พัลลภ ชี้ยุทธศาสตร์ชาติในรัฐธรรมนูญจำเป็น-ยันปรับได้ตามสถานการณ์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

พัลลภ ตมิศานนท์ หารือคัดค้านการยกเลิกการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศในรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าเป็นกรอบกฎหมายที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ช่วยผูกพันทุกสถาบันของรัฐภายใต้เป้าหมายร่วม และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ในขณะที่กระบวนการจัดทำยังคงมีความยืดหยุ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และสามารถปรับปรุงได้ตามสถานการณ์ผ่านกฎหมายลูก โดยไม่กระทบต่ออิสระภาพของรัฐบาล

พลตำรวจเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาสภาที่เคารพ กระผม พลเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ซึ่งก็เสนอให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหลายองค์กร ซึ่งทั้งองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ รวมถึง กิจกรรมสำคัญต่าง ๆ โดยที่ผู้เสนอได้อธิบายเหตุผลไว้ ๖ ประเด็น ทั้ง ๖ ประเด็นนี้ผมอ่าน แล้วก็ทำให้เข้าใจในเจตนารมณ์นะครับ และที่สำคัญก็อาจจะเป็นทัศนคติของคณะผู้เสนอ ได้ชัดเจน ในประเด็นข้อเสนอที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแก้ไของค์กรทั้งหลาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรณีที่กระผมมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงนั้นก็จะไม่ขอกล่าวถึง แต่มีคำตอบ ในใจอยู่แล้วครับ กระผมขอกล่าวเฉพาะประเด็นที่เสนอให้เลิกกิจกรรมสำคัญหนึ่งที่เกี่ยวข้อง และจะกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งก็เป็นประโยชน์สาธารณะ ก็คือในประเด็น ที่ท่านเสนอไว้เป็นประเด็นที่ ๔ ครับ ที่เสนอให้ยกเลิกการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนการ ปฏิรูปประเทศออกไปทั้งหมด ด้วยการยกเลิกมาตรา ๖๕ และหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ คณะผู้เสนอได้ให้เหตุผลถึงปัญหาและอุปสรรค ๓ ประการครับ ที่ทำให้ไม่ควรกำหนด ทั้ง ๒ เรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กระผมไม่เห็นด้วย ทั้ง ๓ ประการนี้ เมื่อได้ตัดประเด็น ความชอบไม่ชอบออก เหลือแต่ประเด็นที่ว่าด้วยเหตุและผลแล้ว ผมขอสรุปออกมาเป็น ประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ

ประเด็นแรกนั้นผู้เสนอเห็นว่าทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้น มีลักษณะเป็นนโยบาย ท่านให้คำพูดภาษาอังกฤษไว้ว่าโพลิซี (Policy) ไม่ใช่บรรทัดฐานทาง กฎหมาย ภาษาอังกฤษก็ลีเกิล นอร์ม (Legal norm) จึงไม่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ผมเห็นว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผล หลายข้อ

เหตุผลข้อแรกทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้นที่เขียนอยู่ใน รัฐธรรมนูญเป็นเพียงการบัญญัติชื่อเรียกเอกสารครับท่านประธาน หรือประเภทเอกสารไว้ใน รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำเนื้อหาสาระต่อไปเท่านั้นครับ ไม่ได้บัญญัติเนื้อหาสาระของ เอกสารทั้ง ๒ ฉบับไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ขออนุญาตยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ นะครับ เปรียบเทียบได้กับการกำหนดให้จัดทำวิทยานิพนธ์ หรือเอกสารวิจัย หรือเอกสารประจำภาคที่เขียนไว้ในระเบียบข้อบังคับ หรือประมวล การศึกษาหลักสูตรต่าง ๆ ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ นั้นเอง แต่เนื้อหาสาระของเอกสาร นั้นแยกจัดทำต่างหากครับ แล้วก็จะแตกต่างกันไปก็ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันใดจัดทำ ใครจัดทำ และมีวัตถุประสงค์อะไร และสถานการณ์เหตุการณ์ในช่วงนั้นเป็นอย่างไรถึงได้จัดทำเช่นนั้น อันนั้นเป็นเหตุผลข้อแรกครับ

เหตุผลข้อที่ ๒ ครับ เนื้อหาสาระของทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป ประเทศนั้นเป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศมีลักษณะเป็น นโยบายหรือโพลีซี (Policy) ถูกต้องแล้วครับ ตามที่ผู้เสนอให้เหตุผลไว้ ซึ่งเนื้อหาสาระนี้ก็จะ นำไปสู่การจัดทำแผนงานของทุกองค์กรเพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงสำคัญนะครับ ทั้งฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอัยการ และองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็เรียกได้ว่าทุกองค์กร ของประเทศนั้นครับ เพราะเป็นการขับเคลื่อนประเทศนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเป็นลักษณะเช่นนี้ ก็จึงจำเป็นต้องทำให้ทั้ง ๒ เรื่องนี้ คือทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศนั้นทำให้ เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายหรือลีเกิล นอร์ม (Legal norms) ซึ่งประเด็นนี้ผู้เสนอเห็นว่า ไม่ใช่ แต่ผมเห็นว่าใช่ครับ โดยจำเป็นต้องบัญญัติเฉพาะชื่อของเอกสารนี้ ต้องมีการจัดทำ ในกฎหมายสูงสุดของประเทศก็คือรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีผลผูกพันต่อทุกองค์กรนั่นเองในเชิง การปฏิบัติต่อไป ปัญหาต่าง ๆ ที่ทางคณะผู้เสนอได้นำเสนอมาเกี่ยวกับปัญหาด้านการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศที่ผู้เสนอได้ชี้แจงสักครู่นะครับ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในเนื้อหาสาระ ซึ่งก็จะมีตัวพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ ชาติและพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนั้นแก้ไขได้ นั่นเป็นเหตุผลข้อที่ ๒

เหตุผลข้อที่ ๓ ผมเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบัญญัติเรื่องการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิบัติรูปประเทศนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยปัจจุบัน สถานการณ์โลกนั้นซับซ้อนมากขึ้นครับ กฎหมายระหว่างประเทศที่ถือเป็นกฎกติกาสังคม โลกก็มีมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของสนธิสัญญา อนุสัญญาข้อตกลงและพิธีสารต่าง ๆ ซึ่งไทย ก็เข้าเป็นภาคีหลายฉบับ จึงมีพันธกรณีที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่าง ประเทศเหล่านี้ ท่านประธานน่าจะคุ้นชื่อในหลาย ๆ ชื่อมาตรการ ซึ่งถือเป็นกฎกติกาสังคม โลกผมขอยกตัวอย่างนะครับ เช่นมาตรการความปลอดภัยด้านการบินขององค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศหรือภาษาอังกฤษคุ้นเคยไอเคโอ (ICAO) มาตรการในการขจัด การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม ภาษาอังกฤษคือ ไอยูยู ฟิชชิง อิลีเกิล อันรีพอร์ตเท็ด แอนด์ อันรีกูเลเท็ด ฟิชชิง (IUU fishing illegal unreported and unregulated fishing) ซึ่งในประเด็นนี้สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) นั้น เข้มงวดเรื่องนี้มาก หรืออีกอันหนึ่งก็คือ มาตรการขจัดการค้ามนุษย์ ซึ่งหลายประเทศนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกานั้นนำมาใช้ประเมินประเทศต่าง ๆ ที่เรียกว่า ทริปรีพอร์ท (TIP report) ทีไอพี (TIP) แทรฟฟิก อิน เพอร์ซัน รีพอร์ต (Trafficking in Persons Report TIP Report) ซึ่งมาตรการเหล่านี้อยู่บนพื้นฐาน แล้วก็ออกมาเพื่อรองรับอนุสัญญา พิธีสารและข้อตกลงระหว่างประเทศที่จัดทำโดยองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่ไทยเราก็ เข้าเป็นภาคี แล้วก็มีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม และไทยควรจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติตามพันธกรณีเหล่านี้ ก็คือ ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศนั่นเอง ดังนั้นการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ จึงเป็นการแสดงออกว่าไทยเรามี กระบวนการและเครื่องมือกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน โปร่งใส ประชาชน มีส่วนร่วม และที่สำคัญคือสอดคล้องกับกฎกติกาสังคมโลก จะสร้างความเชื่อมั่น แก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนต่างประเทศและในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ด้วย ด้วยเหตุผลสำคัญเหล่านี้ผมเองจึงเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบัญญัติเรื่องการจัดทำ ทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นั่นเป็น เหตุผลประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ผู้เสนอเห็นว่าการนำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้น มาบัญญัติในรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลไม่มีความเป็นอิสระ ขาดความยืดหยุ่นและอาจถูกใช้ เป็นเครื่องมือล้มรัฐบาล ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกันครับ

เหตุผลข้อแรกครับ ตามที่ได้เรียนแล้วว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เฉพาะชื่อประเภท ของเอกสารเท่านั้นครับ ก็คือให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีแผนปฏิรูปประเทศ ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้น ซึ่งก็หมายถึง กระบวนการจัดทำทั้งหมดครับ จะกำหนดอยู่ในกฎหมายลูกที่ออกมารองรับมาตรา ๖๕ และ หมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ก็คือพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พุทธศักราช ๒๕๑๐ และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วย ซึ่งตามกฎหมายลูกทั้ง ๒ ฉบับนี้ กำหนดให้มีการทบทวน ยุทธศาสตร์ชาติ ทุก ๕ ปี หรือในกรณีที่สถานการณ์ของโลกหรือประเทศเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายความว่ากระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้น มีความยืดหยุ่น รัฐบาลมีอิสระที่จะ ทบทวน และแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นยังกำหนด ในแผนปฏิรูปประเทศ ต้องสอดคล้อง และก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็หมายความว่ากระบวนการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศ ก็มีลักษณะยืดหยุ่น แล้วก็ เปลี่ยนแปลงแก้ได้ เช่น เดียวกับยุทธศาสตร์ชาติที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่สำคัญกำหนดให้ ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำ เมื่อจัดทำแล้วก็ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย จะเห็นได้ว่ากระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ แผนปฏิรูปประเทศที่กำหนดไว้ขณะนี้นั้น ก็มีลักษณะยืดหยุ่น ประชาชนมีส่วนร่วมจัดทำและ แสดงความคิดเห็น แล้วก็ให้อิสระรัฐบาลที่จะปรับปรุงแก้ไขเฉพาะเนื้อหาสาระของทั้ง ๒ เอกสารนี้อยู่แล้ว นี่คือความเป็นอิสระและยืดหยุ่นข้อแรก

ในส่วนเหตุผลข้อที่ ๒ การบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เพียงชื่อเอกสารที่ต้อง จัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดลักษณะ ให้หลักเกณฑ์และวิธีการ จัดทำ ซึ่งก็คือกระบวนการ แล้วก็รวมถึงองค์คณะผู้จัดทำเอกสารนั้นด้วยให้เป็นไปตาม กฎหมายลูกมี พ.ร.บ. ที่จัดทำโดยรัฐบาล ดังนั้นหาก พ.ร.บ. เดิม ของเดิมไม่สอดคล้องกับ นโยบายปัจจุบัน เพราะตัวอย่างที่ท่านได้กล่าวอยู่แล้ว พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ ชาติท่านค่อนข้างอึดอัดแม้ในมาตรา ๕ ที่ว่าอาจจะผูกมัดเหลือเกินไม่จำเป็นต้องดำเนินการ ในลักษณะนี้ จะให้ผูกมัด ผูกพันแค่ไหน หรือในมาตรา ๑๑๑ ซึ่งกำหนดให้มีการทบทวน เปลี่ยนแปลงแก้ไขทุก ๕ ปี หรือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่งองค์ประกอบ ตามมาตรา ๑๒ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งท่านอาจจะไม่พอใจในองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านี้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ในแต่ละช่วงเวลาก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ครับ ทั้งกระบวนการและองค์คณะผู้จัดทำ นี่ก็คือความเป็นอิสระและยืดหยุ่นในข้อที่ ๒ เหตุผลที่ ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การกำหนดให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติและ แผนปฏิรูปประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายหรือ ลีเกิล นอร์ม (Legal Norms) และมีผลผูกพันทุกองค์กรทั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอัยการ และองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งต้องรับผิดชอบ ร่วมกันในการพัฒนาประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่น ในหลาย ๆ ด้านแก่ต่างชาติ อีกทั้งในส่วนกระบวนการจัดทำ และเนื้อหาสาระของ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศตามที่กล่าวมาแล้ว ก็มีลักษณะยืดหยุ่น ประชาชนมี ส่วนร่วมจัดทำและแสดงความคิดเห็น และรัฐบาลก็มีอิสระที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ให้สอดคล้องกับนโยบายและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือล้ม รัฐบาลได้แต่อย่างใด ซึ่งอันนี้คงจะสามารถตอบข้อกังวลของผู้เสนอได้อย่างชัดเจนเช่นกัน ดังนั้นในประเด็นที่ได้เสนอให้ยกเลิกมาตรา ๖๕ และหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศของ รัฐธรรมนูญนั้น กระผมจึงไม่เห็นด้วย และขอคัดค้าน ส่วนประเด็นอื่นนั้นแม้จะไม่ขอ อภิปราย แต่กระผมก็ได้พิจารณา และมีข้อสรุปส่วนตน ครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว คือแก้ไข เนื้อหาเช่นนี้ รับไม่ได้ครับ แล้วก็ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว พร้อมลงมติ ขอบคุณท่านประธาน