เอกรินทร์ ต่วนศิริ หารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยและสถาบันการเมือง โดยเน้นความสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน รวมถึงเยาวชน มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเสรีและเท่าเทียม พร้อมวิพากษ์รัฐธรรมนูญที่กีดกันการกระจายอำนาจและทำให้เกิดการรวมศูนย์ราชการ จนละเลยเสียงของคนรุ่นใหม่ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังและเคารพความคิดเห็นอย่างจริงจังเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
เรียนประธานสภาและสมาชิกรัฐสภาที่ เคารพทุกท่านครับ กระผม เอกรินทร์ ต่วนศิริ ในฐานะตัวแทนของประชาชนที่ร่วมลงชื่อ สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผมขอขอบคุณสภาแห่งนี้ที่ให้สิทธิเสียงของ ประชาชนที่เอาเรื่องเอาราวกับเรื่องบ้านเมืองและเสนอเพื่อที่จะแสดงความเห็นว่า วิกฤติ ที่เราเจออยู่นี้เป็นวิกฤติที่มอบให้แก่รัฐสภาแห่งนี้ในการที่จะร่วมฟังและพิจารณา สภาแห่งนี้ เป็นสภาที่มีเกียรติ สภาแห่งนี้เป็นสภาที่สง่างาม ด้วยเหตุผลเดียวครับ เพราะว่าสภาแห่งนี้ ได้รับฉันทามติจากประชาชน เมื่อต้องอาศัยอำนาจนิติบัญญัติโดยผ่านรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้ รับร่างหลักการด้วยเสียงข้างมาก ด้วยเวลาอันน้อยนิดนี้ผมอยากจะให้เหตุผล ๓ ประการ ด้วยกัน
อย่างแรก การเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการเรียก ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของประชาชนที่จะมอบให้แก่รัฐสภาแห่งนี้อีกครั้ง ซึ่งก่อน หน้านี้มีแต่ความสงสัยและมีคำถามด้วยสามัญสำนึกต่อความสมเหตุสมผล ทั้งที่มาของสภา แห่งนี้และทั้งเนื้อหาของตัวรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหตุผลนี้เป็น เหตุผลที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องมาพูด ณ แห่งนี้ เหตุผลที่ ๒ คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมอยากจะพูดด้วยความรู้สึกส่วนตัวว่ามันเป็นโอกาส เป็นโอกาสที่สำคัญ เป็นโอกาสที่สำคัญในความหมายว่า ที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตย ที่จะรักษาสถาบัน การเมืองหลักของประเทศนี้ และที่เห็นอยู่เป็นรูปธรรมคือจะรักษาชีวิตและความรู้สึกของคน หนุ่มสาวจำนวนมากของประเทศนี้ที่หลายคนอาจจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ๆ ทั้งหลายในนี้ก็ได้ กระผมอยากจะเรียนว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ต้องเสียอะไรเลย ไม่ต้องเสียอะไรเลยถ้ารับร่างฉบับนี้ เพียงแต่ว่าจะไม่ได้สิ่งที่เป็นของประชาชน นั่นคือ ๑ สิทธิ ๑ เสียงเพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เสนอสภาเดี่ยว ซึ่งนั่นมันก็สะท้อนในหลักการ ที่ยังเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด เราไม่ต้องซับซ้อนเลย ตรงไปตรงมาที่สุด สมาชิก สภาทุกท่านครับ เราจะเห็นประชาชนกลับมาไว้วางใจสภาแห่งนี้ได้ก็คือ การพูดในสิ่งที่มัน เป็นจริงอยู่ในปัจจุบันนี้ สภาพการเมืองที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเรามีปัญหาอยู่ ๒-๓ ประการ
อย่างแรกเราเห็นว่าการเมืองของนอกสภาเป็นการเมืองแห่งความตีบตัน เป็นการเมืองที่ทำร้ายคนที่เห็นต่าง ความเห็นต่างมันไม่ควรมีใครที่จะต้องติดคุก เพราะพวก เขาพูดถึงเรื่องของบ้านเมือง ความตีบตันทำให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าปัญหา เหล่านี้จะสามารถแก้ไขได้ก็ต้องใช้สภาแห่งนี้พูดกันอย่างสันติ ตลอดช่วงเช้าจนถึง ณ ตอนนี้ ที่ผ่านมา ผมเห็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ผมเห็นว่านี่เป็นโอกาสครั้งแรกของผม แต่สิ่งที่ผมมานั่ง แล้วผมเห็นว่ามีการถ้อยทีถ้อยอาศัยและรับฟังกันมากขึ้น แน่นอนครับบางครั้งก็ต้องพูดกัน ตรง ๆ แต่การพูดกันตรง ๆ ก็ไม่มีใครต้องติดคุกและต้องตายหรือต้องเสียชีวิต คำถามก็คือว่า ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ถูกหยิบยกมาเป็นสิ่งที่เป็นบทสนทนาในช่วงที่ประเทศเราเกิดความขัดแย้ง เหล่านี้ เป็นบทสนทนาที่จะเชื้อเชิญให้คนที่เห็นต่างทางการเมืองได้เข้ามาร่วมเอนเกจ (Engage) ได้เข้ามามีส่วนร่วมกัน นี่คือมันจะเป็นมรดกของพวกเรา ณ วันนี้ ไม่ว่าท่านจะอยู่ ฝ่ายใดก็ตาม คำถามจึงมีอยู่ว่าแล้วรัฐธรรมนูญนี้ในปัญหาเชิงรูปธรรมมันคืออะไรบ้าง ผมคง ไม่ต้องตอบอีกต่อไปแล้ว เพราะคณะผู้ร่วมชี้แจงได้ตอบไปหมดแล้ว แต่อยากจะพูดเพื่อให้ เห็นในชีวิตที่ผมอยู่ต่างจังหวัด กรณีตัวอย่างเป็นต้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนเรื่องของ หลักการกระจายอำนาจเลย ซ้ำร้ายกว่านั้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเขียน แผนพัฒนาท้องถิ่นให้เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ถ้าไม่เขียนก็ยากที่จะได้งบ ถ้าไม่เขียน ก็อย่างที่เพื่อนผู้ร่วมอภิปรายว่าเผลอ ๆ อาจจะผิดด้วย ทั้ง ๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาจากประชาชนทั้งสิ้น เราเห็นว่าปัญหาทุกอย่างมากองอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เราไม่เคยไว้วางใจ ว่าคนต่างจังหวัดมีความคิดความฝันเหมือนกับคนที่นี่เหมือนกัน อย่าว่าแต่สภาแห่งนี้ หรือกรุงเทพฯ แห่งนี้จะแก้ไขปัญหาให้แก่ตัวเองได้เลย ก็ยังไม่มีผู้ว่าเป็นของตัวเองเลยที่จะ มาบริหารจัดการเรื่องฝุ่น จัดการเรื่องน้ำ แต่เมื่อระบบการกระจายอำนาจเมื่อมันไม่เกิดขึ้น ในจังหวัดต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดปัญหาในทางวิชาการเรียกว่ารัฐราชการรวมศูนย์ ซึ่งเป็นปัญหา ที่เราพูดในทางวิชาการมาไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี ๔ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมคิดว่าเวลาเราพูดถึงตัว ของรัฐธรรมนูญ
- ๙ ๗ /๑ เราต้องคิดถึงหน้าตาของคนในสังคมไทยที่แตกต่างกันด้วย ในความนี้หมายความว่าอย่างไร พูดให้สั้นก็คือว่า สมการของผู้ที่จะร่วมในการพัฒนาสังคมไทยมันมีหลากหลายมาก และก็ สิ่งที่สำคัญที่อยากจะพูดถึงก็คือว่า ตลอดที่ผมสอนหนังสือมา ๑๐ ปี ผมเห็นคนหนุ่มสาวมา โดยตลอด ในช่วง ๒-๓ ปีนี้ผมเห็นเขาหมดความหวัง ผมเห็นสิ่งที่อยากจะพูดก็คือ ใช่ละครับ ผมเห็นความโกรธ แต่ความโกรธนี้เขามีสิทธิโกรธไม่ใช่หรือครับ ถ้ามันไม่ได้ทำให้ชีวิตเขามันดี ขึ้น แต่ก็นับว่าน่าเสียดายที่ตลอดที่ผ่านมาสุดท้ายแล้ว ก็คือความผิดพลาดอย่างมหาศาลที่ทำ กับคนหนุ่มสาวก็คือ การที่รัฐกลับใช้อำนาจในการควบคุมกักขังชีวิตพวกเขาไม่ปล่อยให้ ความคิดของเขาออกมาสู่สาธารณะ และก็ฟังพวกเขาน้อยเกินไป แต่ตัดสินพวกเขาทุก ๆ การกระทำตลอดเวลา ดังกับพวกเขาไม่ใช่ลูกหลานของเรานะครับ ฉะนั้นเองผมคิดว่าศาสตร์ แห่งการปกครองที่ดีก็คือ การรับฟังและก็ถ้าพอจะเป็นไปได้นะครับ ผมก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติ อย่างยิ่งที่มาพูดแห่งนี้ แต่ถ้าเป็นไปได้ผมหวังว่าจะรับไมตรีจิตของผม ณ ช่วงเวลา ๙ นาที ที่พูดนี้ด้วยการพินิจพิเคราะห์ด้วยเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมาจากเพื่อนผู้ที่มาชี้แจงทั้งหมด สุดท้ายก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ด้วยความเคารพครับ สวัสดีครับ