ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมโดยมีผู้ลงชื่อสนับสนุนกว่า ๑๓๕,๒๔๗ คน เพื่อปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ลบล้างผลพวงรัฐประหาร และเสนอเพิ่มบทบาทฝ่ายค้านแทนวุฒิสภาที่ถูกลบออก รวมถึงเรียกร้องให้ยกเลิกอำนาจนายกรัฐมนตรีในการรับรองร่างพระราชบัญญัติการเงินเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้โดยตรง ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันการทำรัฐประหารและสืบทอดอำนาจ พร้อมเสนอเพิ่มสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยไม่จำกัดหมวด และจัดตั้งคณะผู้ตรวจการกองทัพเพื่อตรวจสอบงบประมาณ วินัย และการใช้จ่าย โดยให้มีตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเข้าไปร่วมในสภากลาโหม ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายเรื่องการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คน ในส่วนของผมจะชี้แจงใน ๒ ประเด็นที่เหลืออยู่ นั่นก็คือเรื่องของการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และเรื่องของการลบล้างผลพวง รัฐประหารและการป้องกันรัฐประหารครับ แต่ก่อนจะอภิปรายถึง ๒ ประเด็นที่เหลือนั้น ผมขอเสนอเพิ่มเติมส่วนที่ผู้อภิปรายท่านแรกสักเล็กน้อยครับ นั่นก็คือเรื่องของการเพิ่มเติม บทบาทของฝ่ายค้านและบทบาทของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อข้อเสนอของเรา ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ยืนยันให้ประเทศไทยควรจะใช้ระบบสภาเดียว ยกเลิกวุฒิสภาไป เหลือแต่สภาผู้แทนราษฎร นั่นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับที่จำเป็นจะต้องมี ระบบตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม เพราะในเมื่อวุฒิสภาหายไปแล้ว ใครจะเป็นคนทำ หน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล นั่นจึงเป็นที่มาของการเพิ่มเติมบทบาทของฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎร และเพิ่มเติมบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ยกตัวอย่างครับ เช่น ข้อที่ ๑ เรากำหนดเอาไว้ว่ารองประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๑ ท่าน จะต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากฝ่ายค้าน ข้อที่ ๒ เรากำหนดเอาไว้ว่า ประธานกรรมาธิการสามัญในคณะสำคัญ ๆ ที่มีบทบาทในการตรวจสอบการบริหารราชการ แผ่นดินอย่างน้อย ๕ คณะ จะต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากฝ่ายค้าน ข้อที่ ๓ การแบ่งสรรปันส่วนประธานกรรมาธิการวิสามัญจำเป็นต้องแบ่งสัดส่วนให้กับ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วเรายังเสนอให้มีการยกเลิกร่างพระราชบัญญัติว่า ด้วยการเงิน ประเด็นตรงนี้มีความสำคัญครับ เพื่อนสมาชิกทุกท่านคงทราบดีครับว่าเมื่อไร ก็ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องด้วยกับการเงิน เมื่อไร จะต้องได้ลายเซ็น ลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรีในการรับรอง หากไม่ผ่าน หากไม่มี ร่างนั้นก็จะไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา เรื่องนี้กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับครับ แต่ว่าเขามีเหตุผลของเขาอยู่ แต่ผมคิดว่า เหตุผลในยุคปัจจุบันนี้มันใช้การไม่ได้แล้ว เหตุผลในอดีตนั่นก็คือเรามองกันครับว่า นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารย่อมรู้ดีครับว่า งบประมาณแผ่นดิน เงินในกระเป๋าของ รัฐบาลเหลือเท่าไร ดังนั้นหาก ส.ส. เสนอกฎหมายอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย ควรต้องถามนายกรัฐมนตรีสักคำหนึ่ง แต่เมื่อเราใช้ไปเรื่อย ๆ ทำไปทำมาครับ เรากลับ เปิดช่องทางให้นายกรัฐมนตรีบุคคลเพียงคนเดียวสามารถคว่ำร่างพระราชบัญญัติที่ ส.ส. เขาเสนอกันขึ้นมา จริง ๆ แล้วถ้าหากปล่อยร่างนี้ผ่านไปเข้าสู่สภาไป แล้วฝ่ายบริหาร ไม่เห็นด้วย คุณก็มีเสียง ส.ส. เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วที่จะคว่ำไปได้อยู่ดี ดังนั้นเราจึงเห็นว่าควรยกเลิกร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยกับการเงินครับ แล้วเปิดโอกาสให้ สภาผู้แทนราษฎรได้เป็นผู้พิจารณากันเอง
ต่อไปครับ นั่นก็คือกลับมาใช้บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็ น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นนี้ผมเข้าใจดีครับว่า ระบบรัฐสภาทั่วโลกเขาไม่ได้บังคับ หรอกครับว่านายกฯ ต้องเป็น ส.ส. แต่โดยปฏิบัติแล้วส่วนใหญ่ ส.ส. เขาก็จะโหวต (Vote) เลือก ส.ส. คนหนึ่งนั่นละขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วหากเราไม่เขียนบังคับเอาไว้อย่างนี้ ประสบการณ์ก็แสดงให้เห็นอยู่ตลอดครับว่าเราจะได้นายทหาร เราจะได้คนทำรัฐประหาร เราจะได้คนสืบทอดอำนาจโผล่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีทุกครั้งไป ดังนั้นควรกำหนดเอาไว้ให้ ชัดเจน นอกจากนั้นครับ เรายังเพิ่มบทบาทของประชาชนครับ ส่งเสริมเรื่องประชาธิปไตย ทางตรง ส่งเสริมเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มไปครับว่าต่อไปนี้ ให้บุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ทั้งร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเฉพาะหมวด ๓ สิทธิและ เสรีภาพ หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ หมายความว่าต่อไปนี้ประชาชน ๒๐,๐๐๐ คนขึ้นไป เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้ ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนขึ้นไป สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ทั้งหมดเลย โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ หมวดใด นอกจากนั้นแล้วเราเสนอให้มีการตั้งคณะผู้ตรวจการกองทัพขึ้นมาครับ คณะ ผู้ตรวจการกองทัพก็จะมาจากการแบ่งสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นธรรมครับ แบ่งเป็น ส.ส. ซีกรัฐบาล ๕ ท่าน แบ่งเป็น ส.ส. ซีกฝ่ายค้านอีก ๕ ท่าน ทำหน้าที่อะไรครับ หลักการ เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาจากเราเคารพเรื่องหลักรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ ซึ่งเป็นหลักการ ที่ใช้กันในประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก หมายความว่ากองทัพ นั่นก็คือส่วนหนึ่ง ของระบบราชการนั่นเอง ดังนั้นกองทัพจึงต้องขึ้นกับรัฐบาลพลเรือน จึงต้องขึ้นกับ สภาผู้แทนราษฎร คณะผู้ตรวจการกองทัพเช่นว่านี้ทำหน้าที่อะไรครับ นั่นก็คือเข้าไป ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณต่าง ๆ ของกองทัพ ตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับการหารายได้ต่าง ๆ ของกองทัพ และที่สำคัญครับ ยังเป็น หลักประกันที่ให้นายทหารชั้นผู้น้อย ให้บรรดาทหารเกณฑ์ นายทหารที่ยศลดหลั่นลงไปนั้น ได้มีโอกาสร้องเรียนเรื่องทางวินัยต่อคณะผู้ตรวจการกองทัพ เพราะหากใช้อย่างที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน นายทหารชั้นผู้น้อยจะไม่มีระบบสร้างหลักประกันให้เขาเลยครับ เพราะว่าเวลาเขา ร้องเรียนนั้น เขาร้องเรียนกันภายในองค์กรและจะมีโอกาสยากมากที่นายทหารชั้นผู้น้อย ร้องเรียนเรื่องวินัยของตนเอง แล้วจะสามารถสำเร็จได้ เพราะว่าผู้พิจารณาเป็นนายทหาร ระดับผู้บังคับบัญชาของเขานั่นเอง เราจึงเสนอว่าควรจะต้องมีสภาผู้แทนราษฎร เข้ามามี บทบาทเรื่องนี้ นอกจากนั้นเรายังเสนอว่าผู้ตรวจการกองทัพนี้ให้แบ่งสัดส่วนเข้าไป ส.ส. ฝ่ายค้าน ๑ คน รัฐบาล ๑ คน เข้าไปนั่งอยู่ในสภากลาโหม ๒ คน เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่มาก เลยครับ เพราะสภากลาโหมปัจจุบันมีถึง ๒๘ คน เป็นนายทหารทั้งหมด ดังนั้นแค่เอา ส.ส. รัฐบาล ๑ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๑ คน เข้าไปนั่งไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรต่อสภากลาโหม ต่อความมั่นคงหรอกครับ ตรงกันข้ามครับ มันยิ่งดีเสียอีกครับที่ผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งเขาจะได้เข้าไปเป็นหูเป็นตา ไปดูว่าคุณพิจารณาอะไรกันในสภากลาโหม นี่คือสิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้าไปนะครับ ในส่วนของผู้อภิปรายท่านแรก
มาถึงในส่วนของผมเองครับ ผมจะอภิปรายในส่วนเกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระและเรื่องของการลบล้างผลพวงรัฐประหารครับ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มต้นจากกรณีของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเสียก่อน เริ่มต้นที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เข้ามาสู่ในแวดวงการเมือง ก่อนปี ๒๕๔๐ ท่านประธานเองเข้ามาสู่วงการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ ก่อนหน้านั้นเราไม่รู้จัก หรอกครับว่า ศาลรัฐธรรมนูญคืออะไร เราไม่รู้จักหรอกครับว่า องค์กรอิสระคืออะไร แต่แล้วอยู่ดี ๆ ก็โผล่เข้ามาในประเทศไทย และเข้ามามีอำนาจ เข้ามามีบทบาทอย่างมาก มันเริ่มเมื่อตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ครับ สาเหตุของการสร้างศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ที่เข้ามาในปี ๒๕๔๐ นั้น เริ่มต้นจากการปฏิรูปการเมืองนั่นเอง ความคิดหลักของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่เราเรียกกันว่าปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็เป็นดอกผลของการต่อสู้เรื่องการปฏิรูปการเมืองมาตั้งแต่ ๒๕๓๐ ผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม ทมิฬ ๒๕๓๕ และในท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งการออกแบบรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เจตนารมณ์สำคัญ ๆ ของมันมีอยู่ ๓ ข้อครับ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ๑. ก็คือต้องการให้การเมือง ต้องการให้รัฐบาลมี เสถียรภาพ และเมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพจึงมีเจตนารมณ์ข้อที่ ๒ ตามมาครับ ต้องมีระบบ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาล และสุดท้ายก็คือเรื่องของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน นี่จึงเป็นที่มาของการออกแบบองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมด หลายเรื่องเรานำเข้ามาจากรูปแบบของต่างประเทศ หลายเรื่องเรานำเข้ามาแล้วปรับปรุง ปรุงแต่งให้เป็นแบบของเรา หลายเรื่องมาจากงานศึกษาวิจัยทางวิชาการนะครับ ทั้งชุดที่คุณ หมอประเวศ วะสี เป็นประธาน หลายเรื่องเป็นการผลักดันความคิดต่อจากอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ และเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อยู่ในห้องนี้ก็เคยมีบทบาทในการรณรงค์เรื่อง เหล่านี้ทั้งนั้น แต่ตรงกันข้ามครับ พอใช้มาใช้ไป ใช้ไปใช้มามันเกิดปัญหาขึ้นมา เกิดปัญหา อย่างไรครับ ตอนเราออกแบบศาลรัฐธรรมนูญ ออกแบบองค์กรอิสระนั้น เราต้องการให้ที่มา นั้นหลุดไปจาก ส.ส. โดยที่ให้ ส.ส. เข้าไปมีส่วนเฉพาะกรรมการสรรหาเท่านั้นนะครับ เราจะออกแบบมีกรรมการสรรหามาเสนอชื่อมา ๒ เท่า เสร็จแล้วส่งให้วุฒิสภา ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งเป็นคนให้ความเห็นชอบจนเหลือตามจำนวนที่กำหนด นี่คือแบบที่เป็นมา ในอดีต สภาผู้แทนราษฎรของเรามีบทบาทได้เข้าไปเพียง ๑. ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ๒. คือผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น ที่เข้าไปมีส่วนในการสรรหา แต่คนเคาะคนสุดท้ายคือ วุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ความฝันตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเราได้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เราได้องค์กรอิสระที่มีความเป็นกลาง และความเป็นอิสระอย่างแท้จริง จะสามารถทำให้ การเมืองไทยพัฒนาต่อยอดไปได้ เราจะมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง พร้อม ๆ กับมีระบบ การตรวจสอบที่เข็มแข็งด้วยเช่นเดียวกัน แต่เมื่อใช้ไปสักพักครับ ก็มีข้อกล่าวหาหนึ่ง เกิดขึ้นมาครับว่าทางรัฐบาลไปครอบงำวุฒิสภา ในเวลานั้นก็มีข้อกล่าวหาว่าไปครอบงำวุฒิสภา เพื่อที่จะมาครอบงำที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอีกทีหนึ่ง เป็นข้อกล่าวหา อุกฉกรรจ์พอสมควรนะครับ จนนายพลคนหนึ่งเอาเรื่องนี้ไปแอบอ้างใช้ทำรัฐประหาร ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หลังจากนั้นพอรัฐประหารเกิดขึ้น ก็มีการทำรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็เลยปรับปรุงที่มาเสียใหม่ มันยังคล้าย ๆ อยู่แบบเดิมครับ แต่มันสำคัญตรงที่ว่าวุฒิสภา ที่เป็นคนเคาะคนสุดท้ายมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง แต่งตั้งครึ่งหนึ่ง และเรายังเพิ่มบทบาท ตุลาการ ศาลปกครอง ผู้พิพากษาศาลฎีกา เข้ามามีส่วนในการคัดเลือกหรือเข้ามานั่งอยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมากยิ่งขึ้น ๆ สุดท้ายครับ เราเกิดรัฐประหารปี ๒๕๕๗ อีก แล้วก็นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ฉบับนี้ คราวนี้ไปกันใหญ่เลยครับ วุฒิสภาที่จะเป็นคนเคาะ คนสุดท้ายว่าใครได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ใครได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ นั่นก็คือวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันนี้ ๒๕๐ คนมาจากการแต่งตั้งของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. แล้วก็มีผู้ดำรงตำแหน่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกหลายท่าน ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอีกหลายคนที่มาจากความเห็นชอบของสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ หรือ สนช. ในสมัยที่ คสช. ยึดอำนาจมา นี่ย่อมแสดงให้เห็นชัดครับว่าต่อให้ คุณอมพระมาพูด ต่อให้คุณพูดทุกวันว่าคุณเป็นกลาง ต่อให้คุณพูดทุกวันว่าเป็นอิสระ ต่อให้รัฐธรรมนูญเขียนว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลางและอิสระ ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนว่า องค์กรอิสระมีความเป็นกลางและอิสระ แต่ข้อเท็จจริงมันปรากฏให้เห็นอย่างเป็นที่ ประจักษ์ชัดครับว่า คนพูดให้ตายอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อครับ เพราะที่มานั้นมันไปเชื่อมโยง กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งของคุณประยุทธ์ ที่มานั้นมันไปเชื่อมโยง กับสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ที่ไปเชื่อมโยงกับหัวหน้า คสช. คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง ดังนั้นครับ ผลงานที่ผ่านมาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจึงทำให้เกิดปัญหา ผมอาจจะไม่ต้องกล่าวย้ำถึงทุกเรื่องนะครับ แต่เรามีคำวินิจฉัยคำตัดสินการชี้ขาดหลายเรื่อง ที่เกิดประเด็นปัญหากับสังคม มีการตั้งคำถามจากพี่น้องประชาชนคนทั่วไป และในท้ายที่สุด คนก็ตั้งคำถามว่าสุดท้ายแล้วเรามีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบ หรือ สุดท้ายจะกลายเป็นเครื่องมือให้ฝักฝ่ายทางการเมืองเข้าไปช่วงชิงกันหรือไม่อย่างไร ผมเรียน มาถึงตรงนี้ ท่านประธานครับ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เป็นแบบนี้ นะครับ หลากหลายประเทศในโลกใบนี้ที่มีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ก็ประสบปัญหา คล้าย ๆ กันกับเราครับ นั่นก็เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่านับตั้งแต่เราคิดค้นการมีศาล รัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระขึ้นมาเราไปเพิ่มอำนาจให้มันมากขึ้น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ จน สามารถชี้ชะตาทางการเมือง ชี้ชะตากรรมของนักการเมืองจำนวนมากได้ ในท้ายที่สุดครับ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ทุกฝักฝ่ายทางการเมืองประสงค์จะเข้ามาช่วงชิง เข้ามาครอบงำตรงนี้ ไม่ว่าจะมาจากเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมาจากรัฐประหารก็จะพยายามเข้ามาช่วงชิงตรงนี้ เข้ามาช่วง ชิงตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะเขาเล็งเห็นแล้วครับว่าองค์กรนี้ให้คุณให้โทษในทางการเมือง ได้อย่างมากมายมหาศาล ดังนั้นผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นจะต้องยอมรับข้อเท็จจริง ตรงนี้ว่าในเมื่อฝ่ายการเมืองอยากจะเข้ามาครอบงำ อยากจะเข้ามามีส่วนในการกำหนด แล้วต่อให้คุณไปออกแบบให้วุฒิสภามาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบก็ตามคุณก็หนีการครอบงำ ในทางการเมืองไปไม่พ้น เพียงแต่คนครอบงำนั้นเป็น ส.ว. แต่งตั้งเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงเป็น ที่มาที่เราเสนอว่ายอมรับความจริงตรงนี้แล้วแบ่งสรรปันส่วนเรื่องอำนาจให้เท่าเทียมกัน ข้อเสนอของเราเป็นดังนี้ครับ ในกรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรามี ๙ คนเหมือนเดิม แล้วก็ให้สัดส่วนหนึ่งมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ คัดเลือกมา โดยเสนอชื่อมา ๖ ท่าน ส.ส. ฝ่ายค้านเสนอมาอีก ๖ ท่าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสนอ มาอีก ๖ ท่าน รวมแล้วเป็น ๑๘ เสร็จแล้วเอาเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือก ๖ : ๖ : ๖ ให้เหลือ ๓ : ๓ : ๓ ด้วยมติที่สูงครับ คือ ๒ ใน ๓ ทำไมเราถึงกำหนดเช่นนั้นครับ ที่มาที่ไป ไม่ใช่อะไรอื่นใดเลยครับ ป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรยึดองค์กรอิสระ ยึดศาลรัฐธรรมนูญได้ เมื่อเรากำหนดแบบนี้สัดส่วนมันจะสมดุลมากคือจะมีตัวแทนที่ที่ ประชุมใหญ่ศาลเป็นคน คัดเลือกมา ๓ คน จะมีสัดส่วนที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเลือกมา ๓ คน และ ส.ส. ฝ่ายค้านเลือกมา ๓ คน และ ๓ : ๓ : ๓ นี้จะมาจากการเห็นพ้องต้องกันของทั้งสภาครับ เพราะเสียงเกินกึ่งหนึ่ง โหวตไม่พอครับ เสียงต้องใช้ถึง ๒ ใน ๓ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ ส.ส. จะต้องนั่งคุยกัน ส.ส. จะต้องหารือกัน ส.ส. จะหักดิบกวาดทั้งหมดไปแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ นี่ คือสมดุลดุลยภาพที่เกิดขึ้น ความคิดแบบนี้ผมเอามาจากไหนครับ ก็เอามาจากต้นตำรับของ ศาลรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นที่ประเทศออสเตรียและประเทศเยอรมนีนั่นเอง คนที่คิดเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจนเป็นที่ใช้แพร่หลายไปทั่วโลก นั่นก็คือนักกฎหมายที่ชื่อว่า ฮันส์ เคลเซ่น เขา บอกเลยครับว่าถ้าคุณต้องมีศาลรัฐธรรมนูญคุณจำเป็นต้องสร้างความชอบธรรมทาง ประชาธิปไตยให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจแล้ว เผชิญหน้ากับอำนาจนิติบัญญัติ ในขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเขามาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นคน ที่มาเป็นศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยพอฟัดพอเหวี่ยง กัน นี่จึงเป็นที่มาที่เขาออกแบบให้ ส.ส. เข้ามามีบทบาทในการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเขาก็เล็งเห็นครับว่ากลัว ส.ส. เสียงข้างมากยึดไปได้หมดก็ใช้มติที่สูง ๒ ใน ๓ บ้าง ๓ ใน ๔ บ้าง เราก็จะได้องค์กรออกมาที่ได้อย่างดุลยภาพ นี่คือข้อเสนอของเรา องค์กรอิสระก็ เช่นเดียวกันทำนองเดียวกัน เราก็แบ่งสัดส่วนว่าส่วนหนึ่งมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด ส่วนหนึ่งมาจาก ส.ส. รัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน เสร็จแล้วก็เอารายชื่อมาให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบคัดเลือกโดยต้องใช้มติ ๒ ใน ๓ ท่านประธานครับ ประเด็นถัดไปที่ผมจะเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กร อิสระ ในอดีตที่ผ่านมาเราสร้างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา หลักใหญ่ใจความของอำนาจหลัก ๆ ของ ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานั้นขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ มันสืบเนื่องมาจากหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญครับ เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดแล้วอย่างนี้ถ้ามี พ.ร.บ. ขัดรัฐธรรมนูญ จะทำอย่างไร เมื่อก่อนเรานำเข้ามาตอนปี ๒๔๘๙ เราใช้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ต่อมาเป็น ศาลรัฐธรรมนูญแบบปัจจุบัน วัตถุประสงค์หลักของมันก็คือเรื่องตรวจสอบกฎหมายว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ปรากฏว่านานวันเข้า นานวันเข้า เราไปเพิ่มอำนาจแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่ไปพัวพันกับ เรื่องการเมืองเข้ามามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยุบพรรค การตัดสิทธิ ส.ส. การตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ส.ส. การตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ของรัฐมนตรี เรื่องของแสดงบัญชีทรัพย์สินก็มีในช่วงเวลารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ยังมีเรื่องของ การยุบพรรคการเมือง ยังมีเรื่องของการดูว่าการกระทำของบุคคลใดเป็นการล้มล้าง การปกครองหรือไม่ เราเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่หัวใจสำคัญของการมีศาลรัฐธรรมนูญ คือการดูว่า พ.ร.บ. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ พอมีอำนาจเพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง เราจึงหลีกหนีไม่พ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปมีบทบาทในทางการเมืองได้มากยิ่งขึ้น เมื่อมีบทบาทในทางการเมืองจึงจำเป็นต้องสร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลให้ได้สมดุลกัน นั่นจึงเป็นที่มาของข้อเสนอของเราว่านอกจากจะแก้ไขเรื่ององค์ประกอบที่มาแล้ว จะต้องแก้ เรื่องอำนาจ จะต้องแก้เรื่องการตรวจสอบองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญด้วย
ในส่วนของอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญครับ คงเหลือเฉพาะเรื่องสำคัญ ๆ เท่านั้น นั่นก็คือเรื่องของการตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดว่า เวลาองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายหากขัดแย้งกันเรื่องอำนาจหน้าที่ เถียงกันว่าอำนาจนี้ เป็นของฉัน อำนาจนั้นเป็นของเธอ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาด และต้องเป็น ความขัดแย้งระหว่าง ๒ องค์กร มิใช่ทำแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีความขัดแย้งเลย แค่เราสงสัยว่าเรามีอำนาจไหม เราก็ร้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ นานวันเข้าศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐสภาไป เรายังไม่มีข้อขัดแย้งอะไรกันเลย หลายเรื่อง ก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด แล้วพอชี้ขาดแล้วก็เป็นที่สุด ผูกพันทุกองค์กร เรายังให้ โอกาสศาลรัฐธรรมนูญมาตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญอีก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าวันหนึ่ง สภาแห่งนี้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วไปเลิกศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็ส่งไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าให้เลิกไหมครับ เพราะฉะนั้นมันจึง ขัดแย้งโดยตัวมันเอง ก็เสนอให้มีการยกเลิกอำนาจการตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญไปด้วย
นอกจากนั้นเรายังเล็งเห็นอีกครับว่า ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อสร้างความเป็นกลางและความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถตอบ พี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวพันสัมพันธ์อะไร กับการรัฐประหารเราเสนอว่าบรรดาผู้ดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กร อิสระทั้งหลายจะต้องไม่เคยเป็นคนที่เคยดำรงตำแหน่งจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ คนกลุ่มนี้ดำรงตำแหน่งมานานเพียงพอแล้ว คุณให้คณะรัฐประหาร แต่งตั้งมานานเพียงพอแล้ว ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรจะหมดออกไป แล้วก็เริ่มต้นสร้าง ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่เป็นกลางและอิสระเสียใหม่ ซึ่งจะมีตุลาการศาล เข้ามานั่งอยู่ในนี้ด้วยร่วมกับ ส.ส. เสร็จแล้ววินิจฉัยออกมามติสูงมาก ไม่ใช่แค่กึ่งหนึ่งแล้วถอดได้นะครับ จะต้องใช้มติสูงมาก เสร็จแล้วถ้ายกคำร้องก็ยกคำร้องไป แต่ถ้าบอกว่าถอดถอนก็จะกลับมาโอเวอร์ รูล (Over rule) กันที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้องใช้ มติสูงมากถึง ๓ ใน ๔ ๓ ใน ๔ นี่ไม่ได้มาง่าย ๆ นะครับ ดังนั้นถ้าท่านสมาชิกท่านใดกังวลใจว่า เอาระบบถอดถอนมาแล้วเดี๋ยวจะเป็นเรื่องเป็นราวจะมาครอบงำ ผมคิดว่าเราออกแบบนี้มา มันไม่ใช่ถอดถอนกันง่าย ๆ มันจะต้องเป็นเหตุที่มันโจ่งแจ้งจริง ๆ ยกตัวอย่าง ระบบ การถอดถอนที่ผมว่ามานี้ ผมหยิบยืมมาจากประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นกระบวนการถอดถอน ประธานาธิบดีเขา เขามีการถ่วงดุลซ้อนกันไปซ้อนกันมาหลายชั้น เสร็จแล้วก็กลับมาให้สภา ลงมติได้อีกครั้งหนึ่ง การถอดถอนที่ว่านี้จะทำให้เราสร้างการยับยั้งชั่งใจการใช้อำนาจแก่ บรรดาตุลาการและองค์กรอิสระได้ เพราะทุกวันนี้ปัญหาที่เราต้องขบคิดกัน เราสร้าง ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมาเป็นองค์กรตรวจสอบ แต่คำถามที่ต้องคิดกันต่อแล้วใคร ตรวจสอบองค์กรตรวจสอบ ถ้าหากเราไม่มีคนมาตรวจสอบองค์กรตรวจสอบ องค์กร ตรวจสอบก็มีโอกาสใช้อำนาจโดยมิชอบได้เช่นเดียวกัน มันเป็นหลักธรรมดาครับ นักปรัชญา การเมืองชื่อดังคนหนึ่งคือ ลอร์ด แอกตัน ก็พูดอันนี้ไว้อยู่แล้วครับ อำนาจไปรวมอยู่ที่ไหนมาก อำนาจใดที่ไปอยู่ที่คนใดมากโดยไม่มีการตรวจสอบ ก็มีโอกาสที่จะใช้อำนาจนั้นโดยมิชอบ อยู่แล้ว นี่ก็เช่นเดียวกันในเมื่อเรามอบภารกิจการตรวจสอบให้องค์กรเหล่านี้ คุณก็ต้องถูก ตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน และนี่ก็คือระบบที่มาในการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน นอกจากนั้น แล้วก็มีเรื่องของผู้ตรวจการศาล และผู้ตรวจการองค์กรอิสระ ตรงนี้ผมคิดจากอะไรครับ หลักการง่าย ๆ เลยครับก็คือการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการ ก่อนหน้า นั้นฝ่ายตุลาการและฝ่ายองค์กรอิสระไม่ได้อิสระถึงขนาดที่ทำอะไรก็ได้นะครับ มันเป็นอิสระ ภายใต้กฎหมาย เราเพิ่งจะให้สำนักงานของพวกเขาออกไปเป็นอิสระก็ตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นี่เอง ก่อนหน้านั้นพวกสำนักงานพวกนี้สังกัดกระทรวงยุติธรรมด้วยซ้ำ แต่คราวนี้ โอเค (OK) คุณเป็นอิสระในการบริหารได้ แต่ในท้ายที่สุดมันต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งกันและกัน เราเสนอให้มีผู้ตรวจการนี้เช่นกันครับ มาจาก ส.ส. รัฐบาล ๕ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๕ คน แต่อำนาจที่พวกเขามีไม่ได้ไป โอเวอร์ รูล (Over rule) การตัดสินของศาล ไม่ได้ไป โอเวอร์ รูล (Over rule) การตัดสินขององค์กรอิสระนะครับ ศาลพิพากษา ในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์แล้วก็มีผลทางกฎหมาย องค์กรอิสระวินิจฉัยชี้ขาดแล้วก็ มีผลทางกฎหมาย ผู้ตรวจการทำได้แต่เพียงเอาคำวินิจฉัยคำพิพากษาเหล่านี้มาศึกษา วิเคราะห์และประเมินผลกระทบต่าง ๆ แล้วก็ทำเป็นรายงานเสนอต่อประชาชน ผู้ตรวจการ เหล่านี้ทำได้เพียงเสนอแนะเรื่องการบริหารงานไปที่ประธานศาลเท่านั้น ประธานศาลจะฟัง ไม่ฟัง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผู้ตรวจการเหล่านี้ได้เข้าไปมีโอกาสในการนั่งอยู่ใน คณะกรรมการตุลาการและคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองสูงสุด ๑ คนเท่านั้น ในขณะ ที่ตัว กต. และ ก.ศป. มี ๑๕ คน มี ๑๓ คน ซึ่งมาจากผู้พิพากษาทั้งนั้น เราแค่เอา ส.ส. ไปนั่ง แค่ ๑ คนเท่านั้น ลงมติอย่างไรก็แพ้ครับ แต่อย่างน้อยที่สุดมันเป็นจุดเกาะเกี่ยวว่า อำนาจ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้เข้าไปอยู่ในการบริหารงานบุคคลของศาลด้วย เข้าไปดูด้วย นี่จึงเป็นที่มาของการออกแบบให้มันถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ดังนั้นเพื่อนสมาชิกครับ ท่านไม่ต้องกังวลใจไปว่า ส.ส. จะไปครอบงำศาล ส.ส. จะไปครอบงำองค์กรอิสระ เราเพียงแต่ออกแบบให้มันมีการถ่วงดุลให้ได้ดุลยภาพ อย่างน้อยผู้แทนประชาชนจะได้ มีโอกาสรู้บ้างว่า การบริหารงานในศาลเขาเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดเมื่อพิพากษามาแล้ว หากมีผลกระทบใด ๆ เกิดขึ้นเขาก็เอามาศึกษาวิเคราะห์กัน เขาไม่ได้ไปเปลี่ยน เขาไม่ได้ ไปกลับคำพิพากษาแต่อย่างใด
ต่อไปประเด็นสุดท้าย เรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร เรื่องนี้เราเขียน อยู่ในหมวดสุดท้ายของรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้คงไม่มีใคร เห็นด้วยกับการรัฐประหารทั้งสิ้น เราอาจจะถกเถียงกันครับว่ารัฐประหารเกิดจากอะไร ใครเป็นมูลเหตุทำให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจ แต่ในท้ายที่สุดไม่มีใครเห็นด้วยกับ รัฐประหารแน่ ๆ ดังนั้นเมื่อเพื่อนสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ไม่มีใครเห็นด้วยกับ การรัฐประหารแน่ ๆ ผมจึงไม่เห็นเหตุผลอะไรอื่นครับที่จะไม่เห็นด้วยกับการลบล้างผลพวง รัฐประหารและการป้องกันรัฐประหารต่อไป ทุกท่านครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอ มีดังต่อไปนี้ครับ
ประการที่ ๑ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๗๙ คือมาตรา ที่ว่าด้วยรับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่ง คสช. และการกระทำที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมดชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ การเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้สร้างหลุมดำให้กับระบบรัฐธรรมนูญ สร้างจุดด่างพร้อยให้กับหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมหมายถึงอะไร ผมหมายความว่าบรรดาการใช้อำนาจต่าง ๆขององค์กรของรัฐไม่ว่าจะมาในรูปแบบของ พระราชบัญญัติ มาในรูปแบบกฎหมายลำดับรอง มาในรูปแบบของประกาศคำสั่ง ทางปกครอง หรือการใช้อำนาจโดยทั่ว ๆ ไปของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายทั้งปวง ห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญ บุคคลใดที่เล็งเห็นว่าการกระทำเหล่านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะร้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ปรากฏว่าเขียนรัฐธรรมนูญแบบ มาตรา ๒๗๙ ทำให้มีการกระทำการใช้อำนาจอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถโต้แย้งได้เลยว่า มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ การกระทำเหล่านั้นก็คือ การใช้อำนาจของ คสช. นั่นเอง เราอาจจะบอกกันครับว่าก็หนีบรัฐประหารมา ก็ต้องเข้าอกเข้าใจกันหน่อย แต่มันควรจะ ได้รับข้อยกเว้นเฉพาะในช่วงที่ยังใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว มันควรได้รับข้อยกเว้นเฉพาะในช่วง ที่ยังอยู่ในระบบรัฐประหาร แต่เมื่อวันนี้กลับมาสู่ระบบรัฐธรรมนูญตามปกติ จำเป็นอย่างยิ่งครับ เราเขียนคุ้มครองแบบนี้ไม่ได้ เพราะถ้าเขียนคุ้มครองแบบนี้เราจะยอมให้ประเทศนี้ มีกฎหมาย ๒ ระบบครับ ระบบที่ ๑ คือทั่วไป ทุกอย่างคุณถูกโต้แย้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ หมด อาจจะขัดรัฐธรรมนูญได้ แต่อีกอันหนึ่งคือบรรดาอำนาจของ คสช. ประกาศ คำสั่ง คสช. ที่จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไปชั่วกัลปาวสาน คือเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้เป็น เรื่องประหลาดอย่างยิ่งครับ คือคุณเขียนสิ่งที่เกี่ยวเนื่องไปในอนาคต สิ่งที่ยังไม่เกิดให้มันชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญได้ด้วย คุณเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว และคุณก็ลากมาชอบกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ได้ด้วย เพราะฉะนั้นผมถามเพื่อนสมาชิก เรียนถามท่านประธานรัฐสภาตรงไปตรงมาครับ อะไรที่มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญมันย่อมชอบด้วยตัวมันเอง ยิ่งคุณเขียนแล้วบอกว่าให้ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญนั่นละ แสดงว่ามันไม่ชอบครับ คุณรู้อยู่แก่ใจว่าคุณใช้อำนาจที่ผ่านมาอาจจะ ขัดรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คุณเลยเขียนเอาไว้ด้วยความกังวลใจ แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าการใช้อำนาจ ของคุณถูกต้องทั้งหมด คุณจะกลัวอะไรครับ ผมก็ได้ยินนายกรัฐมนตรีท่านพูดอยู่บ่อยครั้ง ด้วยว่า ไม่ทำผิดกลัวอะไร ต้องเคารพกฎหมาย นี่ละครับตัวอย่างของการเคารพกฎหมาย อันแรกครับ คือยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ไปเสีย
ประการถัดมาครับ เกี่ยวกับเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ทุกท่าน คงทราบดีใช่ไหมครับ เราพูดกันว่าคณะรัฐประหารเกิดขึ้น ถ้าทำสำเร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่ถ้าแพ้เมื่อไรก็เป็นกบฏ ก็โดนดำเนินคดีตาม ป. อาญา มาตรา ๑๑๓ ดังนั้นเมื่อไรก็ตาม ที่พวกเขาทำสำเร็จ เขายึดอำนาจ เขาตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แล้วเขาก็นิรโทษกรรมตัวเองว่า การใช้อำนาจของพวกเขานั้นอะไรที่ผิดกฎหมายบอกว่าไม่ผิด เมื่อเขียนกันแบบนี้ ทำกันเป็น แบบนี้จนเป็นประเพณี จึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับว่านายทหารแต่ละคน แต่ละคน วันใด คันไม้คันมืออยากจะยึดอำนาจ อยากจะรัฐประหารก็ทำได้ เพราะอะไรครับ เพราะเขารู้ อยู่แล้วถ้าเขายึดสำเร็จ เขาจะไม่มีวันถูกลงโทษ เขาจะไม่มีวันถูกดำเนินคดี แต่ถ้าเมื่อไร ก็ตามเขารู้ว่าถ้าเขาทำ เขามีความผิด เขาก็จะไม่กล้าทำ นี่จึงเป็นที่มาของการประกาศ ให้การนิรโทษกรรมรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เป็นโมฆะ เสียเปล่า ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลย เมื่อเป็นโมฆะหมายความว่าอะไร ก็คือไม่มีนิรโทษกรรม เมื่อไม่มีนิรโทษกรรม หมายความว่าอะไร การยึดอำนาจในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นความผิดฐานกบฏ ก็ไปดำเนินคดีกันต่อ พูดแบบนี้ไม่ใช่คิดล้างแค้นอะไรนะครับ แต่นี่คือป้องกันไม่ให้นายทหาร รุ่นหลัง ๆ มาทำรัฐประหารอีกครับ เพราะเมื่อไรก็ตามหากมีนายทหารที่ทำรัฐประหาร สักคนหนึ่งถูกดำเนินคดี ผมเชื่อว่านายทหารรุ่นต่อ ๆ ไปจะไม่กล้าทำรัฐประหารอีกแล้ว
ข้อถัดไปครับ เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เราเขียน เอาไว้ว่าให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ด้วยนะครับในการต่อต้านการรัฐประหารใน ทุกวิธีการ พร้อมกันนั้นบรรดาข้าราชการทั้งทหาร ทั้งตำรวจ ทั้งข้าราชการพลเรือนมีหน้าที่ ในการไม่ฟังคำสั่งของคนทำรัฐประหาร พร้อมกันนั้นเรายังเขียนออกไปอีกว่าที่ผ่านมา เรามักจะเห็นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาใช่ไหมครับว่าศาลฎีกาจะรับรองความสำเร็จ ความสมบูรณ์ของการรัฐประหารอยู่ทุกครั้งไป จนเป็นแนวบรรทัดฐานต่อเนื่องกันมา ดังนั้นเขียนใส่ในรัฐธรรมนูญไปว่า ห้ามมิให้ศาลพิพากษาในลักษณะที่เป็นการยอมรับรัฐประหาร ทั้งหลายทั้งปวงนี่คือข้อเสนอ เกี่ยวกับเรื่องของการลบล้างผลพวงรัฐประหาร และเรื่องของการป้องกันการรัฐประหารที่จะ เกิดขึ้นได้ต่อไปในอนาคต ท่านประธานครับ ๒ ประเด็นที่ผมพูดไปทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า มันไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของฝักฝ่ายทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะผมเชื่อมั่นว่า การเขียนรัฐธรรมนูญที่ดี การออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นการออกแบบในลักษณะที่ คุณสร้างกติกาที่เป็นกลาง ไม่ให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบไปกว่ากัน เพื่อนสมาชิกทุกท่าน เมื่อพิจารณาเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเราอาจจะเป็นฝ่ายค้าน วันหนึ่งเรา อาจจะกลายมาเป็นรัฐบาล และวันหนึ่งเราก็อาจจะกลับมาเป็นฝ่ายค้านอีก ดังนั้นการเขียน รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องสร้างกติกาการเมืองในลักษณะที่ไม่ใช่เขียนเพื่อตัวเองแต่เพียงผู้เดียว เราต้องคิดว่าวันหนึ่งเราอาจจะเป็นฝ่ายแพ้ก็ได้ แล้ววันหนึ่งเราอาจจะกลับมาเป็นฝ่ายชนะ ก็ได้ ไม่ใช่เขียนกติกาในฐานะคนชนะ แล้วก็กำราบฝ่ายแพ้ให้ราบคาบ แล้วพอวันหนึ่งคุณคิด ว่าวันหนึ่งคุณจะเป็นฝ่ายแพ้ คุณเลยเขียนกติกาเอื้ออำนวยกับฝ่ายแพ้เอาไว้ก่อน ดังนั้นกติกา รัฐธรรมนูญมันคือการเขียนกติกาที่มีความเป็นกลาง ไม่ให้ใครต่อใครได้เปรียบกัน แล้วมาสู้ กันในทางการเมืองแบบกติกาที่เป็นกลางแบบนี้ ผมอภิปรายมาถึงตรงนี้จึงไม่เห็นเหตุผล อื่นใดที่สมาชิกรัฐสภาจะไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่พี่น้องประชาชน ร่วมกันเข้าชื่อเสนอมา หากเพื่อนสมาชิกให้ความเห็นชอบในร่างเหล่านี้ผ่านไปในวาระที่ ๑ รายละเอียดปลีกย่อย ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างเพื่อนสมาชิก เรายังมีโอกาสในการ ปรับปรุงแก้ไขในวาระที่ ๒ และในท้ายที่สุดถ้ามันผ่านวาระที่ ๓ ไปได้จริงพวกท่านก็ยังมี หนทางไปร้องศาลรัฐธรรมนูญได้อีก และยังต้องไปทำประชามติตอนจบอีกด้วย ดังนั้น จะเห็นว่าขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญมันต่อเนื่องยาวนาน ผมจึงขอความเห็นชอบจากเพื่อน สมาชิกทุกท่านครับ ลงมติรับหลักการวาระที่ ๑ ไปก่อน อย่างน้อย ๆ ที่สุดการลงมติรับ หลักการวาระที่ ๑ นี้ก็เป็นการแสดงออกว่าพวกท่านไม่ได้ปิดประตูใส่พี่น้องประชาชนที่ เข้าชื่อเสนอกันมา รายละเอียดปรับปรุงได้ครับ มีหลายเรื่องที่ท่านอาจจะเห็นด้วย เห็นต่าง ท่านอาจจะเห็นไปไกลกว่าพวกผมอีก เราก็มาถกเถียงพิจารณากันต่อไปได้ แต่ถ้าร่างนี้ผ่าน ไปได้ นั่นก็คือเป็นประตูบานแรกที่ท่านแสดงออกว่าท่านพร้อมรับฟังร่างที่ประชาชนเสนอมา หากร่างนี้ผ่านไปได้ในท้ายที่สุดบังคับใช้ได้จริง เราจะได้ศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักประกันของระบอบเสรีประชาธิปไตย ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะไม่มีศาลรัฐธรรมนูญที่รับรอง รัฐประหาร เราจะไม่มีศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินโดยเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เราจะไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญที่นำมาซึ่งการก่อวิกฤตการณ์ในทางการเมือง หากร่างนี้ผ่านไปได้ใช้บังคับได้ จริง เราจะมีองค์กรอิสระที่มีความเป็นกลางและความเป็นอิสระ และได้ดุลยภาพในทุก อำนาจ ทุกฝักฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดตรงนี้ด้วยกัน เราจะไม่มีองค์กรอิสระที่ถูกใช้ เป็นเครื่องมือของทุกฝักฝ่ายในทางการเมือง ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน คนทำรัฐประหาร จะต้องถูกดำเนินคดี และการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ ร่วมกันของประเทศชาติและประชาชน ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ช่วยกัน ลงมติรับหลักการในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ