ณัชปกร นามเมือง อภิปรายคัดค้านแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปของ คสช. โดยชี้ว่าขาดความชอบธรรม ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน และถูกกำหนดโดยกลุ่มทหารและทุน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดทำ ตัวชี้วัดที่คลุมเครือ และความล้มเหลวในการปรับตัวต่อวิกฤติ เช่น โควิด-19 ขณะเดียวกันยังวิพากษ์แผนปฏิรูปที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการไม่กล่าวถึงการปฏิรูปกองทัพ และเตือนว่าแผนดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ กระผม นายณัชปกร นามเมือง ก็จะขอตอบข้อชี้แจง ในประเด็นที่ท่านตั้งคำถามต่อข้อเสนอการยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงกลไก การปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นะครับ ผมได้ฟังที่ทุกท่านอภิปรายในประเด็นนี้นะครับ และหลายประเด็นนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ คือท่านมีความกังวลว่าถ้ายกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ ถ้ายกเลิกแผนปฏิรูปแล้วจะทำให้ประเทศไม่มีทิศทางหรือเปล่านะครับ รวมถึงท่านก็มีการ ยกว่าจริง ๆ แผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปในประเทศอื่น ๆ ก็มี สิ่งเหล่านี้ผมเห็นด้วยนะครับ คือผมเห็นว่าประเทศควรจะมียุทธศาสตร์ แต่สิ่งที่ไม่ควรจะมีในประเทศไทยก็คือยุทธศาสตร์ ของ คสช. นี่คือเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องเสนอให้มีการยกเลิกกลไกแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะเนื้อแท้แล้วไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ของชาติ แต่เป็นแผนยุทธศาสตร์ของ คสช. และแผน ปฏิรูปของ คสช. ที่ท่านได้พูดถึงประเด็นว่าในประเทศอื่น ๆ นั้นก็มีการทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ นะครับ ผมขอยกตัวอย่างสัก ๒ ประเทศนะครับ ประเทศหนึ่งก็คือประเทศเอสโตเนีย นะครับ ประเทศเอสโตเนียมีการทำแผนยุทธศาสตร์ชาตินะครับ เรียกว่าเอสโตเนียปี ๒๐๓๕ และอีกประเทศหนึ่งก็คือประเทศไอร์แลนด์นะครับ เรียกว่าโพรเจกต์ (Project) ไอร์แลนด์ ๒๐๔๐ สิ่งสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติของประเทศเอสโตเนียและ ประเทศไอร์แลนด์นะครับ ก็คือ ๑. แผนยุทธศาสตร์ชาติเหล่านี้ล้วนทำจากรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง เงื่อนไขที่ ๒ ที่ทำให้แผนยุทธศาสตร์ของประเทศเหล่านี้ได้ถูกพูดถึงก็คือมีการ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างประเทศเอสโตเนียมีการรับฟังความคิดเห็นมากถึง ๑๗,๐๐๐ คน รวมถึงมีช่องทางออนไลน์ (Online) ในการแสดงความคิดเห็นนะครับ และปัจจัยที่ ๓ ก็คือแผนยุทธศาสตร์ของทั้งประเทศไอร์แลนด์และทั้งประเทศเอสโตเนียนั้นเป็น วิสัยทัศน์นะครับ เป็นแผนวิสัยทัศน์ไม่มีสภาพบังคับ แต่ใช้กลไกของระบอบประชาธิปไตยในการ กำกับควบคุมรัฐบาลให้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทีนี้ถ้าท่านเห็นทั้งแผนยุทธศาสตร์ ชาติของประเทศเอสโตเนียก็ดี แผนยุทธศาสตร์ของประเทศไอร์แลนด์ก็ดี จะพบว่าพอมาดู แผนยุทธศาสตร์ของไทยหรือแผนยุทธศาสตร์ชาติของ คสช. นั้น มีความแตกต่างจากทั้ง ๓ ประเด็นที่ผมได้พูดมา ดูในแง่ของที่มาก่อนนะครับ ที่มาของแผนยุทธศาสตร์ชาติ คสช. นี้ นะครับ ขาดทั้งความชอบธรรม ไม่ยึดโยงกับประชาชน และขาดการมีส่วนร่วม เราไปดูกัน ตั้งแต่ที่มานะครับ ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงที่มาไปแล้วนะครับ แต่ผมขอเน้นย้ำอีกทีว่า ถ้าเราไปดูที่มาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์ คสช. นี้ จะพบว่ามาจาก การแต่งตั้งของรัฐบาล คสช. แต่งตั้งในยุค คสช. แทบทั้งสิ้นนะครับ แล้วถ้าดูสัดส่วน ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็จะพบว่าใน ๓๕ คนนี้ มีทหารมากถึง ๑๑ คนนะครับ และในจำนวนนี้ ๑๐ คนเป็นสมาชิกของ คสช. อีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้จึงเรียกได้ว่าแผนยุทธศาสตร์นี้เป็นแผนยุทธศาสตร์ของ คสช. และมันก็น่า ตั้งคำถามต่อไปอีกว่าและในบรรดาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แผนยุทธศาสตร์ที่จะมีผล ทั้งทางนโยบาย ทั้งทางงบประมาณและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ และต้องครอบคลุมไปถึงประเด็น ที่หลากหลาย แต่ทำไมที่มาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์กว่าครึ่ง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ กลับประกอบไปด้วยกลุ่มทหารและกลุ่มทุนเท่านั้น
ประเด็นถัดมาที่ท่านพูดกันว่าท่านพยายามปกปิดจุดอ่อนของแผน ยุทธศาสตร์ชาติท่านก็บอกว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติมีการรับฟังความคิดเห็นนะครับ ผมอยากจะชี้ให้ท่านดูใน พ.ร.บ. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๒๘ มีการเขียนแบบลักไก่ไว้ว่า กระบวนการที่มีการรับฟังความคิดเห็นก่อนกฎหมายฉบับนี้จะใช้ให้ถือว่าได้ดำเนินการรับฟัง ความคิดเห็นไปแล้ว นั่นแปลว่าอะไรครับ นั่นแปลว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ทำอยู่ อาจจะมีผลหรือไม่มีผลก็ได้ แต่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ คสช. ได้ดำเนินการไปแล้ว ก็เอามาใช้เลยแล้วก็เอามาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ มันไม่ได้เป็นการมีส่วนร่วมอย่าง กว้างขวางที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง อันนี้คือความไม่ชอบธรรมในแง่ของ ที่มา และเป็นเหตุผลว่าทำไมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีการเสนอให้ยกเลิก แผนยุทธศาสตร์ชาตินี้
ถัดมา มีสมาชิกบางท่านถามว่าได้ดูเนื้อหาของแผนยุทธศาสตร์ชาติไหม ผมก็ได้ดูทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติระดับใหญ่เราก็เห็นว่าหลายส่วนเขียนไว้ค่อนข้างกว้างมาก แล้วก็ยังมีคำถามตามมาต่อถึงความเป็นรูปธรรม ถ้าท่านไปดูในเนื้อหาท่านจะพบว่าแผนและ ตัวชี้วัดทั้งแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติมันไม่มีความชัดเจน และหนักหนากว่านั้นคือไม่มี การจัดลำดับความสำคัญ เราอ้างว่าเราจะปฏิรูปประเทศ แต่ลำดับความสำคัญว่าอะไรสำคัญ ก่อนสำคัญหลังซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปนั้นสำเร็จกลับไม่ได้ถูกระบุไว้ และใน ตัวชี้วัดที่ไม่ชัดเจนนั้นผมขออนุญาตยกตัวอย่างสัก ๑ อันนะครับ ในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ ชาติด้านความมั่นคง มีการกำหนดว่าปัญหาความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ปัญหายาเสพติด ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) การค้ามนุษย์ได้รับการแก้ไขจนไม่ส่งผลกระทบต่อการ บริหารและพัฒนาประเทศ ในแผนแม่บทนี้กำหนดตัวชี้วัดว่าให้ดูระดับความสำเร็จของ การแก้ไขปัญหาว่าดีขึ้นอย่างน้อยร้อยละ ๕๐ คำถามที่ตามมาก็คือว่าร้อยละ ๕๐ นี่ ร้อยละ ๕๐ จากอะไร จากตัวชี้วัดไหน สิ่งนี้ไม่ได้บ่งบอกอยู่ในแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็บอกไม่ได้ด้วยว่าดีขึ้นจากร้อยละ ๕๐ ถ้าสมมติว่าดีขึ้นจากอดีตแปลว่าดีขึ้น จริงหรือเปล่าก็ไม่สามารถชี้วัดได้อีกเช่นกัน
อีกอันหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติที่ไม่มีตัวชี้วัด ที่ชัดเจนก็คือแผนแม่บทในประเด็นการต่างประเทศกำหนดเป้าหมายว่าให้ประเทศไทย มีเกียรติภูมิ มีอำนาจต่อรอง และได้รับการยอมรับในสากลมากขึ้น ในแผนแม่บทฉบับนี้ มีการกำหนดตัวชี้วัดว่าให้ดูจากระดับความสำเร็จของไทยในการสร้างความเข้าใจ การยอมรับ ภาพลักษณ์ และความนิยมไทยในสากลด้วยอำนาจแบบนุ่มนวลของไทย ผมอ่านแล้วผมไม่เข้าใจว่าตัวชี้วัดนี้วัดอย่างไร ไม่รู้ว่าความสำเร็จนี้วัดอย่างไร
อีกประเด็นถัดมาที่ท่านพูดว่าถ้าเกิดแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่ดีก็สามารถจะ ทบทวนแก้ไขได้ ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติแก้ไขยากพอ ๆ กับแก้ไข รัฐธรรมนูญเลยครับ เพราะถ้าท่านไปดูใน พ.ร.บ. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ การที่ท่านจะแก้ไข แผนยุทธศาสตร์ชาติได้ขั้นแรกท่านต้องได้รับความยินยอมจากบอร์ด (Board) บอร์ด (Board) ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเขาต้องมีความเห็นว่าจะทบทวนแก้ไขเพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แปลว่าถ้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มาจากการ แต่งตั้ง คสช. ไม่เห็นด้วยด่านแรกท่านไม่ผ่าน ด่านที่ ๒ ต่อให้ผ่านจากบอร์ดคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติท่านก็ต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งอย่างที่เราก็พูดกันไปว่า รัฐสภานี้ท่านสมาชิกหลายท่านโดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาก็มาจากการแต่งตั้งของ คสช. หมายความว่าจะแก้ไขแผนยุทธศาสตร์ชาติได้ต้องได้รับความยินยอมจาก คสช. และตัวอย่าง ของสิ่งที่ท่านบอกว่าแก้ได้เราไปดูกันในส่วนของวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) โควิด-๑๙ (COVID-19) นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้หลาย ๆ ประเทศต้องทบทวนแผนยุทธศาสตร์ของ ตัวเองนะครับ แต่พอมาดูในกรณีของไทยที่ท่านบอกว่าปรับได้ ยืดหยุ่นได้ก็พบข้อเท็จจริง ที่ว่าเราไม่มีการปฏิรูปแผนยุทธศาสตร์ชาติเลย มีการเขียนแผนเพิ่มขึ้นมา ๑ แผนเรียกว่าแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็น ผลมาจากสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) และดำเนินการคู่ขนานไปกับแผนแม่บทอื่น ๆ แปลว่ามีสถานการณ์วิกฤติจริง สถานการณ์ในประเทศเปลี่ยนไป แผนยุทธศาสตร์ชาติ ต้องปรับ แต่ท่านแก้เพียงเล็กน้อย นี่คือเหตุผลว่าทำไมแผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือแผน ยุทธศาสตร์ คสช. ถึงไม่ประสบผลสำเร็จ
มาดูในส่วนของแผนปฏิรูปกันบ้าง แผนปฏิรูปนี้ไม่ได้ต่างจากแผนยุทธศาสตร์ ของ คสช. เลยนะครับ ถ้าไปดูในแง่ของที่มาเราก็จะพบว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หลายท่านก็เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา เพราะว่าหลายคนก็เป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ บางท่านก็มาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และบางคนก็ทำงานอยู่ใกล้ชิดกับ คสช. ก็มาทำงานในคณะกรรมการปฏิรูป และสัดส่วนที่ สำคัญก็คือว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเราพบว่าร้อยละ ๓๓ เป็นกลุ่มข้าราชการ ซึ่งพอ ที่มามาจากกลุ่มข้าราชการ มาจากบรรดาอดีต ทีมงานของ คสช. ก็ทำให้แผนปฏิรูปไม่ได้ต่าง จากแผนงานของราชการทั่วไป เรียกว่า แผนปฏิรูปเท่ากับแผนงานของราชการ เหตุผลที่ผม กล่าวเช่นนั้น เพราะว่าถ้าท่านไปดูเราจะพบว่าในรายงานซึ่งผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่านได้ เคยเปิดผ่านอยู่แล้วเป็น ๑ ในรายงานการประชุมของรัฐสภา ก็จะพบว่ามีการรายงาน ความคืบหน้าการปฏิรูปในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๓ ก็ระบุว่าให้ กสทช. ไปทำ หนังสั้น ๑ เรื่อง ชื่อเรื่องฝุ่นหรือหยดน้ำเป็นหนึ่งในแผนงานปฏิรูปประเทศ
๒. ในรายงานความคืบหน้าปฏิรูปเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๓ ระบุความคืบหน้าว่าให้ กกต. ไปทำแอปพลิเคชัน (Application) ฉลาดเลือก ให้ข้อมูล เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแผนงานพื้นฐานที่หน่วยงานข้างต้นต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่การปฏิรูปใหม่เลยนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเรามาดูในความคืบหน้าของแผนการปฏิรูป เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนเป็นรายงาน ๒ ฉบับ เราก็จะพบว่าแผนงานปฏิรูปในด้าน การเมือง กำหนดไว้ว่าให้ประเทศไทยต้องได้รับเดโมเครชี่ อินเด็กซ์ (Democracy Index) หรือดัชนีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ ๖.๗๕ การกำหนดค่าดัชนีประชาธิปไตยไว้ที่ ๖.๗๕ แปลว่าเราตั้งเป้าหมายไว้ในปี ๒๕๖๔ ว่า ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยแบบบกพร่อง นี่คือแผนปฏิรูปประเทศ กำหนดเป้าหมายของเราว่าในปี ๒๕๖๔ เราจะขยับจากประเทศ ประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยแบบบกพร่อง อันนี้เป็นการตั้งเป้าหมายที่ต่ำมาก และถ้าเราดูดัชนีประชาธิปไตยที่ผ่านมาเราก็จะพบว่า ๖.๗๕ เป็นดัชนีที่ต่ำมาก เพราะว่า ถ้าเราไปดูในปี ๒๕๕๔ ประเทศไทยมีดัชนีประชาธิปไตยอยู่ที่ ๖.๕๕ แล้วก็อยู่ในเรนจ์ (Range) นี้เรื่อยมาจนมีการรัฐประหาร ก็เลยทำให้ดัชนีนี้ตกลง เพราะฉะนั้นจริง ๆ ถ้าเรายึดตามแผน ปฏิรูปนี้ และตั้งเป้าหมายไว้ที่ เดโมเครชี่ อินเด็กซ์ (Democracy Index) ที่ ๖.๗๕ แปลว่า หลังจากนี้สมาชิก ส.ว. ทุกท่านที่ต้องติดตามการปฏิรูป ท่านต้องออกมาร่วมกันต่อต้านการ รัฐประหาร เพราะถ้ามีการรัฐประหารเมื่อไรแปลว่าเราปฏิรูปประเทศไม่สำเร็จ
ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงแผนการปฏิรูปของพวกเรา ก็คือว่า แผนปฏิรูปของ คสช. และแผนยุทธศาสตร์ชาติก็คือว่า มีหลายประเด็นเหลือเกินที่เป็นที่ ถกเถียงในสังคม แต่กลับไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิรูป ยกตัวอย่าง เช่น การปฏิรูปกองทัพ ผมมักจะพูดกับมิตรสหายอยู่บ่อยครั้งว่า จริง ๆ การปฏิรูปกองทัพหรือการยกเลิกการเกณฑ์ ทหารให้ไปใช้ระบบสมัครใจ ถ้าวันนี้เราไม่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา การปฏิรูปกองทัพและการยกเลิกการเกณฑ์ทหารอาจจะสำเร็จก็ได้ เพราะว่าร่างกฎหมายที่ เสนอให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหารถูกปัดตกไปด้วยอำนาจของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน แล้วก็ไม่รับคำร้อง ก็เลยทำให้ร่าง กฎหมายนี้ตกไป แต่ประเด็นนี้ก็ไม่อยู่ในแผนการปฏิรูป และไม่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ว่าจะมี การปฏิรูปกองทัพอย่างไร ทั้งที่ถ้าเราไปดูพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาแห่งนี้ มีพรรคการเมือง อย่างน้อย ๓ พรรค ที่เสนอเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ก็คือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถ้าดูที่นั่งของทั้ง ๓ พรรคนี้ จะพบว่าการผลักดันนโยบายนี้จะสำเร็จ ได้ แต่ก็ไม่อยู่ในแผนปฏิรูป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติและ แผนปฏิรูปที่กำหนดโดย คสช. สุดท้ายแล้วนอกจากไม่มีความชอบธรรมยังไม่สามารถนำไปสู่ การปฏิบัติที่แท้จริงได้แล้วนะครับ สุดท้ายแล้วแผนเหล่านี้มันมีไว้ทำไม สมาชิกหลายท่านได้ชี้แจงไปในเรื่องนี้แล้ว แต่ผมขอ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า สุดท้ายแล้วแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ท่านเขียนไว้ และการออก พ.ร.บ. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเมือง ถ้าหากไม่มีใครทำตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช. ได้ร่างไว้ ก็จะถูกตีความและมีความผิด ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทุจริต คอร์รัปชันแต่อย่างใด แค่ไม่ทำตามแผนก็มีสิทธิที่จะถูกตัดสินว่าผิดได้ และโทษสูงสุดถึงการ ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต นี่คือการเอาแผนยุทธศาสตร์ของ คสช. มาเพื่อ ประหัตประหารชีวิตทางการเมือง หากว่านักการเมืองหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนปฏิรูปที่ร่างโดย คสช. สุดท้ายนะครับ มีสมาชิก หลายท่านพูดว่า ข้อเสนอนี้ร่างอยู่บนความกลัวเรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นเพราะกลัว แผนยุทธศาสตร์ชาติกลัวการปฏิรูป ผมก็ขอเรียนตรง ๆ ว่ามันเป็นความหวาดกลัวจริง ๆ ครับ เพราะผมหวาดกลัวเหลือเกินว่าเรากำลังจะเอางบประมาณภาษีของประชาชนที่อ้างว่าเอามา ทำยุทธศาสตร์ชาติ เอามาทำการปฏิรูปนั้นเป็นเพียงแค่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และที่ เลวร้ายกว่านั้นคือเรากำลังเอางบประมาณเหล่านี้มาทำเป็นแผนและเป็นเครื่องมือทาง การเมืองเพื่อประหัตประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนถึงต้องเสนอให้มีการล้างกลไกที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ ชาติและแผนปฏิรูปของ คสช. ขอบคุณครับ