วิศณุ ม่วงแพรสี หารือเรื่องการให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน และเรียกร้องการรับหลักการในวาระ ๑ ในร่างรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ก็ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่เรียกว่า ฉบับของประชาชนด้วยคนหนึ่ง ท่านประธานครับ ประเด็นของผมก็คือ ประเด็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ประเด็น อื่น ๆ มาตราต่าง ๆ นั้นเพื่อนสมาชิกก็พูดกันมาทั้งวันแล้ว ท่านประธานครับเราเรียน เรารู้ เราท่องกันมานานว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อ ประชาชน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการรับฟังเสียงของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ ในระบบประชาธิปไตยนั้นนอกจากจะต้องฟังเสียงข้างมากแล้วต้องไม่ละเลยเสียงข้างน้อย ด้วยนะครับ และวันนี้เราก็ไม่รู้ว่า ๑๓๕,๐๐๐ คนนี้ เป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย แต่ว่าดูตัวเลขแล้วไม่น้อยเลยครับ ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ เราให้ อำนาจ เรารับรอง เรารับฟังเสียงของประชาชนหลายบท หลายตอน หลายมาตรา ไม่ว่าจะ เป็นการเสนอกฎหมาย การทำประชาพิจารณ์หรือแม้แต่การเลือกตั้งเองก็ตาม หรือแม้แต่ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องฟังเสียงของประชาชน จึงต้องใช้ถึง ๕๐,๐๐๐ คนนะครับ แต่ว่าวันนี้มันมีเสียงของประชาชนถึง ๑๓๕,๐๐๐ คนซึ่งมันเยอะมากครับ และกว่าที่ทาง คณะผู้ยื่นจะได้ชื่อเหล่านี้มาก็ไม่ใช่เรื่องยากนะครับ ๑๓๕,๐๐๐ คน เป็นใครครับ มันก็เป็น พ่อแม่พี่น้อง เป็นลูกหลาน เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของแผ่นดินนี้ เป็นผู้ที่เสียภาษีและ เหมือนกับเรานี่ละครับ บ้านผมทั้งลูกทั้งหลานเป็นสิบคนเลยไปลงชื่อและถามผมบอกว่า พ่อจะรับไหม ก็เลยบอกไปว่ามันเป็นมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน พ่อรับแน่นอน แต่การที่ อ่านร่างนี้พ่อก็เห็นด้วยในหลาย ๆ ประการอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ในการทำโพล (Poll) เราจะใช้กลุ่มประชากรตัวอย่างอย่างมากก็สัก ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ คน โดยวิธีการทำโพล (Poll) วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีทางวิทยาศาสตร์ เราก็จะได้คำตอบว่าคน ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ คน ที่มาเป็นประชากรให้ทำโพล (Poll) เขามีความคิดเห็นมีความรู้สึกอย่างไรต่อหัวข้อ ต่อโจทย์ ที่เราทำ แต่วันนี้ถ้าเป็นการทำโพล (Poll) เรามีประชากร ๑๓๕,๐๐๐ คน ซึ่งมันเยอะมาก ถ้าเป็นการทำโพล (Poll) ถือเป็นการทำโพล (Poll) ที่ใหญ่มาก และตรงนี้ผมคิดว่ามันน่าจะ เป็นคำตอบในระดับหนึ่งแล้วว่าประชาชนต้องการอะไรนะครับ เพราะฉะนั้นการรับหลักการ ในวาระ ๑ ผมคิดว่าต้องเป็นเรื่องที่เพื่อนสมาชิกต้องตระหนักเรื่องนี้ให้มาก ๆ ครับ ในรายละเอียดในการเลิก ส.ว. เป็นสภาเดี่ยว สภาคู่ การเลิกองค์กรอิสระทั้งหลายผมไม่ค่อย ติดใจเท่าไรครับ แต่ผมติดใจเรื่องที่มาของ ส.ว. ที่มาขององค์กรอิสระ หน้าที่ที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งมันไม่ได้ตามที่สากลเขากำหนด เขาบัญญัติไว้หรือเปล่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่มันจะต้องเก็บไป คิด ไปใคร่ครวญกันให้ดีนะครับ เรื่องการยึดโยงกับประชาชนก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าในวาระ ๒ เราก็สามารถที่จะพูดคุยลงลึกในรายละเอียดกันได้นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ขอให้มันผ่านวาระ ๑ไปก่อนนะครับ ก็ฟังมาทั้งวัน จริง ๆ ก็ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ดู ได้เห็นคนโน้นให้สัมภาษณ์ คนนี้ให้สัมภาษณ์มาตั้งแต่ก่อนจะเปิดสภานะครับ ตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อวานก่อนแล้วครับว่า เห็นด้วยอย่างไร ไม่เห็นด้วยอย่างไรนะครับ ผมคิดว่า วันนี้ถึงเวลาที่เราอาจจะต้องลดอัตตาลดทิฐิลงนิดหนึ่งและมาจับเข่าคุยกันในรายละเอียด ต่าง ๆ ในวาระ ๒ ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และทางออกตรงนี้น่าจะเป็น การปลดชนวนหรือถอดสลักระเบิดเวลาที่มันอาจจะเกิดระเบิดเวลาทางการเมือง ซึ่งมันอาจจะ เกิดขึ้นในโอกาสใกล้ ๆ นี้ก็ได้ ก็อยากจะเรียนนะครับ เพื่อน ๆ ส.ว. ก็มีทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องอะไรต่าง ๆ อยู่ใน ส.ว. กันเยอะนะครับว่า การรับฟังเสียง ของประชาชน ๑๓๕,๐๐๐ คนนั้น ผมถือว่าเขาเรียกเป็นหัวใจของการอภิปรายของผม ในวันนี้นะครับ ให้ผ่านวาระ ๑ ไปก่อนนะครับ แต่ถ้าเราปัดตกไปเลยมันอดที่จะถูกกล่าวหา ไม่ได้ว่า เพราะผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์พวกพ้องของท่านหรือเปล่า เห็นประโยชน์ ตนประโยชน์พวกพ้องมากกว่าการรับฟังเสียงของประชาชนหรือประโยชน์ส่วนรวม เมื่อกลางวันผมก็ได้มีโอกาสฟังท่าน ส.ว. อาวุโสท่านหนึ่งพูดบอกว่า วันนี้พวกเรา ส.ว. จะต้องฝึกจิตพิชิตใจให้ได้ เพราะว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์มากันโดยตลอดจากทั้งผู้เสนอด้วยทั้ง กลุ่มพรรคฝ่ายค้านด้วย อันนี้ก็เป็นความเห็นของแต่ละคนครับ แต่ผมคิดว่าการฝึกจิตพิชิตใจ ก็อยากภาวนาให้มันสำเร็จครับ ด้วยการรับหลักการในวาระ ๑ไปก่อน วันนี้ก็อย่าเพิ่งตีเรือ ทั้งกลอนครับ ลงลึกเข้าไปในรายละเอียดสักนิดหนึ่งแล้วก็ขอให้ผ่านวาระ ๑ ไปก่อนครับ ขอบคุณมากครับ