สาทิตย์ ตั้งข้อกังวลร่างรัฐธรรมนูญ หวั่นกระทบดุลอำนาจ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข โดยตั้งข้อกังวลต่อการตัดวุฒิสภาและการเพิ่มอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจกระทบดุลยภาพของอำนาจทั้งสามสาขา พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการฟื้นอำนาจถอดถอน ส.ส. ที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเรียกร้องให้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้าน คำนึงถึงรากเหง้าความขัดแย้งทางการเมืองและหลักการถ่วงดุล โดยไม่อิงอคติจากเหตุการณ์รัฐประหารในอดีต เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเปิดรับฟังทุกฝ่ายอย่างมีเหตุผล

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ซึ่งทาง คณะรีโซลูชั่น (Re-solution) ได้ร่วมกันเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้นั้น สำหรับผมแล้วถือว่าเป็น โจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งของสังคมไทย ไม่ว่าผลการลงมติในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร โจทย์ เช่นนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ในท่ามกลางสภาวการณ์ที่มีความเปราะบางในเรื่องของความคิดและ มีการแตกแยกทางด้านความคิดออกเป็นหลายขั้วอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมก็เรียน ท่านประธานครับว่าผมเองก็เช่นเดียวกันกับพวกเราในพรรคประชาธิปัตย์ ที่เมื่อมีการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับนี้ เราก็ได้มีการตั้งวงถกเถียงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นกัน โดยหยิบเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ในรัฐสภา วันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ บรรยากาศของการถกแถลงตั้งแต่เช้าเป็นต้นมาก็เป็นไป ด้วยเหตุด้วยผล เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะแสดงความคิดความเห็นต่อจากนี้ไป ก็เป็นเรื่องของ เหตุผลเช่นเดียวกัน หาใช่จะเป็นเรื่องที่จะมีอคติด้วยความคิดเห็นในเรื่องอื่นที่อาจจะแตกต่าง กันไม่ แต่ว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่าเป็นกฎหมายสูงสุด หรือสิ่งที่เรา เรียกกันว่าเป็นกติกาในการจัดวางความสัมพันธ์ดังอำนาจในบ้านเมืองนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ อำนาจของทุกฝ่าย แต่สิ่งที่ผมเป็นกังวล ก็คือว่าแนวคิดของการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะ เรียกได้ว่าเป็นความระหว่างบรรทัดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ถ้าฟังกันมาตั้งแต่เช้า ประกอบกับข้อมูลข่าวสารก่อนหน้านี้ มักจะมีการผูกโยงกับเหตุการณ์ ความขัดแย้งตลอดระยะเวลา ๗ ปีที่ผ่านมา หลังที่มีการยึดอำนาจ จึงได้มีการใช้คำว่า รื้อระบอบประยุทธ์ หรือใช้คำอื่น ๆ เช่น มีการรื้อองค์กรอิสระ รื้อเรื่องของกรณีเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญเหล่านี้เป็นต้น ที่ผมเป็นห่วงในกรณีนี้ก็เพราะว่าความจริงแล้วความขัดแย้ง ในช่วง ๗ ปีที่ผ่านมา หาใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นไม่ แต่มันมีรากของความขัดแย้งที่งอก ต่อเนื่องกันมากว่า ๒๐ ปีแล้ว เมื่อนับยาวต่อเนื่องไปถึงประมาณช่วงปี ๒๕๔๔ เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจในเรื่องนี้นั้นมันก็จะสะท้อนกลับมาในตัวร่างของบทบัญญัติที่พวกท่านได้ เขียนเอาไว้ เพราะหลายเรื่องได้แสดงว่ายังไม่ได้คิดย้อนกลับไป หลังจากเหตุการณ์เมื่อ ๗ ปี ที่แล้วว่ามันเคยมีปัญหาอย่างไร ผมอยากจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อร่วมแลกเปลี่ยน ถกแถลงกับท่านผู้เสนอ รวมทั้งผมจะได้เสนอความคิดความเห็นของผมด้วย แรกเริ่มเดิม ทีเดียวนะครับ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นการออกแบบการจัดวางความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างสถาบันต่าง ๆ ทางการเมืองและฝ่ายอื่น การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนนั้น รัฐธรรมนูญทุกฉบับก็จะเขียนเหมือนกันนะครับ ในมาตรา ๓ ที่พูดถึงว่าอำนาจอธิปไตยเป็น ของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนและ เป็นที่เข้าใจกันก็คือว่า องค์อำนาจทั้ง ๓ นั้น จำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและ กัน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า ดุลยภาพ ในเหตุผลที่พวกท่านเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับ แก้ไขนั้น ท่านได้ให้เหตุผลในข้อ ๑ ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีบทบัญญัติหลาย มาตราที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพ ท่านให้เหตุผลว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพนั้นมีปัญหา เพราะฉะนั้นท่านเลย เสนอโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งข้อนี้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องดุลยภาพ แต่เมื่อท่านแก้มาแล้ว ผมกังวล ครับ ผมกังวลตรงไหนครับ ถ้าผมจะไล่เรียงประเด็นไปนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นเรื่องของวุฒิสภา คือเรื่องของสภาเดี่ยวครับ ท่านบอกว่าจะต้องตัดวุฒิสภานี้ออกไป เพราะมีปัญหาเรื่องความ ชอบธรรมเชิงประชาธิปไตย และเป็นกลไกการสืบทอดอำนาจ ซึ่งเฉพาะเหตุผลตรงข้อนี้ เรา ลืมดูไปครับว่ารากของแนวความคิดซึ่งมีวุฒิสภานั้น เป็นไปเป็นมาอย่างไร และอำนาจหน้าที่ ที่วุฒิสภามีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะมีบางเรื่องที่ท่านไม่ได้พูดถึงเอาไว้ ซึ่งผมจะ หยิบยกขึ้นมาถามท่านด้วยว่าจะทำอย่างไรในอนาคต แต่เมื่อท่านเสนอรูปแบบสภาเดี่ยว ตัดสภาผู้แทนราษฎร ตัดวุฒิสภาออกไป เหลือเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็เพิ่มกลไกที่ให้ อำนาจกับสภาผู้แทนราษฎรไว้ ตัวกลไกที่ท่านเพิ่มอำนาจมานี้ ท่านบอกว่าจะมีระบบตรวจสอบ ภายใน ท่านพูดถึงเรื่องฝ่ายค้านมาเป็นรองประธาน ท่านพูดถึงเรื่องของกรรมาธิการสามัญในสภา บางคณะ แต่การเพิ่มอำนาจของท่านนั้น เป็นข้อกังวลของผมว่ามันเป็นการขยายอำนาจของ ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร และเป็นการขยายจนอาจจะไปกระทบกับ ดุลยภาพของการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์อำนาจทั้ง ๓ เรื่องใหญ่นะครับ เพราะที่ผ่านมานั้น รัฐธรรมนูญก็เหมือนท่านได้พูดเอาไว้ เหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปมา ครั้งหนึ่งอาจจะให้อำนาจ ส.ส. แต่มีปัญหาก็ย้อนกลับมาหา ส.ว. เที่ยวนี้ก็มีแนวคิดกลับไปหา ส.ส. อีก แต่เที่ยวนี้ท่าน ออกแบบกลไกบางอย่าง ซึ่งอยากจะเรียนถามท่านด้วยว่า ท่านเห็นปัญหาหรือเปล่า นะครับ อันดับแรกสุดทีเดียวก็คือ กรณีที่เราพูดถึงการที่ท่านตั้งสิ่งที่เราเรียกว่าเป็น ผู้ตรวจการ ซึ่งผู้ตรวจการที่ท่านตั้งนี้ ท่านตั้งตามมาตรา ๑๒๑ เรื่องผู้ตรวจการกองทัพ ท่านตั้งผู้ตรวจการศาล และศาลรัฐธรรมนูญ แล้วท่านก็ไปตั้งคณะผู้ตรวจการองค์กรอิสระ ประเด็นของการตั้งคณะผู้ตรวจการมันมีประเด็นที่อาจจะเป็นปัญหาได้ครับ ที่ผมบอกว่า มันจะกระทบกับดุลยภาพ เพราะเราขยายอำนาจขอบเขตของ ส.ส. ที่ผ่านมานั้นเวลา เกาะเกี่ยวตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างศาลกับสภาผู้แทนราษฎรมันมีอยู่ ๒ ระดับ ระดับ ๑ คือระดับงบประมาณ งบประมาณที่รัฐบาลเสนอมามีส่วนของศาลอยู่ด้วย สภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปดูแลเรื่องงบประมาณนี่เป็นการตรวจสอบถ่วงดุลอย่าง หนึ่งครับ นอกจากนั้นก็มีประเด็นซึ่งต้องรายงานตามกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น กองทัพ ก็เช่นเดียวกันครับ แต่พอไปตั้งผู้ตรวจการกองทัพขึ้นมาก็ปรากฏว่ามันมีประเด็นของการเข้า ไปตรวจสอบเยอะแยะมากมายเลยครับ แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่าให้คณะผู้ตรวจการกองทัพ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านเขียนนี้บอกว่าผู้ตรวจการกองทัพประกอบไปด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑๐ คน ฝ่ายค้าน ๕ รัฐบาล ๕ แล้วท่านเขียนเอาไว้ว่าให้ คณะผู้ตรวจการกองทัพคัดเลือกกันเอง ๒ คนไปเป็นสมาชิกสภากลาโหมโดยตำแหน่ง ให้ ส.ส. เป็นสมาชิกสภากลาโหมโดยตำแหน่ง หลักที่เราเคยวางเอาไว้ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบรัฐบาลการบริหารราชการแผ่นดินโดยต้องไม่เข้าไปแทรกแซง แต่วันนี้ท่านขยาย อำนาจ ส.ส. เข้าไปเป็นสมาชิกสภากลาโหมครับ เราจะตอบประเด็นนี้อย่างไร แต่ที่กังวลกัน มากไปกว่านั้นก็คือกรณีผู้ตรวจการศาลและผู้ตรวจการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะนอกเหนือจาก เข้าไปตรวจสอบในหลายเรื่อง เช่น เรื่องการให้ความเห็นเรื่องแนวทางการบริหารซึ่งใครจะ บอกว่าไม่แทรกแซงไปดูความระหว่างบรรทัดนะครับ ให้ความคิดเห็นแนวทางการบริหาร ศาลทั้งการบริหารของศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการบริหารศาลยุติธรรมและ คณะกรรมการบริหารศาลปกครอง ใครไปเป็นครับ คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ส.ส. จำนวน ๑๐ คน มาจากฝ่ายค้าน ๕ มาจากฝ่ายรัฐบาล ๕ ความจริงผมเป็น ส.ส. ควร ดีใจนะครับ แต่ผมกังวลเพราะเราก็รู้ ใครที่อยู่ในสภามานานก็จะรู้ว่าในสภานั้นสมาชิกเอง ก็ประกอบไปด้วยสมาชิกหลาย ๆ แบบ ที่มาก็ต่างกัน เราจะรับประกันทุกคนอย่างไรว่าไป เป็นคณะกรรมการตรวจสอบต่าง ๆ เหล่านี้แล้วจะไม่มีอะไรบางอย่างที่เป็นข้อครหาได้ กระทั่งกรรมาธิการที่เป็นข่าวตำแหน่งที่ปรึกษาไม่มีอำนาจอะไรซื้อกัน ๕๐,๐๐๐ นะครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมกังวล และไม่มีระบบตรวจสอบเรื่องของผู้ตรวจการให้เราเห็น แต่อย่างใด นอกจากนั้นคณะผู้ตรวจการองค์กรอิสระกับศาลสามารถที่จะเข้าไปศึกษา วิเคราะห์ ประเมินคุณภาพผลกระทบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาศาลยุติธรรม และศาลปกครองในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายแก้ไขปรับปรุง รัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา บรรทัดฐาน แล้วเอาการศึกษาวิเคราะห์รายงานเสนอ อันนี้ก็เป็นข้อกังวลครับว่า การขยาย อำนาจของ ส.ส. ไปเช่นนี้มันกระทบดุลยภาพหรือไม่ ที่สำคัญท่านยังให้คณะผู้ตรวจการศาล และศาลรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งเป็น ส.ส. คัดเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นกรรมการตุลาการศาล ยุติธรรม อันนี้ที่ผมกังวลว่ามันเป็นการขยายอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรจนเกินขอบเขต และไปกระทบดุลยภาพก็กลับไปสู่ปัญหาอย่างท่านพูดถึงไว้ในตัวร่างรัฐธรรมนูญครับ นี่ตัวอย่างที่ผมยกกรณีของวุฒิสภานะครับ แต่ยังมีประเด็นที่ใหญ่กว่าครับ ถ้าท่านไปดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ส่วนที่ ๕ มาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๕๖ ของ รัฐธรรมนูญนั้นเขียนเรื่องการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หมายความว่าถ้าเกิดกรณีเข้าตาม ประเด็นเหล่านี้ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ ๑๖ วงเล็บ สภาต้องประชุมร่วมกัน (๑) การให้ความเห็นชอบ ในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๗ (๒) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๙ (๓) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติม กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบทอดสืบราชสันตติวงศ์ (๔) การรับทราบหรือให้ ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ผมยกตัวอย่าง ๔ ข้อแรก นอกจากนั้นใน (๑๓) การประชุมร่วมรัฐสภายังต้องให้ ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ๑๗๗ มันมีเหตุผลในตัวว่าทำไมต้อง ประชุมร่วม แล้วทำไมต้องมีวุฒิสภา ซึ่งแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมาแตกต่างกัน เราจะเอา วุฒิสภาในช่วง ๖-๗ ปีนี้ ๓-๔ ปีนี้มาเป็นตัวหลักในการคิด แล้วก็กลับไปสู่การล้มตรงนั้น กลับไปสร้างปัญหาอื่นไม่ได้ ประเด็นนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่พวกท่านเขียนเอาไว้ไม่ได้มี การเขียนประเด็นนี้เอาไว้ และเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อกังวล ประเด็นที่ค่อนข้าง อ่อนไหว อย่างประกาศสงครามก็ดี หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมได้พูดไปใน ๔ วงเล็บแรก เราจะให้การเมืองในสภา ซึ่งเราก็ทราบว่าขณะนี้สถานการณ์จริงเป็นอย่างไรมาตัดสินเรื่อง เช่นนี้เหมาะหรือเปล่า นี่คือปัญหาดุลยภาพขององค์อำนาจทั้ง ๓ ในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศไทย แต่สิ่งที่ผมกังวลมากไปกว่านั้น ก็คือเรื่องของการไปรื้อองค์กร อิสระ ในองค์กรอิสระเกือบจะทั้งหมดที่ท่านพูดถึงไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็นตัว ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นตัวของศาลรัฐธรรมนูญ หรือตัวขององค์กรอื่นอย่างกรรมการสิทธิมนุษยชน สตง. ก็ดี ตัวกรรมการเองนั้นจะไปจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักครับ ถ้ามี ๗ คน จากสภา ๔ จากองค์กรอื่น ๓ ก็เป็นเสียงข้างมาก ๔ ๓ มันมีข้อครหาอยู่แล้วครับ เพราะองค์กรอิสระนั้น ถูกสถาปนาหรือสร้างขึ้นมาในยุคปี ๒๕๔๐ เพราะรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นให้อำนาจ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีอำนาจเข้มแข็ง และปรากฏว่ามีการบิดเบือนการใช้อำนาจของตัว รัฐบาลนั้นเสียเอง ทั้ง ๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งจะต้องมีการตรวจสอบ เพราะ องค์กรตรวจสอบเท่าที่มีอยู่ในสภา เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่สามารถจะมีประสิทธิผลได้ เลยสร้างองค์กรอิสระขึ้นมา แต่เป็นองค์กรอิสระที่เป็นที่มาที่ต่างกับยุค ๔ ปีนี้ อย่าเอา ๔ ปีนี้ เป็นโมเดล (Model) แต่ย้อนกลับไปดูตรงนั้น องค์กรอิสระในยุคนั้นได้รับการยอมรับ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปกำหนดที่มากรรมการองค์กรอิสระเสียใหม่ให้มาจาก ส.ส. เป็นเสียง ข้างมาก ไม่ใช่ตัว ส.ส. เป็น แต่ ส.ส. ในสภาเป็นคนกำหนดไป ผมก็มีประเด็นที่กังวล เช่น กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมาคุมการเลือกตั้ง แต่เราให้คนของพรรคการเมือง คนของสภา คนที่มาจาก ส.ส. ไปคุมการเลือกตั้ง หลับตานึกดูครับว่า ความคาดหวัง กกต. ที่ต้องการให้ การเลือกตั้งเมืองไทยนั้นสุจริตเที่ยงธรรม ปัจจุบันขนาดว่ามีที่มาแบบนั้นยังมีข้อครหาว่า กกต. เองก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่เอาการเมือง คนของนักการเมือง คนของพรรคการเมือง คนของสภาไปคุมกติกาการเลือกตั้งเองจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านมั่นใจ หรือครับว่า สิ่งนี้มันจะมีประสิทธิภาพและแก้ปัญหาได้จริง ผมก็กังวลว่ามันอาจจะเกิด ปัญหาใหม่เกิดขึ้นได้ครับ แม้แต่กระทั่งเรื่องการถอดถอนท่านประธานครับ ท่าน ส.ว. ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ได้พูดเรื่องนี้เอาไว้ค่อนข้างชัด ทั้งรายการ ตอบโจทย์เมื่อคืนนี้ทางรายการไทยพีบีเอส (Thai PBS) และอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้

ประเด็นข้อกังวลของเรื่องการถอดถอน ท่านผู้มาชี้แจง ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านปิยบุตร ก็ชี้แจงว่า ท่านก็เอามาจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้อำนาจ ส.ส. ไว้เดิมนั่นละ แต่ท่านลืมไปแล้วหรือครับว่า ทำไมอำนาจถอดถอนซึ่งเคยมีอยู่กับ ส.ส. จะต้องถูกปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปโดยรัฐธรรมนูญในชั้นหลัง ก็เพราะมีการบิดเบือนการใช้อำนาจนั้นไปกำจัด คู่แข่งขันทางการเมืองอย่างที่ท่านกล่าวหาบางองค์กรเอาไว้นั่นละครับ ในที่สุดอำนาจนั้นก็ถูก เปลี่ยนแปลงไป การเขียนย้อนกลับไปในลักษณะอย่างนี้ แล้วเพิ่มอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่าย ส.ส. เราจะแก้ปัญหาได้จริงหรือครับ แล้วมันจะไม่เกิดปัญหาใหม่ซ้อนขึ้นมา สิ่งนี้ จะนำไปสู่การปฏิรูปได้จริงหรือครับ นี่ก็จะเป็นคำถาม

อีกคำถามหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามันมีความจำเป็นและมีความสำคัญมาก เพราะใน กระบวนการซึ่งท่านเขียนเรื่องการถอดถอนนอกเหนือจากที่ ส.ส. ลงชื่อกันจำนวน ที่กำหนด ประชาชนลงชื่อกันตามจำนวนที่กำหนด ส่งไปยังอย่างเช่น ศาลฎีกาแผนก คดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ถอดถอนตำแหน่งสำคัญ ๆ ที่มีการพูดถึง อย่างประธานศาลทั้งหลายแล้ว ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ยกคำร้อง ส.ส. สามารถจะลงมติ ถอดถอนได้เอง ท่านผู้ชี้แจงเพียงแต่อธิบายว่า อำนาจนั้นไม่ใช่เป็นการแทรกแซง คำพิพากษาเพราะคำพิพากษาเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ท่านอย่าลืมนะครับ เราตั้งองค์กรนั้น ขึ้นมาตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งประธานต่าง ๆ ที่สำคัญ มีการริเริ่มกระบวนการ มีการต่อสู้ตามกระบวนการแล้ว และกระบวนการนั้นจบด้วยการ ยกคำร้อง แต่กลับต้องมาตัดสินด้วยคะแนนเสียงทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มันใช่ หลักการถ่วงดุล หลักของดุลยภาพหรือครับ นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมมีความวิตกกังวลและ ผมคิดว่าผู้ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จำเป็นที่จะต้องมีคำตอบต่อประเด็นเหล่านี้ด้วย

นอกจากนั้นครับ ประเด็นอื่น ๆ ที่ท่านเขียนเอาไว้ผมอยากจะพูดถึงประเด็น ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของแผนปฏิรูปประเทศ ความจริงเรื่องแผนปฏิรูปประเทศถ้าพูดกัน ตรง ๆ นะครับ เป็น ๑ ในข้อเสนอของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างตรงกับความคิดผม นะครับ เพราะผมว่าแผนการปฏิรูปประเทศขาดความยืดหยุ่นจริง แต่เรามีวิธีการปรับที่ให้ มันไปในทิศทางที่มันควรจะเป็นมากกว่านี้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่าแผนปฏิรูป ประเทศนั้นมันถูกเขียนเอาไว้ ออกแบบเอาไว้เป็นครั้งแรก เพราะความที่การเมืองไทย มันไร้เสถียรภาพ ขาดความต่อเนื่อง กระบวนการของมัน มันเป็นกระบวนการของราชการ แท้ ๆ ที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ อันนั้นคือปัญหา เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง ของการปฏิรูป เรื่องของแผนปฏิรูปเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่ท่านเสนอแล้ว ท้าทายและน่าจะสนใจมาก

ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่องของการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ผมคิดว่า ประเด็นนี้ก็ท้าทายนะครับ แต่การเขียนประเด็นนี้โดยหยิบเอาเหตุการณ์เฉพาะใน ๗ ปีนี้ ขึ้นมา และนำมาสู่ความขัดแย้งทางความคิดในขณะนี้มาเป็นตัวตัดสินและย้อนกลับไปหา ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นเพื่อลบล้างว่า ไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นนั้น ลองย้อนกลับไปดูครับ ในอดีตการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น หลายครั้งไม่ใช่เกิดขึ้นมาเพราะคน ทำอยากจะทำอย่างเดียว แต่มันมีเหตุผลอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันด้วย ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้แปลว่า สนับสนุนให้มีปฏิวัติรัฐประหาร ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่เรียนในระดับมัธยมศึกษา มาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งจบออกมาก็เคยออกไปร่วมประท้วงกับเพื่อน ๆ กันในยุคของการ ที่จะมีการยึดอำนาจตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การลบล้าง ผลพวงของรัฐประหารด้วยวิธีการเขียนแบบนี้มันต้องย้อนกลับไปดู ๑ กับ ๒ ความเป็นไปได้ ถ้าเราเขียนว่าอันนี้จะต้องเป็นกฎหมายจารีตต่อไป มันก็จะมีคำถามในเชิงกฎหมาย เหมือนกันว่า มันมีสถานะบังคับเช่นนั้นจริงหรือ การให้สิทธิในการต่อต้านเป็นเรื่องธรรมดา ครับ แต่สิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะปฏิเสธผู้บังคับบัญชา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อาจจะต้อง ถกเถียงกันพอสมควรนะครับ เพราะฉะนั้นในทุกด้านทุกมุมของมัน มันมีที่มาที่ไป มันมีรากฐานของความคิด ผมถึงบอกว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถ้าเรายกเฉพาะเหตุการณ์ ๖-๗ ปีนี้และเอาเหตุการณ์เฉพาะหน้าของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางความคิดในปัจจุบัน มาเป็นตัวที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องบังคับใช้และอยู่ต่อไปจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงอีก มันเป็นเรื่องที่ต้องครุ่นคิดให้รอบคอบนะครับ ผมกังวลว่าถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นต้นจาก อคติแล้ว ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นนะครับ แต่คำบางอย่างมันจะบอก คำว่า รื้อ คำว่า ไล่ ต่าง ๆ ก็ดี มันจะบดบังความมีเหตุมีผลของ การวางรูปแบบหรือออกแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แล้วกลับกลายมาเป็นประเด็นอย่างที่ ผมว่าคือประเด็นของดุลยภาพ นี่เป็นการเสนออย่างมีเหตุมีผล และไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผมกับ ท่านผู้เสนออาจจะมีเห็นต่างกันในหลายเรื่อง แต่ถ้าเรื่องของบ้านเมืองผมว่าเป็นเรื่องของ ทุกคนผมไม่สบายใจนักที่หลายคนบอกว่ารับไปเถอะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่ากลัวว่า ข้างนอกจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น แต่ผมก็อยากจะ บอกว่าเราก็รักชาติบ้านเมืองเช่นเดียวกับทุกคน และกังวลเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ในสภานี้ รัฐสภานี้ซึ่งเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยนั้นต้องเป็นตัวแทน ปวงชนชาวไทยทุกคนครับ ทั้งที่เห็นด้วยกับท่านหรืออาจจะไม่เห็นด้วยกับท่าน นี่เป็นเรื่อง ปกติธรรมดา เราจึงต้องตัดความรู้สึกส่วนนี้ออกไปครับ การตัดสินใจที่จะลงมติในวันพรุ่งนี้ ผมว่าเราอย่าเพิ่งไปคาดหมายล่วงหน้า กล่าวหากันด้วยอคติว่าคนนั้นคนนี้ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ จะต้องไม่รับแน่นอน ผมเชื่อในเรื่องของดุลพินิจของแต่ละฝ่าย เช่นเดียวกันกับใน พรรคประชาธิปัตย์ของผมครับ เราก็จะรับฟังคำชี้แจงของท่าน คำอภิปรายของเพื่อนสมาชิก แล้วทุกคนก็จะมีเอกสิทธิ์ในการที่จะลงมติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ สำหรับท่าน ผู้เสนอนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเกิดสมมติว่ามันเกิดตกไปจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมก็อยากจะให้ท่านได้ลองไปพิจารณาคิดทบทวน และเอาเหตุผลที่อภิปรายกันไปทั้งหลาย นั้นรับฟังไปด้วยอีกทางหนึ่ง และอาจจะมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรก็บอกว่ากันในอนาคตยัง พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของพวกท่านเสมอครับ ขอบพระคุณครับ