พริษฐ์ ชี้ร่าง รธน. อ้างระบบเก่า ยืนยันไม่ปรับเลือกตั้ง แต่ยินดีแก้ให้สอดคล้อง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายข้อเสนอเพื่อแก้ไขระบบรัฐสภาไทยโดยชี้ให้เห็นข้อกังวลเกี่ยวกับการยกเลิกวุฒิสภา และเสนอทางเลือกในการทดแทนบทบาทของวุฒิสภา เช่น การเพิ่มผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการเสริมสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลผ่านฝ่ายค้านและประชาชน โดยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่ไม่สอดคล้องกับเหตุผลที่อ้างไว้ และสนับสนุนการเปลี่ยนไปใช้ระบบสภาเดี่ยวตามบริบทโลก พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้แจงว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังอ้างอิงระบบเลือกตั้งแบบเก่าจากปี ๒๕๖๐ และยืนยันว่าจะไม่มีการปรับระบบเลือกตั้ง แต่ยินดีที่จะแก้ไขให้สอดคล้องกับร่างที่รัฐสภาโหวตผ่านไปแล้วในวาระที่ ๒

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้เสนอ

ครับ ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาสูงสุด ของประเทศ การอธิบายถึงหลักการและเหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จำเป็น ที่จะต้องเริ่มต้นจากการอภิปรายให้เห็นถึงปัญหาในภาพรวมของประเทศ และทำให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นเป็นอุปสรรคอย่างไรต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ผมจึง อยากจะเริ่มต้นวันนี้ด้วยการเล่าถึงผู้ป่วยคนหนึ่งที่ชื่อว่าประเทศไทย ผู้ป่วยคนนี้ผมเชื่อว่า เป็นผู้ป่วยที่ทุกท่านในที่นี้รัก เป็นห่วง แล้วก็อยากจะรักษาให้เขาหายดีขึ้น ปัจจุบันถึงแม้ ผู้ป่วยคนนี้กำลังจะฟื้นฟูจากโรคโควิด (COVID) แต่ผู้ป่วยคนนี้ยังต้องประสบกับอีก ๓ โรค ร้ายแรงในร่างกายเขา ที่เขาติดมาตั้งแต่ก่อนโควิด (COVID) ที่โควิด (COVID) มาซ้ำเติมให้ อาการเขาทรุดหนักลง แล้วที่เขายังต้องเผชิญอยู่ถึงแม้โควิด (COVID) จะหายไป

โรคที่ ๑ คือโรคเศรษฐกิจอ่อนแอที่ทำให้ประเทศเรานั้นมีอัตราการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้ากว่าเพื่อนบ้านมาหลายปี

โรคที่ ๒ คือโรคของความเหลื่อมล้ำเรื้อรังที่ทำให้โอกาสในชีวิตของคน แต่ละคนในประเทศนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตามากกว่าความสามารถ

โรคที่ ๓ หรือโรคสุดท้ายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญก็คือ โรคประชาธิปไตย หลอกลวง ที่เป็นประชาธิปไตยเพียงแค่ในนาม แต่ไม่ใช่ในการปฏิบัติจริง แต่หมายถึงโครงสร้างและกลไกที่ พลเอก ประยุทธ์และเครือข่ายได้สร้างขึ้นตลอด ๗ ปี ที่ผ่านมา และควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของกันและกัน แน่นอนครับว่าเกราะกายสิทธิ์ชิ้นพิเศษที่ค้ำจุนระบอบประยุทธ์ให้ยังสามารถอยู่ในอำนาจได้ ไม่ว่าเขาจะบริหารประเทศจนป่วยแค่ไหน ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ ที่ทางกลุ่มเราต้องการจะเสนอให้มีการแก้ไขในวันนี้ ถ้าเกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย คือรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้เป็น อะไรที่ซับซ้อนไปกว่ารัฐธรรมนูญของระบอบประยุทธ์ เพื่อระบอบประยุทธ์ โดยระบอบ ประยุทธ์ หากเราวิเคราะห์ตั้งแต่ที่มา กระบวนการและเนื้อหา เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อประวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือการสืบทอดอำนาจของ ระบอบประยุทธ์ ถ้าเรามาดูในส่วนของที่มาเราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นถูกเขียน โดยคนไม่กี่คนของ คสช. โดยไม่ได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนในวงกว้าง ถ้าเรา อยากจะวิเคราะห์ถึงเจตนา ผมก็อยากจะหยิบยกคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ของประเทศเราที่เคยป่าวประกาศไว้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกดีไซน์ (Design) มาเพื่อพวกเรา

ในส่วนของกระบวนการจริงอยู่นะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการผ่าน การรับรองโดยประชามติเมื่อปี ๒๕๕๙ แต่การจัดทำประชามติในครั้งนั้นก็ไม่ได้เป็นการ จัดทำประชามติที่เสรีและเป็นธรรม ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นสามารถรณรงค์ได้อย่างเท่าเทียมกัน บนกติกาที่เป็นธรรม ฝ่ายที่สนับสนุนแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เพราะว่าทางหน่วยงาน ของรัฐนั้นมีการสรุปข้อดีของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นส่งไปถึงที่บ้านของประชาชนทุกคน ทั่วประเทศ แต่ฝ่ายที่ต้องการจะคัดค้านหรือรณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็แทบจะทำ อะไรไม่ได้ เพราะเพียงแค่ออกมารณรงค์นั้นก็ทำให้ประชาชนเกือบ ๒๐๐ คนถูกจับกุม แล้วก็ดำเนินคดี แม้กระทั่งคำถามพ่วงที่นำมาสู่ปัญหา ณ ปัจจุบันของการที่เรามี ส.ว. ที่มา จากการแต่งตั้ง มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีก็ถูกเขียนให้ซับซ้อนแล้วก็ชี้นำ ถ้าใครในที่นี้ยังคิด จะหยิบยกตัวเลข ๑๖ ล้านเสียงที่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นข้ออ้างในการสกัดกั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมอยากจะเตือนแบบนี้นะครับ ท่านอย่าลืมว่า ๑๖ ล้านคน ที่ลงคะแนนในวันนั้นก็ไม่ได้เห็นชอบกับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปตลอดการ แต่เห็นชอบ กับมาตรา ๒๕๖ ที่อนุญาตให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ท่านอย่าลืมว่าท่านเองก็ไม่ได้ ขัดขวางอะไร เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วมีการให้เสนอให้แก้ไขระบบเลือกตั้งที่บรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ และท่านก็อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอในประชามติวันนั้นก็ ไม่ใช่ร่างเดียวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ ที่ถูกประกาศใช้

ถ้าเรามาในส่วนสุดท้ายคือส่วนของเนื้อหา เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ก็ได้ขยายอำนาจของหลาย ๆ สถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ระบอบ ประยุทธ์สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ หรือว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี การเขียนรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการ พยายามย้อนเข็มนาฬิกาของประชาธิปไตย แต่เป็นการพยายามจะสกัดการแข่งขัน และผูกขาดอำนาจทางการเมืองไว้กับฝ่ายเดียว ที่ทำให้ไม่ว่าเขาจะบริหารประเทศได้ดี หรือไม่ดีแค่ไหนก็สามารถรักษาอำนาจไว้ได้ เปรียบเสมือนกับนักมวยคนหนึ่งที่จะต่อยพลาด แค่ไหน กรรมการก็ตัดสินให้ชนะได้ในทุกยก แต่เราก็รู้ดีครับว่ากว่าวัคซีนเข็มที่ ๒ นั้นจะมามันก็อาจจะต้องใช้เวลา เพราะถึงแม้เราจะไม่มี สมาชิกรัฐสภาท่านไหนมาสกัดกั้นกระบวนการนั้น กระบวนการนี้ก็ต้องอาศัยการที่ประชาชน นั้นต้องเข้าคูหาทั้งหมด ๓ ครั้ง ๑ ครั้ง เพื่อรับรองให้มีการแต่งตั้ง ส.ส.ร. ๑ ครั้ง เพื่อไปเลือก สมาชิกที่จะไปนั่งอยู่ใน ส.ส.ร. และอีก ๑ ครั้ง เพื่อมารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกร่าง โดย ส.ส.ร. ที่มาจากเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของกลุ่ม รี-โซลูชัน (Re-Solution) เช่นในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนเข็มที่ ๑ ให้กับ ประเทศไทย แน่นอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะไม่สามารถแก้ทุกปัญหาของ รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ ได้ แต่เราสังเกตเห็นว่าปัญหาที่ใหญ่หลวงที่สุดของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของระบอบประยุทธ์ ในเมื่อปัญหา หลักของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือการสืบทอดอำนาจตรงนี้ ทางเราเลยเสนอเนื้อหาที่จะเป็น การพยายามจะปลดอาวุธ ๔ อย่าง ที่ระบอบประยุทธ์ใช้ในการสืบทอดอำนาจ โดยผมนั้นจะ เป็นผู้ชี้แจงทั้งหมด ๒ ข้อเสนอ และอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล จะเป็นผู้ชี้แจง อีก ๒ ข้อเสนอ

มาเริ่มกันที่ข้อเสนอที่ ๑ คือ การยกเลิกวุฒิสภา เพื่อปรับระบบรัฐสภามาเป็น ระบบสภาเดี่ยวที่มีแต่สภาผู้แทนราษฎร การผลักดันข้อเสนอนี้มันต้องอาศัยการที่เราเห็น ตรงกัน เห็นพ้องต้องกันใน ๒ ประเด็น เปรียบเสมือน ๒ ขั้นบันไดที่ผมอยากจะเชิญ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นมาร่วมพร้อมเดินไปกับผมในวันนี้ ขั้นบันไดที่ ๑ ที่จะก้าวขึ้นมา พร้อมกัน คือการยอมรับให้ตรงกันว่าวุฒิสภาที่เป็นอยู่ปัจจุบันขาดความชอบธรรมในเชิง ประชาธิปไตย จริงอยู่ถ้าเราสังเกตวุฒิสภาในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลก ก็จะมี บางแห่งที่มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ก็จะมีบางแห่งที่มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สมการที่สำคัญที่สุดในการออกแบบวุฒิสภาให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจของวุฒิสภาต้องสอดคล้องกับที่มา ถ้าวุฒิสภาที่ไหนจะมีอำนาจสูง ที่มาก็ต้องมี ความยึดโยงกับประชาชนสูง หรือว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าวุฒิสภาที่ไหนจะมาจาก การแต่งตั้ง ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนสูง อำนาจที่วุฒิสภานั้นมีก็จะสูงไม่ได้เช่นกัน ถ้าเราเหลือบไปมองที่สหราชอาณาจักรหรือว่าอังกฤษ เราจะเห็นว่าถึงแม้วุฒิสภาของเขาจะ มาจากการแต่งตั้งแต่อำนาจของวุฒิสภามีไม่เยอะ ทำได้มากสุดคือกลั่นกรองกฎหมาย หรือว่าชะลอด้านกฎหมายไว้แค่ ๑ ปี ถ้าเราเหลือบไปมองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เราก็จะ เห็นว่าวุฒิสภาของเขามีอำนาจเยอะมาก ถึงขั้นสามารถถอดถอนประธานาธิบดีได้ แต่ที่เขา ทำอย่างนั้นได้ ก็เป็นเพราะว่าเขามีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พอเรามองย้อนกลับมาดู ที่วุฒิสภาของไทยปัจจุบัน เราจะเห็นว่าโครงสร้างอำนาจและที่มาของวุฒิสภา ณ ปัจจุบัน ไม่ได้สอดคล้องกับหลักการนี้ เพราะในขณะที่วุฒิสภาของเรามีอำนาจล้นฟ้า แต่กลับมีที่มา ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ถ้าเรามาดูในส่วนของอำนาจก่อน เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้น ให้อำนาจวุฒิสภาเยอะกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อาจจะเป็นที่ยอมรับในวงการของท่านก็ได้ แต่ไม่ว่าท่านจะเก่งแค่ไหน หรือมีเจตนาดีแค่ไหน ข้อเท็จจริงที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ ก็คือท่านไม่ได้ที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน และเต็มไปด้วย ผลประโยชน์ทับซ้อน จาก ๒๕๐ คน มี ๒๔๔ ท่าน ในวุฒิสภาที่มาจากการจิ้มเลือกไม่ โดยตรง ก็โดยอ้อม จาก คสช. เพื่อให้เข้ามาในสภานี้แล้วโหวตให้หัวหน้า คสช. กลับมาเป็น นายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง อีก ๖ คน อาจจะมาอยู่ในที่นี้ได้ เพราะว่าเป็น ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งก็ตั้งคำถามสารพัดว่า มันเหมาะสมไหมที่เรามีข้าราชการประจำที่มาควบตำแหน่ง ในนิติบัญญัติด้วย แต่นอกจากที่มาของ ๒๕๐ คนนี้ อีกความวิปริตหนึ่งที่เราเห็น ก็คือการตั้ง คณะกรรมการสรรหา ๑๐ คน เพื่อมาสรรหา ส.ว. ๒๕๐ คนนี้ ใช้งบประมาณประเทศ ไป ๑,๓๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไปดูรายชื่อของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ๑๐ คนนะครับ เราจะ ค้นพบครับว่า ๓ ใน ๑๐ นั้น แต่งตั้งพี่หรือว่าน้องตัวเองมาเป็น ส.ว. แต่สมาชิกท่านใดที่ฟัง อยู่และยังรู้สึกดีนะครับว่าอย่างน้อยก็ยังมีอีก ๗ คนที่ไม่ได้แต่งตั้งพี่น้องตัวเองมาเป็น ส.ว. อย่าเพิ่งดีใจนะครับ เพราะใน ๗ คนที่เหลือนั้นมี ๖ คนที่ไม่ได้แต่งตั้งที่น้องมาเป็น ส.ว. ก็จริง แต่แต่งตั้งตัวเองมาเป็น ส.ว. เลย ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ชัดเจนไปกว่านี้แล้วนะครับ ถึงปัญหาของเรื่องระบอบอุปถัมภ์ และผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผมมักได้ยินสมาชิกวุฒิสภา หลายคนอภิปรายว่าอยากจะให้ความสำคัญ ด้วยอำนาจที่ล้นฟ้าและที่มาที่มีข้อกังขา ขนาดนี้นะครับ ผมเลยอยากจะเชิญชวนทุกคนให้เรายอมรับก่อนในขั้นบันไดแรกว่าวุฒิสภา ที่มีโครงสร้างอำนาจและที่มาแบบนี้ไม่ควรจะมีที่ยืนอยู่ในประเทศที่อ้างว่าปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตย พอเรายอมรับตรงนี้กันแล้ว เราจึงไปสู่ประเด็นที่ ๒ หรือว่า บันไดขั้นที่สอง ก็คือการมาเห็นตรงกันว่ารัฐสภาที่ดีที่สุด คือ รัฐสภาที่ไม่มีวุฒิสภา ผมก็ได้ฟัง การอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นความพยายาม ของหลายฝ่ายในที่นี้ที่พยายามจะเสนอแนวทางเพื่อปรับวุฒิสภาของเราให้มีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น หลายฝ่ายก็เสนอให้มีการลดอำนาจ แต่คงไว้ถึงสถานะของการเป็น ส.ว. แต่งตั้ง ในขณะที่บางฝ่ายก็เสนอให้คงอำนาจหลายส่วนไว้ แต่ไปปรับให้ที่มานั้นมาจาก การเลือกตั้ง แต่ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเสนอทางไหน ผมก็ไม่เห็นวุฒิสภารับสักข้อเสนอเลย วันนี้ ผมเลยกลับมาอีกข้อเสนอหนึ่งครับ เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอคติที่มีต่อวุฒิสภา ชุดนี้เป็นการส่วนตัว แต่เป็นข้อเสนอด้วยหลักการที่ต้องการจะออกแบบโครงสร้างการ เมืองไทยให้กระชับ ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวทางที่ว่านี้คือ แนวทางของการ หันมาใช้ระบบสภาเดี่ยวที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภาเลย แต่เหลือแค่เพียงสภาผู้แทนราษฎรที่มา จากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าแนวทางสภาเดี่ยวนั้นมีข้อดีหลัก ๆ แบ่งเป็น ๓ ประการที่ผมสรุป ไว้ว่า เป็นรัฐสภาที่จะถูกกว่า เรียบง่ายกว่าและทันสมัยกว่า

ข้อดีประการที่หนึ่งของแนวทางสภาเดี่ยว คือ การช่วยประหยัดงบประมาณ ของประเทศ ผมก็ลองไปคำนวณดูนะครับว่าถ้าเราเอาแค่เฉพาะเงินเดือนก่อน แค่เงินเดือน ของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน บวกกับเงินเดือนของคณะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยหรือผู้ชำนาญการ เราจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการมีวุฒิสภาอยู่จะอยู่ที่ประมาณ ๘๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าเรารวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารจัดเลี้ยง ค่าประชุมกรรมาธิการ รวมถึง ค่าเดินทางเข้าไป ผมมั่นใจครับว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างไรก็ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ผมคงไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะมาตัดสินแทนพี่น้องประชาชนนะครับว่า ๑,๐๐๐ ล้าบาท ต่อปีนั้นคุ้มค่าสำหรับการมีอยู่ของวุฒิสภาหรือเปล่า แต่ผมก็รู้สึกตื่นเต้นครับที่จะได้มาฟัง การอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภาในวันนี้ ที่พยายามจะโน้มน้าวให้ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน เห็นว่าทำไมเขาถึงต้องยอมจ่าย ๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพื่อให้เรามีวุฒิสภานั้นคงอยู่

ข้อดีประกันที่ ๒ ของแนวทางสภาเดี่ยวนะครับ คือความเรียบง่าย การใช้ระบบสภาเดี่ยวนั้นจะเป็นทางออกที่เรียบง่ายและปกติที่สุด ในการทำให้รัฐสภานั้น มีความยึดโยงกับประชาชนในกรอบของประชาธิปไตย ต้องยอมรับครับว่าถ้าเราต้องการจะมี วุฒิสภานั้นการพยายามจะหาสมดุลระหว่างอำนาจและที่มาที่ผมได้กล่าวไว้เป็นเรื่องที่ ท้าทายมาก ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือว่าในไทย ประเทศนิวซีแลนด์ก็พยายามจะมีวุฒิสภา ที่มาจากการแต่งตั้งและมีอำนาจน้อย แต่พอทำไปทำมาเขาก็ค้นพบว่าการหากระบวนการ แต่งตั้งที่ได้คนที่เป็นกลางทางการเมืองจริงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เขาก็เลยตัดสินใจยกเลิก วุฒิสภาไปในปี ๑๙๕๑ ประเทศสวีเดนก็พยายามคล้าย ๆ กัน คือการคงไว้ซึ่งวุฒิสภา ที่มีอำนาจสูงแต่มาจากการเลือกตั้ง แต่เขาก็ค้นพบครับว่าเลือกตั้งไปเลือกตั้งมาหน้าตา ของวุฒิสภากับหน้าตาของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้แตกต่างกันมาก เขาก็เลยตัดสินใจ ยุบวุฒิสภาไปในปีพุทธศักราช ๑๙๗๐ แม้กระทั่งในไทยเองการออกแบบวุฒิสภาให้มีอำนาจ และที่มาที่สอดคล้องกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งที่เราจะมาใกล้เคียงที่สุดอาจจะเป็นตอน รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่วุฒิสภาชุดนั้นก็หนีไม่พ้นข้อครหาว่า เป็นตัวแทนที่มาจากกลุ่มการเมืองเดียวกันกับกลุ่มที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนี้นะครับ ถึงแม้อาจจะไม่ได้ไปทำให้วุฒิสภานั้นขาดความชอบธรรมในความเป็นประชาธิปไตย แต่มันก็ชวนให้เรามานั่งคิดว่าถ้ามันเหมือนกันแล้วเราจะมี ๒ สภาไปทำไม การใช้ระบบ สภาเดี่ยวจึงเป็นทางเลือกที่เรียบง่าย และทำให้เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการหาสมดุล กับสิ่งที่เราพยายามหามาหลายสิบปีแต่ก็ไม่เคยหาเจอ

ข้อดีข้อสุดท้ายประการที่ ๓ ของแนวทางสภาเดี่ยว คือสภาเดี่ยวจะเป็น การออกแบบกระบวนการนิติบัญญัติที่ทันสมัย และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มากกว่า การคงไว้ซึ่งกระบวนการนิติบัญญัติที่ต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อาจจะทำให้กฎหมายหลายตัวของประเทศไม่มีความคล่องตัว เพียงพอในการปรับเปลี่ยน ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ในบรรยากาศที่เทคโนโลยีนั้นถูกคิดค้น ถูกเผยแพร่ และถูกทำลายล้างในอัตราที่รวดเร็วขึ้น แต่ผมเชื่อครับว่าสมาชิกรัฐสภาหลายท่านในที่นี้ก็เห็นตรงกันกับผมถึงประโยชน์ที่จะได้ จากการมีกระบวนการนิติบัญญัติที่รวดเร็วและกระชับ แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ เอง ก็กำหนดให้กฎหมายสำคัญ ๆ อย่างเช่น การปฏิรูปประเทศหรือแม้กระทั่งการแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้ก็ถูกพิจารณาโดย ๒ สภาร่วมกันทีเดียวเสร็จ แทนที่จะแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน สภาล่างก่อนไปสภาสูง ความผิดปกติของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มันไม่ใช่ การพยายามจะทำให้กระบวนการออกกฎหมายมันมีความกระชับหรือว่ารวดเร็วขึ้น แต่ความผิดปกติของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือการที่เรามี ๒๕๐ คน ที่มาจากการแต่งตั้งที่นั่ง อยู่ในห้องนี้ปัจจุบัน

แต่นอกจากข้อดี ๓ ข้อนี้แล้วนะครับ ผมก็ได้มีโอกาสรับฟังถึงข้อกังวล ที่หลายท่านมีนะครับ เพราะถ้าหากยกเลิกวุฒิสภาไปแล้ว บทบาทที่วุฒิสภาเคยทำ ใครจะมา เป็นคนทำ ผมก็เลยอยากจะขอใช้เวลาอีกสักนิดหนึ่งในการพยายามจะคลี่คลาย หรือทำให้ท่านสบายใจกับข้อกังวลเหล่านั้น เพราะหากพิจารณาแล้วเราจะเห็นว่าแต่ละสิ่ง ที่ท่านกังวลว่าเราจะสูญเสียไปหากจะไม่มีวุฒิสภา ผมรับประกันเลยครับว่าเรามีกลไกอื่น ที่สามารถมาทดแทนได้และเผลอ ๆ อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วยซ้ำ บางท่านที่กังวล ว่าการมีอยู่ของวุฒิสภาจำเป็นเพื่อจะเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพ มาออกความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ผมก็เสนอครับว่าถ้าเราอยากอัดฉีดความเชี่ยวชาญ ของคนในแต่ละสาขาอาชีพจริง ๆ ทำไมเราไม่ไปเพิ่มพื้นที่ในกรรมาธิการระดับ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้เข้ามาร่วมในกระบวนการ ออกกฎหมายตั้งแต่ต้น แทนที่จะมาปิดท้ายในกระบวนการกลั่นกรองกฎหมายของวุฒิสภา ปัจจุบัน หลายท่านที่กังวลว่าวุฒิสภาควรจะมีอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของจังหวัดหลายจังหวัด ที่อาจจะมีจำนวนประชากรน้อยและอาจจะมีจำนวน ส.ส. น้อย ผมก็รับประกันเลยครับ หลังจากที่พูดคุยกับพี่น้องประชาชนหลายคนว่า สิ่งที่หลายจังหวัดต้องการไม่ใช่การมี ส.ว. เพิ่มขึ้นอีก ๑-๒ คนมานั่งอยู่ในที่นี้ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ไปสู่ท้องถิ่น ให้เขามีผู้ว่าราชการจังหวัดที่สามารถเลือกด้วยตัวเองได้ ให้จังหวัดของเขานั้น มีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองได้ และถ้าหากท่านใดที่กังวลว่าวุฒิสภานั้นควรจะมีอยู่ เพื่อมาถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายรัฐบาล ทางกลุ่มรีโซเลชัน (Re-Solation) เราเองก็มีการเสนอ ให้เพิ่มกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจโดยการไปเพิ่มอำนาจของ ส.ส. ฝ่ายค้านที่ต้องมี หน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของรองประธานสภา ๑ ตำแหน่ง หรือว่าตำแหน่งประธานกรรมาธิการที่มีความสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล อย่างเช่น ประธานกรรมาธิการงบประมาณ ยิ่งไปกว่านั้นครับในโลกที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารได้อย่างกว้างขวางขึ้น มันก็ชวนคิดนะครับว่ากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด มันอาจจะไม่ใช่การที่เราไปหวังพึ่งบุคคล ๒๐๐ คน ในสภาอีกต่อไปแล้ว แต่การที่เราไปติดอาวุธประชาชนโดยตรงให้สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลการดำเนินงานของรัฐที่ละเอียดอ่อนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองคนที่ออกมากล้าเปิดโปงการทุจริต หรือว่า ความไม่ชอบธรรมของรัฐ ท่านสังเกตไหมครับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในแต่ละครั้งที่รัฐบาล ชุดปัจจุบันมีการถอยเรื่องร่างกฎหมายหรือว่าเรื่องนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชะลอ การซื้อเรือดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเกณฑ์การกระจายวัคซีนไฟเซอร์ (Vaccine Pfizer) ที่ได้รับการบริจาคจากประเทศสหรัฐอเมริกา มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการทักท้วงของสมาชิก วุฒิสภาในที่นี้นะครับ มันเกิดขึ้นจากการทักท้วงของประชาชนบนท้องถนนและในโลก ออนไลน์ (Online) ที่มันเสียงดังจนรัฐบาลนั้นไม่สามารถเพิกเฉยได้ เพราะฉะนั้นข้อกังวล เหล่านี้เป็นข้อกังวลที่ทางผมและทีมนั้นก็ยินดีรับฟัง แล้วก็ยินดีทำทุกวิถีทางที่พยายามจะ คลี่คลาย แต่ผมก็อยากจะเชิญชวนประชาชนให้จับตาดูความจริงใจของสมาชิกวุฒิสภาบาง คนที่จะหยิบยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา ใครก็ตามนะครับที่หยิบยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา แต่ยังออก ตัวปกป้องวุฒิสภาในรูปแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ผมขออนุญาตตั้งคำถามดูความจริงใจของท่าน เพราะถ้าหากท่านอ้างว่าประเทศเราต้องมี ส.ว. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละสาขา วิชาชีพ แล้วท่านรับได้อย่างไรกับวุฒิสภาปัจจุบันที่ใน ๒๕๐ คน มีเกือบครึ่งที่ประกอบแค่ ๒ อาชีพ ก็คือทหาร แล้วก็ตำรวจ ถ้าท่านจะอ้างว่าประเทศเราต้องมี ส.ว. เพื่อให้เป็นตัวแทน ของจังหวัดที่มีประชากรน้อย แล้วท่านรับได้อย่างไรกับวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่ออกโรงปกป้อง รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่ไม่มีการพูดถึงการกระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว หรือถ้าท่านอ้างว่า ประเทศเราต้องมี ส.ว. เพื่อมาถ่วงดุลรัฐบาล ก็ต้องถามกลับไปครับว่าท่านรับได้อย่างไร กับวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่ให้ท้ายและรับรองแทบจะทุกการกระทำและทุกมติของรัฐบาลชุดนี้ ครั้งเดียวที่ผมจำได้ถึงการลุกฮือของสมาชิกวุฒิสภาในการถ่วงดุลรัฐบาล คือตอนที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ส. ฝ่ายค้านร่วมกันเสนอให้ตัดอำนาจของท่านในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยสรุปแล้วแม้ข้อสรุปเรื่องการยกเลิกวุฒิสภาและการหันมาใช้ระบบเดี่ยว อาจจะฟังดูเป็น อะไรที่แปลกใหม่ในรัฐสภาไทย แต่หากดูบริบทโลกเราจะเห็นได้นะครับ ว่าระบบสภาเดี่ยว เป็นสิ่งที่ปกติมาก และมีข้อดีที่ถูกพิสูจน์มาแล้วในหลากหลายประเทศ ถ้าเราสำรวจประเทศ ทั่วโลกที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐเดี่ยวนะครับ ไม่ได้เป็นสหพันธ์รัฐ และเป็นระบบรัฐสภา ที่ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี เราจะเห็นครับว่าในบรรดาประเทศเหล่านี้ ๒ ใน ๓ ของประเทศ เหล่านั้นก็เลือกใช้ระบบสภาเดี่ยว สภาเดี่ยวจึงเป็นทางเลือกหลัก สภาคู่ต่างหากครับ ที่เป็นทางเลือกรอง เพราะฉะนั้นคำถามที่เราต้องมาพิสูจน์กันในวันนี้ มันอาจจะไม่ใช่คำถาม ที่ผมต้องมาตอบว่าทำไมถึงต้องยกเลิก ส.ว. แต่มันเป็นคำถามที่สมาชิกรัฐสภาคนไหน ที่ต้องการจะคงไว้ถึงวุฒิสภาต้องตอบต่างหากว่า ทำไมถึงต้องมี ส.ว.

มาในส่วนข้อเสนอที่ ๒ ครับ ข้อเสนอที่ ๒ นั้นคือ การยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ ชาติ ๒๐ ปี และแผนปฏิรูปประเทศ การเสนอให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผน ปฏิรูปประเทศ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นประโยชน์ของการดำเนินนโยบายที่มีความ ต่อเนื่อง หรือการบริหารประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ แต่หากผมจะขออนุญาตยืมคำพูดของ นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งมานะครับ ท่านได้กล่าวไว้ว่าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เปรียบเสมือนกับยุทธศาสตร์ที่ทำตามก็พัง ไม่ทำตามก็ผิดครับ ทำตามก็พังอย่างไร การที่เราบอกว่าการเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี จะทำให้ประเทศพัง ไม่ได้เป็นการดูถูก ดูแคลนผู้เชี่ยวชาญที่ออกแบบ หรือว่าเขียนแผนนี้ขึ้นมา จริงอยู่นะครับว่าองค์ประกอบของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช. ก็มีหลายส่วนครับที่สมควรจะถูก วิจารณ์ เพราะว่าใน ๓๕ คนที่อยู่ในคณะกรรมการนั้น มีถึง ๑๑ คนที่เป็นทหารหรือตำรวจ มีภาคธุรกิจอีก ๙ คน แต่แทบจะไม่มีตัวแทนของฝ่ายภาคประชาชน หรือฝ่ายวิชาการเลย จริงอยู่นะครับว่ากระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนก็ถูกรวบรัด ถึงขั้นที่ว่าเรามี กฎหมาย พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมาในปี ๒๕๖๐ ที่ระบุเอาไว้ในมาตรา ๒๘ ให้ถือว่า ยุทธศาสตร์ชาตินั้นได้รับฟังความคิดเห็นเป็นที่เรียบร้อย โดยการอ้างอิงกระบวนการรับฟัง ความเห็นที่เกิดขึ้น ๒ ปีก่อนกฎหมายจะออกมาด้วยซ้ำ แล้วก็จริงอยู่ครับว่าเนื้อหาของแผน ก็มีหลายส่วนที่อาจจะชวนตั้งคำถามได้ ไม่ว่าจะเป็นขาดการจัดลำดับความสำคัญของสิ่ง ที่ควรจะทำก่อนทำหลัง หรือการขาดความกล้าหาญ และความทะเยอทะยานที่จะ ตั้งเป้าหมายตัวชี้วัดให้กับประเทศ ที่มันไปไกลกว่าสิ่งที่ประเทศไทยเราเคยทำมาได้แล้ว แต่ผมเรียนแบบนี้นะครับว่า ถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการจะเก่งกาจแค่ไหน ถึงกระบวนการรับฟังความเห็นจะกว้างขวางแค่ไหน หรือเนื้อหาของแผนจะดีเลิศแค่ไหน การพยายามจะกำหนดเส้นทางของประเทศไว้ล่วงหน้าถึง ๒๐ ปี ในโลกที่มีแต่ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยครับ อย่าว่าแต่ ๒๐ ปี แค่ ๒ ปี ผมว่าก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เมื่อ ๒ ปีที่แล้วใครจะคิดครับว่าโลกเราจะ เผชิญวิกฤติโควิด (COVID) ที่มาสร้างความสูญเสียให้กับประเทศเรา และชีวิตของประชาชน ได้ขนาดนี้ เมื่อเรามาคำนึงถึงทรัพยากรที่เราต้องอัดฉีดเข้าไป เพื่อให้เรามีแผนยุทธศาสตร์ ชาติ ๒๐ ปี ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำ ค่าใช้จ่ายด้านธุรการ หรือว่ามันสมองและแรง ของข้าราชการเก่ง ๆ หลาย ๆ คนที่ต้องเสียไปกับภารกิจตรงนี้ ผมจึงเกรงครับว่าการมี ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีอยู่นั้น เป็นอะไรที่ได้ไม่คุ้มเสีย แต่ถึงแม้จะมีใครในที่นี้มองต่างจากผม แต่เห็นว่าการเดินตามยุทธศาสตร์ชาติจะทำให้ประเทศไม่พัง สิ่งที่น่ากังวลกว่าก็คือ ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เป็นยุทธศาสตร์ที่ถ้าไม่ทำตามแล้วผิด ถ้ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นสิ่งที่มีอยู่เฉย ๆ แต่เปล่าประโยชน์ ผมก็คงไม่กังวลขนาดนี้ครับ เพราะเราเสียมากที่สุด ก็คือเสียแรงและเสียเวลา แต่สิ่งที่มันน่ากลัวกว่าคือการที่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ และกฎหมายที่ตามมานั้นไปเปิดช่องให้เราสามารถลงโทษรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งได้ หากไม่กระทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ถึงขั้นที่สามารถขับรัฐมนตรีออกจาก ตำแหน่งได้ ถ้าเรามองลึกเข้าไปกลไกนี้อีก เราจะค้นพบครับว่าองคาพยพที่ถือดาบ ในการสามารถยื่นฟ้องร้อง หรือว่าพิพากษาว่าใครทำตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่นั้น ก็ล้วนเป็นสถานบันทางการเมืองที่ปัจจุบันนั้น ระบอบประยุทธ์สามารถควบคุมได้ไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ตอนแรกดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์ ก็ดูมีประโยชน์ขึ้นมาทันทีเลย แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับการออกแบบนโยบายให้ก้าวทันโลกนะครับ แต่เป็นประโยชน์ ในฐานะเครื่องมือของระบอบประยุทธ์ในการสืบทอดอำนาจ และการเล่นงานคู่แข่ง ทางการเมือง การมีอยู่ของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี จึงเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่กำลังล็อกคอ ประเทศ การยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีจะไม่ทำให้ประเทศนั้น โกลาหลหรือไร้ทิศทาง แต่จะทำให้รัฐบาลนั้นมีความยืดหยุ่น ในการออกแบบแล้วก็นำเสนอนโยบายที่สอดรับ กับสถานการณ์และวิกฤติในแต่ละช่วงเวลา และเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคุณภาพของนโยบายผ่านสนามเลือกตั้ง ในส่วนของข้อเสนอ อีก ๒ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นข้อ ๓ เรื่องศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ หรือว่าข้อที่ ๔ เรื่อง มาตรการในการป้องกันการรัฐประหาร ผมจะขออนุญาตให้ผู้ชี้แจงอีกท่านหนึ่งลง รายละเอียด แต่ผมเพียงอยากจะย้ำว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้ ทั้งข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ไม่ได้ เป็นข้อเสนอที่สุดโต่งครับ แต่เป็นข้อเสนอที่ปกติมากในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

- ๑ ๑ /๑

ก่อนจะทิ้งท้ายผมอยากจะชี้แจงอีกประเด็นหนึ่งที่ผมทราบมา หลายท่าน อาจจะมีความกังวลว่าในเมื่อเรามีร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขระบบเลือกตั้งไปเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว ที่รอลงพระปรมาภิไธยอยู่ แล้วเหลือบมาเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นยังเขียนถึง ระบบเลือกตั้งที่เป็นระบบเลือกตั้งที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เวอร์ชัน (Version) เก่าอยู่ ผมอยากจะให้ท่านสบายใจได้นะครับว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะปรับระบบเลือกตั้ง เพียงแต่ว่า เราร่างรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นมาก่อนที่จะมีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งโดยรัฐสภาในที่นี้ เพราะฉะนั้น ทางเราในเชิงหลักการก็ยินดีครับที่จะแก้ไขระบบเลือกตั้งในวาระที่ ๒ ในชั้นกรรมาธิการ ให้เป็นเหมือนกับร่างระบบเลือกตั้งที่แต่ละท่านนั้นได้โหวตผ่านไปเรียบร้อยแล้ว

ท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ทางเราขอปิดท้ายด้วยการย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่า ๔ ข้อเสนอนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แน่นอน แต่เป็นเหมือนกับวัคซีนเข็มที่ ๑ ที่พยายามจะแก้ประเด็นที่เร่งด่วนที่สุดที่ปัจจุบันทำ ให้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของระบอบประยุทธ์ ผมเชื่อว่าตลอดวันนี้จะมีสมาชิกรัฐสภาบางท่านที่จะพยายามทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ เรานั้นมันดูสุดโต่ง มันดูน่ากลัว มันดูเป็นเหมือนการพยายามจะเอาชนะทางการเมือง แต่ผม อยากให้ทุกท่านลองสังเกตและเปิดใจดูดี ๆ นะครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นไม่ได้ ต้องการโจมตีใครในฐานะตัวบุคคล เราแค่ต้องการรื้อระบบที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคม ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของเราไม่ได้พยายามจะทำให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่เพียงต้องการทำให้ ไม่มีประชาชนคนไหนต้องเสียเปรียบเลยสักคน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเราไม่ได้ต้องการจะ ตอบสนองฝ่ายซ้ายหรือว่าฝ่ายขวา แต่เราต้องการสร้างระบบการเมืองที่เป็นกลางกับทุก ความฝัน ระบบที่เป็นกลางที่ทุกคนไม่ว่าจะเกิดมาเป็นใครก็มีหนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียงในการ กำหนดอนาคตของประเทศตัวเอง ระบบที่เป็นกลางที่ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะฝักใฝ่ อุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหนก็มีโอกาสเท่าเทียมกันในการแข่งขันเพื่อเอาชนะใจ ประชาชนแล้วเข้ามาบริหารประเทศ ระบบที่เป็นกลางที่ทุกคนไม่ว่าจะมีอำนาจมากน้อย แค่ไหนก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่เป็นกลางจริง และระบบที่เป็นกลางที่ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในประเทศนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ ของกฎหมายทุกฉบับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน การกระทำของรัฐบาลในช่วงภายใต้ระบอบประยุทธ์ที่ผ่านมาที่พยายามจะทำลายระบบ ที่เป็นกลางแบบนี้ ก็ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและ ความศรัทธาต่อสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ข้อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้นะครับ จึงไม่ได้เป็นการทำลายล้างสถาบันทางการเมืองใด ๆ ที่ท่านหวงแหน แต่กลับจะเป็นการ พยายามคืนศักดิ์ศรีให้กับสถาบันเหล่านั้น การปรับสู่ระบบสภาเดี่ยวไม่ได้จะทำลายกลไก การตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐสภา แต่กลับจะทำให้รัฐสภานั้นกลับมาเป็นความหวังของ ประชาชนอีกครั้งหนึ่งในการนำพาการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ จะทำลายความเป็นอิสระของระบบตุลาการ แต่จะทำให้ประชาชนนั้นกลับมาเชื่อมั่นในความ เป็นกลางของคำวินิจฉัยศาลอีกครั้งหนึ่ง การปฏิรูปองค์กรอิสระก็ไม่ได้ทำให้ กกต. หรือ ป.ป.ช. นั้นไร้น้ำยา แต่จะทำให้องค์กรอิสระเหล่านี้มีความกล้าหาญมากขึ้นในการตรวจสอบ รัฐบาลทุกฝ่าย การยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็ไม่ได้จะทำให้ข้าราชการขาดทิศทาง ในการทำงาน แต่จะทำให้ข้าราชการนั้นมีเวลาและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า แม้กระทั่งการตั้งผู้ตรวจการกองทัพก็ไม่ได้จะทำให้กองทัพนั้นขาดเกียรติยศ แต่จะทำให้กองทัพนั้นได้มีโอกาสพิสูจน์กับประชาชนครับว่าเขาสามารถดำเนินการได้อย่าง มืออาชีพโดยไม่ถูกแทรกแซงจากการเมือง และถ้าพูดให้ถึงที่สุดแม้กระทั่งการรื้อระบอบ ประยุทธ์ก็ไม่ได้ทำให้ พลเอก ประยุทธ์นั้นหมดอนาคต แต่จะเปิดโอกาสให้เขาสามารถ กลับมาเป็นนายกได้อย่างสง่าผ่าเผยมากขึ้นถ้าเขาสามารถชนะได้ในการเลือกตั้งที่เสรีและ เป็นธรรมจริง ความจริงแล้วการรักษาศรัทธาในสถาบันทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม มันไม่ สามารถเกิดขึ้นได้หรอกครับจากการหยุดอยู่กับที่ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสถาบันนั้น ก้าวเดินไปพร้อมกับเข็มนาฬิกาที่หมุนไปตามความต้องการของประชาชน แต่นอกจากจะคืน ศักดิ์ศรีกับสถาบันทางการเมืองแล้ว หัวใจสำคัญจริง ๆ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการ ต้องการสร้างระบบการเมืองที่ไว้วางใจประชาชน ระบบที่ไว้วางใจประชาชนให้เขามีสิทธิ เลือกผู้นำของตัวเองโดยไม่ต้องมี ส.ว. ๒๕๐ คนเข้ามาร่วมเลือกด้วย ระบบที่ไว้ใจประชาชน ให้เขาเลือกนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอเอง และลงโทษพรรคการเมืองเองถ้าเกิด ว่าไม่สามารถทำตามนั้นได้จริง ระบบที่ไว้วางใจประชาชนให้เขามาแก้ทุกวิกฤติทางการเมือง ด้วยกันเองผ่านกลไกรัฐสภา โดยไม่ต้องให้ทหารนั้นเข้ามายึดอำนาจ และอ้างว่าที่ทำมา ทั้งหมดนั้นเพื่อจะแก้ปัญหาให้กับประชาชน ผมเลยอยากปิดท้ายในการเชิญชวนสมาชิก รัฐสภาทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะไว้วางใจผมหรือไม่ ไม่ว่าท่านจะไว้วางใจผู้สนับสนุนท่านอื่น หรือไม่ ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญเลยครับ สิ่งที่สำคัญในวันนี้คือการที่ท่านไว้วางใจประชาชน และโหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อสร้างระบบการเมืองที่ไว้วางใจ ประชาชน และถึงแม้ท่านอาจจะยังไม่เห็นด้วยกับผมว่าระบบการเมืองที่เราพยายามจะนำเสนอนั้น อยู่บนพื้นฐานของการไว้วางใจประชาชน ผมขอเถอะครับ ท่านเลือกไว้วางใจประชาชน แค่ครั้งเดียวก็พอ ให้เขาสามารถตัดสินเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ด้วยเสียงของ เขาเองในการจัดทำประชามติ ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วครับว่าจากมาตรา ๒๕๖ วรรคแปด ก็กำหนดไว้อยู่แล้วว่าถ้าเกิดร่างนี้สามารถผ่านการพิจารณา ๓ วาระของรัฐสภา ได้อย่างไรก็ต้องมีการจัดทำประชามติให้คนไทยทั่วประเทศสามารถลงคะแนนเสียงได้ว่า สนับสนุน เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขนี้ ถ้าท่านคิดว่าร่างแก้ไขนี้มันเลวร้ายจริง มันแย่จริง ผมขอเถอะครับ ท่านไว้วางใจประชาชนเถอะครับ ถ้ามันแย่ขนาดนั้นจริง พวกเขาก็จะคว่ำร่างนี้ด้วยเสียงของเขาเอง จะเห็นนะครับว่าตลอดการอภิปรายที่ผ่านมา ผมไม่เคยแม้แต่สักครั้งเดียวที่จะหยิบยกตัวเลข ๑๓๕,๒๔๗ ที่เราได้เมื่อ ๕ เดือนที่แล้วมาอ้าง ว่าตัวเลขนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ผมก็ขอเหมือนกันครับว่าตลอดการอภิปราย ในวันนี้ท่านก็ควรจะหยุดหยิบยกตัวเลข ๑๖ ล้านเสียง จากประชามติเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว มาบอกว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศในวันนี้เช่นเดียวกัน ถ้าท่านอยากจะวัดกันจริง ๆ ว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศคิดกันอย่างไร ทางเดียวที่ท่านจะวัดได้คือการรับหลักการ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วไปดูผลการลงประชามติที่จะต้องเกิดขึ้น หากท่านฟังเช่นนี้ แล้วท่านยังเลือกที่จะตัดหน้าประชาชน แล้วก็มาโหวตไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แทนที่จะไปวัดกันที่ประชามติ การอภิปรายของท่านในวันนี้จะถูกจดจำ จะถูกบันทึก ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ใช่ในฐานะส่วนหนึ่งของการอภิปรายคัดค้านร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของกลุ่มรีโซลูชัน (Re-Solution) แต่การอภิปรายของท่านในวันนี้จะถูกบันทึก และจะถูกจดจำในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ครับ