเห็นว่าการนำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้น มาบัญญัติในรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลไม่มีความเป็นอิสระ ขาดความยืดหยุ่นและอาจถูกใช้ เป็นเครื่องมือล้มรัฐบาล ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกันครับ
เหตุผลข้อแรกครับ ตามที่ได้เรียนแล้วว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เฉพาะชื่อประเภท ของเอกสารเท่านั้นครับ ก็คือให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีแผนปฏิรูปประเทศ ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้น ซึ่งก็หมายถึง กระบวนการจัดทำทั้งหมดครับ จะกำหนดอยู่ในกฎหมายลูกที่ออกมารองรับมาตรา ๖๕ และ หมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ก็คือพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พุทธศักราช ๒๕๑๐ และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วย ซึ่งตามกฎหมายลูกทั้ง ๒ ฉบับนี้ กำหนดให้มีการทบทวน ยุทธศาสตร์ชาติ ทุก ๕ ปี หรือในกรณีที่สถานการณ์ของโลกหรือประเทศเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายความว่ากระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้น มีความยืดหยุ่น รัฐบาลมีอิสระที่จะ ทบทวน และแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นยังกำหนด ในแผนปฏิรูปประเทศ ต้องสอดคล้อง และก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็หมายความว่ากระบวนการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศ ก็มีลักษณะยืดหยุ่น แล้วก็ เปลี่ยนแปลงแก้ได้ เช่น เดียวกับยุทธศาสตร์ชาติที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่สำคัญกำหนดให้ ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำ เมื่อจัดทำแล้วก็ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย จะเห็นได้ว่ากระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ แผนปฏิรูปประเทศที่กำหนดไว้ขณะนี้นั้น ก็มีลักษณะยืดหยุ่น ประชาชนมีส่วนร่วมจัดทำและ แสดงความคิดเห็น แล้วก็ให้อิสระรัฐบาลที่จะปรับปรุงแก้ไขเฉพาะเนื้อหาสาระของทั้ง ๒ เอกสารนี้อยู่แล้ว นี่คือความเป็นอิสระและยืดหยุ่นข้อแรก
ในส่วนเหตุผลข้อที่ ๒ การบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เพียงชื่อเอกสารที่ต้อง จัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดลักษณะ ให้หลักเกณฑ์และวิธีการ จัดทำ ซึ่งก็คือกระบวนการ แล้วก็รวมถึงองค์คณะผู้จัดทำเอกสารนั้นด้วยให้เป็นไปตาม กฎหมายลูกมี พ.ร.บ. ที่จัดทำโดยรัฐบาล ดังนั้นหาก พ.ร.บ. เดิม ของเดิมไม่สอดคล้องกับ นโยบายปัจจุบัน เพราะตัวอย่างที่ท่านได้กล่าวอยู่แล้ว พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ ชาติท่านค่อนข้างอึดอัดแม้ในมาตรา ๕ ที่ว่าอาจจะผูกมัดเหลือเกินไม่จำเป็นต้องดำเนินการ ในลักษณะนี้ จะให้ผูกมัด ผูกพันแค่ไหน หรือในมาตรา ๑๑๑ ซึ่งกำหนดให้มีการทบทวน เปลี่ยนแปลงแก้ไขทุก ๕ ปี หรือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่งองค์ประกอบ ตามมาตรา ๑๒ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งท่านอาจจะไม่พอใจในองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านี้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ในแต่ละช่วงเวลาก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ครับ ทั้งกระบวนการและองค์คณะผู้จัดทำ นี่ก็คือความเป็นอิสระและยืดหยุ่นในข้อที่ ๒ เหตุผลที่ ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การกำหนดให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติและ แผนปฏิรูปประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายหรือ ลีเกิล นอร์ม (Legal Norms) และมีผลผูกพันทุกองค์กรทั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอัยการ และองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งต้องรับผิดชอบ ร่วมกันในการพัฒนาประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่น ในหลาย ๆ ด้านแก่ต่างชาติ อีกทั้งในส่วนกระบวนการจัดทำ และเนื้อหาสาระของ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศตามที่กล่าวมาแล้ว ก็มีลักษณะยืดหยุ่น ประชาชนมี ส่วนร่วมจัดทำและแสดงความคิดเห็น และรัฐบาลก็มีอิสระที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ให้สอดคล้องกับนโยบายและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือล้ม รัฐบาลได้แต่อย่างใด ซึ่งอันนี้คงจะสามารถตอบข้อกังวลของผู้เสนอได้อย่างชัดเจนเช่นกัน ดังนั้นในประเด็นที่ได้เสนอให้ยกเลิกมาตรา ๖๕ และหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศของ รัฐธรรมนูญนั้น กระผมจึงไม่เห็นด้วย และขอคัดค้าน ส่วนประเด็นอื่นนั้นแม้จะไม่ขอ อภิปราย แต่กระผมก็ได้พิจารณา และมีข้อสรุปส่วนตน ครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว คือแก้ไข เนื้อหาเช่นนี้ รับไม่ได้ครับ แล้วก็ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว พร้อมลงมติ ขอบคุณท่านประธาน
ขอบคุณ พลเอก พัลลภ ต่อไป พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี แล้วก็กลับมา ครูออน กาจกระโทก เชิญ พลตำรวจโท วิศณุ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ก็ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่เรียกว่า ฉบับของประชาชนด้วยคนหนึ่ง ท่านประธานครับ ประเด็นของผมก็คือ ประเด็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ประเด็น อื่น ๆ มาตราต่าง ๆ นั้นเพื่อนสมาชิกก็พูดกันมาทั้งวันแล้ว ท่านประธานครับเราเรียน เรารู้ เราท่องกันมานานว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อ ประชาชน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการรับฟังเสียงของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ ในระบบประชาธิปไตยนั้นนอกจากจะต้องฟังเสียงข้างมากแล้วต้องไม่ละเลยเสียงข้างน้อย ด้วยนะครับ และวันนี้เราก็ไม่รู้ว่า ๑๓๕,๐๐๐ คนนี้ เป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย แต่ว่าดูตัวเลขแล้วไม่น้อยเลยครับ ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ เราให้ อำนาจ เรารับรอง เรารับฟังเสียงของประชาชนหลายบท หลายตอน หลายมาตรา ไม่ว่าจะ เป็นการเสนอกฎหมาย การทำประชาพิจารณ์หรือแม้แต่การเลือกตั้งเองก็ตาม หรือแม้แต่ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องฟังเสียงของประชาชน จึงต้องใช้ถึง ๕๐,๐๐๐ คนนะครับ แต่ว่าวันนี้มันมีเสียงของประชาชนถึง ๑๓๕,๐๐๐ คนซึ่งมันเยอะมากครับ และกว่าที่ทาง คณะผู้ยื่นจะได้ชื่อเหล่านี้มาก็ไม่ใช่เรื่องยากนะครับ ๑๓๕,๐๐๐ คน เป็นใครครับ มันก็เป็น พ่อแม่พี่น้อง เป็นลูกหลาน เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของแผ่นดินนี้ เป็นผู้ที่เสียภาษีและ เหมือนกับเรานี่ละครับ บ้านผมทั้งลูกทั้งหลานเป็นสิบคนเลยไปลงชื่อและถามผมบอกว่า พ่อจะรับไหม ก็เลยบอกไปว่ามันเป็นมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน พ่อรับแน่นอน แต่การที่ อ่านร่างนี้พ่อก็เห็นด้วยในหลาย ๆ ประการอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ในการทำโพล (Poll) เราจะใช้กลุ่มประชากรตัวอย่างอย่างมากก็สัก ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ คน โดยวิธีการทำโพล (Poll) วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีทางวิทยาศาสตร์ เราก็จะได้คำตอบว่าคน ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ คน ที่มาเป็นประชากรให้ทำโพล (Poll) เขามีความคิดเห็นมีความรู้สึกอย่างไรต่อหัวข้อ ต่อโจทย์ ที่เราทำ แต่วันนี้ถ้าเป็นการทำโพล (Poll) เรามีประชากร ๑๓๕,๐๐๐ คน ซึ่งมันเยอะมาก ถ้าเป็นการทำโพล (Poll) ถือเป็นการทำโพล (Poll) ที่ใหญ่มาก และตรงนี้ผมคิดว่ามันน่าจะ เป็นคำตอบในระดับหนึ่งแล้วว่าประชาชนต้องการอะไรนะครับ เพราะฉะนั้นการรับหลักการ ในวาระ ๑ ผมคิดว่าต้องเป็นเรื่องที่เพื่อนสมาชิกต้องตระหนักเรื่องนี้ให้มาก ๆ ครับ ในรายละเอียดในการเลิก ส.ว. เป็นสภาเดี่ยว สภาคู่ การเลิกองค์กรอิสระทั้งหลายผมไม่ค่อย ติดใจเท่าไรครับ แต่ผมติดใจเรื่องที่มาของ ส.ว. ที่มาขององค์กรอิสระ หน้าที่ที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งมันไม่ได้ตามที่สากลเขากำหนด เขาบัญญัติไว้หรือเปล่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่มันจะต้องเก็บไป คิด ไปใคร่ครวญกันให้ดีนะครับ เรื่องการยึดโยงกับประชาชนก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าในวาระ ๒ เราก็สามารถที่จะพูดคุยลงลึกในรายละเอียดกันได้นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ขอให้มันผ่านวาระ ๑ไปก่อนนะครับ ก็ฟังมาทั้งวัน จริง ๆ ก็ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ดู ได้เห็นคนโน้นให้สัมภาษณ์ คนนี้ให้สัมภาษณ์มาตั้งแต่ก่อนจะเปิดสภานะครับ ตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อวานก่อนแล้วครับว่า เห็นด้วยอย่างไร ไม่เห็นด้วยอย่างไรนะครับ ผมคิดว่า วันนี้ถึงเวลาที่เราอาจจะต้องลดอัตตาลดทิฐิลงนิดหนึ่งและมาจับเข่าคุยกันในรายละเอียด ต่าง ๆ ในวาระ ๒ ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และทางออกตรงนี้น่าจะเป็น การปลดชนวนหรือถอดสลักระเบิดเวลาที่มันอาจจะเกิดระเบิดเวลาทางการเมือง ซึ่งมันอาจจะ เกิดขึ้นในโอกาสใกล้ ๆ นี้ก็ได้ ก็อยากจะเรียนนะครับ เพื่อน ๆ ส.ว. ก็มีทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องอะไรต่าง ๆ อยู่ใน ส.ว. กันเยอะนะครับว่า การรับฟังเสียง ของประชาชน ๑๓๕,๐๐๐ คนนั้น ผมถือว่าเขาเรียกเป็นหัวใจของการอภิปรายของผม ในวันนี้นะครับ ให้ผ่านวาระ ๑ ไปก่อนนะครับ แต่ถ้าเราปัดตกไปเลยมันอดที่จะถูกกล่าวหา ไม่ได้ว่า เพราะผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์พวกพ้องของท่านหรือเปล่า เห็นประโยชน์ ตนประโยชน์พวกพ้องมากกว่าการรับฟังเสียงของประชาชนหรือประโยชน์ส่วนรวม เมื่อกลางวันผมก็ได้มีโอกาสฟังท่าน ส.ว. อาวุโสท่านหนึ่งพูดบอกว่า วันนี้พวกเรา ส.ว. จะต้องฝึกจิตพิชิตใจให้ได้ เพราะว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์มากันโดยตลอดจากทั้งผู้เสนอด้วยทั้ง กลุ่มพรรคฝ่ายค้านด้วย อันนี้ก็เป็นความเห็นของแต่ละคนครับ แต่ผมคิดว่าการฝึกจิตพิชิตใจ ก็อยากภาวนาให้มันสำเร็จครับ ด้วยการรับหลักการในวาระ ๑ไปก่อน วันนี้ก็อย่าเพิ่งตีเรือ ทั้งกลอนครับ ลงลึกเข้าไปในรายละเอียดสักนิดหนึ่งแล้วก็ขอให้ผ่านวาระ ๑ ไปก่อนครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ ครับ พลตำรวจโท วิศณุ ต่อไปเป็นครูออน กาจกระโทก และตามด้วยท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เชิญครูออนครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภาและ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้เป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมลองอ่านแล้วก็พิจารณาดูแล้วท่านประธานครับ ก็เห็นว่าเป็นข้อ นำเสนอที่ดูดีแล้วก็สอดคล้องกับหลักของความเป็นประชาธิปไตยพยายามที่จะสร้าง การถ่วงดุลอำนาจนะครับ ผมก็คิดว่าร่างนี้ก็เห็นว่าน่าจะควรนำมาพิจารณา แต่เมื่อมองลึก เข้าไปแล้วในหลายข้อหลายมาตราดูไปดูมามันไปเป็นการบั่นทอนอำนาจ บั่นทอนความเป็น องค์กรอิสระ เช่น ในมาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๑ มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๒๓ เป็นการไป ลดทอนความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ โดยที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติไปแทรกแซง ผมต้อง ขอบคุณท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขอเอ่ยนามที่พูดคำว่า แทรกแซงกับถ่วงดุล มันต่างกัน ครับท่านประธาน แต่ลักษณะที่ร่างแต่ละมาตราตรงนี้ผมมองว่าเป็นการไปแทรกแซง ซึ่งตรงนี้เองครับ ในเรื่องหลักของความเป็นประชาธิปไตย คือการที่เราต้องสร้างระบบ การยอมรับในกติกาของสังคม อันจะนำมาซึ่งความปกติของประชาชนในประเทศ แต่เรากำลังจะไปสร้างความแตกแยกครับ ไปสร้างความแตกแยกอย่างไร ก็คือ ความไม่ไว้วางใจกันตั้งจากสภานิติบัญญัติโดย ส.ส. ไปในองค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐ บางหน่วย อย่างเช่น ทหารอะไรอย่างนี้ คือความไม่ไว้วางใจกัน เมื่อไรที่สังคมคนในชาติ ไม่ไว้วางใจกันนี่นะครับท่านประธาน นี่คือความขัดแย้ง วันหนึ่งถ้าเกิดว่าเราไม่ไว้วางใจพ่อแม่ ก็คงจะต้องไปตรวจสอบพ่อแม่หรือนักเรียนไม่ไว้วางใจครูคงจะต้องสร้างหน่วยงานหรือ องค์กรของนักเรียนไปตรวจสอบครูอย่างนั้นหรือ เราต้องถือหลักของความเป็นประชาธิปไตย ที่ผมพูดถึงครับ เหตุของการตั้งองค์กรอิสระนี้กล่าวมาหลายท่านครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เกิดขึ้น ก็เพื่อที่ต้องการจะขจัดในเรื่องของการคอร์รัปชัน การโกง ก็จึงเกิดองค์กรอิสระขึ้น และตรงนั้นเขียนเอาไว้ไม่ให้มีหน่วยงานหรือองค์กรใดไปแทรกแซง ให้เขามีความเป็นอิสระจริง ๆ แต่ปรากฏว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างนี้กลับเขียนให้ มีการไปแทรกแซง แต่อ้างคำว่า ถ่วงดุล อย่างนี้ผมถือว่าเป็นการร่างที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง
และอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือประเด็นของการไม่เห็นด้วยตามร่างที่นำเสนอก็คือ กรณีให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศที่ผ่านมาครับ เราไม่เคยเห็น ผมเองไม่ เคยเห็นที่รัฐบาลใด ครม. ใด ที่ไปเขียนยุทธศาสตร์ชาติแผนปฏิรูปประเทศเอาไว้ในกฎหมาย สูงสุดคือรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเอ่ยรัฐบาล คสช. แล้วก็รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล้าที่จะเขียน เขียนให้มันเป็นเป้าหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ท่านครับเราอย่าปฏิเสธเลย ครับว่า แผนปฏิรูป แผนยุทธศาสตร์ มันเกิดจาก คสช. ที่เราไม่ชอบ เราก็เลยอยากจะ โละทิ้งเสีย เกิดจากความไม่ชอบแค่นั้นเอง แต่เนื้อหาเป้าหมายดี ถ้าอย่างนี้วันหนึ่งตัวเราเอง เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นโจร เราคงต้องฆ่าตัวตายแล้ว ดังนั้นอะไรที่มันดีเราควรรักษาไว้ ผมไม่เห็นเหตุผลที่จะไปยกเลิก ผมอ้างอิงเจตนารมณ์ของข้อกฎหมาย ตรงนี้ที่เขียนเอาไว้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๖ มาตรา ๖๕ บัญญัติไว้ ชัดเจนว่า รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลัก ธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบจัดทำแผนปฏิรูปต่าง ๆ ให้สอดคล้อง และบูรณาการกันเพื่อให้ เกิดแรงผลักดัน การพัฒนาให้ไปสู้เป้าหมาย เขียนไว้อย่างชัดเจนนะครับ และไม่ปิดกั้นด้วย ครับ ตรงที่เขียนไม่ปิดกั้นด้วย ถ้าหากว่ามีการเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสถานการณ์ อะไรต่าง ๆ ก็สามารถให้แก้ไขได้ แต่ท่านบอกว่าสุดท้ายมันก็จะแก้ไขยากเหมือนกับ รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ท่านครับท่านลองเสนออย่างสร้างสรรค์ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปมาสิครับ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งที่จะสนับสนุนท่าน ท่านอย่ากลัวไปก่อนที่ จะเกิดนะครับ และตรงนี้ครับ ผมมองแล้วท่านมีเจตนา หรืออคติอะไรที่จะไปยกร่าง แล้วก็ ยกเลิกในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปตรงนี้ ผมมองไม่เห็นเหตุผล หรือยกร่าง รัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ท่านทำมานี้ ซึ่งเขาบอกว่าประชาชน ๑๖.๓ ล้านคน ได้ลงมติผมเคารพ ตรงนั้นครับ ท่านอย่ามาโกหกในสภาเลยครับว่ารัฐธรรมนูญนี้ จริง ๆ แล้วร่างเป็นอย่างหนึ่ง ไปให้ลงมติและเวลาออกอย่างหนึ่ง ประชาชนเขารู้ครับ เขากินข้าวไม่ได้กินแกลบ เขาฟังอยู่ อย่ามาโกหกครับ ไม่เช่นนั้นท่านก็ไปฟ้องเลยครับว่ารัฐธรรมนูญนี้จอมปลอม ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ผมเห็นว่าการเขียนอย่างนี้ถือว่า เป็นแนวทางที่ดีแล้วครับ คนที่โกงทั้งหลาย ที่ถูกยุบพรรค ที่ผิดจริยธรรม เห็นผลแล้วครับ หลายท่าน หลายคน ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมยังเห็นว่าจะต้องรักษาไว้นะครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงที่มันเป็นในทางสร้างสรรค์ที่ดีผมพร้อมครับ แต่การเสนอครั้งนี้ผมมิอาจ ที่จะรับได้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป เชิญท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และท่านกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ เชิญท่านพิธาครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับที่ผมจะได้ร่วมอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พี่น้องประชาชนกว่าแสนคนได้ร่วมกันลงชื่อยื่นเข้าสู่รัฐสภาของเราในรอบนี้ ถือว่าเป็นข้อเสนอที่เสนอมีความเกี่ยวข้องกันอย่างเป็นระบบ โดยหัวใจสำคัญก็คือ การสถาปนาให้อำนาจสูงสุดเป็นของพี่น้องประชาชน โดยการรื้อระบบหลาย ๆ อย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิก ส.ว. การสร้างระบบสภาเดี่ยว การแก้ไขที่มาและอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ สร้างกลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งถึงยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็เพื่อที่จะปลดโซ่ตรวน พันธนาการอนาคตของประเทศ ล้างมรดกรัฐประหาร และหยุดวงจรอุบาทว์ของระบอบ ประชาธิปไตย เมื่อผมได้อ่านแล้วก็ได้ฟังคำชี้แจง ผมและสมาชิกพรรคก้าวไกลก็ไม่ได้มี เหตุผลใดครับที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนฉบับนี้ สำหรับผมแล้วนี่คือการ คืนสามัญสำนึกสู่ระบบการเมืองของพวกเรา สำหรับพรรคก้าวไกลนี่คือจุดเริ่มต้นในการแก้ไข ปมปัญหาของสิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ คำถามต่อมาก็คงจะเป็นว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย คืออะไร ถ้าท่านประธานจะให้ผมสรุปภายในประโยคเดียว ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ คือระบอบการเมืองที่อนุญาตให้พี่น้องประชาชนมี สิทธิเสรีภาพเพียงเล็กน้อย เป็นเหมือนไม้ประดับ ตราบใดก็ตามที่ไม่ไปกระทบกับอำนาจของ ชนชั้นนำ จารีต ระบอบการเมืองประชาธิปไตยแบบไทย ๆ คือระบอบการเมืองที่อนุญาต ให้มีการเลือกตั้งเป็นครั้งเป็นคราว แต่จะไม่มีวันยอมให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน อำนาจของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่มีวันสูงกว่าอำนาจที่เหนือกว่าพี่น้องประชาชน ฉันใดฉันนั้น เมื่อประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เป็นแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกในครับ ที่ในห้องเรียน การบรรจุลงไปในหนังสือเรียนอย่างไม่เคอะเขินว่าประเทศไทยของเรา ปกครองอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้ในยาม ที่บ้านเมืองถูกปกครองด้วยคณะรัฐประหาร แม้ในยามที่สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของ พี่น้องประชาชนถูกทำลายลง แม้ในยามที่กองทัพและสถาบันการเมืองอื่นมีอำนาจเหนือ รัฐบาลพลเรือน แม้ในยามกระทั่งที่เพื่อนร่วมชาติของเราถูกยิงตายข้างถนนก็ไม่ต้องมีคน รับผิดชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ การรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญโดยกองทัพเกิดขึ้น ครั้งแรกในปี ๒๔๙๐ ระบบวุฒิสภาที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ก็เกิดจากการรัฐประหาร ปี ๒๔๙๐ นี่ละครับ เพราะฉะนั้นในระบบบริบทสังคมไทย ระบบวุฒิสภาไม่ได้มีที่มารากฐาน จากประวัติศาสตร์เหมือนอย่างประเทศอังกฤษ แล้วก็ไม่ได้มีที่มาจากระบบการปกครอง แบบมลรัฐแบบสหรัฐอเมริกา แต่ระบบวุฒิสภาของประเทศเราเป็นผลพวงมาจากการทำ รัฐประหารของกลุ่มชนชั้นนำจารีตเพื่อออกมาทำอะไรครับ เพื่อออกมากำกับ ควบคุม และกดทับอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยอ้างครับ อ้างใน หนังสือเรียนบอกว่าจำเป็นที่จะต้องมีวุฒิสภาเพื่อที่จะช่วยกลั่นกรองกฎหมาย หรือเพื่อสร้าง กลไกในการถ่วงดุลการใช้อำนาจ ดังนั้นวุฒิสภาจึงเป็นป้อมปราการหนึ่งของ ชนชั้นนำของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ประชาชนและผู้แทนราษฎรที่มาจาก ประชาชนต้องถอดรื้อออกไป แต่ไหนแต่ไรมาครับท่านประธาน พวกเราถูกฝังหัวมาโดย ตลอดว่าปัญหาของการเมืองไทยนั้นเกิดขึ้นจากนักการเมืองอย่างพวกผมที่มาจาก การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่เวลามีการปฏิรูปการเมืองเมื่อใด ดาบทุกหอก สายตาทุกสายจะมุ่งตรงมาสู่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้อง ประชาชน ผมอภิปรายมาถึงตรงนี้ต้องพูดกันให้ชัดครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธครับว่านักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งก็ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกหลากหลายมากมาย แต่สิ่งที่ผม อยากจะบอกก็คืออย่างนี้ครับว่านักการเมืองหรือนักปกครองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนี่ละ ครับอันตรายยิ่งกว่า เครือข่ายนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งพวกเขาสามารถใช้ อำนาจได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ สามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ พวกเขาคือกลุ่มคนที่เป็น อภิสิทธิ์ชน พวกเขาคือกลุ่มคนที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้ เครือข่ายอำนาจเหล่านี้ฝังตัวอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อันศักดิ์สิทธิ์อยู่ เหนืออำนาจของประชาชน ไม่ว่าจะในนามของความมั่นคงก็ดี ไม่ว่าจะในนามของ ตุลาการภิวัตน์ก็ดี ไม่ว่าจะในนามขององค์กรอิสระ ซึ่งอิสระจริง ๆ ครับ อิสระจากท้องถนน อิสระจากประชาชน อิสระจากประชาชนคนธรรมดา ดังนั้นมันถึงเวลาแล้วครับ ที่พวกเราต้องมาช่วยกันออกแบบระบบการเมืองกันใหม่ให้อำนาจสูงสุดของประชาชนนั้น ปรากฏเป็นรูปธรรมได้จริงครับ ให้มีการแบ่งแยกอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุลใช้อำนาจที่มี ประสิทธิภาพและยึดโยงกับประชาชน ไม่เช่นนั้นปัญหาความขัดแย้งของประเทศที่ร้าวลึกมา โดยตลอด ๒๐ ปี จะไม่สามารถคลี่คลายลงได้เลย ประเทศไทยของเราจะเป็นประเทศที่ อนาคตมีแต่อดีต มาถึงตรงนี้ผมอยากจะเตือนด้วยความหวังดีครับว่าเราไม่สามารถปล่อยให้ สิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ฉุดรั้งและกัดกินสังคมไทยต่อไปได้ เพราะว่า เราไม่เหลือเวลามากเท่าไรที่จะต้องมาตั้งหลักกันใหม่เพื่อจะช่วยพลิกฟื้นสังคมในการต่อสู้กับ โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในโลกที่เต็มไปด้วยท้าท้ายแบบใหม่ ๆ อย่างที่พวกเราไม่ เคยเจอกันมาก่อน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไม่สบายใจอย่างยิ่งครับกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเข้าชื่อมาให้พวกเราพิจารณาอยู่นั้นก็ เสนอให้พิจารณาถึงที่มาอำนาจและการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนครับว่าผมไม่ ได้มาอภิปรายถึงคำวินิจฉัยของศาล แต่สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือในขณะที่พวกเรากำลัง พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ว่าจะเป็นคำตัดสินเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ที่ประชาชนโดนกระสุนจริงยิงเมื่อวาน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธคำสั่งไม่ให้ประกัน ตัวคุณรุ้งผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา ๑๑๒ เมื่อวาน เป็นการสะท้อนถึงอาการลงแดงของ ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่กำลังมองเห็น ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาวเป็นศัตรูของชาติ ซึ่งจะต้องกำจัดให้สิ้นซากแทนที่ จะมองเห็นพวกเขาเป็นอนาคตของพวกเรา ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่กำลังทำลาย โอกาสและพื้นที่ในการแสวงหาฉันทามติให้พวกเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถึงแม้ว่าเราจะ ไม่เห็นตรงกันในทุก ๆ เรื่อง ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ นี่ละครับที่กำลังจะผลัก ความคิดและเสียงของประชาชนที่พวกเขาไม่ชอบใจไม่อยากได้ยิน ไม่อยากฟังให้เป็น กระบวนการล้มล้างการปกครองไปเป็นคู่ขัดแย้งกับสถาบันกับกลุ่มผู้จงรักภักดี สภาวะเช่นนี้ อันตรายอย่างยิ่งครับสำหรับสังคมไทย แต่ผมเองยังเชื่ออยู่เต็มหัวอกว่าพวกเรายังมีเวลาที่จะ แก้ไขเพื่อที่จะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เราคือสังคมที่สามารถเรียนรู้จากความผิด ในอดีตได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ผมจึงอยากใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายครั้งนี้เชิญชวน ให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันยืนยันในอำนาจสูงสุดของประชาชนที่เขาโหวต เลือกเรามาด้วยการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน สุดท้ายนี้ผมอยาก เชิญชวนครับ ส่งสัญญาณไปถึงชนชั้นนำของบ้านเมืองนี้ให้เรามาตั้งสติกันเสียใหม่ หยุดผลักดันให้คนที่เห็นต่างไปเป็นกระบวนการล้มล้างการปกครอง แล้วแสดงให้ประชาชน เห็นว่าสังคมไทยของพวกเราสามารถที่จะรักษาสิ่งที่เขารักและหวงแหนได้โดยที่ไม่ต้อง ทำลายพี่น้องประชาชน ไม่ต้องทำลายอำนาจสูงสุดของประชาชน แสดงให้พวกเขาเห็นครับ สังคมไทยของพวกเรายังสามารถรักษาสิ่งที่ท่านรักและหวงแหน โดยไม่ต้องทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน สังคมไทยของพวกเราสามารถแสดงให้เห็น ได้ครับว่า สิ่งที่ท่านรักและท่านหวงแหนไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเอาอนาคตของชาติไปขังไว้ ในคุกอย่างไม่มีขื่อไม่มีแป แสดงให้เห็นสิครับ แล้วสังคมไทยที่พวกเราทุกคนรักจะได้ไม่ต้อง เดินไปสู่ทางตันอีกต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ นะครับ และตามด้วยท่านสงวน พงษ์มณี นะครับ เชิญท่านกำพลก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายและตั้งเป็น ข้อสังเกตของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ได้ นำมาพิจารณากันในขั้นรับหลักการก่อนลงมติ ผมได้ศึกษาแล้วเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่ น่าสนใจยิ่ง เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งมากถึง ๑๐ ประการ ซึ่งแต่ละประการ แต่ละเรื่องล้วนเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมชนิดที่รุนแรง ถึงขนาดจะกล่าวได้ว่า เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย อย่างถอนรากถอนโคน เป็นการแก้ไขอัน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของไทยจากที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ใน ปัจจุบัน ไปเป็นระบอบอื่นในระดับต่อไปได้อย่างน่าตกใจยิ่งครับ การประชุมร่วมกันในครั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จะทำให้สภา ผู้แทนราษฎรกลายเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศไทย ชนิดที่ไม่มีองค์กรใดจะสามารถ ถ่วงดุลคาน หรือคัดค้านได้เลยอีกทั้งยังให้มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงและตรวจสอบ กองทัพ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรมรวมทั้งองค์กรอิสระทั้งหมดได้ด้วย กระผมจึงเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการแทรกแซงระบบงานของตุลาการ และระบบตรวจสอบขององค์กรอิสระของประเทศอย่างรุนแรง ชนิดที่ไม่เคยมีการกระทำกัน มาก่อนเลย กระผมจึงขอให้ข้อคิดสะกิดใจให้ปรากฏไว้ ณ ที่ประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่า ก่อนที่เราจะมอบอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้ให้แก่องค์กรใดมากถึงขนาดนี้ จำเป็นต้องใคร่ครวญ ให้จงดี มีความรอบคอบ เพราะมนุษย์ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด องค์กรใด หรือฝ่ายใดก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่จะใช้อำนาจนั้นทำลายชาติ ทำลายประชาชน หรือโกงบ้าน กินเมืองได้อย่างชาญฉลาด จนไม่มีใครหรือองค์กรใดสามารถที่จะดุลคานหรือตรวจสอบได้เลย สิ่งที่ผมกล่าวมานั้นคือปัญหาใหญ่ของประเทศ ในเรื่องของความคิดที่แตกต่างมันไม่ใช่ปัญหา ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมิใช่ปัญหาที่เกิดจากฝ่าย ตุลาการ หรือองค์กรตรวจสอบอิสระ ท่านประธานครับ องค์กรที่มีอำนาจยิ่งใหญ่มากเท่าใด ย่อมมีโอกาส และมีความสามารถที่จะ สืบทอด และถ่ายโอนอำนาจไปยังเครือข่ายวงศ์วานว่านเครือต่อไปได้อย่างไม่รู้จบรู้สิ้น ดังคำกล่าวของท่านลอร์ด แอคตัน ที่พูดไว้ว่า อำนาจเด็ดขาด ทำให้เกิดการคอร์รัปชัน ได้อย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านสงวน พงษ์มณี นะครับ แล้วตามด้วยท่าน ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ครับ เชิญท่านสงวนครับ
กราบเรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านครับ วันนี้ประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทยนี้ต้องบันทึกไว้นะครับว่ามีกฎหมายสำคัญของ ประชาชนเข้าสภา ท่านครับ วันนี้ผมถือว่าประชาชนได้รับชัยชนะแล้ว ประวัติศาสตร์ จะบันทึกตรงนี้ไว้โดยระบบดิจิทัล (Digital) นะครับ ไว้ตลอดไปว่าใครพูดอะไร ณ ที่นี้ พรุ่งนี้ ถ้าเกิดไม่ผ่านเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยากก็ไม่ใช่สาระสำคัญแล้ว แล้วเราจะแก้ได้หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ถูกแก้ไข ไม่มีการยึดอำนาจ ไม่ฉีก จะแก้ได้หรือไม่ แก้ได้ครับ ใคร ที่อายุ ๔๐ ปีขึ้นไปนี้ฟังไว้ให้ดีนะครับ ในวันที่มีการเลือกตั้งวุฒิสภาแบบเลือกกันเองนี้ ไปสมัคร แล้วสมัครเยอะ ๆ ทุกอำเภอ เลือกพวกเรากันเองเข้ามา ให้มันเกิน ๖๐ คน ตอนนั้น ส.ว. จะ มีแค่ ๒๐๐ คน ก็สามารถจะแก้รัฐธรรมนูญได้ นี่ผมยืนยัน ผมดีใจมากครับ และต้อง ขอขอบคุณประธานรัฐสภาทั้ง ๒ ท่าน ที่ได้บรรจุเรื่องนี้เข้าไป ถ้าท่านไม่บรรจุ ไม่เลื่อนวาระ เข้ามาทำงานวันนี้ ก็จะไม่มีโอกาสอย่างนี้อีก ท่านครับ ปี ๒๕๔๐ ตอนนั้นผมไปร่างรัฐธรรมนูญ นี้ เราเขียนไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นี้จะเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งสร้างรัฐของ พลเมือง แล้วองค์กรรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด แล้วคิดว่า ๕ ปี เขตอำนาจของ องค์กรเหล่านี้ต้องทับซ้อนกัน ก็ไปเขียนในมาตรา ๓๓๖ เขียนอย่างนี้นะครับ เมื่อครบ ๕ ปี นับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คณะกรรมการเลือกตั้ง ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. นี้ มีอำนาจทำรายงานเสนอต่อรัฐสภา และรัฐมนตรีจะต้องมาเสนอในสภานี้เพื่อ อะไร เพื่อแก้ปัญหา แก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครทำครับท่าน ไม่มี ใครทำ รัฐบาลทำได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะมันจะเริ่มต้นที่รัฐบาลไม่ได้ ต้องเริ่มต้นที่องค์กร ๓ องค์กรนี้ แต่เขาไม่ทำ ท่านครับ แก้ยากมาก พอแก้ยากมาก ผมก็ตกใจ ในมาตรา ๒๕๖ ท่านครับ แก้ยาก ยากขนาดว่าหมวด ๑ หมวด ๒ นี้ แก้ต้องไปประชามติ เหมือนเรากำลังทำ แก้แม้แต่คุณสมบัติขององค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ มันอะไรกันนักกันหนา ก็ไปดูว่าเรามี สภา ส.ว. เรามีสภา ส.ส. การทำหน้าที่ทางกฎหมายนี้เป็นอำนาจหน้าที่หลักนี้ ท่านเชื่อ หรือไม่ครับ ไปอ่านมาตรา ๒๕๗ ว่าอย่างไรครับ หมวดว่าด้วยการปฏิรูปนี้ ทำ ๒ สภา พร้อมกัน แสดงว่าสภาเดียวนี้ มันเป็นความต้องการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้ว แล้ว ส.ว. ทำหน้าที่อะไรต่อ ก็เป็นคนกลั่นกรองคนไปอยู่ในตำแหน่ง ท่านไปดูสิครับ คุณสมบัติที่สำคัญ มี ๒ เรื่องครับ เพราะมันเป็นรัฐของราชการ รัฐของเสนาบดี ระดับไหน ระดับอธิบดีครับ หัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีและเทียบเท่า สามารถเดินเข้าอยู่ตำแหน่งนี้ได้ ใครเลือกครับ ส.ว. ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรนอกรัฐ ท่านครับ ก็สามารถเดินเข้าสู่ตำแหน่งนี้ได้ องค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ ดูครับท่าน ทำไมพูดเรื่องนี้ ในปี ๒๕๖๓ ท่านประธานครับ ระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยหลักเกณฑ์การเทียบ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหมเทียบเท่าอธิบดี ๓ ๔ เหล่าทัพ มี ๒๔๔ ตำแหน่ง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จะให้ผมเข้าใจอย่างไร ไม่ใช่เล็งผลร้าย ก็หมายความว่า ๒๔๔ ตำแหน่งนี้เป็นอย่างไรครับ สามารถไปเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมดไม่ว่า องค์กรอิสระร่วมกับอะไร ท่านประธานครับ ผมถามว่าถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อะไรจะ เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้กระบวนการต่าง ๆ ในองคาพยพนี้ไม่สามารถจะตอบ ตัวเองได้ว่า ตัวเองมีอำนาจขนาดไหน การละเมิดสิทธิพลเมืองกลายเป็นเรื่องปกติ ทำไมพูด ว่าเป็นปกติ ขนาดยิงทะลุปอดยังบอกว่าใครไม่รู้ยิงคงจะปืนยิงเองกระมัง ที่ผมพูดประเด็นนี้ พูดด้วยความเจ็บปวด ผมอายุ ๗๐ กว่าปีแล้วถ้าผมจะมีอายุอีก ๑๐ ปีผมก็ ๘๐ กว่าแล้วจะ ทำหน้าที่ในนี้คงไม่ได้ ผมคิดว่าเรามาบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมกันว่าเราจะทำอะไรกับ สังคมไทยเรา เราจะต้องร่วมกันสร้างยุทธศาสตร์ร่วมกัน วันนี้ไม่ว่า ส.ว. ส.ส. หรือใครก็ ตามที่อยู่ในองคาพยพของรัฐธรรมนูญนี้เรามาจากการจัดการของรัฐธรรมนูญเท่ากัน ยืนอยู่ ในฟลอร์ (Floor) นี้เท่ากันไม่มีใครเหนือใคร ท่านครับ ท่านเชื่อไหมองค์กรตามรัฐธรรมนูญ บางองค์กร องค์กรอิสระบางองค์กรสามารถก้าวล่วงอำนาจของนิติบัญญัติได้ กระบวนการ นำเสนอกฎหมายแบบท่านถ้าเขาไม่พอใจเขาก็บอกว่าท่านมีเจตนาเล็งเห็นผล ท่านเสนอ กฎหมายเสร็จท่านมีอำนาจเป็นเจ้าของกฎหมายเพียงแค่ท่านนั่งวันนี้เท่านั้นเอง หลังจาก รัฐสภารับไปแล้วเป็นกฎหมายของสภานะครับ ถ้าไปกรรมาธิการเขียนเสร็จท่านก็ไม่มีสิทธิไป ชี้แจงเป็นเรื่องของสภาและกรรมาธิการ เห็นไหมครับ แต่ว่าอำนาจอย่างนี้มันไม่ทรงอำนาจ ในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะรัฐธรรมนูญนี้จุดอ่อนที่สุดรัฐธรรมนูญไม่ใช่มีมิติของการเป็นกฎหมาย สูงสุดอย่างเดียวนะครับ ในมิติกฎหมายสูงสุดมาตรา ๕ กฎหมายใดระเบียบใดขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญนี้เป็นอันใช้ไม่ได้จริงหรือเปล่า ท่านตอบได้ไหมว่าจริงหรือเปล่า แต่มิติของการ จัดสรรอำนาจตามองค์กรรัฐธรรมนูญไม่มี ไม่มีเลย ท่านครับ ผมเห็นว่าท่านร่างมาดี สร้างกฎเกณฑ์มาดี สร้างสิ่งใหม่ ผมเห็นด้วยไหม พรรคผมเห็นด้วยรับหลักการนี้แน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นด้วยในรายละเอียด ถ้าผ่านสภาไปพรุ่งนี้ตั้งกรรมาธิการ เราก็ต้องแปรญัตติกันว่าจะทำอย่างไรในกรอบที่ไม่ขัดกับหลักการ ท่านครับ โอกาสนี้เป็น โอกาสดี บรรยากาศวันนี้ก็เป็นบรรยากาศที่ดี เราถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ผมคิดว่ามันคงถึงเวลา ท่านประธานว่าเราจะต้องประกาศให้คนไทยทั้งประเทศว่าลุกขึ้นมา การไม่สู้ การยอมจำนน คือการยอมแพ้ ความหวังของลูกหลานเราจะอยู่ที่ไหนถ้าพวกเรารุ่นนี้ไม่ร่วมกันสู้ ระบอบของ เรามีไปตามระบอบของเรา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมพูดในภาพรวมให้เห็นภาพว่า ผมเห็นด้วยกับการมีสภาเดียว เพราะว่าวันนี้ผมก็ทำกฎหมายสภาเดียวทั้งนั้นละครับ เพราะว่าถ้าไปอ่านมาตรา ๒๕๗ ท่านดูนะครับ กฎหมายทุกฉบับต้องผ่านหมวด ๑๖ ทั้งนั้น เป็นสภาเดียวทั้งนั้นครับ ไม่มีเวลาเหลือ ๒ วินาทีผมจบแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ท่านสงวนครับ ต่อไปเป็นท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ แล้วก็ไปที่ท่านสมชาย แสวงการ เชิญท่านณัฐวุฒิก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เสนอโดย คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ กับประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คนนั้น กระผมเห็นด้วยครับ เห็นด้วยเรื่องอะไร กระผมเห็นด้วย กับเหตุผลที่อยู่ท้ายหลักการ ๔ บรรทัดท่านประธาน เหตุผลอะไรบ้าง ขออนุญาต ท่านประธาน เขียนไว้อย่างนี้ครับ เห็นด้วยโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีบทบัญญัติหลาย ๆมาตราไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจ ให้ได้ดุลยภาพ เห็นด้วย ไม่ทันสมัยไม่สอดคล้องกับหลักการสากลที่นานาอารยประเทศให้ การยอมรับ เห็นด้วยครับ เป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เห็นด้วยครับ ประชาชนไม่ยอมรับนับถือจนอาจก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติทางรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นผมทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ผมมุ่งมั่งผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดท่านประธานที่เคารพ ทั้งร่วมเสนอและร่วมอภิปรายหลายครั้ง แต่ด้วยบทบัญญัติที่กำหนดไว้มันมีการแก้ไข ที่ค่อนข้างยากลำบากอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงผ่านไปประเด็นเดียวขณะนี้นะครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญ วันนี้ครับ ผมยอมรับครับ เมื่อสักครู่ผมเห็นด้วยในเหตุผล ตรงนี้ผมยอมรับครับ ยอมรับในความรู้ความสามารถของผู้นำเสนอทั้ง ๒ ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล เสียดายจริง ๆ ท่านน่าจะได้ทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ ท่านได้รับฉายาจาก สื่อมวลชนว่าท่านเป็นดาวเด่นในปี ๒๕๖๒ นะครับ ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นผู้นำเสนอ ผมติดตามงานของท่านเหมือนกัน ท่านพูดถึงลิควิด ดิมอเครซี (Liquid Democracy) ประชาธิปไตยลื่นไหล หรือดิจิทัล ดิมอเครซี (Digital Democracy) อันนี้เกิดขึ้นในอนาคต แน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ
ท่านประธานครับ ขณะนี้น้ำกำลังท่วมที่จังหวัดสุพรรณบุรี เวลาน้ำท่วม ที่จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอบางปลาม้า อำเภอสองพี่น้อง ๒ เดือนแล้วนะครับท่านประธาน คนจังหวัดสุพรรณบุรีก็จะนึกถึงบุรุษประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรี นั่นก็คือ นายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา วันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เวลาเราพูดถึงรัฐธรรมนูญ เราจะ นึกถึงการเมืองประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งที่ทิ้งผลงานในการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญไว้ใน ประเทศชาติแห่งนี้ คือรัฐธรรมนูญฉบับปี พุทธศักราช ๒๕๔๐ ท่านเป็นผู้ปฏิรูปการเมือง เป็นผู้ริเริ่มแล้วก็สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนั้น จุดเด่นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีอะไรบ้างครับ สำคัญที่สุดก็คือการตั้งองค์กรอิสระขึ้น แล้วมีประโยชน์อย่างมาก องค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านั้นก็ประกอบไปด้วยศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ ป.ป.ช. เพราะฉะนั้น หน่วยงานเหล่านี้ที่ผ่านมาได้สร้างผลงานไว้ให้กับประเทศชาติของเราหลายประการทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ผลงานอีกประการหนึ่ง เราไม่สามารถจะลืมผลงานนี้ได้เลย นั่นคือ การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ดีที่สุดชุดหนึ่งในประเทศไทยครับในปี ๒๕๓๙-๒๕๔๓ ยังกล่าวถึงกันอยู่ครับ ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า องค์กรหรือบุคคลก็ตามดีก็ดี ไม่ทั่ว ชั่วก็ชั่วไม่หมด มันอาจจะมีผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ อภิปรายในสภา แห่งนี้ครับ แต่ผมไม่เคยบอกให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญท่านประธานครับ ท่านประธานจะเห็น ตัวอย่างอะไรบางประการ คสช. ออกประกาศฉบับที่ ๑๙/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ ปฏิรูปการศึกษาส่วนภูมิภาค ยุบ ก.ค.ศ. ยุบ อ.ก.ค.ศ. ๒ องค์กรนะครับ โดยเพียง แต่ว่าให้เหตุผลว่า ๒ องค์กรหรือองค์กร ก.ค.ศ. เรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้าย และเดือดร้อนกันทั้งประเทศสิครับ หลักการคือมีการกระจายอำนาจไปให้คณะกรรมการ การศึกษาเขตพื้นที่ แต่เมื่อสถานที่ใด จังหวัดใด เขาทำทุจริตก็ไปดูแลแก้ไขเรื่องนั้น แต่กลับไปยุบเลยครับ ขณะนี้ท่านประธานครับ เราเสนอพระราชบัญญัติแก้ไข คสช. ฉบับที่ ๑๙ ไปแล้วกำลังจะพิจารณาเสร็จเอากลับคืนมาครับ ข้าราชการครู เห็นไหมครับ เราไปยุบ เลยนี่นะครับหลักการมันดี แต่เมื่ออะไรที่มันผิดพลาดบกพร่องก็แก้ในส่วนนั้นครับ เช่นเดียวกันครับท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา จะเป็นการแต่งตั้ง แล้วเรามีจิตใจบริสุทธิ์ มีความตั้งใจและทำให้องค์กรนั้นเข้มแข็งอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นฝักถั่ว นะครับ จะเป็นกลไกที่ช่วยพัฒนาทางการเมือง ช่วยทำให้ระบบรัฐสภา ให้สภานิติบัญญัตินี้ เข้มแข็ง กลั่นกรองกฎหมายที่เป็นประโยชน์สำหรับพี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นองค์กรอิสระก็เช่นเดียวกันครับ ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือ ป.ป.ช. มันเหมือนกับต้นไม้ ถ้าต้นไม้กิ่งไหนมันผุมันพังก็ตัดกิ่งสิครับ อย่าไปตัดต้น ถ้าตัดต้นเลยผมว่ามันเสียหายมากกว่านะครับ เช่นเดียวกันครับ บ้านเรือนของ พี่น้องประชาชน ถ้ามันเกิดชำรุด มันเกิดเสียหายตรงไหนเราก็ซ่อมแซมเฉพาะตรงนั้นหรือจะ รื้อบ้านเลย ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นขอให้ผู้ร่างรวมทั้งประชาชนที่ผ่าน รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ได้โปรดพิจารณาเถอะครับว่า อะไรที่มันอยู่คู่กับบ้านเมืองของเรามัน เป็นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เราสืบทอดกันมาแล้วมันก่อให้เกิดประโยชน์ ผมว่า ดำรงรักษาไว้เถอะครับ มันจะเป็นประโยชน์สำหรับบ้านเมืองของเราต่อไปในอนาคตครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะผ่านสภาหรือไม่ ถ้าไม่ผ่านท่านไปเติมเถอะครับผมเชื่อความรู้ความสามารถของ ท่านทั้งสองนะครับว่า จะสามารถที่จะปรับแต่งและนำกลับเข้ามาเสนอใหม่ ถ้าไม่ผ่าน นะครับ ถ้าผ่านไปนี่นะครับ ถ้าผ่านเข้าสู่กรรมาธิการได้เราก็ไปเติมดำรงอะไรที่มันควรจะอยู่ และมีประโยชน์สำหรับบ้านเมือง องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ก็รักษามันไว้ ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานและที่ประชุมแต่เพียงเท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณ ครับท่านประธานณัฐวุฒิ ต่อไปเป็นท่านสมชาย แสวงการ แล้วก็กลับมาคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม นะครับ เชิญท่านสมชาย แสวงการ ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมดีใจอีก ครั้งหนึ่งครับที่เห็นภาคประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา และได้มีโอกาสพูดคุย กันในสภาแห่งนี้ แม้ว่าผมจะมีคำถามหลายประการและมีความไม่เห็นสอดคล้องเยอะแยะ มากมาย แต่มันก็ดีอยู่ครับว่าการที่ท่านเอาเรื่องมาเสนอต่อสภาดีกว่าอยู่ในโซเชียล (Social) ดีกว่าอยู่บนท้องถนน แม้จะเป็นการเดินพร้อมกัน ๓-๔ ก้าวพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ งานมวลชน งานของคณะบุคคล และงานของพรรคการเมืองก็ตาม ร่างนี้ไม่ใช่ไม่เคยเห็นครับ ร่างนี้ก็เห็นครับ เห็นตั้งแต่ตอนที่ท่านเสนอเข้ามา พยายามเข้ามาตั้งแต่ตอนที่เราพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑๓ ร่างในสภาแห่งนี้เมื่อคราวที่แล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่าบาง ฉบับไปได้ ผมเองก็โหวต (Vote)ให้บางฉบับ แต่บางฉบับก็ไปไม่ได้ครับ สมาชิกวุฒิสภา หลายท่านโหวต (Vote) ให้กับร่างของฝ่ายค้าน ผมเองก็โหวตให้กับร่างฝ่ายค้าน เพื่อเป็น คำตอบว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่มาจากประชามติ ๑๖ ล้านกว่าเสียงนั้นแก้ไขได้หลักการที่ ประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าชื่อเสนอมา กับหลักการที่ประชาชน ๑๖ ล้านกว่าเสียงให้ความ เห็นชอบมา จำนวนไม่เท่ากันหรอกครับ ผมจำเป็นต้องยึดหลักที่ประชาชนให้เสียงประชามติ มาโดยหลักที่ว่า ๓ หลัก ๑. รัฐธรรมนูญที่แก้ไขไม่ได้เลย อันนั้นเป็นหลักสำคัญคือการแก้ โครงสร้างประเทศ ๒. คือแก้ไขได้โดยง่ายโดยสภา ก็คือเมื่อกฎหมายใดใช้ไปแล้ว มีความที่เห็นว่าสังคมเปลี่ยนแปลงก็ต้องแก้ไขได้ สภาแห่งนี้ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย บัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ แล้วก็อยู่ในขั้นตอนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนที่ ๓ ก็คือหลักการที่ว่าถ้าแก้ไขแล้วต้องกลับไปถามประชามติเสียก่อน อันนี้เป็นหลักสำคัญที่ผม ยืนอยู่ในสภาแห่งนี้มาก็เห็นว่าสอดคล้อง เพราะที่มาของรัฐธรรมนูญนั้นเหนือกว่าสภา ที่มา ของรัฐธรรมนูญนั้นมาจากเสียงของมหาประชามติ แต่สิ่งที่ท่านผู้เสนอนำรายชื่อของ คณะบุคคลเสนอเข้ามาในสภาแห่งนี้เป็นสิ่งที่ผมมีคำถาม คำถามประการแรกเมื่อเช้าต้อง ขออภัยท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งก็เคารพรักกันดี คุณหมอชลน่าน ท่านบอกว่า ท่านเห็นชอบกับหลักการในร่างวาระที่ ๑ และท่านจะรับพร้อม ๆ กับพรรคฝ่ายค้าน ผมเอง เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านไปแล้ว คำถามว่าที่ ท่านแก้บัตร ๒ ใบไปเรียบร้อยแล้วนี้ ท่านจะรับหลักการการให้เหลือบัตรใบเดียว แล้วเปลี่ยน จาก ๔๐๐ เขต ปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) ๑๐๐ กลับมาเป็น ๓๕๐ แล้วปาร์ตีลิสต์ (Party-list) ๑๕๐ แล้วบัตร ๑ ใบทำอย่างนี้ชอบหรือครับ ทำอย่างนี้ชอบหรือครับ เพราะอะไรครับ เพราะประการแรกคือท่านนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วเราไม่ทราบครับว่าจะโปรดเกล้าฯ ลงมา เมื่อใด ถ้ารับหลักการวาระที่ ๑ ได้ ผมคิดว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในทางนิติวิธีมากมาย ผมก็ขอติง เพื่อนสมาชิกที่ร่วมในสภาแห่งนี้ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าท่านต้องมีความรับผิดชอบต่อ รัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอเอง แก้ไขเข้าไปเอง แล้วก็ร่วมเป็นกรรมาธิการเอง ไม่อย่างนั้น รัฐธรรมนูญก็จะเป็นเรื่องอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ ผมเรียนท้วงติงเลยนะครับว่า เรื่องนี้รับ หลักการไม่ได้ คณะผู้เสนอไม่ได้แยกเรื่องออกมา ท่านเอาไปรวมร่างเดียวกัน มันจึงเกิด ปัญหาขึ้นมากมายเช่นเดียวกับเมื่อ ๑๓ ร่างคราวที่แล้ว ที่มีร่างรวมมาหลายเรื่อง มันเลย ทำให้ผมต้องโหวต (Vote) ตกไปในบางร่างและโหวต (Vote) เห็นชอบในบางร่าง ผมเรียน นะครับว่าหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยังยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นั้น แม้ผ่าน ประชามติแล้วก็แก้ไขได้ แต่สิ่งสำคัญที่ถัดมาก็คือว่ารัฐธรรมนูญในหลายประเทศนั้นมันมีที่มา ที่ไปทั้งนั้นละครับ รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ ซึ่งมาจากคณะปฏิวัติ ย้ำนะครับว่ามาจากคณะปฏิวัติ เป็นการปฏิวัติ ครั้งเดียวในประเทศไทยของคณะราษฎร ซึ่งยึดอำนาจที่เรียกกันว่า ระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จากพระมหากษัตริย์ แล้วมาแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถามว่าหลายคนเคยให้สัมภาษณ์ว่าอาจารย์ปรีดีกับคณะราษฎร บางส่วนคิดอย่างไร ผมก็เชื่อว่ามีแนวคิดที่ลอกเลียนจากประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษ บางท่านคิดที่จะเป็นระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์โดยไม่มี พระมหากษัตริย์ แต่ถามว่าเมื่อ ๑๘-๑๙ ปีที่แล้วทำไมถึงทำไม่สำเร็จ เหตุผลชัดเจนครับ ประชาชนไม่ได้เอาด้วย และ ๘๙ ปีที่ผ่านมาเราก็ยืนกันมาอยู่อย่างนี้มีล้มลุกคลุกคลานบ้าง เกิดขึ้นรัฐประหารบ้าง เพราะเราเริ่มต้นผิด มันก็เลยรัฐประหารกันเรื่อยมา วันนี้เรามาสู่การ แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่ติดใจว่าท่านจะเสนอได้ สมัยหน้าท่านก็เสนอมาอีก ได้ครับ แต่เสนอแล้วให้มันมีความเป็นไปได้ เพราะสิ่งที่จะเสนอมาในคราวนี้มีประเด็นปัญหา หลายประการ ซึ่งขออนุญาตทางสภาก็สรุปไว้ ๑๓ ประเด็น แต่ผมคิดว่าประเด็นใหญ่ ๆ ที่จะพูดถึงเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบมันมีอยู่ ๔-๕ ประเด็นโดยขมวดแล้ว มันไม่สามารถไปได้หรอกครับ
ประการที่ ๑ คือ ท่านจะให้เหลือระบบสภาเดียวโดยอ้างว่า ประเทศทั้งหลาย ในโลกเขาก็มีสภาเดียว จริงอยู่ครับ ประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศสภาเดียว และก็มีประเทศ ส่วนใหญ่ที่เป็นระบบ ๒ สภา และระบบ ๒ สภาก็มีทั้งเป็นระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขและก็มีทั้งระบอบที่มีประธานาธิบดี หลายท่านเอ่ยไปแล้วครับไม่ว่าจะเป็น ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ ออสเตรเลีย ผมไม่ไปพูดถึงแล้วละครับ คำถามว่าทำไมถึงมี ๒ สภา รัฐธรรมนูญแต่ละ ประเทศก็ออกแบบตามประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ เราลอกบางอย่างเราเอาเขามาใช้ใน สิ่งที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาเสื้อสูทมาใส่แล้วไปทำนา เราไม่ได้หมายความว่า เราต้องกินแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) กับปลาร้าทุกวันมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มัน เป็นเรื่องของการที่เอารัฐธรรมนูญที่ดีของหลายประเทศมาดูศึกษาวิจัยแล้วก็ดัดแปลงมา รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ สมาชิกหลายท่านพูดแล้ว ผมเป็นคนหนึ่งในการรณรงค์ธงเขียวแล้วผม เห็นว่าดี เป็นประชาธิปไตยที่ชอบมาก แต่ท้ายที่สุดก็มีช่องว่าง ช่องโหว่ ก็เกิดเหตุการณ์ ทุจริตโกงกิน มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ แล้วท้ายที่สุดก็นำไปสู่การชุมนุมของพี่น้อง ประชาชน นำไปสู่การรัฐประหาร แล้วก็เกิดรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ก็ใช้ ไประยะหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์อีก จึงเป็นที่มาของพัฒนาการรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ซึ่งอาจารย์ มีชัยท่านอาจจะเรียกว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง ซึ่งประชาชนก็ชื่นชอบและให้ความเห็นชอบ ในการลงประชามติมา ๑๖ ล้านกว่าเสียง เพราะฉะนั้นโครงสร้างเหล่านี้มันไม่ได้เปลี่ยนแปลง อะไรไปมากกว่าสิ่งที่พัฒนาการของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นท่านประธานครับ ๒๔๗๕ ที่คณะราษฎรยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญฉบับแรกเลยครับ ปี ๒๔๗๕ ให้มี สภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎร เราต้องพูดความจริงว่าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๔๗๕ นั้นก็ เป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญไปกว่านั้นเราต้อง พูดความจริงที่ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องพูดถึง เพราะว่าหลายคนพยายามยกประวัติศาสตร์ แล้วอ้างหลาย ๆ เรื่องที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพฤฒสภา แล้วก็เรื่องของการ ที่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการศาลและศาลยุติธรรม ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านถึง รัฐธรรมนูญหลังจาก ปี ๒๔๗๕ คือรัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ ที่จากสภาเดียวแล้วกลับมาเป็น ๒ สภาเพราะอะไรครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญหลังจากใช้ปี ๒๔๗๕ มา ๑๔ ปี ได้เขียนว่า เมื่ออนุกรรมการได้เรียบเรียงรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสนองพระเดช พระคุณสำเร็จลงด้วยดี นำเสนอสภาผู้แทนราษฎรและสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาปรึกษา ลงมติแล้ว จึงทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายคำปรึกษาเพื่อทรงพระราชวิจารณ์ถี่ถ้วนกระบวน ความแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้ตั้งแต่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ความตรงนี้สำคัญครับ ต่อมา นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้น ได้ปรารภกับ นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้พระมหากษัตริย์ได้ พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย มาเป็นเวลาปีที่ ๑๔ แม้ว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักนี้ จะได้ยังความเจริญแก่ประเทศชาตินับเป็น อเนกประการ ทั้งประชาชนจะได้ซาบซึ้งถึงคุณประโยชน์ของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยเป็นอย่างดีแล้วก็จริง แต่เหตุการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ถึงเวลาแล้วที่ควรจะได้เลิกบทเฉพาะกาลอันมีอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น และปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายกรัฐมนตรีจึงนำความปรึกษาหารือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ พร้อมคณะผู้ก่อการพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ ศึกษาตกลงกันแล้วรัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ จึงเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมคงไม่อ่านทั้งหมดนะครับ แต่สุดท้ายก็คือว่า คณะของสภาผู้แทนราษฎรนั่นละครับได้ ก่อกำเนิดพฤฒสภาขึ้นในปี ๒๔๘๙ คือให้พฤฒสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือก จำนวน ๘๐ คน และส่วนที่ ๒ คือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและลับ เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ที่พูดกันไม่หมด ต้องพูดความจริงว่า ก็ได้ให้กำเนิด ๒ สภา ตั้งแต่ ๒๔๘๙ แล้วก็เปลี่ยนในปี ๒๔๙๐ เป็นวุฒิสภา เหตุผลเพื่ออะไรครับ คณะราษฎร ๒๔๗๕ ๑๔ ปีผ่านมาเป็นสภาเดียว ทำไมถึงเป็น ๒ สภา เพราะมันมีหน้าที่ที่ต้องทำหน้าที่ในการ กลั่นกรองกฎหมาย ทำหน้าที่ในการที่จะเป็นบัฟเฟอร์ Buffer) ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมก็คงขออนุญาตไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผ่านมาก็มี ทั้งสภาแต่งตั้ง สภาเลือกตั้ง สภาผสมปลา ๒ น้ำ สุดแท้แต่ แต่วุฒิสภาที่ภายหลังก็ได้มีปัญหา บางประการ แล้วก็มีส่วนสำคัญเมื่อตอนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่มาเกี่ยวข้องกับโครงสร้าง ของการมีอยู่ขององค์กรอิสระ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญนะครับ จริงอยู่ถ้าไม่มีวุฒิสภามีสภาเดียว หลายสมาชิกหลายท่านก็พูดไปแล้วว่ามันอาจจะเกิดเผด็จการรัฐสภา ซึ่งก็เคยเกิดครับ ตอนตี ๓ ก็เคยเกิดแล้ว ก็คือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมสุดซอย ในอดีตก็เคยเกิดแล้ววิกฤติ รัฐธรรมนูญ แม้มีวุฒิสภาในปี ๒๕๕๐ ก็เกิดรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขสุดซอยเช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยังต้องคงอยู่ ผมคิดว่าจำเป็นก็คือการตรวจสอบถ่วงดุล หลายท่านบอกว่า ไม่มีความจำเป็นหรอก เพราะวุฒิสภาชุดนี้ไม่ได้ถ่วงดุลตรวจสอบอะไร หลายเรื่อง ท่านอาจจะไม่รู้ ในอดีตและปัจจุบัน วุฒิสภาก็ยังทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะเข้าไปเป็น องค์กรอิสระ หลายท่านไม่ผ่านวุฒิสภาด้วยเหตุผลทางจริยธรรมมากมาย วุฒิสภาชุดนี้เป็น บทเฉพาะกาลที่เหลือระยะเวลาอีก ๒ ปี ถ้าท่านจะตัดวุฒิสภาชุดนี้ผมก็ไม่ติดใจอะไร เพียงแต่ผมคิดว่าท่านทำมาไม่รอบคอบ เพราะสิ่งที่สำคัญคือบทหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านได้ตัดโอกาสของภาคประชาชนที่จะเข้าสู่กระบวนการการเลือกกันเอง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้บัญญัติให้กลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มด้านบริหารราชการแผ่นดินและ ความมั่นคง กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กลุ่มการศึกษาครูอาจารย์ นักวิจัย และ ผู้บริหารการศึกษา กลุ่มการสาธารณสุข กลุ่มอาชีพทำนาและปลูกพืชล้มลุก กลุ่มอาชีพทำ สวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง กลุ่มอาชีพพนักงานหรือลูกจ้าง กลุ่มอาชีพสิ่งแวดล้อมผังเมือง กลุ่มด้านค้าธุรกิจ กลุ่มด้านวิทยาศาสตร์ สตรี กลุ่มคนพิการ กลุ่มศิลปวัฒนธรรม กลุ่มประชาสังคม กลุ่มสื่อสารมวลชน กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งหมดรวม ๒๐ กลุ่ม ผมคงไม่เอ่ยหมด ที่จะเข้ามาเลือกกันเองและเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านกำลังจะตัดทิ้งไปทั้งหมด เพื่ออะไรครับ เพื่อผมจะบอกในส่วนที่ ๒ ว่า สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ ท่านปรับวิธีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ อันนี้ชัดมากเลยนะครับ นี่เป็นหมากครึ่งหนึ่งที่เดินเข้าสู่สภา คือการตัดวุฒิสภาออกไปก่อน เพราะวุฒิสภาทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ดั่งใจ ท่านอาจจะอยากแก้หมวด ๑ หมวด ๒ อยากจะแก้บางเรื่องที่ท่านพูดในท้องถนนและ ปลุกระดมมวลชนอยู่ วุฒิสภาเป็นตัวขวาง ถ้าตัดวุฒิสภาสำเร็จก็จะเหลือสภาผู้แทนราษฎร สภาเดียว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ มาตรา ๑๙ ก็จะเหลือแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย สภาผู้แทนราษฎรและใช้เสียง ๒ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถามประชาชน ดูสิครับว่า มาตราที่เหลืออยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ผมไม่ลงรายละเอียด นะครับ ไม่ว่าจะหมวด ๑ หมวด ๒ หรือเรื่องของการเข้าไปครอบงำอื่น ๆ อีกมากมาย
ประเด็นที่ ๓ ที่ได้เห็นว่ามันมีปัญหาและไม่สามารถไปต่อได้ เพราะท่านกำลัง เข้าสู่การครอบงำอำนาจที่ถูกแบ่งไว้ระหว่างนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ สภาผู้แทนราษฎร กับคณะรัฐบาลในฝ่ายบริหารอาจแยกกันไม่ค่อยออกเท่าไรหรอก เพราะเราใช้ระบบรัฐสภา แต่ฝ่ายตุลาการชัดเจนมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้วครับ ชัดเจนมาตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ แรกของประเทศไทยว่า ศาลมีความเป็นอิสระ ในมาตรา ๕๘ บอกการพิจารณาอรรถคดีเป็น อำนาจโดยเฉพาะของศาล ดำเนินการตามกฎหมายและในนามพระมหากษัตริย์ มาตรา ๖๐ บอกว่าผู้พิพากษาย่อมมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ท่านกำลังตั้ง คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ต้องพูดเพราะสำคัญมากและยังมีอำนาจ ในการถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครองสูงสุดออกจากตำแหน่ง คำถามว่าท่านมีอะไรโกรธเคืองกับศาลรัฐธรรมนูญนักหนา เหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คราวนี้ พุ่งเป้าไปที่การยุบศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะบอกว่าไม่ได้ยุบหรอก ศาลยังอยู่ แต่ว่า ท่านส่งผู้แทนเป็นฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎรเข้าไป ๓ คน ส่งผู้แทนที่เป็น ส.ส. พรรคร่วม รัฐบาลอีก ๓ คน และให้ตุลาการกับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดมาให้ท่าน เลือก ๖ คน เหลือ ๓ คน ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือก ๖ ใน ๓ ควบคุมทั้งศาล รัฐธรรมนูญ ควบคุมศาลฎีกาในเรื่องการถอดถอน ควบคุมศาลปกครองสูงสุด ควบคุมองค์กร อิสระ ผมก็สงสัยต่อไปว่ามันมีคดีความค้างกันอยู่ใน ป.ป.ช.เยอะหรืออย่างไร เพราะว่าอะไร เพราะว่าท่านกำลังจะเซตซีโร (Set zero) ศาลรัฐธรรมนูญเซตซีโร (Set zero) ป.ป.ช. เซตซีโร (Set zero) กกต. อันนี้ยุบเลยคือผู้ตรวจการแผ่นดินเซตซีโร (Set zero) กรรมการ สิทธิมนุษยชน เซตซีโร (Set zero) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผมสงสัยว่าท่านมีเจตนา อะไรในการที่จะเข้าไป หรือโกรธเคือง มีอคติอย่างไรกับศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง องค์กรอิสระที่ผมว่า และไปตรวจดูอีก ท่านบอกว่าท่านไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ลองดูให้ดีครับ ถ้าลองอ่านในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ที่เสนอมานี้ มันเขียนชัดเจนว่าคณะกรรมการจะมีหน้าที่ในการที่จะไปดำเนินการศึกษาและ เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถามว่าอยู่สภามาไม่รู้หรือครับ ว่าการรายงาน ศึกษานั้นหมายความว่าอะไร มันคือการวางธงที่จะเขียนในอนาคตของการเปลี่ยนแปลง กฎหมายและนำไปสู่คำวินิจฉัยต่าง ๆ ของศาล เพราะฉะนั้นโดยสรุปชัดเจนครับว่า เป็นการ ใช้อำนาจที่สุดโต่ง สุดกู่ของสภาที่จะเข้าไปแทรกแซงศาล แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ท่านผู้ชี้แจงพยายามอธิบายเรื่องประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตั้งสุพรีม คอร์ด (Supreme Court) จริงอยู่ครับ สุพรีม คอร์ด (Supreme Court) ที่ผมเคยพบ ๙ คน ก็มาจากการเสนอของ พรรคเดโมแครต (Democratic Party) พรรคริพับลิกัน (Republican Party) แล้วก็ ประธานาธิบดีเลือกแต่เขาไม่ได้แทรกแซง แล้วเขามีความเป็นอิสระและเขามีความพร้อมกัน ทั้งประเทศมากกว่าประเทศไทยอีกเยอะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอขณะนี้ยังไกลเกินความจริง และผมคิดว่ามันเป็นการเสนอที่เป็นไปไม่ได้ในการที่จะเข้าไปแทรกแซงความเป็นอิสระทั้ง ปวงของศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และองค์กรอิสระอื่นทั้งปวง ถัดมาครับ ท่านอยากตั้งผู้ตรวจการ กองทัพ ผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าท่านอยากจะตั้งผู้ตรวจการกองทัพ แต่ผมมีตัวอย่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็อยู่ในสภากลาโหมอยู่แล้วมาจากฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกตั้งของสภาไม่ใช่หรือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมก็มาจากผู้แทนที่มา จาก ส.ส. ไม่ใช่หรือ อันนั้นประการหนึ่ง มีตัวอย่างสำคัญบางประการ เช่น ไม่ใช่กองทัพ หรอกครับ ท่านอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเล่าให้ผมฟังว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านหนึ่งไม่เอ่ยนาม ท่านเมาไวน์ ท่านประชุม ก.ตร. ด้วยอาการเมาไวน์และด่าตำรวจ ๔ ชั่วโมง นั่นเป็นแค่ตัวอย่างคน ๆ เดียวนะครับ ไม่ได้หมายความว่าสภาทั้งหมดจะเป็น เช่นนั้น แต่ถามว่าบุคคลที่ท่านจะส่งเข้าไปอยู่ในผู้ตรวจการกองทัพ ท่านจะส่งเข้าไปอยู่ใน คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นใคร มาจากไหน ใช้อำนาจ แทนท่าน แล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อนไหม สามารถเปลี่ยนแปลงอรรถคดีได้ไหม คำตอบผม ผมไม่ไว้วางใจครับ เป็นไปได้ทั้งหมดละครับ แม้ขณะนี้ยังใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะ กรรมาธิการแทรกแซงได้เลยครับ ผมกราบเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เสนอมาแล้วมัน เป็นไปไม่ได้ ในทางปฏิบัติแล้วมันเป็นการเสนอที่ผมคิดว่ามันยังไกลเกินความจริง และไม่ได้ บอกความจริงกับประชาชนทั้งหมด โดยเฉพาะพี่น้องประชาชน ๑๖ ล้านเสียง เขาไม่ได้ยอม หรอกครับ ท่านอ้างแสนกว่า ผมก็ต้องอ้าง ๑๖ ล้านเสียงเหมือนกันว่าเขาไม่เห็นด้วย
ส่วนสุดท้ายครับ เรื่องการที่ท่านจะไปยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ยกเลิก การปฏิรูปประเทศ ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องการยกเลิกเลยครับ ท่านเข้ามาร่วมกับ วุฒิสภาสิครับ ท่านทำหน้าที่ในฐานะสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ฐานะประชาชนก็ดี ติดตาม การปฏิรูปประเทศ ติดตามการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ชาติ ผมอยากเห็นคนหนุ่มสาว ร่วมกัน ทำงานกับคนที่มีอายุวัยกลางคนอย่างผม อย่างพี่ ๆ ส.ส. ที่อายุมาก ผมคิดว่าสังคม มันอยู่ด้วยกันได้ มันไม่ได้อย่างที่บางท่านบอกว่าสังคมมันจะแตกแยก มันจะเริ่มเกิดสงคราม กลางเมืองมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ประเทศไทยอยู่รอดมาได้ ๘๐๐ ปี มีความขัดแย้ง เป็นธรรมดา ผมผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาทมิฬ ผ่านมาหมดเหมือนกันครับ มันก็ยังอยู่ได้ครับ เราไม่อยากเห็นความแตกแยกขัดแย้งแบบนั้นอีก เราต้องช่วยกันครับ ท่านมาเสนอกฎหมายสภา ผมถึงบอกว่าดีใจ แต่ถ้าท่านเสนอแล้วมันเป็นไปไม่ได้ เช่น การบอกว่าให้ยกเลิก การรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศคำสั่ง คสช. ทั้งหลาย ผมเองเรียนเลยนะครับว่า ตอนสมัยเป็นเลขาวิป สนช. และเป็นวิปรัฐบาลก็ประสานแก้ไข กฎหมายอย่างที่ท่านสมาชิกกำลังทำอยู่ในสภานี้ให้เป็นกฎหมายเสียให้ถูกต้องเป็นจำนวน มากแล้ว แต่คำสั่งบางอย่างมันเป็นคำสั่งที่ออกโดยชอบและก็แก้ไขบางเรื่องมันไม่สามารถ ย้อนกลับได้ ท่านลองเอาย้อนกลับดูสิครับ คำสั่งของ คสช. เรื่องการทำ ไพร์มมารี่ โหวต (Primary Vote) ก่อนการเลือกตั้ง ยกเว้นสภานี้ไม่ต้องยุบไปหรือครับ คำสั่งในการแต่งตั้ง บุคคลบางส่วน หรือเรื่องการทำ พ.ร.บ. งบประมาณ หรือการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ที่ไปเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการไปทำหน้าที่ในการเซ็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เขาเสนอไปแล้ว ท่านไปรื้อมันเท่ากับล้มทั้งหมดแล้วมันเดินต่อไม่ได้ ข้อเสนอแบบนี้ เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่มันเป็นไปได้คือเห็นคำสั่ง คสช. ใดที่มันล้าสมัยไม่จำเป็น ก็มาเสนอพระราชบัญญัติแก้ไข
ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผมก็แปลกใจว่า ท่านบอกว่าห้ามรัฐประหารให้ เขียนว่ารัฐธรรมนูญ ความจริงดีนะครับ ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ผมเองก็ถูก รัฐประหารสมัยเป็น ส.ว. พยายามแก้ไขสถานการณ์เมื่อปี ๒๕๕๗ ก็โดนรัฐประหาร เหมือนกันแต่เขียนอย่างไรครับ ท่านลองทำดูสิครับจะเอารถแท็กซี่ (Taxi) ไปชนรถถัง หรือครับ เขียนเสร็จแล้วเขาฉีกรัฐธรรมนูญ เขาก็เขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นมาใหม่ ทุกคณะ มันก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ แล้วก็ใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเขียนยกเว้นนิรโทษกรรม หมดอยู่แล้ว คนที่เขียนไม่ได้คือคนที่เป็นกบฏเพราะแพ้ ไม่สามารถยึดอำนาจสำเร็จเท่านั้น ละครับ ศาลเองท่านกล่าวหา ท่านไม่ได้มาชี้แจงในห้องประชุมแห่งนี้ เช่นเดียวกับองค์กร อิสระ ไม่ว่าจะศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นไม่มีโอกาสมาชี้แจง ท่านกล่าวหาว่าศาล รับรองความมีอยู่ของคณะรัฐประหาร ศาลไม่ได้รับรองครับผมไปตรวจดูแล้วไม่มี มีแต่ที่ท่าน ไปฟ้องศาลกัน และศาลเห็นว่าการนิรโทษกรรมมันเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ที่คณะรัฐประหารเขาฉีกรัฐธรรมนูญไปแล้ว และเขาก็เขียนนิรโทษกรรมเข้าไปแล้วหมด เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าท่านเสนอได้ครับ แต่มันเป็นแค่สิ่งที่บอกประชาชน ไม่หมด เพราะฉะนั้นโดยสรุปครับท่านประธาน ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านบอกว่าจะ ล้ม โละ เลิก ล้าง มันยังไม่ใช่ครับ มันยังไกลความจริง และไม่ได้เสนอมาด้วยทัศนคติที่ดี แต่มาด้วยอคติเพราะท่านเขียนคุณสมบัติของทุกคนไว้หมดเลยครับ ว่าจะต้องไม่ฝักใฝ่ เผด็จการทุกองค์กรเลย มันมาจากทัศนคติที่เป็นอคติ ผมขอร้องท่านกลับไปเขียนมาใหม่ คราวหน้าเสนอสภาใหม่ แยกร่างและมาด้วยทัศนคติที่ดี หลายร่างผมอาจจะเห็นชอบด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสรุปขณะนี้คือถ้าเราจะผ่านการรับหลักการวาระที่ ๑ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ซึ่งฝากไปยังเพื่อนร่วมสภาว่าท่านปล่อยให้เดินต่อไปไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ ถ้าปล่อยให้เดินต่อไปในวาระที่ ๑ เอาแบบสุด ๆ โต่งบ้าง ท่านผ่านวาระ ๑ เสร็จแล้วไม่ต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรอกครับ เอากรรมาธิการเต็มสภาเลยไหม
คงไม่ต้องไป ถึงนั่นนะครับ ท่านสมชาย แสวงการ สรุปได้แล้วครับ
ก็ถ้าเราทำแบบนั้น ผมก็ขออนุญาตเรียนว่า ทักท้วงให้เห็นว่าถ้าเราเดินไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและมันนำ ไปสู่ความผิดพลาดลงเหวพร้อมกันมันไปต่อไม่ได้นะครับ สภาเดียวที่ท่านอยากได้มันเคย เกิดมาแล้วครับ ประเทศไทยก็มีเนชันนัล รีจีสเททีฟ แอสเซมบลี (National Legislative Assembly) เราไม่อยากเกิดสภาเดียวแบบนั้นอีกครับ เรียกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผมอยากประนีประนอมกับผู้เสนอกฎหมายและสมาชิกในสภา รวมทั้งพี่น้อง ประชาชนว่าไม่มีอะไรเกินเลยกว่าการพูดคุยกันในสภา ข้ออ่อนของรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย เช่นกัน มีอะไรแก้ไขได้ เรียนเชิญเสนอ อะไรที่เป็นไปได้ตรงกับความเป็นจริงและมีความ เป็นไปได้ เราทำด้วยกันครับ ผมยินดีเสมอครับและผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่ร่วมทำงานกับ คนรุ่นเก่า แบบเดียวกับที่ประธานาธิบดีไบเดนของประเทศสหรัฐอเมริกา อายุ ๗๐ กว่า ก็ทำงานกับคนหนุ่มสาวได้เราอย่าแยกประเทศออกเป็นคนแก่กับคนหนุ่มคนสาวเลยครับ เรามีโลกที่ต้องต่อสู้ร่วมกันเราเดินด้วยกันสิครับ อะไรที่ท่านเห็นว่ามันเป็นอุปสรรค ผมยินดี ร่วมสนับสนุนแต่ผมคิดว่าเลิกอคติ เลิกคิด เราต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และผมไม่เชื่อว่า จะเกิดสงครามกลางเมือง ท่านช่วยกันเลิกไปปลุกปั่นเด็กเยาวชน และมาร่วมกันในการแก้ไข ปัญหาบ้านเมืองด้วยการแก้พระราชบัญญัติ แก้กฎหมายตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่า เสียดายที่ร่างฉบับนี้ผมต้องเรียนตามตรงว่าไม่สามารถ ให้ความเห็นชอบได้ เพราะท่านยังทำมาไม่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไป เชิญคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และจากนั้นจะเป็นพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม เชิญ ครูมานิตย์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนราษฎรสุรินทร์ แต่ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนที่ผมจะลงในรายละเอียดที่ผมเตรียมจะมาคุย จะมาอภิปรายในวันนี้ ผมฟัง ๒ ๓ ท่าน ผมไม่เอ่ยนามหรอกครับ เดี๋ยวกลัวว่าจะไปกระทบกระทั่งท่านอีก ท่านบอกว่าพรรค เพื่อไทย โดยท่านหัวหน้าพรรคผม คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ไม่เอาบัตร ๒ ใบ ใช่ไหม เราเอาครับ แล้วเรื่องบัตร ๒ ใบ ในการแก้ไขเป็นตัวบท มันไม่ใช่หลักการ ถ้าเรามารับการแก้ไขเพิ่มเติม ของภาคประชาชน ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคนที่เสนอเข้ามา นี่คือเรื่องของหลักการเรื่องของ โครงสร้างในตัวบทเราสามารถที่จะไปเขียนเพิ่มเติมได้ ฉะนั้นเราวิเคราะห์แล้ว เรามองแล้วว่า ไม่ได้ผิดเงื่อนไขอะไรตรงไหน ท่านประธานครับ เวลาผมไม่มากผมคุยเรื่องเดียว ผมขอชมเชยว่าคณะภาคประชาชนที่เสนอเข้ามาเป็นความคิดที่ก้าวหน้ามาก ก้าวไปไกล เอาละมันแน่นอนที่สุดในการเขียนมันก็ไม่ได้สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจึงให้มีการตั้ง กรรมาธิการครับท่านประธาน ไปแก้ไข ไปปรับปรุง ไปอ้อมไปอะไรเข้ามาเพื่อให้เกิด ความสมบูรณ์แบบ สภาของเราเป็นอย่างนี้มาตลอด ผมถึงพูดเรื่องเดียวก็คือเรื่องของ โครงสร้างที่จะเปลี่ยนแปลง อยากเห็นสภาเดี่ยวเกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ก็คือมีเฉพาะสภา ผู้แทนราษฎร ผมไม่ได้รังเกียจพี่ ๆ ที่นั่งซีกฝ่ายซ้ายที่เป็นวุฒิสมาชิกนะครับ โดยส่วนตัวไม่มี เพราะหลายท่านผมก็นับถือ แต่ว่าผมพูดในเชิงของหลักการ เอาละครับที่ผ่านมาผมไม่เคย ตำหนิท่าน หลายคนที่เขาบอกว่าผลัดกันเกาหลัง คนแต่งตั้งท่านเป็นใคร มาอย่างไร อะไร อย่างไร นั่นผมถือว่าท่านเข้ามาโดยความชอบของรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดเมื่อรัฐธรรมนูญ เขียนอย่างนี้ มีบทเฉพาะกาลอย่างนี้ แล้วเตรียมไว้ให้กับคนที่คุยกับควายฟังรู้เรื่องไปเป็น ผู้นำต่อ มันก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ชอบธรรมครับท่านประธานครับ แต่วันนี้ผมมองว่าสภา ผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาเราทำงานร่วมกันมานาน ผมก็อยู่ในสภานี้มานาน ก็อ้างเชิงว่าเป็น สภาพี่เลี้ยง มันเป็นพี่เลี้ยงมานานแล้ว จนสภานี้ก็โตกันหมดแล้ว วุฒิภาวะของผู้แทนราษฎร แต่ละคนก็ไม่ได้ธรรมดา ความรู้ก็ไม่ได้ธรรมดา การกลั่นกรองกฎหมายก็ไม่ได้เป็นสอง รองใคร แล้วเราก็มาจากหลากหลายอาชีพของความเป็นผู้แทน ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมเห็นด้วยท่านประธาน ต้องมีวุฒิสมาชิก แต่วันนี้ท่านเห็นหรือไม่ครับ ในการเลือกตั้งเขามี บัตร ๒ ใบ ถึงแม้ว่ามีบัตรใบเดียวแต่ก็มีระบบบัญชีรายชื่อกับผู้แทนเขต ก็เอาคนเก่ง ๆ หลากหลายอาชีพมาอยู่ในผู้แทนระบบบัญชีรายชื่อเพื่อเตรียมทำงาน คนเก่งเยอะแยะ ท่านส.ว. หลายท่านจาก ส.ว. มาเป็น ส.ส. วันนี้ก็อีกหลายท่านที่เป็นคนเก่ง ก็มาเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ตั้งพรรค ไปเข้าพรรคที่มีอยู่แล้วหรือตั้งพรรคใหม่มาช่วยกันทำ ถามว่า ทำไมที่ผมอยากเปลี่ยนแปลง ผมอยากเห็นโครงสร้างใหม่ที่เกิดขึ้น แล้วที่ผ่านมาหลายเรื่อง วันนี้ในสภาแห่งนี้เท่ากับการทำประชุมอยู่สภาเดียว เช่น พ.ร.บ. การศึกษาชาติ ท่านประธานเห็นหรือไม่ครับ เราก็ประชุมกันอยู่สภาเดียว พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติเราก็ ประชุมกันอยู่สภาเดียว ที่เราเรียกกันว่ารัฐสภาก็คือสภาเดียว และวันนี้การทำกฎหมาย ผมสังเกตดูด้วยความเคารพท่าน ส.ว. และท่าน ส.ส. เดี๋ยวถ้าพูดแต่ ส.ว. ท่านก็หาว่าผม ตำหนิท่าน เวลาเราเข้าไปในห้องประชุมกรรมาธิการเราก็ถามที่ปรึกษาก็คือนักกฎหมายมา จากกฤษฎีกาทั้งนั้น ผมยังไม่เคยเห็น ส.ว. ท่านใดที่มาให้ความรู้กระจ่างชัด แล้วก็ไม่เคยเห็น ส.ส. ท่านใดให้ความรู้กระจ่างชัด ฉะนั้นที่ผมขอเนื่องจากว่าวันนี้ความแข็งแรงของผู้แทนของ สภามันแข็งแรงขึ้นเยอะ ภาคประชาชนก็ตรวจสอบ เขาดูอยู่ว่าเราทำอะไร เขาดูอยู่ว่าอย่างนี้มันถูกต้องมันเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองไหม ไม่ใช่เขาไม่ดู ๒. ลด ค่าใช้จ่ายลดแน่นอนท่านประธาน อย่างน้อย ๆ เงินเดือน ส.ว. กับเงินเดือนพวกผมเท่ากัน เงินประจำตำแหน่ง เงินตอบแทนเท่ากัน ที่ปรึกษาเท่ากัน อะไรเท่ากันหมด แล้วเวลา กรรมาธิการสมมติเป็นกฎหมายที่จากสภาเสนอขึ้นไปทำให้เสียเวลาข้าราชการท่านประธาน เป็นประธานวุฒิสภาท่านประธานรู้ สมมติว่าผมทำเรื่องการศึกษาสภา ทำเรื่องการศึกษาเป็น กฎหมายเล็ก ๆ ขึ้นไป ในช่วงที่ทำเราตั้งกรรมาธิการสามัญ วิสามัญขึ้น เราเชิญเจ้าหน้าที่จาก เลขา สพฐ. เลขาสภาการศึกษามาให้ข้อมูลความรู้จนกระทั่งกฎหมายผ่านไป ๓ วาระของ สภาผู้แทนราษฎรพอส่งไปให้ ส.ว. ก็ไปเจอข้าราชการกลุ่มนั้นกลุ่มเดิมมาให้ความรู้ เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ผมก็เลยว่าถึงเวลาแล้ว ๑. ไม่ต้องเสียเวลามาก ๘๐ กว่าปีแล้วครับที่อ้างว่าเป็นพี่เลี้ยงวันนี้ไม่ต้องเลี้ยงครับท่าน ประธาน ความรู้ความสามารถผมดูแล้วมันไม่ได้เป็นรองกันหรอกครับ ผมดูแล้ว ภารกิจที่ สำคัญท่านก็ทำไปเสร็จแล้ว หรือจะรอทำอีกทีหนึ่งก็แล้วแต่อันนี้ผมไม่ว่า แต่ไม่ได้ว่าให้ท่าน ออกพรุ่งนี้ ท่านมาบทเฉพาะกาลก็กลับพร้อมบทเฉพาะกาล แต่เสร็จบทเฉพาะกาลแล้ววันนี้ รับหลักการลองมาทำดูอะไรที่ท่านมองผมก็ไม่ได้ว่าจะชื่นชม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์คนที่นั่งข้างบน ก็มีหลายเรื่องแต่เราสามารถไปแก้ไข ไปปรับปรุงได้ แต่ในชั้นรับหลักการมันเป็น ความก้าวหน้าของประเทศ พวกเรามันเบบี้ บูมเมอร์ (Baby Boomer) แล้ว แก่จนเห็นแก่ ความก้าวหน้าของประเทศ เห็นแก่ความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ ๆ ที่มาพร้อมระบบดิจิทัล (Digital) ระบบเน็ตเวิร์ค (Network) บ้าง ผมอยากเห็นครับ ก่อนผมตายผมก็อยากเห็น กระบวนการของการพัฒนาในระบบสภานี่ละครับ ที่มีสภาเดียวเสียทีหนึ่งแล้วก็เดินขับ เคลื่อนที่จะทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง แล้วพวกผมก็จะได้สอดส่องอยู่ข้างนอก สมมติไม่ได้เป็น ส.ส. วันนี้ชั่งกันปอนด์ (Pound) ต่อปอนด์ (Pound) ท่านประธานไม่ต่างกันครับ ไม่ห่างกัน เลย นี่ผมยกตัวอย่างท่านไพบูลย์ นิติตะวัน จริง ๆ คู่ขัดแย้งกันตลอดไม่เคยยกตัวอย่าง นี่ก็มา จาก ส.ว. เห็นไหมวันหนึ่งท่านก็มาตั้งพรรคแล้ววันนี้ก็มาเป็น ส.ส. ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร แต่อยากอยู่ในสภาแห่งนี้อีกก็มาเป็น ส.ส. มาตั้งพรรคการเมืองที่ผมย้ำรอบ ๒ เพราะผม อยากให้มีสภาเดี่ยวแล้วก็มาทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองกันเสียทีหนึ่ง ผมฝากจริง ๆ ครับ แล้ววันนี้ ส.ว. ด้วยเคารพผมเองผมไม่โกรธเคืองท่านหรอกครับ ผมไม่ตำหนิ แต่สังคมมัน เรียกร้อง เพราะเกิดจากการเอาเปรียบกันเมื่อสักครู่ ผมไม่ได้ว่าโดยตัวบุคคลนะครับ มันเอาเปรียบมาตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญ มันเอาเปรียบมาตั้งแต่บทเฉพาะกาล จงภูมิใจ เถอะครับกับ ๑๖ ล้านเสียงภูมิใจกินกันเสียให้อิ่มมันเอาเปรียบสังคมมันเลยเบื่อท่านประธาน ถ้ามันเป็นเหมือนเมื่อก่อนใครจะไปเบื่อ วันนี้เขาก็เลยเบื่อ ส.ว. สังคมมันเลยขานรับครับ เพราะว่าคุณทำอะไรมันไปขัดมันไปทำผิดของกระบวนความ ผมจำความได้ตั้งแต่ผมนุ่ง กางเกงขาสั้น ท่านประธานผมอายุน้อยกว่าท่านประธาน ผมไม่เคยเห็นวุฒิสมาชิกชุดไหนที่ เลือกนายกรัฐมนตรีได้ เพิ่งมาเห็นครั้งนี้ละครับ พอมาเห็นแล้วสังคมบอกมันไม่ใช่ มันไม่ ยุติธรรม แต่สมัยก่อน ส.ว. ก็เป็นที่ปรึกษาก็ดูดีไป วันนี้ท่านไปทำตัวท่านเองอย่างไร พี่น้อง ในเขตผมก็บอกว่าช่วยไปไล่ ส.ว. ผมบอกผมไล่ไม่ได้ ส.ว. ชุดนี้ เพราะว่าเขาอุตส่าห์เลือก นายกรัฐมนตรีมาผมก็เห็นใจเขา ก็ว่าจะเตรียมตัวเลือกอีกรอบ เขามาขอร้องให้ออกก่อน ได้ไหม ผมบอกไม่ได้ก็มาแล้วกฎหมายเขาเขียนไว้แล้วให้อยู่ตั้ง ๕ ปี จะให้ทำอย่างไร เขาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเที่ยวหน้าได้ไหม ผมก็บอกผมจะมาขอร้อง บังเอิญภาคประชาชน ท่านอาจารย์ปิยบุตรและน้องไอติมเขียนมาตรงใจไม่ต้องยกมือไหว้หรอกครับ ท่านยิ่งพูดไป ท่านก็เปลืองตัว เพราะอย่างไรท่านก็อยู่ครบอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเป็นกำลังใจให้กับว่าที่ ส.ว. สมัยหน้า ยกเลิกเถอะครับ เรามีสภาเดียว พรรคเพื่อไทยยินดีต้อนรับกลับมาทั้งหมดเลยครับ ผมจะนั่งดูเลย ยอมให้เป็นผู้แทนก็ได้ท่านมาสมัครเลยมาทำงานการเมือง มาทำงานเพื่อบ้าน เพื่อเมืองกัน ฝากจริง ๆ ครับ เพื่อบ้านเมืองจะได้เดินไปข้างหน้าเสียหนึ่ง ท่านก็บอกว่า มีแต่พวกท่านกลั่นกรอง ทำไมท่านไม่มองมุมกลับบ้างละครับ อย่าให้ผมบอกว่าท่านทำอะไร ท่านพูดแต่กลั่นกรอง หนอยแน่ เอาดีแต่ใส่ตัว มองแต่ภาพลักษณ์ตัวเองดีตลอด แต่ไม่มองกลับตรงกันข้ามว่ามัน เป็นเพราะอะไรวันนี้ ผมก็ขอบคุณประธานไว้แค่นี้ละครับ ผมอยากเห็นสภาเดียวครับ พอแล้วที่คิดว่ามาเป็นพี่เลี้ยงนานแล้วครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ครูมานิตย์นะครับ ก็ทำให้ผมตื่นขึ้นมาบ้างนะครับ ท่านอภิปรายได้ดีครับ ต่อไปต้องกลับไปที่ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม และจากนั้นก็จะเป็นท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ท่านเฉลิมชัย ก่อนนะครับ ตามด้วยท่านจิรัฏฐ์ครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน พลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ค่ำคืนนี้แม้สมาชิกจะอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ไม่มากนัก แต่ผมเชื่อว่า พ่อแม่พี่น้องที่รับชมรับฟังอยู่ทางบ้านนั้นคงจะมีอยู่อุ่นหนาฝาคั่งพอสมควร เพราะเรากำลัง พิจารณาในเรื่องที่มีความสำคัญและอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนทั่วไปมาโดย ตลอด อนึ่งร่างที่ได้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้น บังเอิญมีฉายาอีกชื่อหนึ่งที่ท่านตั้ง ของท่านขึ้นเองนะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ล้ม เลิก โละ ล้าง ก็เป็น ล ๔ ตัว มีสมาชิกเพื่อน ๆ ได้อภิปรายเปรียบเทียบไปแล้วพอสมควรใน ๔ ล ที่ว่านี้ ผมก็จะขออนุญาตท่านประธานให้ ฉายาเพิ่มเติมเป็น ล เหมือนกัน คู่ขนานกันไป เพื่อประกอบการพิจารณาเป็นประเด็นของผม ดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน ล คำแรก คือล่วงเกิน ล คำที่ ๒ คือล่วงล้ำ ล้วงลูก และนำไปสู่ ล ที่ ๔ คือลงเหว ผมไม่ได้ต่อว่า แต่กำลังจะเปรียบเพื่อให้เห็นภาพในสิ่งที่เรากำลังพิจารณา อยู่ใน ล คำแรก คำว่า ล่วงเกินนั้น ขอสไลด์ (Slide) แรกครับเจ้าหน้าที่
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชั่น)
ท่านประธานครับ จะเป็นด้วยความอคติ หรือท่านรังเกียจสมาชิกวุฒิสภามากหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่สิ่งที่ ท่านเขียนมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมพยายามที่จะไม่ให้เป็นประเด็นซ้ำ ผมอภิปรายเป็นคน ท้าย ๆ เพราะฉะนั้นพยายามที่จะหาเนื้อหา ผมได้ปรับไปเยอะแล้วที่จะให้ไม่ซ้ำแล้วก็ พยายามที่จะตอกย้ำหรือว่าขยายประเด็น เพื่อให้ที่รับชมอยู่ทางบ้านนั้นได้มีความเข้าใจมากขึ้น ท่านประธานครับ ล่วงเกินนี้ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ่งที่ท่านพูดมา บางประเด็น ผมตีความของผมนะครับว่า ท่านได้ล่วงเกินเข้าไปในหมวดที่สำคัญหมวดหนึ่ง คือหมวด พระมหากษัตริย์ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ และเป็นหมวดที่เรายึดถือกันมาหลาย ฉบับว่าเราไม่ค่อยไปแตะ แต่ความที่ท่านอคติต่อวุฒิสภา ท่านได้ยกเลิกหมวด ๗ จึงทำให้ คำว่า รัฐสภา ท่านให้ตัดออกไปเลย คำว่า วุฒิสภา ท่านให้ตัดออกไปเลย ให้เหลือแต่สภา ผู้แทนราษฎร สิ่งที่ตามมาคือถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์ที่มีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อประเทศไทย ได้ถูกแก้เป็น สภาผู้แทนราษฎร นัยก็คือเป็นการแก้ไขหมวด ๒ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นที่แน่ ๆ ก็คือต้องไปทำประชามติ นอกเหนือจากหมวดอื่น ที่ท่านมีการแก้ไข สิ่งที่ผมมีความกังวลและต้องการคำตอบจากคณะผู้ร่าง ท่านช่วยกรุณา พิจารณาเนื้อความในมาตราที่ขึ้นจออยู่ในเวลานี้เป็นมาตราที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับ หมวดพระมหากษัตริย์ ขออภัยท่านสมาชิก เจ้าหน้าที่ไม่ใช่อันนี้ครับ นี่ครับ มาตรา ๑๑๕ ผมอ่านแล้วผมตกใจครับท่านประธาน มาตรา ๑๑๕ ที่ท่านแก้ไขมานี้ ท่านเพิ่มเข้าไปนะ ท่านเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับว่า ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบ หากมีกรณีที่ต้องทำตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และ มาตรา ๑๑๗ นี้ ท่านบอกว่าให้สภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งสิ้นอายุ หรือเพิ่งถูกยุบปฏิบัติหน้าที่ รักษาการ และดำเนินการประชุมได้ โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำความกราบบังคับทูล จุด จุด จุด แล้วก็ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ความหมายคืออะไรครับ เรารู้กันว่าหมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นโบราณประเพณีที่เรายึดถือกันมาโดยตลอด มีข้อความสำคัญหลายประการ แต่สิ่งที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านใส่เข้ามานี้ ผมอยากจะถามว่าท่านไปเอาวิธีการร่างหรือว่าถ้อยคำ หรือแบบประเพณีแบบนี้เอามาจากไหน สภาผู้แทนราษฎรที่สิ้นอายุไปแล้ว ได้หมดอายุไปแล้ว หรือถูกยุบสภานี้ เมื่อมีกรณีตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และ มาตรา ๑๗๗ นี้ มาตรา ๑๗๗ คือการประกาศสงคราม มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ นี้เกี่ยวข้องกับ การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติ ท่านบอกว่าสภา ผู้แทนราษฎรที่ยุบสภาไปแล้วนี้ ให้กลับมารักษาการทำหน้าที่ใหม่ โดยการเรียกประชุมสมัย วิสามัญ และเมื่อมีการประชุมให้ความเห็นชอบการสืบราชสมบัติแล้วนี้ ถ้าเป็นกรณีเช่นนั้น ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนี้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ผมทิ้งเอาไว้นะครับว่า เป็นความล่วงเกินและเป็นความไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่องค์พระประมุขของชาตินั้นจะถูกรับรอง เห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรที่สิ้นอายุไปแล้ว ประเพณีนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ประการแรกครับ ผ่านไป นี่คือล่วงเกิน
ประการถัดมาครับท่านประธาน ล่วงล้ำ รุกล้ำ ล ลิงของผมนะครับ หลายสมาชิก ได้อภิปรายไปแล้ว คือเรื่องของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง กรณีที่เกี่ยวข้องกับศาล ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ท่านดูสไลด์ (Slide) ท่านดูจอครับ จริง ๆ ผมมีสไลด์ (Slide) หลายสไลด์ (Slide) ผมพยายามเลือกยกเว้นลงมานี้ พยายามให้ เหลือน้อยที่สุด ผมอ่านดูแล้ว สิ่งที่ผมคิดตามมาก็คือ องค์กรหรือหน่วยงานที่จะมีความสำคัญ และเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรต่อไปคืออะไรครับ คือพรรคการเมือง ก็ดูครับ การแต่งตั้งศาล รัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่าง ๆ นี้เทียบเคียงแล้วกรณีคล้ายคลึงกัน คือมาจากผู้แทน จากสภาผู้แทนราษฎร จากฝ่ายรัฐบาล จากพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็จากศาล ทั้งศาลฎีกา และจากศาลปกครองสูงสุด แต่ท่านดูถ้อยคำที่ท่านใช้ แล้วผมเชื่อว่าท่านจะทำเช่นนี้จริง บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคการเมืองที่สมาชิก ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจุด จุด จุดและให้เลือกในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๓ คน คือจาก ฝ่ายรัฐบาล ถ้าจากฝ่ายค้านก็อีก ๓ คน ความหมายคืออะไรครับ ความหมายคือมาจาก พรรคการเมือง แล้วมาจากพรรคการเมืองนี้ทำอย่างไรครับ ท่านไปเขียนในมาตราที่ ต่อเนื่องกันมานี้ วิธีการเลือกนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะใช้ระดับปริญญาเอกจากประเทศใดที่สามารถ ร่างกฎหมายที่ใช้กับประเทศไทย ที่เราทานน้ำพริกปลาทู เราไม่ได้กินแซนด์วิช (Sandwich) เราไม่ได้กินฮอตดอก (Hotdog) เป็นอาหาร ท่านบอกว่าให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเสนอชื่อ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งตุลาการจำนวน ๓ คน และที่ประชุมใหญ่ให้ เลือกมาอีก ๓ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดให้เลือกอีก ๓ คน แต่ว่าการเสนอชื่อ บุคคลของแต่ละหน่วยงานนี้ ท่านบอกว่าให้เสนอชื่อของบุคคลแต่ละพรรคการเมืองนั้นต้อง แบ่งสันปันส่วนตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมือง อันนี้ไม่ซ้ำกับ ประเด็นที่เราอภิปรายกันตั้งแต่เช้า ความหมายคืออะไรครับ ให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลที่เลือกมา ๓ คน ฝ่ายค้านที่เลือกมา ๓ คน นี่คือศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านให้จัดสรรปันส่วนตามโควตา ของสมาชิกของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา เพราะฉะนั้นคำว่าล่วงเกิน รุกล้ำมัน เกิดขึ้นแน่กับองค์กรอิสระและศาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานใด เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ ท่านประธานครับ เรามีมาตรา ๑๔๔ ที่เรากังวลกันมาก และเราได้เคยอภิปรายคัดค้านการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ เมื่อครั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คราวที่แล้ว คือในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเราไม่ให้ ส.ส. ส.ว. แม้กระทั่ง ครม. เข้าไปแก้ไขหรือแปรญัตติแล้วมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณ รายจ่ายจะกระทำมิได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ถ้า ส.ส. ส.ว. ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลก็สุดแท้แต่เข้าไปมีส่วนในการแปรญัตติในการใช้งบประมาณทางตรงหรือ ทางอ้อม เขาบอกว่าให้ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อ้าว แต่ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ๓ คนมาจากไหนครับ มาจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๓ คนมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน อีก ๓ คนมาจากศาลฎีกาหรือศาลปกครองก็แล้วแต่ รวมแล้ว ๒ ฝ่ายคือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านนี้ ๖ คน ฝ่ายศาล ๓ คน แต่กำลังพิจารณาเรื่องที่ ส.ส. ส.ว.ไปมีส่วน ในเรื่องของการแปรญัตติหรือการพิจารณางบประมาณแล้วทำให้ตัวเองได้รับประโยชน์ และศาลจะพิจารณาเป็นธรรมเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างไร เรากังวลว่า เรื่องนี้มันจะมีปัญหาทำให้สิ่งที่เราคิดว่าจะถ่วงดุลตรวจสอบและทำให้ศาลและองค์กรอิสระมี ความอิสระอย่างจริงจังนั้นถูกทำลาย
ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ คำว่า ล่วงล้ำ ล้วงลูกมันจะเกิดขึ้นแน่กับ สิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในเรื่องของผู้ตรวจการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการ ผมไม่พูดถึงผู้ตรวจการ กลาโหมทหารนี่คนอื่นพูดไปแล้วเอาแค่ของศาล ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ สิ่งที่ผม กังวลและเกรงว่ามันจะมีปัญหาในเรื่องของผู้ตรวจการต่าง ๆ ผู้ตรวจการต่าง ๆ นั้นสัดส่วน ที่ท่านคิดเอาไว้ ขออีกนิดเดียวท่านประธานครับ สัดส่วนแล้ว ส.ส. รวมกันจะมากกว่า ที่มาจากศาล เพราะฉะนั้นความยุติธรรมนั้นคงจะหายาก แต่สิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้และผมเห็น ว่าเป็นปัญหาแน่ ๆ มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วแต่ว่าเขาไม่ได้ลงในรายละเอียด ผมดูใน (๒) อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการต่าง ๆ ที่ท่านเขียนเอาไว้ผมดูแล้วผมตกใจครับ ท่านประธาน ขออนุญาตใช้เวลาอ่าน ศึกษาวิเคราะห์ ประเมินคุณภาพและผลกระทบของ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญและ กฎหมายต่าง ๆ ต่อไปนี้สำคัญครับ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา บรรทัดฐาน อ้าว ไหนท่านบอกว่าศึกษาวิเคราะห์ต่าง ๆ เหมือนกับเป็นวิชาการ ศึกษาแล้วก็ เราอาจจะวางบนหิ้งแล้วก็ส่งให้ ครม. ส่งให้สภา แต่สิ่งที่ท่านเขียนไว้ในเนื้อหาของท่าน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาบรรทัดฐาน ศาลท่านก็มีความรู้สึก กังวลว่าผู้ตรวจการที่ท่านจะตั้งขึ้นมาเป็นนวัตกรรมของท่านจะเข้ามาล้วงลูกในคำพิพากษา แม้จะไม่มีส่วนเข้าไปพิจารณาพิพากษา แต่ว่าแค่นี้ศาลก็กังวลแล้วครับ ผมคุยกับผู้พิพากษา ๒ ท่าน ท่านตอบมาเลยว่าท่านรับไม่ได้ แค่ว่าเข้าไปอยู่ใน ก.ต. ไปอยู่ใน ก.ศป. แค่นี้ศาลท่าน ก็เดือดร้อนแล้ว ยิ่งถ้าท่านไปศึกษาวิเคราะห์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าเป็นนวัตกรรมที่ผมใช้คำว่าไม่ใช่นวัตกรรม แต่เป็นอัตวินิบาตกรรม คือการฆ่าตัวตายทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทำให้บ้านเมือง เราลงเหวแน่ ๆ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านร่างมานั้นหลายท่านใช้คำว่า สุดโต่ง ผมจะไม่บอกว่าสุดโต่ง หรือไม่สุดโต่ง แต่ผมจะบอกว่าให้สติเตือนท่านก็แล้วกัน ผมอายุ ๖๕ ปี ประสบการณ์มากพอที่จะมองเห็นความเป็นไปของสังคมไทย และโดยเฉพาะบริบททาง การเมืองว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมพหุสังคม พหุนิยม เรามีความหลากหลายของกลุ่มชน อาชีพต่าง ๆ วัยต่าง ๆ ฐานะต่าง ๆ ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ สังคม มีความแตกต่าง เพราะฉะนั้นความประนีประนอมถ้อยทีถ้อยอาศัยนั้นทำให้สังคมไทยอยู่รอดมาโดยตลอด การก้าวขึ้นบันไดสูง ๆ ในตึก ๒ ชั้น ๓ ชั้น และก้าวกระโดดพรวดเดียว ๕ ชั้น ๕ ขั้น ๖ ขั้นนั้น ท่านอาจจะตกลงมาหลังหักหัวแตก แต่ถ้าท่านค่อย ๆ ก้าวขึ้นทีละก้าว ทีละก้าว อย่างละมุนละม่อมอย่างนิ่มนวล ถ้อยทีถ้อยอาศัย ผมว่าบ้านเมืองและสังคมไทยไปรอดและ อยู่ได้ สิ่งที่จะฝากไว้คืออะไรครับ ขอเถอะครับ ขอความกรุณาว่าเหตุการณ์สังคมและ บ้านเมืองนับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป มะรืนนี้และวันต่อ ๆ ไปในอีกอนาคต อย่ามีกระแส อย่ามี การปลุกปั่น อย่ามีการนำเชื้อเพลิงเข้าไปสุมกองไฟ ซึ่งมันก็มีปลุกอยู่แล้ว มีจุดอยู่แล้ว สิ่งที่ เราต้องการคือการเข้ามาคุยกัน ส.ว. นั้นจะมีสภาเดียวหรือ ๒ สภาก็สุดแท้แต่ ผมไม่ เดือดร้อนและไม่กังวล แต่สิ่งที่จะบอกว่าผมพูดมาโดยตลอด พูดกันหลายคน ผมเป็น ส.ว. สมัยนี้สมัยที่ ๒ ผมไม่เคยบอกว่าเป็นสภาพี่เลี้ยง ผมเป็นแพทย์ ผมมักจะหาสิ่งที่เรียกว่า เซกคันด์ โอพีเนียน (Second Opinion) หาความรู้ หาข้อมูลจากเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้อง วิชา อาชีพเดียวกันในโรงพยาบาลอื่น โรงพยาบาลต่าง ๆ ประกอบการรักษาคนไข้อยู่เสมอ ๆ วุฒิสภานั้นเราเลือกเรากรองเรากลั่นคนเข้ามาเพื่อให้เป็นเซกคันด์ โอพีเนียน (Second Opinion) ผมไม่ใช้คำว่า เป็นสภาพี่เลี้ยง แม้ว่าในอดีต ปี ๒๔๗๕ ตอนนั้นไม่มีวุฒิสภา แต่เรา มีสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ ประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ นั้น ทำงานคู่กันร่วมกันเป็นที่ปรึกษา เพราะคนไทยสมัยนั้นการศึกษายังน้อย รัฐธรรมนูญสยาม ปี ๒๔๗๕ เขียนไว้ว่า ถ้าจะมีสภาผู้แทนราษฎรประเภทเดียว ให้คนไทยได้รับการศึกษา ขั้นประถมศึกษาไปไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ เราก็รอ ปี ๒๔๘๙ เราจึง มีพฤฒสภา ปี ๒๔๙๒ เราเปลี่ยนเป็น วุฒิสภา ตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรผมเชื่อว่าท่านมี วุฒิภาวะพอที่จะทำงานได้ทั้งในการร่างกฎหมายและในกรณีอื่น แต่มีหลายกรณีครับ ท่านประธานครับ ที่เราต้องการความเป็นกลาง เราต้องการวุฒิภาวะ ในการทำงานไม่ว่า ตรวจสอบตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ในการพิจารณา ตอนนี้เราไม่มีการถอดถอนแล้ว แต่ว่า การทำหน้าที่ในการแต่งตั้งตรวจสอบพฤติกรรมความประพฤติทางจริยธรรมยังเป็นสิ่งจำเป็น หลายกรณีที่วุฒิสภาตีตกรายชื่อที่สรรหาเข้ามา เสนอเข้ามาจากองค์กร แล้วเราดูแล้ว ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมนั้นมีปัญหา เราไม่ให้ความเห็นชอบ เพราะตาม รัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายนั้นต้องให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เราเคยตีตกไปแล้ว แม้กระทั่ง กสทช. ท่านคอยดูผลงานของเราในอนาคต เพราะฉะนั้นจะมีสภาเดียวหรือ ๒ สภานั้นต้องไปดูที่อะไรครับ ไปดูที่มา ไปดูที่อำนาจหน้าที่ ๒ อย่างนี้คู่กันไป ท่านเพียง แต่ปรับและรออีก ๒ ปีเศษ ประมาณ ๔ สมัย หรือ ๕ สมัยประชุมเท่านั้นเอง บทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ้นไปเราก็จะมีวุฒิสภาประเภทที่อยู่ในบทถาวรครับ
ท่านสรุป ได้เลยครับ
อีกนิดเดียว ครับท่านประธาน
เรื่องมันซ้ำ แล้วนะครับ
แล้วท่านก็ไป กำหนดอำนาจหน้าที่เสีย เพราะฉะนั้นผมยังเห็นความจำเป็นของการมี ๒ สภา ท่านปรับ เรื่องที่มาให้มีกรรมการสรรหา หรือจะให้ไขว้กันแบบเลือกเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เวลานี้ ผมก็ยินดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในพรุ่งนี้ผมไม่กังวล ขอเพียงอย่าไปปลุก ขอเพียงอย่าไปเร้า ขอเพียงอย่าไปปั่น เพราะฉะนั้นความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย เวลานี้อย่าไปใช้ คำว่า รัฐสภาหรือวุฒิสภาคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเท่านั้นเอง ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญ ท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ และตามด้วย พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ จากนั้นทางผู้ชี้แจง จะขอชี้แจงนะครับ เชิญท่านจิรัฏฐ์ก่อนครับ
ขอบคุณ ครับท่านประธาน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล จริง ๆ ก็ค่อย ๆ ก้าวนะครับ แต่ว่า ๘๙ ปีแล้วไม่ถึงสักที โดนเตะตัดขาตลอด วุฒิสภาแต่งตั้งครับท่านประธาน จริง ๆ ไม่ได้เกิดจากเชื้อราที่ขึ้นเอง ตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากวิถีทางประชาธิปไตยด้วย วุฒิสภาไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤฒสภา แบบที่เอามาอ้างกันมั่ว ๆ มันคนละโลกกัน ต่างประเทศนี่ไม่ต้องพูดถึงนะครับเขาเลือกตั้งกัน หรือถ้ามีแต่งตั้งก็ไม่มีอำนาจจะมาขี่หัวประชาชนแบบนี้ ท่านประธานครับที่มาของวุฒิสภาก็ ต้องเล่าย้อนไปปี ๒๔๗๕ เมื่ออำนาจที่เป็นของกษัตริย์กลายมาเป็นของราษฎรทั้งหลาย แต่ปี เดียวครับหลังจากนั้นมีการเลือกตั้ง เป็นการสถาปนาอำนาจประชาชนชาวสยามอย่างเป็น ทางการ ๑๕ ปีต่อมาจากนั้นครับ ช่วงปี ๒๔๗๕ ถึงปี ๒๔๙๐ การพัฒนาประเทศก็เจริญ รุดหน้าครับ รัฐสภาเกิดขึ้นครั้งแรกประชาชนเอาตัวแทนเข้าไปพูดเรื่องปัญหา ทั้งปัญหา ชาวนา สวนยาง โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณแผ่นดินที่ประชาชนมีโอกาสเข้าไปกำหนด ชะตาชีวิตตัวเอง เกิดเทศบาลครับการกระจายอำนาจที่แท้จริง โรงเรียนประชาบาลทุกตำบล ถนน น้ำ ไฟ สาธารณูปโภคเต็มไปหมด เรามีวันชาติ ๒๔ มิถุนายน เพลงชาติไทย นางสาวไทย มหาวิทยาลัย คณะเสรีไทย ยกเลิกภาษีรัชชูประการ หรือว่าส่วยที่ต้องจ่าย ให้เจ้านายแบบฟรี ๆ ยกเลิกภาษีที่นาจากยุคของศักดินา และมีการเก็บภาษีแบบเป็นธรรม ตามสัดส่วนรายได้ด้วย แถมยังมีหลักการที่มิให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองและ ต้องเป็นลูกจ้างของราษฎรเท่านั้น มีหลักการว่าทหารต้องเป็นทหารของประชาชน ทหารของ ชาติ พิทักษ์รัฐธรรมนูญและอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลพลเรือนจนถึงปี ๒๔๘๙ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ฉบับหนึ่ง เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากที่สุด กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. ด้วย กำเนิดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นที่ยึดโยงกับประชาชน กำเนิดพฤฒสภาตรงนี้ครับ ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมของประชาชน ย้ำนะครับว่า พฤฒสภามาจากการเลือกตั้ง ทางอ้อมของประชาชน มาช่วย ส.ส. ตรากฎหมาย ท่านประธานครับ ประเทศชาติพัฒนาไป ทั่วทุกพื้นที่จริง ๆ ครับ ด้วยความที่ประชาชนมีอำนาจจัดสรรงบประมาณเอง แน่นอนครับ มันทำให้กลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ถือครองทรัพยากรมายาวนานสูญผลประโยชน์ มหาศาล มีความพยายามทำรัฐประหารตลอดครับช่วงนั้น จนในที่สุดปี ๒๔๙๐ จุดสิ้นสุดของ คณะราษฎร ยังไม่ได้ทันได้เลือกตั้งพฤษภาเลยครับ ก็เกิดรัฐประหารจนได้ กลุ่มอนุรักษ์นิยม กลุ่มกษัตริย์นิยมจับมือกับกลุ่มทหารที่เขาอยากจะล้มคณะราษฎรอยู่แล้วหลังจากที่ สงครามโลกเสร็จสิ้น นี่เป็นจุดสิ้นสุดของยุคคณะราษฎรและเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ในวันนี้ครับ เขาเริ่มด้วยการยกเลิกพฤฒสภาและให้กำเนิดวุฒิสภา ชุดแรกที่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ซึ่งก็เป็นข้าราชการประจำ ขุนนางเก่า ทหาร นายพล เกษียณแล้ว และพรรคพวกในคณะรัฐประหารด้วยกันเอง ไม่ได้ต่างจากชุดนี้ ให้ข้าราชการ ประจำกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ครับ นายกรัฐมนตรี ครม. สนช. แต่งตั้งทั้งหมด กำเนิดอำนาจพระราชกำหนดที่ให้ฝ่ายบริหารมาใช้อำนาจของนิติบัญญัติได้ เอาอภิรัฐมนตรี กลับมา ซึ่งก็คือองคมนตรีให้มีพระราชโองการตราพระราชบัญญัติได้ ให้พระราชอำนาจ ในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และประทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวมไปถึงการถวายคืนพระ ราชอำนาจ พระราชทรัพย์และอำนาจในการจัดการพระราชทรัพย์ด้วย รัฐประหารปี ๒๔๙๐ ไม่ใช่แค่ทำลายคณะราษฎรสิ้นนะครับ แต่เป็นแม่แบบของการทำรัฐประหารต่อ ๆ มาจนถึง ครั้งล่าสุด อย่างเช่นที่ต้องเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ ทำรัฐประหาร จะต้องฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้งและเอาของตัวเองมาใช้เติมสร้อยคำว่า ชั่วคราวเข้าไป ต้อง อาศัยบารมีจากสถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง นี่เป็นแม่แบบที่ใช้ กันมาตลอดตั้งแต่ครั้งนั้น เพราะเขาลากมาจนถึงมีมาตรา ๑๗ เลยครับซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ มาตรา ๔๔ ที่เราเพิ่งเจอกันมา ในยุคที่ประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง เริ่มเป็นพลังอีกกลุ่มพลังหนึ่งก็กำเนิดมิติ สงครามขึ้น จัดการศัตรูทางการเมือง ตัวแทนประชาชน ส.ส. อีสาน ตัวแทนจากทางใต้ถูกฆ่า ยัดเยียดคดี จับขัง จนไปถึงการสังหารหมู่ ตามมาด้วยการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพิ่มโทษหนัก เป็น ๑๕ ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นานก็ย้ายมาอยู่ในหมวดของความมั่นคงแห่งรัฐไปแล้ว ทั้งหมดนี้คือการทวงคืนอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าครับ คณะเจ้าที่ทำลายคณะราษฎรสำเร็จ ในปี ๒๔๙๐ หรือจะเรียกกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่อำมาตยาธิปไตยอะไรก็ ได้ หรือจะเรียกว่าผู้เสพความตายก็ได้ ก็ความหมายเดียวกัน ท่านประธานครับ ผมย้อนให้ฟัง เพื่ออะไร คณะรัฐประหารปี ๒๔๙๐ เป็นผู้ทำคลอดวุฒิสภาครับไม่ใช่พฤฒสภาของ รัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ ทำคลอดด้วยวิธีคิดแบบเผด็จการและอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปนะครับ ก็พยายามที่จะรวมตัว พยายามที่จะกลมกลืนกับตัวแทนจาก ประชาชน แต่มันก็ไม่รอดครับ มันเป็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ดี ถ้านึกภาพไม่ออกนะครับ ผมจะเล่าให้ฟังว่ายุคเมื่อ ๖๐-๗๐ ปีที่แล้วประเทศเป็นอย่างไร ประเทศไทยตอนนั้นเป็น รัฐประหารครับ ถูกรัฐประหาร ได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นทหาร ไม่ได้มาจากการรับสมัคร เลือกตั้ง เอาพรรคพวกตัวเอง ลูกน้องเก่า ๆ มาเป็น ครม. ให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่งทาง การเมืองได้ กิจการทั่วไปรวมถึงการจัดการงบประมาณก็เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ ส่วนอำนาจทางการเมืองอยู่กับข้าราชการทหาร และเขาก็พึ่งพิงกัน ทำให้เกิดการรวมศูนย์ อำนาจแบบที่เป็น ทำให้การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เท่านั้น อำนาจ ที่มาจากการเลือกตั้งก็น้อยนิดเสียจนไม่สามารถทำอะไรได้ วุฒิสภาจากการแต่งตั้งจะคอย ปั่นป่วนวุ่นวายตลอด ใช้นโยบายที่จะบีบให้คนจน แล้วค่อยไปแจกเอาบุญคุณทีหลัง ประชาชนก็ต้องพึ่งพิงรัฐ ส่วนเศรษฐีก็สามารถมีความมั่งคั่งได้ด้วยการยึดโยงกับโครงสร้าง ทางการเมืองแบบนี้ นี่คือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ครับ ที่เราเบื่อกันเหลือเกิน มันต่างกับ วันนี้ตรงไหนผมถามจริง ๆ เหมือนผมพูดสิ่งที่มันเกิดขึ้นในวันนี้ให้พวกท่านฟังอยู่ โชคดีครับ มีช่วงหนึ่งตอนใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงจะอายุสั้นนะครับ แต่ด้วยความที่มันเป็น ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์จริง ๆ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีทหารมาวุ่นวาย ไม่มีการ แต่งตั้งมาคอยคว่ำกฎหมาย ต้องยอมรับว่านักการเมืองสนองความต้องการของประชาชนได้ เต็มที่จริง ๆ ด้วยความเป็นประชาธิปไตย สร้างคุณูปการทิ้งไว้จนถึงทุกวันนี้มากมาย จนเกิด รัฐประหารปี ๒๕๔๙ ก็กลับมาสู่วงเวียนแบบเดิม ๆ ท่านประธานครับ ส.ว. จากการแต่งตั้ง หลังจากกลับมาหลอกหลอนเหมือนเดิมก็อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ละครับ ฝ่ายการเมือง ทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเอาไว้ ไม่ได้ทำ ขายฝันอะไรกับประชาชนไว้ ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะอะไร เพราะถูกเตะถ่วงอยู่ตลอดเวลาจากคนที่บอกว่ามากลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งความเป็นจริงก็แค่มาระงับยับยั้งกฎหมายที่จะไปกระทบกับผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ ตัวเองแค่นั้นเอง ประเทศเดินต่อไม่ได้ครับท่านประธาน ถ้ายังหาทางออกให้ประเทศด้วย เหตุผลเพี้ยน ๆ แบบนี้ คือเราก็ได้ยินมาตั้งแต่เช้าครับ โดยเฉพาะเวลาเจอคำถาม ส.ว. มีไว้ ทำไมก็อ้างแต่ข้ออ้างเดิม ๆ ใช้วนเวียนมา ๗๕ ปีแล้วก็ยังจะใช้อยู่ ข้อแรกอ้างว่าตรวจสอบ ถ่วงดุลถ้าไม่มี ส.ว. ประเทศจะไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ท่านคิดว่าพวกผมใส่สูทผูกไทด์ (Tie) มายืนร้องคาราโอเกะออกทีวีหรือครับทุกวันนี้ ก็เห็นอยู่ว่าฝ่ายค้านเขาจะสอบอำนาจ บริหารแบบเข้มข้นขนาดไหน ถามตัวเองดีกว่าว่าที่ผ่านมาท่านทำอะไรกันอยู่ เห็นเอาแต่มา วิพากษ์วิจารณ์ต่อล้อต่อเถียงกับฝ่ายค้านทั้งในและนอกสภา พวกผมไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ไม่มี อำนาจบริหารครับ จะมาวุ่นวายอะไรกับพวกผมนัก โน่น ผมว่าไปตรวจสอบฝ่ายบริหารดีกว่า ท่านเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ครับท่านประธาน มีวันนี้เพราะพี่ให้ ก็มันมีคำนี้อยู่ ท่านจะกล้าไป ตรวจสอบอะไรเขา ส่วนอำนาจนิติบัญญัติก็เป็นอำนาจที่มีกลไกประชาชนคอยตรวจสอบ อยู่แล้ว แล้วทำไมประเทศชาติต้องเสียเงินหลายพันล้านบาทไปจ้างวุฒิสภาไม่กี่คนมา ตรวจสอบแทน ในเมื่อเรามีประชาชน ๖๐ กว่าล้านคนทำหน้าที่ตรวจสอบให้ฟรี ๆ ไม่เสีย สักบาท เรามีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนะครับ ข้อมูลการแสดงทรัพย์สิน เปิดเผยบันทึก การประชุม เปิดเผยหลายเรื่องให้ประชาชนติดตาม โดยเฉพาะการถ่ายทอดสด ถามตัวเอง หรือไม่ครับ ถามตัวเองก่อน วุฒิสภาชุดนี้มีมติไม่เปิดเผยการประชุม ๓๐ กว่าครั้งแล้ว อย่างไรครับ ข้ออ้างที่บอกการตรวจสอบถ่วงดุลเอาไปเก็บไว้ไหนครับ ใครตรวจสอบ วุฒิสภาครับ อย่างไรครับ ข้ออ้างที่บอกการตรวจสอบถ่วงดุลเอาไปเก็บไว้ไหน ใครตรวจสอบวุฒิสภาครับ ทำกันลับ ๆ ล่อ ๆ แล้วก็เซ็นรับเงินเบี้ยประชุมแล้วกลับบ้านกันสบายตัว ไม่ได้ อ้างมั่ว ๆ อย่างนี้ไม่เอาครับ
ข้ออ้างที่ ๒ ท่านประธาน ก็ได้ยินอยู่บ่อย ประชาชนยังไม่พร้อม คนพวกนี้ ชอบคิดว่าประชาชนโง่เหลือเกินครับ ไม่มีปัญญาจะปกครองตัวเอง ต้องให้ชนชั้นสูง ให้พวกที่ เฉลียวฉลาดมีชาติตระกูลและต้องเป็นคนดีมาประคับประคองกลั่นกรองกฎหมาย ช่วยตรวจสอบถ่วงดุล ใช้มาตั้งแต่ ๗๕ ปีที่แล้ว จนวันนี้วิธีคิดแบบนี้ก็ยังถูกใช้อยู่ ท่านไปดู แผนปฏิรูปประเทศนะครับ เราจะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญ กกต. กองทัพ แล้วก็มีอีก หลาย ๆ หน่วยงานจะมีโครงการที่ไปลงพื้นที่ เป็นโครงการเกี่ยวกับการสร้างความรับรู้เข้าใจ เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย โครงการปลูกจิตสำนึกประชาธิปไตย โครงการเสริมสร้าง องค์ความรู้ประชาธิปไตย ผมว่าท่านต่างหากที่ไม่เข้าใจประชาธิปไตย
ข้ออ้างที่ ๓ อย่าสุดโต่ง อย่าใจร้อน ส.ว. อยู่ไม่นานแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็ไปแล้ว ตามบทเฉพาะกาล ก็เขียนแบบนี้มาทุกฉบับครับ ที่ผ่านมาก็เขียนแบบนี้กันหมดละครับ ไม่รู้อ้างได้อย่างไรครับอันนี้
ข้ออ้างที่ ๔ เมืองไทยไม่เหมือนใคร เราแตกต่างกัน เรามีลักษณะที่พิเศษ ท่านประธานอันนี้ผมไม่เถียงครับ แต่เราไม่ได้แตกต่างเพราะว่าเรามี ๓ แขนหรือมี ๔ ขา แต่ว่าเราแตกต่างเพราะว่าเราชอบใช้ตรรกะวิบัติสุดเพี้ยนเกินจะจินตนาการได้มาอธิบาย สิ่งต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ จวนตัวเมื่อไรก็จะด้อยค่าเขาทันที ประเทศมันจะกลายเป็น สมบูรณาญาสิทธิราชย์อันมีประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างไปแล้ว การทำรัฐประหารล้มล้าง การปกครองมันกลายเป็นความผิดของฝ่ายการเมืองเสียอย่างนั้นครับ ท่านเมาน้ำยาบ้วนปาก หรือเปล่าผมไม่เข้าใจ ถึงบอกว่าการยึดอำนาจไม่ผิด ล้มล้างการปกครองไม่ผิดหรือครับ ฝ่ายการเมืองขัดแย้งกันผิดหรือครับ ประเทศอื่นเขาไม่เห็นจะต้องออกมาทำรัฐประหารเลย เวลาเขาขัดแย้งกัน เขาก็ขัดแย้งกันตลอด ไม่ขัดแย้งสิแปลก การเมืองประชาธิปไตยมันก็ต้อง ขัดแย้งกันอยู่แล้วมันเห็นไม่เหมือนกัน จะให้ซ้ายหันขวาหัน ไม่มีแตกแถวเลย อันนั้น มันเผด็จการครับ แล้ววิธีการจัดการปัญหาความขัดแย้งมันไม่ได้ยากเย็นอะไร เขาก็หา ทางออกกันได้ทั่วโลก มีวิธีที่ไม่จำเป็นต้องฆ่ากันตั้งเยอะตั้งแยะ ทหารไม่จำเป็นต้องออกมา สักนิด ธรรมชาติมันต้องขัดแย้งอยู่แล้ว ท่านแค่นี้ยังไม่เข้าใจจริง ๆ หรือ การเมืองแบบเผด็จการ แบบนั้นท่านชอบจริง ๆ หรือ ประชาธิปไตยไทย ๆ นะครับ สามัญสำนึกเราถูกทำลายไปหมด ประชาชนไม่รู้แล้วอะไรทำได้บ้างทำไม่ได้บ้าง อะไรผิดอะไรถูก แบบไหนชอบ อย่างไหน เรียกว่าดี ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครกล้าทำอะไรครับ ตรรกะเพี้ยน ๆ เต็มไปหมด นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่รัฐ อีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน การถวายสัตย์ตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่อง ของประชาชน นาฬิกาเป็นของคนตาย เฮโรอีนมันเป็นแป้ง ไวน์ก็กลายเป็นน้ำผลไม้ รถเครื่องเสียงในประเทศนี้มีโอกาสล้มล้างการปกครองมากกว่ารถถังเสียอีก ข้ออ้างทั้งหลาย เหล่านี้มันก็มีไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองแค่นั้นละครับ ท่านไม่ได้รักชาติหรอก ท่านรักตัวเอง ประชาชนแสนกว่าคนเขาแค่กำลังขอว่าให้โอกาสประชาชนเป็นเจ้าของ ประเทศนี้ร่วมกับเขาได้ไหม แค่นั้นเอง เรื่องของวันนี้ที่เราคุยกัน ส่วนในฐานะที่ผมจะต้อง มาทำงานการเมืองต่อจากท่าน ก็ไม่ได้ขออะไรมากครับ ผมขอให้ท่านรักชาติให้ได้ สักครึ่งหนึ่งของอานนท์ นำภา รักประชาชนให้ได้สักครึ่งหนึ่งของพริษฐ์ ชิวารักษ์ แค่นี้ประเทศชาติก็เจริญแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น พันตำรวจตรี นายยงยุทธ สาระสมบัติ นะครับ หลังจาก พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ อภิปรายเสร็จแล้ว ทางผู้เสนอกฎหมายจะขอชี้แจงนะครับ หลังจากชี้แจง เสร็จแล้วก็จะกลับมาที่ท่านมนพร เจริญศรี เชิญ พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ผมขอเรียนผู้ชี้แจงว่าท่านเหลือเวลา ๓๕ นาทีนะครับ
กระผม พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ประการแรก ขอชมเชยคณะผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ได้ใช้ความพยายาม รวบรวมรายชื่อ ถ้าท่านสามารถชี้แจงรายละเอียดได้มากขนาดนี้ต้องยิ่งชมเชย ในฐานะ ที่ผมก็เคยรวบรวมรายชื่อเสนอชื่อโดยประชาชน วันนี้จะขออภิปรายการเสนอยกเลิก ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศกราบเรียนท่านประธานในข้อมูลที่เคยเสนอในรัฐสภา แห่งนี้แล้ว แต่เนื่องจากว่าประชาชนทางบ้านอาจจะยังไม่ทราบ ฉะนั้นกระผมต้องขออนุญาต เล่าความเป็นมาของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติพอสังเขป การเสนอยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ตามมาตรา ๖๕ และการปฏิรูปประเทศ หมวด ๑๖ ที่ผู้เชิญชวนเสนอกฎหมายระบุในเหตุผล ประกอบร่าง ข้อ ๔ ว่าการกำหนดให้มีแผนบริหารประเทศที่กำหนดวิสัยทัศน์ว่าจะเดินหน้า ไปในทิศทางใด ซึ่งอาจเรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติบ้าง แผนการปฏิรูปบ้าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมบ้าง นับเป็นสิ่งจำเป็นเห็นตรงกันครับ เห็นตรงกันว่าแผนที่จะดำเนินการไปในประเทศ นั้น สมควรมีเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมา ๑๐ แผน แต่ว่าบ้านของเรา ประเทศของเรายังอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาอยู่เหมือนเดิม ขอสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปครับ การที่เราเสนอยุทธศาสตร์ชาติ เป็นแผนปฏิรูปประเทศโดยมีวิสัยทัศน์ว่า จะให้ประชาชน มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี นี่คือในมาตรา ๒๕๗ เราต้องการให้สังคมของเราอยู่เย็นเป็นสุข คือมาตรา ๒๕๗ (๒) ให้ประเทศของเรามีความสงบเรียบร้อย สามัคคีปรองดอง แต่น่าเสียดาย ท่านจะยกเลิกมาตรานี้ ยกเลิกทั้งหมวด ส.ว. มีหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๐ เสนอแนะ เร่งรัดและติดตามการปฏิรูปประเทศ ฉะนั้นที่พูดถึงว่า ส.ว. มีหน้าที่เฉพาะ เลือกนายกรัฐมนตรีนั้น มิได้ครับ เราเป็นหางเสือ เพื่อจะทำให้แผนนั้นบรรลุเร็วขึ้น ท่านคงทราบนะครับ ประเทศของเราในสังคมโลกประเทศแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือกลุ่มที่พัฒนาแล้ว กลุ่มที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ของเราอยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนาและกำลังพัฒนามานาน เท่าไรแล้วครับ หลายสิบปีตั้งแต่ผมเริ่มรับราชการใหม่ ๆ ในปี ๒๕๑๑ ๕๐ ปีแล้วก็ยังกำลัง พัฒนา ต่อไปครับ ในครั้งนั้นที่เราพิจารณาถึงว่าเราน่าจะไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาเสียที เราดูสิ่งชี้วัดของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) เราอยากเห็น ประชากรของเรามีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๓๓,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ต่อเดือน ผู้ที่มีรายได้ต่ำ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ควรจะมีรายได้ตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท มีการศึกษาดี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศสมาชิก ซึ่งมีอยู่ ๑๐๐ กว่าสมาชิกและมีคอร์รัปชันน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันจะให้มีทรัพยากรธรรมชาติ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และมีการบริหารจัดการน้ำ ไม่ต่ำกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ขณะนี้พี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ก็เพราะว่าความต่อเนื่องของนโยบายการบริหารจัดการน้ำไม่มี แม้จะมีการพัฒนามา หลายสิบปี ประเทศไทยก็ยังกำลังพัฒนา เนื่องจากว่ารัฐบาลแต่ละรัฐบาลเน้นนโยบายเฉพาะ ของรัฐบาลนั้น ๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจอาจจะไม่ครอบคลุมพอ ไม่ใช่อาจละครับ จริง ๆ แล้ว ไม่ครอบคลุมมิติในการพัฒนา การจัดสรรงบประมาณเป็นแยกส่วน ภาคเอกชน และประชาชนมีส่วนในการกำหนดอนาคตของประเทศน้อย ประเทศพัฒนาในประชาคมโลก มียุทธศาสตร์ชาติ ๖๐ กว่าประเทศ เราได้สำรวจโดยทางกระทรวงการคลัง ระยะเวลาก็คือ ๑๐-๓๐ ปี รัฐบาลมีอายุเท่าไร แต่ละรัฐบาล ๔ ปี แต่ถ้าแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างน้อย ต้อง ๑๐ ปี ฉะนั้นที่เรากำหนด ๓๐ ปีนั้น น่าจะอยู่ในระยะที่เหมาะ ยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับแรกได้จัดทำขึ้นแล้ว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อความสุขของทุกคน เพื่อความสุขของคนไทยทุกคนนะครับ ขอย้ำอีกที ทีนี้ที่กล่าวว่า ประเด็นก็คือว่าท่านบอกว่าให้ คสช. เป็นคนกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ท่านลานน้ำใจ คนที่ทำงานครับ คนที่ คสช. แต่งตั้งไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของ คสช. กราบเรียน อย่างนี้นะครับ ผมเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปฏิวัติเมื่อปี ๒๕๓๔ โดยตรง จริง ๆ ไม่อยาก จะพูดรายละเอียดนะครับ แต่ว่าเมื่อมันผ่านไปแล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่ พูดถึง พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงกฎหมายอยู่ ๓ ฉบับ มีรัฐธรรมนูญ อาจจะถือว่าเป็นกฎหมายพ่อ กฎหมายลูกมีอยู่ ๒ ฉบับ เป็นพี่น้องกัน คือกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการ ปฏิรูปประเทศ ผมเห็นด้วยนะครับ บางส่วนบางตอนกฎหมาย ๒ ฉบับนั้น กฎหมายลูกนั้น อาจจะยังไม่เหมาะสม แต่ถ้ากฎหมายลูกไม่เหมาะสมแล้วท่านจะไปยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๕ ท่านจะยกเลิกหรือครับ ท่านจะไปยกเลิกหมวดการปฏิรูปทั้งหมดหรือครับ ท่านลองดูนะครับ ในมาตรา ๑๒ กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติมีใครบ้าง กลุ่มที่ ๑ นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภาและรองนายกรัฐมนตรี จริง ๆ ตอนที่เราเสนอไปสมัย สปช. เราเสนอผู้นำฝ่ายค้านให้เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วย แต่เมื่อไปถึงแล้วรัฐบาลหรือทาง สนช. ไม่ทราบที่ไปเปลี่ยน แล้วท่านดูนะครับ ประธาน สภาผู้แทนราษฎรเป็นคนของ คสช. หรือครับ ต่อไปในกลุ่มที่ ๒ มีฝ่ายข้าราชการอยู่ ๗ คน มีภาคเอกชนอยู่ ๖ คน จริง ๆ เราเสนอจาก สปช. เสนอไป ๗ คน คือประธานการประชุม ของอธิการบดี แต่ทางโน้นแจ้งว่าไม่มีกฎหมายรองรับประธานที่ประชุมของอธิการบดี ฉะนั้นก็เอาที่มีกฎหมายรองรับ ผมยังดีใจนะครับ ในนี้นอกจากมีประธานกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ที่ดีใจคือว่าที่เสนอไปว่าประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ได้เป็นที่ยอมรับ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติปกติจะอยู่ในเรื่องของเกษตรทั้งนั้นนะครับ ทั้ง ๆ ที่บ้านเราเป็นเกษตรกรรม ฉะนั้นแสดงว่าได้มีการพิจารณาดีพอสมควร ต่อไปครับ ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม นั่นเป็นเรื่องปกติครับ แต่ประธานสมาคม ธนาคารไทย คสช. ไปสั่งได้หรือครับ อยากทราบเหมือนกันว่าใครไปสั่งประธานสมาคม ธนาคารไทยได้ นอกจากนี้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๑๗ ท่าน เราเสนอไป ๑๓ ท่าน รัฐบาลเสนอเข้า สนช. ไป ๑๗ ท่าน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้นมีอายุ ๕ ปี รัฐบาลเปลี่ยนครับ ท่านก็เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปได้ ถัดไปครับ ในตอนนั้นก่อนที่จะเสนอร่าง การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติไปถึงรัฐบาล สปช. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทุกจังหวัดนะครับ ต้องจัดให้มีเวที ๑ เวที แล้วก็ในระดับอำเภออีก ๑๐ เวที ทั้งหมด ๙๓๘ เวที มีคนเข้าร่วมประชุม ไม่ใช่มาฟังแล้วก็จดชื่อแล้วก็เสนอชื่อเซ็นเท่านั้น ใช้เวลา ๒-๓ ชั่วโมง หรือ ๔ ชั่วโมงในบางเวที มีข้อมูลทั้งหมด ๓๐๐,๐๐๐ กว่าข้อมูล แล้วก็มีไปรษณียบัตรขึ้นมาอีกหลายหมื่นฉบับ ก็ไม่น้อยกว่าอีกแสนคนที่ท่านเสนอ ฉะนั้น แสนกว่าคนนั้นคงไม่ใช่คนของ คสช. ทั้งหมด และอาจจะมีบางท่านที่รับฟังอยู่ทางบ้าน ขณะนี้นะครับ ท่านอาจจะเข้าร่วมรับฟังเวที รับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย เพราะเราเชิญผู้นำชุมชน บุคลากรทั้งหลายเข้ามาร่วมรับฟัง และในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อรับฟังแล้วผมเรียนอย่างนี้ด้วยนะครับ เมื่อสมัย สปช. เมื่อทำแล้ว เราเอาข้อมูลนี้ไปให้กับ เลขานายก เลขานายกในขณะนั้นที่รัฐบาลได้มอบให้เป็นผู้ยกร่างยุทธศาสตร์ชาติเป็นเบื้องต้น ก่อนที่ให้มีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วในมาตรา ๘ (๒) กำหนดไว้ว่าให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นครั้งที่ ๒ อีก เมื่อตอนยุทธศาสตร์ชาติแล้ว
ในประการที่ ๒ ท่านเสนอความเห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติควรมีลักษณะยืดหยุ่น ใช่ครับ มีหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าสามารถปรับปรุงได้ทุก ๕ ปี แล้วก็ถ้ามีเหตุการณ์อื่น ที่ไม่เหมาะ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นตรงนี้ท่านบอกว่าแทนที่พรรคการเมืองรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจกำหนด ทิศทางการปฏิรูปประเทศ กลับกลายเป็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ และแผนการปฏิรูปประเทศ ท่านไปดูมาตรา ๖๕ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่มีสาระ หรือมีเนื้อหาของยุทธศาสตร์ชาติเลย ไม่มีครับ มีอยู่ในไหน ๆ ไปอยู่ในกฎหมายการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นนั่นคือว่าท่านจะยกเลิกกฎหมายพ่อ แต่ทั้ง ๆ ที่ถ้าสมมุติว่า กฎหมายลูกนั้นอาจจะไม่เหมาะ เหมาะหรือไม่เหมาะนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่จะขอยกเลิก กฎหมายระดับพ่อเสียก่อน ฉะนั้นฝากท่านพิจารณาด้วย ตอนที่เราเสนอไปสภา ขอแผ่นต่อไป ตรงนี้เราชัดเจนนะครับ เราไม่กำหนดเรื่องยุทธศาสตร์ หรือกำหนดนโยบาย ของแต่ละรัฐบาล ท่านดูนะครับ สมาชิกรัฐสภาคงเคยเห็นภาพนี้แล้ว ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ได้โยงโดยตรงกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาตินะครับ ทางบ้านอาจจะไม่เข้าใจ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ก็คือมรรค นิโรธก็คือความพ้นทุกข์ เราต้องการให้ประชาชนมีความสุขนะครับ จะต้องมาโดนน้ำท่วมหรือยากจน ได้มีการศึกษาไว้ เร็ว ๆ นี้นะครับ คนในกรุงเทพฯ รายได้เฉลี่ย ๓,๐๐๐ กว่าบาท ถ้าเฉลี่ยทั้งหมดนะครับ ต่อไปครับ ท่านจะยกเลิกหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศของ มาตรา ๒๕๗ ประเทศชาติ มีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง สังคมมีความสงบสุข ขจัดความเหลื่อมล้ำ ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ท่านไม่เสียดายหรือครับ ผมเสียดาย ท่านผู้ฟัง ทางบ้านเสียดายไหมครับ ท่านผู้ฟังทางบ้านครับ ท่านที่เซ็นชื่ออยู่ด้วย ท่านทราบไหมครับว่า มาตรา ๒๕๗ เขาจะยกเลิกนะครับ ในหมวด ๑๖ ปฏิรูปประเทศ ท่านไปดูมาตรา ๒๕๘ ในหมวดนี้ถ้าท่านยกเลิกนะครับ ในนั้นไม่มีคำว่า แผน มีแต่ว่าให้ดำเนินการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล ท่านไปกรุณาดูอีกครั้งนะครับ ไม่ได้ระบุว่าแผนนะครับ แต่เดี๋ยวท่านไปดูในเหตุผล ประกอบร่างหน้าถัดไปนะครับ ท่านใช้คำว่า แผน ตลอด มีคำว่า แผน อยู่อย่างเดียว ในมาตรา ๒๕๙ ก็คือว่าให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยแผน ก็คือเป็นกฎหมายลูกอีก ต่อไปครับ ท่านดูนะครับ แรก ๆ ผมก็นึกว่าท่านเผลอ วกไปครับ เหตุผลประกอบร่าง รูปเมื่อสักครู่เหตุผลประกอบร่าง ท่านไปนับดูนะครับ ท่านใช้คำว่า ยกเลิก ท่านจะยกเลิก คำว่า ยุทธศาสตร์ชาติบ้าง ท่านมียุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ แผน นะครับ ท่านใช้คำว่า แผน แรก ๆ ผมยังเข้าใจว่าอาจจะพิมพ์ผิด แต่นี่เข้าไป ๘ แห่ง ๙ แห่ง แผนนี้ มันอยู่ในกฎหมายลูกนะครับ อยู่ในมาตรา ๖ ให้มีแผนการปฏิรูปประเทศเพื่อกำหนดกลไก วิธีการและเงื่อนไข นั่นอยู่ในมาตรา ๖ ของกฎหมายลูกนะครับ
เหตุผลที่ ๓ ท่านบอกว่าการที่ไปกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดในรัฐธรรมนูญ และแผนการปฏิรูปประเทศอาจเปิดช่องให้กลุ่มบุคคลเป็นเครื่องมือ ล้มรัฐบาล นั่นยังอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ท่านยกเลิกมาตรา ๖๕ แต่ท่านไม่ได้ยกเลิก มาตรา ๑๖๒ และมาตรา ๑๖๔ มาตรา ๑๖๓ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และนะครับ ถ้ายุทธศาสตร์ชาติถูกยกเลิกไปแล้ว แล้วรัฐบาล ที่จะเข้ามาใหม่นี้จะไปแถลงได้อย่างไรให้มันสอดคล้องครับ จะต้องไปศาลรัฐธรรมนูญ อีกหรือเปล่า เช่นเดียวกันในมาตรา ๑๖๔ หน้าต่อไปครับ ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๖๒ ด้วย ๑๖๒ นี่มันไม่มี ยุทธศาสตร์ชาติโดนหายไป และท่านยกเลิกมาตรา ๖๕ แล้ว ๑๖๒ มันยังอยู่ และ ๑๖๔ มันยังอยู่ รัฐบาลเขาบริหาร ราชการแผ่นดินไม่ได้ รัฐบาลจะล้มไปเองเลยหรือเปล่า ฝากท่านคิดนะครับ เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว ๑. ยุทธศาสตร์ชาติจะกำหนดโดยใครไม่สำคัญ สำคัญว่าเป็นผลดีต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนหรือไม่ แล้วก็เรียนไปแล้วด้วยนะครับ คนที่จัดทำยุทธศาสตร์ไม่ใช่ คสช. ไปบังคับได้นะครับ กราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมอนุญาตอีกเดี๋ยว ความจริง ไม่อยากจะพูด แต่หลายคนอาจจะคิดว่ายงยุทธมันสนับสนุนผลักดันเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ สงสัยจะได้รับคำสั่งจากใคร ขณะที่ผมเป็นส่วนหนึ่งที่ไปร่วมกันทำเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ รายการทีวี (TV) เชิญไปสัมภาษณ์ ก่อนจบรายการเขาถามมาว่า ด็อกเตอร์ยงยุทธ ถามตรง ๆ เถอะ มีใครสั่งท่านให้ทำไหมยุทธศาสตร์ชาติ ผมว่าเอาแล้ว เจอแล้ว พิธีกรถาม ผมมานึกในใจว่ามี อยากทราบชื่อไหมผมถามเลยกลับไป เขาบอกอยากทราบสิครับ ผมก็บอกถ้าเช่นนั้นเอาชื่อย่อไปได้ไหม ผมบอกอย่างนั้นเอาแต่ชื่อย่อไป ส ครับ เขาคงนึกว่า เป็น ป ใด ป หนึ่ง แต่ผมบอก ส เขาบอก ส ชื่อเยอะเหลือเกิน ส ผมบอกว่า สำนึก ครับ ผมมีสำนึกเหมือนท่าน ที่เราทำเพื่อชาติ เพื่อประชาชน เพราะเราอยู่ในประเทศที่กำลัง พัฒนามาตั้งแต่กี่ปีแล้ว เรามาทำ ฉะนั้นความเห็นของท่านกับของผม และของกรรมการ ที่จัดทำเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินี้ใกล้เคียงกันอย่างน้อย ๒ ประการ ประการที่ ๑ ก็คือว่า เราจะต้องมีแผนระยะยาวที่กำหนดวิสัยทัศน์ของชาติ ประการที่ ๒ ก็คือว่ารัฐบาล แต่ละรัฐบาลควรจะมีหน้าที่ มีอำนาจที่จะดูว่ามีนโยบายอย่างไร แผ่นต่อไป ในมาตรา ๒๕๗ เราทำทุกเป้าหมายเรื่องของมาตรา ๒๕๗ ทุกเป้าหมายเพื่ออนุชนรุ่นหลัง ในขณะเดียวกัน ฉะนั้นภาพต่อไปผมอยากวิงวอน และขอร้องว่าเราต้องเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ เราต้องเดินหน้าและพัฒนาปฏิรูปประเทศ แต่อันนี้มากำหนดในเลข ๙ เลข ๑๐ จริง ๆ ที่อยากจะเห็นนะครับ ก็คืออยากเห็นข้อที่ ๑ อันนี้รูปนี้ผมเสนอในวุฒิสภามานานแล้ว พอดีหยิบมาใส่คือรู้รักสามัคคี ผมอยากเห็นรู้รักสามัคคี ภาพต่อไปครับ เวลามีน้อย แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อประเทศชาติและประชาชน เราเกิดร่วมไทย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ นายแพทย์ชลน่าน ขอใช้สิทธิอภิปราย พาดพิงหรืออภิปรายก็ได้นะครับ เพราะว่าเป็นเวลาของท่าน เชิญเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน หัวหน้าพรรค เพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๗ วรรคสอง ใช้สิทธิพาดพิง ต้องขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ ครับ เพราะว่าอย่างน้อย มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายพาดพิงมาถึงคำอภิปรายของตัวกระผม ในทางที่ถ้าไม่ชี้แจง และอาจจะมีความคลาดเคลื่อนและเกิดความเสียหายได้ ทั้ง ๆ ที่เพื่อนสมาชิก พรรคร่วมฝ่ายค้านหลายท่านได้ขึ้นมาพูดในประเด็นนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ผมบอกว่า ผมยินดีรับหลักการ พรรคร่วมฝ่ายค้านยินดีรับหลักการนะครับ และในสิ่งที่มี ความจำเป็นต้องไปปรับแก้ ไปเปลี่ยนแปลงในชั้นกรรมาธิการ ในชั้นแปรญัตติก็สามารถ กระทำได้ โดยเฉพาะเรื่องระบบการเลือกตั้ง ก็มีสมาชิกอย่างน้อย ๒ ท่านพูดในประเด็นนี้ ผมจะขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อท่านนะครับ ท่านแรกพูดค่อนข้างแรงว่าผมกลืนน้ำลาย เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่แก้ระบบเลือกตั้งให้เป็นบัตร ๒ ใบ อยู่ในชั้นการนำทูลเกล้าฯ รอโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย อีกท่านหนึ่งก็พูดประเด็นเดียวกันครับ แต่ว่าไม่มีคำว่ากลืนน้ำลาย แต่ใช้คำว่า อาจจะต้องเคารพในการตัดสินใจของตนเองและของสภาโดยรวม ผมต้อง กราบเรียนชี้แจงท่านประธานด้วยความเคารพต้องชี้แจงครับ
ประการแรกสุดครับ หลักการที่เรารับมาคือหลักการครับ การรับหลักการ แน่นอนครับ ข้อบังคับของเราบอกว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการมิได้ แต่สิ่งที่ผม กราบเรียนกับท่านประธานในสิ่งที่เราจะไปปรับแก้ให้มันสอดคล้องกับความเห็นของตัวเราเอง ของพรรคเพื่อไทย ก็คือระบบเลือกตั้งที่เรายังเห็นและยืนยันว่าใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ แบบเขตหนึ่ง ๔๐๐ เขต บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ แยกบัตร ๒ ใบ อันนี้ชัดเจนครับท่านประธาน ชัดเจน และผู้เสนอร่างเองก็บอกว่าขณะที่เสนอร่างเข้ามามันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ใกล้เคียงกัน กับการเสนอร่างแก้ไขของสมาชิกรัฐสภา แต่เผอิญของภาคประชาชนต้องผ่านกระบวนการ การตรวจสอบ เลยมีความเนิ่นช้าในการเข้าสู่การบรรจุระเบียบวาระ ก็ได้บรรจุระเบียบวาระ หลังกว่า ก็มีความจำเป็นต้องเอาระบบเลือกตั้งเดิมที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาใส่ไว้ ต้องขอบคุณนะครับ ถ้าไม่ใส่ไว้ผมแก้ไม่ได้ แก้ไม่ได้จริง ๆ เผอิญท่านใส่ไว้มันเป็นหนทาง ที่ผมเองและเพื่อนสมาชิกที่ไม่เห็นชอบกับบัตรเลือกตั้งใบเดียว ระบบจัดสรรปันส่วนผสม เอ็มเอ็มเอ (MMA) เราสามารถปรับแก้ได้ท่านประธานครับ ในเรื่องที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปรับแก้ได้ครับ เพราะผมไม่ได้แก้หลักการครับ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมรับหลักการครับ หลักการคือที่เขียนไว้ในหลักการ เขียนเฉพาะการยกเลิกหมวด ๗ ว่าด้วยรัฐสภา เปลี่ยนเป็นหมวด ๗ สภาผู้แทนราษฎร และมีเลขมาตรากำกับเท่านั้นเอง เลขมาตรากำกับ มิได้หมายความว่าผมจะต้องไปเขียน ตามนั้น ผมอาจจะขยายเลขมาตราไปถึง ๒๐๐ ก็ได้ อยู่ที่สมาชิกรัฐสภา อยู่ที่กรรมาธิการ จะช่วยกันทำ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพต้องชี้แจงท่านประธานครับ ฝากท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกได้โปรดเข้าใจ รับหลักการคือหลักการ ถึงขนาดนี้ท่านยังแยกไม่ออก ว่าหลักการกับตัวบทมันแตกต่างกันอย่างไร ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะอภิปรายชี้แจงอย่างไร ต้องเข้าใจครับว่าหลักการคือหลักการ ตัวบทคือตัวบท ตัวบทคือรายละเอียดของสารบัญญัติ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ก็นำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพื่อความเข้าใจ และจะไม่เกิดความเสียหาย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณมนพร เจริญศรี หลังจากนั้นจะเป็น พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน ขอเชิญคุณมนพรครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับประชาชน ในการกำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๕ และการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๑๖ จากที่ดิฉันได้เห็นร่างฉบับนี้ทำให้ดิฉันพอที่จะมี ความหวังในการแก้รัฐธรรมนูญนะคะ แล้วก็เป็นความหวัง เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ค่ะ ท่านประธาน สิ่งที่ดิฉันมีความเห็นว่าจะต้องยกเลิกแผนการปฏิรูปด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ
ประเด็นที่ ๑ เราจะเห็นว่านักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ ผ่านการเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งแต่ละพรรคมีนโยบายที่แตกต่างกันไป ตามสัญญาประชาคมที่ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีสาระสำคัญที่จะจงใจจะทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้นอ่อนแอ นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองเหล่านั้น ที่มาหาเสียงไว้ต่อพี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถทำได้ จะเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการรวบรวมพรรคการเมือง ถึง ๑๙ พรรคการเมือง และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีพรรคการเมืองเข้าร่วมการจัดตั้ง มากขนาดนี้ แต่นโยบายทั้งหมดทั้งมวลที่แต่ละพรรคได้เข้าร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลนั้น ก็ไม่สามารถทำให้นโยบายเหล่านั้นประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาข้าว ค่าแรงขั้นต่ำและเด็กจบปริญญาตรี ท่านประธานคะ นโยบายต่าง ๆ เปรียบเสมือนสัญญา ประชาคม เป็นเสมือนเพียงแค่สัญญาลมปาก จะเห็นว่าการกำหนดกรอบการทำงาน และยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่ได้มีความเป็นจริงแต่อย่างใด แต่การปรับเปลี่ยนรายละเอียด ในแผนยุทธศาสตร์ชาตินั้นยิ่งทำได้ยาก เพราะจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวค่ะ
ประเด็นที่ ๒ จะเห็นว่าการทำงานยุทธศาสตร์ชาตินั้นมันเป็นหลักของ การบริหารงาน การบริหารงานกับการทำงานยุทธศาสตร์ต่างกันค่ะ เพราะว่าการทำงาน บริหารจะต้องมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วันนี้โลกและเทคโนโลยี ก้าวไปไกลเกินกว่าที่เราจะต้องอยู่ในสภาวะของกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี นอกจากนั้น แผนการปฏิรูปดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาที่ต้องใช้เสียงทั้ง ส.ส. และ ส.ว. และอาจจะต้องใช้เวลาที่จะเป็นอุปสรรคในการที่จะพัฒนาสำหรับคนรุ่นหลัง และขาดความทันสมัย ไม่เข้ากับยุคปัจจุบันแล้วก็อนาคตค่ะ
ในประเด็นที่ ๓ ค่ะท่านประธาน ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ ไม่ควรจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่ควรจะเขียนกรอบไว้อย่างกว้างขวางจนเกินไป จนไม่สามารถทำให้โฟกัส (Focus) เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงทำให้เปรียบเสมือนประเทศไทย ของเราไร้ทิศทาง และรัฐบาลเองก็ไม่ได้เรียงลำดับความสำคัญของนโยบายว่าควรจะทำอะไร ก่อนหลัง เพราะว่าทุก ๆ ประเทศมีความแตกต่างกัน ท่านประธานคะ จะเห็นว่านโยบาย ที่รัฐบาลได้กำหนดมา ๒ ปีกว่าแล้ว รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ ก็ไม่สามารถทำได้ ไหนล่ะคะนโยบายราคาข้าวเปลือก ข้าวหอมมะลิเกวียนละ ๑๘,๐๐๐ บาท ไหนล่ะคะ ราคาข้าวเจ้าเกวียนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานคะ ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ แล้วก็วลีเด็ดที่ท่านออกมาพูดอยู่เสมอนั่นก็คือ ยุทธศาสตร์ชาตินับตั้งแต่วันที่ ๑๓ มกราคม ปี ๒๕๖๑ จะลากยาวไปจนถึง ๑๓ ตุลาคม ๒๕๘๐ รวมแล้ว ๒๐ ปี ไม่ว่าใครจะมาเป็น รัฐบาลหรือการคิด หรือทำนโยบายต่าง ๆ จะต้องอยู่ในกรอบทั้ง ๖ ด้านที่พวกรัฐบาล ได้กำหนดไว้ แต่ดิฉันจะขอยกวลีอย่างที่เห็นในสภาพสไลด์ (Slide) นะคะว่า มั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน ก่อนที่เราจะนำไปสู่ความมั่งคั่ง ดิฉันต้องขอพูดถึงการได้มาซึ่งคณะกรรมการ สรรหาของยุทธศาสตร์ชาติค่ะ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นข้าราชการที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ตัวแทนภาคเอกชน แต่เมื่อดิฉันได้ดูรายชื่อ ทั้งหมดแล้วจะเห็นว่า ยิ่งตอกย้ำค่ะว่าการสรรหาบุคคลเข้ามาเป็นคณะกรรมการล้วนแล้วแต่ สร้างความกังขาให้กับคนทั้งประเทศ ท่านประธานคะ รายชื่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ดิฉันไม่เห็นมีรายชื่อบุคคลที่มาจากภาคธุรกิจขนาดเล็ก พี่น้องประชาชนรากหญ้า หรือตัวแทนกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ จากนั้นคือกระบวนการสรรหายังขาด การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนจากทุกกลุ่มอาชีพอีกค่ะ จากนิยามของคำว่ายุทธศาสตร์ชาติ ที่ระบุถึงความมั่นคงค่ะท่านประธาน เป็นความหมายที่กว้าง กว้างจนคำนิยามของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะหมายถึงความมั่นคงทางด้านทหาร กองทัพ หรือเปล่าคะ เพราะดิฉันเห็นท่านจัดงบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เรือถัง เรือดำน้ำ เครื่องบินรบ ขณะที่วันนี้ระบบการตรวจสอบของกองทัพอ่อนแอมาก แล้วก็สภาวะโลกของปัจจุบัน นั่นก็คือความมั่นคงทางด้านอาหารค่ะท่านประธาน ความมั่นคงทางด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของคนในชาติจากภาวะวิกฤติของโรคระบาด ท่านประธานคะ สิ่งหนึ่งที่ดิฉัน จะเน้นย้ำไปนั่นคือความมั่นคงทางด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่วันนี้รัฐราชการ ใหญ่โตใช้อำนาจบางอย่างคุกคามและใช้กำลังในการทำร้ายคนเห็นต่าง ดังที่เราจะพบเห็น ที่มีการสลายการชุมนุมของพี่น้องประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐบาลไม่เคยออกมาขอโทษ แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แถมออกมาท้าทาย ยั่วยุ กับกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุม เสียอีกค่ะ นโยบายต่อมาคือนโยบายด้านความมั่งคั่ง ในแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศนั้นครอบคลุมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมกันในสังคม และความภราดรภาพ ท่านประธานคะ ในสภาพของความเป็นจริงการแข่งขันของโลกหาเป็นเช่นนั้นไม่คะ เพราะความมั่งคั่งที่ท่านได้พูดถึงในยุทธศาสตร์คือความมั่งคั่งให้กับกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของ ธุรกิจขนาดใหญ่ เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นนโยบาย ที่จงใจที่จะเอื้อให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น รัฐบาลมีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับพี่น้อง ประชาชนผ่านแอปพลิเคชั่น (Application) ต่าง ๆ แทนที่ท่านจะมีการจ่ายเป็นเงินสด เพื่อเข้าบัญชีและเพื่อเพิ่มช่องทางให้กับกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการใช้แอปพลิเคชั่น (Application) ต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำหนด นี่ก็เป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับ บริษัทผู้ถือครองตลาดใหญ่ บั่นทอนโอกาสให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ความเจริญกระจุกตัว อยู่ในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ดังเช่นหลาย ๆ คนได้พูดถึงนั่นก็คือรวยกระจุก จนกระจายค่ะ
ส่วนนโยบายทางด้านความยั่งยืนอะไรก็ตามที่เป็นความยั่งยืนที่รัฐบาล ได้เน้นย้ำไว้ ดิฉันไม่เห็นมันตอบโจทย์อะไรได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืนในเรื่องของ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่จะทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง การจัดทำแผนแม่บทในการสร้าง ให้คุณภาพชีวิตเติบโตขึ้นมา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของผู้คนในชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือมุ่งหวังให้กลุ่มและพวกพ้อง มีความยั่งยืนในการเป็นรัฐบาลจนถึง ๒๐ ปี ตามยุทธศาสตร์ที่ท่านวางไว้ ท่านประธานคะ ข้อมูลที่ดิฉันอภิปรายและนี่คือเหตุผลที่จะต้องมีการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท้ายที่สุด ดิฉันมีความเห็นว่าดิฉันจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และขอรับร่างในวาระที่ ๑ เพราะดิฉันเชื่อว่า ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชน สมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืดหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าศรีทอง ผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ ท่านผู้เสนอ ขอชี้แจงนะครับ ขอเชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิก รัฐสภาทุกท่าน ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะผู้ชี้แจง ตลอด ๑๒ ชั่วโมงที่ผ่านมานะครับ ผมก็นั่งฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกทุกท่าน แล้วก็พยายามจะจดถึงทุกข้อสงสัยทุกคำถาม เพื่อจะเตรียมคำตอบมาคลายข้อกังวลของท่านอย่างจริงจังนะครับ แต่ในขณะที่ผมพยายาม จะเตรียมคำตอบเพื่อมาชี้แจงกับท่านอย่างจริงจัง ผมอยากจะเชิญชวนประชาชนทุกท่าน ที่รับฟังอยู่ที่บ้านนะครับ ให้ตั้งคำถามถึงความจริงใจของข้อกังวลบางอย่างที่สมาชิกรัฐสภา บางท่านนั้นหยิบยกขึ้นมา เพราะว่าบางข้อกังวลนั้นที่ท่านหยิบยกขึ้นมา บางคำถาม ที่ท่านมีนั้นมันดูจะสวนทางเหลือเกินครับ กับการตัดสิน การลงมติและการกระทำของท่าน ในอดีตที่ผ่านมา ผมขออนุญาตเริ่มต้นการชี้แจง โดยการชี้แจง ๕ ประเด็น เกี่ยวกับข้อเสนอ เรื่องการยกเลิกวุฒิสภาและหันมาใช้ระบบสภาเดี่ยวครับ
ข้อกังวลที่ ๑ ที่ผมได้ยินมานะครับ คือข้อกังวลที่ว่าถ้าหากเราไม่มีวุฒิสภาแล้ว เราจะไม่มีรัฐสภาที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพ ตอนแรกผมก็นึกว่าผมได้ยินผิดนะครับ เพราะผมได้ยินตอนแรกผมคิดว่าน่าจะเป็นฝั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าที่จะถาม กลับไปหาวุฒิสภาว่าทำอย่างไรให้เราถึงมีวุฒิสภาที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพ เพราะถ้าเรามาดูสัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภาตามแต่ละสายอาชีพ มาเปรียบเทียบกับสัดส่วน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละหลักแต่ละสาขาชีพ เราจะเห็นชัดนะครับ ว่าความจริง เป็นสภาผู้แทนราษฎรที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพมากกว่า อย่างที่ผมได้เรียนไว้นะครับ จากบรรดาสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ๒๕๐ ท่าน มี ๑๐๔ ท่าน ที่ประกอบเพียงแค่ ๒ อาชีพ คือทหารและตำรวจ และถ้าท่านจริงใจจริง ๆ ในการพยายามจะทำให้สภาผู้แทนราษฎร ของเรานั้นมีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพขึ้น มันก็มีนวัตกรรมหนึ่งครับ ที่ท่านสามารถ ผลักดันได้ นั่นก็คือเรื่องของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ท่านเองไม่ใช่หรือครับ ที่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ก็ตัดสินใจโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่เป็นการไปลดจำนวนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของ ส.ส. เขต ผมเข้าใจนะครับว่า สัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขต กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อมันก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่ถ้าท่านยึดมั่นจริง ๆ นะครับ ว่าต้องการจะเห็นรัฐสภาที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพ ผมก็แอบแปลกใจครับ ว่าทำไมท่านถึงโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งในวันนั้น
ข้อกังวลที่ ๒ ที่ผมได้รับฟังจากสมาชิกรัฐสภาหลายท่านนะครับ คือข้อกังวลที่ว่า ถ้าหากเราไม่มีวุฒิสภาแล้ว กลไกตรวจสอบถ่วงดุลนั้นมันอาจจะเข้มข้นน้อยลง อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ผมแปลกใจเหมือนกันครับ เมื่อผมมาดูผลงานของสมาชิกวุฒิสภาปัจจุบัน ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ถ้าผมหยิบมาทั้งหมดนะครับ กฎหมาย ๑๑ ฉบับ ที่วุฒิสภานั้นพิจารณาใน ๒ ปีแรก เราจะเห็นนะครับว่าเสียงคัดค้านนั้นแทบจะไม่มีเลย ใน ๘ ร่าง จาก ๑๑ ร่างนี้ มีสมาชิกวุฒิสภาที่โหวตไม่เห็นชอบทั้งหมดนี้ ๐ คน อีก ๒ ร่าง มีสมาชิกวุฒิสภาโหวตไม่เห็นชอบ ๑ คน และมีเพียงร่างเดียวที่มีสมาชิกวุฒิสภาโหวตคัดค้าน มากกว่า ๑ คน อยู่ที่ ๗ คน และพอไปดูเนื้อหาแล้ว ข้อคัดค้านหลักก็เกี่ยวกับเรื่องเทคนิค มากกว่าเรื่องสาระสำคัญของร่างฉบับนั้น แต่ในขณะที่เราใช้เวลาอย่างมากครับ มาพูดคุย กันเรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างรัฐสภา ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวุฒิสภา ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างองค์กรอิสระ ผมคิดว่าท่านสมาชิกกำลังลืมอีกองค์ประกอบ ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังคมในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายรัฐบาล นั่นก็คือ ภาคประชาชน ในโลกที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นครับ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย มากขึ้นนี้ สิ่งที่เราควรจะทำคือการติดอาวุธ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้โดยตรง แต่ทำไมล่ะครับ เวลาผมรับฟังสมาชิกแต่ละท่านที่กังวลเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลนี้ ผมไม่เห็นท่านแสดงความกังวลอะไรเลยครับ ตอนที่มีการออก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารออกมา ที่พยายามจะลดการเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐจากภาคประชาชน ทำไมล่ะครับ ผมไม่เห็นท่าน แสดงความกระตือรือร้นในการพยายามจะเร่งออกกฎหมายคุ้มครองผู้ชี้แจงเบาะแส หรือว่าวิซเทิลโบลเวอร์ โปรเทคชัน (Whistleblower protection) นะครับ ที่ถูกพูดถึง เยอะขึ้นในสังคม ในช่วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมาครับ
ข้อกังวลที่ ๓ ที่ผมได้ยินสมาชิกรัฐสภาบางท่านพูดถึง คือข้อกังวลที่ว่า ถ้าเราไม่มีวุฒิสภาแล้ว รัฐสภาของเราที่เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะเต็มไปด้วย นักการเมืองและเต็มไปด้วยฝ่ายการเมือง ผมคิดว่าข้อกังวลนี้นะครับ เราต้องเริ่มต้น ด้วยการยอมรับความจริงก่อนว่าการเมืองมันมีอยู่ทุกที่ครับ มันปฏิเสธไม่ได้ครับ สิ่งที่สำคัญ มากกว่าคือเราจะหาดุลยภาพอย่างไรที่ทำให้เราสามารถรับมือกับความเห็นที่แตกต่าง จากแต่ละซีกการเมืองได้ เพราะฉะนั้นนะครับ เราก็เห็นครับว่าพอเราไปออกแบบวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาหลายคนก็แสดงความกังวลครับ ว่ามันก็อาจจะทำให้ วุฒิสภานั้นมีหน้าตาคล้าย ๆ กับสภาผู้แทนราษฎร เพราะอาจจะถูกควบคุมโดยอำนาจ ทางการเมืองที่มีความคล้ายคลึงกัน ถึงแม้ตรงนี้ผมต้องย้ำนะครับว่าไม่ได้ทำให้วุฒิสภานั้น มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยน้อยลง แต่มันก็ชวนตั้งคำถามนะครับว่าแล้วทำไม เราถึงต้องมีตั้ง ๒ สภา แทนที่จะเหลือแค่สภาเดียว แต่ท่านอย่าคิดนะครับว่าถ้าเราเปลี่ยน กลไกจาก ส.ว. เลือกตั้ง มาเป็น ส.ว. แต่งตั้งเหมือนที่เป็นอยู่นั้น การเมืองจะหายไป เพราะถ้าเรามาดูองค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ณ ปัจจุบันนะครับ มีทั้งหมด ๑๒๐ คน ที่มาจากสิ่งที่เราคุ้นเคยกันว่าแม่น้ำ ๕ สายของ คสช. แต่ถ้าท่านเคยเชื่อ อย่างบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นะครับ ถ้าท่านเคยหลงเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ว่า คสช. เข้ามา ยึดอำนาจนั้น เพียงแค่จะเป็นกรรมการให้กับผู้เล่นทางการเมืองต่าง ๆ ผมคิดว่าตอนนี้ มันกระจ่างแล้วครับ ว่า คสช. ไม่ได้มีเจตนาเป็นเพียงแค่กรรมการ ในเมื่อหัวหน้า คสช. เอง ก็ลงมาเป็นแคนดิเดท (Candidate) นายกรัฐมนตรีแล้วก็ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน คสช. ไม่เคยมีเจตนาที่จะเป็นกรรมการ แต่มีเจตนาที่จะมาเป็นผู้เล่นทางการเมือง อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นครับ ถึงแม้เรามีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ในเมื่อเรามี ๑๒๐ นะครับ เกือบจะครึ่งคนที่มาจากฝ่ายของ คสช. นี้ ท่านจะปฏิเสธได้หรือครับว่ามันก็มี การเมืองที่เข้ามาแทรกแซงวุฒิสภาที่แต่งตั้งในรูปแบบนี้ มันถึงขั้นแล้วครับ ที่ว่าตอนที่มี การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คนชุดแรกนี้ในปี ๒๕๖๒ วุฒิสภาไม่ได้เลือกที่จะตั้ง เฟสบุ๊ค เพจ (Facebook page) ใหม่ให้กับตัวเองนะครับ แต่ไปเลือกเอาเฟสบุ๊ค เพจ (Facebook page) ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและเพียงเปลี่ยนชื่อ ผมเห็นหลายท่านแสดงความกังวล ถึงคำว่าเผด็จการรัฐสภา ผมไม่แน่ใจนะครับว่าแต่ละท่านตีความคำนี้ว่าอย่างไร แต่สำหรับ ผมแล้วนี้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย สคช. เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเผด็จการที่เอามาอยู่ ในรัฐสภา
ส่วนข้อกังวลที่ ๔ นะครับ ที่ผมได้รับฟังจากท่านสมาชิกหลายท่าน คือการพยายามจะยกตัวอย่างของวุฒิสภาต่างประเทศ เพื่อพยายามจะมาหักล้างผล เหตุว่าทำไมเราถึงไม่ควรจะมีสภาเดี่ยว แต่เวลาเรายกตัวอย่างต่างประเทศครับ เราก็ต้อง ระมัดระวังว่าจะยกตัวอย่างประเทศที่มันคล้ายคลึงกับระบอบการปกครองของไทย ตอนที่ผมเปิดการอภิปรายเมื่อเช้านะครับ ผมก็ย้ำชัดครับ ว่าเวลาผมเปรียบเทียบประเทศ ผมเอาแค่เฉพาะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบรัฐสภา ไม่ใช่ระบอบประธานาธิบดี แล้วก็ประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว ไม่ใช่สหพันธรัฐ และเราก็จะเห็นนะครับว่าในบรรดาประเทศ เหล่านั้น ๒ ใน ๓ หันมาใช้ระบบสภาเดี่ยว แต่ถ้าท่านอยากให้ผมสโคป (Scope) ลงมาแคบลงไปอีกนะครับ เอาแค่เฉพาะประเทศ ที่เป็นรัฐเดี่ยวที่ใช้ระบบรัฐสภาและมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมก็ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าในบรรดา ๕ ประเทศเหล่านั้นที่มีการปฏิบัติใช้ประชาธิปไตยสูงที่สุด ๔ ใน ๕ ก็หันมาใช้ ระบบสภาเดี่ยวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนอร์เวย์ สวีเดน นิวซีแลนด์หรือว่าประเทศเดนมาร์ก แต่ท่านก็ยังเลือกที่จะไปหยิบยกตัวอย่างประเทศอื่น ๆ ที่มีวุฒิสภาเพื่อพยายามจะมาหักร้าง เหตุผลนี้ มีสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งไปยกตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย เพื่อพยายามจะมาบอกว่าประเทศเหล่านี้ก็มีวุฒิสภาเช่นเดียวกัน แต่ผมก็ต้องถามย้อน กลับไปครับ ในเมื่อสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียก็ต่างเป็นประเทศที่ใช้ระบบสหพันธรัฐ อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านประสงค์ที่จะเอาประเทศเราไปเปรียบเทียบกับประเทศที่ไม่ใช่รัฐเดี่ยว ถ้าจะให้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของการหยิบยกประเทศมาอ้างในกรณีที่มันเป็นประโยชน์ ต่อเหตุและผลของท่าน ผมก็ต้องตั้งคำถามต่อครับ เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาคนเดียวกัน ที่ยกตัวอย่างเรื่องการที่สหรัฐอเมริกามีวุฒิสภานั้น กลับลืมที่จะยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ตอนที่มาพูดถึงข้อกังวลที่ท่านมีต่อข้อเสนอเรื่องผู้ตรวจการกองทัพ เพราะความจริง สหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นประเทศที่มีกองทัพที่แข็งแรงที่สุดตามดัชนีของสากล แต่ก็เป็น ประเทศที่วางมาตรการที่รับหรือว่าที่วางหลักประกันของการที่อำนาจของรัฐบาลพลเรือนนั้น อยู่เหนือกองทัพอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการให้ประธานาธิบดีนั้นเป็นผู้บังคับบัญชา สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลายครั้งนั้น ก็เป็นพลเรือน หรือแม้กระทั่งการออกกฎหมายที่บอกว่าถ้าทหารท่านใดต้องการจะเข้ามา รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีก็จำเป็นจะต้องปลดประจำการจากกองทัพมาก่อนอย่างน้อย ๗ ปี
ข้อกังวลสุดท้ายที่ผมได้ยินจากสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็คือข้อกังวล ที่ว่าเราต้องพยายามแยกแยะระหว่าง ส.ว. ชุดบทเฉพาะกาลกับ ส.ว. ในชุดบทถาวร ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นนะครับ หลายท่านพยายามจะบอกว่ารอก่อนได้ไหมอีกแป๊บเดียว บทเฉพาะกาลก็จะหมดไปแล้ว ค่อยมาคิดออกแบบโครงสร้างอำนาจและที่มาของวุฒิสภา หลังจากที่บทเฉพาะกาลไปได้ไหม ผมตอบตามตรงว่าไม่ได้ครับ เพราะถ้าท่านจำได้ ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของเราตรงนี้เปรียบเสมือนวัคซีน (Vaccine) เข็มที่ ๑ ที่เราต้องรีบฉีดให้กับประเทศ พอมันเป็นวัคซีน (Vaccine) เข็มที่ ๑ แล้ว มันรอไม่ได้ครับ ๒ ปีกว่าจะฉีดเข้าไป หรือว่าถ้าท่านกังวลว่าถ้าเราฉีดไปแล้ว เกิดลอง สภาเดี่ยวไปแล้วมันจะสร้างความโกลาหลให้กับประเทศ ท่านก็ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะว่า ในเมื่อมันเป็นชอต (Shot) ที่ ๑ หรือว่าเข็มที่ ๑ ผมก็ได้เกริ่นไว้แล้วว่าเข็มที่ ๒ ต้องตามมา คือการตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้า ๒ ปี ระหว่างทางนั้นสภาเดี่ยวเกิดเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่สร้างปัญหา ประชาชน ก็สามารถออกแบบวุฒิสภารูปแบบใหม่ใน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งได้ นอกจากข้อกังวล ที่แต่ละท่านมีเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องวุฒิสภาแล้วนะครับ ผมก็อยากจะหยิบยกอีก ๔ ข้อกังวล ที่ผมเห็นหลายท่านนั้นพูดถึงในภาพรวมของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราตรงนี้
ข้อกังวลที่ ๑ ที่ผมเห็นหลายท่านแสดงขึ้นมา ก็คือการพยายามจะมาเตือน สติผมครับ เตือนสติผมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกรับรองโดยคนทั้งหมด ๑๖ ล้านคน เป็นประชามติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๙ อย่างที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วตั้งแต่ต้นนะครับ ว่าถึงแม้หลายคน อาจจะรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในประชามติเมื่อปี ๒๕๕๙ แต่เขาก็รับได้กับมาตรา ๒๕๖ ที่อนุญาตให้มีการแก้ไข แต่ผมก็แอบประหลาดใจครับ เพราะว่าท่านสมาชิกที่พยายาม จะเตือนสติของเรื่องนี้กลับเป็นคนที่ไม่กี่เดือนที่แล้วก็โหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๖ จาก ๑๓ ฉบับ ๖ จาก ๑๓ ร่างที่ถูกเสนอในรัฐสภาแห่งนี้ อันนี้คือความย้อนแย้ง ของข้อกังวลบางอย่างที่ผมสามารถสังเกตได้จากการอภิปรายที่ผ่านมา
ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ ที่มีบางท่านเสนอเข้ามา ก็คือการพยายามจะบอกว่า ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกวุฒิสภานั้นเป็นข้อเสนอที่สุดโต่งไป ทำไมท่านไม่เสนออะไรที่มันเบา กว่านี้มาใหม่ ทำไมท่านไม่พยายามจะประนีประนอมเพื่อหาพื้นที่ตรงกลาง ในมุมหนึ่ง ผมก็ต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าข้อเสนอสภาเดี่ยวนั้นไม่ได้เป็นอะไรที่สุดโต่งแต่เป็นอะไรที่ปกติมาก ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นรัฐเดี่ยวและใช้ระบบรัฐสภา แต่ผมก็พยายามจะตีความนะครับ ว่าสิ่งที่ท่านพยายามจะบอกก็คือว่าทำไมแทนที่จะเสนอยกเลิกวุฒิสภา ทำไมท่านไม่เสนอให้ ตัดอำนาจ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี หรือตัดอำนาจ ส.ว. บางอย่าง หรือปรับวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้ง คำตอบที่ผมมีให้คือมันเสนอไปหมดแล้วครับ ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญใน ๒ รอบที่ผ่านมาก็มีข้อเสนอเหล่านี้หมด และท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นมาอภิปราย ให้กระผมฟังเมื่อสักครู่ว่า ทำไมผมไม่เสนออะไรที่มันเบากว่านี้ ไม่สุดโต่งเท่านี้ ผมไปดูประวัติ การลงคะแนนเสียงของท่าน ท่านก็ปฏิเสธข้อเสนอการแก้ไขอำนาจหรือว่าที่มาของวุฒิสภา มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นความย้อนแย้งอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามันปรากฏ ให้เห็นชัดในการอภิปรายที่ผ่านมาว่าถึงแม้ท่านจะพยายามบอกว่าให้เรากลับไปคิดข้อเสนอ ใหม่ที่ไม่ได้เป็นการยกเลิกวุฒิสภาและท่านจะเห็นชอบด้วย มันไม่ได้เป็นความจริง
และท้ายที่สุดข้อกังวลข้อที่ ๓ หรือว่าข้อเสนอแนะข้อที่ ๓ ที่ผมได้ยิน จากท่านสมาชิกหลายท่าน คือการพูดถึงคำว่า คนดี ผมเข้าใจว่าคำว่า คนดี นั้นถูกหยิบยก ขึ้นมาโดยสมาชิกท่านหนึ่ง ในบริบทที่พยายามจะบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นคนที่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ามันก็อาจจะมีคนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็อาจจะไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบเสมอไป แต่ผมก็หวังว่าท่านไม่ได้พยายามจะให้เราเข้าใจนะครับ ว่าท่านหมายถึงว่าคนที่มาจากการแต่งตั้งทุกคนนั้นก็เป็นคนดีเช่นเดียวกัน เพราะว่าที่ผ่านมา ผมก็ไม่เคยเห็นคนไหนที่ผมเคารพในฐานะคนดี ที่เคยตัดสินพิพากษาตัวเองว่าเป็นคนดี มาก่อน แต่ผมคิดว่าสาระสำคัญมันไม่ใช่การที่เราพยายามจะมาอ้างหรือมาโอ้อวดกัน ว่าใครเป็นคนดีกว่ากัน แต่สิ่งที่เราควรจะทำคือการพยายามจะสร้างระบบที่ดี ระบบที่ดี ที่พยายามจะกำจัดพฤติกรรมที่ไม่ดีของใครก็ตามที่เข้ามา คนดีที่สมบูรณ์แบบมันไม่มีอยู่จริง หรอกครับ แต่ทำอย่างไรให้เรามีระบบที่ดีที่พยายามกำจัดพฤติกรรมที่ไม่ดีของแต่ละคน ออกไป ถ้าเราอยากจะนึกว่าเราจะออกแบบระบบที่ดีอย่างไร ผมคิดว่ากิจกรรมหนึ่ง ที่เราสามารถทำได้ คือการพยายามนึกถึงคนที่เลวร้ายที่สุด ผมไม่รู้นะครับว่าท่านจะคิดว่า ใครเป็นคนที่เลวร้ายที่สุดในประเทศนี้ แต่ให้นึกถึงคน ๆ นั้นไว้ แต่นึกว่าถ้าเขาเข้ามาอยู่ ในระบบตรงนี้ได้ ถ้าเขาเข้ามามีอำนาจได้ มันจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศแค่ไหน ผมเข้าใจครับว่าแต่ละคนนั้นก็คงมีมุมมองที่แตกต่างกันว่า พลเอก ประยุทธ์ นั้นเป็นคนดี หรือไม่ มันก็ไม่ใช่สิทธิอะไรที่ผมจะไปตัดสินว่า พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนดีหรือไม่ดี อันนั้น เป็นสิทธิของประชาชนทั่วประเทศ แต่สมมติเราลองนึกถึง อยากเชิญชวนทุกคนให้นึกถึง คนที่คุณคิดว่าเลวที่สุดครับ และให้มาอยู่ในตำแหน่งที่ พลเอก ประยุทธ์ นั้นดำรงอยู่ ณ ปัจจุบัน ลองนึกนะครับ ถ้าเรามีคนเลวคนหนึ่งที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็สามารถ แต่งตั้งวุฒิสภาทั้งหมด ๒๕๐ คน กลับมาเลือกตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ วุฒิสภา ๒๕๐ คนนั้น ที่เขาแต่งตั้งขึ้นมาก็สามารถมาแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ประธาน กกต. ประธาน ป.ป.ช. ขึ้นมาได้ ลองคิดอีกสักนิดนะครับว่าคนเลวคนนั้นที่เป็น นายกรัฐมนตรีก็สามารถเขียนหรือว่าตั้งคณะกรรมการเพื่อมาเขียนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อล็อก (Lock) ประเทศไว้ใน ๒๐ ข้างหน้าได้ อันนี้ละครับคือระบบที่ท่านอยากได้ ผมถึงเชิญชวนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราครั้งนี้มันไม่ได้เป็นการพยายามจะเพ่งเล็ง หรือไปโจมตีใครฐานะตัวบุคคล แต่พยายามจะสร้างระบบที่ดีครับ ที่ว่าไม่ว่าใครจะเข้ามา อยู่ในอำนาจนั้นก็จะสามารถถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แล้วก็จะสามารถกำจัดพฤติกรรม ที่ไม่ดีของเขาออกไปได้
ท่านประธานครับ ผมขอปิดท้ายการอภิปรายในรอบนี้ ด้วยการเล่าถึง เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ผมแล้วก็ทีมนั้นริเริ่มการล่ารายชื่อ สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากใครจำกันได้ในช่วงต้นปี ประเทศเราเผชิญกับ ปรากฏการณ์หนึ่งที่หลายคนไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนมากในประเทศเรา รวมตัวกันในโลกออนไลน์ (Online) เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนและพูดคุยถึงแนวทางการย้าย ออกจากประเทศ ในช่วงนั้นก็มีวันหนึ่งครับที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมวงคุยกับคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง ที่ความจริงแล้วเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีของกลุ่มนั้น ก็มีคนในวงถามเข้าไปครับ คำถามที่เรียบง่าย แต่สำคัญมาก ว่าจะมีอะไรไหมครับที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่อยากย้ายออกจากประเทศแล้ว ในขณะที่หลายคนก็คาดหวังว่าเขาจะตอบว่าต้องการการงานที่ดีขึ้น ต้องการมลพิษ ทางอากาศที่ลดลงหรือต้องการระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ แต่คำตอบเดียวที่เขาให้กลับมา คือขอแค่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีใครคิดหรือคาดหวังหรอกครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เสร็จแล้ว ทุกอย่างในประเทศมันจะดีขึ้นทันที แต่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มันทำให้ผู้คนมีความหวังว่าสักวันการเปลี่ยนแปลงที่เขาอยากจะเห็นมันจะมา มันทำให้ผู้คน เขารู้สึกว่าความฝันของเขานั้นมันมีโอกาสที่จะเป็นจริงได้ และมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าเสียงของเขา มีความหมายและเขาเองนั้นเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของประเทศนี้ รัฐธรรมนูญมันจึงไม่ใช่แค่ กระดาษไม่กี่แผ่นที่ห่างไกลกับชีวิตประชาชน แต่มันเป็นวัคซีน (Vaccine) ที่ไม่เพียง แต่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศต่อโลกร้ายต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญกันมา แต่มันก็เป็น เสมือนกับแสงสุดท้ายที่จะทำให้ทุกคนนั้นยังมีความหวังที่จะได้ร่วมสร้างอนาคตที่ดีขึ้นบนพื้น แผ่นดินนี้ตลอด ๑-๒ ปีที่ผ่านมานะครับ ผมคิดว่าประเทศเราได้ผ่านบทเรียนที่สำคัญมาแล้ว ว่าการปฏิเสธวัคซีน (Vaccine) ที่มีคุณภาพหรือการฉีดวัคซีน (Vaccine) เข็มที่ ๑ อย่างล่าช้านั้นสร้างความเสียหายและเจ็บปวดให้กับประชาชนแค่ไหน ผมเรียนสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านครับ อย่าด้อยค่าหรือว่าปฏิเสธวัคซีน (Vaccine) แก้รัฐธรรมนูญของกลุ่มพวกเราเลยครับ ที่เรากำลังเสนอให้กับประชาชนทุกคนทั่วประเทศ เพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคน ไม่กี่คน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญต่อเลยครับ ท่านผู้ชี้แจงเท่านี้ก่อนใช่ไหม ท่านต่อไป พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน และหลังจากนั้น ก็มาเป็นคุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ และเป็น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอเชิญท่าน พันตำรวจเอก ยุทธกร ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ผู้ริเริ่มได้นำเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่สภา เพื่อให้ทางรัฐสภาพิจารณารับหลักการหรือไม่นั้น เท่าที่ผู้ที่อภิปรายทั้งหลายที่ได้อภิปรายมา ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ส่วนใหญ่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในมาตราต่าง ๆ ของฉบับ ๒๕๖๐ เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา ยกเลิกองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญต่าง ๆ กระผมขอนำเสนอชี้เพิ่มเติมให้ที่ท่านผู้อภิปรายบางท่านยังไม่กล่าวถึง ผมชี้ให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ กำหนดไว้ ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการสรรหาจะประกอบด้วย ท่านประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน
ท่านยุทธกรครับ ผมแนะนำ ไมโครโฟนให้ตรงปากหน่อยครับ จะได้เสียงครับ
ท่านประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นกรรมการ ซึ่งท่านเหล่านี้เป็นท่านที่มีเกียรติในสังคมซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เพราะฉะนั้น การได้มาของศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญ ที่ครองตำแหน่งอยู่เป็นบุคคลที่ได้รับการสรรหามาโดยชอบธรรม ส่วนสมาชิกวุฒิสภานั้น เพียงมาตรวจสอบคุณสมบัติและให้ความเห็นชอบตามที่กำหนดไว้ ถ้ามีความเห็นชอบ ถึงเกินครึ่งท่านศาลรัฐธรรมนูญได้รับการสรรหามาก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป เพราะฉะนั้นในส่วนของรัฐธรรมนูญที่ท่านนำเสนอแก้ไขขึ้นมานี้ ส่วนใหญ่จะได้รับการสรรหา จากทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านกำหนดไว้ขึ้นมาใหม่ ผมถึงเปรียบเทียบแล้ว อันที่ปรากฏใน ๒๕๖๐ จะเหมาะสมกว่าครับ และประเด็นสำคัญถ้ายุบสมาชิกวุฒิสภา ท่านอย่าลืมไปว่ายังมีเพื่อนข้าราชการในสังกัดสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอีกพัน ๒,๐๐๐ ชีวิต ท่านจะให้ท่านเหล่านี้ไปทำงานหน้าที่อะไร ซึ่งฝากเป็นข้อคิดไว้ ประเด็นหนึ่ง การที่ท่านมีองค์กรตรวจสอบของสภากลาโหมของกองทัพก็ดี ของตุลาการศาลยุติธรรม ตุลาการศาลปกครองก็ดี ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ท่านนำเสนอไว้ในมาตรา ๑๒๑ ซึ่งข้อสำคัญท่านจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ไปเป็นสมาชิกในสภากลาโหมในส่วนหนึ่ง ตามมาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ ท่านจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปเป็นกรรมการ ศาลยุติธรรมและกรรมการในตุลาการศาลปกครอง ซึ่งกระผมเห็นว่าลักษณะเช่นนี้ เป็นการก้าวล่วงก้าวล้ำองค์กรอื่นเขา ทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของท่านนี้ เป็นการก้าวล่วง องค์กรต่าง ๆ ซึ่งเท่าที่ปรากฏมาก็ไม่เห็นเขาทำกันครับ เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดผมขอฝาก ไปยังสมาชิกรัฐสภาและท่านผู้รับฟังทางบ้านว่า ตามที่ท่านผู้ริเริ่มได้นำเสนอมานี้ก็ขอให้ท่าน ไปปรับปรุงและนำมาเสนอรัฐสภาใหม่ ในส่วนนี้ผมคงยังไม่รับครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมทั้งหมด ๑๓๐,๐๐๐ กว่า รายชื่อได้เสนอแก้ไขมา กระผมจะขออนุญาตประเด็นเดียวครับท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่อง การแก้ไขที่มาอำนาจหน้าที่และการตรวจสอบถ่วงดุลของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ จากการที่เราได้ฟังมาตั้งแต่เช้า ทางฝ่ายหนึ่งก็บอกว่ารับ ทางฝ่ายหนึ่ง ก็บอกว่าไม่ดี แต่ผมเองนี้จะขอแจ้งที่มาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะปฏิรูปองค์กร อิสระ มี ๕-๖ หัวข้อด้วยกันครับ
เรื่องแรก ที่มาของบุคคลที่เป็นคณะกรรมการวินิจฉัยองค์กรอิสระเหล่านี้ ปัจจุบันส่วนใหญ่ก็มาจากการแต่งตั้ง แล้วใครแต่งตั้งครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่ไหมครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้ออกมารองรับองค์กรอิสระนี้ก็เกิดมาจากการแต่งตั้ง ของใครครับ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน การตรวจสอบองค์กรอิสระไม่สามารถทำได้ อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล เพราะองค์กรอิสระเหล่านี้ได้การตรวจสอบมาจาก การแต่งตั้งของใครครับ ก็ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกละครับ ท่านประธานครับ ที่ผ่านมานี้ ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็ได้บอกว่าประชาชนมีที่พึ่งที่หวัง มีการไปออกเยี่ยมพี่น้องประชาชน แต่ผมขออนุญาตเรียนข้อเท็จจริงและข้อมูลในส่วนของผมกับพรรคเพื่อไทยได้เล่าให้ ท่านประธานฟังครับ ตรงนี้ขึ้นมาเรารู้อยู่ดีว่าองค์กรอิสระนั้นว่ากันตามจริง มันต้องเป็นอิสระ จริง ๆ ตามทฤษฎี แต่ความเป็นจริงแล้วทุกวันนี้เขาก็บอกว่าองค์กรอิสระนี่อิสระจริง ๆ ครับ แต่เป็นอิสระจากพี่น้องประชาชน ไม่ได้เป็นอิสระจากอำนาจรัฐเลยครับ ทุกวันนี้ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างท่านประธานว่าการสืบทอดอำนาจนี้ครับเป็นสาเหตุ ผมไม่อยากคิด อะไรมากนะครับ เพียงแต่ว่าใครที่เห็นการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือแม้กระทั่งการตัดสินคดี อะไรหลาย ๆ เรื่องก็ดีนะครับ ท่านประธานครับ เราตรวจสอบ เราดูกันได้นะครับว่าประวัติ เก่า ๆ มันเป็นอย่างไร ตามบทบัญญัติอย่างที่ว่านี้มันควรจะต้องเป็นการถ่วงดุลกันระหว่าง อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการและองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ดุลยพินิจหลายครั้ง ที่องค์กรอิสระได้ตัดสินมา ผมว่าพี่น้องประชาชนเขารับไม่ได้จริง ๆ เรียนท่านประธานว่า ข้อที่ ๓ ผมคิดว่ากระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระเหล่านี้ล้มเหลวครับ มันไม่เป็นที่ ยอมรับของพี่น้องประชาชนเลยครับ ท่านประธานจะสังเกตเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาล รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กกต. ทุกอย่าง ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นนะครับ เอาเป็นว่า ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ มีการตัดสิน ยุบพรรคไทยรักไทย ข้อหาก็คือเป็นการปฏิบัติร้ายแรงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการกระทำนั้นเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐ หลังจากนั้นเป็นอย่างไรครับ มีศาลตัดสินแล้วว่าคดีที่ว่านี้มันไม่ผิด แล้วใครรับผิดชอบครับ บุคคลเหล่านั้น ๑๑๑ คน ถูกห้ามเล่นการเมือง ๕ ปี ท่านประธานครับ ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ ประธาน คงจำได้นะครับ มีนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ฯพณฯ นายกสมัคร สุนทรเวช รายการชิมไปบ่นไป รับเงินจากทีวี ๓,๐๐๐ บาท โดนออกจากนายกรัฐมนตรีครับ ก็องค์กรอิสระนี้ละครับ แต่ว่ากลับกัน ผมขออนุญาตย้อนไปเลยครับ เมื่อ ๒ ธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ท่านนายกคนปัจจุบันนี้ครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าพักบ้านหลวงไม่ต้องเสีย ค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ก็ยกครับ ยังเป็นต่อได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปอีก ๔-๕ หัวข้อครับ ในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ก็มีการตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนอีกครับ บอกว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ท่านนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดนออกไปอีกครับ และผลออกมา คือใครครับ คนที่ถูกกล่าว่าทำผิดก็คือ รองหัวหน้าพรรค คุณยงยุทธ ติยะไพรัช ในขณะนั้น เป็นประธานรัฐสภา ผลสุดท้ายมาก็ไม่มีความผิดอะไรครับ อันนั้นยังไม่พอนะครับ ไม่ใช่ พรรคพลังประชาชนโดนยุบไปอย่างเดียวครับ พรรคชาติไทยของท่านบรรหารต้องน้ำตาตกด้วย พรรคเพื่อแผ่นดินโดนไปด้วยครับอีก ๑๐๙ คน ท่านประธานครับ หลังจากนั้น ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนครับ กรณีโยกย้ายแต่งตั้งไม่เป็นธรรม และคนร้องเรียนทั้งหมดทั้งเรื่องนี้ก็มาจากแม่น้ำ ๕ สายทั้งหมดครับ ทุกวันนี้บางท่าน เสียชีวิตไป บางท่านยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับไม่ว่ากัน ผมขออนุญาตแถม ให้เพื่อน ๆ หน่อยครับ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ยุบพรรคอนาคตใหม่ ท่านอาจารย์ ปิยบุตรโดนไปด้วยครับ แต่ท่านประธานครับ เรื่องราวเหล่านี้ผมไม่ถือครับ เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญเขาก็บอกว่าตัดสินแล้วทุกคนต้องยอมรับ เกี่ยวข้องกับทุกองค์กรต่อไป อันนี้ เราถือว่าจบนะครับ ผมก็โอเค (OK) ละ รับกรรมไปใครที่โดน ๑๑๑ คน ๑๐๙ คน พรรคอนาคตใหม่อีก ๒๐ กว่าคนก็ว่ากันไป แต่ท่านประธานครับ ทีนี้เรามาดูสิครับ ป.ป.ช. วินิจฉัยเรื่องนาฬิกาลุงป้อมครับ ตอนนี้ผมไม่ต้องถามเลยว่าผิดถูกอะไรอย่างไร แต่คำว่า แหวนยืมแม่ นาฬิกายืมเพื่อน พี่น้องประชาชนรู้หมดแล้วครับ ถึงตรงนี้ขึ้นมาที่มันหยก ๆ หมาด ๆ นะครับ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๔ นี่ครับ น้องท่านนายกแจ้งบัญชีทรัพย์สินถูกต้องครับ ไม่ผิดครับ ตอนนี้ผ่านมาสบายฉลุย เป็นสมาชิกวุฒิสภาเหมือนเดิม ท่านประธานครับ แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าพี่น้องประชาชนบางส่วนเขากังขาหรือเปล่า เขาสบายใจหรือเปล่า ในการที่ไม่เป็นธรรมเรื่องราวเหล่านี้มันจนถึงเกิดขึ้นมาว่าเราควรจะต้องมีการแก้ไข มีการปรับปรุง มีการถ่วงดุล มีการตรวจสอบ สิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธานล่าสุดก็คือว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยข้อเรียกร้องของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ เพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มอื่น ๆ ที่มีการเรียกร้องอีก ๑๐ ข้อ ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จนทุกวันนี้มีกระแสต่อต้าน เริ่มแตกแยกในสังคม ผมคิดว่าตัวนี้มันถึงเวลาแล้วครับ ผมมั่นใจว่าเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผมขออนุญาตต้องหยิบยกเอาคำอภิปรายของท่านวุฒิสมาชิก ท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านบอกว่าเราควรจะต้องให้เกียรติพี่น้องประชาชน เพราะมาตรา ๑๑๔ ทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. ต้องถือว่าเราเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน มาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ใน ข้อผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์และส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน โดยส่วนรวม โดยปราศจากความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผม อยากจะเรียนก็คือว่า ในข้อที่ ๖ หลักนิติธรรม นิติรัฐ ที่มันจะต้องใช้กับธรรมาภิบาล ขององค์กรอิสระ มันต้องไม่เป็นการสืบทอดอำนาจ มันจะต้องมีการวินิจฉัยให้ชัดเจนนะครับ เพราะอะไร เพราะมันมีความแตกแยกทำให้พี่น้องประชาชนต้องได้รับผลของการวินิจฉัย เหล่านั้น ผมมั่นใจว่าคนแต่งตั้งใครมามันก็เป็นมนุษย์ครับ เขาจะมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าองค์กรอิสระเหล่านี้เขาก็ต้องมีคนที่ทั้งรัก ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง และที่สำคัญก็คือบางพวกก็มีเอื้อประโยชน์ด้วยกันซึ่งผมไม่ได้กล่าวหานะครับ แต่ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงก็คือว่า องค์กรเหล่านี้มันต้องไม่เป็นเครื่องมือหรือมันไม่ต้อง สร้างความแตกแยกหรือความล้าหลังหรือความล้าหลัง หรือความเสียหายของประเทศ ต่อไปครับ เพราะมันเป็นการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่เกินเลยจากที่กฎหมายกำหนด ท่านประธานครับ คำวินิจฉัยบางเรื่องมันจะมีผลผูกพัน แต่มันผูกพันทั่วไป มันผูกพันจำกัด เฉพาะผลของคำวินิจฉัย แต่ขณะนี้ท่านไปใช้ผลของการวินิจฉัยเป็นข้อใช้ในการอ้าง เพื่อจะตีความล้นจากคำวินิจฉัยทั้งหมดไปครับ สิ่งที่ผมเห็นนี้ก็คือว่า ห่วง ตอนนี้เรากำลัง เดินเข้ารกเข้าพงหรือเปล่า ตอนนี้ทางฝ่ายผมนี้เห็นว่ามันควรจะต้องตกเหว ตกหน้าผา ซึ่งประเทศชาติจะไปไม่รอด ท่านประธานครับ เด็กทุกวันนี้ออนไลน์ (Online) ทั้งนั้น รู้ข้อมูล ดีกว่าพวกเราเยอะ หลานผมอายุ ๙ ขวบ เขาสามารถจะถอดรูท (Root) ถอดเกม เล่นเกม คล่องมากเลยครับ บางคนเราเรื่องอันไหนบางอย่างที่เรายังทำไม่เป็น สุดท้ายท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่ามันทำให้ประเทศชาติเสียหายแล้วก็มันมีผลกับพี่น้องประชาชนต้องรับกรรม คืออะไรครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอาจจะเลยเวลาไปสักเล็กน้อย ท่านประธาน จำคำพิพากษาของปี ๒๕๕๗ ได้ไหมครับ ตอนนั้นมีองค์กรอิสระอันหนึ่งได้ตัดสินไว้แล้วว่า รถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย และเป็นไปได้ควรจะต้องให้ถนนลูกรัง หมดไปจากประเทศไทยเสียก่อน ปี ๒๕๕๗ ครับ และตอนนี้ท่านประธาน ถ้าตอนนั้นให้เรา กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ป่านนี้ประเทศไทยมีรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศแล้วครับ ตอนนี้ ประเทศ สปป. ลาวไปก่อนเรา เปิดดำเนินการเรียบร้อยแล้วครับ ขออนุญาตท่านประธานว่า ในท้ายที่สุดนี้ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้มันจะต้องมีการแก้ไข และผมมั่นใจว่าคณะที่ยื่นมา มีความหวังดีต่อพี่น้องประชาชน และผมคิดว่าการแก้ไขครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง ส.ว. ทุกท่านถ้าให้ผมกราบ ผมไหว้ หลายคนที่นี่ผมไหว้ด้วยความสนิทใจ ไหว้ด้วยความเคารพ นับถือ เพระว่าทุกท่านมีประวัติภูมิหลัง ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้พิพากษา เป็นนักการทูต เป็นหมอ เป็นพลเอก พลตำรวจเอก เยอะแยะครับ บุคคลเหล่านั้นถือว่า เป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศไทยได้ช่วยกันทำนุบำรุงประเทศไทยให้เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่สิ่งที่มันมีตำหนิอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกไว้ก็คืออะไรครับ ที่มาของท่าน ท่านมาจากใคร ท่านสืบทอดอำนาจอย่างไรครับ ผมขออนุญาตว่า ถึงวันนี้ร่างฉบับนี้ถ้าเรารับไปในวาระ ๑ วาระ ๒ เราแปรญัตติแก้ได้เยอะแยะ หรือแม้วาระ ๓ เราก็ยังมีสิทธิอีกครับ หลังจากนั้น ยังมี สสร. อย่างที่ทางผู้ชี้แจงได้ชี้แจง และทำประชามติอีกรอบหนึ่งครับ ถ้ามันไม่ดีจริง ๆ อย่างไรก็ไม่ผ่าน แต่ว่าอยากเรียกร้อง อยากเชิญชวน ท่านวุฒิสมาชิก ปลดแอกตัวเองว่า ท่านรับเถอะครับ เห็นแก่บ้านเมืองซึ่งท่านอาจจะเห็นว่ามันไม่มีอะไร แต่พวกเราเห็น เด็ก ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ เดี๋ยวนี้ และอย่างที่ผมเคยขอไว้ เคยพูดไว้ เคยอภิปรายไว้ว่า มันเริ่มมีการบาดเจ็บ มีการล้มตาย และเด็กพวกนี้ท่านจะเอาไปทำอะไร ติดคุกติดตะราง หรือครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตท่านประธานว่า พรรคเพื่อไทย ผมได้เสนอในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ในหลายประเด็น ก่อนหน้านี้เราได้เคยเสนอแล้วก็สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญของฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของฉบับประชาชนนี้ ผมจึงขอสนับสนุนและรับหลักการ เหตุผล เพื่อที่จะได้นำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาประเทศชาติต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ ประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นะครับ หลังจากนั้นจะเป็นคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอขอบคุณผู้แทน ผู้เชิญชวนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำโดยคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้นำเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผมเห็นว่า โดยรวมทั้งหมดนั้นสามารถที่จะปะผุ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้ในระดับเบื้องต้น เพื่อจะทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการรัฐประหาร โดยผู้ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ จึงทำให้รัฐธรรมนูญทั้งหมดมีการด้อยเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และเราจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เชื่อว่าการมีรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนในวันข้างหน้าจะสามารถที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองก่อนที่จะไปอภิปรายสนับสนุนในบางหัวข้อ ที่เสนอมานี้ ผมอยากจะฉายภาพนิดหนึ่งว่า การมีรัฐธรรมนูญเพื่อให้สังคมเป็นประชาธิปไตย ผมเองพยายามศึกษาและวิเคราะห์มา เรามีรัฐธรรมนูญมา ๒๐ ฉบับ แต่สังคมยังไม่เป็น ประชาธิปไตย เราได้เพียงรัฐธรรมนูญ แต่เราไม่ได้ประชาธิปไตย และที่สำคัญก็คือ ในรัฐธรรมนูญทั้ง ๒๐ ฉบับ จะมีฉบับที่ ๒๐ คือฉบับ ๒๕๖๐ ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ว่า แย่ที่สุด เหตุที่แย่ที่สุดเพราะผมเองก็เป็นคณะกรรมการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลายคณะ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ เราก็มีความเห็นร่วมกันว่าต้องแก้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การมีรัฐธรรมนูญกับการสังคมเป็นประชาธิปไตยนั้น แม้จะเป็นคนละเรื่อง เดียวกันแต่ก็มีความสำคัญ เหตุที่ผมเรียนเช่นนี้เพราะรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่เกิดขึ้นเก่าแก่ที่สุดก็ของสหรัฐอเมริกา ๒๓๒ ปี รัฐธรรมนูญเนเธอร์แลนด์ ๒๐๐ ปีเศษ ของเยอรมัน ๗๐ กว่าปี ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งไม่ใช่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยก็แก้รัฐธรรมนูญมา ๕ ครั้ง และก็ครั้งสุดท้ายก็เป็นเวลาประมาณ ๔๐ ปีแล้ว อันนี้เป็นข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าที่เพิ่งเผยแพร่หนังสือที่ส่งไปตามบ้านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ที่ผมคิดว่าภาคประชาชน เด็ก เยาวชน และก็นิสิต นักศึกษา และประชาชนทุกคน ได้นำรัฐสภาแห่งนี้มาแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา ผมอยากจะหยิบยกเพื่อให้เห็นรากเหง้าของปัญหาความเป็นประชาธิปไตย เราจะมีเหตุการณ์ ที่สำคัญที่เราเรียกว่า ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่ขณะนั้นนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน เรียกว่าประมาณสัก ๕๐๐,๐๐๐ คน ที่ออกมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับมาสู่ ประเทศไทย และข้อมูลที่มหาลัยธรรมศาสตร์ก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ๗๗ คน บาดเจ็บ ๘๗๕ คน ท่านประธานครับ วีรชนที่พลีชีพนั้นสิ่งที่เขาได้มา คือได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ สิ่งสำคัญที่เขาได้มาเป็นมรดกล้ำค่า ก็คือว่าจะมีอยู่ในมาตราหนึ่งคือว่า ได้เขียนห้ามมิให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้คือเราไม่ต้องการให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ไม่ต้องการ ให้ผู้ฉีกรัฐธรรมนูญยังลอยนวลอยู่ และที่สำคัญอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๑๗ นี้ได้วางหลัก สำคัญคือ วางหลักคนเท่ากับคน คือหลักสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคในหลายเรื่องที่ถือว่า เป็นประชาธิปไตยที่สุด แต่น่าเสียดาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ได้เพียงแค่ ๒ ปี ก็เกิดมีเหตุการณ์ ปี ๒๕๑๙ ที่เรียกว่ามีการล้อมปราบ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ โดยระบุว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นทุ่งสังหาร เนื่องจากว่าเป็นที่อยู่ ของคอมมิวนิสต์ เป็นที่ของคอมมิวนิสต์ เป็นที่อยู่ของญวน และที่สำคัญมีอุโมงค์ จึงมีการล้อมปราบ อันนี้ทำให้เห็นว่านับแต่วันนั้นจนวันนี้ สิ่งที่เราพบว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาก็คือการปฏิวัติรัฐประหาร วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๙๐ ที่ท่านดูตัวบุคคลที่ทำการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็น จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ท่านก็มาเป็น นายกถึง ๑๑ ปี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาเป็นนายกอีก ๗ ปี แล้วก็ จอมพล ถนอม กิตติขจร มาเป็นนายกอีก ๘ ปี รวม ๒๐ กว่าปี อันนี้คืออะไร คือรากเหง้าของปัญหาก็คือการลอยนวล ผู้กระทำผิด คือกองทัพได้เข้ามายึดอำนาจ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเห็นด้วย กับผู้เสนอในมาตรา ๑๑๒ ที่ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบกองทัพขึ้นมา เพราะอะไรไหมครับ เพราะกองทัพถือว่าเป็นสุญญากาศ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ เฉพาะแค่งบประมาณของกองทัพ ผมเป็นกรรมการพิจารณางบประมาณ เช่น งบบุคลากร เขาของบไว้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทกองทัพบกหรืองบทั้งหมดประมาณไม่ถึง แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่าเวลา สตง. ไปตรวจเงินของงบประมาณ มีงบประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และที่สำคัญบางครั้งโดยเฉพาะ กอ.รมน. ในปี ๒๕๖๑ ๒๕๖๒ ๒๕๖๓ งบประมาณปี ๒๕๖๔ ยังไม่ออก เอางบไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น พอ สตง. ไปตรวจ พบว่ามีเงินประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท และปีสุดท้ายนี้ ๕,๘๐๐ ล้านบาท เป็นเงินงบราชการลับและงบเรื่องความมั่นคง ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ อันนี้คือเป็นสิ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องตรวจสอบกองทัพ เพราะว่าในภาวะวิกฤติโควิด (COVID) นี้ ประชาชนคือนักรบที่จะต้องผจญกับกองทัพของโควิด (COVID) ที่ต้องเจ็บ แต่กองทัพกลับใช้ งบประมาณมากมาย ผมเองผมอยากต้องการให้กองทัพเป็นทหารอาชีพเพื่อมาทำหน้าที่ ปกครองป้องกันประเทศ ดังนั้นในข้อเสนอของกรรมาธิการจึงเห็นว่า มีในมาตรา ๑๑๒ ที่ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องงบประมาณของกองทัพ จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น นอกจากนั้นในการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญที่คณะได้เสนอมา ผมเชื่อว่าคณะกรรมการ ทั้งหมดมีความเห็นด้วย แม้แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจมาก โดยเฉพาะ การยุบพรรคการเมืองและการตัดสิทธิสมาชิกที่เป็นหัวหน้าพรรคและผู้บริหาร ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ไม่ได้เขียนไว้เลย ไม่ได้เขียนให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้เลย ผิดกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ยังเขียนให้สามารถยุบพรรคได้ และสามารถให้ตัดสิทธิสมาชิกได้ แต่ว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิบัติรัฐธรรมนูญก็ไปออกกฎหมาย พรรคการเมืองที่ให้สามารถตัดสิทธิทางสมาชิกที่ถูกยุบพรรคและก็ตัดสิทธิได้ ลักษณะเช่นนี้ เป็นการขยายอำนาจ ผมจึงเห็นด้วยว่าความจริงให้ดูแค่กฎหมายขัดกันหรือองค์กรขัดกัน ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรจะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็น ตัวรัฐธรรมนูญเสียเอง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย และที่จริงแล้วในอดีตที่ผ่านมาเรื่องรัฐธรรมนูญ คนที่จะตีความรัฐธรรมนูญต้องเป็นรัฐสภา เพราะเป็นผู้ออกกฎหมาย จะรู้เจตนารมณ์ของกฎหมายดี ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเอง อยากจะพูดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศสักเล็กน้อย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ควรจะยกเลิก ซึ่งในคณะกรรมการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ ทุกคนก็เห็นในประเด็นนี้ เหมือนกันหมด เพราะว่ายิ่งมีแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ยิ่งทำให้คน มีความยากจน ทำให้คนมีความเหลื่อมล้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศเป็นเครื่องมือที่หา ผลประโยชน์ในเชิงคอร์รัปชัน เชิงนโยบาย ทำให้ประชาชนมีความยากไร้ยิ่งขึ้น เราดูได้จาก ภาพของความยากจนยิ่งมากขึ้น การทุจริตคอร์รัปชันยิ่งมากขึ้นครับ ผมจึงขอสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญ และขอเรียกร้องว่าควรที่จะรับไว้พิจารณาในวาระ ๑ และเป็นสิ่งที่จะทำให้ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ ผมได้ประกาศ คุณณัฐวุฒินะครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่ทำความสะอาดแท่นอภิปราย ผมขออนุญาตเชิญท่าน วุฒิสมาชิก คุณถวิล เปลี่ยนสี ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ที่จะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ประชาชน ๑๓๕,๒๔๗ คน ได้เข้าชื่อเสนอต่อที่สภาแห่งนี้ ผมอยากจะเริ่มประการแรกว่า กฎหมาย ทุกเรื่อง ทุกฉบับ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นย่อมจะต้องแก้ไขได้ ไม่เว้นแม้แต่ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากการแก้ไขนั้นได้ดำเนินการไป ในทางที่ทำให้มีความเหมาะสม มีความดีขึ้น และเกิดประโยชน์แก่สังคมมากขึ้น และการแก้ไขนั้นประกอบไปด้วยเจตนาที่ดีและมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ก็แก้ไขได้ ในทางตรงกันข้ามครับ ผมเห็นว่าหากการแก้ไขนั้น มิได้เป็นไปด้วยความรัก ความเมตตา หรือความปรารถนาอันดีต่อกันแล้ว แต่เกิดขึ้นด้วยความอคติ เกิดด้วยความชิงชังรังเกียจ ไปถึงโกรธแค้นแล้ว เมื่อเริ่มต้นอย่างนี้ แทนที่การแก้ไขนั้นจะไปนำไปสู่ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ตรงข้ามครับ มันจะนำไปสู่ความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่สิ้นสุด ซึ่งย่อมไม่เกิดประโยชน์และเป็นผลดีต่อบ้านเมืองอันเป็นที่รัก และเป็นศูนย์รวม ของพวกเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราต้องการความรักความสามัคคี เพื่อฟันฝ่าอุปสรรค และปัญหาต่าง ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ประการที่ ๒ ผมอ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง ๒๑ มาตรา ต้องขอบอกว่า แม้ร่างนี้จะมีอยู่แค่ ๒๑ มาตราก็ตาม แต่บางมาตรานั้น แค่มาตราเดียวก็มีผลให้การยกเลิก บทบัญญัติเดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจำนวนหลายสิบมาตรา แล้วก็ยกเลิกขึ้นมาใหม่ ทั้งหมด อย่างเช่นในร่างมาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในหมวด ๗ ว่าด้วยรัฐสภา รวมทั้งสิ้น ๗๙ มาตรา และยกร่างบทบัญญัติว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนใหม่ทั้งหมด กินความ หลายสิบมาตราทีเดียว ร่างมาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในหมวด ๑๑ ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๑๑ มาตรา และร่างขึ้นใหม่แทน ๑๖ มาตรา นอกจากนั้นร่างมาตรา ๑๓ ให้ยกเลิก หมวด ๑๒ ว่าด้วยองค์กรอิสระจำนวน ๓๓ มาตรา ยกร่างขึ้นใหม่แทนหลายสิบมาตรา เรียกว่าแม้ว่าจะเป็นการแก้ไขรายมาตรา และมีแค่ ๒๑ มาตราก็จริง แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้น ก็แทบจะเป็นการยกเลิกแล้วก็โละทิ้งของเก่าและเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับเลยก็ว่าได้
ประการที่ ๓ ผมได้อ่านหลักการและเหตุผล รวมทั้งร่างแก้ไขทั้งหมดแล้ว เห็นว่าโดยภาพรวมรัฐธรรมนูญฉบับที่นำเสนอเข้ามานี้ ได้เปลี่ยนหลักการและโครงสร้าง ของอำนาจทางการเมืองใหม่แทบจะสิ้นเชิง กล่าวคือทางหนึ่งร่างนี้ได้เสนอรูปแบบ ฝ่ายนิติบัญญัติในรูปสภาเดียวหรือสภาเดี่ยว คือสภาผู้แทนราษฎร โดยเพิ่มอำนาจหน้าที่ และอาจพูดได้ว่า ถึงขนาดไปรวมศูนย์อำนาจต่าง ๆ มาไว้ที่สภาผู้แทนเป็นอย่างมาก หรือที่เดียวก็อาจจะกล่าวได้อย่างนั้น ขณะเดียวกันอีกทางหนึ่ง ท่านก็ทำการล้ม โละ เลิก ล้าง หน้าที่อำนาจขององค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านได้ประชาสัมพันธ์ไว้จริง ๆ เช่น ยกเลิกวุฒิสภาไปเลย ส่วนศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่น ๆ นั้นก็ถูกลดหน้าที่ อำนาจต่าง ๆ จนองค์กรเหล่านั้นแทบจะไม่เหลือหน้าที่อำนาจและความเป็นอิสระอะไรเลย และอาจกล่าวได้ว่าองค์กรเหล่านั้นได้ถูกลดสถานะโดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหลือเป็นเพียงองค์กรภายใต้การกำกับและควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายเรื่อง หลายประเด็นที่จะต้อง วิพากษ์วิจารณ์และลงลึกในรายละเอียด ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดในประเด็นต่าง ๆ ไปแล้วอย่างหลากหลายตั้งแต่เช้าที่ผ่านมา ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๔ ประเด็นดังนี้ครับ
ประเด็นแรก อยากจะทำความเข้าใจเลยก็คือว่า ลำพังรูปแบบของสภา แต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ว่าจะเป็นสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ หรือจะมีกี่สภาก็ตาม มันไม่ได้แสดง ให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หรือเป็นมาก หรือเป็นน้อยแต่อย่างใด กล่าวคือ ไม่ใช่ว่ามีสภาเดียวแล้วก็จะเป็นประชาธิปไตยเสมอไป หรือเป็นประชาธิปไตยมากกว่า หรือถ้าเป็น ๒ สภาแล้วก็ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นน้อยกว่า เพราะในโลกนี้มีระบบสภาคู่ อยู่มากมายในหลายประเทศ และต่างก็เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในความเป็น ประชาธิปไตยทั้งสิ้น เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และแม้แต่ สหราชอาณาจักร ซึ่งเมื่อเริ่มต้นประชาธิปไตยของบ้านเรานั้นได้ไปนำเอามาเป็นต้นแบบ ก็เป็นสภาคู่ และยังปรากฏอยู่ในอีกหลาย ๆ ประเทศด้วยกัน เช่นเดียวกันครับ สภาเดียว อีกมากมายหลายประเทศก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นประชาธิปไตยน้อยมาก หรือบางประเทศก็เป็นเผด็จการไปเลยก็มี เหตุที่ผมต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าในเหตุผล ที่ท่านผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ ข้อแรกเลยท่านให้เหตุผลว่า วุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย จึงต้องยกเลิกไปแล้วให้เหลือสภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎร การที่ให้เหตุผลดังนี้ผมคิดว่า เป็นการให้ตรรกะที่แปลก เหมารวมและกำกวม ไม่ค่อยจะมีเหตุผลรองรับที่ดีสักเท่าไร เพราะอย่างที่ผมเรียนแล้วว่ารูปแบบสภาจะเป็นสภาคู่ สภาเดี่ยว มันไม่ได้แสดงถึงความเป็น ประชาธิปไตยแต่อย่างใด นี่เป็นประเด็นแรกที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้
ประเด็นที่ ๒ หลักการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาเดียวนั้นล้มเหลวมาแล้ว ทั้งในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย การที่ร่างนี้ที่เป็นการรวมศูนย์อำนาจ ทางการเมือง การบริหารไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งเดียว ที่เดียว และก็ไปทำการลดทอน บั่นทอน ล้มล้าง ยุบเลิก ทำลายความเป็นอิสระของศาล รวมทั้งระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ขององค์กรอิสระต่าง ๆ แล้วก็รวมไปถึงการก้าวล่วงไปแทรกแซง ควบคุม กำกับความเป็นอิสระ ของศาลและองค์กรอิสระต่าง ๆ นั้น อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นจากที่ใดมาก่อนนั้น ต้องพูดว่า การนำเอาหลักการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่สภาแห่งเดียว และให้การตรวจสอบถ่วงดุล ฝ่ายบริหารมาจากสภาแห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้น ตามที่ได้เสนอมานั้นต้องถือว่าเป็นการเดิน ถอยหลัง ผมย้ำคำว่าเดินถอยหลังครับ ในเรื่องการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพราะว่า จริง ๆ แล้วระบบการตรวจสอบถ่วงดุลแบบนี้ใช้ไม่ได้ผล และล้มเหลวมาแล้วในหลายประเทศ เพราะระบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภานิติบัญญัติแห่งเดียว กลไกขับเคลื่อนทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติจะมาจากที่เดียวกันคือพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ได้ว่า พรรคการเมืองที่เสียงข้างมากในสภาจะเป็นฝ่ายควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ การถ่วงดุลแบบนี้ในหลายประเทศจึงไม่มีผลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยเราก่อนใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เป็นอย่างนี้และเจอปัญหาแบบนี้มาเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงแสวงหาแนวทางใหม่ที่ให้มีองค์กรอิสระที่มีที่มา ไม่ขึ้นกับ สภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียว เข้ามามีหน้าที่อำนาจถ่วงดุลและตรวจสอบแทน และสำหรับประเทศไทยหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้เดินในแนวทางนี้ทั้งสิ้น การรวมศูนย์ อำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลต่าง ๆ ไว้ที่สภาผู้แทนแห่งเดียวจึงเป็นการเดินถอยหลัง และอาจกล่าวว่าเป็นการเดินย่ำรอยความผิดพลาดและความไร้ผลที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผมไม่อยากพูดคำไม่สุภาพนะครับ ผมไม่พูด เว้นที่จะพูดคำนี้นะครับ ผมเลี่ยงที่จะใช้คำว่า มีแต่คนที่คิดแปลก ๆ เท่านั้นที่คิดว่าการกระทำแบบเดิม ๆ ที่เคยทำมาแล้วจะให้ผลที่แตกต่าง ออกไปได้ มันเข้ารูปอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ท่านที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา ท่านปฏิเสธ ท่านรังเกียจ เผด็จการ แต่ร่างที่ท่านเสนอเข้ามาผมบอกว่าท่านกำลังจะสร้างเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง ขึ้นมา จากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่านนำเสนอเข้ามานั้นจะเห็นได้ว่าท่านปฏิเสธเผด็จการ ท่านรังเกียจ ท่านถึงขนาดที่จะไม่ทำการสังฆกรรมด้วย ไม่คบค้าสมาคมด้วย ต้องการ ที่จะโละที่จะล้างอำนาจต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารออกไปให้หมดทั้งสิ้น แต่ที่แปลกก็คือว่าท่านรังเกียจปิศาจตนหนึ่ง แต่ท่านกำลังเห็นดีเห็นงามแล้วกำลังไปสร้าง ปีศาจอีกตัวหนึ่งขึ้นมาแทน เพราะว่าท่านรังเกียจเผด็จการ ยึดอำนาจแบบไม่ประสงค์ที่จะ ยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างที่ผมเรียนแล้ว พยายามจะโละเลิกอำนาจต่าง ๆ หรือผลพวงต่าง ๆ ที่มาจากเผด็จการ แต่ท่านไปเชิดชูแล้วก็เห็นดีเห็นงามกับเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่งที่เข้ามาแทน นั่นคือการเผด็จการโดยรัฐสภาหรือเผด็จการโดยสภาผู้แทนราษฎร ท่านอาจจะอ้างหรือแย้ง ผมว่าสิ่งที่ท่านเสนอนั้นถ้าหากจะเป็นเผด็จการมันก็เป็นเผด็จการที่มาจากประชาชน หรือประชาชนเลือกเข้ามา ฟังแล้วดูดีมาก แต่ผมขอเรียนว่าท่านต้องไม่ลืมบทเรียน ทางประวัติศาสตร์โลกนะครับ ท่านต้องไม่ลืมคนที่ชื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จอมเผด็จการของโลกนั้น ก็ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง จากการให้ความเห็นชอบของประชาชน แล้วก็ใช้อำนาจ ที่ว่านั้นชักจูงเยอรมนีเข้าสู่มหาสงคราม ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ประเทศเยอรมนีเอง แล้วก็แก่ทั้งโลกอย่างมหาศาล รวมทั้งได้สร้างตำนานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวขนานใหญ่ ในประวัติศาสตร์มาแล้ว ดังนั้นการอ้างว่ามาจากประชาชนจึงไม่ใช่หลักประการที่แน่นอน อะไรที่จะรับรองว่าจะไม่สร้างจอมเผด็จการขึ้นมา ในบ้านเมืองของเราสมัยเมื่อยังไม่นานมานี้ ก็มีบทเรียนหรือตัวอย่างเผด็จการทางรัฐสภา หรือเผด็จการในคราบของประชาธิปไตย ให้พวกเราได้เห็นมาแล้ว
ประการที่ ๔ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมเห็นว่าพวกเราในสภาแห่งนี้ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกแล้วก็ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มามากแล้ว ผมเองก็อายุมากแล้ว แล้วก็ทำงานความมั่นคงมาตลอดชีวิตราชการ งานความมั่นคง สอนให้ผมมองโลกจากความเป็นจริง ดังนั้นถ้าวันไหนผมเห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม มีเมฆฝนตั้งเค้า ผมก็ทำใจไว้ก่อนเลยว่าวันนั้นฝนจะต้องตกแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะมีพายุเข้ามาด้วย ผมจะเตรียมรับสถานการณ์ทันที ผมจะไม่มองว่าวันนั้นอากาศและแจ่มใสปลอดโปร่ง แล้วทุกอย่างจะดำเนินการไปได้ด้วยดีเป็นอันขาด ผมก็อยากให้พวกเราในที่นี้ได้อยู่กับ ความเป็นจริงของประชาธิปไตยในบ้านเรานะครับว่า อย่ามองโลกสวยเกินไป ต้องยอมรับว่า สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาในอดีตนั้นมิได้เป็นอิสระ หรือเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เสมอไป เหมือนในทางหลักการหรือทฤษฎีที่พวกเราพูดถึง
โลกสวยประการแรกครับ เราฝันจะเห็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเกิดขึ้น และเติบโตในบ้านเมืองของเรา เราคาดหวังและเราฝันว่าเมื่อประชาชนได้เรียนรู้ ประชาชน มีประสบการณ์มากขึ้น ได้ฝึกฝนผ่านการเลือกตั้งที่เป็นจริงหลายครั้งเข้า เขาก็จะได้บทเรียน ได้เรียนรู้และสามารถที่จะเลือกผู้แทนราษฎรที่ดีได้ เรามองโลกสวย เราฝันอย่างนี้มาร่วม ๙๐ ปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังฝัน ยังไม่ได้ตื่นจากความฝันนั้น ๆ แน่นอนละครับว่าเวลาที่ผ่านไป ผมยอมรับว่าเรามีนักการเมืองที่ดี เรามีนักการเมืองที่ดีมาก ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ผมเคารพ ผมศรัทธาและผมก็ชื่นชมต่อนักการเมืองที่ดีเหล่านั้นอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า บ้านเมืองเรายังมีนักการเมืองที่ไม่ดี แล้วก็มีนักการเมืองที่ดีไม่มากพอ พวกเขาไม่มีอำนาจ ต่อรองที่จะต่อสู้กับนายทุนเลือกตั้ง นักการเมืองที่ไม่ดี ประชาธิปไตย บ้านเมืองของเรา จึงลุ่ม ๆ ดอน ๆ และไม่พัฒนาไปทางไหนเสียที ซึ่งการไม่พัฒนาไปทางไหนเสียที ลุ่ม ๆ ดอน ๆ นี้ท่านอย่าไปชี้หน้ากล่าวโทษแต่ฝ่ายที่ทำปฏิวัติรัฐประหารอย่างเดียว ผมก็คิดว่าคงไม่ถูกนัก คงต้องโทษนักการเมืองที่ไม่ดีเหล่านั้นด้วย แล้วในความเห็นผมคิดว่า ต้องโทษนักการเมืองที่ไม่ดีมากกว่าด้วยซ้ำที่ไปมีส่วนกวักมือเรียกหาการปฏิวัติรัฐประหาร ให้เข้ามา เพราะถ้าท่านดีจริงแล้วผมคิดว่าอะไรก็ทำร้ายท่านไม่ได้ เหมือนดังคำที่ผม อยากจะเรียนว่า ถ้าผีบ้านผีเรือนดี ผีป่าผีไพรที่ไหนก็เข้าทำอันตรายคนในบ้านไม่ได้ครับ
โลกสวยประการที่ ๒ ครับ ในสภาเองเราก็คาดหวังว่าการดำเนินกิจกรรม ทางการเมืองของนักการเมืองในสภานั้นจะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เป็นไปโดยสุจริต บริสุทธิ์ ยุติธรรม นักการเมืองมีคุณธรรม มีจริยธรรมที่ดี การเมืองจะพัฒนาไปได้ แต่ก็เช่นกันครับ ในระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมาเราโชคร้าย เราเจอนักการเมืองที่ไม่ดี ประพฤติตนเป็นนักธุรกิจทางการเมือง นายทุนการเลือกตั้ง ลงทุนทางการเมืองเหมือนทำธุรกิจ ส่วนตัว ส่วนพวกอาศัยช่องว่างจุดอ่อนทางกฎหมาย ใช้เล่ห์กลต่าง ๆ ทำการควบรวมพรรค ซื้อตัว ส.ส. ใช้เสียงข้างมากในมือ กระทำการตามอำเภอใจจนเป็นเผด็จการในรัฐสภา การถ่วงดุลตรวจสอบในสภาทำอะไรไม่ได้ มีการโกงกินคอร์รัปชันด้วยประการต่าง ๆ ทำให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับแทบล่มสลาย ให้พวกเราได้เห็นมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้น การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงอย่างเดียว แล้วไปโละ ล้ม เลิก ล้าง การถ่วงดุลและการตรวจสอบจากองค์กรและกลไกต่าง ๆ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ ได้นำเสนอเข้ามานั้น ผมคิดว่าอาจจะเป็นการมองโลกที่สวยเกินไป โดยไม่มองด้านมืดของมัน ที่เราเคยพบเคยเจอแล้วก็เจ็บปวดกับสิ่งนั้นมาแล้ว
ผมอยากจะสรุปสุดท้ายครับว่า ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญนั้นแก้ไขได้ และท่านจะเสนอรูปแบบสภาเดียว สภาคู่ และจะมีหรือไม่มี ส.ว. อะไรก็ได้ตามใจท่าน ผมคิดว่าคงไม่มีใครไปขัดขวางท่าน หากการแก้ไขนั้นจะทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มากขึ้น ระบบการเมืองมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพมากขึ้น ทำงานได้จริง ตอบสนอง ต่อผลประโยชน์ของประชาชนได้มากขึ้น แต่ที่ท่านเสนอมานั้น ผมคิดว่าไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด ในด้านใดก็ตาม มันรับไม่ได้จริง ๆ ที่รับไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าร่างที่ท่านเสนอแก้ไขเข้ามานั้น ได้ทำการยกเลิกการมีวุฒิสภา ยกเลิกวุฒิสภาชุดนี้หรืออะไรทั้งสิ้น แต่เพราะมันไม่เกิด ประโยชน์ มันไม่ได้ทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ที่สำคัญคือมันทำงานไม่ได้ ข้อเสนอ แบบนี้ผมคิดว่าเหมือนไอศกรีมครับ ไอศกรีมสวย ๆ ที่เอาไปวางไว้กลางแจ้ง พอโดนแดดอุ่น ๆ มันก็จะละลายหายไป ไม่จีรังยั่งยืนอะไรนะครับ ข้อเสนอแบบนี้นอกจากเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังจะเป็นช่องทางให้นักการเมือง นักฉวยโอกาสทางการเมืองเข้ามามีอำนาจและแสวง ประโยชน์ด้วย รวมทั้งจะเป็นการสร้างและขยายความแตกแยก ความเกลียดชัง รังเกียจ ไม่ไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้กว้างขวางด้วยซ้ำไป ถ้าผมขอร้องได้ ผมก็อยากจะขอร้องครับว่า ให้เลิกความคิดแบบนี้เสียเถอะครับ ขอบพระคุณท่านประธานและสภาแห่งนี้เป็นอย่างสูงครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม และเป็นคุณขจิตร ชัยนิคม นะครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นหนึ่งในพี่น้องประชาชนที่มีจำนวนนับ มากกว่า ๑๓๕,๒๔๗ คน ที่ได้ร่วมลงชื่อในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และช่างบังเอิญเสียจริงครับว่าในวันพรุ่งนี้ ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน จะเป็นวันครบ ๑ ปี ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ และคณะ ได้นำเสนอในสภาแห่งนี้ถูกปัดตกไปเมื่อ ๑ ปีเต็มที่ผ่านมา ในท่ามกลาง การล้อมปราบผู้ชุมนุมที่มาเรียกร้องสิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหน้ารัฐสภาอย่างรุนแรง จนมีผู้บาดเจ็บถึง ๕๕ คน มีผู้ที่ถูกยิงถึง ๖ คน ซึ่งแน่นอนครับ จนบัดนี้พวกเขายังไม่ได้รับ ความยุติธรรมแต่ประการใด ที่ผมเรียกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนครับ เพราะนี่คือ สิ่งที่ประชาชนได้ช่วยกันเข้าชื่อยืนยันหนักแน่นตามหลักการของอำนาจอธิปไตยในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีประชาชนตัวตนคนจริง ๆ มิใช่ชาติอย่างที่พวกท่านกล่าวอ้างกัน ประชาชน ที่พวกท่านพูดกันอยู่เสมอว่าเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่มิได้ตกลงมา จากฟากฟ้าแต่ประการใด นี่คืออำนาจของประชาชนที่ถูกพรากออกไปตั้งแต่การรัฐประหาร ทุกครั้งครับ กลายเป็นสถิติโลกที่น่าอับอาย และแน่นอนผมเชื่อว่าไม่มีใครในโลกนี้สรรเสริญ เยินยอกับการรัฐประหาร วงเล็บว่า ดั่งเช่นที่ผมได้ยินเมื่อสักครู่นี้ นับเฉพาะในรุ่นของผมครับ นับตั้งแต่การรัฐประหาร เมื่อ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ และที่เลวร้ายที่สุดก็คือการรัฐประหารเมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่พวกเขายังสืบทอด และไม่ยอมคืนอำนาจ ให้กับประชาชน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นครับ พวกเขาพยายามที่จะทำให้อำนาจตัวนี้อยู่ชั่วฟ้าดินสลาย ท่านไม่อาจฝืนธรรมชาติของสรรพสิ่งและกาลเวลาได้ รัฐธรรมนูญที่ดีไม่เคยปฏิวัติใครครับ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้มาโดยตลอดชีวิต มีแต่ทหารเท่านั้นที่ปฏิวัติ แย่งอำนาจจากประชาชน รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้ล้มล้างหลักการถ่วงดุลอำนาจครับ และหลัก สุพรีเมซี ออฟ พาร์ลิเมนต์ (Supremacy of parliament) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญ ในนานาอารยประเทศ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้สร้างดุลยภาพใหม่ที่เป็นลักษณะการรุมกินโต๊ะ ด้วยข้ออ้างที่ท่านบอกว่าท่านรังเกียจนักการเมือง แต่ท่านอย่าลืมนะครับ ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นแบบแบ่งเขต ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็น แบบบัญชีรายชื่อและแม้กระทั่งวุฒิสภา ท่านคือนักการเมือง รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้ระบุ ผ่านศาลวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและกองทัพ ทำให้สภาแห่งนี้เหลือเป็นเพียง แค่ตรายาง รองรับความชอบธรรมให้กับผู้มีอำนาจ กดและกลบฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นตัวแทน ของประชาชนจนไม่อาจทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลได้ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ จึงไม่ต่างอะไร กับร่างทรงที่กำลังสิงสถิตและกลืนกินเจ้าของร่างที่เป็นประชาชน มีเลือด มีเนื้อ มีตัวตน ให้กลายเป็นผู้รอคอยการสงเคราะห์ เป็นผู้รอคอยที่ระบอบนี้โยนเศษเนื้อเพียงให้ประทังชีวิต ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของเงินภาษี เป็นเจ้าของประเทศแห่งนี้ รัฐธรรมนูญที่ปฏิวัติยึดอำนาจ ประชาชนแบบนี้จึงจำเป็นต้องแก้ไขครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราไม่มืดบอดตามัว เสียจนเกินไป เราย่อมได้ยินเสียงโกรธแค้นที่วันนี้ดังระงมอยู่ทั่วแผ่นดินนี้ เราต้องได้ยิน ดู ยู เฮียร์ เดอะ พีเพิล ซิงก์ (Do you hear the people sing) ที่บอกว่าท่านได้ยินเสียงนั้นไหม สิ่งที่พวกผมต้องการจะล้ม โละ เลิก ล้าง และผมเชื่อว่าก็อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็คือการล้ม โละ เลิก ล้าง เหลือบไรที่เกาะกินแผ่นดินแห่งนี้ ท่านประธานครับ ในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติ เราเป็นผู้เขียนกฎหมายหรือที่เรียกว่าลอว์เมกเกอร์ (Lawmaker) กฎหมาย เกิดขึ้นได้ ๓ ทางครับ ด้านหนึ่งนั้นมาจากคณะรัฐบาล อีกด้านหนึ่งมาจากการเข้าชื่อเสนอ ของ ส.ส. อีกด้านหนึ่งมาจากการเข้าชื่อเสนอของประชาชน แต่เมื่อย้อนกลับไปดู ๒ ปีที่ผ่านมา มีกฎหมายที่ ส.ส. และพี่น้องประชาชนเข้าชื่อที่ถูกนายกรัฐมนตรีปัดตกไปทั้งสิ้น ๒๖ ฉบับ ด้วยข้ออ้างที่เกี่ยวข้องกับการเงิน แต่ท่านอย่าลืมครับ ใครล่ะครับที่เป็นนักกู้แห่งลุ่มน้ำ เจ้าพระยา ที่เอาเงินไปมากที่สุดในประเทศแห่งนี้ ๒๖ ฉบับนะครับ กรณีของ ส.ส. ก็เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินของเอกชน ไม่ได้มีข้อความใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงิน ของภาครัฐ กฎหมายนิติบำนาญแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราผลักดัน กฎหมายเรื่องของ การยกเลิกการเกณฑ์ทหารใน พ.ร.บ. รับราชการทหาร ส่วนกฎหมายของพี่น้องประชาชนครับ มีตั้งแต่กรณีของ พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติ พ.ร.บ. อากาศสะอาด มันไม่มีเหตุผลอะไรครับ ที่นายกรัฐมนตรีจะรับบทอึงโกโล ก็องเต ที่ท่านคอยเตะตัดขาการพิจารณากฎหมาย ของตัวแทนประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางหลักดังกล่าวในมาตรา ๑๒๗ ให้ใบแดง กระบวนการเตะตัดขาดังกล่าวทิ้ง ให้ตัวแทนประชาชนอย่างพวกเราครับ เป็นคนดูว่า อะไรควรหรือไม่ควร มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอีกชั้นหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับ การเพิกอำนาจในกระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการผ่านระบบสภาเดี่ยว สภาเดี่ยวที่ถูกระบุในร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอโดยภาคประชาชนนั้น มิใช่ลักษณะ ของเสียงข้างมากลากไปครับ ผมยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันเรามีคณะกรรมาธิการสามัญอยู่ทั้งสิ้น ๓๕ คณะ เป็นกลไก ที่เชื่อมปัญหาของพี่น้องประชาชน ตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ ราชการและรัฐบาล แน่นอนครับ ผมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตำแหน่งประธานกรรมาธิการต่าง ๆ นั้น ย่อมเป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมือง แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลเลือกที่จะใช้อำนาจ ให้อีกฝ่ายยินยอม หรือถ้าพูดกันตรงไปตรงมาก็คือถูกบีบให้จำจองในคณะที่รัฐบาลเห็นว่า อาจจะมีผลต่อการตรวจสอบรัฐบาล ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการระบุ อย่างน้อยที่สุดกรณี ของกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ กรรมาธิการการยุติธรรม กฎหมาย กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กรรมาธิการการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชน ประธานกรรมาธิการควรเป็น ส.ส. ที่มาจากฝ่ายค้านให้เขาทำหน้าที่ เป็นปากเป็นเสียง ผมอยากจะใช้หลักการง่าย ๆ แบบสวอต อนาไลซิส (SWOT Analysis) ที่กำลังจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อท้าทายว่าถ้ารัฐบาลท่านมีความเป็นใจรักในประชาธิปไตย ผมเชื่อมั่นว่าท่านคงอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ถูกเขียนอยู่ในมาตรา ๑๑๙ ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่พี่น้องประชาชนเสนอมา เมื่อมาถึงขั้นนี้ครับ ดุลอำนาจที่เราจำเป็นต้องพูดถึงก็คือทหาร กับการเมืองครับ เด็ก ๆ รุ่นนี้อาจจะยังร้องเพลงหนูอยากเป็นทหารป้องกันอริราชศัตรู หนูอยากเป็นคุณครูให้ความรู้แก่เด็กทั่วไป แต่อนาคตจะเป็นอะไรครับ ต้องมีพื้นที่ให้พวกเขาฝัน ต้องมีพื้นที่ที่รัฐเปิดให้เขาเดินทางไปสู่ความปรารถนาที่เขาต้องการจะเป็น ต้องมีพื้นที่ที่รัฐ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ที่ทำให้พวกเขาไม่อยากย้ายไปอยู่ในประเทศอื่น มากกว่าการที่บอกว่าเป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คิด ท่านประธานครับ ในมือของผม คือรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ ๖๓/๖๔ เรื่องสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย กรณีกล่าวอ้างว่าทหารทำร้ายร่างกายผู้ต้องสงสัยจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต ในระหว่างการควบคุมตัว นี่เป็นตัวละครเพียงตัวละครเดียวครับ ทหารท่านนี้กระทำ ในนามของเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ใช้บัตร ป.ป.ส. ซ้อมประชาชน จนเสียชีวิต ที่น่าตลกครับ การกระทำความผิดของทหารคนนี้ได้รับโทษแต่เพียงตาม พ.ร.บ. วินัยทหาร ปี ๒๔๗๖ และนำไปสู่การลงโทษและเยียวยาอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับชีวิตที่เสียไป พวกเราในที่นี้ผมมั่นใจว่าท่านไม่เคยมีใครที่นอนหลับในคืนที่เกิดเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช ซึ่งเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับทหารและสวัสดิการที่อยู่ในค่ายทหาร พวกเราคงยังไม่ลืม ความตื่นตระหนกที่เกิดจากคลัสเตอร์ (Cluster) โควิด-๑๙ (COVID-19) ของสนามมวย ลุมพินี อันเป็นแหล่งรายได้ของกองทัพ พวกเราคงยังไม่ลืมการเปรียบเทียบราคายุทธภัณฑ์ ไปจนถึงเป้สนาม ชุดและกางเกงในทหาร พวกเราคงยังไม่ลืมบทบาทของกองทัพ ในเหตุการณ์พฤษภาปี ๒๕๓๕ พฤษภาปี ๒๕๕๓ และแน่นอนครับ ๒๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ ที่ศัตรูของทหารที่ควรจะเป็นผู้รุกรานแผ่นดินกลับกลายเป็นหันปากกระบอกปืนสู่พี่น้อง ประชาชน ถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจำเป็นต้องปฏิรูปกองทัพกันทั้งระบบ ทั้งการรับราชการ ทหาร การเกณฑ์ทหาร การจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญพยายามจะบอกว่า เรามีทางเลือกในการให้มีคณะกรรมการตรวจสอบกองทัพขึ้นมาเป็นอีกคณะหนึ่ง นี่คือทางเลือกที่ถูกระบุในมาตรา ๑๒๑ ที่เรียกว่าผู้ตรวจการกองทัพ จำนวน ๑๐ คน ที่มาจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๕ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๕ คน ทำหน้าที่ที่ไม่ทับซ้อนกับกรรมาธิการ กิจการทหาร ทำหน้าที่ให้หลักการที่เรียกว่ารัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพเกิดขึ้นจริง อีกทั้งผู้ตรวจการกองทัพยังมีบทบาทที่จะทำให้พี่น้องทหารในวันนี้ยืดอกได้อย่างสง่างาม ในวิชาชีพทหาร ทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ ไม่มีตรงใดครับ ที่จะนำไปสู่ การเสียเอกราชของประเทศนี้แต่ประการใด ผมอยากจะใช้เวลา ต้องขอประทานโทษ ท่านประธานใน ๑ นาทีสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ และกาลเวลาเดินหน้าอยู่เสมอครับ ในวันที่รัฐธรรมนูญควรเป็นกฎหมายสูงสุด แต่กลับถูกไม่ยอมรับ และกลายเป็นเครื่องมือ ประหัตประหารฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามระบอบที่เรียกว่า ระบอบประยุทธ์ สภาของเราแห่งนี้ ได้รับโอกาสอันสำคัญจากพี่น้องประชาชนถึง ๑๓๕,๒๔๗ คน และผมเชื่อมั่นว่ามีอีกมากมาย ที่รอติดตามและลุ้นให้เราได้รับโอกาสในการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และแก้ไขสิ่งที่ได้กระทำ ผิดพลาดมา ผมอยากจะเชิญชวนทุกท่าน กลับบ้านไปคืนนี้ท่านลองส่องกระจก ท่านดูแววตา ของตัวเองครับ หากท่านไม่เห็นเพียงแต่เงาทมิฬที่กลายเป็นมิจฉาทิฐิที่ครอบงำท่าน ซึ่งทุกท่านก็รู้ว่าเขาคือใคร แต่จงเห็นแววตาของท่านเองครับ แววตาที่เห็นว่าประเทศชาติ ต้องมีประชาชน ท่านอย่าหลบสายตาจากแววตาของท่าน และเรียกคืนอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญที่ถูกพรากไปให้กลับคืนสู่ประชาชน ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เสียที ผมพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดจึงมีฉันทามติเป็นเอกฉันท์ เดินเคียงข้าง และรับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณขจิตร ชัยนิคม แล้วก็จะเป็นท่านวุฒิสมาชิก คุณเฉลา พวงมาลัย ขอเชิญคุณขจิตรครับ
ขอเจ้าหน้าที่ ได้ขึ้นชื่อหมวดที่ผมจะอภิปรายด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม เพื่อไทย อุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในเบื้องต้นผมในนาม ตัวแทนประชาชน ขอขอบคุณท่านผู้นำที่มีการเสนอการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และท่านอาจารย์ปิยบุตร พร้อมทั้งท่านผู้นำประชาชนที่นั่งชี้แจงอยู่ ณ เวลานี้ ขอขอบคุณจริง ๆ แล้วก็ส่งคำขอบคุณนี้ไปยังประชาชน ๑๓๕,๒๔๗ ท่าน และผมก็ขอบคุณ ท่านประธานที่ได้บรรจุวาระนี้เข้ามา ผมลุกขึ้นอภิปรายด้วยความยินดีที่จะสะท้อนความเห็น ของรัฐสภาแห่งนี้ว่ามีความคิดอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งสืบทอดอำนาจคนที่ยึดอำนาจเผด็จการมา ก็พยายามห้ามข้อบกพร่องต่าง ๆ ในกฎหมายฉบับนี้ แล้วแต่ความฉลาดของท่านที่จะพิทักษ์ คสช. ซึ่งทำให้ท่านได้มีอำนาจวาสนาในวันนี้ แต่ผมในฐานะตัวแทนประชาชน ผมย่อม เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ชาญฉลาดและกล้าหาญมาก ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายอภิปรายในหมวด ๑๖ เรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร แล้วก็การป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร เดิมหมวด ๑๖ เป็นเรื่องปฏิรูประเทศ มีอยู่ ๕-๖ มาตรา ผมเป็นกรรมาธิการสามัญ เป็นผู้แทนคนหนึ่งที่ได้รับผิดชอบไปดูเรื่องนี้ในฐานะ กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่เป็นผู้แทนราษฎรที่ดูเรื่องนี้ไม่น่าเสียดายเลย ยกเลิกไปเถอะ หมวดที่ ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ที่เขียนไว้ ๕-๖ ด้าน การเมืองไม่มีอะไรก้าวหน้า การบริหาร ราชการแผ่นดินบอกว่าจะทำให้สุจริตมากขึ้นในการยื่นซองอะไร ไม่มี ไม่มีความก้าวหน้า การปฏิรูปด้านกฎหมายไม่มี กระบวนการยุติธรรมไม่เห็น การศึกษาเลวร้าย สืบทอดอำนาจ เผด็จการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติยกเลิกเรื่องที่เป็นประชาธิปไตย และเรื่อง การกระจายอำนาจ แต่คงไว้คำสั่ง คสช. ที่เป็นเผด็จการ ทำลายระบบการศึกษาทั้งชาติ นี่หรือคือการปฏิวัติด้านการศึกษาหรือการปฏิรูป การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจไม่ต้องพูด ด้านอื่น ๆ การทรัพยากรน้ำมีอะไรก้าวหน้าบ้าง บริหารน้ำครบวงจรมีที่ไหน การจัดการที่ดินมีหรือเปล่า ๔-๕ ปีนี้ ประชาชนทุกข์ยากหม่นไหม้ร้องห่มร้องไห้ต่อสู้ออกจากที่ดินของตัวเองอยู่ทุก หย่อมหญ้าของประเทศนี้ ไม่เห็นมีการปฏิรูปเลย เราเสียดายทำไมที่จะล้มที่จะยกเลิกไป มาดูเรื่องที่เขาเขียนใหม่นี่สิ มันช่างสวยสดงดงามกล้าหาญ ท่านผู้นำพี่น้องประชาชนที่เคารพ ท่านได้สะท้อนความเห็นของประชาชน อย่างน้อยที่สุดในรัฐสภาแห่งนี้ท่านเป็นแสงที่บอก ความก้าวหน้าของประชาชน บอกว่าไม่ต้องการเห็นการรัฐประหาร ต้องการเขียน รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ต่อต้านรัฐประหาร ปวงชนชาวไทยเป็นอำนาจอธิปไตย มันผู้ใด ยึดอำนาจต้องมีความผิด ประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตรยังไม่สมสมเลย ถ้าจะเขียนกฎหมายได้ ถ้ามันเขียนไม่ได้ เขียนได้แค่นี้ก็ดีแล้ว เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต่อต้านการรัฐประหาร การยึดอำนาจ การยึดอำนาจน่าละอายมาก เอาอำนาจ เอาปืนมาข่มขู่ มายึดอำนาจ และปืนนั้นเอามาจากประชาชน ทหารดำรงชีวิตด้วยภาษีของประชาชน วันหนึ่งลุกขึ้นมา ยึดอำนาจ น่าละอายอย่างยิ่ง การเขียนกฎหมายหมวดที่ ๑๖ จึงถือเป็นเกียรติยศ ของประชาชน แม้ว่าหนทางหรือการลงมติจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่แสงนี้ได้ฉายให้ประชาชน รู้แล้วว่าเขาต้องมีอำนาจในการที่จะต่อต้านรัฐประหารด้วยวิธีการใด ๆ ที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๕๘ และมาตรา ๒๕๙ เจ้าหน้าที่ขึ้นมาตรา ๒๖๐
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
มาตรา ๒๖๐ ขยายให้ใหญ่ในกรณีที่มีคณะทหารหรือคณะบุคคลใดก่อรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจปกครอง ประเทศ แย่งชิงอำนาจสูงสุดจากประชาชนหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญ โดยไม่เป็นตามวิถีทาง ที่กำหนดไว้ เมื่อไรนั้นอำนาจสูงสุดเป็นเรื่องของปวงชนชาวไทยที่จะต้องมีความเป็นธรรม ในการที่จะต่อต้าน ท่านประธานครับ มาตรา ๒๖๑ เขียนไว้ดีมาก ถ้าได้เป็นกฎหมาย มันจะทำให้ประเทศนี้สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้นในเรื่องระบอบประชาธิปไตย เขาเขียนว่าอย่างไร พี่น้องประชาชนดูไปด้วยนะครับ มาตรา ๒๖๑ ที่พี่น้องประชาชนเสนอแก้ไขเป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องดีมาก สมควรที่จะบัญญัติไว้อย่างยิ่ง เขียนว่าบทบัญญัติในหมวดนี้มีสถานะ เป็นกฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญและหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีผลใช้บังคับโดยตลอดแม้รัฐธรรมนูญนี้จะสิ้นผลไปด้วยอำนาจ อธรรมใด ๆ ก็ตาม ให้มันเป็นกฎหมายจารีตประเพณีของรัฐธรรมนูญประเทศนี้ เหมือนกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร ถ้าบทบัญญัตินี้ ได้รับการยอมรับจากบุคคลที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ผมไม่ได้หวังพรรคพวกที่พิทักษ์ อำนาจ คสช. จะมายกมือให้ แต่ผมหวังว่าวันใดวันหนึ่งเมื่อประเทศชาติเป็นประชาธิปไตย กว่านี้บทบัญญัตินี้จะต้องถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และต่อจากนั้น เมื่อมีคณะใดก็ตามยึดอำนาจ บังอาจยึดอำนาจจากประชาชน ประชาชนทั้งประเทศมีอำนาจ ในการปกครองประเทศเลือกผู้แทนราษฎรมา เลือกรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาล ทุจริตอะไรรัฐธรรมนูญกำหนดไว้หมดแล้ว เขาไม่ให้ใช้กำลังยึดอำนาจ วงจรอุบาทว์ได้ทำลาย ความเจริญของประชาธิปไตยของประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านบ่นใช่ไหมว่า ๕๐-๖๐ ปีนี้ มันยังกำลังพัฒนา กำลังพัฒนาอยู่ มันไม่กำลังพัฒนาอย่างไร วันหนึ่งรัฐบาลที่มาจาก ประชาชนได้ประกาศศักดิ์ศรีความเป็นชาติไทยในเรื่องเศรษฐกิจที่จะออกอะไรต่าง ๆ เสร็จแล้วก็ทหารมายึดอำนาจ มันก็กลับมาที่เดิม วงจรนี้เขาเรียกว่าวงจรอุบาทว์ แต่ผมไม่ว่า มันเป็นวงจรที่ทำลายประชาธิปไตยของชาติ วันนี้ผมบอกประชาชนว่า ท่านประธานครับ เวลาผมไปหาเสียง ผมบอกประชาชนว่าเลือกผมไปเถอะ แต่ให้รู้ด้วยนะว่าผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญนั้น เหมือนทำงานได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น มีสุ่มอยู่ ครึ่งสุ่ม เอาผมไปตีหน่อยสิ ถ้าผมเป็นไก่ผมจะเตะสุ่มออกให้ วันนี้ผมเตะสุ่มยังไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่ผมจะต่อสู้ และผมจะยกย่องคณะที่เสนอกฎหมายวันนี้จงเสนอต่อไปเมื่อมีโอกาส วันนี้ไม่ใช่วันของเราที่จะชนะ เพราะว่าพวกพิทักษ์อำนาจ คสช. มีเสียงมากกว่าในสภานี้ เราไม่หวัง แต่เราหวังว่าเราได้พูดให้ประชาชนรู้ว่า รัฐธรรมนูญที่ดี ต่อไปนี้มาตรา ๒๖๑ ต้องถูกบัญญัติไว้ ต้องถูกบัญญัติไว้ว่าเป็นกฎหมายประเพณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะมีลายลักษณ์อักษรหรือไม่ ต่อไปนี้วันใดที่มีทหารหรือคนมายึดอำนาจ ไม่ว่ามันผู้นั้น เป็นผู้ใด ประชาชนต้องหลั่งไหลออกมาโดยสันติ ที่ไหนแห่งหนึ่ง อำเภอละ ๑ แห่ง ๑ แห่ง และตำรวจที่ไปรักษาความสงบไม่ให้เขาได้รับอันตราย แล้วก็นั่งอยู่ถ้าครบ ๓ วัน คณะยึดอำนาจต้องถอยไป เอาไหม กติกาอย่างนี้ มันไม่ใช่ว่าเวลานี้มีนิสิตนักศึกษา เยาวชน คนที่เขาจะเป็นเจ้าของประเทศ ผมเห็นด้วยกับท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ที่เป็นนักการเมือง รุ่นเดียวกับท่านประธาน ผมไปดูคลิป (Clip) ท่านอุทัยพูดว่า ยุทธศาสตร์ชาติเลิกเถอะ คนที่กำหนดยุทธศาสตร์ชาติวันนี้จะอยู่อีกกี่ปี เป็นเจ้าของประเทศนี้ยึดอำนาจหมดแล้ว จะอยู่อีกกี่ปี อายุ ๗๐ ปีแล้ว เท่าผมนี่ ผมก็บอกว่าผมจะอยู่ ๑๐๖ ปี ๑๐๙ ปี เขายังหัวเราะเลย ผมก็อยู่ได้อีก ๑๐ หรือ ๑๕ ปี แล้วพวกกำหนดยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่เกิน ๑๕ ปีหรอก ท่านประธาน ท่านอุทัยบอกว่าไม่อยากให้คนที่จะอยู่ ๑๐ ปีถึง ๑๕ ปี มากำหนดอนาคต ของประเทศ เยาวชน นิสิตนักศึกษาเขาเดินขบวนแสดงความคิดเห็น เขาจะอยู่อีก ๕๐-๖๐ ปี เจ้าของประเทศทำไมไม่ฟังเขา เราไปกำหนดอะไรนักหนา คิดว่าอำนาจนี้จะอยู่ตลอดไปหรือ ใครคิดว่าจะอยู่ตลอดไป ไม่มีทาง แต่ว่าคนที่จะอยู่ต่อไปคือประชาชน คือเจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ขึ้นกฎหมายมาตราเดิม ขึ้นไว้ ขึ้นไว้ให้มันประทับใจประชาชน ว่าการต่อต้านอำนาจเผด็จการเป็นสิทธิของประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่ว่าใครก็ตาม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แม้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้จะไม่ผ่านสภาแห่งนี้ ก็ให้มันไปอยู่ในหัวใจ ประชาชนว่ากฎหมายแบบนี้มีอยู่ในประเทศที่เขาเจริญ อยู่ในประเทศอังกฤษ เขาไม่ได้เขียน รัฐธรรมนูญแม้แต่ข้อเดียว ต่อไปนี้ประชาชนต้องระลึกเสมอ เจ้าหน้าที่ขึ้นสิ นั่นละ เห็นไหม ขยายมาตรา ๒๖๑ ตัวโต ๆ ขยายขึ้น ทำได้ไหมขยายขึ้น บทบัญญัตินี้ให้เป็นกฎหมายจารีต ประเพณีทางรัฐธรรมนูญ และเป็นหลักการพื้นฐานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีผลบังคับใช้ตลอดไป ถ้ามันมีอย่างนี้เผด็จการมันจะโงหัวขึ้นได้อย่างไร ประชาธิปไตย มันก็ต้องยึดครองประเทศไทยให้เจริญ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องของคนอายุ ๗๐ ปี จะอยู่อีก ๑๕ ปี เลิกเสียที ไม่ต้องไปสนใจหรอก กฎหมายจะเขียน อย่างไร ยุทธศาสตร์ชาติท่านจะไปร่างกันมาห่วงใย เขียนไว้เฉย ๆ เห็นไหมนี่รัฐธรรมนูญ เขียนหมวด ๑๖ ไว้ให้ปฏิรูปประเทศ เขียนไว้ภายใน ๑ ปีต้องทำอะไร ๒ ปีต้องทำอะไร นี่มัน ๔ ปีแล้วไม่เห็นทำอะไร ก็ไม่เห็นมีความผิดอะไร เขียนไว้โก้ ๆ อย่างนั้นละ ปฏิรูปประเทศ ผมสงสารแต่เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต้องคิดอะไร มากมาย ต้องใช้สูตรว่าหน่วยงานไหนสีแดงไม่ผ่าน หน่วยงานไหนสีเขียวผ่าน ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นยกเลิกไป ใช้อันนี้แทน โดยทำให้ได้มาตราอะไรก็ได้มาตรานี้ มาตรา ๒๖๑ ขอให้พี่น้องประชาชนจงจำไว้ วันพรุ่งนี้ จะลงมติอย่างไรไม่สำคัญ แต่รัฐธรรมนูญมาตรานี้ต้องอยู่ในหัวใจประชาชน และจะต้อง เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร แต่ศักดิ์สิทธิ์ มันผู้ใดคิดจะยึดอำนาจเหมือนเดิม ทำให้ประเทศชาติเสื่อม ถอยหลัง ล้าหลัง อยู่มา ๖๐ ๗๐ ปี กำลังพัฒนา กำลังพัฒนาอยู่นั่นละ ผมก็คิดว่าอายุ ๖๐ ปีจะเจอประชาธิปไตย นี่มัน ๗๑ ปีแล้วประชาธิปไตยยังมองไม่เห็น ผมกำลังคิดว่าผมจะต่อสู้อย่างไรที่จะเอาประชาธิปไตยมาให้ประชาชน เพราะฉะนั้น ผมฝากขอบคุณอาจารย์ปิยะบุตรและคุณพริษฐ์ตลอดจนท่านที่นั่งอยู่นี้ และผมขอ ท่านประธานด้วยว่าให้เวลาตัวแทนประชาชนชี้แจง เวลานี้ถ้าบอกว่าเวลาของตัวแทน ประชาชนหมด เวลาของประธานก็หมดแล้วนะผมจับดู ๑๖.๐๐ นาฬิกา บอกว่าให้ประธาน ๑ ชั่วโมง หมดแล้ว และถ้าท่านประธานไม่มีเวลาอยู่จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นให้ตัวแทน ประชาชนได้ชี้แจงเต็มที่ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณเฉลา พวงมาลัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กราบเรียนท่านประธานครับ ผมมีประเด็นอภิปรายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ให้ยกเลิกมาตรา ๒๗๐ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลพอ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้มาจากการเลือกตั้งและตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ การเลือกตั้งในกลุ่มสาขาอาชีพมีความตั้งใจทำหน้าที่ตามสาขาอาชีพที่พี่น้องประชาชน ในสภา จึงไม่มีเหตุผลพอที่จะสืบทอดอำนาจให้กับผู้ใด พวกเรา ๕๐ สมาชิกวุฒิสภามีอิสระ ทางความคิด ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมากล่าวหา ส.ว. ๕๐ คน เรามีวุฒิภาวะเพียงพอ สุดท้ายนี้ การเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่ายกเลิกหลายมาตราและสมาชิก ท่านอื่นได้อภิปรายหลายมาตรา ผมยกตัวอย่างเช่น ยุบองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านผู้เสนอร่างมีอคติอะไรกับศาล หรือองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คิดว่าผมมาจากการเลือกตั้งและผมไม่อยู่ใน ความครอบงำของท่านใด ถือว่าในส่วนนี้ผมเข้ามาผมมีอุดมการณ์เพื่อจะแก้ไขปัญหา พี่น้องประชาชน และแก้รัฐธรรมนูญตามที่พี่น้องประชาชนต้องการ สุดท้ายนี้กราบขอบคุณ ท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็น คุณรังสิมันต์ โรม เสร็จแล้วก็จะเป็นคุณเสรี สุวรรณภานนท์ นะครับ จากนั้นก็เข้าใจว่า เป็นท่านสุดท้าย เพราะในนี้แจ้งว่าจะสรุปการอภิปรายคือท่านสุทิน คลังแสง เชิญคุณรังสิมันต์ครับ
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรื้อระบอบ ประยุทธ์ที่เสนอเข้ามาโดยประชาชนเป็นจำนวนถึง ๑๓๕,๒๔๗ คน ตามการตรวจสอบ โดยรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอคารวะ คารวะการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนที่เสียสละ ตัวเองเพื่อประชาธิปไตย พวกเขาเสียเสรีภาพ บ้างก็เสียเลือด บ้างก็เสียชีวิต เพื่อยืนยันว่า ประเทศนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผมเชื่อว่าการต่อสู้ดังกล่าว จะเป็นแสงสว่างที่ส่องไสว เพื่อทำให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ผมฟังการอภิปรายมาหลายชั่วโมงจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะที่มาจากฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. ฟังแล้วก็รู้สึกสลดครับ สลดใจแทนพี่น้องประชาชนที่จะเป็นอนาคตของประเทศนี้ ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกมากเหลือเกินที่สภาแห่งนี้ยังมีคนที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน เพราะได้รับความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน ๑๖ ล้านคนในการทำประชามติ เพราะฉะนั้นแค่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าเสียงอย่าเหิมเกริมริอาจมาแก้ ข้ออ้างเช่นนี้ยังถูกเอื้อนเอ่ยอยู่เสมอ ผมได้ยินมันทุกครั้งที่สภาแห่งนี้มีเหตุให้พูดถึง ในเรื่องของปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมขอย้ำอีกครั้งครับ ว่าการทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวที่มีการเริ่มรณรงค์ตั้งแต่ช่วงต้นปี ๒๕๕๙ ไปจนถึงวันที่มี การลงประชามติในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ไม่มีวันและไม่มีทางเลยที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้กลายร่างเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ เพราะในขณะที่ผู้รณรงค์คัดค้านอย่างผม หรือคนอื่น ๆ กับถูกสกัด ถูกขัดขวาง ถูกดำเนินคดีและถูกคุมขัง แต่กับฝ่าย กรธ. ที่ชัดเจน คือผู้ที่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้มันผ่าน กลับได้รับการทุ่มงบประมาณให้ผลิตหนังสือ คำอธิบายสาระสำคัญ ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการชี้นำให้โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญออกมาแจกจ่าย นับล้านฉบับ มีการเกณฑ์ครู ก ครู ข ครู ค เกณฑ์ รด. ไปเป็นผู้ช่วยรณรงค์ให้กับฝ่าย กรธ. ทั่วประเทศ ไปจนถึงการทำสื่อโฆษณาเฉพาะด้านที่อ้างว่าดีของร่างรัฐธรรมนูญแล้วเผยแพร่ ทั้งทางโทรทัศน์และทางออนไลน์ (Online) แค่นี้ก็ชัด ยิ่งกว่าชัดว่าประชามติครั้งนั้นไม่เสรี และไม่เป็นธรรม ท่านประธานครับ จำนวนประชาชน ๑๓๕,๒๔๗ คน น่าจะกล่าวได้ว่า เป็นจำนวนที่มากที่สุดแล้วเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือแก้รัฐธรรมนูญต่อสภาของประเทศไทย อันที่จริงมันมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งหลาย ๆ เขตด้วยซ้ำ การจะได้รับความยินยอมในการเข้าชื่อมาเป็นจำนวน ที่มากขนาดนี้ ถ้าผู้คนในสังคมวงกว้างไม่มีเจตจำนงอันแน่วแน่ในการที่จะผลักดันสิ่งที่ จะเสนอแล้ว ผมคิดว่าคงไม่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ที่นับว่าตลกร้าย คือหลายคนที่อ้าง ๑๖ ล้านเสียง ประชามติกันมาแบบผิด ๆ คนเหล่านี้เข้ามาในสภาแห่งนี้ ด้วยการเคาะจากคนแค่เพียง ๑๕ คน ใน คสช. เท่านั้น ก็ไม่ทราบว่า อาความชอบธรรมจากไหนมาพูดคำใหญ่คำโต กันอย่างโจ่งแจ้งได้ถึงเพียงนี้ แล้วประทานโทษครับท่านประธาน ถ้าจะเอาอะไรมาอ้าง เมื่อเทียบกับ ๑๓๕,๒๔๗ เสียงของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้มันถูกฝา ถูกตัวจริง ๆ ก็ต้องเทียบกันกับช่วงก่อนทำประชามติ ว่าในขั้นตอนของการเสนอร่าง รัฐธรรมนูญนี้ถูกเสนอเข้ามาสู่สายตาพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้มาลงประชามตินั้น กระทำโดยคนกี่คน ๒๑ คนเท่านั้น ซึ่งก็คือ กรธ. ที่นำโดยคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ร่างมันขึ้นมา แล้วส่งไปทำประชามติ แล้วถามว่า กรธ. ๒๑ คนนี้มาจากไหน ก็มาจากแต่งตั้งโดย คสช. เหมือนกันกับที่ตั้ง ส.ว. ทั้ง ๒๕๐ คน เข้ามา ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นเลิกเถอะครับ การที่จะอ้าง ๑๖ ล้านเสียงจากการทำประชามติที่ไม่เสรี และไม่เป็นธรรม เลิกอ้างได้แล้ว ท่านประธานครับ โดยสรุปแล้วหากเรามาดูข้อเสนอของภาคประชาชนในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เข้าสู่สภา ต่างมีจุดร่วมเชื่อมโยงไปยังหลักการสำคัญหลักการเดียว นั่นคือทุกองค์กร ทุกสถาบันตามรัฐธรรมนูญที่ล้วนแต่มีอำนาจอันอาจส่งผลกระทบ ต่อหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน ต่อประชาชนทุกคนในประเทศนี้ จะต้องปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้ความไว้วางใจของประชาชน วางตนอยู่ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน ใช้อำนาจ ภายใต้ความรับผิดชอบต่อประชาชน รวมถึงสร้างหลักประกันว่าอำนาจสูงสุดของประชาชน จะมิอาจถูกล่วงละเมิดไปได้ หากมีสิ่งใดที่ฝ่าฝืนต่อหลักการนี้ก็ควรจะถูกล้ม ถูกโละ ถูกเลิก ถูกล้างเสีย ท่านประธานครับ การที่ประชาชนเสนอเลิกยุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๕ เลิกหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ก็เพราะผู้ที่สมควรมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดยุทธศาสตร์ และแผนปฏิรูปประเทศนี้ก็คือรัฐบาลที่ต้องมาจากความไว้วางใจของสภาที่เป็นผู้แทนราษฎร อย่างแท้จริง และดำเนินนโยบายเหล่านั้นด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน มิใช่ต้องติดบ่วง ที่ใครหน้าไหนก็ไม่รู้ตั้งตัวเองและพวกขึ้นมา เขียนข้อกำหนดชี้ซ้ายชี้ขวาให้รัฐบาลและสภา จากการเลือกตั้งต้องหันหัวแล้วเดินตาม หากไม่เชื่อฟังก็ถูกเอาผิดเอาโทษ อันที่จริง ท่านประธาน ข้อเสนอนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการกลับไปสู่จุดเดิมที่เราเคยเป็นมาและภายใต้ ระบอบประชาธิปไตยก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เมื่อพูดถึงสภาที่เป็นผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริง ประเทศไทยเรามีประวัติกันมาอย่างยาวนานกับสภาแห่งที่ ๒ ครับ นั่นก็คือ ส.ว. ที่ในรัฐธรรมนูญฉบับในอดีตที่ผ่านมามีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือ เป็นเสียงที่คอยค้ำยัน ให้คณะรัฐประหารสามารถสืบทอดอำนาจเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ภายหลังการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญที่ตัวเองได้วางไว้แล้ว แน่นอนตัวอย่างที่เราลืมไม่ลงก็คือวันที่ ส.ว. เกือบทั้งหมดขานชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีราวกับถูกกดปุ่มสั่งมา จนผมนึกว่านี่คือพรรค ส.ว. ครับ พรรค ส.ว. ที่มี พลเอก ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีเสียอีก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือผลงานชิ้นเดียวของ ส.ว. ที่ประชาชนเขาจำได้ไม่ลืม ท่านประธานครับ มันจึงไม่แปลกที่ภาคประชาชนเขาถึงเสนอ ให้ล้ม ส.ว. ให้ล้มวุฒิสภา ให้เหลือแค่เพียงสภาเดียว ท่านประธานครับ ข้อเสนอของพี่น้อง ประชาชนในครั้งนี้ไม่ใช่ข้อเสนออะไรอื่นเลย นอกจากความต้องการที่จะเห็นสภาแห่งนี้ เป็นของประชาชนและใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่า ซึ่งเอาเข้าจริงครับ เรื่องสภาเดี่ยว ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมแปลกใจมาก ๆ ที่วุฒิสภา วุฒิสมาชิกหลายท่านที่น่าจะคุ้นเคยกับการทำ หน้าที่แบบสภาเดี่ยวออกมาต่อต้านในเรื่องนี้ ในวันที่ท่านทำหน้าที่เป็น สนช. ซึ่งไม่มีใคร ที่เป็นประชาชนเลือกท่าน ไม่มีใครตรวจสอบท่าน ไม่มีใครถ่วงดุลอำนาจกับท่าน ท่านกลับ ไม่เห็นจะเดือดเนื้อร้อนใจในการทำหน้าที่ตรงนั้น แต่พอเราต้องการจะยกอำนาจตรงนี้ ให้เป็นของประชาชน ท่านกลับมีปัญหาครับ ตกลงท่านจะเอาอย่างไรกันแน่ วันนี้ท่านมา เรียกร้องการตรวจสอบ วันนี้ท่านมาเรียกร้องการถ่วงดุล ทำไมถึงไม่อยู่ในร่องในรอยแบบนี้ หรือแท้ที่จริงแล้วคือท่านกลัว ท่านกลัวว่าถ้าเลือกตั้งกันหมดประชาชนเขาจะไม่เลือกท่าน กลับมา เพราะการหาเสียงกับประชาชนมันย่อมยากกว่าการหาเสียงกับ พลเอก ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจแต่งตั้ง ส.ว. ตอนนั้นแน่ ๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่น้อยหน้า ก็คือศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ที่นับตั้งแต่รัฐประหารปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ได้กลายเป็นเครือข่ายที่แต่งตั้งและรับรองกันเองในหมู่เหล่าของบรรดาตุลาการ และวุฒิสมาชิก ตัดขาดจากประชาชน ทว่ากลับยึดโยงกับอำนาจของคณะรัฐประหาร และผลิตผลที่ออกมาคือคำฟ้องและคำตัดสินที่สะเทือนกว้างและร้าวลึกไปถึงรากฐาน ของระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่การยุบพรรคการเมือง การขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ การอ้างคดีทุจริตมาบดขยี้ศัตรู ทางการเมืองของคณะรัฐประหาร ในขณะที่เพิกเฉยต่อการคอร์รัปชันของคนในรัฐประหาร เสียเอง การจัดการเลือกตั้งที่ไร้ประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไปจนถึงการทำลายเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ การทั้งหลาย เหล่านี้บ่มเพาะข้อกังขาของสังคมมานานนับทศวรรษ ความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย ถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี โดยที่คนฟ้องคนตัดสินเหล่านี้ไม่ต้อง รับผิดชอบอะไรเลย ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้ทักท้วงหรือประเมินผล ภาคประชาชน จึงต้องเสนอให้โละเอาสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยออกไปจากองค์กรผู้ใช้อำนาจตรวจสอบเหล่านี้ เพื่อให้สามารถกลับมาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้อีกครั้ง และเพื่อเป็นหลักประกัน ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องมีคณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการตรวจสอบถ่วงดุลจะไม่ใช่แค่การตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่ฝ่ายประชาชนเขาก็มีตัวแทนของพวกเขา สามารถตรวจสอบการทำหน้าที่ขององค์กร ตุลาการได้ ซึ่งต้องย้ำว่าการตรวจสอบดังกล่าวคือการตรวจสอบในสิ่งที่ผู้พิพากษา หรือตุลาการจะต้องไม่กระทำการทุจริต ไม่ใช่เป็นการแทรกแซงคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา นี่คือการสร้างหลักประกันที่จะทำให้องค์กรตุลาการมีความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ใช่เป็นรัฐอิสระใช้อำนาจหน้าที่อย่างบิดเบือนแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน องค์กรตุลาการ จะยังคงทำหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย แต่ได้รับการยอมรับจากประชาชน นอกจากนี้ครับ การที่ภาคประชาชนเสนอให้เพิ่มหมวดว่าด้วยการล้างผลพวงการรัฐประหารและการป้องกัน และการต่อต้านรัฐประหาร ก็เพราะพวกเขาเอือมระอาแล้วครับ เอือมระอาเต็มทนแล้ว กับคำกล่าวที่ว่า เมื่อเสียงปืนดังขึ้นกฎหมายก็เงียบลง เบื่อเต็มทีกับการเห็นนักกฎหมาย อ้างว่าเมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้แล้วถือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จะออกคำสั่งนั่นนี่บังคับ อะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ไม่อยากจะต้องเห็นคนที่ปล้นอำนาจของพวกเขาเข้ามากอบโกย ผลประโยชน์กันอย่างเมามันแล้วนิรโทษกรรมตัวเองลอยนวลไปมีหน้ามีตาอยู่ในสังคม ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่เอาอีกแล้วกับวงจรอุบาทว์อย่างที่ผ่านมา ข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ใช่ข้อเสนอที่ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าที่จะทำให้เป็นจริงได้ สิ่งที่ยากเย็นจริง ๆ คือการที่หลายคนที่มีอำนาจอยู่ในบ้านเมืองนี้ แม้กระทั่งในสภาแห่งนี้ จะรู้สึกตัวและตระหนักได้เสียทีว่า การปล่อยให้ระบอบประยุทธ์มันดำรงอยู่ต่อไปอย่างนี้ ทุก ๆ วินาที มันเสียหายต่อประเทศเหลือคณานับ หลายท่านในที่นี้ยังอ้างว่าข้อเสนอ ของภาคประชาชน
รังสิมันต์ครับ คำว่า มัน นี้อย่าไป ถึงขนาดนั้นเลยนะครับ ใช้คำว่าระบอบประยุทธ์ก็ถือว่าหนักแล้ว อย่าไปใช้คำว่ามันเลยนะครับ
ท่านประธานครับ ผมจะระมัดระวังคำพูด
เตือนไว้ครับ เตือนไว้ไม่ต่อแล้ว แต่เตือนไว้ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน หลายท่านในที่นี้ยังอ้างว่าข้อเสนอของภาคประชาชนจะทำให้สภาแทรกแซง การทำงานของศาลและองค์กรอิสระ ทำให้ขาดความเป็นอิสระ รวบอำนาจไว้ที่สภาจนเป็นใหญ่ ไม่มีใครถ่วงดุลได้ ท่านเหล่านี้คงไม่ได้พิจารณาถึงธรรมชาติของสภาในความเป็นจริง ที่มีมาจากหลายพรรค หลายฝ่าย หลายขั้วการเมือง ย่อมถ่วงดุลกันเองตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว อีกทั้งข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคณะผู้ตรวจการกองทัพ คณะผู้ตรวจการศาลและองค์กร อิสระ เรื่องให้สภาร่วมเลือกหรือขอให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กร อิสระได้นั้น หากดูให้ดีจะเห็นว่าผู้เสนอได้แบ่งการมีส่วนร่วมของสภาในฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน อย่างเท่า ๆ กัน ไม่มีฝ่ายไหนได้เปรียบเสียเปรียบตั้งแต่ต้น กับบางเรื่องยังเปิดให้ฝ่ายตุลาการ ได้มีส่วนร่วมเท่า ๆ กัน คะแนนเสียงที่ใช้กับการลงมติหลายกรณีก็ต้องเป็นเสียงข้างมาก พิเศษหรือบางกรณีสภาจะไปให้คุณให้โทษเองก็ไม่ได้ ต้องส่งเรื่องให้ศาลตัดสินนี่ ยังไม่นับว่า อำนาจที่ศาลและองค์กรอิสระจะได้ตรวจสอบสภากลับบ้างก็ไม่ได้ลดถอยไปอย่างมีนัยสำคัญ ผมขอถามกลับบ้าง ว่าพวกท่านเชื่ออย่างสนิทใจจริง ๆ ว่าระบอบตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่นี้ มันดีแล้วใช่ไหม ไม่ต้องแก้ไขอย่างที่ภาคประชาชนเสนอมา ท่านเชื่อจริง ๆ หรือว่าระบอบ ที่เป็นอยู่มันไม่ได้ให้อำนาจแก่ผู้ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนอย่างเกินส่วน จนมากดทับ มาครอบงำผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน รวมถึงประชาชนเอง ไม่ให้ทำตามเจตจำนง ของพวกเขาได้ ซึ่งในวันหนึ่งผู้ที่ถูกกดทับ ถูกครอบงำ อาจจะกลายเป็นพวกของท่านเองก็ได้ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าระบอบที่ดี คือระบอบที่ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครจะผงาด ขึ้นมามีอำนาจ ระบอบนั้นจะยังคงประกันความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่ายและสังคม โดยรวมได้ แต่ถ้าท่านคิดว่าระบอบที่ท่านพยายามเหลือเกินที่จะรั้งมัน ไม่ยอมให้เปลี่ยน ผมขอทดสอบง่าย ๆ ครับ เราลองเปลี่ยนกันดู ให้คนที่อยู่ขั้วการเมืองเดียวกัน คิดเห็น ทางการเมืองคล้าย ๆ กันกับผม ไปนั่งอยู่ในองค์กรแต่งตั้งต่าง ๆ แทนพวกท่าน สมมุติว่า ให้คณะก้าวหน้าเป็นผู้มีอำนาจจิ้มเลือก ส.ว. ทั้ง ๒๕๐ คนแทน คสช. ให้ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระมาจากนักกฎหมาย ที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล กับพวกแต่งตั้งมา ผมต่อให้พรรคก้าวไกล และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ ยังคงเป็นพรรคฝ่ายค้าน ต่อไป มี ส.ส. เท่าเดิมเลยก็ยังได้ พวกท่านจะยอมรับโดยดุษฎี ไม่ปริปากกับสภาพการเมือง แบบนั้นจริง ๆ หรือครับ ผมเกรงว่าจะเป็นพวกท่านด้วยซ้ำที่ออกมาร้องแรกแหกกระเชอ ดังเสียยิ่งกว่าผู้ชุมนุม ฉากทัศน์ง่าย ๆ แบบนี้ท่านนึกไม่ได้จริง ๆ หรือครับ ผมรู้ว่าส่วนหนึ่ง ที่พวกท่านคัดค้านกันมานั้น ก็เพราะข้อเสนอของภาคประชาชนมันไปกระทบกับการดำรงอยู่ ของพวกท่าน สิ่งที่ผมจะพูดคือผมอยากให้พวกท่านวางตำแหน่งตัวเองไว้ก่อน และมองข้อเสนอนี้ในฐานะประชาชนคนหนึ่งบ้าง สุดท้ายข้อเสนอของภาคประชาชนในครั้งนี้ ไม่ได้พยายามทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบเป็นพิเศษ ทุกฝ่ายแข่งขันกัน ภายใต้กติกาเดียวกัน ไม่ได้เอื้อให้กับใครตั้งแต่ต้น ผลแพ้ชนะออกมาก็ไม่ได้มีฝ่ายไหน สามารถกินรวบได้ทั้งกระดาน ยังมีโอกาสให้แข่งใหม่ได้เสมอ และพวกท่านในฐานะ ประชาชน ก็สามารถเข้าร่วมตัดสินการแข่งขันนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน หรือถ้าหากพวกท่าน คิดว่าตัวเองมีความสำคัญต่อบ้านเมืองนี้ สนามเลือกตั้งก็ยังพร้อมที่จะเปิดรับพวกท่านเสมอ ข้อเสนอของประชาชนไม่ได้ห้ามพวกท่านลงเลือกตั้งเลย อย่างมากก็แคติดกฎเกณฑ์อันเดิม ที่ท่านไม่สามารถลงได้หลังจากพ้นตำแหน่ง ๒ ปี ถ้าท่านคิดว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถ มีหลักการ มีเหตุผลเพียงพอ ถึงอย่างไรอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน ท่านก็สามารถ โน้มน้าวให้คนอื่นเห็นด้วยกับท่านได้ ฉะนั้นถ้าท่านมั่นใจ ถ้าเชื่อมั่นในประชาธิปไตย ก็ขอให้ มาแข่งขันในกติกาเดียวกัน สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมพยายามจินตนาการว่า ถ้าเราสามารถขจัดผลพวงของรัฐประหารออกไปได้ สามารถป้องกันรัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้น ได้อีก ยกเลิกองค์กรแต่งตั้งที่เหยียบอำนาจประชาชนไว้หรือเปลี่ยนมันให้มายึดโยง กับประชาชน รับผิดชอบต่อประชาชน ถ้าสามารถทำได้เช่นนั้นแล้วประเทศนี้จะเป็นเช่นไร หนทางข้างหน้าของประชาชนจะเปี่ยมด้วยความหวังมากขนาดไหน เราอาจจะกะเกณฑ์ แน่นอนไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดกองทัพและตำรวจคงไม่กระทำย่ำยีประชาชนอีกต่อไป อย่างน้อยที่สุดการปราบทุจริตคอร์รัปชันก็จะไม่ ๒ มาตรฐาน อย่างน้อยที่สุดการเลือกตั้ง ก็คงจะเป็นธรรมมากกว่านี้ อย่างน้อยที่สุดก็คงไม่มีคำวินิจฉัยที่มองผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ว่าบ่อนทำลายประเทศ น่าเศร้าที่เรื่องเลวร้ายเหล่านี้ที่ผมไม่อยากเห็น ในความเป็นจริง ล้วนเกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมปล่อยให้มันคงอยู่และเกิดขึ้นซ้ำซาก ต่อไป ทั้งหมดนี้ต้องถูกสะสาง และข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญล้มระบอบประยุทธ์ คือก้าวแรก ของการริเริ่มเพื่อไปสู่จุดหมายนั้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ทุกท่าน จะร่วมกันลงมติรับหลักการแก้รัฐธรรมนูญของภาคประชาชนในครั้งนี้ อะไรที่มันจบด้วยมือ ของท่านได้ ก็ขอให้มันจบที่รุ่นของท่าน อย่าดึงดันต่อไปให้เป็นภาระของคนรุ่นหลังต้องมาจบ มันแทน เพราะเมื่อถึงจุดนั้นแล้วมันอาจจะไม่ใช่จุดจบที่สวยสำหรับพวกท่านก็เป็นได้ จะจบในรุ่นของท่านหรือจะให้ท่านจบในรุ่นของผม วันนี้ท่านเลือก ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเสรี สุวรรณภานนท์ เข้าใจว่าเป็นวุฒิสมาชิกท่านสุดท้าย ขอเชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมก็นั่งฟังเพื่อนสมาชิกได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่เสนอโดยคุณพริษฐ์และอาจารย์ปิยบุตร ที่มีประชาชน ๑๓๕,๐๐๐ ชื่อเสนอเข้ามา ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอมาดังกล่าวนี้ ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งก็ถูกวิพากษ์ ถูกวิจารณ์ ถูกพูดถึงในทางเสียหาย ถูกใส่ร้าย ถูกป้ายสี ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ใช้ถ้อยคำที่ดูถูก ดูหมิ่น เหมือนกับคนพูดนั้นเป็นเทวดา เป็นคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่จริง โกหก กลางสภาหลายเรื่อง แต่เราก็อดทน จากจุดเริ่มต้นในร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม วุฒิสภา คงเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกพาดพิงถึง เพราะมีที่มาที่ไปจากการแต่งตั้งของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. ในสมัยนั้น และท่านก็พูดย้ำตลอด ว่าสิ่งที่ท่านเสนอมาดังกล่าวนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจะล้มระบอบประยุทธ์ ซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมก็พยายามดูครับท่านประธาน ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวหาในหลายเรื่อง ทั้งที่พี่น้องประชาชน ๑๖ ล้านคน เขาทำประชามติแล้วก็ลงคะแนนสนับสนุนให้มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ท่านกำลัง เอารัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขเพิ่มเติมโดยคน ๑๓๕,๐๐๐ คนมาหักล้าง มาแก้ไข แล้วก็บอกว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีกว่าปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นระบอบประยุทธ์ ผมก็สงสัยครับท่านประธาน ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญระบอบประยุทธ์ แล้วฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นรัฐธรรมนูญระบอบอะไร เป็นระบอบปิยบุตรหรือเปล่า เป็นระบอบที่ถูกเรียกขึ้นมาเพื่อจะสร้างความรู้สึกให้กับคนฟังเกิดความรู้สึกที่เป็นอคติ เพราะว่ามาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ผมว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับท่านประธานมันผ่านพ้น ไปหมดแล้ว ไปนานแล้ว ไปจนกระทั่งพี่น้องประชาชนเขาลงคะแนนให้ ๑๖ ล้านเสียง ที่จะผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ท่านก็ยังไม่เคารพในเสียงของประชาชนแล้วท่านก็พูดตีกันไว้ อีกว่าอย่าเอา ๑๖ ล้านเสียงมาอ้าง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นความเป็นจริง แต่สิ่งที่นำเสนอมาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ที่หลักการ และเหตุผล เป็นหลักการเหตุผลที่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง บ้านเมืองมันถึงได้ยุ่งครับท่านประธาน เพราะถ้อยคำภาษาที่เขียนอยู่ในหลักการเหตุผล เนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้เขียนไว้รุนแรง มีกระบวนการที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ว่าร่างฉบับนี้ เป็นร่างที่แทรกแซงหลายระบบ หลายองค์กร แต่บ้านเมืองมันยุ่งเพราะรัฐธรรมนูญ เขียนอย่างหนึ่ง แต่เวลาท่านอภิปรายอธิบายในสภาใช้ถ้อยคำที่สวยหรู ใช้ถ้อยคำประดุจหนึ่ง ไม่มีอะไรเลย เขียนอย่าง พูดอย่าง ทำให้คนเขาเข้าใจผิด นึกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านเสนอมา แก้ไขอยู่นี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ สามารถจะแก้ไข ปัญหาขององค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์สวยหรู แต่ในเรื่องเหล่านี้นะครับ ท่านประธาน ถ้าจะพูดกันตรง ๆ ผมว่าวุฒิสภาหรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนไม่ขัดข้องหรอกครับ ถ้าหากว่าจะมีประชาชนจะจำนวนเท่าไรก็ตามที่มีสิทธิจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือท่านสมาชิกรัฐสภาประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมว่าสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ขัดข้อง แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องมาโดยสุจริต ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่แอบแฝง ถึงประโยชน์ส่วนตน ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ นี่คือสิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาผมเชื่อได้ว่าทุกคนมีจิตสำนึกคิดเป็น รู้ว่าสิ่งอะไรควร อะไรไม่ควร เราได้ถูกกล่าวหาตั้งแต่เช้ามา ถูกสับโขกด้วยถ้อยคำกระทบกระเทียบเปรียบเปรย เหมือนเรา ไม่ได้ทำงานอะไรเลย เป็นองค์กรวุฒิสภา เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่รับเงินเดือนเสียงบประมาณ อย่างน้อยที่สุดนะครับท่านประธาน ส.ว. ชุดผมก็ไม่ได้ซื้อเสียงเข้ามาครับ จะดี จะร้าย อย่างไรก็ไม่ได้เคยโกงการเลือกตั้ง ไม่เคยทำผิดกฎหมาย แต่เข้ามาโดยระบบที่รัฐธรรมนูญ ปัจจุบันเขียนเอาไว้ พี่น้องประชาชนเขาฉันทามติว่ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้ สมาชิกวุฒิสภา ชุดนี้ก็เข้ามาตามรัฐธรรมนูญ แต่ท่านก็บอกว่าไม่ได้มาจากประชาชน ก็ประชาชนเขาให้มา แบบนี้ครับ อย่างที่ผมเคยพูดบ่อย ๆ ท่านประธาน เมื่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา ผมก็มาตามวิถีทางเลือกตั้งเข้ามา ผมก็ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ ให้มาแบบนี้ ผมว่ามันก็เป็นความชอบธรรมของคนทุกคนที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาและเข้ามาอยู่ในห้องแห่งนี้ มาด้วยความถูกต้อง ไม่ได้มาผิดกฎหมาย มาตามรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่เราอยากจะบอก กับพี่น้องประชาชน เพราะผมเข้าใจว่าผมบอกกับพวกท่าน ท่านไม่เข้าใจหรอก เพราะท่าน ถูกฝังหัวไว้หมดแล้วว่า สมาชิกวุฒิสภามาแบบไม่ชอบ มาแบบสืบทอดอำนาจ ท่านก็ท่องมา อยู่แล้วตั้งแต่ไหนแต่ไร เราจึงไม่หวังว่าจะให้ท่านมาเชื่อหรือว่าเห็นพ้องต้องกับเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นเพียง กระบวนการกลไกรูปแบบหนึ่งในทางการเมือง ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเสนอ โดยบุคคลซึ่งเป็นกลาง ซึ่งมีเจตนาดีมีความจำนง มีความประสงค์ดีแล้วเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาสักฉบับหนึ่ง มีพี่น้องประชาชนไม่ต้องถึงแสนคนหรอกครับ แค่ ๕๐,๐๐๐ ชื่อนี่ครับ เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาในสภา ผมว่าเราก็ต้องพิจารณาด้วยความเคารพในเสียงของ พี่น้องประชาชนเหล่านั้น แต่ร่างฉบับนี้นี่นะครับ เสนอมาโดยใครครับ คุณพริษฐ์ คุณปิยบุตร แล้วก็ยังมีกลุ่มไอลอว์ (iLaw) อีก มันเป็นกลุ่มที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญนี่นะครับ โดยมีเนื้อหา สาระของร่างรัฐธรรมนูญ
ประท้วงครับท่านประธาน ขอประท้วงท่านประธานครับ
เชิญครับ
ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ซึ่งใช้คำว่า มัน ครับ ซ้ำกับที่ประธานเคยเตือนเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ครับ
ถ้าใช้คำว่า มัน ก็หลีกเลี่ยงนะครับ
ให้สมกับเป็น ส.ว. หน่อยครับ
อย่าไปกระแนะกระแหนครับ เชิญต่อครับ
สภาแห่งนี้มันตกต่ำ ก็เพราะคนคิดอย่างนี้ท่านประธาน คิดได้แค่นี้ครับ คิดแค่เพียงแต่จะมาเบรก เพื่อให้พูด ไม่ต่อเนื่อง ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนนี่นะครับ ว่าท่านที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ถ้าหากว่าเสนอรัฐธรรมนูญ มาโดยสุจริตนะครับ ผมว่าเราพร้อมที่จะพิจารณาครับ ไม่มีอะไรแอบแฝง เราก็พร้อม ที่จะพิจารณา แต่ถ้าหากว่าเสนอรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่เป็นอยู่นี้นี่นะครับ มันก็ต้องมอง ไปถึงการเสนอครับ ว่าการเสนอที่มีเนื้อหาสาระในประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มันมีเนื้อหา สาระที่กระทบกับองค์กรต่าง ๆ โดยกล่าวหา ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงอย่างที่ว่า ซึ่งมันทำให้เห็นครับ ว่าเสนอข้อมูลเนื้อหารัฐธรรมนูญเหล่านี้กระทบกระแทกกับคนไปทั่ว แสดงให้เห็นอะไรครับ แสดงให้เห็นว่าท่านต้องการจะสร้างความขัดแย้ง ต้องการจะสร้างสถานการณ์ให้ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมันจะมีผลในทางการเมืองครับท่านประธาน และมันก็จะได้ ประโยชน์หลายอย่าง อย่างน้อยที่สุดนี่นะครับ ถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นภาษา ทางกฎหมาย ผมก็เป็นนักกฎหมาย นักกฎหมายที่ไหนอ่านแล้วก็รู้เท่าทันเหมือนกัน ว่าเจตนารมณ์แต่ละถ้อยคำนั้นที่ท่านเสนอมาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านประสงค์อะไร มันหมายความว่าอย่างไร ซึ่งผมเชื่อครับว่าเนื้อหาทั้งหลายเหล่านี้นะครับ ประสงค์ที่จะไม่ให้ สภาแห่งนี้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าไม่รับแล้วผลเป็นอย่างไรครับ อย่างน้อยที่สุด ท่านก็กำลังมาสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองว่าเสนอร่างรัฐธรรมนูญแล้วสภาเขาไม่รับ พี่น้องประชาชนก็จะรู้สึกไม่ดีกับสภาแห่งนี้ ไม่ดีกับวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสีย หวงอำนาจ ไม่ต้องการที่จะออกจากตำแหน่ง ไม่ต้องการที่จะยอมเปลี่ยนแปลง นี่คือท่านกำลัง สร้างแพะรับบาปในสิ่งที่ท่านประสงค์จะให้เกิดขึ้น ผลที่ตามมาครับท่านประธาน ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าหากว่าเป็นบุคคลนาย ก นาย ข เสนอร่างรัฐธรรมนูญเหล่านี้มาผมจะไม่คิดอะไรเลย แต่ท่านที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มา ท่านเคยเจ็บช้ำน้ำใจ ท่านเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคเดิมของท่าน ให้ตัดสิทธิทางการเมืองของท่าน แล้วยังมีกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของท่าน ที่ท่านให้ความคิด ให้ความเข้าใจในทางการเมืองที่ผิด ๆ จนกระทั่งเขาต้องคดีความ ลูกหลานของพวกเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านก็กำลังที่จะสร้างบรรยากาศ สร้างสถานการณ์เหล่านี้ เพื่อที่จะด้อยค่า เพื่อที่จะลดความเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ ของศาลปกครอง ของศาลยุติธรรม ของบรรดา ศาลทั้งหลาย ที่กำลังพิจารณาเรื่องที่พรรคหนึ่งกำลังจะถูกยุบ กำลังถูกพิจารณา ท่านสร้าง ความขัดแย้งเพื่อให้มันเกิดขึ้นเสียก่อน ถ้าหากศาลตัดสินจริงว่าท่านถูกยุบพรรค หรือถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือถูกลงโทษในทางอาญา ท่านก็มีเหตุแห่งการพิจารณา ของสภาแห่งนี้ เหตุผลล่ะที่จะต้องมีการปรับปรุงศาลและไม่เชื่อศาล เพราะศาลไม่ให้ ความเป็นธรรม ศาลตัดสินไม่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นครับท่านประธานครับ ผมถึงได้ กราบเรียนท่านประธานอย่างไรครับ
คุณจุลพันธ์เชิญนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องประท้วงท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้อภิปราย ด้วยข้อบังคับการประชุมข้อที่ ๔๕ ครับ ท่านไม่อยู่ ในประเด็นครับ เรากำลังพิจารณาเรื่องของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนะครับ อยากจะฟังว่าสาเหตุในเรื่องของตัวร่างที่มันมีปัญหาหรืออะไรต่าง ๆ ที่ท่านจะหาเหตุมารับ หรือไม่รับนี้ อันนี้ผมรับฟังได้ครับ แต่ตอนนี้ท่านกำลังใช้จินตนาการแล้วก็ไปค่อนข้างไกลครับ ขอท่านประธานโปรดควบคุมการประชุมครับ
ผมติดตามทุกคำนะครับ ตอนที่เรา อภิปรายเราก็กล่าวหาองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญนี้อย่างหนักนะครับ หนักกว่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นให้โอกาสเขาได้พูดได้ชี้แจง ยังไม่อยู่นอกประเด็นนะครับ เชิญต่อเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดอยู่ในประเด็นครับ ผมกำลังจะบอกท่านประธานว่า การที่สภาแห่งนี้กำลังพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ร่างฉบับนี้ผ่านสภาโดยแท้ แต่เป็นการต่อสู้ ในทางคดีความเฮือกสุดท้าย ก่อนที่จะถูกพิจารณาในกระบวนการต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม กำลังกราบเรียนท่านประธาน ผมไม่ได้จินตนาการ ผมพูดถึงเหตุผลว่าที่สภานี้พิจารณา ในเรื่องเหล่านี้มาทั้งวันนี้นะครับ มันเห็นอยู่แล้วครับว่าเนื้อหานี้ โอกาสที่จะผ่านนี้มันยากนะครับ เพราะว่าท่านนี้กล่าวหาวุฒิสภา กล่าวหาในส่วนซีกรัฐบาลหลายเรื่อง ทุกคนเหล่านี้นะครับ มีอำนาจ มีหน้าที่ในการจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ผ่านวาระ ๑ หรือไม่ แต่ท่านสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกัน ให้เกิดความขัดแย้งกัน แล้วจะไม่ให้หมายความว่า ท่านเจตนาจะให้ร่างเหล่านี้มันตกได้อย่างไร มันเป็นการสร้างสถานการณ์ในทางการเมือง ที่เกิดจากนักการเมืองซีกหนึ่งกลุ่มหนึ่งยื่นเรื่องเข้ามาให้สภาพิจารณา และต่อไปครับท่านประธาน เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นในสภาอีก เพราะว่าจะเป็นช่องทาง ที่จะก่อให้เกิดการเสนอเรื่องต่าง ๆ ในลักษณะเช่นนี้ เข้ามาหาโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ พูดกระแทกแดกดัน พูดถึงนายกรัฐมนตรี พูดถึงรัฐบาล พูดถึง คสช. เพื่อลดความน่าเชื่อถือ ให้กับพี่น้องประชาชนได้ยินได้ฟัง มันไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลย แต่มันเป็นกระบวนการคิดง่าย ๆ ที่ทำเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นนี่เรากำลังพิจารณาอยู่ว่าเรากำลังจะรับวาระ ๑ หรือไม่ เพราะวาระ ๑ มันเป็นเรื่องพูดเพื่อให้เข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันชอบที่จะพิจารณา ตัดสินใจลงมติให้หรือไม่ ผมว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้ สภาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผิดข้อบังคับข้อ ๔๕ อย่างแน่นอน เพราะท่านกำลังใส่ร้ายและอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้เสนอกฎหมายมากกว่า เรื่องนี้ผู้ฟังทางบ้าน ประชาชนคนอยู่ในสภานี้ฟังกันชัดเจน ข้าราชการในสภาก็วินิจฉัยได้ครับท่านประธาน อยากให้ท่านประธานเตือน ส.ว. ด้วยครับ
พอดีผมก็เปิดโอกาสให้พวกเรา อภิปรายได้เต็มที่นะครับ ตอนที่เราอภิปรายถึงวุฒิสภา วุฒิสมาชิก ถึงองค์กรภายนอกเราก็ใช้ เหตุผลที่รุนแรง ถ้อยคำที่รุนแรง แล้วก็องค์กรเหล่านั้นก็ไม่มีโอกาสได้มาชี้แจงอะไรเลย แต่เราก็ได้พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นที่คุณเสรีพูดก็ยังอยู่ในเรื่องที่เราได้พูดกันนั่นเองครับ เพียงแต่ว่าคุณเสรีก็อาจจะคุมเรื่องที่อย่าไปออกนอกเรื่องและอย่าไปเอ่ยถึงองค์กรหรือบุคคลใด ที่ไม่เกี่ยวข้องกับที่เขาอภิปราย เชิญนะครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมไม่ได้เอ่ยถึงองค์กรนอกเลย พูดกันต่อหน้านี่ครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านกล่าวหา ตั้งแต่เช้ามาท่านว่าวุฒิสภาตลอด กล่าวหาพวกผมตลอดว่าผมไม่ดีอย่างไร เข้ามาอย่างไร สืบทอดอำนาจอย่างไร เข้ามาแล้วไม่ทำงานอย่างไร ลงมติอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ท่านนำมา เอาแค่ตัวเลขมาพูดแล้วทำให้เสียหายว่าวุฒิสภาไม่ทำอะไรเลย แล้วเมื่อสภาลงมติแล้ว ผลเป็นอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้น แต่ท่านเอาจำนวนตัวเลขว่าเท่านี้ลง เท่านั้นไม่ลง เท่านี้กี่คน เท่านั้นกี่คน ท่านพูดโดยมีเจตนาอะไร จะให้เป็นไปตามที่ท่านคิดหมดหรือ ถ้าผลที่ออกมา เป็นไปตามที่ท่านคิดท่านก็มาเป็นสมาชิกวุฒิสภาเสียเอง บ้านนี้ไม่ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาก็ได้ เอาแต่เสียงพวกท่านละมันใหญ่ สั่งอะไรก็ได้ในประเทศนี้ อะไรที่คิดไม่เหมือนท่านผิดหมด อะไรที่ท่านต้องการอยากได้ท่านเสนอเข้ามา ใครไม่คิดตามท่านเป็นเรื่องเลวร้ายหมด นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นครับ พวกเราถูกกล่าวหากล่าวว่าด้วยความอดทน ด้วยการพิจารณา ด้วยเหตุผล แต่เมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือผมกำลังพูดไม่ไว้วางใจคนเสนอร่าง แต่ขอโทษครับ วันนี้ทั้งวันครับท่านประธาน ทั้งผู้เสนอก็ดี ฝ่ายค้านก็ดี เปิดเวทีสภาแห่งนี้ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลทั้งวัน นี่คือพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญหรือครับ รัฐธรรมนูญถ้าพิจารณาต้องพิจารณาในหลักการครับ แต่ท่านเอาตัวบุคคลมาเล่นงานตลอด แล้วจะบอกว่าสุจริตได้อย่างไร อย่างที่ผมกราบเรียนยืนยันครับท่านประธาน ถ้ามันมีคน ที่เสนอเข้ามาแล้วเป็นคนนอกที่เจตนาสุจริต ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตน ผมว่าการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นเรื่องที่ดีงาม พวกเราก็พร้อมนะครับ ที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ ที่มีเนื้อหาสาระ แต่ผมอยากให้พวกเราต้องคำนึงว่าผลที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ มีหลายท่านกังวลครับ ท่านประธานพูดในสภาแห่งนี้ บอกว่าถ้าหากว่าสภาแห่งนี้ไม่รับจะเกิดข้อขัดแย้งนอกสภา และท่านรู้ได้อย่างไร ถ้าท่านไม่ไปปลุกปั่น ไม่ไปยุยงส่งเสริม ไม่ไปสร้างสถานการณ์ ข้างนอก เขาก็ไม่ปั่นป่วนหรอกครับ เด็กที่โดนคดีติดคุกติดตะราง เพราะพวกเราขาดความรับผิดชอบ ผมว่าพวกเราใจดำไปหรือเปล่าครับ ที่เราใช้โอกาสเหล่านี้เอาสถานการณ์ที่เรากำลังพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกไปปลุกปั่นยุยงให้คนข้างนอกเขาทำผิดกฎหมาย แล้วเด็กเหล่านี้ อนาคตของชาติที่เราเรียกว่า ลูกศิษย์นี่ละครับ เป็นทั้งลูก เป็นทั้งศิษย์ เราต้องปกป้อง คุ้มครองดูแลเขา ไม่ใช่เราเอาเหตุการณ์วันนี้แล้วไปยุยงส่งเสริมเขาให้เขาออกมาต่อต้าน แล้วก็สร้างสถานการณ์ให้เขาโดนคดีอีก แล้วพอไม่ได้รับประกันตัวก็ไปโทษศาลยุติธรรม ไปโทษศาลรัฐธรรมนูญ ไปโทษศาลปกครอง ก็สิ่งต่าง ๆ นี้มันเกิดจากพวกเราทั้งสิ้น ทำไมเราไม่ใช้ความเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้ใหญ่ของพวกเรานี้ไปแนะนำเขา ไปบอกเขา อะไรถูกอะไรผิด
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานประท้วง ข้อ ๔๕ ที่ผู้อภิปรายไม่อยู่ในประเด็นเลยครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานด้วยความเคารพอย่างสูง ผมพยายามอดทนฟังว่าเนื้อหาสาระ ที่ผู้อภิปรายกำลังอภิปรายอยู่มันกำลังเกี่ยวข้องอย่างไรกับร่างที่ประชาชนเขาเสนอมา แน่นอนครับท่านประธาน ผมไม่ปฏิเสธว่าตลอดทั้งวันเราได้มีการใช้คำที่รุนแรงครับ แต่คำที่รุนแรงก็เพราะเนื้อหาที่เสนอบางส่วน บางช่วง บางตอน มันคือการไปเปลี่ยนแปลง ในเรื่องงของโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ แต่ที่ผมฟังผู้อภิปรายไปเรื่องเด็ก ไปเรื่องอะไรต่าง ๆ ผมนึกไม่ออกว่ามันอยู่ในมาตราไหนครับ ในร่างที่ภาคประชาชนเขาเสนอมา ไปยังครูบา อาจารย์ ผมก็ไม่รู้ว่าท่านพาดพิงใคร แต่ผมคิวด่าอยากให้ท่านประธานช่วยเน้นย้ำ กับผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นหน่อย ตัวท่านก็อายุเยอะแล้ว
รังสิมันต์ครับ พอสมควรแล้วครับ
การไปพูดถึง ผู้อภิปราย การที่ผู้อภิปรายไปพูดถึงเด็กต่าง ๆ ผมไม่คิดว่าเป็นความเหมาะสมนะครับ
พอสมควรครับ ผมชี้ขาดได้ครับ
ท่านประธาน ผมประท้วงครับ ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานและผู้อภิปรายครับ อยากให้ท่านประธานใช้ในข้อบังคับ ข้อ ๕ (๔) ควบคุมการประชุมให้อยู่ในสภาวการณ์ที่เรียบร้อยครับท่านประธาน ซึ่งผู้ประท้วง ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะลุกขึ้นมาอภิปราย ซึ่งท่านเสรีก็อภิปรายอยู่ในเรื่องที่เรากำลังพิจารณา ครับท่านประธาน ท่านโปรดวินิจฉัยครับ
วินิจฉัยได้แล้ว คุณออนครับ ยังไม่มีอะไรที่ประธานทำผิดข้อบังคับนะครับ เมื่อมีสมาชิกยืนขึ้น ยกมือประท้วง ประธาน ก็ต้องให้เขาได้ชี้แจงเหตุผลการประท้วงครับ และเมื่อการประท้วงเขาฟังแล้วก็ยังไม่มี ประเด็นที่จะไปห้ามคุณเสรี เพราะว่าประเด็นที่คุณเสรีพูดนั้นก็เป็นเรื่องที่เราอภิปรายกันมา ทั้งวัน ทั้งเรื่องเด็ก ทั้งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งอะไรทั้งหลายก็ยังอยู่ในประเด็น เพียงแต่ว่า คุณเสรีก็อย่าไปซ้ำนะครับ เรื่องอะไรที่พูดไปแล้วก็อย่าซ้ำไป เชิญต่อครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมกราบเรียนว่ามันเป็นวิกฤตินอกสภาที่พวกเราพูดกันเอง แต่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านพูดบ่อยท่านประธาน ว่าอายุเยอะ กระทบหมดหรอกครับ มันดูถูก เหมือนคนอายุเยอะนี่นะครับ พูดแล้วมันฟังไม่ได้ แต่ต้อง กราบเรียนท่านประธานครับ อายุเป็นเพียงตัวเลข โลงศพเขาไม่ได้ใส่คนแก่นะครับ แต่โลงศพ เอาไว้ใส่คนตายครับ
ไกลไปแล้วละครับ
แล้วคนตายนะครับ บางทีอายุน้อยก็ตายได้
คุณเสรีครับ ผมว่าไกลไปแล้วครับ กลับมาเถอะครับ อย่าเพิ่งตาย กลับมา เอาเรื่องในสาระของรัฐธรรมนูญครับ ส่วนประเด็น อะไรที่พาดพิงไปผมอนุญาตนะครับ ผมก็ฟังตลอด และบังเอิญว่าเราอนุญาตให้มีการพูด โดยไม่ไปห้าม เพราะฉะนั้นก็พาดพิงไปถึงหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรภายนอกไม่มีโอกาส ชี้แจง เพราะฉะนั้นคุณเสรีมาอธิบายในส่วนหนึ่งที่อยู่ในประเด็นนี้ก็อนุญาตครับ เชิญเลยครับ
ขอบพระคุณครับ ผมก็เชื่อท่านประธานนะครับ เพียงแต่ว่าผมอยากให้ท่านที่ประท้วงได้เข้าใจและพูดบ่อย เรื่องคนแก่บ้าง อายุมากบ้าง
คุณวิโรจน์ประท้วงครับ ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ผมขอวิงวอน ท่านประธานนะครับ ให้เตือนผู้อภิปรายสักนิดหนึ่งนะครับว่า ผมว่าท่านกำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ และหลายครั้งแล้วนะครับ และเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนตาย ผมว่ามันไม่เกี่ยวเลย และผมขอแก้ด้วยครับ ว่าโลงศพมันเอาไว้ใส่คนปากอย่างท่านนี่ละครับ
คุณวิโรจน์ถอนเถอะครับ
ท่านประธานครับ พอดี คุณวิโรจน์ปากเหมือนผมครับ
คุณวิโรจน์เป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะแล้ว เชิญถอนเถอะครับ ผมห้ามนะครับ เรื่องโลงศพผมบอกแล้วว่ามันไกลไป ให้กลับมาครับ ห้ามแล้วครับ
ถ้าท่านประธานรับรองว่าทางผู้อภิปรายจะยุติผมก็ถอนครับ
คุณวิโรจน์ถอนนะครับ คุณเสรี อย่าซ้ำเลยครับ อย่าซ้ำแล้วก็อย่าออกไปนอกประเด็น อะไรที่เขาพาดพิงผมอนุญาตครับ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เชิญครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เขาพาดพิงนะครับ และผมก็ใช้สิทธิพาดพิงว่า อายุเยอะ อายุมาก แก่แล้วนะครับ แล้วก็ยังมาพูดอีกว่า ปากผมอย่างนั้นอย่างนี้อีกนะครับ ผมว่าปากคุณวิโรจน์ระวังให้ดีครับ มันจะหนักกว่าผมนะครับ
พอแล้วครับ เขาถอนแล้วครับ
เพื่อจบผมก็ถอนครับ ท่านประธาน
ท่านประธาน ขอประท้วงผู้อภิปรายครับ ท่านประธานครับ เพื่อความเป็นธรรมเมื่อสักครู่ ขออนุญาต ผม นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ท่านประธานขอให้ท่านวิโรจน์ถอน เพื่อความเป็นธรรมครับท่านประธาน ให้ท่านผู้อภิปรายได้ถอนเมื่อสักครู่จะได้จบ ๆ แล้วเราจะได้เดินหน้าด้วยดีต่อไปครับท่านประธาน
คุณรังสิมันต์ครับ พอดีคุณเสรี ไม่ได้เอ่ยคุณวิโรจน์
เอ่ยครับ ท่านประธานครับ เอ่ยถึงแน่นอน
ไม่ครับ หมายถึงตอนแรก ตอนแรก ที่เขาพูดเรื่องคนอายุน้อยตายอะไรนี่เขาไม่ได้เอ่ยคุณวิโรจน์
เอ่ยครับท่านประธานครับ
ท่านประธาน เมื่อสักครู่เอ่ยครับ
แต่ว่ามาเอ่ยตอนหลัง ตอนหลัง ก็ถอนตอนหลังนะครับ ตอนแรกที่ผมไม่ได้ให้ถอนเพราะว่าเขาพูดถึงว่าคนอายุน้อยก็ตายได้
ผมไม่ได้ ติดใจในตอนแรกครับท่านประธาน
ท่านประธานครับ ถอนนี่คือถอนคำพูดหรือถอนงอกตัวเองครับ
กรณีเอ่ยชื่อนี่ต้องถอนนะครับ คุณเสรีถ้าเอ่ยชื่อก็ถอนนะครับ ถอนเถอะครับคุณเสรีที่ไปเอ่ยชื่อเขา
เมื่อสักครู่ผมถอน ไปแล้วครับ เขายังบอกว่าถอนงอกอีกครับ ผมว่าสภาแห่งนี้
คุณเสรีครับ มันวัดความเป็นวุฒิภาวะ ของแต่ละคนครับ บางทีเราก็คุมตามข้อบังคับนะครับ แต่วุฒิภาวะคนบางทีมันก็คุมยาก เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นคนมีวุฒิภาวะเราก็รู้ว่าอะไรคือความเหมาะสม เชิญต่อเลยครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานนิดเดียวนะครับ ผมไม่ได้ไปตอบโต้เรื่องนั้น แต่สิ่งที่ถ้าไม่พูดนี่เขาก็จะเอาคลิป (Clip) ไปออกตลอด แล้วก็ตัดตอนที่เขาด่าคนอื่นว่าคนอื่น นะครับ แล้วก็ไปเป็นคลิป (Clip) ไปส่งในยูทูป (YouTube) ไปอะไร นี่คือพฤติกรรมครับ แต่ผมจะไม่ตอบโต้ต่อแล้ว ผมจะเข้าเรื่องแล้วนะครับ
อย่าไปเอ่ยชื่อครับ อย่าไประบุชื่อ
ขอบพระคุณนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ก็มาถึงส่วนที่สมาชิกวุฒิสภาที่บอกว่า สมาชิกวุฒิสภา ไม่ควรมีอีกแล้ว ควรเป็นสภาเดี่ยว เพราะปัจจุบันเราเป็นสภาคู่ แต่ท่านที่เสนอนี้ทราบไหมครับ ที่เราพูดถึงสภาคู่สภาเดี่ยว บางประเทศเขาไม่ใช่มีสภาคู่สภาเดี่ยวเท่านั้นนะครับ ท่านประธาน บางประเทศ ๓ สภาก็มี บางประเทศ ๔ สภาก็มี เพราะฉะนั้น ท่านอย่ายกตัวอย่างที่ว่าสภาประเทศไหนเขามีสภาเดี่ยวแล้วประเทศเราก็ต้องสภาเดี่ยวด้วย แสดงให้เห็นถึงอะไรครับท่านประธาน การที่ประเทศไทยหรือประเทศไหนจะมีสภาคู่ สภาเดี่ยว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนเสนอร่างรัฐธรรมนูญ
ผมขออนุญาตนิดเดียวคุณเสรีครับ ประเดี๋ยวยังมีท่านสุทิน คลังแสง จะเป็นผู้อภิปรายอีกท่านหนึ่ง แล้วก็มีประเด็นอะไรที่ท่านสุทิน ไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งได้ ๒. ก็คือจบท่านเสรี ผู้เสนอขออนุญาตชี้แจงก่อนแล้วสรุป ทีหลังนะครับ สรุปต่อเมื่อการอภิปรายยุติแล้ว แต่ว่าเรียนว่าเวลาของผู้เสนอคงหมด แต่ว่าด้วยฝ่ายรัฐบาลแบ่งเวลาให้ครับ เพราะฉะนั้นก็มีสิทธิที่จะใช้เวลาที่เกินไปนั้นได้ ก็เรียนให้รับทราบครับ เชิญท่านเสรีต่อ และเรียนว่าพยายามที่อย่าไปซ้ำในประเด็นที่เรา พูดมาแล้วนะครับ แต่ว่าประเด็นใดที่มีการกล่าวหาและไม่ซ้ำก็อนุญาตให้ชี้แจงได้ครับ พยายามอย่าไปใช้คำหยาบหรือตอบโต้รุนแรงครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน และให้สมาชิกช่วยฟังด้วยนะครับ อย่าประท้วงเลย เสียเวลาครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมกราบเรียนว่าการจะเป็นสภาคู่หรือสภาเดี่ยวมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงต้องดูตามสภาวะปัญหา ความต้องการที่เกิดขึ้นของคนในประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเราคือคนส่วนใหญ่ คนส่วนมาก แม้กระทั่งในรัฐสภาเอง เราในระบอบประชาธิปไตยคือคนส่วนใหญ่ตัดสินใจ ก็เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น สภาจะออกรูปแบบไหนก็อยู่ที่กติกา สภามีกี่สภา สภาคู่ สภาเดี่ยวก็อยู่ที่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนแล้วพี่น้องประชาชนลงมติเห็นชอบว่าให้เป็น สภาคู่มันก็คือสภาคู่ หรือว่าถ้าจะออกกฎหมายให้มีรายละเอียดอย่างไร มันก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเป็นเสียงส่วนน้อยและยังไม่ยอมรับกติกามันก็จะเกิดความวุ่นวายแบบนี้ ใช้กฎหมายแล้ว ต้องมานั่งเสนอแก้กันตลอด แต่มันก็ไม่ผ่าน เพราะคนส่วนใหญ่เขาไม่เอาด้วย นี่คือสิ่งที่ มันเกิดขึ้น ดังนั้นประเด็นเรื่องสภาคู่ สภาเดี่ยว ผมไม่อยากจะพูดเยอะไปมากกว่านี้ เดี๋ยวจะกลับกลายมากล่าวหาอีกว่าเพราะอยากจะเป็น ส.ว. ต่อไป อยากจะมีหน้าที่ ในตำแหน่งนี้ต่อไป ก็ต้องทำความเข้าใจว่าพวกเราไม่เคยคิดแบบนั้นเลย เราพร้อม จะออกตลอด ครบวาระเราก็ออก แต่ที่เราอยู่ตอนนี้เราสำนึก ตระหนักในหน้าที่ ว่ารัฐธรรมนูญบอกให้เราอยู่ ๕ ปีก็ ๕ ปี รัฐธรรมนูญบอกว่าให้มีหน้าที่ภารกิจอย่างนี้ เรารู้ตั้งแต่แรกว่าภารกิจเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอยู่ ๆ ท่านเสนอบอกว่า ให้พ้นจากความเป็น ส.ว. ไปให้เหลือสภาเดี่ยว ก็รัฐธรรมนูญประชาชนทั้งประเทศเขาบอกว่า ให้อยู่ ๕ ปี และให้มี ๒ สภา มันก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญครับ ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับท่าน ก็จะมากล่าวหาเราก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นเอกสิทธิ์ เป็นหน้าที่ที่เราจะตัดสินใจ
เรื่องของศาลหรือองค์กรอิสระก็ดี เป็นส่วนที่สมาชิกหลายท่านอภิปรายแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำ ให้เห็นได้ว่าถ้าหากว่าท่านเสนอให้มีกรรมการเข้าไปตรวจสอบ สิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็คือในกรรมาธิการทั้งหลายที่ท่านเสนอว่าจะตั้งเป็นกรรมการผู้ตรวจต่าง ๆ มี ส.ส. ๑๐ คน อย่างนี้ แต่ละองค์กรผู้ตรวจที่จะเข้าไปตรวจสอบ ก็ต้องบอกเลยว่าข้อเสนอเหล่านี้ของท่านนั้น มันขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ เขาห้าม ส.ส. ส.ว. เข้าไปดำรงตำแหน่ง ในเรื่องเหล่านี้ แค่ข้อเสนอของท่านก็ไปขัดรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วมันจะเดินต่อได้อย่างไร และเราจะไปรับร่าง ของท่านได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ท่านเสนอว่าในร่างรัฐธรรมนูญของท่านนี้เสนอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหาร เกิดขึ้น ผมต้องกราบเรียนครับท่านประธาน ว่าสิ่งที่เราบอกว่าป้องกันไม่ให้รัฐประหารเกิดขึ้นนี้ มันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุสภาพปัญหาของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นมาก่อนเก่านี้นะครับ มันก็จำเป็นต้องพูดนิดหนึ่ง ว่าอยู่ ๆ ไม่ใช่คนลากรถถัง ลากปืนออกมา ถ้าหากว่าไม่ต้อง ให้เกิดการรัฐประหารหรือป้องกันรัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้น เราต้องสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองที่ดี เราต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชัน เราต้องไม่สร้างความรุนแรงและไม่จาบจ้วง ไม่ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องอย่าไปสร้างสถานการณ์เหล่านี้ให้คนในชาติ มันแตกแยก อย่าให้คนในชาติมาต่อสู้ห้ำหั่นกันเอง ฆ่าฟันกันตายเอง ผมเชื่อว่าไม่มีใคร ไปปฏิวัติรัฐประหารหรอกครับ ถ้ามันไม่มีเหตุการณ์อะไรที่มันรุนแรงหรือผิดปกติเกิดขึ้น ดังนั้นข้อกล่าวอ้างทั้งหลายย่อมเป็นเหตุเป็นผลของมัน เราอย่าไปทำเรื่องเหล่านี้ ไม่ต้อง ไปเขียนหรอกครับว่าอยู่ตรงไหน ห้ามทำอะไร ห้ามรัฐประหาร คนมันถ้ารัฐประหารเกิดขึ้น เขียนในรัฐธรรมนูญมันก็ฉีกรัฐธรรมนูญ ขอโทษครับใช้คำว่า มัน อีก ถ้าเขียนในรัฐธรรมนูญ ก็ฉีกรัฐธรรมนูญ เขียนในกฎหมายอาญาก็ไปฉีกกฎหมายอาญา นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาครับ การแก้ปัญหาต้องให้บ้านเมืองอยู่ในร่องในรอยครับ ไม่สร้างความแตกแยก ไม่สร้างการบั่นทอน ไม่ไปปลุกปั่น ไม่ไปล้างสมองเด็ก เยาวชน ให้ออกมาต่อสู้เรียกร้องในสิ่งที่ผิดกฎหมาย มันก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นในบ้านเมือง ทุกคนก็มีชีวิตอย่างมีความสุข มีความผาสุก ส่วนการที่จะยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติปฏิรูปประเทศนั้น จริง ๆ เมื่อก่อนเราก็ไม่มีนะครับ แต่หลายประเทศเขาก็มี เขาก็มีทิศทาง วิธีการจะให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองโดยกำหนด ยุทธศาสตร์ ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น เขาก็เสนอให้มีปฏิรูปประเทศ ถ้าหากว่าไม่มียุทธศาสตร์นี้ นะครับ ทิศทางประเทศไม่มี เปลี่ยนรัฐบาลทีหนึ่งนโยบายเปลี่ยนทีหนึ่ง เปลี่ยนรัฐมนตรี ทีหนึ่งเปลี่ยนนโยบายในกระทรวงนั้นทีหนึ่ง มันก็เป็นปัญหาครับ และเราก็พูดตลอด ว่าสิ่งเหล่านี้มันปรับปรุงแก้ไขได้ครับ แต่ท่านก็เสนอบอกว่าให้ยกเลิก ต้องกราบเรียน ท่านประธานครับ โดยสรุปที่ผมจะกราบเรียนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านเสนอมานี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในเนื้อหาของตัวร่างรัฐธรรมนูญเอง ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่ผ่านสภา ไม่ใช่ความผิดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ความผิดของสมาชิก วุฒิสภา แต่ขอให้ท่านรับรู้ไว้ว่าถ้ามันไม่ผ่านสภานี้ เพราะเนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่ท่านมีเจตนา จะไม่ให้มันผ่านเอง นี่คือข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน เนื้อหาที่ท่านเสนอมานั้น หลายท่านพูดมาแล้ว ว่าเป็นเรื่องของการแทรกแซงศาลทั้งหลาย แทรกแซงองค์กรอิสระ ลดกระบวนการ ลดขั้นตอนการตรวจสอบในระบบรัฐสภา เพราะฉะนั้นร่างและจำนวนที่ท่านเสนอมานั้น มันเป็นร่างที่ท่านใช้โอกาสมาหาพื้นที่ในสภา บนพื้นฐานความรู้สึกที่ท่านมีความโกรธ มีความเครียดแค้น มีความเกลียด ต้องการที่จะแสดงออก เพื่อให้เป็นไปตามที่ท่านต้องการ และเรียกมวลชนให้มาสนับสนุนท่าน นี่คือสิ่งที่ท่านต้องการครับ เราเข้าใจ เราเห็นเนื้อหาแล้ว อย่างไรมันไม่ผ่าน สื่อมวลชนมาถามผมท่านประธาน ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะผ่านไหม ผมถามกลับไปที่สื่อมวลชนว่าน้องอ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือยังว่ามันจะผ่านไหม สื่อมวลชนหลายคนยังตอบผมเองเลยว่ามันรุนแรง ไม่ผ่าน ผมไม่ได้คิดเอง พูดเอง ไม่ได้มโนภาพ นี่คือถ้อยคำที่มันอยู่ในเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอมา เพราะฉะนั้น ต้องกราบเรียนว่า สิ่งที่หากว่ารัฐธรรมนูญจะตกแล้วไม่ผ่านไม่ใช่คนอื่นเลย เป็นสิ่งที่ท่าน เขียนมาทั้งสิ้น แล้วอย่ามาโทษกันนะครับ เพราะท่านสร้างมันขึ้นมาทั้งนั้น
สุดท้ายครับท่านประธาน อย่างที่กราบเรียนครับ ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหา ผมไม่ได้หวังว่าให้ท่านไปแก้เลย เพราะว่าท่านแก้มามันก็มีภูมิหลังของท่าน ที่ท่านเสนอมามันก็เป็นสิ่งที่ท่านต้องการ ถ้าหากว่าดูตามนี้นะครับท่านประธาน หลักการ และเหตุผล หน้าสุดท้าย หน้าสุดท้ายบรรทัดที่ ๓ ก่อนจะจบ บรรทัดสุดท้าย ท่านก็ไป วนเวียนกับการแก้ไขหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ อันนี้ก็คือร่างของท่านอีก วนไปวนมา ท่านก็ไปแตะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ตลอด แล้วจะให้เราไว้วางใจได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต พวกเราไม่ได้อคติ พวกเราไม่มีความรู้สึกว่าจะไม่ชอบท่าน แล้วก็ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ที่จะเกรงกลัว ว่าถ้าผ่านไปแล้ว ส.ว. ต้องพ้นหน้าที่ ไม่เคยคิด ไม่เคยมี จึงเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านเพราะเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญของท่านเอง ที่เสนอเข้ามา และมีเจตนาตั้งแต่แรกว่าจะไม่ให้มันผ่านไป และจะเอาผลพวงการไม่ผ่านนี้ ไปต่อยอด เพื่อจะเรียกร้องสร้างมวลชนนอกสภา ขอความกรุณาท่าน กรุณาเถอะครับ เห็นแก่เด็ก ๆ เยาวชนเหล่านี้ อย่าไปใช้เขาเป็นเครื่องมือเลยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านเสรีครับ ทางเจ้าของร่างจะชี้แจงใช่ไหม เชิญครับ
เรียนท่านประธานในที่ประชุม ที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ชี้แจงครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อย ก่อนตอบคำถาม ก่อนที่จะไปถึงสมาชิกท่านสุดท้าย แล้วผมจะอภิปรายสรุปอีกครั้งหนึ่งครับ จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างยิ่งครับท่านประธาน เพราะว่าวันนี้มีเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ จากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา อภิปรายพาดพิงถึงผมเป็นการส่วนตัวหลายครั้งต่อหลายครั้ง แล้วก็มีการตั้งคำถาม ถามถึงเนื้อหาต่าง ๆ ว่าร่างแบบนี้มาได้อย่างไร คิดว่าเพื่อความเป็นธรรม ของกรณี ผมจำเป็นต้องใช้เวลาชี้แจงครับท่านประธาน แล้วก็ได้รับน้ำใจจากท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล ท่านวิโรจน์ สุนทรเลขา เสนอว่าจะจัดสรรปันส่วนเวลาในซีกของรัฐบาล ถ้าหากเวลาเกินมา ต้องขอบคุณในน้ำใจของท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมฟังมาทั้งวัน จะสังเกตได้เลยนะครับ ผมแทบไม่ได้ลุกไปไหนเลย มีไปเข้าห้องน้ำอยู่ ๓ ครั้ง มีไปรับประทานอาหารอยู่ ๑ ครั้ง แล้วก็นั่งฟังท่านสมาชิกวุฒิสภาพูดทุกคน แล้วก็จดบันทึก เอาไว้เต็มไปหมด ผมให้เกียรติและเคารพท่านในฐานะท่านเป็นสมาชิกรัฐสภา แม้วันนี้ ท่านจะพูดพาดพิงถึงผมเรียบร้อยเสร็จแล้วท่านก็เดินทางกลับที่พักอาศัยแล้วรอมากดปุ่มโหวต พรุ่งนี้ก็ตาม ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยถ้าท่านมีเวลา ลองไปสละเวลาฟังสักนิด เราถึงจะได้สื่อสาร กันรู้เรื่องอย่างตรงไปตรงมาครับ ท่านประธานครับ ผมฟังมาตลอดทั้งวัน ผมคิดว่าไม่มีใครอดทนพอ ๆ กับผมหรอกครับ ผมฟังแล้วนึกว่านี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หลายเรื่อง ไม่ได้พูดถึงตัวบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเลย ในขณะที่ผมอภิปรายนำเสนอ ผมไม่ได้พาดพิงใคร เป็นกรณีส่วนบุคคล ผมพูดในฐานะวุฒิสภาเป็นองค์กรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วข้อเสนอนี้ ต้องชี้แจงแสดงเหตุผลครับว่า เราทำไมถึงเสนอยกเลิกวุฒิสภาแล้วให้เป็นสภาเดี่ยว นี่คือเหตุผลที่ผมพูดถึงวุฒิสภา แต่ผมไม่เคยจำเพาะเจาะจงไปถึง ส.ว. ชื่อนั้น ส.ว. ชื่อนี้ ไม่มีเลยครับ พูดในฐานะวุฒิสภาเป็นสถาบันการเมืองที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไล่เรียงตอบคำถามไปทีละท่าน ๆ ขอท่านล่าสุดก่อนแล้วกันนะครับ เพื่อที่จะได้สด ๆ ร้อน ๆ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก วุฒิสภา จริง ๆ คนในครอบครัวผมคนหนึ่งเคยเลือกท่านนะครับตอนท่านเป็น ส.ว. ๒๕๔๐ แต่วันนี้ก็ขออภิปรายตอบคำถามท่านสักนิดหนึ่ง ท่านอธิบาย อภิปรายหลายต่อหลายอย่าง เต็มไปหมดครับ คิดว่าผมใช้ถ้อยคำรุนแรงในหลักการและเหตุผลที่ผมเขียนมา แต่ท่านลอง เปรียบเทียบสิครับ เทียบไม่ได้กับถ้อยคำที่ปรากฏในคำปรารภของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เลย ถ้อยคำในคำปรารภรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี้รุนแรงกว่าเยอะเลยครับ ของผมนี่เขียนจาก สถาบันการเมืองที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญกว่านั้นครับ กระบวนการที่เราริเริ่ม ทั้งหมดแล้วเราร่างเสร็จแล้วเราก็ไปรณรงค์กับพี่น้องประชาชนจนเข้าชื่อกลับมาได้นั้น เราทำตามกระบวนการในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด เราทำตามตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ หมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าชื่อเสนอได้โดยใช้รายชื่อมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คน แล้วท่านก็กล่าวหาผมว่า นี่ผมวางแผนการ ต่าง ๆ นานา ฟังแล้วบางทีก็ตกอกตกใจครับว่า ผมมีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชขนาดนั้นหรือครับ ผมนี่มีอาวุธติดตัวไหมครับ ปืนสักกระบอกก็ไม่มี ยิงยังไม่เป็นไรครับ ทุกวันนี้มีแต่ความรู้ มีแต่ข้อเสนอ ทำราวกับว่าผมคุมกองทัพแล้วจะยึดอำนาจ จะล้มล้างระบอบการปกครอง ได้ง่าย ๆ อย่างนั้นละ อำนาจทางกฎหมายผมก็ไม่มี สิทธิทางการเมืองผมก็โดนตัดไป เรียบร้อย แล้วท่านก็มากล่าวหาว่าผมร่างโดยหวังผลประโยชน์ ท่านลองดูสิครับ มีสักมาตราไหนนิรโทษกรรมการตัดสิทธิทางการเมืองของผม ท่านลองดูสิครับ มีมาตราไหนสักมาตราไหมครับ ที่บอกว่าพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบให้ฟื้นกลับมาใหม่ ท่านลองดูสิครับ ผมนิรโทษกรรมตัวผมเองไหม ต่อให้ร่างนี้ผ่านผมก็ยังถูกตัดสิทธิ ทางการเมืองอยู่ครับ เพราะผมไม่ได้สนใจว่าอยากจะเป็น ส.ส. หรืออยากจะเป็น ส.ว. ผมแค่นำข้อเสนอที่มันควรถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย และมันจะปรับปรุง ให้บ้านเมืองของเราดีขึ้นและมันเดินหน้าต่อไปได้ ก็เอามาเสนอให้สภาพิจารณาก็เท่านั้นเอง ไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นครับ เช่นเดียวกันครับ เพื่อนสมาชิกท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ก็กล่าวหาว่าผมจะคิดพล็อต (Plot) เรื่อง จะเตรียมไปยุยงปลุกปั่น เดี๋ยวพอร่างไม่ผ่าน ก็เอาไปปั่นกระแสต่าง ๆ ผมเรียนท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เราเริ่มรณรงค์กันในวันที่ ๑ เมษายน เสร็จแล้วเอามาส่งท่านประธาน ท่านเลขานุการ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ไปรับในวันที่ ๓๐ มิถุนายน แล้วร่างก็มาบรรจุกันตามวาระตามลำดับ ในวันนี้ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ผมมีอำนาจอะไรไปกำหนดครับว่าจะให้เข้าวันไหน ผมจะไป ตรัสรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรครับว่ามันจะเข้าวันนี้ แล้วเหตุการณ์ทางการเมืองข้างนอก จะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่อำนาจผมในการบรรจุวาระนะครับ ท่านราวกับว่าผมเป็นประธานสภา ผมอยากจะเลือกวาระการประชุมได้อย่างนั้นละ เช่นเดียวกันครับ ท่านกล่าวหาผม ต่าง ๆ นานาว่าจะไปยุยงปลุกปั่น เตรียมการที่จะไปปลุกระดมให้คนออกมาวุ่นวาย หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านอีก ผมเรียนท่านสั้น ๆ ง่าย ๆ แบบนี้ครับ คำพระ คำภาษาพุทธเขาพูดกันว่าเถยจิต คนไหนคิดไม่ดีก็มักจะคิดว่าคนอื่นคิดแบบตนเองนั่นละครับ นี่คือเถยจิตครับ ผมไม่เคยไปคิดวางแผนอะไรอย่างที่ท่านว่าเลย แต่ท่านคิดได้สลับซับซ้อน กว่าผม นี่คือเถยจิตชัด ๆ ท่านประธานครับ ท่านยังชี้แจงแถลงไขต่อไปครับว่า ผมไปกล่าวหารุนแรงกับท่าน อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนนะครับ ท่านไปกดบันทึกเทป วันนี้ได้เลยครับ ไม่มีตรงไหนผมพูดในเรื่องส่วนตัวสักเรื่อง ผมพูดวุฒิสภาในฐานะสถาบันการเมือง ถ้าหากจะโทษผมว่าทำไมพูดถึงวุฒิสภาไม่ดี ท่านไปโทษคนร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ครับ ว่าเขียนที่มาของท่านแบบนี้ทำไม ท่านถึงต้อง มาถูกวิพากษ์วิจารณ์ ต่อไปครับ ท่านพูดจาว่าท่านไม่ได้เอ่ยชื่อผมโดยตรงหรอกครับ แต่ตอนท่านอภิปรายท่านจ้องหน้าผมเขม็งเลย ว่าครูบาอาจารย์ทำไมไม่รักลูกศิษย์ นี่เป็นทั้งลูกนี่เป็นทั้งศิษย์ ท่านครับ วิธีที่ท่านคิดแบบนี้ละครับ มันถึงทำให้ความแตกแยก ความแตกต่างทางความคิดระหว่างรุ่น ระหว่างเจนเนอเรชัน (Generation) มันยิ่งถ่าง ออกไปมากขึ้น อายุอานามของท่านก็น่าจะเป็นพ่อคนอยู่แล้ว ท่านย่อมเข้าใจดีครับ ว่าเด็กรุ่นใหม่เขาคิดกันอย่างไร เขามีความคิด ความเชื่อ ความฝันอย่างไร มันก็เหมือนกับ พวกเราตอนเราเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเดียวเยาวชน ตอนเราเป็นเด็กวัยรุ่นนี่ละครับ และก็คิด ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน และเราก็ไม่มีใครมาสั่งมาสอนด้วย แต่มันเป็นรุ่นจากรุ่นหนึ่งที่มันคิด ไม่เหมือนคนรุ่นก่อนแน่ ๆ ตรงกันข้ามท่านจะมาบอกว่าผมเป็นคนยุยงปลุกปั่นเสี้ยมสอน ต่าง ๆ นานา ท่านต้องเปิดใจรับฟังแล้วครับว่าอะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนี้ แต่ถ้าท่านคิดอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเขาไม่มีสติปัญญาที่จะคิดได้ ต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง อย่างนี้มันก็คุยกัน ไม่รู้เรื่องครับ และก็จะยิ่งทำให้ความห่างกันระหว่างรุ่นกับรุ่นจะแยกออกไปมากยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ผมเองพยายามใช้ทุกวิถีทาง ทุกความสามารถที่จะพยายาม ให้รุ่นที่แตกต่างกัน ๒ รุ่นนี้หาพื้นที่ปลอดภัยที่จะสนทนาพูดคุยกันได้ แล้วทั้ง ๒ รุ่นก็จะต้อง ยอมรับกันว่าไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทั้งหมด และเราก็จะกลายเป็นเพื่อนร่วมชาติ อยู่ในแผ่นดินนี้ด้วยกัน เราหนีไปไหนกันไม่พ้น นี่คือหนทางที่ถูกต้องต่างหากครับ ไม่ใช่คิด แต่ว่าคนนั้นเสี้ยม คนนี้สอน คนนั้นสั่ง คนนั้นยุ คนนี้แยง ก็ถ้าเป็นแบบนี้ความขัดแย้ง ก็ไม่มีวัน ไม่มีจบ ไม่มีสิ้นครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านว่ามาหลายเรื่อง ผมขอชี้แจงต่อเนื่องไปดังนี้นะครับ ข้อเสนอที่บอกว่าบทบัญญัติที่ผมเขียนขึ้นมาว่าให้ ส.ส. ไปดำรงตำแหน่งอยู่ในกรรมการนั้น อยู่ในกรรมการนี้ และมันไปขัดกับรัฐธรรมนูญที่บอกว่า ส.ส. ห้ามดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ท่านครับ หลักกฎหมายพื้นฐานง่าย ๆ ครับ ในเมื่อกฎหมาย มันศักดิ์เท่ากัน มาตราที่ท่านว่าก็เป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตราที่ผมกำลังจะแก้ เสนอแก้ ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญ ศักดิ์กฎหมายเท่ากันครับ วิชานิติศาสตร์ปี ๑ หลักกฎหมายทั่วไป น. ๑๐๐ บอกเอาไว้เลยครับว่า ถ้ากฎหมายเท่ากันมาเจอกัน กฎหมายใหม่ มาก่อนกฎหมายเก่า กฎหมายพิเศษมาก่อนกฎหมายทั่วไป รัฐธรรมนูญที่กำลังแก้นี้ มันใหม่กว่าอย่างไรครับ มันก็เลยต้องมาก่อนรัฐธรรมนูญในมาตราเก่า ก็เท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีการขัดแย้งอะไรกันเองเลย
ประการถัดไปครับ ท่านกล่าวหาว่าผมในฐานะคนเขียนหลักการและเหตุผล แสดงความคิดซ่อนเร้นว่ามุ่งหมายจะไปพูดถึงการแก้หมวด ๒ พระมหากษัตริย์อีกแล้ว ท่านอ่านชัด ๆ นะครับ ในส่วนหลักการและเหตุผล (๖) ที่ผมพูดเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ผมก็ล้อมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ปัจจุบันนี้ละ ที่บอกเอาไว้ว่าหากมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับหมวด ๑ หมวด ๒ จะต้องไปทำประชามติ ผมก็ล้อมาตามนี้ครับ ผมก็ล้อตามนี้หรือท่านจะบอกว่าแก้ไปแก้ได้แก้เลยไม่ต้องไปทำประชามติ ก็ผมเห็น ความสำคัญครับว่าบทบัญญัติหมวด ๒ สำคัญ ผมก็เห็นแบบรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี่อย่างไร ก็เลยเขียนลงไปก็ล้อตามก็เท่านั้นเอง แบบนี้เถยจิตไหมครับ ถัดไปครับ ขออนุญาตเอาเท่านี้ พอแล้วกันนะครับ เพื่อไม่ให้บรรยากาศการประชุมสภาจะได้ไปต่อได้
ขอตอบคำถามท่านถัดไปครับ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านอาจจะกลับบ้านไปแล้ว แต่หวังว่าพรุ่งนี้ท่านจะกดเทปลองย้อนฟังดู ท่านใช้คำต่าง ๆ นานาบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ล่วงเกิน แล้วท่านก็ยกมาตรา ๑๑๕ ในตัวร่างที่เราทำกันขึ้นมา มาตรา ๑๑๕ ที่เราเขียนแบบนี้ไม่มีอะไรอื่นใดเลยครับ ก็ในเมื่อข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมนี้ต้องการให้ประเทศไทยเป็นสภาเดี่ยว ไม่มีวุฒิสภาอีกต่อไป นั่นหมายความว่า สภาเดี่ยวนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นรัฐสภา เรื่องใด ๆ ที่เป็นอำนาจของรัฐสภาทั้งหมดก็จะมาอยู่ที่ สภาผู้แทนราษฎรในฐานะรัฐสภานั่นเอง แต่ปัญหาของสภาผู้แทนราษฎรคือมันไม่ได้อยู่ ตลอดกาลครับ มันมีวันที่ถูกยุบสภาได้ มันมีวันครบวาระ และไปเลือกตั้งใหม่ได้ ทีนี้เหตุบางเรื่องมันอาจจำเป็นจะต้องใช้การประชุมของสภาทันที รอการเลือกตั้งกลับมาใหม่ ไม่ทัน นั่นก็คือเรื่องอะไรบ้างครับ ก็สิ่งที่ผมเขียนลงไป นั่นก็คือเรื่องของการแต่งตั้งผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ นั่นก็คือเรื่องการให้การรับรองเรื่องการขึ้นครองราชย์ของ พระมหากษัตริย์ นั่นก็คือเรื่องของการแก้ไข้เปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาล นั่นก็คือเรื่องของ การประกาศสงคราม เรื่องแบบนี้รอไม่ได้ แต่ถ้าวันนั้นสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบไป หรือ หมดวาระไปต้องรอเลือกตั้งกลับมาใหม่ จำเป็นจะต้องสร้างความต่อเนื่องของระบบครับ หลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนไม่มีอะไรเลยครับ หลักนี้เขาเรียกว่าหลักความต่อเนื่อง ของรัฐนะครับ จะใช้ภาษาฝรั่งเศสให้ท่านหมั่นไส้สักนิดหนึ่งครับ คง ติ น๊อง เดอ เลอ ตา-คง ติ น๊อง ตัล ออฟ สต้าจ (Continuité de l'état - Continuity of state) หลักการนี้ ทั่วไป รัฐมีวันหยุดไม่ได้ ดังนั้นเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องให้สภามาให้ความเห็นชอบในเรื่องใด ผมก็เลยออกแบบมาว่า ถ้าอย่างนี้เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศครับ ก็ให้สภาที่เพิ่งถูกยุบไปหมด วาระไป กลับมาทำหน้าที่ตรงนี้ไปพลางก่อน เท่านั้นเองครับ และเรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น บ่อย ๆ หรอก แต่ในฐานะผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ต้องปิดช่องว่างทางรัฐธรรมนูญ ปิดช่องว่าง ทางสุญญากาศให้ได้มากที่สุดครับ
ประการถัดไปครับ จริง ๆ พอผมฟังท่านพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพูดถึงเรื่องนี้ ว่าท่านกังวลใจว่าจะยอมให้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมดอายุไปแล้ว มาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างไร โดยเฉพาะหลายเรื่อง เกี่ยวกับกรณีของพระมหากษัตริย์ ผมเรียนแบบนี้ครับ จริง ๆ ตอนที่ผมกังวลมากครั้งหนึ่ง นั่นก็คือช่วงที่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนทรงเสด็จสวรรคต และจำเป็นที่จะต้องเสนอ รายชื่อของพระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป
คงไม่ต้องไป พูดถึง ในความเห็นผมกฎหมายมาตรานี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ไขจุดอ่อนได้นะครับ
ครับ ท่านประธานกำลังจะชี้แจง เราเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นมีสภาอยู่นะครับ แต่ก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่นี้เลย
เพราะว่า ท่านเฉลิมชัยท่านก็ไม่ได้ว่าประเด็นนี้ ซึ่งผมเองก็เห็นว่ามาตรานี้มันก็แก้ไขได้ ถ้ามันมีปัญหา อะไรนะครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมเพียงแต่ต้องการจะชี้แจงว่า เราเคยมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่แม้จะมีสภาอยู่แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ เรื่องนี้ครับ
ก็มีเรื่อง แก้ไขกันไปครับ
ขอบพระคุณครับ ผมขออนุญาต ข้ามไปประเด็นถัดไปนะครับท่านประธาน ขออภัยนะครับ พอดีมีคนซักถามผมหลายเรื่อง ต้องค่อย ๆ ชี้แจงทีละท่านไป อีกท่านหนึ่งครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านสมชาย แสวงการ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านตั้งคำถามว่า ณ เวลานี้เรามีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม คาอยู่ ๒ อัน อันที่ ๑ อยู่ในขั้นตอนลงพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ อีกร่างหนึ่งคือ ร่างที่เรากำลังพิจารณาวาระที่ ๑ ในวันนี้ครับ และมันเขียนไม่ตรงกัน และถ้ามันมาชนกัน จะทำอย่างไร ผมเรียนท่านแบบนี้นะครับ จริง ๆ แล้วถ้าเราเปิดรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ในหมวด ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดูจะเห็นได้ว่า ท่อนของการทูลเกล้าฯ ถวายให้ พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เขาอนุญาต อนุมัติให้ หยิบยืมบางมาตราที่เกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ พระราชบัญญัติมาใช้ครับ นั่นก็คือจะต้อง ทูลเกล้าฯ ภายในกี่วัน แต่เขาลืมเขียนเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการ วีโต้ (Veto) ไปครับ ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เกี่ยวกับเรื่องการ ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เขียนต่างจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ๒๕๔๐ ๒๕๕๐ เขียนไว้ชัดเจนครับว่าทรงมีพระราชอำนาจในการลงพระปรมาภิไธย โดยมีระยะเวลา ๙๐ วัน แต่กรณี ๒๕๖๐ ไม่ได้เขียนเลยครับ แต่เอาละท่านนายกรัฐมนตรี ไม่กล้าที่จะถวายคำแนะนำในเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร มันก็เลยเกิดปัญหาที่เกิดมีร่างซ้อนกันขึ้นมา ๒ อันแต่ท่านครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านและผู้ชี้แจงก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า มันไม่ได้มีปัญหาในทางเทคนิค เราร่างขึ้นมาเพราะตอนนั้นเรื่องระบบเลือกตั้งยังไม่ได้ถูก เปลี่ยนแปลงไป และถ้าวันนี้ร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับเรื่องระบบเลือกตั้งได้พระปรมาภิไธย ทรงลงพระปรมาภิไธยลงมาประกาศใช้เป็นกฎหมาย ร่างที่เรากำลังจะเข้าไปต่อไปก็จะมีการ เปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่กำลังจะประกาศใช้นั่นเอง ไม่ได้มีปัญหา แต่อย่างใดครับ ผมขออนุญาตชี้แจงต่อไปครับ ท่านสมชาย แสวงการ พยายามยกตัวอย่าง ของวุฒิสภาชุดแรก ตอนนั้นชื่อ พฤฒสภา ในปี ๒๔๘๙ แล้วก็อ้างตำราต่าง ๆ อ้างคำปรารภ ของรัฐธรรมนูญมาแล้วก็บอกว่า วุฒิสภาชุดแรกตอนนั้นชื่อพฤฒสภาในปี ๒๔๘๙ แล้วก็อ้างตำราต่าง ๆ อ้างคำปรารภของ รัฐธรรมนูญมา แล้วก็บอกว่าให้ผมไปนั่งเช็ก (Check) ตรวจสอบประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง ต้องพูดกันตรง ๆ ครับท่านประธาน เรื่องนี้กินผมยากนะครับ ผมสอนเรื่องนี้มาทั้งชีวิตครับ รัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ คำปรารภที่ท่านออกมาดูให้ชัดครับ ท่านปรีดี พนมยงค์ ในเวลานั้น เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ครับ แล้วท่านก็ได้รับการติดต่อประสานงานจากรัฐบาล ในเวลานั้นว่าต้องการจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทันสมัย ท่านปรีดีก็ยืนยันเห็นด้วย และการร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นก็มีท่านหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๑ ชุด แล้วก็ทำการยกร่าง ท่านปรีดียังให้สัมภาษณ์ในภายหลังครับ เขียนบันทึกเอาไว้ในปี ๒๕๑๗ ชัดเจนว่าความคิดเรื่อง ๒ สภาเกิดจากรัฐบาลในเวลานั้น ไม่ใช่เกิดจากท่าน แต่ในเมื่อถ้าเกิดขึ้นมาแล้วท่านก็เห็นว่าถ้าประเทศไทยมี ๒ สภาก็ต้องมา จากการเลือกตั้งทั้งคู่ แล้วการเกิดขึ้นของ ๒ สภาในปี ๒๔๘๙ เกิดขึ้นมาเพราะต้องการแก้ไข ปัญหาที่คณะราษฎรเจอมาโดยตลอด และถูกวิจารณ์มาโดยตลอดว่าไม่เป็นประชาธิปไตย นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคมกำหนดให้มีสภาเดียว แต่มีสมาชิก ๒ ประเภท พวกหนึ่ง เลือกตั้ง อีกพวกหนึ่งแต่งตั้ง ดังนั้นเพื่อจะขจัดปัญหาว่าคณะราษฎรแอบฮุบอำนาจเอาไว้เอง หรือไม่ ก็เลยเป็นที่มาว่าปี ๒๔๘๙ แล้วอย่างนี้ไปมีสภาที่ ๒ ขึ้นมาเถอะ และที่สำคัญ พฤฒสภาตอนปี ๒๔๘๙ นั้นมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมไม่ใช่มาจากการแต่งตั้ง ถ้าท่าน สมชาย แสวงการจะพอมีเวลา ผมแนะนำว่าให้ไปอ่านวิทยานิพนธ์ ๒ เล่มครับ ผมเป็น อาจารย์ที่ปรึกษาเอง เล่มหนึ่งคือของนายวิเชียร เพ่งพิศ อีกเล่มหนึ่งของนายกร กาจนพัฒน์ คนนี้ผมเป็นที่ปรึกษาเอง และคนนี้ก็ทำงานเป็นนิติกรอยู่ในสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย ไปอ่านดูได้ครับว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร
ต่อไปครับท่านตั้งคำถามถึงเรื่องของท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ขออนุญาตต้องเอ่ยนามท่าน ผมฟังท่านอภิปรายก็รื่นครับ เพราะว่าจริง ๆ ติดตามท่านมา ตั้งแต่สมัยท่านเคยเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่สมัยผมยังนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่เลย วันนี้ได้เจอท่านในสภาก็เป็นเกียรติครับ ท่านยืนยันครับว่าคนที่ถูก คสช. ตั้งไปไม่จำเป็นครับ ที่จะต้องเชื่อฟัง คสช. ถ้าเป็นท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ผมมั่นใจครับ ท่านมีเกียรติคุณ ท่านมีความรู้ความสามารถเต็มที่ครับ แต่เช่นเดียวกันครับถ้าใช้ตรรกะ ที่ท่านว่ามา ท่านไม่ต้องกังวลเลยครับว่าบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระที่ ส.ส. จะได้มีโอกาสเลือกมาตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ส.ส. ก็ไปสั่งเขาไม่ได้เหมือนกันครับ ถ้า คสช. คนเพียงหนึ่งคนสั่งพวกท่านไม่ได้ ส.ส. ทั้งสภา ก็ไม่มีปัญญาไปสั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้หรอกครับ และยิ่งสำคัญ ไปกว่านั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พวกเขาเหล่านี้มีวาระ การดำรงตำแหน่งที่ยาวนานครับ ๙ ปีบ้าง ๗ ปีบ้าง และเป็นแค่วาระเดียว การที่มีวาระยาว แบบนี้และเป็นได้วาระเดียวจะทำให้เขามีความเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติใด ๆ ของคน ที่เลือกเขามาครับ คือเลือกแล้วถือว่าตัดสายสะดือแล้วไม่ยุ่งกัน ไม่ต้องตอบแทนบุญคุณใด ๆ ทั้งสิ้น ความคิดนี้ผมไม่ได้เอามาเองนะครับ เป็นความคิดของท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ศาสตราจารย์ทางกฎหมายมหาชนที่ ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ให้ความเคารพ ผมไม่ได้คิดเอง นี่มาจากอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์
ประการถัดไปครับ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากสภาผู้แทนราษฎร ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และยังมีกรณีของท่านสมชาย แสวงการ และท่านถวิล เปลี่ยนศรี และอีกหลายท่านแสดงความกังวลถึงกรณีที่ ส.ส. จะเข้าไปมีบทบาทในการแต่งตั้ง เข้าไปมี บทบาทการเป็นผู้ตรวจการศาล ผู้ตรวจการองค์กรอิสระ ผู้ตรวจการกองทัพ ต่าง ๆ นานา ผมเรียนครับว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดหลักความคิดแปลกประหลาดอะไรเลย ๑. องค์กรเหล่านี้ เป็นองค์กรตรวจสอบผู้อื่น แล้วก็ตั้งคำถามกลับไปว่าแล้วใครตรวจสอบองค์กรตรวจสอบ เราต้องออกแบบระบบตรวจสอบเช่นเดียวกันครับ
ประการถัดไป นี่ต่างหากคือการสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้กับ บรรดาองค์กรตรวจสอบ ต่อไปนี้องค์กรตรวจสอบจะได้ตรวจสอบด้วยความเป็นกลาง และเป็นอิสระ ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขจัดปัญหาเรื่องฝักใฝ่ทางการเมืองเข้าไป แย่งชิงยึดองค์กรตรวจสอบ เพราะแบ่งกันอย่างเท่า ๆ กัน และที่สำคัญที่สุดก็ยังมีศาลนั่ง อยู่ในนั้นด้วย และที่สำคัญที่สุดองค์กรเหล่านี้ก็จะได้ เข้าไปแย่งชิงยึดองค์กรตรวจสอบ เพราะแบ่งกันอย่างเท่า ๆ กัน แล้วที่สำคัญที่สุดก็ยังมีศาล นั่งอยู่ในนั้นด้วย แล้วที่สำคัญที่สุดครับ องค์กรเหล่านี้ก็จะได้อ้างความชอบธรรมทาง ประชาธิปไตยมาชนกับพวกสภาที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างสมศักดิ์ศรี ระบบแบบนี้ ผมก็ไม่ได้คิดเองครับ หลากหลายประเทศก็ทำ ท่านไม่ต้องกังวลใจไปเลยครับว่าประเทศอื่น เขาว่าอย่างไร เขาไปไกลกว่าอีกครับ ยกตัวอย่างมาสักน้อยครับ เผื่อบันทึกเอาไว้ในที่ประชุม แล้วจะเป็นข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนต่อไป ประเทศญี่ปุ่นครับ ประเทศญี่ปุ่น ผู้พิพากษาศาลสูงมี ๑๕ คน ประธาน ๑ ผู้พิพากษาอีก ๑๔ ประธานมาจากไหนครับ ประธานมาจากสภาเสนอแนะแล้วให้พระจักรพรรดิลงนามแต่งตั้ง อีก ๑๔ คนมาจากไหน คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อครับ แล้วให้สมเด็จพระจักรพรรดิลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง เห็นไหม ครับ ของเขามาจาก ครม. ๑๔ คน เขามาจากสภาอีก ๑ คน หนำซ้ำยังไม่พอครับ ๑๕ คนนี้ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ไป แต่เมื่อไรก็ตามที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. เกิดขึ้นในครั้ง ถัดไปจะต้องเอารายชื่อ ๑๕ คนนี้ไปให้ประชาชนแอปพรูฟ (Approve) หรือรับรองครับ แล้วต้องแอปพรูฟ (Approve) ทุก ๆ ๑๐ ปี เห็นไหมครับ เขาไปขนาดนี้แล้วมีใครบอกไหม ครับว่าศาลญี่ปุ่นแทรกแซง มีใครบอกไหมครับว่ากระบวนการยุติธรรมญี่ปุ่นไม่ดี ประเทศ ญี่ปุ่นล่มสลายไหมครับ ที่ผมยกร่างมานี้ยังไม่ได้ไปไกลถึงขนาดนั้นเลยนะครับ ของเขาลงไป ให้ประชาชนแอปพรูฟ (Approve) ทุกการเลือกตั้งทุก ๆ ๑๐ ปีด้วย ถัดไปอีกครับ ท่านบอก ว่าห้าม ส.ส. มานั่งอยู่ไหน ก.ต. หรือ ก.ศป. แม้แต่คนเดียวก็ไม่ได้เดี๋ยวจะตกอกตกใจกันหมด ผมเรียนท่านแบบนี้ครับ อีกเช่นเดียวกันครับ ก็ไม่ได้คิดอ่านเองครับ ผมขอไปดู ก.ต. ทั่วโลก มาเขาก็เป็นอย่างนี้ เพราะเขาต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเขาจะเอาจุดตรงไหนมาเกี่ยวกับ สภาผู้แทนราษฎร อย่างน้อยมันเป็นสัญลักษณ์ของความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ไปแทรกแซงอะไรเขาครับ เพราะเป็นเสียงส่วนนิดเดียวเท่านั้น อยู่ในองค์ประกอบ ตัวอย่างครับ ในประเทศฝรั่งเศสองค์กรที่ชื่อว่า………... นี่คือ ก.ต. ของ ประเทศฝรั่งเศสครับ ประธานาธิบดีก็ส่งคนเข้าไปได้ครับ แต่งตั้งไปคนหนึ่ง ส.ส. ก็ส่งเข้าไป ได้ครับ วุฒิสภาก็ส่งเข้าไปได้ แล้วมีใครบอกไหมครับว่า ก.ต. ประเทศฝรั่งเศสไม่เป็นอิสระ มีใครบอกไหมครับว่าศาลประเทศฝรั่งเศสมันห่วยแตกมันทำงานไม่ได้ เขาก็ยังอยู่ของเขาได้ แล้วได้รับการยอมรับนับถือ เช่นเดียวกันครับสหรัฐอเมริกาผมพูดไปแล้ว ประธานาธิบดีจาก การเลือกตั้งเดโมแครต (Democratic) บ้าง ริพับลิกัน (Republican) บ้าง เลือกผู้พิพากษา ศาลฎีกาเลยครับ แล้วทุกวันนี้คนก็วิพากษ์วิจารณ์กันแต่ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร เพราะองค์ คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ ๙ คนตอนนี้ทุกคนมาจากการเลือกของประธานาธิบดีพรรค ริพับลิกัน (Republican) หมดเลยครับ สหรัฐอเมริกาล่มสลายไหมครับ ก็ยังคงเป็นประเทศ มหาอำนาจของโลกทุกวันนี้ ศาลฎีกาสหรัฐเป็นอย่างไรครับ เขาก็พร้อมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ แต่เขาก็ยังคงดำรงอยู่ในตำแหน่งยังคงตัดสินคดีได้อยู่ต่อไป เยอรมนีต้นตำรับ ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยนี่ชัดเจนแล้วครับสภาผู้แทนราษฎรเลือกมา ๘ คน วุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งเลือกอีก ๘ คน ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรครับ แล้วศาลรัฐธรรมนูญไทย ก็ลอกมาจากศาลรัฐธรรมนูญเยอรมัน ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างโดยสังเขปที่ผมจะชี้แจงเพื่อให้ เห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ผมยกร่างขึ้นมาในร่างฉบับนี้ไม่ได้ไปไกล ไม่ได้แปลกประหลาดกว่าที่ ไหนในโลกเลยครับ ท่านไม่ต้องมานั่งคิดว่าผมอุตริคิดมาได้อย่างไร ก็นี่อย่างไรครับศึกษา กฎหมายเปรียบเทียบ ก็นี่อย่างไรครับศึกษาความเป็นไปของประเทศเราแล้วมาประยุกต์ใช้ กัน เรียนท่านเพื่อนสมาชิกครับ ผมได้ยินประโยคหลายครั้งวันนี้จดเอาไว้นะครับ เพื่อน สมาชิกนับ ๆ ดูอ้าง มองเตสกิเออร์ (Montesquieu) ๓ ท่าน อ้าง ลอร์ด แอคตัน (Lord Acton) อีก ๕ ท่าน อ้างแบบประโยคเดียวกันหมดเลยเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ หลักการ แบ่งแยกอำนาจที่แท้จริงคืออะไรครับ ก็ถ้าไม่เชื่อผม ผมอ้างตำราอีกก็ได้ครับ ตำราของ อาจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม ปรมาจารย์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้บรรยายกฎหมาย รัฐธรรมนูญในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองคนแรก อีกท่านก็ได้ครับ ท่านดอกเตอร์เดือน บุนนาค อดีตเคยเป็นเลขาธิการสภา อดีตก็เคยทำหน้าที่ในงาน นิติบัญญัติมาโดยตลอด ถ้าหาบทความไม่เจอเดี๋ยวจะซีรอกซ์ (Xerox) ถ่ายเอกสารไปฝาก ทั้งหลายเหล่านี้อธิบายตรงกันครับว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจไม่ได้หมายความว่าแยกอำนาจ กันเด็ดขาดแบบองค์กรใคร องค์กรมัน ไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันเลย ผมก็ชี้แจงไปแล้วว่าระบบรัฐสภาที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็แบ่งแยกอำนาจครับ แต่นิติบัญญัติ กับบริหารก็เกี่ยวข้องกัน นิติบัญญัติกับบริหารเกี่ยวข้องกันอย่างไรครับ ก็ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ไปเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วฝ่ายบริหารเกี่ยวอย่างไรกับนิติบัญญัติก็เกี่ยวข้องกัน นิติบัญญัติ กับบริหารเกี่ยวข้องกันอย่างไรครับ ก็ฝ่ายนิติบัญญัติก็ไปเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไรครับ แล้วฝ่ายบริหารเกี่ยวอะไรกับนิติบัญญัติครับ ก็ ครม. เสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่ การพิจารณาของสภาได้อย่างไรครับ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาอย่างไรครับ มันก็คือ เกี่ยวข้องกัน ถ้าท่านคิดว่าต้องแยกกันแบบเด็ดขาดนี่ท่านอยากเป็นระบบประธานาธิบดี หรือครับ ท่านต้องการแยกกันขาดใช่ไหมครับ อยากเป็นระบบประธานาธิบดี แบบสหรัฐอเมริกาหรือครับ
ประการถัดไปครับ เวลาท่านพูดถึงคำว่า แทรกแซง เดี๋ยวองค์กรนั้น องค์กรนี้ เข้าไปแทรกแซงต่าง ๆ ผมก็ไปเปิดพจนานุกรมดูเห็นศาลรัฐธรรมนูญท่านชอบใช้ ก็ไปเปิด บ้างครับ แทรกแซง แปลว่าอะไร แทรกแซงคืออะไรครับ แทรกแซงคือการกระทำในลักษณะ ที่เข้าไปแล้วบังคับสั่งการให้เขาทำ หรือเขาทำมาแล้ว คุณไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาทำ แต่สิ่งที่ ผมออกแบบกันมาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีตรงไหนเลยครับ ที่บอกว่า ส.ส. ไปกลับ คำพิพากษาได้ ไม่มีตรงไหนเลยครับ ที่ ส.ส. ไปสั่งผู้พิพากษาตามที่ตัวเองต้องการได้ ระบบ การตรวจสอบยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่ว่ามี ส.ส. เข้าไปเลือก ผู้ดำรงตำแหน่ง เหล่านี้ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็เลือกโดยเฉพาะที่ไม่ใช่ให้เสียงข้างมากผูกขาด แต่แบ่งฝ่าย ค้านกับรัฐบาลเท่า ๆ กัน และก็มีตัวแทนจากผู้พิพากษาเข้ามาเท่า ๆ กัน อย่างนี้แทรกแซงได้ อย่างไรครับ เช่นเดียวกันครับ ผู้ตรวจการต่าง ๆ ที่ผมเสนอมาก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนคำพิพากษา ครับ แล้วก็เข้าไปนั่งอยู่ ๑ คน ใน ก.ต. ก.ศป. ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยผลกระทบกระเทือนอะไร แน่ ๆ โหวตอย่างไรก็แพ้ครับ เข้าไปนั่งอยู่ในสภากลาโหม สภากลาโหมเกือบ ๕๐ คน นายทหารทั้งนั้น เอา สส. ไปนั่ง ๒ คน นี่สภาความมั่นคงประเทศจะกระเทือนเลยหรือครับ อ่อนไหวถึงขนาดนั้นหรือครับ มี ส.ส. ไปนั่งในสภากลาโหม ๒ คนนี่
ประเด็นถัดไปครับ ท่านถวิล เปลี่ยนศรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพูดบอกว่า ความเป็นประชาธิปไตยนี่ไม่ได้วัดกันที่ว่าจะมี ๒ สภา หรือสภาเดียว ผมเห็นด้วย ล้านเปอร์เซ็นต์ ความเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่วัดกันที่ว่ามีกี่สภา ท่านจะมี ๔ ๕ สภา แบบท่านเสรีพูดก็ได้ แต่หลักใหญ่ใจความของประชาธิปไตยก็โขดคนอื่นอีกก็ได้ครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เชื่อผม ผมโขดอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พูดเองครับ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พูดที่ทำให้พวกเราได้มีการเลือกตั้ง ส.ส. กันอยู่อย่างนี้ อาจารย์ปรีดี พูดว่าหลักการของประชาธิปไตยคืออำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทยและต้องถือตามมติ ของปวงชนเป็นใหญ่ และจากหลักการแบบนี้ท่านถึงวิจารณ์อย่างไรครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ไหนก็ตามที่เขียนให้ ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านเข้าใจคำว่า รวมศูนย์ แตกต่างจากผมครับ ท่านกังวลว่าจะมารวมศูนย์อยู่ที่ผู้แทนราษฎร แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เราเสนอไปนี่จะรวมศูนย์ได้อย่างไรครับ สภาผู้แทนราษฎร ก็มีอำนาจแต่เพียงตรากฎหมายเหมือนเดิม และก็แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งเฉพาะบางกรณี เท่านั้น แต่สภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงถูกตรวจสอบ โดยองค์กรอิสระ ยังคงถูกตรวจสอบโดย ศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีโอกาสเป็นจำเลยในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ยังถูก กกต. ตรวจใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ยังถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ยังถูก คตง. คอยตามดูว่าคุณไปมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายงบประมาณอะไรต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร ยังมีเหมือนเดิม
อาจารย์ ครับ ผมขอความกรุณาเอาเฉพาะประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ มิฉะนั้นเท่ากับท่าน อภิปรายขึ้นมาใหม่นะครับ คือบางเรื่องท่านก็รู้เราเป็นนักกฎหมาย บางเรื่องนี่ท่านก็คง สามารถไปอธิบายหรือแก้ไขในกรรมาธิการ คราวนี้หลักบางอย่างที่ท่านติดใจที่สมาชิก อภิปราย ซึ่งเป็นหลักการใหญ่นี่ท่านอภิปรายได้ครับ ท่านชี้แจงได้ครับ เรื่องเล็ก ๆ อย่าไปพูด ถึงเลยนะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อที่ ๕ ครับ เนื่องจาก ท่านประธานวางตัวไม่เป็นกลาง ผม รังสิมันต์ โรม
ไม่มีความ ไม่เป็นกลางครับ
ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่าน ประธานครับ สิ่งที่ท่านผู้เสนอกำลังชี้แจงเป็นประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ละครับ ได้ตั้งคำถาม และผมก็คิดว่าตัวท่านผู้เสนอก็กำลังอยู่ในประเด็น ท่านประธานอาจจะไม่ได้นั่งฟังตลอดเวลา แต่พวกกระผมนั่งฟังเกือบจะตลอดเวลาและก็ได้ทราบ ได้ฟังคำถามนั้น ดังนั้นก็ขอให้ผู้เสนอได้ ชี้แจงเถอะครับ
ผมก็ให้ ชี้แจงนะครับ แต่ผมเห็นว่าบางประเด็นนี่นะครับ มันเป็นความเข้าใจของคน ซึ่งแต่ละคน อย่างคำว่า แทรกแซง เขามาว่ามันก็แล้วแต่ คือไม่จำเป็นต้องไปแก้อะไรของเขานะครับ บางเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ คำว่า แทรกแซง นะครับ เขาว่ามามันก็แล้วแต่ ก็คือไม่จำเป็นต้องไป แก้อะไรกับเขานะครับ บางเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่จำเป็น ดังนั้นไม่ได้เกี่ยวกับความที่ผม ไปไม่เป็นกลางอะไรเลยนะครับ
ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผมไม่อยากบรรยากาศเสีย มันกำลังจะจบแล้วครับ
ผมก็ไม่อยากให้ บรรยากาศเสียครับ
ผมทราบครับ แต่ว่าผมแค่ยืนยันกับท่านประธานว่าทั้งหมดตรงนี้ที่ท่านผู้เสนออภิปรายนี้ มันก็ใกล้จะจบแล้ว แล้วมันก็เป็นการตอบคำถาม ก็อยากให้มันผ่านด้วยดีครับท่านประธาน
เป็นการก็แน่นอนนะครับ แล้วก็อย่าให้เสียเวลาเลยนะครับ
ขอบคุณครับ
ผมยินดีครับ ไม่มีอะไรมากครับ เชิญอาจารย์ต่อ
ขอบพระคุณครับท่านประธานที่เคารพครับ พอดีเมื่อสักครู่นี้ผมเพียงแต่ชี้แจงประเด็นที่เพื่อนสมาชิกซักถามครับ เพราะว่าประเด็นนี้ เป็นหัวใจสำคัญ เพราะร่างนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญคือเพราะมีเพื่อน สมาชิกหลายคนคิดว่าเปิดโอกาสให้ ส.ส. ไปแทรกแซง
ครับ เชิญเลยครับ
และเข้าไปสั่งการต่าง ๆ ของบรรดาศาล และองค์กรอิสระได้ ขัดกับหลักการเป็นอำนาจ ผมเลยต้องชี้แจงเท่านั้นครับท่านประธานครับ เดี๋ยวขออนุญาตไปต่อได้เลยครับ ผ่านประเด็นนี้ไปได้เลยครับ สุดท้ายครับผม จริง ๆ แล้วนี้ ผมพยายามจะอธิบายเพิ่มเติมนี้นะครับว่า เวลาเราบอกเรื่องรวมศูนย์อำนาจต่าง ๆ นี้นะครับ ร่างที่ผมยกมานี้ อำนาจไม่ได้รวมอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรนะครับ รวมศูนย์อำนาจตัวจริงเสียงจริง นี่คือหัวหน้า คสช. ตามมาตรา ๔๔ ครับ อันนั้นทำได้หมดเลยครับ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่วันนั้นไม่ได้ยินเสียงใครประท้วงสักเอะเลย ไม่เป็นไรครับ ผ่านไป
ประเด็นถัดไปครับ สุดท้ายครับ เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อันนี้สำคัญสำหรับ ข้าราชการครับ เผื่อข้าราชการฟังอยู่ แล้วจะตกอกตกใจว่ายุบวุฒิสภาไปแล้วจะไปอยู่ที่ไหน สิ่งนี้คือท่านพันตำรวจเอก ยุทธกร ถามไว้ครับ ผมเขียนเอาไว้ในร่างนี้ชัดเจนครับว่าหากมี การยกเลิกวุฒิสภาเรียบร้อย เหลือสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว ข้าราชการของสำนักงาน เลขาธิการวุฒิสภาก็โอนย้ายมาอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรครับ ก็ไม่ได้ ไปกระทบกระเทือนต่อสถานะตำแหน่งของบรรดาข้าราชการแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้คือ การตอบคำถามเบื้องต้นครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตสรุปญัตติสุดท้าย หลังจากท่าน สุทิน คลังแสง สมาชิกอาวุโสของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาอภิปรายครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ
คือท่านเสรี คงจะพาดพิง
ผมใช้สิทธิพาดพิงครับ เอ่ยชื่อผม ๓-๔ ครั้ง
คืออย่างนี้ ผมอยากจะอธิบายว่าที่ผมคอยฟังอยู่นี้ก็คือการที่อาจารย์ได้ชี้แจงคำที่ท่านได้ตั้งปัญหาไว้นะครับ ผมคอยฟังอยู่ว่าท่านอาจารย์ปิยบุตรได้ไปวิจารณ์ถึงท่านเสรีหรือไม่ ถ้าท่านไปพูดถึงท่านเสรี โดยไม่เป็นธรรมเมื่อไร ผมก็คงจะประท้วงหรือว่าเตือนท่านปิยบุตรนะครับ อย่างนั้นถ้าท่านเสรี ตอบไปตอบมานี้นะครับ วันนี้ก็ไม่จบนะครับ
ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิตามข้อบังคับ แล้วก็มีประเด็น ผมไม่อยากพูดหรอกครับ เพียงแต่ว่าเขาพาดพิงผม ผมก็มีสิทธิ
เพราะว่า ท่านพูดถึงเขาก่อนนะครับ
เขาพูดถึงผมก่อนครับ แล้วผมก็ไปพูด
เขาก็ชี้แจงแค่นั้น เขาไม่ได้พูดถึงท่านนะครับ
ผมกำลังจะกราบเรียน ในเนื้อหา ซึ่งเขาให้ข้อมูลที่ไม่ตรง
ถ้าเนื้อหา ที่ไม่ตรงตรงไหนครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนใน ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรกนี้นะครับ ผมขออนุญาตพูดถึงข้อกฎหมายที่ท่านได้หยิบยกว่าข้อเสนอตามร่าง รัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขในเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน แล้วในมาตรา ๑๘๔ หรืออะไรนี้นะครับว่า ในเรื่องผลประโยชน์ขัดกันที่ว่าสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปดำรงตำแหน่ง ในหน่วยราชการไม่ได้นี้
ท่านประธานครับ ประท้วงครับท่านประธาน
เดี๋ยวฟังเขา ก่อนนะครับ
ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ขัดต่อข้อบังคับครับ
ท่านประธานครับ เพียงแต่ว่า ท่านอธิบายว่ามันเป็นการแก้กฎหมายเก่า กฎหมายใหม่
ท่านเสรี กรุณาหยุดหน่อยครับ มีท่านประท้วง เชิญครับ ท่านประท้วงข้อบังคับข้อไหนครับ
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ฐานะสมาชิกรัฐสภา นี่เรากำลังอภิปราย ญัตติครับ มีข้อบังคับการประชุมข้อที่ ๔๔ กำกับไว้ เราไม่สามารถทำให้เป็นกระทู้ถามนะครับ สิ่งที่ท่านเสรีลุกขึ้นอภิปราย ด้วยความเคารพนะครับ แต่ว่าท่านกำลังจะโยนคำถามกลับไป กลับมากับผู้เสนอนี้มันไม่ถูกต้องตามข้อบังคับนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นลำดับของท่านสุทิน ว่าท่านกำลังจะโยนคำถามกลับไปกลับมากับผู้เสนอมันไม่ถูกต้องตามข้อบังคับนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นลำดับของท่านสุทิน คลังแสงก็ให้ท่านสุทิน คลังแสงได้อภิปรายครับ ท่านประธาน
ผมอธิบาย นิดเดียวผมกำลังฟังท่านเสรีอยู่ว่า
ไม่มี การพาดพิงที่เสียหายใด ๆ เลย
ผมไม่ได้ ถามเลยครับท่านประธาน
ท่านเสรีก็ไม่ได้ยกว่าประเด็นว่าสิ่งที่ท่านปิยบุตรได้นำเสนอได้พาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย อย่างไรเพียงแต่ว่าเป็นสิ่งซึ่งอาจจะมีความคิดเห็นซึ่งแตกต่างกัน คนตัดสินในเรื่องนั้นคือ สมาชิกพวกเราครับ
ถูกต้องครับ เมื่อสักครู่ผมก็อธิบายอย่างนี้ คราวนี้ท่านเสรีเขามีประเด็นไหนผมยังฟังไม่จบเลยรอเขาฟังสัก นิดหนึ่งครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ได้ถามอาจารย์ปิยบุตรนะครับ ผมกำลังอธิบายว่าสิ่งที่ อาจารย์ปิยบุตรอธิบายมานั้นมันไม่ถูกต้องเนื่องจากว่าข้อกฎหมายที่ท่านเสนอมานั้นบอกว่า กฎหมายเก่ากับกฎหมายใหม่มันเป็นกฎหมายที่ฉบับใหม่ออกมาแล้วก็เหมือนกับไปบังคับ แก้ไขกฎหมายฉบับเก่า ผมจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านเสนอมานั้นท่านเสนอมาแบบ ไม่รอบคอบเลยไม่ได้ไปแก้อีกมาตราหนึ่ง นี่คือข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน
ข้อที่ ๒ ที่ท่านพยาพยามจะตอบอธิบายผมพูดสั้น ๆ บันทึกไว้เป็นหลักฐาน นะครับว่าท่านพูด ๒-๓ ครั้งครับ แล้วตอบผมด้วยว่าสิ่งที่ท่านเสนอไปนั้นท่านไม่ได้ไปแก้ คำพิพากษา ไม่ได้เปลี่ยนคำพิพากษา การแทรกแซงดังกล่าวมันไม่ใช่เรื่องการแก้คำพิพากษา อย่างเดียว
ผมมีผู้ประท้วง เยอะแล้วผมกำลังจะวินิจฉัยนะครับ ท่านเสรีครับ คือผมฟังแล้วมันเป็นเรื่องความเห็นตีความ แตกต่างกัน ดังนั้นท่านไม่ต้องแล้วครับ คนที่รับฟังอยู่เข้าใจแล้ว และเขาก็คิดได้คิดเองผู้ที่ฟัง เพื่อให้เป็นไปได้ราบรื่นนะครับ
ท่านครับ ผมบันทึก นิดเดียวเองครับไม่ได้อธิบายแล้วครับ
ไม่ได้ครับท่านประธาน
ผมกำลังจะกราบเรียน ท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ปิยบุตรตอบผมนั้นที่ตอบผมไม่ตรงกับสิ่งที่ผมอภิปราย แล้วท่านก็เบี่ยงเบนใช้ถ้อยคำที่สวยหรูเท่านั้นเอง ผมบันทึกไว้เป็นหลักฐานเท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานวินิจฉัยแล้วท่านประธานทำไมยังปล่อยให้ดำเนินการต่อ
พอแล้วครับ ก็ท่านพูดก็ท่านบอกว่าเป็นหลักฐานไม่ต้องตอบแล้วก็พวกเราก็ฟังก็รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร ท่านจุลพันธ์ขอบคุณนะครับ ผมก็ต้องพยายามให้เรื่องมันเป็นไปด้วยดีนะครับ ถ้าผมไม่ฟัง เลยเขาก็ประท้วงกันอยู่นั่น นี่ผมก็ต้องเบรกอาจารย์ไปในตัวไม่ต้องไปโต้ตอบกันแล้ว เราวินิจฉัยได้ เชิญท่านสุทิน คลังแสงดีกว่าครับ ท่านรอพร้อมอยู่แล้ว เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานวันนี้คงไม่ยาวครับ เพราะว่า ต้องชมว่าคณะผู้เสนอก็ได้ชี้แจงได้ละเอียดเป็นที่เข้าใจ แต่เพียงผมอยากกราบเรียนว่า การพิจารณาวันนี้หลายท่านอภิปรายไปอภิปรายมาแปลเจตนากันผิดคิดว่ามีวาระอะไร หรืออัดอั้นตันใจแล้วก็ว่ากันไปยาวเลย ผมขออนุญาตทบทวนนิดหนึ่งว่าเรากำลังทำหน้าที่ วันนี้แก้รัฐธรรมนูญวันนี้แท้ที่จริงแล้วมันก็มาจากที่ทุกคนไปสัญญากับประชาชนไว้ ในตอน ยึดอำนาจร่างรัฐธรรมนูญเสร็จจะลงประชามติก็บอกว่ารับไปก่อนแก้ทีหลัง แล้วพอจะมา เลือกตั้งทุกพรรคก็ไปเสนอบอกกับประชาชนว่าจะมาแก้ แล้วไม่เฉพาะพรรคการเมืองด้วย รัฐบาลเองก็บอกเหมือนกันว่าเป็นญัตติด่วน เป็นนโยบายด่วนข้อ ๑๒ ด้วย ศึกษาเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นวันนี้ใครจะเสนอรัฐธรรมนูญเข้ามาก็ตาม ประชาชนก็ตาม พรรคการเมืองก็ตามทำตามสัญญาประชาคมกับชาวบ้านไว้ทั้งนั้นไม่ใช่อยู่ ๆ อยากมาแก้หรือ อยู่ ๆ อยากจะมีเจตนาเอามาเพื่อจะสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง แต่ว่าเมื่อเสนอแล้วเห็น ตรงกันหรือไม่ตรงกันตรงนั้นมาคุยกัน แล้วจะลงมติอย่างไรผ่าน ไม่ผ่านตรงนั้น เพราะฉะนั้น วันนี้อยู่ในกระบวนการที่เราลำดับ ๆ มาตลอด พอมีนโยบายรัฐบาลแล้วสภานี้ก็ตั้ง กรรมาธิการศึกษา ผมว่าไม่ใช่นะ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงกราบเรียนว่าตรงนี้ต้องทำ ความเข้าใจกันใหม่ ต้องให้ความเป็นธรรม ทีนี้เหตุผลอะไรที่ผมเองจะรับหลักการวันนี้ ทำไม พรรคเพื่อไทยต้องรับ ทำไมพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องรับ มีเหตุผลที่ลำดับ ๆ กันมาแล้ว สรุปอย่างนี้ ๑. พรรคเพื่อไทยเองและพรรคร่วมฝ่ายค้านเอง วันนี้เพื่อจะตอกย้ำและแสดง จุดยืนของเราที่รับร่างนี้เพราะตอกย้ำและแสดงจุดยืนของเรา จุดยืนอะไร จุดยืนคือ เราพูด ตลอดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง เราถึงต้องแก้ เอาละทีนี้แก้อย่างไร เราก็ยืนยัน ชัดเจนมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับ จะให้ได้รับการ ยอมรับต้องประชาชนเขียน หรือมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะฉะนั้นในคราวแรกเราจึงได้มีการ นำเสนอให้ประชาชนมาเขียนคือ ตั้ง ส.ส.ร. แต่เมื่อมันตกไป เราก็ยื่นอีกรอบก็ตกอีก แล้วเรา รออะไร โอกาสที่มันใกล้เคียงกับประชาชนเขียนมากที่สุด ก็รอร่างของประชาชนมา ก็มีใกล้เคียงที่สุดก็มีไอลอว์ (iLaw) แล้วก็ตกแล้ว และวันนี้ก็มีร่างนี้ที่เข้ามา มันจึงตรงกับเรา ที่สุดคือแม้เราไม่ได้ตั้ง ส.ส.ร. แต่ประชาชนเขายื่นเข้ามา พวกผมก็ต้องรับ เพราะเชื่อว่า การจะเขียนรัฐธรรมนูญที่ดีนั้น เราเป็นคนใช้ เราเป็นผู้รับเหมา คนเขียนสเปก (Spec) ต้องเป็นประชาชน คนเขียนให้เราต้องเป็นประชาชน เพราะมันเห็นกับตาเลยวันนี้ และหลาย วันมาแล้วด้วย สิ่งหนึ่งซึ่งประชาชนอยากแก้ เราอยากแก้ แก้ไม่ได้เลยเพราะคนแก้คือ คนได้รับผลกระทบ นั่นก็คืออำนาจ ส.ว. เราจะแก้อำนาจ ส.ว. เราจะยุบ ส.ว. ทำได้ไหมครับ ไม่ได้ เพราะใคร ก็เพราะ ส.ว. เป็นคนร่างเอง เป็นคนจะแก้เอง ท่าน ส.ว. ท่านสุดท้าย ที่อภิปรายท่านน้อยอกน้อยใจพูดบอกว่า ยื่นเข้ามาทั้งที่รู้ว่าแก้ไม่ได้
ท่านเสรี ประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
สั้น ๆ ครับ ท่านผู้ อภิปรายพูดซ้ำ ๒ ครั้ง ผมน้อยออกน้อยใจ ผมก็จะกราบเรียนท่านว่า ผมไม่มีน้อยอกน้อยใจ เลย อย่าเอาความรู้สึกของท่านมาใช้กับผม เท่านั้นครับท่านประธาน อย่าพาดพิงผมเลยครับ ท่านจะพูดอะไรก็เชิญพูดเถอะครับ
ท่านไม่ต้อง ไปพาดพิง
ท่านประธาน ครับ ผมเป็นครู ผมก็วิเคราะห์ทางจิตเท่านั้น ท่านก็บอกว่าทั้งที่รู้ว่าไม่ผ่านก็เสนอ จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องชวนไปคิดว่าที่เขาวิจารณ์ว่าจะไม่ผ่านเพราะอะไร ที่สังคม วิจารณ์ว่าจะไม่ผ่านเพราะอะไร ลองทบทวนสิ เพราะคุณจะไปยุบ ส.ว. เพราะร่างนี้จะไปยุบ ส.ว. จะไปเหลือสภาเดียว ไม่มีทางผ่าน นี่คือเหตุผลมากที่สุดที่สังคมฟันธงว่าไม่ผ่าน แล้วถ้า เขาวิเคราะห์อย่างนี้เขาใช้ฐานคิดอะไร ท่านวิเคราะห์ต่อสิครับ ทำไมเขาถึงคิดว่าจะไม่ผ่าน เพราะเหตุผลก็คือฐานคิดว่ามันไปแตะผลประโยชน์เขาสิ ถ้าเขาบอกว่ามันไม่ผ่านหรอก เพราะเหตุผลไม่มี เพราะมันกระทบประชาชน กระทบอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ส.ว. เขาไม่ให้ผ่านแน่ อย่างนั้นฐานคิดเขาคิดบนเหตุและผล แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่ผ่านแน่เพราะ คุณไปปลด ส.ว. ไปแตะผลประโยชน์เขาสิ แล้วมันก็ชัด นี่ผมไม่ได้เจตนานะ วันนี้ ๒ วัน วันนี้วันหนึ่งเต็ม ๆ ท่านประธานครับ หรือที่ผ่านมาก็แล้วแต่ ท่าน ส.ว. ท่านก็ขึ้นมาพูด ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็พูดเรื่องจะยกเลิก ส.ว. นี่แหละ มันมีธรรมเนียมปฏิบัติในการประชุมอยู่ ท่านก็รู้ ใครก็รู้ ถ้าวาระใดที่กระทบกับผลประโยชน์ของสมาชิกในที่ประชุม สมาชิกเขา ก็มักจะสงวนมารยาทโดยการออกจากห้องประชุม ก็ให้ที่ประชุมนั้นพิจารณาไปเสีย จะลงมติ อย่างไรก็ลง หรือฉันมีฉันก็มาลง แต่ฉันจะสงวนมารยาทโดยการไม่อภิปราย ไม่ปกป้องตัวเอง แล้ววันนี้ทั้งวัน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นมายันเรื่องไม่ให้ยกเลิกอย่างเดียว อันนี้ท่านต้องคิดนะครับ ถ้าชาวบ้านทั่วไปก็จะมองอย่างไร ก็เถียงอยู่ เถียงเป็น เถียงต่อ ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ เหตุผลที่เรารับจริง ๆ วันนี้คือ ๑. ยืนยันเจตนาของเราว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เราคิดว่าใช้ไม่ได้ ต้องแก้ แก้โดยประชาชน เมื่อประชาชนมานั่งแก้ไม่ได้ ประชาชนเขายื่นมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราคิดว่าใช้ไม่ได้ ต้องแก้ แก้โดยประชาชน เมื่อประชาชนมานั่งแก้ไม่ได้ ประชาชนเขายื่นมาเราก็รับ และหัวหน้าพรรคผมพูดชัดเจน ท่านชลน่าน ศรีแก้ว พูดชัดว่า ถ้าผ่าน ถ้าตั้งกรรมาธิการในข้อบังคับไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามา หัวหน้าพรรคผมยังยืนยัน เจตนารมณ์ว่าอยากจะยกเลิก งดเว้นข้อบังคับนี้ ให้ประชาชนเข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการด้วย นี่คืออยากให้ประชาชนเขามาเขียน เพราะฉะนั้นอันนี้ข้อที่ ๑ ที่เรายืนยันว่าเราต้องรับ ไม่มีอะไรอื่นไกล เราก็ยืนยันของเรามาอย่างนี้ตลอด แล้วใครคนไหนจะยื่นเข้ามาอีกถ้าเป็น ฉบับของประชาชนผมก็บอกเลยว่าผมรับ ก็มีคนบอกอีก แล้วรับได้อย่างไร คุณก็ไปรับบัตร ๒ ใบแล้ว ในร่างนี้เขาเอาบัตรใบเดียว คุณกลืนน้ำลายหรือเปล่า คุณขัดแย้งในตัวเอง หรือเปล่า ท่านประธานครับแม้เราจะรับร่างนี้นะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะ เห็นดีเห็นงามหมดทุกเรื่อง เราก็มองเห็นว่ามีบางเรื่องที่มีจุดอ่อน มีบางเรื่องที่เป็น ข้อบกพร่อง มีบางเรื่องที่จะมีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่เรามาบวกลบคูณหารกันแล้ว ดีมากกว่าไม่ดี เราก็รับสิ รับแล้วทำอย่างไรต่อ ที่ไม่ดีก็ไปว่ากันในวาระสอง จะไปตัด ไปทอน ไปแก้ตรงนั้น เพราะฉะนั้นนี่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับทุกเรื่องนะครับ ท่านผู้เสนอหรือพวก ฝ่ายค้านเองไม่ใช่จะเห็นดีกันทุกเรื่อง บางเรื่องเราก็เห็นไม่ตรงกัน แต่วันนี้เป็นเรื่องของ ประชาชน รับ รับแล้วข้อท้วงติงทั้งหลายวันนี้ที่เพื่อนสมาชิกคุยกันมาทั้งวันพวกผมก็ฟัง ฟังแล้วจะไปแก้ บัตร ๒ ใบเป็นใบเดียวเราก็คิดว่ามันแก้ได้ แล้วก็อีกหลาย ๆ เรื่องที่จะไป แตะตรงนั้น ตัดตรงนี้ ไปแก้ว่าเราพูดอภิปรายกันวันนี้ประหนึ่งว่านี่เป็นวาระสามแล้วจะแก้ ไม่ได้ ไม่ใช่ พูดวันนี้เหมือนกับว่ามันไม่ได้แล้ว มันผิดตรงนั้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้ผ่าน นี่มันไม่ใช่วาระสาม รับหลักการก็คือรับหลักการ ส่วนรายละเอียดไปว่ากันในวาระสอง แล้วยังมีโอกาสอีกวาระสาม แล้วยังมีโอกาสอีกคือประชามติโดยประชาชน เพราะฉะนั้น หลาย ๆ สิ่งซึ่งคุยกันวันนี้เราก็พิจารณานะครับท่านประธาน เพื่อนผมสมาชิกผมก็พูดกัน หมดแหละ โดยเฉพาะอำนาจของ ส.ว. ควรตัดไหมสภา ควรมีสภาเดียวหรือไม่ ผมก็พูด ไปแล้ว ทางท่าน ส.ว. ท่านก็บอกส่วนใหญ่ก็ไม่ควรตัด ควรมี ๒ สภา บางท่านก็บอกว่าแปลก ไม่แปลก โลกนี้ก็มีทั้ง ๑ สภา ๒ สภา ๓ สภาท่านบอกยังมีเลย ก็โอเค (OK) แต่สำคัญว่า ประเทศไทยควรจะมีกี่สภา ที่มาคุยกันควรจะมีกี่สภา แล้วทำไมจะต้องมีหนึ่งสภา ผมก็นั่งฟัง ผมก็คิดว่าแต่ไหนแต่ไรมามันก็มีสอง แต่ไม่ใช่แปลกหรอก ต้น ๆ สมัยแรก ๆ ตอน เปลี่ยนแปลงการปกครองก็ ๑ สภา แต่หลัง ๆ มาก็มี ๒ สภา แต่วันนี้พอจะเป็นสภาเดียว ตอนแรกผมก็ไม่เห็นด้วยนะ แต่พอดูไปดูมาจริง ๆ แล้วมันมีที่ไปที่มา มันมีเหตุผลอยู่ เหตุผล อย่างไรครับ เหตุผลก็คือว่าในโลกนี้มันไม่มีอะไรจะต้องยึดติด โลกมันเปลี่ยน สถานการณ์ มันเปลี่ยน มันก็ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนอย่างไรครับ ก็แรกเริ่มเดิมทีเขาเรียกสภาสูงสภาต่ำ ประชาชนคนไทยเราก็มองว่ายังไม่มีความรู้ ยังขาดประสบการณ์ ไปเลือก ส.ส. มาอาจจะได้ ส.ส. ที่ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ จำเป็นต้องมีสภาสูง สภาสูงต้องคัดเอาคนที่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิและประสบการณ์ ชอบ ถูกต้องในยุคนั้น แต่พอยุคหลัง ๆ มาแล้วนี้ พอมันเปลี่ยนแล้ว วันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ลองมาเช็ควัยวุฒิ คุณวุฒิสิครับว่าสภาผู้แทนราษฎรกับ วุฒิสภาวันนี้ เช็ควุฒิการศึกษาก่อน ใครเป็นใคร แล้วเช็ควุฒิภาวะสิครับ ก็ใครเป็นใคร วันนี้ ถ้าแนะนำตัวว่าสมาชิกวุฒิสภา ให้ประชาชนทางบ้านดูนะ เอาบัตรหน้าอกออกนะ แยกออก ไหมว่าใครเป็น ส.ส. ใครเป็น ส.ว. บางคน อบต. ด้วยซ้ำไป ถ้าดูลีลา ดูจังหวะ เพราะฉะนั้น เมื่อโลกมัน เมื่อวุฒิมันเปลี่ยน เมื่อประชาชนไม่โง่แล้ว วันนี้เลือกใครเข้ามาก็วุฒิเท่ากัน คุณวุฒิเท่ากัน วุฒิภาวะไม่ต่างกัน ข้อนี้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นข้ออ้างในการมีสภาสูงอีกแล้ว และประการต่อมาอาจจะเป็นกรณีเฉพาะประเทศไทยนะครับ ไปอ้างที่อื่นไม่ได้ ส.ว. นี่โดยหลักการทั่วโลก กรองกฎหมาย ถ่วงดุล ตรวจสอบรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วโลก ส.ว. นี่โดยหลักการทั่วโลก กรองกฎหมาย ถ่วงดุล ตรวจสอบรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วโลก และไทยก็เขียนไว้อย่างนั้นด้วย แต่เอาเข้าจริง ๆ เป็นอย่างนั้นหรือไม่ล่ะ ถ้ายังทำหน้าที่นั้นได้ ดีก็คงไว้ ถ้าไม่ได้ทำหน้าที่นั้นเลย หรือกลับตรงกันข้ามมันก็ชอบที่จะไม่มียุบเสีย ท่านประธานที่เคารพครับ ย้อนกลับไปไม่ใช่เฉพาะชุดนี้ให้ความเป็นธรรมนะ รัฐบาลก่อน ๆ เขาตั้ง ส.ว. ก็ผู้ทรงคุณวุฒิจริงจากกองทัพนั้นกองทัพนี้ จากอธิบดีกรมนั้นมานั่งเต็ม ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งก็บอกว่าชุดนั้นต้องมีคุณวุฒิวัยวุฒิ แล้วถามจริง ๆ ถ่วงดุลกับ รัฐบาลไหม นี่ว่ากันมาตั้งแต่อดีตเลยนะ ให้ความเป็นธรรมกับชุดนี้นะ ไม่ใช่เพิ่งมีนะ เมื่อก่อน นั้นค้ำรัฐบาลอย่างเดียวรู้กันทั้งโลก ส.ว. เราตั้งแต่ประวัติศาสตร์มาไม่ได้ทำหน้าที่ในการ ถ่วงดุลรัฐบาล ถ่วงดุลอะไรหรอก ก็มาค้ำรัฐบาล แล้วตอนนี้ชัดเจน เพราะฉะนั้นหลายท่าน วันนี้ขึ้นมาพูดว่าเรากล่าวหา เราด่า เราโขก เราสับ ท่านครับ ผมเคยพูดตรงนี้ ไปเปิดเทปดู คลิป (Clip) ดูผมมีว่อนเลย ผมบอกว่าผมชื่นชมเคารพนับถือท่าน ส.ว. หลายท่าน เยอะ ท่านมีเกียรติยศ เกียรติภูมิรับใช้ชาติมานาน แต่ผมเห็นใจท่าน ท่านดันมาเกิดกับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เอง กระบวนการสรรหาเขาไม่ยอมรับ โลกไม่รับ ประชาชนไม่รับ พอท่านมาเกิด และที่มาท่านมาอย่างนี้เกียรติภูมิท่านก็ลดลงแล้ว ผมก็พูดตรงนี้นะ ด้วยความเห็นใจนะ แล้วยิ่งพอมาปฏิบัติหน้าที่ปั๊บมันก็กัมมุนาวัตตะตีโลโกสิ ทำอะไรไว้คนสังคมรู้ เพราะฉะนั้น สัตว์โลกก็เป็นไปตามกรรม แล้วถามว่าที่พวกผมโขก ผมสับวันนี้ที่ว่ากันมาทั้งวันจริง ๆ เราก็ พูดด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ถามว่าพวกเราพูดเฉพาะเราไหม เกินจริงไหมที่บอกว่า ส.วง ไม่ควรมี ส.ว. สืบทอดอำนาจ ส.ว. เป็นอะไร ท่านไปดูสังคมสิ ผู้แทนราษฎรพวกผมยึดหลักนะ ผู้แทนราษฎรเป็นเงาสะท้อนประชาชน ท่านไปดูโซเชียลสิ (Social) ท่านไปดูโพล (Poll) ทุก โพล (Poll) สิ ท่านไปดูงานวิจัยสิ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่อยากให้ ส.ว. อยู่ต่อ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ปลื้ม กับผลงานของท่าน ส.ว. เราคิดว่าเราพูดสอดคล้องกับประชาชนและสังคมนะ ถ้าสังคมยังชม ท่านตรึม ตรึม ตรึม แล้วพวกเรามาด่าท่านหรือพวกเรามาโขกมาสับท่านอย่างนั้นสิเราแกล้ง ท่าน เราอคติหรือเราจงเกลียดจงชังท่าน ท่านเปิดใจกว้างแล้วดูสังคมเขาสิ ง่ายนิดเดียว สมัยทุกวันนี้ไม่ต้องไปส่องกระจกหรอกเปิดเข้าไปในเฟซบุ๊ก (Facebook) เข้าไปในอะไร ก็ตามเขามองท่านไม่ดี เขาไม่ปลื้ม ตรงนี้อย่างไรที่พวกผมบอก เพราะฉะนั้นท่านอย่าคิดว่า พวกผมมโนหรือคิดอคติแล้วต่อว่าท่านฝ่ายเดียวเลย เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าด้วยเหตุผล ทั้งหลายทั้งปวงเรามาทบทวนดีไหมว่า อาจจะต้องมีสภาเดียว แล้วโลกมันเปลี่ยนนะท่าน ประธานครับต้องยอมรับนะ อย่าว่าแต่เหลือสภาเดียวนะในอนาคตอาจจะไม่มีสักสภาเลยนะ ผมนั่งคิดไปโลกทำไมเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้นะ ระบบโซเชียล (Social) ระบบสังคม มันขนาดนี้นะ มันโหด มันแสดงมติผ่านกฎนิดเดียวมันออกมาบนจอ ในอนาคตอาจจะเป็น ไดเร็ค ดิมอร์เครซี (Direct democracy) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยก็ได้คืออย่างไร จะโหวต กฎหมายแต่ละฉบับอาจจะมีการสร้างระบบกดกันทั้งบ้านเลย เอาแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน หรือไม่ผ่านทุกวันนี้คนมีโทรศัพท์หมด ในอนาคต ๑๐ ปีอาจจะมีคนออกแบบระบบไม่ต้องมี สภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องมีสักสภาเลย อยากรู้ว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไหม ประชาชนทางบ้าน กดเลยมันมาขึ้นหน้าจอที่สภาไม่ต้องมีคนมากินเงินเดือนเลย อย่างนี้มันก็เป็นไปได้อย่าไป ติดยึด ผมเองก็เหมือนกันวันหนึ่งถ้าเขาบอกว่าไม่ต้องมีสภาผู้แทนราษฎรแล้วกลับบ้านเถอะ เขาจะใช้ระบบ ไดเร็ค (Direct) ชาวบ้านกดบัตรโดยตรงเลยโหวตมาจากบ้านเลยเราก็ต้อง ยอมรับ นี่คือเหตุผลในการที่จะมีสภาเดียว หรือไม่มีสภาเดียวเลยก็ต้องรอเถอะมันเป็นไปได้ ทั้งนั้น
อันต่อมาก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ นี่พูดกันเยอะ ยุทธศาสตร์ชาติถามว่า จำเป็นต้องมีไหม จำเป็น ผมตอบเลย ประเทศหรือองค์กรใดก็แล้วแต่มันจะพัฒนาองค์กร จะเดินไปต้องมียุทธศาสตร์ หลักการนี้ถูกต้อง เมื่อก่อนก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นั่นละ แต่ว่า ก่อนจะเดินไปต้องมียุทธศาสตร์หลักการนี้ถูกต้อง เมื่อก่อนก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ถ้าหากว่าการมียุทธศาสตร์ชาติถูกนำมาใช้เพื่อการอื่น เป็นผลร้าย มากกว่า ผลดี เช่น เป็นช่องว่าง เป็นหนทางให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาค คนกลุ่มหนึ่ง มานั่งเขียนยุทธศาสตร์อีกคนกลุ่มหนึ่งไม่ได้มาเขียน แล้วออกมามันเป็นผลร้าย อย่างนี้ผมว่า ไม่ควรเอาไว้ เรามาเบียดเบียนบิดเบือนมา เอาไว้แล้วมันเป็นโทษก็ไม่จำเป็นต้องลอกแบบ ประเทศอื่น ก็เพราะมีนี้หรือเปล่า ท่านประธานครับ ความเหลื่อมล้ำมันจึงสูงขึ้น ๆ ก็มันมอง ไปแล้วก็มันเริ่มต้นจากคนไปนั่งเขียน คนเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนผมพูดแล้ว ชาวบ้านไม่ได้ไปนั่งหรอก เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นแบบนี้ ผมว่ายกเลิกหรือถ้ายังมีประโยชน์ ๒๐ ปี มันนานไปไหม โลกมันเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ ก่อน ๒ ปีที่แล้วไม่มีโควิด (COVID) แผนมันก็เป็นแบบนี้พอมี โควิด (COVID) มาปั๊บ นิว นอร์มอล (New Normal) แผนเปลี่ยน ทันไหม ถ้าไม่เปลี่ยนมันก็เป็นอุปสรรค ถ้าเป็นอุปสรรคยกเลิกมันเสีย หรือถ้าไม่ยกเลิกเอา ออกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ไปเขียนในกฎหมายอื่นเอาไว้ที่อื่นก็ได้ ถ้าเอาไว้ในรัฐธรรม มันทื่อ มันแก้ยาก มันปรับยาก เอาไปไว้ที่อื่น ออกเป็นกฎหมายเฉพาะตัวมันก็ได้ ไม่จำเป็นต้อง บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุผลหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าควรต้องยกเลิกหรือย้ายมันออก หรือปรับมันใหม่
เรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องขององค์กรอิสระก็พูดกันเยอะว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างนี้ไปแทรกแซงจริง ๆ ผู้ชี้แจงท่านปิยบุตร ชี้แจงชัดเจนมาก แต่ผมชี้แจงแบบลูกทุ่ง ๆ นิดหน่อยท่านประธานในทางปฏิบัติ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ศาลปกครองก็ตาม ป.ป.ช. ก็ตามที่เราปกป้องว่าจะเอา ส.ส. ไปนั่ง เอาใครไปนั่งอย่าไปแทรกแซงกลัวไปแทรกแซง ถามจริง ๆ ท่านไปถามประชาชนวันนี้ว่าที่เป็นอยู่วันนี้ มีใครแทรกแซงไหม มีใครเชื่อไหมว่า ไม่ถูกแทรกแซง มีใครเชื่อไหมว่าวันนี้องค์กรเหล่านี้ไม่ถูกแทรกแซง แทรกแซงโดยใคร เท่านั้น แล้วเขารู้ไหม รู้ด้วยผมว่า เพราะฉะนั้นผมยังมองอีกคนละแบบกับอาจารย์ ปิยบุตร อาจารย์ปิยบุตรมีหลักการ ดี แต่ผมมองแบบลูกทุ่งนิดหนึ่ง ถ้าไหน ๆ ก็ยัง มีการแทรกแซงแล้ว ตั้ง ส.ส. เข้าไปนั่งในนั่นเสียเลย มันจะได้ไปถ่วงดุลตรวจสอบไม่ให้ แทรกแซงฝ่ายเดียว ขอแทรกแซงบ้าง เพราะฉะนั้นต้องคิดอีกมุมหนึ่งก็คือ อย่างไร ร ๒/๒๕๖๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) นวพร ๑๘๙/๒ ก็แทรกแซงอยู่แล้ว ตั้งเข้าไปมันจะได้ไม่แทรกแซงได้ ถ่วงดุลกันไปเลย ง่าย ๆ เลย ท่านประธานครับ แล้วอะไรอีก แล้วก็มาถึงเรื่องที่พูดคุยกันว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เรื่องของการยกเลิก แล้วพูดกันบ่อย ๆ มาก ก็คือ อำนาจ ส.ว. วกกันมาอีกครั้งหนึ่ง ๆ หรือสภา ผมกราบเรียนว่า เราเองถ้าเราไม่พูด สภาผู้แทนราษฎรไม่พูด มัวแต่เกรงใจกัน มัวแต่ให้เกียรติกัน แล้วใครจะพูดประชาชนเขามาพูดได้ไหม เขามาพูดไม่ได้ มาพูดไม่ได้ เราก็ต้องพูด เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ ไม่มาก เพียงประเด็นเดียวผมคิดว่า ชอบธรรมที่จะรับก็คือ ด้วยความเคารพต่อ ๑๖ ล้านเสียง และอาณัติสัญญาที่รับมาจากประชาชนตอนเลือกตั้ง เราวันนี้จึงขอบคุณคนที่เสนอร่างนี้เข้ามา แล้วด้วยความเคารพจึงต้องรับหลักการนี้ เพื่อส่งต่อไปยังวาระ ๒ ผ่านไปยังวาระ ๓ แล้ว มุ่งหวังที่สุดจุดหมายปลายทางอยากให้ไปถึงมือประชาชนไม่เฉพาะ ๑๖ ล้านเสียง คราวนี้ ๑๕ ๑๖ ล้านชีวิตเลย
ประการสุดท้ายที่สุด ถ้าทุกคนเราพูดขึ้นมาก็คือ เคารพประชาชน นับถือ ประชาชนคนที่มาจากประชาชนวันนี้ก็เคารพ คนที่ไม่ได้มาจากประชาชนก็พูดว่า เคารพ ถ้าเคารพประชาชน กฎหมายประชาชนทุกฉบับในรัฐบาล ไม่ได้มาจากประชาชนก็พูดว่าเคารพ ถ้าเคารพประชาชนกฎหมายประชาชนทุกฉบับ ในรัฐบาลชุดนี้ตกหมด ตกวาระแรกด้วยไม่บรรจุก็เยอะเข้ามาก็ตกวาระแรกด้วย ถ้าจะขอสัก ฉบับโดยเฉพาะฉบับที่มันสำคัญคือรัฐธรรมนูญผ่านเข้าไปคุยกันแบบน้ำใจนี่ละ ถ้าเราจะให้ โอกาสเขาผ่านเข้าไปแล้ว ไปพิจารณาในวาระ ๒ ถ้ามันไม่ดีจริง ๆ มันแก้ไม่ไหวจริง ๆ วาระ ๓ ก็จะให้ตกก็ตกกับเราปิดโอกาสเขาเลยตั้งแต่ฉบับวาระแรก เรามีน้ำใจกับเขาไหม เราเคารพเขาจริงไหม แล้วจะไหลเลยไปจนถึงผ่านวาระ ๓ ลงประชามติไป มันเสียหายอะไร แล้วยิ่งดีเสียอีกก็คือนั่นละ คือการไปเคารพแทบเท้าประชาชน ๖๕ ล้านชีวิตให้เขาลง ประชามติกันจึงกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ด้วยเวลาที่จำกัดเท่านี้ครับสวัสดี ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณ ท่านสุทินคลังแสงนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านที่ประสงค์จะอภิปรายครบถ้วนแล้วนะครับ การอภิปรายเป็นอันยุตินะครับ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ ๕๑ กำหนดว่า เมื่อการ อภิปรายได้ยุติแล้วห้ามผู้ใดอภิปรายอีก เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะตั้งมติในเรื่องนั้นจึงให้ผู้มี สิทธิอภิปรายคนใดคนหนึ่งมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ประชุม รัฐสภาจะลงมติ เชิญครับท่านมีเวลา ๑๗ นาทีตามที่เหลืออยู่
เรียนท่านประธานวุฒิสภาในฐานะรอง ประธานรัฐสภาและประธานในที่ประชุมครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากการแต่งตั้ง ทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ สิ่งที่ท่านอภิปรายมาทั้งหมดเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวภาค ประชาชนที่เสนอร่างเข้ามาเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน และต้อง ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ประจำรัฐสภาทุกท่านที่ต้องอดตาหลับขับตานอนจนข้ามวันข้ามคืน แบบนี้ ท่านประธานครับ กระบวนการในวันนี้คือการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เข้าชื่อการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในขณะเดียวกันก็เป็นกระบวนการที่นำความต้องการเสียงเรียกร้องของประชาชนที่อยู่ ด้านนอกของสภาเข้ามาถกเถียงอภิปรายกันในสภากันในสถาบันการเมืองตามระบบตาม ครรลองอย่างมีอารยะ หลายความเห็นของเพื่อนสมาชิกนั้นเป็นประโยชน์มากครับ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก็จะเป็นผู้ฟังและนำไปชั่งน้ำหนักเหตุผลว่าเหตุผล ร ๒/๒๕๖๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) รภัสสา ๑๙๐/๒ ของใครฟังได้เหตุผลของใครฟังไม่ขึ้น ก่อนการประชุมรัฐสภาในวันนี้ครับท่านประธาน ผมถูกกล่าวหาพวกเราคณะรณรงค์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมถูกกล่าวหามาสารพัด อย่างครับ มาวันนี้มาในที่ประชุมก็ถูกกล่าวหาบางท่านก็กล่าวตรง ๆ บางท่านก็กล่าวอ้อม ๆ แล้วก็ใช้วิธีการถอนคำพูดเป็นครั้งคราวไป ไม่เป็นไรครับส่วนตัวผมเองยึดถือคติมาโดยตลอด ครับว่า เมื่อเราเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิด่าทอติเตียนได้อย่างเสมอ หากเราต้องการให้ใครสรรเสริญเรา หากใครต้องการให้ใครเคารพเรา เราจำเป็นต้องให้มีคน วิพากษ์วิจารณ์เสียก่อนครับ ดังนั้นผมจึงไม่ถือสาแต่ประการใดไม่เคยคิดที่จะฟ้อง หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นใคร ทั้ง ๆ ที่หลายเรื่องเข้าเหตุทั้งสิ้น เพราะว่าการฟ้องหมิ่น ประมาทดูหมิ่นต่าง ๆ นั้นก็จะเป็นการปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรานั่นเอง ท่านประธาน ครับเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กังวลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้แล้วก็ตั้ง ฉายาต่าง ๆ นานา บ้างว่ารวมศูนย์อำนาจ บ้างว่าบั่นทอนบ้างว่าควบคุม บ้างว่าล่วงเกิน ล่วงล้ำล้วงลูกลงเหว บ้างก็บอกว่ายกร่างกันมาด้วยความเกลียดความโกรธความกลัว และความเกิน ผมยืนยันกับท่านประธานครับว่า บอกว่ายกร่างกันมาด้วยความเกลียดความโกรธความกลัวและความเกิน ผมยืนยันกับท่าน ประธานครับว่า ร่างฉบับนี้ไม่ได้มีลักษณะแบบที่ท่านตั้งสมญานามมาแต่ประการใดครับ ตรงกันข้ามครับ การอภิปรายในบางท่านอาจจะสะท้อนทัศนคติของการเกลียดนักการเมือง จากการเลือกตั้งมากจนเกินไป สะท้อนทัศนคติของความโกรธที่ร่างแบบนี้เข้ามาสภาได้ อย่างไร ประชาชนเข้าชื่อมาแสนกว่าคนได้อย่างไร อาจจะมาจากกลัวที่ตนเองอาจจะต้อง สูญเสียอำนาจลงไปบ้าง อาจจะมาจากเกินครับ คิดเกินไปหมดครับว่าคนเสนอร่างต่าง ๆ เหล่านี้ว่าประชาชนที่เขาเสนอร่างเหล่านี้มีความไม่สุจริตต้องการจะมาล้มล้าง ต้องการจะมา ปั่นป่วน แต่จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ยกร่างขึ้นมา จากสมมติฐานที่ว่าระบบรัฐธรรมนูญไทยและระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทย ผิดเพี้ยนไปจากระบบปกติเฉไฉออกจากลู่ทางประชาธิปไตยมากขึ้น มากขึ้น นับตั้งแต่ รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีความต้องการเพียงแต่จะปรับปรุงให้เข้าสู่จุดสมดุลมากยิ่งขึ้น เท่านั้นเอง ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องสุดโต่งแต่ประการใดครับ ท่านประธาน แต่เป็นเพียงประการที่ ๑ นิวทรัลไลท์เซชัน (Neutralization) หรือการทำให้ กลับมาเป็นกลางครับ กติกาที่มันเอียงทำให้ฝักฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์มากกว่าอีกฝักฝ่ายหนึ่ง จะกลับมาเป็นกลางมากขึ้นแล้วแข่งขันกันอย่างเสรีและเป็นธรรมภายใต้กติกานี้ร่วมกัน
ประการที่ ๒ นอร์มอลไลท์เซชัน (Normalization) หรือคืนความปกติครับ เราอยู่กับรัฐธรรมนูญที่ผิดปกติ เราอยู่กับระบบการเมืองที่ผิดเพี้ยนมานานเกือบ ๒ ทศวรรษ แล้วครับ ดังนั้นร่างฉบับนี้คือการคืนความปกติให้กับสังคมการเมืองไทย หากจะมีสมาชิก ท่านใดคิดว่าร่างฉบับนี้สุดโต่งนั่นอาจเป็นเพราะว่าท่านใส่แว่นสายตาที่สุดโต่งของอีก ข้างหนึ่งครับ เมื่อท่านใส่แว่นสายตาที่สุดโต่งของอีกข้างหนึ่งครับ เมื่อท่านใส่แว่นสายตาที่สุด โต่งของอีกข้างหนึ่งมองมาในร่างนี้ซึ่งเป็นความปกติ ท่านจึงมองว่ามันสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง
ท่านประธานครับ ร่างฉบับนี้ต้องการมุ่งแก้ไขใน ๔ ประเด็นหลัก ท่านอาจจะ ไม่พออกไม่พอใจกับคำว่า รื้อ ล้าง โละ เลิก ต่าง ๆ แต่ท่านประธานครับ นั่นเป็นเพียงคำ กิมมิก (Gimmick) เพื่อใช้ในการรณรงค์เท่านั้น เวลาเราจะรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนมาลง ร ๒/๒๕๖๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ธนัชญา ๑๙๑/๒ ชื่อต่างๆก็ต้องมีการประชาสัมพันธ์การรณรงค์ต่าง ๆ แต่ถ้าหากดูในรัฐธรรมนูญตัวบทใน รายละเอียดก็จะไม่ได้พบคำในลักษณะที่ท่านกังวลแต่อย่างใด เราพูดกันถึง ๔ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ คือเราเสนอให้ยกเลิกวุฒิสภาและเป็นสภาเดี่ยว ด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบรัฐสภาไม่จำเป็นครับว่าต้องมี ๒ สภา เป็นสภาเดียวก็ได้ แต่ถ้าเราอยากจะมี ๒ สภา ต้องตั้งคำถามก่อนครับว่าทำไมต้องมี ๒ สภา ทั่วโลกใบนี้ของประเทศที่มี ๒ สภา มีเหตุผล ๒ ข้อเท่านั้นครับ ๑. คือเหตุผลทางประวัติศาสตร์ เช่น ประเทศอังกฤษ ๒. คือเรื่องของ โครงสร้างของรัฐ ถ้าประเทศใดเป็นสหพันธรัฐเขาจะมี ๒ สภาเสมอครับ เพื่อจะให้วุฒิสภา เป็นตัวแทนของมลรัฐอย่างเท่าเทียมกันในการใช้อำนาจนิติบัญญัติของระดับสหพันธรัฐ ตัวอย่างนี้ก็พบกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศเยอรมนี
ทีนี้ถ้าหากตั้งขึ้นมาแล้วก็ต้องมาถามต่อครับจะให้วุฒิสภาทำอะไร ถ้าต้องมี อำนาจมาก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้ามีอำนาจน้อยก็มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมหรือ มาจากแต่งตั้งก็พอยอมรับได้ ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดไปประเทศไทยไม่มีเรื่องเหล่านี้เลยครับ แต่การเกิดขึ้นของสภาที่ ๒ ในประเทศไทย นับตั้งแต่ ๒๔๘๙ ต่อเนื่องมา ๒๔๙๐ จนถึง ปัจจุบัน มันสัมพันธ์กับเรื่องของการสืบทอดอำนาจอยู่ครับ วุฒิสภาหลายครั้งตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ ๒๔๙๒ ๒๕๑๑ จนมาถึง ๒๕๑๗ ๒๕๒๑ ๒๕๓๔ ๒๕๕๐ และ ๒๕๖๐ ถูกออกแบบมาเพื่อ การสืบทอดอำนาจของคนที่ยึดอำนาจมาก่อนหน้านั้นครับ ทั้งหลายทั้งปวงจึงเป็นเหตุผลว่า ณ วันนี้เราควรจะต้องมีข้อเสนอที่เสนอให้ยกเลิกวุฒิสภาได้แล้ว ท่านอาจจะไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไรครับ แต่อย่างน้อยข้อเสนอนี้ก็จะได้ถูกถกเถียงถูกอภิปรายและถูกประเมิน ความเหมาะสมว่า ณ เวลานี้ประเทศไทยเหมาะสมที่จะมีสภาเดี่ยวแล้วหรือยัง
ประเด็นถัดไปครับ เรื่องของการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ผมยืนยันตรงนี้อีกครั้งครับว่า สิ่งที่เราออกแบบมาทั้งหมดมิใช่การแทรกแซง แต่เป็นเพียงการ ตรวจสอบถ่วงดุลและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิมตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ๒๕๕๐ ๒๕๖๐ ใช้ต่อเนื่องกันมา หากร่างนี้ผ่าน แต่เป็นเพียงการตรวจสอบถ่วงดุล และแก้ไขปัญหา ที่มีอยู่เดิม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ใช้ต่อเนื่องกันมา หากร่างนี้ผ่าน เราจะได้ระบบการตรวจสอบที่เป็นกลางและเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ พร้อมกับมีความชอบ ธรรมทางประชาธิปไตย
ประการที่ ๓ เรื่องของการลบล้างผลพวงรัฐประหารและการป้องกัน รัฐประหารครับท่านประธาน ผมยืนยันตรงนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านเข้าใจผิดเราไม่ได้ไป ยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ทุกฉบับ เราไมได้บอกว่าสิ่งใด ๆ ที่ คสช. ทำมาเสียไปหมด สิ่งใด ๆ ที่ สนช. ทำมาเสียไปหมด การยกเลิกมาตรา ๒๗๙ มีความหมายแต่เพียงว่า บรรดาประกาศคำสั่ง คสช. ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ รับรองเอาไว้ว่าให้ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ตลอดกาลนั้น ให้ยกความคุ้มครองตรงนี้ออกไปเท่านั้นเอง ประกาศ คำสั่ง คสช. ก็ยังอยู่ครับ พระราชบัญญัติที่ สนช. ตรามาก็ยังอยู่ครับ เพียงแต่ว่าบุคคล ทั้งหลายสามารถใช้สิทธิโต้แย้งได้ว่า ประกาศคำสั่งเหล่านี้มันขัดรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ หรือไม่ พระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ สนช. ตรามาขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ดังนั้นจึงยืนยันครับ ว่าไม่ได้ไปกวาดล้างสิ่งที่รัฐประหารทำมา เพียงแต่ทำให้มันมาสู่ระบบปกติครับ ให้หลักความ เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญบังเกิดขึ้นได้จริง อีกเรื่องหนึ่งครับเรื่องเกี่ยวกับการ ประกาศให้การนิรโทษกรรมการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นโมฆะ เรื่องนี้ผมก็ไม่ได้คิดเองนะครับ ผมก็ไปดูประเทศบ้านอื่นเมืองอื่นที่เขาหยุดการรัฐประหารได้ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นตุรกี ไม่ว่าจะเป็นกรีซ พวกนี้เขาเคย มีรัฐประหารเกิดขึ้น เขามีอำนาจเผด็จการมาเยี่ยมมาเยือนเป็นบางครั้งบางคราว แต่เขาหยุด มันได้ด้วยวิธีแบบนี้ ผมยกร่างขึ้นมาก็ด้วยความปรารถนาดี ก็เราไม่อยากเห็นรัฐประหารครับ ดังนั้นวิธีคิดก็ง่าย ๆ ครับ ถ้าคนทำรัฐประหารถูกดำเนินคดี ก็จะไม่มีใครกล้าทำรัฐประหาร อีกเลยสั้น ๆ ง่ายเพียงเท่านี้ครับ ท่านประธานครับส่วนบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิก อาจจะบอกเขียนไปทำไม ฉีกรัฐธรรมนูญก็จบ ผมยืนยันแบบนี้ครับใช่ครับมันอาจจะ ร ๒/๒๕๖๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) จินตนา ๑๙๒/๒ เมื่อฉีกรัฐธรรมนูญเสร็จก็จบ แต่อย่างน้อยนี่คือเชื้อมูลที่อยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย มาแล้ว อย่างน้อยที่สุดมันมีวัตถุ มันมีตัวบทที่เคยปักลงไปอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว ในวันหน้า ถ้าหากเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าองค์กรที่ใช้และตีความรัฐธรรมนูญ ก็จะหยิบยืม บทบัญญัติในอดีตเหล่านี้ มาใช้ผ่านหลักการปกครองทั่วไป หลักกฎหมายทั่วไป หลักการ พื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อหยุดยั้งรัฐประหาร ก็ได้มันเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำให้องค์กรผู้ใช้กฎหมายได้เอาไปใช้ยันกับรัฐประหาร และถ้าวันใดก็ตามที่ประเทศไทยไม่มีรัฐประหารอีกเลย บทบัญญัติเหล่านี้ก็เป็นเพียง สัญลักษณ์ เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ให้คนได้รับความทรงจำว่าครั้งหนึ่งประเทศนี้ เคยมีรัฐประหารบ่อยครั้ง และเราหยุดมันได้แล้วเหมือนดังที่ประเทศกรีซเขาเขียนกัน ก็ยังมีบทบัญญัติแบบนี้อยู่ครับ แต่มันไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกแล้วครับ ก็เป็นอนุสรณ์ที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง สุดท้ายครับเรื่องของการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป ประเทศเรายืนยันครับว่ายุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศเป็นสิ่งจำเป็น เพียงแต่เรา เห็นว่าควรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนทำ และพวกเขาก็คงไม่ได้ทำกันเอง หรอกครับ มีข้าราชการ มีเทคโนแครต (Technocrats) มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถ จากหลากหลายกระทรวง จากหลากหลายส่วนราชการเข้ามาช่วยกันทำอยู่แล้ว แต่ให้รัฐบาล จากการเลือกตั้งเขาได้ทำ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายต่าง ๆ ที่เขาไปรณรงค์หาเสียง เลือกตั้งและมันก็ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลสมัย ท่านประธานครับตลอดการประชุม วันนี้เราได้ยินสมาชิกหลายท่านพูดว่าข้อเสนอต่าง ๆ จะต้องประนีประนอม จะต้องคุยกัน จะต้องเอามาพูดคุยกัน นี่ครับร่างนี้ละครับคือความพยายามของการประนีประนอม ร่างนี้คือ ความพยายามที่จะนำสิ่งที่อยู่ข้างนอกสภา เสียงเรียกร้องที่อยู่ข้างนอกสภา เข้ามาพูดกัน ในสภาตามกลไกของสภา แต่เมื่อเอาเข้ามาเราก็ได้รับคำถามประชาชนกี่คน ไปถาม ประชาชนจังหวัดนั้นจังหวัดนี้แล้วหรือยัง เราก็ได้รับคำถามครับ สุจริตหรือไม่ล้มล้าง การปกครองหรือเปล่าสุดโต่งมากไป ท่านประธานครับตลอดการประชุมในวันนี้สมาชิก หลายท่านกังวลว่า ฝ่ายนิติบัญญัติสภาผู้แทนราษฎรจะเข้าไปแทรกแซงองค์กรอื่น ๆ แต่เรา กลับไม่กังวลใจเลยหรือครับ ว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ดี องค์กรอิสระก็ดี ก็มีโอกาสแทรกแซง องค์กรอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกันครับ ร ๒/๒๕๖๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) จินตนา ๑๙๒/๓
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ
เชิญครับ ท่านประท้วงข้อใดครับ
ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ (๒) ในการกำหนดการประชุม ผมไม่ทราบเวลาของผู้ชี้แจงหมดหรือยัง แต่ผมว่า น่าจะหมดแล้วท่านประธาน แล้วก็ประท้วงผู้ชี้แจงในข้อ ๔๕ ก็คือพูดจาวกวนซ้ำซาก ในเรื่องเดิม ๆ ท่านประธานครับ ดังนั้นอยากให้ท่านวินิจฉัย
ผมขอชี้แจง อย่างนี้นะครับ เวลานั้นทางวิป (Whip) รัฐบาลเพิ่มให้ ๓๐ นาที รวมกับของเดิม ๑๗ นาที เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์ปิยบุตรใช้ไป ๓๐ นาที เหลือ ๑๗ นาที ตอนนี้ก็จะ ๑๓ นาทีแล้วนะครับ ก็เหลืออีก ๔ นาที เชิญครับ
ผมขออนุญาตไปต่อเลยนะครับ วันนี้ ตลอดการประชุมเราได้ยินได้ฟังความคิดเห็นหลายเรื่องที่กังวลใจกันว่า หากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ผ่านจะกระทบกับหลักการแย่งแยกอำนาจ อำนาจจะรวมศูนย์อยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่เราไม่กังวลใจสภาพการณ์แบบรัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือครับ ที่อำนาจรวมศูนย์ไว้อยู่ที่ศาล รัฐธรรมนูญ อำนาจรวมศูนย์ไว้อยู่ที่วุฒิสภา อำนาจรวมศูนย์ไว้อยู่ที่องค์กรอิสระ หรือในอดีต ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่หัวหน้า คสช. ภายใต้มาตรา ๔๔ สุดท้ายเรามี ความกังวลใจกันหลายเรื่องครับว่า ออกแบบรัฐธรรมนูญแบบนี้สะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจ องค์กรอื่น ๆ ไม่ไว้วางใจวุฒิสภา เช่นเดียวกันครับ แล้วถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ท่านก็จะต้องไม่ตั้งคำถามเหมือนกันนะครับว่าทำไมจะต้องมาระแวงสภาผู้แทนราษฎรที่มา จากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ใคร ๆ ก็อ้างประชาชนกันได้ทั้งสิ้นครับ เพราะนี่คือ ระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นแหล่งแห่งความชอบธรรมอัน สูงสุดของการปกครองในระบอบนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามก็จะอ้างประชาชนทั้งสิ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็อ้างว่ามากจากการเลือกตั้งของประชาชน พวกเราซึ่งรณรงค์ ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ เราก็อ้างว่ามีพี่น้องประชาชนร่วมลงชื่อกับเราแสนกว่าคน แต่ที่แน่ ๆ ครับสมาชิกวุฒิสภาเองก็สามารถอ้างประชาชนได้เช่นเดียวกัน แต่ท่านอ้าง ได้แต่เพียงตัวบทในรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่เขียนว่าท่านเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ ตลอดการอภิปรายในวันนี้การประชุมในวันนี้มีสิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อกังวลใจ ของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน และจนอาจจะนำมาสู่การลงมติไม่รับหลักการ สิ่งนั้นก็คือ เพื่อนสมาชิกมีความกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง ท่านอาจจะบอกว่าไม่ได้ล้มล้างตรง ๆ แต่เปิดช่องทางให้ล้มล้าง นี่คือความกังวลใจที่สำคัญ อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ คำว่าล้มล้างคืออะไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านเคยแปลความ มาแล้ว คือการกระทำโดยเจตนาเข้าไปทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดสูญสิ้นไปหรือไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป แล้วร่างรัฐธรรมนูญของเราไม่มีตรงไหนล้มล้างเลยครับ ประเทศนี้ยังปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเทศนี้ยังคงมีอำนาจนิติบัญญัติ โดยสภาผู้แทนราษฎร ยังมีอำนาจบริหารโดยคณะรัฐมนตรี ยังมีอำนาจตุลาการโดยศาล ที่ตัดสินในพระปรมาภิไธยต่าง ๆ ระบบรัฐสภาก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป พระมหากษัตริย์ ก็ทรงเป็นพระประมุขต่อไป นายกรัฐมนตรีก็เป็นคนรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อไป บรรดาผู้พิพากษาก็ยังคงตัดสินคดีความตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญต่อไป ถ้าหากร่างฉบับนี้จะเป็นการล้มล้างเราไม่มีความจำเป็นใดเลยครับ ที่จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญกำหนด ที่เราใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญกำหนด ก็เพราะว่า เราต้องการรณรงค์ผลักดันความคิดภายใต้กระบวนการที่รัฐธรรมนูญที่พวกท่านออกแบบ กันมาด้วย ถ้าหากเราเป็นคนขี้แพ้ชวนตีจริง ถ้าหากพี่น้องประชาชนไม่เห็นดีเห็นงาม กับระบบแบบนี้จริง เขาไม่เห็นดีเห็นงามครับ แต่เขาก็ยังต่อสู้ในระบบแบบนี้ ถามว่าพี่น้อง ประชาชนที่ยังอยู่ด้านนอกที่เข้าชื่อกัน เวลาผมไปรณรงค์ หลายพื้นที่ หลายจังหวัด คำถามที่ได้ยินได้ฟังทุกครั้งก็คือบอกว่า เราเข้าชื่อกันไปเท่าไรก็ไม่ผ่านหรอกจะเข้าไปทำไม แต่แม้กระนั้นเขาก็ยืนยันว่าเขาจะเข้าครับ เพราะมันเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวที่ให้ประชาชน ปวงชนชาวไทยซึ่งรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นผู้ทรง ยืนยันว่าเขาจะเข้าครับ เขาก็จะเข้าครับ เพราะมันเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวที่ให้ประชาชนปวงชนชาวไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญบอกว่า เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้แสดงออกซึ่งการใช้อำนาจของเขาบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีโอกาสใช้เลยครับ ก็ต้องรอเลือกตั้งกันใหม่อย่างเดียว ในเมื่อช่วงเวลานี้ มันเป็นเศษเสี้ยวให้เขาได้ใช้ เขาก็ขอใช้บ้าง แม้หลายท่านจะรู้ว่าอนาคตของร่างนี้มันอาจจะ ไม่ผ่าน แต่เขาก็พยายามใช้ ท่านประธานครับ ความพยายามแบบนี้หรือครับคือการล้มล้าง การปกครอง ผมขอเรียนเพื่อนสมาชิกครับ ท่านอาจจะกล่าวหาว่าผมร่างด้วยความอคติอะไร ต่าง ๆ นานา ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ใช่
ท่านคงสรุป ได้แล้วนะครับ
เช่นเดียวกันครับ ผมอยากให้ท่าน พิจารณาร่างนี้ด้วยความไม่อคติเช่นเดียวกัน ท่านทดลองดูครับ ดูจากบทบัญญัติรายมาตรา อย่าดูหน้าผม ท่านไม่ชอบหน้าผมไม่เป็นอะไร เราเห็นไม่ตรงกันไม่เป็นอะไร แต่ท่านดูอย่าง ภาวะวิสัย ดูจากเหตุการณ์ ดูจากตัวบทในรัฐธรรมนูญ อย่ามองหน้าผมเป็นสำคัญ เวลาผม อภิปรายถึงเรื่องต่าง ๆ ผมก็ไม่ได้มองว่าใครเป็นสมาชิกส่วนไหน แต่เรามองจากระบบ ท่านประธานครับ สุดท้ายแล้วครับ ผมเรียนว่าความพยายาม ความคิด ความอ่าน ของพวกเรา หรือแม้กระทั่งของพี่น้องประชาชนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่กำลังรณรงค์ต่าง ๆ พวกเรา พวกเขา ไม่ได้มีความคิดเรื่องล้มล้างแต่อย่างใด พวกเรามีความคิดแต่เพียงว่าอยากจะทำ อย่างไรให้ประเทศไทยดีขึ้น อยากจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่ร่วมกันในความคิดเห็น ที่แตกต่างได้ อย่ากังวลกับเราครับ อย่ากลัวเราจนเกินไป อย่ากังวลกับเราจนเกินไป ความคิด แบบพวกเรานี่ละครับจะรักษาประชาธิปไตยได้ และจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มั่นคง ต่อไปในศตวรรษนี้ได้ครับ ขอความสนับจากเพื่อนสมาชิกทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทุกท่านครับ มาร่วมกันลงมติรับหลักการในวาระที่ ๑ มาร่วมกันเปิดประตูแห่งความหวัง เปิดประตูแห่งการปฏิรูป เปิดประตูแห่งการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ตามระบบเพื่อแก้ไขปัญหา ร่วมกัน เปิดประตูแห่งการแสวงหาฉันทามติครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ ที่ท่านสรุปมาวันนี้จะมีการบันทึกไว้อย่างละเอียดในชวเลขและในการบันทึก การประชุม ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราได้ประชุมกันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ผมขอปิด การประชุม และนัดประชุมเพื่อลงมติในวันพรุ่งนี้ คือวันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ในเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา และขอให้ท่านสมาชิกลงชื่อมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันด้วยครับ เก็บบัตรลงคะแนนกลับบ้านด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๑.๓๙ นาฬิกา
ของวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔